The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by dawny6944, 2022-03-08 12:00:19

ม.6

ม.6

˹§Ñ Ê×ÍàÃÂÕ ¹ ÃÒÂÇÔªÒ¾é×¹°Ò¹

ภาษาไทย

วรรณคดีและวรรณกรรม ม.๖

ชัน้ มธั ยมศึกษาปท ี่ ๖

กลมุ สาระการเรียนรภู าษาไทย
ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑

ผเู รียบเรยี ง
นายภาสกร เกดิ ออ น
นางสาวระวีวรรณ อนิ ทรประพนั ธ
นางฟองจนั ทร สุขย่ิง
นางกัลยา สหชาติโกสีย
นายศานติ ภกั ดีคํา
นายพอพล สกุ ใส
ผตู รวจ
นางจินตนา วีรเกยี รติสนุ ทร
นางวรวรรณ คงมานสุ รณ
นายศกั ด์ิ แวววริ ยิ ะ
บรรณาธิการ
นายเอกรินทร ส่ีมหาศาล
นางประนอม พงษเ ผอื ก

พมิ พค ร้ังท่ี ๑
สงวนลิขสทิ ธ์ติ ามพระราชบัญญัติ
ISBN : 978-616-203-288-2

รหสั สนิ คา ๓๖๑๑๐๐๔

¤Œ¹¤ÇÒÁÌ٢ÂÒ¤ÇÒÁ¤Ô´¨Ò¡ GEB UIDE ทผาพี่ นมิ พwก wํากwบั ห.ัวaขkอ sสoําคrัญnใน.cหoนงั mสือเรไปยี นยงัหแลหักลสงูตครวแากมนรกูทล่วั าไงทฯย-ท่วั โลก

¤íÒ¹íÒ ÊÒúÑÞ

ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ไดกําหนดให บทนํา หนา
ภาษาไทย ซ่งึ เปน ภาษาประจาํ ชาติ เปนรายวิชาพื้นฐานท่ีผูเรียนทุกคนตอ งเรียน เพอื่ พัฒนา การอา นวรรณคดี ๑ - ๑๕
ศักยภาพของผูเรียนใหสามารถใชภาษาไทยไดอยางถูกตองตามหลักภาษาไทย และเกิด
ความรคู วามเขา ใจในเอกลักษณทางภาษาของชาติ ๑หนว ยการเรยี นรูท่ี ๑๖ - ๕๗

ภาษาไทยเปนเอกลักษณของชาติ เปนสมบัติทางวัฒนธรรมอันทําใหเกิดเอกภาพ เสภาเรอ่ื งขนุ ชา งขุนแผน ๕๘ - ๘๓
และเปนเคร่ืองมือท่ีใชในการติดตอสื่อสารเพื่อสรางความเขาใจและความสัมพันธอันดี ตอน ขุนชา งถวายฎกี า ๘๔ - ๑๐๙
ของคนในชาติ นอกจากน้ี ภาษาไทยยังเปนเครื่องมือสําคัญที่ชวยในการแสวงหาความรู ๑๑๐ - ๑๕๓
ทั้งจากหนังสือและแหลงขอมูลสารสนเทศตางๆ ทั้งนี้ ผูเรียนจะตองมีความรูความเขาใจ ๒หนว ยการเรยี นรูท่ี
และเลือกสรรใชภาษาไทยท่ีถูกตอง เพื่อธํารงไวซึ่งเอกภาพของชาติไทยและสามารถนําไป ๑๕๔ - ๑๖๗
ใชพฒั นาทกั ษะอาชีพตา งๆ เพ่อื ประโยชนของตนเองและสงั คม สามกก ๑๖๘ - ๑๗๑
ตอน กวนอูไปรับราชการกับโจโฉ
สําหรับหนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย ช้ันมัธยมศึกษาปที่ ๖ นี้ ๑๗๒
ทางคณะผเู รยี บเรยี งไดแ บงเนอื้ หาออกเปน ๒ เลม ไดแ ก หลักภาษาและการใชภ าษา ๑ เลม ๓หนวยการเรยี นรูท่ี
และวรรณคดแี ละวรรณกรรม ๑ เลม
กาพยเหเรือ
หนังสือเรียน รายวิชาพ้ืนฐาน ภาษาไทย วรรณคดีและวรรณกรรมน้ี มีเนื้อหา
มงุ เนน ใหผ เู รยี นไดศ กึ ษาวรรณคดแี ละวรรณกรรม ซงึ่ ถอื เปน สมบตั อิ นั ลาํ้ คา ทางภาษาของไทย ๔หนว ยการเรยี นรูท่ี
ดวยหวังเปนอยางยิ่งวา คุณคาดานตางๆ ในวรรณคดีและวรรณกรรม จะชวยสงเสริม
และกระตุนใหผูเรียนรูจักใชกระบวนการคิดวิเคราะห การวิจารณ และเขาถึงครรลองแหง สามคั คีเภทคําฉันท
รสวรรณคดีและวรรณกรรม สามารถสังเคราะหแนวคิดของกวี เรียนรูวิถีไทยและนําไป
ประยุกตใชในชีวติ ประจาํ วันไดเปนอยางดี ๕หนวยการเรยี นรทู ี่

คณะผูเรียบเรียงจึงมีความม่ันใจวา สถานศึกษาที่เลือกใชหนังสือเรียนชุดนี้ ไตรภูมพิ ระรวง
จะพัฒนาคุณภาพและคุณลักษณะที่พึงประสงคของผูเรียนไดตามมาตรฐานการเรียนรูของ ตอน มนสุ สภมู ิ
หลักสตู รแกนกลาง การศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ กลุม สาระการเรียนรภู าษาไทย
ช้ันมัธยมศกึ ษาปท ่ี ๔ - ๖ ทุกประการ บทเสรมิ
บทอาขยาน
ผเู รียบเรียง
บรรณานุกรม

õตอนท่ี บทนา�

วรรณคดีและวรรณกรรม การอา่ นวรรณคดี

การอานวรรณคดี เปนการทําความเขา ใจบทประพันธใ หป รโุ ปรง และใชจ ินตภาพสราง

อารมณ เพื่อจะไดเ ขา ถงึ สารที่กวีตองการสอ่ื
การอานวรรณคดี ผูอานตองใชวิจารณญาณในการอานแลวนําไปคิด ใชสติปญญา

กล่ันกรองสกดั คณุ คาทางอารมณและคณุ คา ทางความคิด จนถึงการวจิ กั ษว รรณคดี คือ เกดิ
ความเขาใจแจมแจง ตระหนักในคุณคาดานวรรณศิลปและคุณคาดานสังคม เกิดความ
หวงแหนและตองการธํารงรักษาใหเปนสมบัติของชาติตอไป การอานที่ไดคิดคนหาเหตุผล
มาอธิบายความรูสึกของตนเองเปนการแสดงความคิดเห็นขั้นวิจารณ ซึ่งอาจตอยอดไปถึง
การอา นวรรณคดใี นระดับสูงได

๑ ความสำาคัญของวรรณคดี ๓ การวิจักษว์ รรณคดี

วรรณคดเี ปน็ มรดกทต่ี กทอดมาจากบรรพบรุ ษุ เปน็ มรดกทางปญั ญาของคนในชาติ วรรณคดี วรรณคดี หมายถึง หนังสือที่ได้รับการยกย่องว่าแต่งดี มีคุณค่า ซึ่งค�าว่า วรรณคดี
เปน็ เสมอื นกระจกเงาสะทอ้ นภาพของสงั คมในอดตี ใหค้ นรนุ่ หลงั ไดร้ บั ร ู้ ดว้ ยวา่ กวมี กั นา� เสนอสภาพ ได้ปรากฏอยู่ในโบราณคดีสโมสร โดยตั้งข้ึนในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
สงั คมในสมัยที่ตนมีชีวติ อยดู่ ้วยการสอดแทรกไว้ในงานเขยี นของตน ทา� ให้ผู้อ่านได้รับความรดู้ ้าน ใน พ.ศ. ๒๔๕๐ เพ่อื ส่งเสรมิ การประพันธ์ เผยแพร่ความร้เู ก่ยี วกับประวัตศิ าสตร์และโบราณคดี
ตา่ งๆ เชน่ ดา้ นประวตั ศิ าสตร ์ สงั คมศาสตร ์ ภาษาศาสตร ์ ปรชั ญา เปน็ ตน้ นอกจากนยี้ งั มคี ตธิ รรม และมีปรากฏในราชกฤษฎกี าการตัง้ วรรณคดีสโมสรเม่อื พ.ศ. ๒๔๕๗ ในรัชสมยั พระบาทสมเด็จ-
อนั เปน็ แนวทางในการพฒั นาความคดิ จติ ใจ และโลกทศั นข์ องผอู้ า่ น ดว้ ยการนา� ขอ้ คดิ จากวรรณคดี พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยหู่ วั หนังสือที่จดั วา่ เปน็ วรรณคดี เชน่ กวนี พิ นธ์ นทิ าน ละครไทย ละครพูด
มาใชใ้ นชวี ิตจริง พงศาวดาร เปน็ ต้น
กวมี ักสอดแทรกแนวคิด คติสอนใจ และปรชั ญาชวิี ิตไว้ ท�าให้ผ้อู ่านไดร้ บั ความรเู้ กดิ ความ วจิ กั ษ ์ หมายถึง ทีร่ แู้ จง้ ทเ่ี หน็ แจ้ง ฉลาด มีสตปิ ัญญา เชย่ี วชาญ
รู้สึกประทับใจและมีอารมณ์ร่วมไปกับกวี ดังน้ันวรรณคดีจึงมีความส�าคัญต่อชีวิตมนุษย์ ซ่ึงมี วิจักษ์วรรณคดี หมายถึง การพิจารณาว่าหนังสือน้ันๆ แต่งดีอย่างไร ใช้ถ้อยค�าไพเราะ
ทั้งคุณค่าด้านเน้ือหา คุณค่าด้านวรรณศิลป์ และคุณค่าด้านสังคม นอกจากน้ีวรรณคดียังเป็น ลกึ ซง้ึ กินใจหรอื มคี วามงามอย่างไร มคี ณุ คา่ ใหค้ วามรู ้ ขอ้ คดิ คตสิ อนใจ หรอื ชีใ้ หเ้ หน็ สภาพชีวติ
เคร่ืองเชิดชูอารยธรรมของชาติในการเป็นหลักฐานทางโบราณคดี ท�าให้คนในชาติสามารถรับรู้
เรือ่ งราวในอดีต ๔ ความคดิ ความเชอ่ื ของคนในสงั คมอย่างไร
การอา่ นวรรณคดจี งึ เปน็ การสง่ เสรมิ ใหผ้ อู้ า่ นมสี นุ ทรยี ะทางอารมณ ์ เขา้ ใจความจรงิ ของชวี ติ หลกั การวิจักษว์ รรณคดี

๒ มากยิ่งขึ้น และชว่ ยจรรโลงสังคมอีกด้วย หลักการวจิ ักษ์วรรณคดีที่สา� คญั มีดงั น้ี
แนวทางในการอา่ นวรรณคดี ๑) อ่านอย่างพินิจพิจารณา เป็นการอ่านโดยการวิเคราะห์ต้ังแต่ช่ือเร่ือง เช่น
บทละครพูดเรอื่ ง “เห็นแก่ลูก” เม่ืออา่ นชอ่ื เรื่องแล้วมกั จะคิดตอ่ ไปว่าใครเป็นผู้เหน็ แกล่ กู ประวตั ิ
การอ่านวรรณคดีเพื่อให้ได้รับความบันเทิงใจ ได้รับอรรถรสในการอ่าน และได้รับคุณค่า ผู้แตง่ คา� นา� คา� นิยม สารบัญ ไปจนถึงเนือ้ เรือ่ งย่อ และบรรณานุกรม ซ่งึ จะทา� ใหเ้ ราเขา้ ใจเนือ้ หา
ด้านสาระประโยชน์และด้านสนุ ทรยี ภาพ มีแนวทางในการอา่ น ดังนี้ มูลเหตขุ องการแต่ง แรงบนั ดาลใจในการแต่ง
๑) เลอื กอา่ นวรรณคด ี กอ่ นอน่ื ตอ้ งทราบกอ่ นวา่ บทรอ้ ยกรอง หรอื คา� ประพนั ธ ์ หรอื กวี ๒) คน้ หาความหมายพนื้ ฐานของบทประพนั ธ ์ ความหมายพน้ื ฐานหรอื ความหมาย
นพิ นธม์ หี ลายชนั้ การเลอื กอา่ นวรรณคดเี รอื่ งทไี่ ดร้ บั ยกยอ่ งวา่ เปน็ วรรณคดชี นั้ เยย่ี มทา� ใหส้ ามารถ ตามตัวอักษร ผู้อ่านสามารถค้นหาได้จากข้อความท่ีกวีได้น�าเสนอไว้ ว่าใคร ท�าอะไร ท่ีไหน
ยดึ เปน็ แนวทางในการอา่ นวรรณคดเี ร่ืองอนื่ ๆ ได้ เพราะวรรณคดีที่ได้รับการยกย่องจะมคี วามเป็น ผลเป็นอยา่ งไร โดยมหี ลักการค้นหาความหมายของบทประพันธ ์ ดังน้ี
อมตะ มีคุณคา่ ทางวรรณศิลป์ และมขี ้อคิดท่สี ามารถน�ามาประยุกตใ์ ชก้ ับชีวติ ในปัจจุบนั ได้ ๒.๑) ค้นหาความหมายตามตัวหนังสือ คือ ค�าใดที่ไม่เข้าใจได้ทันที สามารถค้นหา
๒) ควรอา่ นวรรณคดใี หต้ ลอดทงั้ เรอ่ื ง ท�าความเข้าใจกับเนื้อเรื่องท่ีอ่าน เพ่ือให้รู้ ความหมายและคา� อธบิ ายศัพทจ์ ากพจนานกุ รมหรืออภิธานศัพท์ เชน่
องคป์ ระกอบของเรือ่ งและเข้าใจสารที่กวตี ้องการสอ่ื มายงั ผอู้ า่ น
๓) รหู้ ลกั การพจิ ารณาคณุ คา่ ของวรรณคดี และน�าหลักน้ันมาพิจารณาวรรณคดี สามยอดตลอดระยะระยบั วะวะวับสลับพรรณ
ทอ่ี า่ น เพ่อื ใหส้ ามารถเขา้ ถึงความหมายและคุณค่าของวรรณคดีเรื่องน้นั ชอ่ ฟา้ ตระการกลจะหยนั จะเยาะยว่ั ทิฆัมพร
๔) สามารถแสดงความคดิ เหน็ วจิ ารณห์ รอื ประเมนิ คณุ คา่ วรรณคด ี เมื่ออา่ น บราลีพิลาสศุภจรญู นภศลู ประภัสสร
วรรณคดีจบ ผู้อ่านควรวิจักษ์วรรณคดีเรื่องนั้นได้ เพ่ือให้เห็นข้อดีและข้อบกพร่องของวรรณคดี หางหงสผ์ จงพจิ ติ รงอน ดุจกวักนภาลัย
เร่อื งน้นั จงึ จะไดป้ ระโยชน์จากการอ่านวรรณคดีอย่างแท้จรงิ
(สามคั คเี ภทค�าฉนั ท์)
2
3

จากบทประพนั ธ์ศพั ท์ทีจ่ ะตอ้ งคน้ หา ได้แก่ เรื่องท่ีอ่าน เช่น เรื่องนิราศภูเขาทอง ตอนท่ีกล่าวถึงองค์เจดีย์ที่ช�ารุดทรุดโทรมมีรอยแตกร้าว
ระยบั หมายถึง พราวแพรว วับวาม (แสงหรอื รัศมี) ดังความว่า
ชอ่ ฟา้ หมายถงึ ตวั ไมท้ ต่ี ดิ อยบู่ รเิ วณหนา้ บนั รปู เหมอื นหวั นาคชขู น้ึ เบอื้ งบน
ตระการ หมายถึง งาม ทั้งองคฐ์ านรานร้าวถึงเก้าแฉก เผยอแยกยอดสดุ กห็ ลุดหัก
กล หมายถงึ เหมอื น โอเ้ จดีย์ทสี่ รา้ งยงั รา้ งรัก เสยี ดายนักนึกน่านา้� ตากระเดน็
ทฆิ มั พร หมายถงึ ท้องฟ้า กระนีห้ รอื ช่ือเสียงเกียรติยศ จะมิหมดล่วงหน้าทนั ตาเห็น
นภศูล หมายถึง ยอดปราสาทหรอื มณฑปหรอื ปรางคท์ แี่ หลมตรงขน้ึ ไปใน เปน็ ผู้ดีมมี ากแลว้ ยากเย็น คดิ ก็เปน็ อนิจจงั เสียทัง้ นนั้
อากาศ
ประภสั สร หมายถงึ สเี ลอ่ื มๆ พรายๆ แสงพราวๆ เหมอื นแสงพระอาทติ ยแ์ รกขน้ึ (นิราศภเู ขาทอง)
บราล ี หมายถงึ เครือ่ งแตง่ หลงั คาเป็นยอดเลก็ ๆ เรียงรายตามอกไก่
พลิ าส หมายถึง งามอย่างสดใส จากค�าประพันธ์ข้างต้น กวีเปรียบรอยแตกร้าวของเจดีย์ว่าเหมือนเกียรติยศชื่อเสียงเป็น
ศภุ หมายถงึ ความงาม สิ่งท่ีไม่จีรังยั่งยืน ข้อคิดท่ีส่ือสารมายังผู้อ่าน คือ ชีวิตคนเราอาจประสบกับความเปล่ียนแปลง
จรญู หมายถงึ รงุ่ เรอื ง ซ่ึงเป็นสิ่งธรรมดาของโลก คนมัง่ มีก็อาจเป็นคนจนได้ เมอื่ สุขก็อาจทุกขไ์ ด้ มยี ศได้กเ็ สอ่ื มยศได ้
๒.๒) ค้นหาความหมายแฝง คือ ความหมายที่ต้องตีความ ซ่ึงผู้แต่งอาจใช้ค�าท่ีเป็น มีลาภได้ก็เสื่อมลาภได ้ ทกุ สง่ิ ลว้ นเป็นอนจิ จังไม่แนน่ อน
สญั ลกั ษณ์ เพื่อเสนอสารอันเปน็ ความคิดหลกั ของผแู้ ตง่ เช่น ๓) รบั รอู้ ารมณข์ องบทประพนั ธ ์ พยายามพจิ ารณาเมอื่ รบั รคู้ วามรสู้ ึกและอารมณ์ที่
กวสี อดแทรกในบทประพนั ธ ์ เชน่ นริ าศนรนิ ทร ์ กวกี ลา่ วถงึ ยามทต่ี อ้ งจากคนรกั ไดพ้ รรณนาความ
นาคีมพี ิษเพี้ยง สรุ ิโย รสู้ ึกอาลัยรักท่ีมตี ่อนางผูเ้ ป็นทร่ี กั ว่า เมอื่ ต้องแยกจากกนั ราวกับได้ปลิดหวั ใจไปจากตวั หากแบง่
เลอ้ื ยบท่ �าเดโช แช่มช้า หวั ใจออกเปน็ ๒ ซกี ได้ ซกี แรกจะเอาตดิ ตวั ไปดว้ ย ส่วนอีกซกี จะฝากไวก้ ับนาง ดังความวา่
พิษน้อยย่งิ โยโส แมลงปอ่ ง
ชแู ต่หางเองอ้า อวดอา้ งฤทธี จ�าใจจากแมเ่ ปลื้อง ปลดิ อก อรเอย
เยยี วว่าแดเดียวยก แยกได้
(โคลงโลกนติ ิ) สองซกี แล่งทรวงตก แตกภาค ออกแม่
ภาคพ่ีไปหนงึ่ ไว ้ แนบเนอื้ นวลถนอม
จากบทประพันธ์ข้างต้นกล่าวถึง งูใหญ่มีพิษมากเทียบเท่ากับความร้อนของดวงอาทิตย์
แตท่ า่ ทางการเลื้อยกลบั เคล่อื นไปอย่างช้าๆ ไม่แสดงให้รู้ว่ามพี ษิ มาก ซึ่งตา่ งจากแมลงป่องมีพิษ (นิราศนรินทร์)
เพียงเล็กน้อยอยู่ที่หาง กลับชูหางอวดพิษอันน้อยนิด ความหมายของโคลงบทน้ีพิจารณา
ความหมายแฝงได้ว่า งูใหญ่ (นาคี) เป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่เปี่ยมไปด้วยอ�านาจแต่ไม่โอ้อวด ๔) พจิ ารณาการใชก้ ลวธิ ใี นการแตง่ คา� ประพนั ธ ์ กลวธิ ใี นการแตง่ คา� ประพนั ธเ์ ปน็ วธิ ี
แสดงตน ในขณะท ่ี แมลงป่อง เปน็ สญั ลักษณ์แทนผูท้ ่มี อี า� นาจนอ้ ยแตช่ อบแสดงฤทธิเ์ ดชอวดอา้ ง สรา้ งความรสู้ กึ นกึ คดิ ของกว ี ชว่ ยใหผ้ อู้ า่ นเขา้ ใจทศั นะและนยั สรปุ ของกวหี รอื เนอื้ เรอื่ งไดช้ ดั เจนยงิ่
อา� นาจอันนอ้ ยนิดทตี่ นมี ขน้ึ กวา่ การบอกเลา่ ดว้ ยถอ้ ยค�า และวธิ กี ารตรงไปตรงมา ดงั จะเหน็ ไดจ้ ากปมปญั หาของเสภาเรอ่ื ง
๒.๓) ค้นหาข้อคิดอันเป็นประโยชน์ เป็นการค้นหาข้อคิดคติเตือนใจท่ีสามารถน�าไป ขุนช้างขุนแผนท่ีเป็นปมความขัดแย้งเร่ืองความรักระหว่างชายสองหญิงหนึ่ง จนในท่ีสุดได้น�าไป
ประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจ�าวันได้ กวีมักสอดแทรกทัศนะ ข้อคิด คติสอนใจ สกู่ ารคลี่คลายปมปัญหาด้วยการประหารชวี ติ นางวนั ทอง ซ่ึงเป็นจดุ จบที่นา่ เศร้าสลดใจ แต่กเ็ ปน็
เรอ่ื งตา่ งๆ ไวใ้ นเนอื้ เรอ่ื งของวรรณคด ี ผอู้ า่ นควรอา่ นอยา่ งพจิ ารณาเพอื่ คน้ หาคณุ คา่ จากวรรณคดี กลวธิ ีทที่ า� ใหเ้ รือ่ งนอี้ ยู่ในใจผอู้ า่ นมายาวนาน เพราะกวสี ร้างความรู้สกึ คา้ งคาใจ ความไม่สมหวงั
ของตัวละคร
4
5

๕) ความงามความไพเราะของภาษา พจิ ารณาการสรรคา� และการเรยี บเรยี งคา� ใหเ้ ปน็ เสยี งซงึ่ เกดิ จากการกา� หนดจา� นวนพยางคห์ รอื คา� เปน็ วรรค บาท และบท การผกู คา� สมั ผสั คลอ้ งจอง
ตามลา� ดบั อยา่ งไพเราะเหมาะสม และการใชโ้ วหารกอ่ ใหเ้ กดิ จนิ ตภาพ อารมณ ์ และความรสู้ กึ เชน่ อย่างมแี บบแผน ลกั ษณะการบังคบั ต�าแหนง่ วรรณยุกต ์ เชน่ โคลง เปน็ ต้น และการเพิ่มสัมผัส
กวีเลือกใชค้ �าท่มี ีความหมายว่า งาม อยา่ งเหมาะสม จากบทละครพูดค�าฉนั ท์เรอื่ ง มทั นะพาธา คล้องจองในวรรคขึ้นอยู่กับลีลาช้ันเชิงของกวีแต่ละคน วรรณคดีเรื่องหนึ่งๆ อาจใช้ค�าประพันธ์
ชนิดเดียวเป็นหลัก เชน่ เสภาเรอื่ งขนุ ชา้ งขุนแผน เรอื่ งอเิ หนา แตง่ เปน็ กลอนสุภาพ วรรณคดี
อา้ อรณุ แอร่มระเรอื่ รจุ ี ประดุจมโนภริ มย์รต ี ณ แรกรัก บางเรอ่ื งแตง่ ดว้ ยคา� ประพันธ์ต่างชนดิ กัน เช่น เรือ่ งพระลอ เรือ่ งตะเลงพ่ายแต่งเป็นโคลงและร่าย
เรียกวา่ ลลิ ิต เรื่องมัทนะพาธาแต่งเป็นฉนั ทแ์ ละกาพย์ เรียกว่า คา� ฉนั ท ์ กาพย์เหเ่ รือแต่งเป็นโคลง
แสงอรุณวโิ รจน์นภาประจกั ษ์ แฉล้ม เฉลา และโสภิ นักนะฉันใด และกาพยเ์ พอื่ ให้ฝีพายไดข้ บั เห่ในกระบวนพยหุ ยาตราทางชลมารค กวไี ด้เลอื กรปู แบบกาพยย์ านี
หญงิ และชาย ณ ยามระตีอทุ ยั สวา่ ง ณ กลางกมล ละไม กฉ็ ันน้ัน ซ่ึงเหมาะกับเน้ือเรื่องท่ีพรรณนาธรรมชาติร่วมกับอารมณ์ความรู้สึกของกวีท่ีแสดงความรักความ
อาลัยถึงคนรกั ดงั ความวา่
(มทั นะพาธา)

๕ การพจิ ารณาคุณค่าวรรณคดี โคลง

วรรณคดีเป็นผลงานที่สืบทอดกันมาช้านานเป็นหนังสือท่ีมีคุณค่าสมควรอ่านอย่างพินิจ รอนรอนสรุ ิยโอ้ อสั ดง
พิเคราะห์ไปถึงการวิจักษ์ ซ่ึงเท่ากับเป็นการกล่ันกรองคุณค่าของวรรณคดีที่อ่าน มีทั้งคุณค่า ค�่าแลว้
ทางด้านเนอื้ หา คณุ คา่ ทางด้านวรรณศิลป์ และคณุ คา่ ทางดา้ นสังคม โดยพิจารณาดงั นี้ เร่ือยเรอ่ื ยลับเมรุลง นชุ พี ่ เพยี งแม่
รอนรอนจิตจ�านง คลับคล้ายเรียมเหลยี ว
๕.๑ คุณค่าด้านเน้อื หา เร่อื ยเรือ่ ยเรียมคอยแกว้
ทพิ ากรจะตกตา่�
การพจิ ารณาคุณค่าดา้ นเนอื้ หามีแนวทางในการพิจารณา ดงั ต่อไปนี้ กาพย ์ ค�านงึ หน้าเจ้าตาตร ู
๑) รูปแบบ ในการศึกษาวรรณคดี นักเรียนควรมีความเข้าใจเก่ียวกับรูปแบบของ
วรรณคดีว่าจะพิจารณาวรรณคดีเรื่องนั้นในลักษณะใด ซ่ึงรูปแบบของวรรณคดีแบ่งออกเป็น เรือ่ ยเรอ่ื ยมารอนรอน
รอ้ ยแก้วและร้อยกรอง
๑.๑) ร้อยแก้ว คือค�าประพันธ์ท่ีไม่จ�ากัดถ้อยค�าและประโยค ไม่มีกฎเกณฑ์ทาง สนธยาจะใกลค้ า่�
ฉนั ทลกั ษณ์เปน็ รูปแบบต่างๆ ตายตัว การพิจารณาความหมายในคา� ประพันธ์ประเภทร้อยแก้วขึ้น
อย่กู บั จุดประสงค์และเน้ือหาของเร่ือง ถา้ กวีมจี ดุ ม่งุ หมายทจ่ี ะบันทึกเรือ่ งราวเหตกุ ารณใ์ หค้ วามรู้ การอ่านค�าประพันธ์เป็นจังหวะท�านองตามลักษณะค�าประพันธ์แต่ละชนิด จะช่วยให้
ท่วั ๆ ไป จะมกี ารใช้ภาษาตรงไปตรงมา เรยี บง่าย และชดั เจน และหากกวแี ต่งเร่ืองท่มี ีเนือ้ หาลุ่ม ผู้อ่านสามารถรับรู้อารมณ์ของกวีที่แทรกไว้ในบทร้อยกรองอย่างมีประสิทธิภาพ การอ่านอย่าง
ลกึ แสดงความลึกซง้ึ แยบคาย เช่น เรือ่ งเก่ียวกบั พระพทุ ธศาสนา ปรัชญา หรือเรื่องที่เกดิ จาก เข้าใจซาบซ้ึง ย่อมช่วยให้ผู้อ่านและผู้ฟังเข้าถึงรสถ้อยค�า รสความ รสคล้องจอง และรสภาพ
จินตนาการ วรรณกรรมร้อยแก้วชิ้นท่ีเลือกใช้ถ้อยค�าได้เหมาะสมเนื้อความ แต่งได้กระชับรัดกุม อย่างสมจริง เกิดความรสู้ กึ ประทับใจในวรรณคดีไทย
สละสลวย สอื่ ความหมายไดช้ ดั เจน วางเหตกุ ารณใ์ นเรอื่ งไดแ้ นบเนยี น วรรณกรรมรอ้ ยแกว้ ชน้ิ นน้ั ๒) องคป์ ระกอบของเรอื่ ง พจิ ารณาไดด้ งั นี้
จะมีความไพเราะงดงามและสะเทือนอารมณผ์ ู้อา่ นได้เปน็ อย่างดี ๒.๑) สาระ พิจารณาว่าสาระท่ีผู้แต่งต้องการส่ือมายังผู้อ่านเป็นเร่ืองอะไร เช่น
๑.๒) ร้อยกรอง คือค�าประพันธ์ที่น�าค�ามาประกอบกันข้ึน ให้มีลักษณะรูปแบบตามที่ ให้ความรู้ ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น หรือแสดงความรู้สึกนึกคิดออกมา ควรจับสาระส�าคัญหรือ
ก�าหนดไว้และมีกฎเกณฑ์ข้อบังคับต่างๆ วรรณคดีสมาคมได้มีการบัญญัติค�าว่า ร้อยกรอง เป็น แกน่ ของเรอ่ื งใหไ้ ดว้ า่ ผ้แู ตง่ ตอ้ งการสอ่ื อะไร แกน่ เร่อื งมีลกั ษณะแปลกใหม่ นา่ สนใจเพยี งใด เช่น
ค�ารวมเรยี กโคลง ฉันท ์ กาพย ์ กลอน และร่าย ค�าประพันธ์ประเภทรอ้ ยกรองจะเน้นจังหวะของ เรื่องสามก๊ก มีเน้ือหาเกี่ยวกับการปกครองบ้านเมือง และการชิงอ�านาจกันด้วยอุบายการเมือง
และการสงคราม เป็นตน้

6 7

๒.๒) โครงเรือ่ ง พจิ ารณาวิธีการเรียงล�าดบั ความคดิ หรือเหตกุ ารณใ์ นเร่ืองว่าเปดิ เรอื่ ง ชมดวงพวงนางแย้ม บานแสลม้ แยม้ เกสร
อยา่ งไร ดังเชน่ โครงเรอื่ งของเสภาเรอ่ื งขนุ ช้างขนุ แผน ตอนขนุ ชา้ งถวายฎีกา คอื ผหู้ ญงิ ทตี่ ้อง คดิ ความยามบงั อร แยม้ โอษฐย์ ิม้ พริ้มพรายงาม
เลือกไปอยู่กับผู้ชายคนใดคนหน่ึง ซ่ึงคนหน่ึงตนก็รักมากอีกคนหนึ่งก็ดีต่อตนมาก กวีมีวิธีวาง มะลิวลั ย์พันจกิ จวง ดอกเป็นพวงร่วงเรณู
โครงเร่ืองได้ดีหรือไม่ การล�าดับความไปตามล�าดับข้ันตอนหรือไม่ มีวิธีการวางล�าดับเหตุการณ์ ชูช่ืนจิตคดิ วนิดา
นา่ สนใจอย่างไร และมกี ารสรา้ งปมขดั แยง้ อะไรท่นี �าไปสู่จุดสูงสุดของเร่ือง เป็นต้น หอมมาน่าเอ็นดู
๒.๓) ฉากและบรรยากาศ พิจารณาการพรรณนาหรือบรรยายฉากของเร่ือง โดย (กาพยเ์ ห่เรือ)
บรรยากาศน้ันสร้างโดยการบรรยายฉาก ซ่ึงเกิดจากการสร้างเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดข้ึนในเร่ือง
กวีต้องให้รายละเอียดเก่ียวกับสถานที่และสภาพแวดล้อม เพ่ือให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกคล้อยตาม จากบทประพนั ธ์ค�าวา่ บังอร และ วนดิ า หมายถงึ ผู้หญิงและนางผู้เปน็ ที่รกั ซึง่ จะอยู่
เชน่ เรอ่ื งสามกก๊ มฉี ากของเรอ่ื งอยใู่ นประเทศจนี ในสมยั พระเจา้ เหย้ี นเต้ เสภาเรอื่ งขนุ ชา้ งขนุ แผน ในแต่ละตา� แหน่งที่สอดคล้องกันกับบทประพนั ธ์
ตอน ขนุ ชา้ งถวายฎกี ามฉี ากการตดั สนิ พระทยั ของสมเดจ็ พระพนั วษากเ็ กดิ ขนึ้ ในสมยั การปกครอง ๑.๒) การเลอื กใชค้ า� ที่เหมาะแกเ่ น้อื เรื่องและฐานะของบุคคลในเร่ือง เชน่
ตามระบอบสมบูรณาญาสิทธริ าชยแ์ ละบรรยากาศน่าเกรงขาม เปน็ ตน้
๒.๔) ตัวละคร พิจารณาลักษณะนิสัยของตัวละครเป็นส่วนส�าคัญของเรื่อง โดยต้อง เอออเุ หม่นะมึงชิชา่ งกระไร กม็ าเปน็
พิจารณาว่ามีบุคลิกภาพอย่างไรและมีบทบาทอย่างไร พฤติกรรมท่ีแสดงออกมาดีหรือไม่ เช่น ททุ าสสถลุ ฉะน้ไี ฉน
ความไม่ร้จู กั กาลเทศะของขุนช้างในคราวทด่ี �านา้� เข้าไปถวายฎีกาถึงเรอื พระทีน่ ั่ง เปน็ ต้น
๒.๕) กลวิธีการแต่ง พิจารณาวิธีการเลือกใช้ถ้อยค�า และการน�าเสนอว่ากวีน�าเสนอ ศึก บ ถงึ และมึงก็ยงั มเิ หน็ ประการใด
อยา่ งไร เชน่ เสนออยา่ งตรงไปตรงมา เสนอโดยใหต้ ีความจากสัญลกั ษณ์หรือความเปรยี บ เสนอ จะน้อยจะมากจะยากจะเย็น
โดยใช้ภาพพจนใ์ หเ้ กิดจินตภาพ ควรพจิ ารณาวา่ วธิ กี ารตา่ งๆ เหล่านี้ ชวนให้นา่ สนใจ นา่ ติดตาม
และน่าประทับใจได้อยา่ งไร อวดฉลาดและคาดแถลงเพราะใจ
ขยาดขย้ันมิทนั อะไร กห็ ม่ินกู
๕.๒ คณุ คา่ ดา้ นวรรณศลิ ป์
(สามัคคเี ภทคา� ฉันท)์
การพิจารณาคุณค่าด้านวรรณศิลป์ พิจารณาจากการเลือกสรรค�ามาเรียงร้อยกันให้เกิด
ความงาม ความไพเราะ มีความหมายลึกซ้ึงกินใจ ท�าให้ผู้อ่านเกิดจินตนาการ ซ่ึงมีแนวทาง จากบทประพันธ์เป็นการเลือกใช้ค�าที่เหมาะสมกับฐานะของบุคคล ในเร่ืองเป็นตอนที่
ในการพิจารณา ดังน้ี พระเจา้ อชาตศตั รูแสรง้ ใช้คา� บรภิ าษวสั สการพราหมณ ์ เมื่อวสั สการพราหมณ์ทัดทานเรือ่ งการศึก
๑) การสรรคา� คอื การทีก่ วเี ลือกใชค้ �าใหส้ อื่ ความคิด ความเข้าใจ ความรู้สึก อารมณ์ได้ ซง่ึ เปน็ ค�าที่กษตั รยิ ์ใช้กับผทู้ ่มี ฐี านะต่า� กว่า
อย่างไพเราะตรงตามท่ีกวตี อ้ งการ โดยพจิ ารณาการใชค้ �าตา่ งๆ ดังน้ี ๑.๓) การเลือกใช้คา� ได้เหมาะแกล่ ักษณะของคา� ประพันธ์ เชน่
๑.๑) การเลอื กใชค้ า� ไดถ้ กู ตอ้ งตรงตามความหมายทตี่ อ้ งการ เชน่ การเลอื กใชค้ า� ไวพจน์
คือ ค�าที่เขียนต่างกัน แต่มีความหมายเหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน บางค�าจะใช้ในบทร้อยกรอง ตน่ื ตาหนา้ เผือด หมดเลือดสั่นกาย
เทา่ นั้น เช่น หลบล้ีหนีตาย วนุ่ หวนั่ พรน่ั ใจ
ซกุ ครอกซอกครัว ซ่อนตัวแตกภยั
8 เข้าดงพงไพร ทง้ิ ยา่ นบ้านตน

(สามัคคีเภทคา� ฉนั ท)์

จากบทประพันธ์มีค�าท่ีใช้ได้ท้ังร้อยแก้วและร้อยกรอง เช่น ค�าพื้นฐานต่างๆ ได้แก่
เลือด หนา้ เผอื ด หลบลี ้ ซกุ เปน็ ต้น

9

๑.๔) การเลือกค�าโดยคา� นึงถงึ เสยี ง ดงั นี้ สัมผัสพยญั ชนะ ไดแ้ ก ่ ออ้ - เอยี ด - ออด, ลม - ลอด - ไล่ - เล้ยี ว - เรยี ว, ออด -
(๑) คำ� ทเี่ ลน่ เสยี งวรรณยกุ ต ์ คำ� ในภำษำไทยทต่ี ำ่ งกนั เฉพำะเสยี งวรรณยกุ ต์ กจ็ ะ แอด - ออด, ไล ้ - ล�า
มคี วำมหมำยตำ่ งกนั เพอ่ื สรำ้ งควำมหลำกหลำยของระดบั เสยี งสงู ตำ�่ ซง่ึ จะทำ� ใหเ้ กดิ ควำมไพเรำะ สมั ผัสสระ ไดแ้ ก ่ ซอ - ออ้ , เอยี ด - เบียด, เลีย้ ว - เรยี ว, ออด - ยอด, ใบ - ไล,้
ด้ำนเสียงโดยตรงและไม่เสียควำม ดังตัวอย่ำง น้�า - ลา�

จะจับจองจอ่ งจ้องสิง่ ใดนัน้ ดูสำ� คัญค่ันคัน้ อย่ำงันฉงน (๔) การเล่นค�าพ้องเสียงและซ้�าค�า คือ การใช้ค�าเดียวกันหรือค�าท่ีมีเสียง
อยำ่ ลำมลวงลว่ งล้วงดเู ลศกล ค่อยแคะคนคน่ ค้นใหค้ วรกำร เหมอื นกนั ใชซ้ า�้ หลายแหง่ ในบทประพนั ธห์ นงึ่ บท ในความเดยี วกนั หรอื ตา่ งความหมายกนั เพอื่ ยา�้
อย่ำเคล้ิมคลำ� คล่�ำคลำ้� แตล่ ะโลภ เทีย่ วหวงห่วงหว้ งละโมบละเมอหำญ นา้� หนักความใหห้ นกั แน่น เช่น
ส่งิ ใดปองป่องปอ้ งเป็นประธำน อย่ำด่วนดำนดำ่ นด้ำนแตโ่ ดยใจ
จบั ปลำชอนช่อนชอ้ นสองกรถอื ขำ้ งละมอื ม่อื มอ้ื จะมั่นไฉน แกม้ ชา�้ ช้�าใครตอ้ ง อันแกม้ นอ้ งช�้าเพราะชม
เพอ่ื ระแวงแว่งแวง้ พลกิ แพลงไป คร้ันจะวำงวำ่ งว้ำงไวด้ ลู ำนเลว ปลาทกุ ทกุ ขอ์ กกรม เหมือนทุกข์พีท่ ี่จากนาง

(กลบทสภุ าษติ ) (กาพย์เห่เรือ)

จำกบทประพนั ธแ์ สดงใหเ้ หน็ ถงึ ควำมสำมำรถของกวที เี่ ลอื กใชค้ ำ� ทมี่ พี ยญั ชนะตน้ จากบทประพันธ์กวีเล่นค�าที่เสียงพ้องกัน แต่ความหมายต่างกัน โดยเล่นค�าว่า
ตัวเดยี วกนั และมตี ัวสะกดตัวเดียวกัน ต่ำงกันทีเ่ สียงวรรณยุกต์ ปลาแกม้ ช้า� ช�้า ปลาทุก ทุกข์ และซ�้าค�าว่า ช้า� และ ทกุ ข์
(๒) คำ� ทเ่ี ลยี นเสยี งธรรมชำต ิ ทำ� ใหผ้ อู้ ำ่ นเหน็ ภำพชดั เจนและเกดิ ควำมรสู้ กึ คลอ้ ย ๒) การใชโ้ วหาร
ตำมไปดว้ ย เชน่ ๒.๑) บรรยายโวหาร คือ การใช้ค�าอธิบายเล่าเรื่องราวรายละเอียดให้เข้าใจตาม
ลา� ดบั เหตกุ ารณว์ า่ ใคร ทา� อะไร ทไ่ี หน และอยา่ งไร เชน่ สามกก๊ ตอน กวนอไู ปรบั ราชการกบั โจโฉ
เปรีย้ งเปรี้ยงดัง่ เสยี งฟำ้ รอ้ ง กกึ กอ้ งทว่ั ทศทิศำ โจโฉพากวนอูไปหาพระเจ้าเหยี้ นเตเ้ พื่อให้รับเปน็ ทหาร ความวา่
ต้องอกทศกัณฐอ์ สุรำ ตกจำกรถำอลงกรณ์
“…ครั้นอยู่มาวันหนึ่งโจโฉจึงพากวนอูเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเห้ียนเต้แล้วทูลว่า กวนอูคนนี้มีฝีมือ
(รามเกียรต)์ิ พอจะเป็นทหารได้ พระเจ้าเห้ียนเต้ก็มีความยินดีจึงตั้งกวนอูเป็นนายทหาร โจโฉกับกวนอูก็ลากลับ
มาบา้ นโจโฉจงึ ใหเ้ ชญิ กวนอูกินโต๊ะ…”
(๓) ค�ำที่เล่นเสียงสัมผัส คือ กำรใช้ถ้อยค�ำให้มีเสียงสัมผัสคล้องจองของ
ค�ำประพันธ์ สมั ผัสมี ๒ ชนิด คือ สัมผสั ในและสมั ผัสนอก สัมผสั นอกเปน็ สมั ผสั บงั คับตำมลักษณะ (สามกก๊ )
ค�ำประพันธ์แต่ละชนดิ เช่น โคลงส่ีสภุ ำพ กำพย์ยำนี ๑๑ ก็มีสัมผัสทแ่ี ตกตำ่ งกนั สมั ผสั ในเป็น
สมั ผสั ทไ่ี มบ่ งั คบั แตช่ ว่ ยทำ� ใหค้ ำ� ประพนั ธไ์ พเรำะยง่ิ ขน้ึ สมั ผสั ในมี ๒ ลกั ษณะ คอื สมั ผสั พยญั ชนะ ๒.๒) พรรณนาโวหาร คอื การอธิบายความโดยการสอดแทรกอารมณ ์ ความรสู้ กึ
และสัมผัสสระ ดังตัวอยำ่ ง หรอื ใหร้ ายละเอยี ดอยา่ งลกึ ซงึ้ ของกวลี งไปในเรอ่ื งนนั้ ๆ ทา� ใหผ้ อู้ า่ นเกดิ อารมณส์ ะเทอื นใจคลอ้ ยตาม
ไปกับบทประพันธ์ ดังบทชมไม้ในกาพย์เห่เรือเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรท่ีพรรณนาดอกไม้ตามท่ีกวีได้
พบเหน็ แลว้ ชวนให้คิดถึงนางผเู้ ป็นทรี่ กั ที่เคยรอ้ ยมาลยั ดอกไมม้ าถวาย ความว่า

ไผซ่ ออ้อเอียดเบียดออด ลมลอดไล่เลีย้ วเรยี วไผ่ สาวหยดุ พุทธชาด บานเกล่ือนกลาดดาษดาไป
ออดแอดแอดออดยอดไกว แพใบไล้น้�ำล�ำคลอง นกึ นอ้ งกรองมาลัย วางใหพ้ ่ขี า้ งทนี่ อน

(คา� หยาด) (กาพย์เห่เรือ)

10 11

๒.๓) เทศนาโวหาร คือ กลวิธีท่ีใช้โวหารในการกล่าวส่ังสอนอย่างมีเหตุผลประกอบ จากบทประพันธ์จะเห็นการใช้อุปมาได้จากการใช้คา� วา่ ราวกับ เปรียบเทยี บลูกท้งั สอง
เช่น สุภาษิตสอนหญิงของสุนทรภู่ ส่วนใหญ่จะเป็นการกล่าวส่ังสอนหญิงสาวให้ประพฤติปฏิบัติ คือ พระกัณหากับพระชาลีเป็นดวงตา แสดงให้เห็นว่าลูกน้ันมีค่ากับพ่อแม่ราวกับดวงตาและยัง
ตนใหเ้ หมาะสมทง้ั ในเรือ่ งการแต่งกาย กริ ยิ ามารยาท การวางตัว การพูดจา ดงั ตัวอย่าง ท�าให้รู้สึกถึงความเจ็บปวดทรมานของการถูกพรากเอาลูกท้ังสองคนไปเหมือนการถูกแขวะควัก
ดวงตา ดังน้นั อุปมา คอื ดวงตาทยี่ กมาเปรียบกบั ลูกทัง้ สอง สว่ นลกู ท้งั สองเปน็ อุปไมย
ประการหนึ่งซึ่งจะเดนิ ด�าเนนิ นาด ค่อยเยือ้ งยาตรยกยา่ งไปกลางสนาม ๓) การใช้ภาพพจน์ คือ การพลิกแพลงภาษาท่ีใช้พูดหรือเขียนที่ท�าให้ผู้อ่านเกิด
อยา่ ไกวแขนสดุ แขนเขาห้ามปราม เสงย่ี มงามสงวนไว้แตใ่ นที จนิ ตภาพ ได้อารมณแ์ ละความร้สู ึก การใช้โวหารมหี ลายลกั ษณะ ดังน้ี
อยา่ เดนิ กรายยา้ ยอกยกผ้าห่ม อย่าเสยผมกลางทางหว่างวถิ ี ๓.๑) การใชภ้ าพพจน์อุปมา เปน็ การเปรียบเทียบว่าสิ่งหน่ึงเหมือนกับอีกสิง่ หนงึ่ โดย
อย่าพดู เพ้อเจอ้ ไปไม่สดู้ ี เหย้าเรอื นมกี ลับมาจง่ึ หารือ ใชค้ �าว่า เสมอื น ดจุ ดงั่ ราว เพยี ง ประหนงึ่ แสดงความหมายอย่างเดยี วกับค�าวา่ เหมอื น เช่น

(สุภาษติ สอนหญงิ )

๒.๔) สาธกโวหาร คือ การยกตวั อยา่ งเรือ่ งราวมาประกอบ เพอื่ เพ่มิ รายละเอียด หรอื นางนวลนวลน่ารัก ไมน่ วลพกั ตร์เหมอื นทรามสงวน
สิ่งทน่ี ่ารูน้ า่ สนใจลงไปในขอ้ ความ ท�าใหเ้ ขา้ ใจชัดเจนย่งิ ขึ้น เชน่ แกว้ พีน่ ีส้ ดุ นวล ดงั่ นางฟา้ หนา้ ใยยอง

“...เตียวเล้ียวจึงว่า มหาอุปราชไม่แจ้งหรือ ในนิทานอิเยียงซึ่งมีมาแต่ก่อนว่าเดิมอิเยียงอยู่กับ (กาพยเ์ ห่เรือ)
ต๋งหางซึ่งเป็นเจ้าเมือง ต๋งหางเลี้ยงอิเยียงเป็นทหารใช้สอย ครั้นอยู่มายังมีคิเป๊กเจ้าเมืองหนึ่งนั้นยกทัพ
มาฆ่าต๋งหางตาย คิเปก๊ ไดอ้ เิ ยียงไปไว ้ จึงตง้ั อเิ ยียงเป็นขนุ นางทป่ี รกึ ษา อิเยียงมีความสุขมาเปน็ ช้านาน...” จากบทประพันธ์กวีกล่าวถึงนกนางนวลว่ามีความน่ารัก แต่ความน่ารักของนก
ก็ไมเ่ ท่าหนา้ นวลของนางผเู้ ป็นทีร่ ัก นางมีหนา้ นวลราวกับนางฟา้ ทมี่ หี น้างามผดุ ผ่อง
(สามก๊ก ตอน กวนอไู ปรบั ราชการกบั โจโฉ) ๓.๒) การใช้ภาพพจน์อุปลักษณ์ เป็นการเปรียบส่ิงหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง การเปรียบ
ลกั ษณะนไี้ มม่ คี า� ทสี่ อ่ื ความหมายวา่ เหมอื นปรากฏอย ู่ แตเ่ ปน็ การเปรยี บเทยี บโดยใชค้ า� วา่ คอื เปน็
จากบทประพันธ์เป็นเหตุการณ์ตอนที่กวนอูขอสัญญาสามข้อจากโจโฉ เพื่อแลกกับ
การเป็นทหารรับใช้โจโฉ แต่โจโฉไม่ยอมรับสัญญาข้อที่สามของกวนอูท่ีขอว่า หากรู้ว่าเล่าปี่อยู่ พ่อตายคือฉัตรกง้ั หายหกั
ทไี่ หนจะไปหาทันที เตยี วเล้ยี วจงึ ไดย้ กนทิ านอิเยียงให้ฟงั ว่า เมื่ออิเยียงไดน้ ายใหมค่ ือคเิ ปก๊ และ แมด่ บั ดุจรถจกั ร จากด้วย
คิเป๊กเล้ียงดูอิเยียงอย่างดี อิเยียงได้ตอบแทนบุญคุณคิเป๊กด้วยชีวิต หลังจากได้ฟังนิทานอิเยียง ลกู ตายบ่วายรกั แรงร่า�
โจโฉก็ไดใ้ หส้ ญั ญาขอ้ ทสี่ ามกบั กวนอู เมียมิง่ ตายวายมว้ ย มือคลุม้ แดนไตร
๒.๕) อปุ มาโวหาร คือ โวหารท่ีกลา่ วเปรียบเทยี บ มักใชค้ ูก่ ับอุปไมย อุปมา เป็นสงิ่
หรือข้อความที่ยกมาเปรียบ ส่วนอุปไมย คือ ข้อความท่ีเปรียบเทียบกับสิ่งอ่ืนให้เข้าใจแจ่มแจ้ง (โคลงโลกนติ )ิ
เช่น เรอื่ งมหาเวสสนั ดรชาดก กัณฑ์มัทร ี เมอ่ื ชูชกมาขอสองกมุ ารคือกัณหากบั ชาล ี ดงั ความว่า
จากบทประพันธ์กวีเปรียบพ่อเป็นฉัตร และความตายของพ่อเป็นเหมือนกับ
“...ปางเม่อื ท้าวเธอยกสองดรุณเยาวเรศผยู้ อดรัก ราวกะแขวะควกั ซง่ึ ดวงเนตรท้ังสองขา้ งวางไว้ ฉตั รหัก หมายถงึ ผ้ทู ่คี มุ้ ครองใหค้ วามอบอุ่น มน่ั คง ปลอดภยั ได้สญู สิ้นไปแลว้
ซง่ึ มอื พราหมณ…์ คดิ ไปคดิ ไปแลว้ ใจหายเหน็ นา่ นา้� ตาตกวา่ โอโ้ ออ๋ กมทั รเี อย่ จะเสวยพระทกุ ขแ์ ทบถงึ ชวี ติ ๓.๓) การใช้ภาพพจน์บุคคลวัต เป็นการสมมติสิ่งไม่มีชีวิตหรือสัตว์ให้มีกิริยาอาการ
จะปลดิ ปลง ด้วยพระลกู รกั ท้ังสองพระองคน์ ี.้ ..” ความรู้สึกเหมอื นมนษุ ย ์ เชน่

(มหาเวสสันดรชาดก กัณฑม์ ทั ร)ี หลงั คาโบสถ์โอดครวญเมอ่ื จวนผ ุ ระแนงลุล่วงหลน่ บนพื้นหญ้า
เสาอิฐปนู ทรุดเซตามเวลา พระประธานสั่นหน้าระอาใจ

(แสดงธรรม)

12 13

๔) ลีลาการประพันธ์ เป็นท่วงท�านองที่ส�าคัญในการแต่งค�าประพันธ์ให้ดีเด่นท�าให้ “…โอ้พระชนนีของลูกแก้ว นับวนั ลูกจะไกลแลว้ จากนิเวศน์วัง พระมารดาอยูข่ ้างหลงั จะ
ผอู้ า่ นเกดิ อารมณ์และความรสู้ กึ ตา่ งๆ คล้อยตามไปดว้ ย ดงั น้ี ประชวรโรคาไข้ ถึงสู่สวรรค์ครรไล ก็ท่ีไหนจะได้ถวายพระเพลิงพระชนนี ลูกจะบุกป่าพนาลีไป
๔.๑) เสาวรจนี เป็นลลี าทใ่ี ชแ้ ต่งความงามจะเปน็ ความงามของมนุษย ์ สถานท ่ี หรือ ไกลเนตร ลกู จะทรงบรรพชาเพศบา� เพญ็ ผล จะแผเ่ พมิ่ เตมิ กศุ ลสง่ ทกุ คา�่ เชา้ โอพ้ ระปน่ิ ปกเกลา้ ของ
ธรรมชาติกไ็ ด้ เช่น ชมธรรมชาติ ลูกเอ่ย อย่าเศร้าเสียพระทัยเลยถึงลูกแก้ว ได้เลี้ยงลูกมาแล้วเอาแต่บุญเถิดนะทูลกระหม่อม
ทลู พลางเธอก็นอ้ มพระเศียรซบแทบพระบาทพระชนนี…”
กระถางแถวแกว้ เกดพิกุลแกม ย่สี นุ่ แซมมะสงั ดัดดไู สว
สมอรดั ดดั ทรงสมละไม ตะขบขอ่ ยคดั ไว้จงั หวะกนั (มหาเวสสันดรชาดก)
ตะโกนาทงิ้ ก่งิ ประกับยอด แทงทวยทอดอินพรหมนมสวรรค์
บ้างผลดิ อกออกชอ่ ข้ึนชชู นั แสงพระจนั ทรจ์ ับแจ่มกระจา่ งตา ๕.๓ คณุ คา่ ดา้ นสงั คม

(เสภาเรื่องขนุ ชา้ งขนุ แผน) การพิจารณาคุณค่าทางด้านสังคม เป็นการพิจารณาว่า ผู้แต่งมีจุดประสงค์ในการจรรโลง
สังคมอย่างไร โดยพิจารณาจากแนวคิด การให้คติเตือนใจ การสะท้อนให้เห็นชีวิตความเป็นอยู ่
๔.๒) นารีปราโมทย์ เป็นลีลาการประพนั ธ์ที่มุ่งไปในทา� นองเกย้ี ว ประเลา้ ประโลมดว้ ย ค่านิยม วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และจริยธรรมของคนในสังคมท่ีวรรณคดีได้
คา� หวานเช่นบทเกี้ยวพาราสี จา� ลองภาพ โดยกวีไดส้ อดแทรกไวใ้ นบทประพนั ธอ์ ยา่ งแนบเนยี น เช่น

แม้เนอ้ื เย็นเป็นห้วงมหรรณพ พี่ขอพบศรีสวสั ดิ์เปน็ มจั ฉา จึงปลอบวา่ พลายงามพ่อทรามรกั อย่าฮึกฮักว้าวุ่นทา� หุนหนั
แมเ้ ป็นบัวตัวพีเ่ ปน็ ภุมรา เชยผกาโกสมุ ประทมุ ทอง จงครวญใคร่ใหเ้ ห็นข้อส�าคญั แม่น้ีพรั่นกลวั แต่จะเกดิ ความ
เจา้ เป็นถ้า� อา� ไพขอใหพ้ ี่ เป็นราชสหี ส์ มสเู่ ปน็ ค่สู อง ดว้ ยเป็นข้าลักไปไทลกั มา เห็นเบอ้ื งหนา้ จะอึงแมจ่ ึงหา้ ม
จะติดตามทรามสงวนนวลละออง เปน็ คคู่ รองพิศวาสทุกชาตไิ ป ถา้ เจา้ เหน็ เป็นสุขไม่ลุกลาม กต็ ามเถดิ มารดาจะคลาไคล

(พระอภยั มณี) (เสภาเรอื่ งขนุ ช้างขนุ แผน)

๔.๓) พิโรธวาทัง เปน็ ลีลาทีแ่ สดงความโกรธแค้น ประชดประชนั เกรีย้ วกราด เช่น จากบทประพนั ธแ์ สดงถึงลกั ษณะนิสยั ของนางวนั ทอง จะเหน็ ได้วา่ นางเปน็ คนที่รกั ลูกมาก
เม่ือลูกบุกขึ้นเรือนผู้อ่ืนในยามวิกาลก็วิตกว่าลูกจะได้รับอันตรายและมีความผิด แต่เมื่อลูกตัดพ้อ
ครานน้ั พระองคผ์ ู้ทรงภพ ฟังจบแคน้ ดงั่ เพลงิ ไหม้ วา่ นางคงไมร่ กั ลูก นางก็รู้สึกเสยี ใจแลว้ จงึ ยอมตามลกู ไปเพราะเหน็ แกค่ วามสขุ ของลูก
เหมือนดินประสิวปลวิ ตดิ กับเปลวไฟ ดูดูเ๋ ป็นได้อวี นั ทอง
จะว่ารกั ขา้ งไหนไมว่ า่ ได้ นา�้ ใจจะประดงั เข้าทงั้ สอง ในการอา่ นวรรณคดใี หเ้ ขา้ ถงึ อยา่ งลกึ ซึ้ง เรยี กว่า การวจิ ักษ์วรรณคดี จะตอ้ งอ่านอยา่ ง
ออกนั่นเข้านีม่ สี �ารอง ยง่ิ กว่าทอ้ งทะเลอันลา�้ ลกึ พนิ จิ พเิ คราะห ์ ทา� ความเขา้ ใจใหแ้ จม่ แจง้ ทงั้ ในดา้ นเนอื้ หาและรปู แบบ สามารถวเิ คราะหว์ จิ ารณ ์
คุณค่าและข้อคิด ซ่ึงจะท�าให้อ่านงานประพันธ์ได้อย่างสนุกสนาน เพลิดเพลิน และได้รับ
(เสภาเรอ่ื งขนุ ชา้ งขนุ แผน) รสไพเราะอย่างอ่ิมเอมใจ รวมทั้งช่วยสร้างสรรค์จรรโลงชีวิต ประเทืองปัญญา ยกระดับจิตใจ
ปลูกจิตส�านึกที่ดีงาม และให้ความรู้ เป็นการเพ่ิมพูนประสบการณ์ ซ่ึงการวิจักษ์คุณค่าของ
๔.๔) สัลลาปงั คพสิ ยั เปน็ ลีลาแหง่ การคร่า� ครวญหวนไห้ ตัดพ้อ เศร้าโศก เชน่ บท วรรณคดีจะท�าให้เกิดความภูมิใจในฐานะที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทยท่ีมีมาช้านาน และ
คร่�าครวญ ควรค่าแก่การอนุรักษ์และสืบทอดต่อไป

14 15

เสภา ๑ คว�มเปน ม�
เรื่องขุนช้างขนุ แผน
เป็นวรรณคดีไทยเร่ืองเอก ขุนช้างขนุ แผนเป็นเรอ่ื งจรงิ ท่ีเกดิ ขน้ึ ในสมัยอยุธยา ในพงศาวดารค�าใหก้ ารชาวกรุงเก่าได้
กลา่ วถึงเร่ืองราวทีเ่ ก่ียวกับเรอื่ งขุนชา้ งขุนแผนไว ้ และจากขอ้ มลู พงศาวดารนเ้ี อง ทา� ให้ทราบว่า
ñหนว่ ยการเรยี นรู้ที่ ทีค่ นไทยจ�านวนมากรจู้ กั กนั และ ขุนแผนรับราชการอยู่ในสมัยสมเด็จพระพันวษา คือ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ซ่ึงครองราชย์
ได้รบั ยกยอ่ งจากวรรณคดีสโมสร ระหวา่ ง จ.ศ. ๘๕๓ - จ.ศ. ๘๙๑ (พ.ศ. ๒๐๓๔ - พ.ศ. ๒๐๗๒)
เน้ือความในพงศาวดารค�าให้การชาวกรุงเก่ามีเพียงว่า “…พระเจ้าศรีสัตนาคนหุตแห่ง
วา่ เป็นยอดของกลอนเสภา ลา้ นช้าง ทรงปรารถนาจะเปน็ ไมตรีกบั กรงุ ศรีอยุธยา จึงไดท้ รงส่งพระราชธดิ ามาถวายแด่สมเด็จ-
ท่ีมคี วามไพเราะ พระพนั วษา ฝา ยเจา้ เชยี งใหมไ่ ดท้ รงทราบขา่ วจงึ สง่ กองทพั มาดกั ชงิ พระราชธดิ าไปในระหวา่ งทาง
สมเดจ็ พระพนั วษาทรงทราบกก็ รวิ้ จะเสดจ็ ยกทพั ไปปราบ พระหมนื่ ศรมี หาดเลก็ ไดก้ ราบบงั คมทลู
เสภาเรอ่ื งขนุ ชา้ งขนุ แผน ตอน ขนุ ชา งถวายฎกี า ว่าไมค่ วรยกทพั หลวงไป ควรให้ขนุ แผนซ่งึ เป็นทหารมีฝม อื ยกเปน็ ทพั หนา้ ไปปราบกเ็ พียงพอแลว้
ตวั ช้วี ัด สาระการเรยี นร้แู กนกลาง แต่ในขณะนขี้ นุ แผนยงั ตดิ คุกอยู่ สมเดจ็ พระพันวษาจึงโปรดใหพ้ น้ โทษเปน็ แม่ทพั ยกไปตเี ชยี งใหม่
• วเิ คราะหแ์ ละวิจารณว์ รรณคดีและวรรณกรรมตามหลกั การ • ว เิ คราะห ์ วจิ ารณ์ และประเมนิ คุณคา่ วรรณคดีและวรรณกรรม ขนุ แผนกระทา� การไดส้ า� เรจ็ นา� พระราชธดิ ากลบั คนื มาถวายได้ สมเดจ็ พระพนั วษาจงึ พระราชทาน
วิจารณ์เบ้ืองตน้ (ท ๕.๑ ม.๔-๖/๑) เสภาเรอ่ื ง ขุนชา้ งขุนแผน ตอน ขุนชา้ งถวายฎกี า รางวัลมากมาย ภายหลังขุนแผนได้ถวายดาบฟาฟน สมเด็จพระพันวษาก็ทรงรับไว้เป็นพระแสง
• วเิ คราะห์ลกั ษณะเดน่ ของวรรณคดีเช่อื มโยงกับการเรยี นรู้ทาง ทรงส�าหรับพระองค”
ประวตั ิศาสตรแ์ ละวถิ ชี วี ติ ของสงั คมในอดตี (ท ๕.๑ ม.๔-๖/๒) เมื่อเทียบเร่ืองขุนช้างขุนแผนท่ีเป็นบทเสภาฉบับปัจจุบันนี้กับเน้ือความในพงศาวดาร
• วิเคราะห์และประเมนิ คณุ ค่าด้านวรรณศลิ ปข์ องวรรณคดีและ ค�าให้การชาวกรุงเก่าแล้วก็จะเห็นว่าแตกต่างกัน แต่ก็มีเค้ามูลเร่ืองเดิมอยู่ ความแตกต่างและ
วรรณกรรมในฐานะทเี่ ป็นมรดกทางวฒั นธรรมของชาติ คลาดเคลอื่ นนน้ี บั วา่ เปน็ เรอื่ งธรรมดา เพราะเรอื่ งนเี้ ลา่ เปน็ นทิ านสบื ตอ่ กนั มานาน ในภายหลงั เมอื่
(ท ๕.๑ ม.๔-๖/๓) ได้มีการน�ามาแต่งเป็นบทขบั เสภา ผแู้ ตง่ ก็คงได้แตง่ เตมิ เนอื้ เรอ่ื งให้สนกุ สนานและยาวข้ึน
เร่ืองขุนช้างขุนแผนเกิดภายหลังท่ีมีเสภา สันนิษฐานว่าแต่เดิมเสภาคงขับเป็นนิทาน
เฉลิมพระเกียรติพระเป็นเจ้าหรืออาจจะเฉลิมพระเกียรติทางพระเจ้าแผ่นดิน การน�าเร่ืองขุนช้าง
ขนุ แผนมาขบั เสภาน้ันคงจะมขี นึ้ ราวๆ รชั สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึง่ เปน็ เวลาหลังจาก
เรื่องเกิดขึ้นเป็น ๑๐๐ ปี เดิมเป็นนิทานเล่ากันมาก่อน จนมีการขับเป็นท�านองล�าน�าประกอบ
การเล่านิทาน คือ เล่าเร่ืองแบบเล่านิทานธรรมดา พอถึงตอนสังวาส ตัดพ้อ ชมโฉม ชมดง
จึงขับเสภา โดยแต่งเป็นกลอนสดๆ ขับโดยไม่มีปี่พาทย์ประกอบ ต่อมาจึงมีผู้ใช้กรับประกอบ
ท�านองขับ ภายหลังได้มีผู้แต่งบทขับเสภาขึ้นในกรณีท่ีมีผู้ขับบางคนเสียงดีแต่ไม่ช�านาญ
การแตง่ กลอน และไดม้ กี ารแตง่ เปน็ กลอนนทิ านทง้ั ตอนในเวลาตอ่ มา ในสมยั รตั นโกสนิ ทรต์ อนตน้
มคี นขบั เสภาคร้งั กรุงเกา่ เหลอื มาบา้ ง แต่กจ็ �าบทหรอื ได้บทมาเพียงไมก่ ่ตี อน

• สงั เคราะหข์ ้อคิดจากวรรณคดแี ละวรรณกรรมเพ่อื นา� ไปประยุกต์ใชใ้ น
ชีวติ จรงิ (ท ๕.๑ ม.๔-๖/๔)
• รวบรวมวรรณกรรมพื้นบา้ นและอธบิ ายภูมปิ ัญญาทางภาษา
(ท ๕.๑ ม.๔-๖/๕)
• ทอ่ งจา� และบอกคุณคา่ บทอาขยานตามทีก่ �าหนดและบทร้อยกรองทม่ี คี ุณค่า
ตามความสนใจและน�าไปใชอ้ า้ งอิง (ท ๕.๑ ม.๔-๖/๖) http://www.aksorn.com/LC/Thai_Lit/M6/01 EB GUIDE 17

คร้ันรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีการแต่งบทเสภาเร่ืองขุนช้าง ๒ ประวัตผิ แู้ ตง่
ขุนแผนข้ึนใหม่เป็นอันมาก แต่ไม่ได้แจ้งว่าผู้ใดแต่งได้แต่สันนิษฐานตามลักษณะส�านวนกลอน
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลยั ซง่ึ โปรดฟงั การขบั เสภาและทรงพระราชนพิ นธข์ น้ึ เองกม็ ี วรรณคดีเร่ืองขุนช้างขุนแผนมีกวีแต่งกันหลายคน ในปลายสมัยอยุธยาและในสมัย
เช่น ตอนพลายแกว้ เป็นชกู้ บั นางพิม เป็นต้น รัตนโกสินทร์ตอนต้น ตอนที่ไพเราะส่วนมากแต่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
บทเสภาในสมัยรัชกาลท่ี ๒ น้ีได้รับยกย่องว่าแต่งดีเย่ียม ท้ังน้ีเพราะกวีแต่ละคนได้แต่ง (รชั กาลท ่ี ๒) การแตง่ เสภาเรอ่ื งขนุ ชา้ งขนุ แผนไมน่ ยิ มบอกนามผแู้ ตง่ มเี พยี งการสนั นษิ ฐานผแู้ ตง่
เฉพาะตอนท่ีตนพอใจ และการท่ีไม่ได้เปิดเผยชื่อผู้แต่ง ผู้แต่งจึงมีอิสระเต็มที่ ประชันฝีปาก โดยพจิ ารณาจากสา� นวนการแต่งเทา่ นน้ั เสภาขนุ ช้างขนุ แผน ตอน ขนุ ชา้ งถวายฎีกา จึงไม่ทราบ
แสดงฝมี อื กนั อยา่ งออกรส ไมว่ า่ จะเปน็ บทบาทหรอื ถอ้ ยคา� ของตวั ละคร สถานท ี่ และองคป์ ระกอบ
อนื่ ๆ และในสมยั นไ้ี ดใ้ ชป้ พ่ี าทยเ์ ปน็ อปุ กรณใ์ นการขบั เสภา และมกี ารรา� ประกอบตามจงั หวะปพ่ี าทย ์ ๓ นามผ้แู ตง่ ท่ีแนช่ ัด
ศลิ ปะการขบั เสภาแบบใหมน่ เี้ รยี กวา่ “เสภารา� ” เรอื่ งทนี่ ยิ มขบั กค็ อื ขนุ ชา้ งขนุ แผน การขบั เสภานนั้ ลกั ษณะค�ำ ประพันธ์
ถอื กนั เปน็ ประเพณีวา่ จะมเี ฉพาะในงานมงคล เชน่ โกนจกุ ขน้ึ บ้านใหม่ เป็นตน้ ส่วนในราชส�านัก
ต้ังแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็นต้นมามีธรรมเนียมขับเสภาถวายเมื่อ เร่ืองเสภาขุนช้างขุนแผนเปน็ คา� ประพันธ์ประเภทกลอนเสภา ๔๓ ตอน ซ่ึงมีอยู่ ๘ ตอน ที่
ทรงพระเครอื่ งใหญ ่ (ตดั ผม) เป็นต้น ได้รับยกย่องวา่ แตง่ ดียอดเยย่ี มจากวรรณคดีสมาคม อันมสี มเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยา
อย่างไรก็ตาม บทเสภาเรอ่ื งขนุ ช้างขุนแผนในสมัยรัชกาลท ี่ ๒ แต่งเปน็ ตอนๆ ไมต่ อ่ เนื่อง ดา� รงราชานภุ าพทรงเปน็ ประธาน โดยลงมตเิ มอ่ื พ.ศ. ๒๔๗๔ และตอน ขนุ ชา้ งถวายฎกี าเปน็ หนง่ึ
กันทั้งเร่ือง บทเสภาที่อ่านกันอยู่ในปัจจุบันน้ีมิได้แต่งในสมัยรัชกาลท่ี ๒ ทั้งหมด มีแต่งในสมัย ในแปดตอนทไี่ ดร้ ับการยกย่อง
รัชกาลท่ี ๓ หลายตอน เช่น ตอนพลายแก้วแต่งงานกับนางพิม เป็นต้น ลักษณะการแต่งมีความ ลกั ษณะคา� ประพนั ธก์ ลอนเสภาเปน็ กลอนสภุ าพ เสภาเปน็ กลอนขนั้ เลา่ เรอ่ื งอยา่ งเลา่ นทิ าน
ประณีตบรรจง ใชถ้ ้อยค�าสา� นวนไม่หยาบโลนเหมอื นเสภาทีข่ บั กันแบบพืน้ บา้ น ภายหลังในสมัย จงึ ใชค้ า� มากเพอื่ บรรจขุ อ้ ความใหช้ ดั เจนแกผ่ ฟู้ งั และมงุ่ เอาการขบั ไดไ้ พเราะเปน็ สา� คญั สมั ผสั ของ
รชั กาลที่ ๔ มีผู้แตง่ เพิ่มเติมบางตอนและรวบรวมขึ้นใหมอ่ กี ครัง้ ค�าประพนั ธ์ คอื ค�าสดุ ท้ายของวรรคตน้ สง่ สมั ผัสไปยงั คา� ใดค�าหน่งึ ใน ๕ คา� แรกของวรรคหลัง
เสภาเร่ืองขุนช้างขุนแผนได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรว่าเป็น “ยอดของกลอน
เสภา” และเป็นที่ยอมรับกันในหมู่นักวรรณคดีทั่วไปว่า เป็นเลิศทั้งในด้านเนื้อเรื่องท่ีเป็นเร่ือง ๔ สมั ผสั วรรคอนื่ และสัมผสั ระหวา่ งบทเหมอื นกลอนสุภาพ
เก่ียวกับชีวิตคนธรรมดาสามัญในสมัยโบราณตามแบบไทยๆ และกระบวนกลอน คือ นอกจาก เร่อื งย่อ
เนื้อเร่ืองจะสนุกสนาน มีบรรยากาศแบบไทยๆ พฤติกรรมตัวละครเป็นที่ประทับใจผู้อ่านผู้ฟัง
แล้ว เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนยังสะท้อนให้ผู้อ่านเห็นภาพของสังคมไทยในสมัยอยุธยา และ ตอนท่ีคดั มาเปน็ บทเรียนน้ีคอื ตอน ขนุ ช้างถวายฎกี า แตเ่ นอ้ื เร่อื งยอ่ ท่ีนกั เรยี นจะไดอ้ า่ น
สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นอย่างเด่นชัด ไม่ว่าจะเป็นสภาพบ้านเมือง การปกครอง ค่านิยม ต่อไปน้เี ปน็ เร่อื งยอ่ ของเรอื่ งขุนช้างขุนแผนทัง้ หมด ทั้งนี้เพอื่ ให้นักเรียนไดเ้ ขา้ ใจเรอื่ งราวทง้ั หมด
ความเปน็ อย่ ู ขนบธรรมเนยี มประเพณ ี ความคิด และความเชือ่ โดยคร่าวๆ กอ่ นท่จี ะมาศึกษาวเิ คราะห์ ตอน ขนุ ช้างถวายฎกี า
การอ่านเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนจึงถือเป็นการศึกษาสังคมไทย และศึกษาเกี่ยวกับวิถี คร้ังหน่ึงสมเด็จพระพันวษาเสด็จประพาสสุพรรณบุรีเพื่อทรงล่าควายป่า ขุนไกรพ่อของ
ชีวิตของบรรพบุรุษไทยในอดีตโดยทางอ้อม เหตุการณ์เรื่องราวหรือพฤติกรรมของตัวละครน้ัน พลายแก้วมีหน้าที่ต้อนควายป่า เผอิญควายป่าแตกต่ืนขวิดผู้คน ขุนไกรจึงได้รับโทษประหาร
สามารถนา� มาขบคดิ ใหเ้ ปน็ คตสิ อนใจ นา� ไปเปน็ แนวทางในการดา� เนนิ ชวี ติ ได ้ ดา้ นสา� นวนกลอนนน้ั ฝ่ายนางทองประศรีผู้เป็นภรรยาได้พาพลายแก้วซ่ึงยังเล็กอยู่หนีอาญาไปเมืองกาญจนบุรี เม่ือ
กล่าวได้ว่ามีลักษณะกลอนเสภาท่ีมีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง โวหารเข้มข้นสมบูรณ์ ก่อให้เกิดอารมณ์ พลายแก้ว อายุ ๑๕ ปี นางทองประศรีไดพ้ าไปบวชเรียนทวี่ ดั สม้ ใหญ่ เม่ือเรยี นรู้วชิ าอาคมจนจบ
สะเทอื นใจได้เป็นเยีย่ ม บทเสภาเรื่องขุนช้างขนุ แผนจึงถอื เปน็ วรรณคดีอมตะ แล้วก็ได้ไปบวชเรียนต่อท่ีวัดป่าเลไลยก์เมืองสุพรรณบุรี ต่อมาพลายแก้วได้แต่งงานกับนางพิม
หลังจากแต่งงานได้ ๒ วัน พลายแก้วก็ต้องยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ เมื่อได้รับชัยชนะก็ได้
18 นางลาวทองเปน็ ภรรยา

19

ขณะท่ีพลายแก้วไปท�าศึกน้ัน นางพิมล้มป่วย ขรัวตาจูจึงแนะน�าให้เปล่ียนช่ือเป็นวันทอง เมื่อครั้งที่พระพันวษากร้ิวเจ้าเมืองเชียงใหม่ ซึ่งส่งพระราชสาส์นมาท้าทายเป็นเหตุให้
เพ่ือรักษาอาการไข้ ขุนช้างที่หลงรักนางวันทองมาโดยตลอดได้ใช้อุบายลวงว่าพลายแก้วไปทัพ พลายงามมโี อกาสกราบทลู อาสาและกราบทลู ขอขนุ แผนใหไ้ ปทพั ดว้ ย ขนุ แผนจงึ พน้ โทษ ขณะรอ
ตายเสยี แลว้ และอา้ งกฎหมายวา่ ผหู้ ญงิ มา่ ยทสี่ ามไี ปทพั ตายจะถกู รบิ เปน็ มา่ ยหลวง นางศรปี ระจนั ฤกษ์เคลือ่ นทพั นางแกว้ กิรยิ ากค็ ลอดบุตร นางทองประศรีจงึ ใหช้ ่อื หลานว่า “พลายชมุ พล”
ผู้เป็นแม่เชื่อขุนช้างจึงบังคับให้นางวันทองแต่งงานกับขุนช้างจนได้ แต่นางวันทองไม่ยอมเข้า ขุนแผนกับพลายงามเคลื่อนทัพไปพักท่ีเมืองพิจิตร พลายงามพบรักกับศรีมาลาลูกสาว
เรอื นหอ เมือ่ พลายแกว้ ยกทัพกลบั กรุงศรีอยุธยาพร้อมนางลาวทอง พระพนั วษาได้พระราชทาน พระพิจิตรกับนางบุษบา ขุนแผนได้ขอศรีมาลาให้กับพลายงาม ศึกเชียงใหม่ขุนแผนและ
บรรดาศักด์ิให้พลายแก้วเป็นขุนแผนแสนสะท้าน แล้วพานางลาวทองกลับสุพรรณบุรี ขุนแผน พลายงามได้ชยั ชนะ เมอ่ื กลบั ถึงกรุงศรีอยธุ ยาพลายงามไดร้ ับพระราชทานความดีความชอบเปน็
รู้เรื่องการแต่งงานของนางวันทองกับขุนช้างก็โกรธ ประกอบกับนางลาวทองและนางวันทองเกิด จมื่นไวยวรนาถ ได้รับพระราชทานนางสร้อยฟ้าซ่ึงเป็นพระธิดาของพระเจ้าเชียงใหม่เป็นภรรยา
ววิ าทกนั ขนุ แผนจงึ พานางลาวทองไปอยกู่ าญจนบรุ ี ในทส่ี ดุ นางวนั ทองกถ็ กู นางศรปี ระจนั เฆย่ี นตี พลายงามหรือจม่ืนไวยวรนาถจึงแต่งงานกับนางสร้อยฟ้าและนางศรีมาลา ส่วนขุนแผนได้รับ
และบังคับจนตอ้ งตกเปน็ ภรรยาขุนชา้ ง พระราชทานบรรดาศักด์ิเป็นพระสรุ นิ ทรไชยมไหสรุ ยิ ภักดิ ์ ครองเมอื งกาญจนบรุ ี
ต่อมาขุนแผนกับขุนช้างได้ไปฝึกราชการกับจม่ืนศรีเสาวรักษ์ท้ังสองได้คืนดีกัน กระทั่ง จมื่นไวยฯ ได้ลอบข้ึนเรือนขุนช้างพานางวันทองมาอยู่ที่บ้าน ขุนช้างจึงถวายฎีกา คร้ัน
นางลาวทองปว่ ยขนุ แผนจงึ ฝากเวรไวก้ บั ขนุ ชา้ ง ขนุ ชา้ งกร็ บั ปากดว้ ยด ี ครนั้ เมอื่ พระพนั วษารบั สงั่ พระพนั วษารบั สงั่ ใหน้ างวนั ทองเลอื กวา่ ตอ้ งการจะอยกู่ บั ใคร นางวนั ทองกราบทลู เปน็ กลางวา่ แลว้
ถามถงึ ขนุ แผน ขนุ ชา้ งกลบั ทลู วา่ ขนุ แผนหนเี วรปนี กา� แพงวงั ไปหานางลาวทอง สมเดจ็ พระพนั วษา แตพ่ ระพันวษาจะทรงตัดสิน พระพันวษากร้วิ จงึ รบั สั่งให้ประหารนางวนั ทอง
กริ้ว จงึ ลงโทษใหข้ นุ แผนตระเวนดา่ นห้ามเฝ้า ส่วนนางลาวทองใหเ้ อาไปไว้ในวัง ขุนแผนมคี วาม เม่ือเสร็จงานปลงศพนางวันทองแลว้ ขุนแผนพานางแก้วกิรยิ าและนางลาวทองไปอยู่เมอื ง
อาฆาตขุนช้างมากจึงเดินทางไปสุพรรณบุรี สะเดาะดาลประตูขึ้นเรือนขุนช้าง แต่เข้าห้องผิดไป กาญจนบุรี นางทองประศรีกับพลายชุมพลอยู่กับจมื่นไวยฯ คร้ันต่อมานางสร้อยฟ้าได้ให้เถรขวาด
เข้าหอ้ งนางแก้วกิรยิ า ซ่งึ เป็นทาสในเรอื นขนุ ช้างและได้นางเปน็ ภรรยา จากนนั้ จงึ พานางวนั ทอง ทา� เสนห่ ใ์ หจ้ มนื่ ไวยฯ หลงรกั ขนุ แผนและพลายชมุ พลชว่ ยแกเ้ สนห่ ไ์ ด ้ และสามารถจบั ตวั เถรขวาดได ้
หนีออกจากเรือนขุนช้างเข้าไปอยู่ในป่า จนกระทั่งนางวันทองใกล้คลอด ขุนแผนจึงเข้าพ่ึง แต่นางสร้อยฟา้ ไม่ยอมรับ กลับใสค่ วามว่านางศรีมาลาเป็นช้กู ับพลายชุมพล จนตอ้ งท�าพธิ ลี ุยไฟ
พระพิจิตรกับนางบุษบา ขุนแผนเห็นว่าความผิดของตนจะท�าให้พระพิจิตรเดือดร้อน จึงขอร้อง พสิ จู นค์ วามบริสุทธ์ ิ นางสร้อยฟา้ แพถ้ กู เนรเทศไปเชียงใหม่และไดค้ ลอดบุตรตงั้ ชอ่ื ว่า “พลายยง”
ให้พระพิจิตรสง่ ตัวไปสคู้ ดีกับขุนช้าง ในทส่ี ุดขนุ แผนกเ็ ปน็ ฝ่ายชนะความ สว่ นนางศรีมาลาคลอดบุตรเชน่ กันต้งั ชื่อว่า “พลายเพชร” ฝ่ายเถรขวาดยงั คงอาฆาตพลายชุมพล
ขุนแผนคิดถึงนางลาวทองซ่ึงถูกกักไว้ในวัง จึงแปลงตัวเป็นจระเข้อาละวาด พลายชุมพลอาสาปราบจระเข้เถรขวาดได้ พระพันวษาจึง
จึงได้ขอร้องให้จมื่นศรีกราบทูลขอพระราชทาน พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงนายฤทธ์ิ
อภยั โทษใหน้ างลาวทอง เปน็ ผลใหพ้ ระพนั วษากรว้ิ
รับสั่งให้ลงอาญาจ�าคุกขุนแผน ส่วนนางวันทอง
ต้องจ�าใจอยู่กับขุนช้างและได้คลอดบุตรที่บ้าน สรรพส์ าระ ท่มี าและมลู เหตขุ องการขับเสภาในประเทศไทย

ขนุ ชา้ ง ใหช้ อื่ วา่ “พลายงาม” ขนุ ชา้ งรวู้ า่ ไมใ่ ชบ่ ตุ ร เสภา อาจจะมาจากค�าว่า เสวา หรือ  เสพา  ในภาษาสันสกฤต ซ่ึงแปลว่าการบูชาก็ได้  เพราะ

ของตนจึงวางอุบายฆ่า เมื่อนางวันทองทราบเรื่อง การสวดบูชาพระเปน็ เจ้าของพราหมณน์ น้ั ท�าเสียงเปน็ ท�านองตา่ งๆ ชาวทมิฬมกี ารบชู าพระเปน็ เจ้าหรอื

จากผพี รายของขนุ แผน จงึ ไปชว่ ยพลายงามไดท้ นั เทวดา ขบั ลา� น�าสรรเสรญิ ใหเ้ ข้ากับเคร่อื งดดี ส ี ตโี ทนเปน็ จังหวะ  ไทยคงไดร้ ับประเพณกี ารขับเสภาจาก

และเล่าเรื่องท้ังหมดให้ฟัง แล้วให้พลายงามเดิน อินเดียมานานแล้ว  อย่างช้าท่ีสุดก็ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  เพราะในกฎมนเทียรบาลสมัยน้ี

ทางไปอยู่กับย่าทองประศรีที่กาญจนบุรี ได้เรียน ไดก้ า� หนดเวลาพระราชานกุ จิ ไวว้ ่า หกทมุ่ เบิกเสภาดนตรี เจ็ดทุ่มเบกิ นยิ าย แตก่ ารขบั เสภาในสมัยก่อน

นางวันทองเปนตัวละครเอกในวรรณคดีตัวหน่ึง วิชาอาคมตา่ งๆ เมอ่ื เตบิ ใหญ่ข้นึ จมืน่ ศรพี าเขา้ ไป คงขับเปน็ ล�าน�าเรื่องนิทานเฉลิมพระเกยี รติพระเปน็ เจา้  เชน่   มหาภารตะ  หรอื รามเกียรติ์  หรอื ขบั นทิ าน

ท่ีสะทอนชวี ติ ของสตรีไทยสมัยกอนไดเปนอยา งดี ถวายตวั เป็นมหาดเล็ก เฉลิมพระเกยี รตพิ ระเจ้าแผ่นดนิ  บททีข่ ับคงเป็นกลอนสด ในคร้ังนัน้ ยงั มิไดม้ กี ารขับเรอ่ื งขุนชา้ งขุนแผน

20 21

นางเทพทอง ๕ เน้อื เรื่อ ง

เสภาเรอ่ื งขนุ ชา งขนุ แผน

ุขน ชาง ตอน ขนุ ชางถวายฎกี า

ผังตัวละคร เสภาเรื่องขุน ชาง ุขนเเผน ขุนศ ีรวิ ัชย พลายเพชร จะกล่าวถงึ โฉมเจา้ พลายงาม เมอื่ เปน็ ความชนะขุนช้างนั่น
กลบั มาอยบู่ า้ นส�าราญครัน เกษมสนั ตส์ องสมภิรมยย์ วน
นางศรีประจัน นางศรีมาลา พรอ้ มญาติขาดอยแู่ ต่มารดา นกึ นึกตรกึ ตราละห้อยหวน
นางส รอย ฟา โอว้ ่าแม่วนั ทองชา่ งหมองนวล ไม่สมควรเคยี งคกู่ ับขนุ ช้าง
เออน่ีเนือ้ เคราะหก์ รรมมานา� ผดิ น่าอายมิตรหมองใจไม่หายหมาง
พิม ิพลาไลย พลายยง ฝา่ ยพอ่ มีบญุ เปน็ ขุนนาง แตแ่ ม่ไปแนบขา้ งคนจญั ไร
( ัวนทอง) รูปรา่ งวิปรติ ผดิ กว่าคน ทรพลอัปรีย์ไมด่ ไี ด้
ท้งั ใจคอชวั่ โฉดโหดไร้ ชา่ งไปหลงรักใครไ่ ดเ้ ปน็ ดี
พันศรโยธา พลายงาม วันน้นั แพก้ เู ม่ือดา� น้�า ก็กริว้ ซ้า� จะฆ่าให้เป็นผี
(จม่ืนไวยฯ) แสนแค้นดว้ ยมารดายังปราน ี ให้ไปขอชวี ขี นุ ช้างไว้
นางทองประศ ีร แคน้ แมจ่ า� จะแก้ใหห้ ายแค้น ไมท่ ดแทนอ้ายขนุ ชา้ งบ้างไม่ได้
พลายแ กว พลายชุมพล หมายจติ คดิ จะให้มนั บรรลยั ไม่สมใจจ�าเพาะเคราะหม์ ันดี
( ุขนแผน) อย่าเลยจะรับแม่กลบั มา ให้อยู่ด้วยบิดาเกษมศรี
ขุนไกร นางลาวทอง พรากให้พ้นคนอุบาทว์ชาตอิ ัปรยี ์ ยิ่งคิดก็ยิง่ มีความโกรธา
นางบัวค ่ีล อดั อดึ ฮดึ ฮัดด้วยขดั ใจ เม่อื ไรตะวันจะลับหลา้
นางเเกวกิริยา เขา้ หอ้ งหวนละหอ้ ยคอยเวลา จนสุริยาเลย้ี วลบั เมรไุ กร
เงยี บสัตวจ์ ตั ุบททวิบาท ดาวดาษเดือนสว่างกระจ่างไข
นา�้ คา้ งตกกระเซ็นเย็นเยอื กใจ สงดั เสยี งคนใครไม่พดู จา
ไดย้ ินเสียงฆอ้ งย่�าประจา� วัง ลอยลมล่องดงั ถงึ เคหา
คะเนนับย่า� ยามได้สามครา ดูเวลาปลอดห่วงทกั ทนิ
ฟา้ ขาวดาวเด่นดวงสว่าง จนั ทร์กระจา่ งทรงกลดหมดเมฆส้ิน
จงึ เซ่นเหลา้ ข้าวปลาให้พรายกนิ เสกขมนิ้ ว่านยาเขา้ ทาตัว
ลงยันต์ราชะเอาปะอก หยิบยกมงคลขนึ้ ใสห่ วั
เปา่ มนตรเ์ บอ้ื งบนชอมุ่ มวั พรายย่ัวยวนใจให้ไคลคลา
จบั ดาบเคยปราบณรงคร์ บ เสร็จครบบรกิ รรมพระคาถา
ลงจากเรอื นไปมไิ ดช้ ้า รบี มาถึงบ้านขนุ ช้างพลนั

๒๒ 23

เหน็ คนนอนลอ้ มอ้อมเปน็ วง ประตูลั่นมั่นคงขอบร้ัวก้ัน ซวนซบหลบลงมาหมอบเมียง พระหมนื่ ไวยเขา้ เคยี งหา้ มมารดา
กองไฟสวา่ งดังกลางวัน หมายสา� คัญตรงมาหน้าประตู อะไรแมแ่ ซร่ อ้ งท้งั หอ้ งนอน ลูกร้อนรา� คาญใจจงึ มาหา
จงึ ร่ายมนตรามหาสะกด เสอื่ มหมดอาถรรพณ์ทฝี่ ังอยู่ จะรอ้ งไยใชโ่ จรผรู้ า้ ยมา สนทนาด้วยลกู อย่าตกใจ
ภูตพรายนายขุนชา้ งวางว่ิงพร ู คนผูใ้ นบา้ นกซ็ านเซอะ ครานัน้ วนั ทองผอ่ งโสภา ครนั้ รู้ว่าลูกยาหากลวั ไม่
ทง้ั ชายหญงิ งว่ งงมล้มหลบั นอนทบั คว�่าหงายกา่ ยกนั เปรอะ ลกุ ออกมาพลนั ด้วยทันใด พระหมื่นไวยเขา้ กอดเอาบาทา
จป่ี ลาคาไฟมนั ไหลเลอะ โงกเงอะงยุ งมไม่สมประดี วันทองประคองสอดกอดลกู รัก ซบพักตรร์ อ้ งไห้ไม่เงยหนา้
ใช้พรายถอดกลอนถอนลิ่ม รอยทมิ่ ถอดหลุดไปจากท่ี เจา้ มาไยป่านนน้ี ลี่ ูกอา เขารกั ษาอยทู่ ุกแหง่ ต�าแหน่งใน
ย่างเท้าก้าวไปในทันที มิได้มีใครทักแต่สักคน ใสด่ าลบ้านช่องกองไฟรอบ พ่อช่างลอบเขา้ มากระไรได้
มีแต่หลับเพอ้ มะเมอฝนั ทงั้ ไฟกองปอ้ งกันทุกแห่งหน อาจองทะนงตวั ไม่กลัวภัย นีพ่ อ่ ใช้วา่ เจ้ามาเอง
ผู้คนเงียบสา� เนยี งเสียงแต่กรน มาจนถึงเรือนเจา้ ขุนชา้ ง ขุนชา้ งตืน่ ข้ึนมิเปน็ การ เขาจะรุกรานพาลขม่ เหง
จดุ เทียนสะกดขา้ วสารปราย ภูตพรายโดดเรอื นสะเทอื นผาง จะเกดิ ผิดแม่คดิ คะนึงเกรง ฉวยสบเพลงพลาดพลา้� มิเปน็ การ
สะเดาะดาลบานเปิดหนา้ ตา่ งกาง ยา่ งเทา้ กา้ วขึน้ รา้ นดอกไม้ มธี ุระส่งิ ไรในใจเจา้ พอ่ จงเลา่ แกแ่ มแ่ ล้วกลับบ้าน
หอมหวนอวลอบบุปผาชาต ิ เบกิ บานก้านกลาดก่ิงไสว มคิ วรท�าเจ้าอยา่ ท�าใหร้ า� คาญ อยา่ หาญเหมือนพอ่ นักคะนองใจ
เรณูฟรู อ่ นขจรใจ ย่างเท้ากา้ วไปไมโ่ ครมคราม จม่ืนไวยสารภาพกราบบาทา ลกู มาผิดจริงหาเถยี งไม่
ขา้ ไทนอนหลบั ลงทับกนั สะเดาะกลอนถอนลนั่ ถงึ ชนั้ สาม รกั ตวั กลวั ผิดแตค่ ดิ ไป กห็ ักใจเพราะรกั แมว่ ันทอง
กระจกฉากหลากสลับวับแวมวาม อรา่ มแสงโคมแกว้ แววจบั ตา ทกุ วนั น้ีลูกชายสบายยศ พร้อมหมดเมียมง่ิ กม็ ีสอง
มา่ นมลู่ ่ีมฉี ากประจ�ากน้ั อฒั จนั ทร์เครื่องแกว้ กห็ นักหนา มีบา่ วไพร่ใชส้ อยท้ังเงินทอง พีน่ อ้ งขา้ งพอ่ กบ็ รบิ รู ณ์
ชมพลางยา่ งเย้อื งช�าเลืองมา เปิดมุ้งเห็นหนา้ แม่วนั ทอง ยังขาดแต่แมค่ ณุ ไม่แลเหน็ เป็นอยกู่ ็เหมอื นตายไปหายสูญ
น่งิ นอนอยูบ่ นเตียงเคียงขุนชา้ ง มันแนบข้างกอดกลมประสมสอง ข้อน้ีทีท่ ุกขย์ ังเพ่ิมพูน ถ้าพรอ้ มมูลแมด่ ้วยจะส�าราญ
เจบ็ ใจดงั หวั ใจจะพังพอง ขยบั จอ้ งดาบงา่ อยากฆ่าฟัน ลูกมาหมายวา่ จะมารบั เชิญแมว่ นั ทองกลบั คืนไปบ้าน
จะใคร่ถบี ขนุ ช้างท่ีกลางตัว นกึ กลัวจะถกู แม่วนั ทองนน่ั แม้นจะบังเกิดเหตเุ ภทพาล ประการใดกต็ ามแต่เวรา
พลางน่ังลงนอบนบอภิวันท์ สะอื้นอั้นอกแค้นน�า้ ตาคลอ มาอยู่ไยกบั อา้ ยหินชาต ิ แสนอบุ าทว์ใจจติ รษิ ยา
โอแ้ ม่เจ้าประคณุ ของลูกเอ๋ย ไมค่ วรเลยจะพรากจากคุณพอ่ ดงั ทองคา� ทา� เลี่ยมปากกะลา หนา้ ตาดา� เหมอื นมินหม้อมอม
เวรกรรมน�าไปไมร่ งั้ รอ มิพอทจี่ ะต้องพรากก็จากมา เหมอื นแมลงวนั ว่อนเคล้าท่เี น่าช่ัว มาเกลือกกลว้ั ปทุมมาลยท์ ่ีหวานหอม
มนั ไปฉดุ มารดาเอามาไว้ อ้ายหวั ใสขม่ เหงไมเ่ กรงหนา้ ดอกมะเดอ่ื จะเจอื ดอกพะยอม ว่านกั แมจ่ ะตรอมระก�าใจ
ทีท่ า� แคน้ กจู ะแทนให้ทันตา ขอษมาแมแ่ ล้วก็ขับพราย แม่เล้ยี งลูกมาถึงเจ็ดขวบ เคราะหป์ ระจวบจากแมห่ าเห็นไม่
เป่าลงดว้ ยพระเวทวิทยา มารดาก็ฟน้ื ต่ืนโดยงา่ ย จะคดิ ถึงลูกบา้ งอยา่ งไร หาไม่ใจแมไ่ มค่ ิดเลย
ดาบใส่ฝักไวไ้ ม่เคล่อื นคลาย วันทองรูส้ กึ กายก็ลมื ตา ถา้ คิดเห็นเอน็ ดวู ่าลูกเต้า แม่ทนู เกล้าไปเรือนอย่าเชือนเฉย
คราน้ันจงึ โฉมเจา้ วนั ทอง ต้องมนตรม์ วั หมองเปน็ หนกั หนา ให้ลูกคลายอารมณไ์ ดช้ มเชย เหมือนเม่อื คร้ังแมเ่ คยเลยี้ งลกู มา
ตื่นพลางทางชา� เลืองนัยนต์ ามา เหน็ ลกู ยานนั้ ยนื อยู่ริมเตียง ครานัน้ จงึ โฉมเจา้ วนั ทอง เศร้าหมองด้วยลกู เปน็ หนักหนา
สา� คญั คิดว่าผรู้ ้ายใหน้ กึ กลวั กอดผัวร้องดน้ิ จนสิน้ เสยี ง พอ่ พลายงามทรามสวาทของแมอ่ า แมโ่ ศกาเกอื บเจียนจะบรรลยั

24 25

ใชจ่ ะอ่มิ เอิบอาบด้วยเงินทอง มิใช่ของตวั ท�ามาแต่ไหน ทัง้ ไส้นอ้ ยไส้ใหญแ่ ลไส้ตนั ฟนั ฟางก็หกั จากปากตัว
ทง้ั ผคู้ นช้างมา้ แลข้าไท ไม่รกั ใคร่เหมือนกบั พอ่ พลายงาม ตกใจต่นื ผวาคว้าวนั ทอง รอ้ งวา่ แมค่ ุณแม่ช่วยผวั
ทุกวันนี้ใช่แม่จะผาสกุ มแี ต่ทุกข์ใจเจ็บดังเหน็บหนาม ลุกข้นึ งกงันตวั สัน่ รวั ใหน้ ึกกลัวปรอทจะตอดตาย
ต้องจ�าจนทนกรรมทต่ี ิดตาม จะขนื ความคดิ ไปก็ใชท่ ี ลมื ตาเหลยี วหาเจ้าวันทอง ไมเ่ ห็นน้องห้องสวา่ งตะวนั สาย
เมือ่ พอ่ เจ้าเข้าคกุ แม่ทอ้ งแก่ เขาฉดุ แมใ่ ชจ่ ะแกลง้ แหนงหนี ผ้าผ่อนล่อนแก่นไมต่ ดิ กาย เห็นม่านขาดเร่ยี รายประหลาดใจ
ถงึ พ่อเจา้ เล่าไมร่ ้วู า่ รา้ ยดี เป็นหลายปีแม่มาอยูก่ บั ขุนชา้ ง ตะโกนเรยี กในหอ้ งวันทองเอย๋ หาขานรับเช่นเคยสกั คา� ไม่
เม่ือพ่อเจา้ กลบั มาแต่เชยี งใหม่ ไมเ่ พด็ ทูลสิง่ ไรแตส่ กั อย่าง ท้งั ข้าวของมากมายกห็ ายไป ปากประตูเปดิ ไวไ้ ม่ใส่กลอน
เมอื่ คราวตวั แมเ่ ป็นคนกลาง ท่านก็วางบทคืนใหบ้ ิดา พลางเรยี กหาข้าไทอยู่ว้าวนุ่ อีอนุ่ ออี ่มิ อีฉิมอีสอน
เจา้ เปน็ ถงึ หัวหมน่ื มหาดเล็ก มิใชเ่ ด็กดอกจงฟงั คา� แม่ว่า อีมอี ีมาอีสาคร นิง่ นอนไยหวามาหากู
จงเรง่ กลับไปคดิ กบั บิดา ฟอ้ งหากราบทลู พระทรงธรรม์ บา่ วผหู้ ญิงว่ิงไปอยู่งกงัน เหน็ นายน้นั แก้ผา้ กางขาอยู่
พระองค์คงจะโปรดประทานให้ จะปรากฏยศไกรเฉิดฉัน ต่างคนทรุดน่งั บังประตู ตกตะลึงแลดไู มเ่ ข้ามา
อันจะมาลกั พาไมว่ า่ กนั เช่นน้ันใจแม่มิเต็มใจ ขุนชา้ งเห็นข้าไม่มาใกล้ ขดั ใจลุกขึ้นทง้ั แก้ผ้า
ครานน้ั จึงโฉมเจา้ พลายงาม ฟงั ความเห็นวา่ แม่หาไปไม่ แหงนเถอ่ เป้อปังยนื จงั ก้า ย่างเท้าก้าวมาไม่รตู้ ัว
คดิ บ่ายเบ่ียงเล่ยี งเล้ียวเบ้ียวบดิ ไป เพราะรักอ้ายขนุ ช้างกว่าบิดา ยายจนั งันงกยกมือไหว ้ น่นั พ่อจะไปไหนพอ่ ทนู หวั
จงึ ว่าอนิจจาลกู มารบั แมย่ ังกลับทดั ทานเป็นหนักหนา ไมน่ ่งุ ผอ่ นนุง่ ผ้าดูน่ากลัว ขนุ ชา้ งมองดตู วั ก็ตกใจ
เหมอื นไมม่ ีรกั ใครใ่ นลูกยา อุตสา่ หม์ ารบั แลว้ ยังมไิ ป สองมือปดิ ขาเหมอื นท่าเปรต ใครมาเทศนเ์ อาผา้ กไู ปไหน
เสียแรงเปน็ ลกู ผู้ชายไม่อายเพือ่ น จะพาแม่ไปเรอื นใหจ้ งได ้ ให้นึกอดสูหม่ขู า้ ไท ยายจนั ไปเอาผา้ ใหข้ า้ ที
แมน้ มไิ ปใหง้ ามกต็ ามใจ จะบาปกรรมอยา่ งไรกต็ ามที ยายจนั ตกใจเตม็ ประดา เขา้ ไปฉวยผ้าเอามาคล่ี
จะตัดเอาศรี ษะของแมไ่ ป ทงิ้ แต่ตัวไว้ให้อย่นู ่ี หยบิ ยืน่ ส่งไปให้ทันท ี เมินหนีอดสูไมด่ ูนาย
แม่อยา่ เจรจาใหช้ ้าที จวนแจ้งแสงศรีจะรีบไป ขนุ ช้างตวั สั่นเทาบอกบ่าวไพร ่ เจ้าวนั ทองไปไหนอยา่ งไรหาย
ครานนั้ วนั ทองผ่องโสภา เห็นลูกยากัดฟนั มนั ไส้ เอง็ ไปดูให้รู้ซงึ่ แยบคาย พบแลว้ อย่าวุ่นวายให้เชญิ มา
ถือดาบฟา้ ฟ้ืนยนื แกว่งไกว ตกใจกลัวว่าจะฆา่ ฟัน ข้าไทไดฟ้ ังขนุ ช้างใช ้ ต่างเที่ยวค้นด้นไปจะเอาหน้า
จึงปลอบวา่ พลายงามพ่อทรามรกั อย่างฮกึ ฮักวา้ วุ่นทา� หุนหนั ทั้งหอ้ งนอกห้องในไม่พบพา ทัว่ เคหาแล้วไปคน้ จนแผ่นดนิ
จงครวญใครใ่ หเ้ หน็ ขอ้ ส�าคัญ แม่นี้พรั่นกลัวแต่จะเกดิ ความ เห็นประตูรวั้ บา้ นบานเปดิ กวา้ ง ผู้คนนอนสลา้ งไม่ตื่นสิน้
ดว้ ยเป็นข้าลักไปไทลักมา เหน็ เบือ้ งหนา้ จะอึงแมจ่ งึ หา้ ม เสาแรกแตกต้นเปน็ มลทิน กินใจกลับมาหาขนุ ชา้ ง
ถา้ เจา้ เหน็ เป็นสขุ ไมล่ กุ ลาม กต็ ามเถดิ มารดาจะคลาไคล บอกว่าได้ค้นคว้าหาพบไม ่ แลว้ เลา่ แจ้งเหตุไปสิ้นทกุ อยา่ ง
ว่าพลางนางลุกออกจากหอ้ ง เศรา้ หมองโศกาน้า� ตาไหล ขา้ เหน็ วิปรติ ผดิ ท่าทาง ท่นี วลนางวนั ทองน้ันหายไป
พระหม่ืนไวยกพ็ ามารดาไป พอรุ่งแจ้งแสงใสกถ็ งึ เรอื น คราน้นั ขุนช้างฟงั บา่ วบอก เหงื่อออกโซมลา้ นกบาลใส
จะกลา่ วถึงเจ้าจอมหม่อมขุนช้าง นอนครางหลับกรนอยปู่ น่ เป้ือน คิดคดิ ใหแ้ ค้นแสนเจบ็ ใจ ชา่ งท�าได้ตา่ งต่างทกุ อย่างจรงิ
อศั จรรย์ฝนั แปรแชเชอื น ว่าขเ้ี ร้อื นขน้ึ ตัวทั่วท้งั นั้น สองหนสามหนก่นแตห่ น ี พลั้งทลี งไม่รอดนางยอดหญงิ
หาหมอมารักษายาเข้าปรอท มันกนิ ปอดตบั ไตออกไหลลน่ั คราวน้ันอา้ ยขนุ แผนมนั แงน้ ชงิ นี่คราวน้หี นีวิง่ ไปตามใคร

26 27

ไมค่ ดิ ว่าจะเป็นเหน็ ว่าแก่ ยงั สาระแนหลบลี้หนไี ปไหน คราน้นั ขนุ ชา้ งได้ฟงั วา่ แคน้ ดังเลอื ดตาจะหล่งั ไหล
เอาเถิดเปน็ ไรก็เป็นไป ไมเ่ อากลบั มาไดม้ ใิ ช่กู ดับโมโหโกรธาทา� วา่ ไป เรากไ็ มว่ า่ ไรสุดแต่ดี
จะกล่าวถงึ โฉมเจา้ พลายงาม เกรงเน้อื ความน่งั นกึ ตรกึ ตรองอยู่ การไข้เจ็บลม้ ตายไมว่ ายเวน้ ปัจจุบนั อนั เปน็ ทั้งกรุงศรี
อ้ายขนุ ช้างสารพัดเป็นศัตร ู ถ้ามันร้วู า่ ลักเอาแม่มา ถ้าขัดสนสง่ิ ไรทไ่ี มม่ ี ก็มาเอาทนี่ ี่อย่าเกรงใจ
มันก็จะสอดแนมแกมเท็จ ไปกราบทลู สมเด็จพระพนั วษา วา่ แล้วปดิ บานหน้าตา่ งผาง ขนุ ชา้ งเดือดดาลทะยานไส้
ดจู ะระแวงผิดในกิจจา มารดากจ็ ะตอ้ งซึง่ โทษภยั ทอดตัวลงกบั หมอนถอนฤทัย ดูดู๋เป็นได้เจียววันทอง
คดิ แล้วเรียกหม่นื วิเศษผล เอ็งเปน็ คนเคยชอบอัชฌาสยั เพราะกแู พ้ความจม่นื ไวย มันจึงเหิมใจทา� จองหอง
จงไปบา้ นขนุ ช้างดว้ ยทันใด ไกลเ่ กลี่ยเสียอยา่ ให้มันโกรธา พ่อลูกแมล่ กู ถกู ทา� นอง ถึงสองครง้ั แล้วเป็นแตเ่ ชน่ น้ี
บอกวา่ เราจบั ไข้มาหลายวัน เกรงแมจ่ ะไม่ทันมาเห็นหนา้ อา้ ยพ่อไปเชียงใหมม่ ชี ยั มา ตั้งตัวดงั พระยาราชสีห์
เม่ือคืนนีซ้ �้ามีอันเปน็ มา เราใชค้ นไปหาแม่วันทอง อา้ ยลกู เปน็ หม่นื ไวยทา� ไมม ี เหน็ กนู คี้ นผิดตดิ โทษทณั ฑ์
พอขณะมารดามาส่งทกุ ข์ ร้องปลกุ เขา้ ไปถงึ ในห้อง มนั จึงขม่ เหงไมเ่ กรงใจ จะพึง่ พาใครได้ทีไ่ หนนนั่
จงึ รีบมาเรว็ ไวดงั ใจปอง รักษาจนแสงทองสวา่ งฟา้ ขนุ นางน้อยใหญ่เกรงใจกนั ถงึ ฟ้องมันก็จะปดิ ใหม้ ดิ ไป
ไม่ตายคลายคืนฟื้นข้ึนได ้ กขู อแมไ่ ว้พอเห็นหน้า ตามบุญตามกรรมไดท้ �ามา จะเฆย่ี นฆ่าหาคดิ ชวี ติ ไม่
แต่พอใหเ้ คล่ือนคลายหลายเวลา จงึ จะส่งมารดานัน้ คืนไป ย่งิ คดิ เดอื ดดาลทะยานใจ ฉวยไดก้ ระดานชนวนมา
หมน่ื วิเศษรับคา� แล้วอ�าลา รบี มาบา้ นขุนช้างหาช้าไม่ ร่างฟ้องท่องเทียบใหเ้ รยี บรอ้ ย ถอ้ ยคา� ถ่ีถว้ นเป็นหนกั หนา
ครัน้ ถึงแอบดูอยแู่ ต่ไกล เห็นผ้คู นขวักไขวท่ ัง้ เรอื นชาน ลงกระดาษทับไว้มไิ ดช้ ้า อาบนา้� ผลัดผ้าแล้วคลาไคล
ขุนชา้ งนง่ั เย่ยี มหน้าตา่ งเรือน ดหู นา้ เฝือนทีโกรธอยู่งุ่นง่าน วันนั้นพอพระปิน นรนิ ทร์ราช เสด็จประพาสบวั ยงั หากลับไม่
จะด้อื เดินเข้าไปไมเ่ ป็นการ คิดแล้วลงคลานเขา้ ประตู ขุนชา้ งมาถงึ ซง่ึ วงั ใน ก็คอยจอ้ งที่ใต้ต�าหนกั น�า้
ครานั้นเจ้าจอมหมอ่ มขนุ ช้าง นัง่ คาหน้าต่างเยยี่ มหน้าอยู่ จะกล่าวถึงพระองคผ์ ู้ทรงเดช เสดจ็ คืนนเิ วศน์พอจวนค�า่
เหน็ คนคลานเขา้ มาเหลือบตาด ู นม่ี าลอ้ หลอกกูฤๅอยา่ งไร ฝีพายรายเล่มมาเต็มลา� เรอื ประจ�าแหนแห่เซ็งแซ่มา
อะไรพอสว่างวางเขา้ มา เดก็ หวาจบั ถองใหจ้ งได้ พอเรอื พระทน่ี ง่ั ประทับท ่ี ขุนชา้ งกร็ ี่ลงตีนทา่
ลกุ ขึ้นถกเขมรร้องเกณฑ์ไป ทุดอา้ ยไพรข่ ีค้ รอกหลอกผ้ดู ี ลอยคอชูหนังสือดอ้ื เข้ามา ผุดโผลโ่ งหนา้ ยดึ แคมเรอื
คราน้นั วเิ ศษผลคนว่องไว ยกมอื ข้นึ ไหว้ไมว่ ่งิ หนี เขา้ ตรงบโทนอน้ ต้นกัญญา เพอ่ื นโขกลงดว้ ยกะลาวา่ ผีเสอ้ื
ร้องตอบไปพลนั ในทนั ที คนดีดอกขา้ ไหว้ใชค่ นพาล มหาดเล็กอย่งู านพัดพลัดตกเรอื รอ้ งวา่ เสอื ตวั ใหญ่ว่ายน้า� มา
ข้าพเจา้ เปน็ บ่าวพระหมืน่ ไวย เปน็ ขนุ หมน่ื รับใชอ้ ย่ใู นบ้าน ขุนชา้ งดึงดอื้ มอื ยดึ เรอื มใิ ชเ่ สือกระหม่อมฉานล้านเกศา
ท่านใชใ้ ห้กระผมมากราบกราน ขอประทานคนื นพ้ี ระหมื่นไวย ส้ตู ายขอถวายซ่ึงฎีกา แค้นเหลือปญั ญาจะทานทน
เจบ็ จุกปัจจบุ ันมอี นั เป็น แกไ้ ขกเ็ หน็ หาหายไม่ ครานนั้ สมเดจ็ พระพนั วษา ทรงพระโกรธาโกลาหล
รอ้ งโอดโดดดิ้นเพียงสิ้นใจ จงึ ใช้ให้ตัวข้ามาแจ้งการ ทุดอ้ายจัญไรมใิ ช่คน บนบกบนฝงั ดงั ไมม่ ี
พอพบท่านมารดามาสง่ ทุกข ์ ข้าพเจา้ ร้องปลุกไปในบา้ น ใช่ทใี่ ช่ทางวางเข้ามา อ้ายช้างเปน็ บ้ากระมงั นี่
จะกลับขน้ึ เคหาเห็นช้านาน ท่านจงึ รบี ไปในกลางคืน เฮ้ยใครรับฟ้องของมนั ท ี ตเี สียสามสบิ จงึ ปลอ่ ยไป
พยาบาลคุณพระนายพอคลายไข้ คุณอยา่ สงสัยว่าไปอน่ื มหาดเลก็ ก็รบั เอาฟอ้ งมา ต�ารวจคว้าขุนช้างหาวางไม่
ให้ค�ามน่ั สัง่ มาวา่ ยั่งยนื พอหายเจ็บแล้วจะคนื ไม่นอนใจ
28
29

ลงพระราชอาญาตามว่าไว้ พระจึงใหต้ งั้ กฤษฎีกา ว่าพลางเอนแอบลงแนบข้าง จบู พลางชวนชดิ พสิ มยั
ว่าตงั้ แตว่ นั น้สี ืบตอ่ ไป หน้าที่ของผูใ้ ดให้รกั ษา ลูบไลพ้ ิไรปลอบให้ชอบใจ เปน็ ไรจึงไมฟ่ ื้นตืน่ นิทรา
ถ้าประมาทราชการไมน่ า� พา ปลอ่ ยให้ใครเข้ามาในล้อมวง เจา้ วนั ทองนอ้ งตน่ื จากทน่ี อน โอนออ่ นวอนไหวพ้ ิไรวา่
ระวางโทษเบ็ดเสร็จเจ็ดสถาน ถึงประหารชวี ติ เปน็ ผุยผง หม่อมน้อยใจท่ไี ม่เจรจา ใช่ตวั ขา้ นจี้ ะงอนคอ่ นพิไร
ตามกฤษฎกี ารักษาพระองค ์ แล้วลงจากพระที่นัง่ เขา้ วังใน ชอบผดิ พอ่ จงคิดคะนึงตรอง อนั ตัวน้องมลทนิ หาส้นิ ไม่
จะกลา่ วถึงขุนแผนแสนสนิท เรืองฤทธิ์ฦๅจบพิภพไหว ประหน่งึ วา่ วันทองน้ีสองใจ พบไหนก็เปน็ แตเ่ ช่นนัน้
อยบู่ ้านสขุ เกษมเปรมใจ สมสนทิ พสิ มยั ด้วยสองนาง ท่จี ริงใจเหน็ ไปอยู่เรือนอน่ื คงคิดคืนทห่ี ม่อมเป็นแมน่ มั่น
ลาวทองกบั เจา้ แก้วกิรยิ า ปรนนิบัติวัตถาไม่ห่างข้าง ดว้ ยรักลูกรักผัวยังพวั พนั คราวน้ันก็ไปอย่เู พราะจา� ใจ
เพลิดเพลินจา� เริญใจไมเ่ วน้ วาง คืนนนั้ ในกลางซง่ึ ราตรี แคน้ คิดด้วยมิตรไมร่ ักเลย ยามมที ี่เชยเฉยเสียได้
นางแกว้ ลาวทองทง้ั สองหลบั ขุนแผนกลบั ผวาต่ืนฟืน้ จากที่ เสียแรงร่วมทกุ ขย์ ากกันกลางไพร กินผลไม้ต่างขา้ วทกุ เพรางาย
พระจันทรจรแจ่มกระจา่ งดี พระพายพัดมาลตี ลบไป พอได้ดมี ีสุขลืมทุกขย์ าก ก็เพราะหากหม่อมมซี ่ึงที่หมาย
คดิ คะนงึ ถึงมิตรแต่ก่อนเก่า นจิ จาเจ้าเหนิ หา่ งร้างพสิ มัย วา่ นักกเ็ คร่ืองเคืองระคาย เอน็ ดนู อ้ งอยา่ ใหอ้ ายเขาอีกเลย
ถึงสองคร้ังตั้งแต่พรากจากพไ่ี ป ดงั เดด็ ใจจากรา่ งกร็ าวกัน พี่ผดิ จรงิ แลว้ เจา้ วันทอง เหมอื นลืมนอ้ งหลงเลือนท�าเชอื นเฉย
กูก็ชั่วมวั รกั แตส่ องนาง ละวางใหว้ ันทองนอ้ งโศกศัลย์ ใชพ่ ี่จะเพลิดเพลนิ ชน่ื เพราะอ่ืนเชย เงยหนา้ เถิดจะเลา่ อยา่ เฝา้ แค้น
เมอ่ื ตีได้เชียงใหมก่ ็โปรดครัน จะเพ็ดทูลคราวน้ันก็คล่องใจ เมื่อตดิ คกุ ทุกขถ์ งึ เจา้ ทุกเชา้ คา่� ตอ้ งกลนื กล�้าโศกเศรา้ นนั้ เหลือแสน
สารพัดท่ีจะวา่ ได้ทุกอยา่ ง อา้ ยขนุ ชา้ งไหนจะโตจ้ ะตอบได้ ซา�้ ขนุ ช้างคดิ คดทา� ทดแทน มนั ดแู คลนวา่ พี่นย้ี ากยบั
ไม่ควรเลยเฉยมาไม่อาลัย บัดนเ้ี ล่าเจา้ ไวยไปรบั มา อาลยั เจา้ เทา่ กบั ดวงชีวติ พ่ ี คดิ จะหนีไปตามเอาเจา้ กลับ
จา� กจู ะไปสู่สวาทนอ้ ง เจ้าวนั ทองจะคอยละหอ้ ยหา เกรงจะพากันผิดเข้าติดทับ แต่ขยับอยูจ่ นไดไ้ ปเชยี งอนิ ทร์
คิดพลางจดั แจงแต่งกายา น�้าอบทาหอมฟ้งุ จรงุ ใจ กลบั มาหมายว่าจะไปตาม พอเจ้าไวยเป็นความกค็ ้างสิน้
ออกจากห้องย่องเดินดา� เนินมา ถงึ เรอื นลูกยาหาชา้ ไม่ หัวอกใครได้แค้นในแผ่นดนิ ไมเ่ ดือดดน้ิ เท่าพ่กี ับวนั ทอง
เขา้ ห้องวนั ทองในทันใด เหน็ นางหลับใหลนง่ิ นทิ รา คิดอย่วู า่ จะทูลพระพนั วษา เห็นชา้ กวา่ จะได้มาร่วมหอ้ ง
ลดตวั ลงนง่ั ขา้ งวันทอง เตือนต้องดว้ ยความเสน่หา จะเป็นความอกี ก็ตามแต่ท�านอง จงึ ให้ลูกรบั นอ้ งมาร่วมเรอื น
สัน่ ปลุกลกุ ขึน้ เถิดน้องอา พ่มี าหาแลว้ อย่านอนเลย จะเปน็ ตายง่ายยากไมจ่ ากรกั จะฟมู ฟักเหมอื นเม่อื อยใู่ นกลางเถือ่ น
นางวันทองตนื่ อยู่รู้สึกตวั หมายใจวา่ ผวั ก็ท�าเฉย ขอโทษทีพ่ ี่ผดิ อยา่ บดิ เบอื น เจ้าเพ่ือนเสนหาจงอาลัย
นิง่ ดอู ารมณท์ ี่ชมเชย จะรกั จรงิ จะเปรยเปน็ จา� ใจ พ่ีผดิ พ่ีก็มาลแุ ก่โทษ จะคุมโกรธคมุ แคน้ ไปถงึ ไหน
แตน่ ิ่งดกู ิริยาเปน็ ชา้ นาน หาว่าขานโต้ตอบอย่างไรไม่ ความรกั พี่ยังรกั ระงมใจ อย่าตัดไมตรตี รึงใหต้ รอมตาย
ทง้ั รกั ท้งั แคน้ แนน่ ฤทยั ความอาลัยปันป่วนยวนวิญญา วา่ พลางทางแอบเข้าแนบอก ประคองยกของสา� คญั มัน่ หมาย
โอเ้ จ้าแกว้ แววตาของพ่เี อ๋ย เจา้ หลบั ใหลกระไรเลยเป็นหนกั หนา เจา้ เน้อื ทพิ ยห์ ยบิ ชนื่ อารมณ์ชาย ขอสบายสักหน่อยอยา่ โกรธา
ดงั นิม่ น้องหมองใจไมน่ �าพา ขดั เคืองคิดว่าพที่ อดทง้ิ ใจนอ้ งมใิ ห้หมองอารมณ์หมอ่ ม ไมต่ ดั ใจใหต้ รอมเสนหา
ความรกั หนกั หนว่ งทรวงสวาท พ่ีไมค่ ลาดคลายรกั แตส่ กั สิ่ง ถา้ ตดั รกั หกั ใจแล้วไม่มา หมอ่ มอย่าว่าเลยว่าฉันไม่คนื คดิ
เผอิญเป็นวิปรติ พีผ่ ิดจรงิ จะนอนนิ่งถือโทษโกรธอยู่ไย ถึงตัวไปใจยงั นับอย่วู ่าผวั นอ้ งนก้ี ลวั บาปทับเม่ือดับจิต

30 31

หญงิ เดยี วชายครองเปน็ สองมติ ร ถ้ามิปลดิ เสียให้เปลือ้ งไม่ตามใจ ใต้เตยี งเสยี งหนกู ็กุกกก แมลงมมุ ทุ่มอกทรี่ มิ ฝา
คราวนัน้ เมื่อตามไปกลางปา่ หน้าด�าเปน็ หนึง่ ทามนิ หม้อไหม้ ยง่ิ หวาดหวน่ั พรั่นตัวกลัวมรณา ดังวิญญาณ์นางจะพรากไปจากกาย
ชนะความงามหน้าดงั เทยี นชัย เขาฉุดไปเหมือนลงทะเลลึก ครานั้นขนุ แผนแสนสนิท ฟังความตามนิมิตก็ใจหาย
เจ้าพลายงามตามรับเอากลบั มา ทีนหี้ นา้ จะดา� เป็นนา้� หมกึ ครัง้ น้นี า่ จะมอี ันตราย ฝนั ร้ายสาหัสตัดตา� รา
ก�าเรบิ ใจด้วยเจา้ ไวยกา� ลังฮกึ จะพาแมต่ กลึกให้จ�าตาย พเิ คราะห์ดทู งั้ ยามอัฐกาล ก็บนั ดาลฤกษแ์ รงเป็นหนักหนา
มิใชห่ นุ่มดอกอย่ากลุม้ กา� เรบิ รัก เอาความผดิ คดิ หักใหเ้ หือดหาย มิรทู้ ีจ่ ะแถลงแจง้ กจิ จา กอดเมยี เมนิ หนา้ นา�้ ตากระเด็น
ถ้ารกั นอ้ งปอ้ งปดิ ใหม้ ดิ อาย ฉันกลบั กลายแล้วหม่อมจงฟาดฟนั จงึ แกล้งเพทบุ ายทา� นายไป ฝนั อยา่ งนมี้ ิใช่จะเกิดเข็ญ
ไปเพด็ ทลู เสยี ให้ทลู กระหมอ่ มแจ้ง นอ้ งจะแต่งบายศรีไว้เชิญขวัญ เพราะวิตกหมกไหม้จึงไดเ้ ป็น เนอ้ื เยน็ อย่กู บั ผวั อยา่ กลวั ทุกข์
ไมพ่ ักวอนดอกจะนอนอยู่ดว้ ยกนั ไมเ่ ชน่ น้ันฉันไมเ่ ลยจะเคยตวั พรุ่งนพ้ี จี่ ะแกเ้ สนียดฝนั แล้วท�ามงิ่ สิ่งขวัญใหเ้ ปน็ สขุ
นจิ จาใจเจา้ จะใหพ้ ่เี จบ็ จติ ดังเอากรชิ แกะกรีดในอกผวั มใิ หเ้ กดิ ราคกี ลียคุ อยา่ เปน็ ทุกข์เลยเจ้าจงเบาใจ
เกรงผดิ คดิ บาปจงึ หลาบกลัว พีน่ ชี้ ่วั เพราะหม่ินประมาทความ ครัน้ วา่ ร่งุ สางสวา่ งฟา้ สรุ ยิ าแยม้ เย่ียมเหลยี่ มไศล
อ่ืนไกลไหนพ่จี ะละเลา่ นเี่ จ้าว่าดอกจะย้ังไวฟ้ งั ห้าม จะกล่าวถึงพระองคผ์ ทู้ รงชัย เนาในพระท่นี ัง่ บัลลงั กร์ ัตน์
เสยี แรงมาวา่ วอนจงผ่อนตาม อยา่ หวงหา้ มเสนห่ าใหช้ ้าวัน พร้อมดว้ ยพระก�านลั นักสนม หมอบประนมเฝ้าแหนแนน่ ขนดั
วา่ พลางคลึงเคลา้ เข้าแนบขา้ ง จูบพลางทางปลอบประโลมขวญั ประจา� ตงั้ เครื่องอานอยงู่ านพดั ทรงเคอื งขดั ขนุ ช้างแตก่ ลางคืน
ก่ายกอดสอดเกยี่ วพัลวัน วนั ทองก้นั กีดไวไ้ มต่ ามใจ แสนถอ่ ยใครจะถ่อยเหมอื นมันบ้าง ทุกอยา่ งที่จะชวั่ อา้ ยหวั ลน่ื
พลิกผลักชักชวนใหช้ ่นื ชดิ เบอื นบิดแบ่งรกั หารว่ มไม่ เวียนแต่เป็นถ้อยความไมข่ ้ามคืน นา�้ ยนื หยัง่ ไมถ่ งึ ยังดงึ มา
สยดสยองพองเสยี วแสยงใจ พระพายพดั มาลยั ตลบลอย คราวน้ันฟอ้ งกนั ดว้ ยวันทอง นีม่ นั ฟ้องใครอกี อา้ ยชาติข้า
แมลงภ่เู ฝ้าเคลา้ ไม้ในไพรชฏั ไม่เบกิ บานก้านกลัดเกสรสรอ้ ย ด�ารพิ ลางทางเสดจ็ ยาตรา ออกมาพระทน่ี ่ังจกั รพรรดิ
บนั ดาลคงคาทิพย์กระปริบกระปรอย พรมพรอ้ ยทอ้ งฟ้านภาลยั พระสตู รรูดกรา่ งกระจ่างองค ์ ขนุ นางกราบราบลงเป็นขนัด
อสนีคร้ืนครั่นสนั่นกอ้ ง นา้� ฟา้ หาตอ้ งดอกไมไ้ ม่ ท้ังหนา้ หลงั เบยี ดเสยี ดเยียดยัด หมอบอัดถดั กันเป็นหลน่ั ไป
กระเซ็นรอบขอบสระสมุทรไท หวิวใจแลว้ ก็หลบั กับเตยี งนอน ทอดพระเนตรมาเหน็ ขุนช้างเฝา้ เออใครเอาฟ้องมันไปไว้ไหน
คร้ันเวลาดึกกา� ดัดสงัดเงียบ ใบไม้แห้งแกร่งเกรยี บระรุบรอ่ น พระหมน่ื ศรถี วายพลันในทนั ใด รบั ไว้คลีท่ อดพระเนตรพลนั
พระพายโชยเสาวรสขจายขจร พระจันทรแจม่ แจ้งกระจา่ งดวง พอทรงจบแจง้ พระทยั ในข้อหา กโ็ กรธาเคืองขนุ่ หุนหนั
ดุเหว่าเรา้ เสยี งสา� เนยี งกอ้ ง ระฆังฆอ้ งขานแขง่ ในวงั หลวง มันเคีย่ วเขญ็ ท�าเป็นอย่างไรกัน อีวันทองคนเดยี วไมร่ ู้แลว้
วันทองนอ้ งนอนสนิททรวง จติ ง่วงระงบั สูภ่ วงั ค์ ราวกบั ไมม่ ีหญงิ เฝา้ ชงิ กัน ฤๅอวี นั ทองนัน้ มนั มีแกว้
ฝนั วา่ พลัดไปในไพรเถอื่ น เล่อื นเปอื้ นไมร่ ้ทู ่จี ะกลบั หลัง รปู อา้ ยชา้ งชั่วช้าตาแบง้ แบว ไม่เหน็ แววท่วี ่ามันจะรกั
ลดเลี้ยวเทย่ี วหลงในดงรัง ยังมีพยคั ฆร์ า้ ยมาราวี ใครจะเอาเปน็ ผัวเขากลวั อาย หวั หดู ูเหมอื นควายท่ีตกปลัก
ทง้ั สองมองหมอบอยู่รมิ ทาง พอนางด้ันปา่ มาถงึ ที่ คราวนน้ั เป็นความกถู ามซัก ตกหนักอยกู่ ับเฒ่าศรปี ระจนั
โดดตะครบุ คาบค้นั ในทนั ท ี แล้วฉุดครา่ พารไ่ี ปในไพร วนั ทองกสู ิใหก้ บั ไอ้แผน ไยแลน่ มาอยกู่ บั อ้ายชา้ งน่นั
สน้ิ ฝันคร้ันต่ืนตกประหมา่ หวีดผวากอดผัวสะอน้ื ไห้ จม่นื ศรไี ปเอาตวั มนั มาพลนั ทัง้ วนั ทองขนุ แผนอา้ ยหมื่นไวย
เล่าความบอกผวั ดว้ ยกลัวภยั ประหลาดใจน้องฝันพรัน่ อรุ า ฝ่ายพระหมืน่ ศรีได้รบั สงั่ ถอยหลังออกมาไม่ชา้ ได้
สงั่ เวรกรมวงั ในทันใด ตา� รวจในวิง่ ตะบึงมาถงึ พลัน
32
33

ขนึ้ ไปบนเรอื นพระหม่นื ไวย แจง้ ข้อรบั สง่ั ไปขมขี มัน ดว้ ยขุนช้างอ้างว่ารับสงั่ ให้ ใครจะขดั ขนื ไว้ก็กลวั ผดิ
ขนุ ชา้ งฟ้องรอ้ งฎีกาพระทรงธรรม ์ ให้หาท้งั สามท่านนน้ั เข้าไป จนใจจะมไิ ปก็สุดฤทธ์ ิ ชีวติ อยู่ใต้พระบาทา
ครานัน้ วนั ทองเจา้ พลายงาม ไดฟ้ งั ความคร้ามครนั่ หวั่นไหว ครานั้นพระองคผ์ ้ทู รงภพ ฟังจบกรวิ้ ขนุ ชา้ งเปน็ หนักหนา
ขนุ แผนเรียกวันทองเขา้ หอ้ งใน ไมไ่ วใ้ จจงึ เสกดว้ ยเวทมนตร์ มีพระสิงหนาทตวาดมา อา้ ยบา้ เย่อหยงิ่ อ้ายลิงโลน
สขี ้ผี ้ึงสีปากกินหมากเวท ซ่งึ วิเศษสารพดั แก้ขัดสน ตกว่ากหู าเป็นเจ้าชีวิตไม่ มงึ ถอื ใจว่าเปน็ เจ้าทโ่ี รงโขน
น�้ามันพรายนา้� มนั จันทน์สรรเสกปน เคยคมุ้ ขงั บังตนแต่ไรมา เปน็ ไม่มอี าญาสทิ ธคิ์ ิดดงึ โดน เท่ยี วทา� โจรใจคะนองจองหองครนั
แลว้ ทา� ผงอทิ ธเิ จเขา้ เจิมพักตร ์ คนเหน็ คนทักรักทุกหนา้ เลย้ี งมงึ ไมไ่ ดอ้ ้ายใจรา้ ย ชอบแตเ่ ฆยี่ นสองหวายตลอดสนั
เสกกระแจะจวงจันทนน์ �้ามันทา เสร็จแลว้ ก็พาวันทองไป แล้วกลับความถามขา้ งวันทองพลนั เออเม่ือมนั ฉดุ คร่าพามึงไป
คราน้ันทองประศรีผมู้ ารดา ครน้ั ได้แจ้งกิจจาไม่น่งิ ได้ กช็ ้านานไดป้ ระมาณสบิ แปดป ี คร้งั นี้ทา� ไมมงึ จึงมาได้
เด็กเอย๋ วง่ิ ตามมาไวไว ลงบันไดงันงกตกนอกชาน นี่มงึ หนีมนั มาว่าไร ว่าใครไปรบั เอามึงมา
พลายชุมพลกอดก้นทองประศร ี กมู ิใชช่ า้ งขด่ี อกลกู หลาน วันทองฟังถามให้คร้ามครน่ั บังคมคัลประนมกม้ เกศา
ลกุ ขนึ้ โขย่งโกง้ โคง้ คลาน ซมซานโฮกฮากอ้าปากไป ขอเดชะพระองคท์ รงศักดา พระอาญาเปน็ พ้นล้นเกล้าไป
ครั้นถึงย้งั อยปู่ ระตูวัง ผู้รับสั่งเรง่ รุดไม่หยดุ ได้ ครัง้ นจ้ี มน่ื ไวยนนั้ ไปรบั กระหมอ่ มฉันจงึ กลบั คนื มาได้
ขนุ แผนวนั ทองพระหมน่ื ไวย เขา้ ไปเฝ้าองค์พระภูมี มใิ ช่ย้อนยอกทา� นอกใจ ขุนแผนกม็ ไิ ด้ประเวณี
คราน้นั พระองคผ์ ทู้ รงเดช ปินปกั นคั เรศเรืองศรี แต่มานั้นเวลาสกั สองยาม ขุนชา้ งจงึ หาความว่าหลบหนี
เหน็ สามราเข้ามาอัญชลี พระปรานเี หมือนลูกในอทุ ร ขอพระองคจ์ งทรงพระปรานี ชีวอี ยู่ใตพ้ ระบาทา
ดว้ ยเดชะพระเวทวเิ ศษประสทิ ธ์ิ เผอญิ คดิ รกั ใครพ่ ระทัยออ่ น ครานั้นพระองค์ผทู้ รงเดช ฟงั เหตุขุ่นเคอื งเป็นหนักหนา
ตรสั ถามอย่างความราษฎร ฮ้าเฮย้ ดกู ่อนอวี นั ทอง อา้ ยหมืน่ ไวยท�าใจอหังการ ์ ตกว่าบา้ นเมืองไม่มนี าย
เมื่อมงึ กลบั มาแตป่ า่ ใหญ่ กูสใิ ห้อา้ ยแผนประสมสอง จะปรกึ ษาตราสินใหไ้ ม่ได ้ จึงทา� ตามน้า� ใจเอาง่ายงา่ ย
ครั้นกูขัดใจให้จา� จอง ตัวของมึงไปอยู่แหง่ ไร ถา้ ฉวยเกดิ ฆ่าฟนั กันลม้ ตาย อนั ตรายไพร่เมอื งก็เคืองกู
ท�าไมไม่อยกู่ ับอา้ ยแผน แล่นไปอยูก่ บั อา้ ยชา้ งใหม่ อีวนั ทองกูใหอ้ า้ ยแผนไป อา้ ยช้างบงั อาจใจท�าจลู่ ู่
เดมิ มึงรกั อ้ายแผนแลน่ ตามไป คร้นั ยกใหส้ ิเต้นกลบั เล่นตัว ฉุดมนั ข้นึ ชา้ งอา้ งถึงก ู ตะคอกข่อู วี ันทองใหต้ กใจ
อยู่กบั อ้ายชา้ งไมอ่ ยูไ่ ด้ เกดิ รังเกียจเกลียดใจด้วยชังหัว ชอบตบให้สลบลงกับท ่ี เฆย่ี นตเี สยี ใหย้ ับไมน่ ับได้
ดูยักใหมย่ ้ายเก่าเฝ้าเปลย่ี นตัว ตกว่าช่วั แล้วมึงไมไ่ ยดี มะพร้าวห้าวยัดปากให้สาใจ อา้ ยหมื่นไวยก็โทษถงึ ฉกรรจ์
คราน้ันวนั ทองได้รับสัง่ ละล้าละลังประนมกม้ เกศี มึงถอื ว่าอีวันทองเปน็ แม่ตัว ไมเ่ กรงกลวั เว้โว้ทา� โมหนั ธ์
หวั สยองพองพร่ันทนั ท ี ทูลคดีพระองค์ผู้ทรงธรรม์ ไปรับไยไมไ่ ปในกลางวนั อา้ ยแผนพ่อน้ันกเ็ ป็นใจ
ขอเดชะละอองธุลบี าท องคห์ ริรักษร์ าชรงั สรรค์ มนั เหมอื นวัวเคยขาม้าเคยขี่ ถึงบอกกูว่าดีหาเชอื่ ไม่
เมอื่ กระหม่อมฉันมาแตอ่ ารญั ครง้ั น้ันโปรดประทานขนุ แผนไป อ้ายช้างมันก็ฟ้องเป็นสองนยั วา่ อ้ายไวยลักแมใ่ หบ้ ดิ า
คร้ันอยู่มาขุนแผนต้องจา� จอง กระหม่อมฉันมีทอ้ งนัน้ เตบิ ใหญ่ เป็นราคขี อ้ ผิดมตี ดิ ตัว หมองมวั มลทินอยหู่ นักหนา
อยูท่ เี่ คหาหน้าวัดตะไกร ขนุ ช้างไปบอกว่าพระโองการ ถา้ อ้ายไวยอยากจะใคร่ได้แมม่ า ชวนพอ่ ฟอ้ งหาเอาเปน็ ไร
มีรบั สัง่ โปรดปรานประทานให ้ กระหม่อมฉนั ไม่ไปก็หักหาญ อัยการศาลโรงกม็ ีอย ู่ ว่ากูตดั สินให้ไม่ได้
ยือ้ ยุดฉุดคร่าท�าสามานย์ เพ่ือนบา้ นจะชว่ ยก็สุดคิด
34 35

ชอบทวนด้วยลวดให้ปวดไป ปรับไหมใหเ้ ท่ากับชายชู้ คราน้ันพระองคผ์ ู้ทรงภพ ฟังจบแคน้ คั่งดงั เพลงิ ไหม้
มันเกิดเหตทุ ง้ั นก้ี เ็ พราะหญงิ จงึ หึงหวงชว่ งชงิ ยงุ่ ยิง่ อยู่ เหมือนดินประสิวปลิวติดกบั เปลวไฟ ดูดู๋เป็นไดอ้ ีวันทอง
จา� จะตดั รากใหญ่ให้หล่นพร ู ใหล้ กู ดอกดกอยู่แต่ก่ิงเดียว จะว่ารักขา้ งไหนไม่วา่ ได้ น้�าใจจะประดงั เขา้ ทั้งสอง
อวี ันทองตวั มนั เหมือนรากแกว้ ถา้ ตดั โคนขาดแล้วก็ใบเห่ียว ออกนนั่ เข้าน่ีมสี �ารอง ยง่ิ กว่าท้องทะเลอันลา�้ ลกึ
ใครจะควรสูส่ มอยกู่ ลมเกลยี ว ใหเ้ ด็ดเดี่ยวรู้กันแต่วันน้ี จอกแหนแพเสาสา� เภาใหญ่ จะทอดถมเทา่ ไรไม่รสู้ กึ
เฮ้ยอวี นั ทองว่ากระไร มงึ ตั้งใจปลดปลงใหต้ รงที่ เหมือนมหาสมุทรสุดซง้ึ ซึก นา้� ลึกเหลอื จะหย่งั กระทัง่ ดนิ
อย่าพะวังกงั ขาเปน็ ราค ี เพราะมึงมีผัวสองกูต้องแค้น อิฐผาหาหาบมาทุ่มถม กจ็ ่อมจมสูญหายไปหมดส้นิ
ถา้ รกั ใหม่ก็ไปอยู่กบั อา้ ยช้าง ถ้ารกั เก่าเขา้ ขา้ งอ้ายขนุ แผน อแี สนถ่อยจัญไรใจทมฬิ ดังเพชรนิลเกิดขึ้นในอาจม
อย่าเวียนวนไปใหค้ นมนั หม่นิ แคลน ถา้ แม้นมึงรกั ไหนให้วา่ มา รปู งามนามเพราะนอ้ ยไปฤๅ ใจไมซ่ อ่ื สมศกั ดิ์เท่าเส้นผม
ครานน้ั วนั ทองฟงั รับสงั่ ใหล้ ะล้าละลังเป็นหนกั หนา แตใ่ จสตั ว์มันยงั มที ี่นิยม สมาคมก็แต่ถึงฤดมู นั
ครัน้ จะทูลกลวั พระราชอาชญา ขนุ ช้างแลดูตายักคิ้วลน มงึ นถ้ี ่อยย่งิ กวา่ ถอ่ ยอที ้ายเมอื ง จะเอาเรอ่ื งไม่ได้สักส่ิงสรรพ์
พระหมน่ื ไวยใช้ใบ้ใหแ้ มว่ ่า บยุ้ ปากตรงบิดาเป็นหลายหน ละโมบมากตัณหาตาเปน็ มนั สกั รอ้ ยพันใหม้ ึงไม่ถึงใจ
วนั ทองหมองจิตคิดเวยี นวน เป็นจนใจนิง่ อยูไ่ ม่ทลู ไป ว่าหญงิ ชวั่ ผวั ยังคราวละคนเดียว หาตามตอมกันเกรยี วเหมอื นมึงไม่
ครานน้ั พระองค์ทรงธรณินทร ์ หาไดย้ ินวนั ทองทลู ข้ึนไม่ หนกั แผน่ ดนิ กูจะอยู่ไย อา้ ยไวยมงึ อยา่ นับว่ามารดา
พระตรสั ความถามซกั ไปทนั ใด มงึ ไม่รกั ใครให้ว่ามา กเู ลีย้ งมงึ ถงึ ให้เป็นหัวหมนื่ คนอนื่ ร้วู ่าแมก่ ็ขายหนา้
จะรกั ชู้ชงั ผวั มงึ กลวั อาย จะอยดู่ ว้ ยลูกชายก็ไม่วา่ อา้ ยขุนช้างขุนแผนทัง้ สองรา กจู ะหาเมยี ให้อย่าอาลยั
ตามใจกูจะใหด้ งั วาจา แตน่ ี้เบอื้ งหนา้ ขาดเดด็ ไป หญงิ กาลกิณีอีแพศยา มนั ไมน่ า่ เชยชดิ พสิ มยั
นางวนั ทองรบั พระราชโองการ ใหบ้ ันดาลบังจติ หาคิดไม่ ทร่ี ปู รวยสวยสมมถี มไป มึงตัดใจเสยี เถดิ อคี นนี้
อกศุ ลดลมวั ใหช้ ่วั ใจ ดว้ ยส้นิ ในอายทุ ่ีเกดิ มา เรง่ เร็วเหวยพระยายมราช ไปฟนั ฟาดเสียให้มนั เปน็ ผี
คิดคะนงึ ตะลงึ ตะลานอก ดังตัวตกพระสุเมรภุ ูผา อกเอาขวานผ่าอย่าปรานี อยา่ ใหม้ โี ลหิตติดดินกู
ให้อุธจั อดั อนั้ ตันอุรา เกรงผิดภายหนา้ ก็สดุ คดิ เอาใบตองรองไวใ้ หห้ มากิน ตกดนิ จะอัปรียก์ าลอี ยู่
จะว่ารกั ขนุ ชา้ งกระไรได้ ทจี่ รงิ ใจมไิ ด้รกั แตส่ กั หนดิ ฟันให้หญิงชายท้ังหลายดู สัง่ เสรจ็ เสดจ็ สปู่ ราสาทชัย
รกั พ่อลูกหว่ งดงั ดวงชวี ิต แม้นทูลผดิ จะพิโรธไม่โปรดปราน
อย่าเลยจะทลู เปน็ กลางไว้ ตามพระทยั ท้าวจะแยกใหแ้ ตกฉาน ฯลฯ
คิดแลว้ เท่าน้นั มทิ นั นาน นางกม้ กรานแลว้ ก็ทูลไปฉับพลัน
ความรักขุนแผนก็แสนรัก ด้วยรว่ มยากมานกั ไมเ่ ดียดฉนั ท์
สลู้ า� บากบกุ ป่ามาด้วยกนั สารพันอดออมถนอมใจ
ขุนช้างแต่อยดู่ ว้ ยกันมา ค�าหนักหาได้วา่ ใหเ้ คอื งไม่
เงนิ ทองกองไวม้ ใิ ห้ใคร ข้าไทใช้สอยเหมือนของตัว
จมื่นไวยเล่ากเ็ ลือดทใ่ี นอก ก็หยบิ ยกรกั เทา่ กันกับผัว
ทูลพลางตัวนางระเริ่มรัว ความกลัวพระอาญาเปน็ พน้ ไป

36 http://www.aksorn.com/LC/Thai_Lit/M6/02 EB GUIDE 37

๖ ค�ำ ศพั ท์

คำ� ศพั ท์ ควำมหมำย คา� ศพั ท์ ความหมาย

กระแจะ ผงเครอื่ งหอมตา่ งๆ ทผ่ี สมกนั สา� หรบั ทาหรอื เจมิ โดยปกตมิ เี ครอื่ งประสม ปรนนบิ ัตวิ ตั ถา คอื ปรนนบิ ัตวิ ัตถาก หมายถงึ เอาใจใสค่ อยปฏบิ ัติรับใช้
คอื ไม้จนั ทน์ ชะมดเชียง เป็นตน้ ปรับไหม ให้ผู้กระท�าผิดช�าระเงินทดแทนความผิดท่ีได้กระท�าแก่ผู้เสียหาย หรือ
กฤษฎกี า พระราชโองการทีก่ า� หนดเป็นกฎหมาย บดิ ามารดา หรอื ผปู้ กครองของผู้เสยี หาย
ใครมาเทศนเ์ อาผา้ กูไปไหน ในที่น้ีหมายความว่า ขุนช้างสงสัยว่าใครนิมนต์พระมาบังสุกุล ชักเอา ผงอิทธิเจ คอื ผงดินสอ ทา� ไดโ้ ดยการใชด้ ินสอพองเขียนลงบนกระดานดา� เมื่อจะ
ผ้าของตนไป เขยี นคา� ใดคา� หนง่ึ กต็ อ้ งวา่ การประสมตวั นนั้ ๆ พรอ้ มกนั ไปใหถ้ กู ตอ้ งตาม
จวงจนั ทน์ สัตว์ส่ีเท้า สองเทา้ ผเี สอื้ หลกั ไวยากรณ์ของบาลี พอเขียนเสรจ็ กล็ บแลว้ เกบ็ ผงดินสอไว ้ เขยี นตวั
จัตุบททวบิ าท เครอื่ งหอมทเี่ จือด้วยไมจ้ วงและไมจ้ ันทน์ มึงถือใจวา่ เปน็ เจา้ ทโี่ รงโขน อน่ื ตอ่ ไป และลบเกบ็ ผงดินสอไวอ้ ีก ผงทไ่ี ด้เรียกว่าผงอิทธเิ จ เปน็ ผงที่
จี่ เผา นา� มาผัดหนา้ สา� หรบั เป็นเสนห่ ท์ �าใหค้ นรัก
จูล่ ู่ ร่เี ข้าไปตามทาง ถลนั เขา้ ไป โดยปริยายหมายความว่า ดูถูก โมหันธ์ ในทน่ี หี้ มายถงึ ผเี ส้ือสมทุ ร
ฉาน ฉัน สรรพนามบุรุษที่ ๑ (จากค�าวา่ เกล้ากระหม่อมฉาน) ย่า� ยาม กลอนวรรคนสี้ มเดจ็ พระพนั วษาตรสั บรภิ าษขนุ ชา้ งวา่ ขนุ ชา้ งคดิ วา่ พระองค์
ฎกี า ค�าร้องทกุ ขท์ ย่ี ่ืนถวายพระเจ้าแผ่นดนิ ร่วมยาก ทรงเป็นเพียงพระเจ้าแผ่นดินในเรื่องโขนเร่ืองละครกระมัง จึงมิได้เกรง
ตกวา่ ราวกับวา่ รอ้ งเกน พระราชอาญา ท�าอะไรตามอ�าเภอใจอยู่เสมอ
ตราสนิ แจง้ ความไวเ้ พ่อื เป็นหลกั ฐาน แล่น
ตลอดสนั ตลอดสันหลงั ววั เคยขาม้าเคยข่ี ความมืดมนดว้ ยความหลง
ถกเขมร การนงุ่ ผ้าหยกั ร้ังข้นึ ไปใหพ้ ้นหวั เข่า บางทีเรียกวา่ ขัดเขมร ตีกลองหรอื ฆอ้ งถีๆ่ หลายคร้ัง เพอื่ บอกเวลาสา� หรับเปลย่ี นยาม
ทวนด้วยลวด การเฆี่ยนตดี ้วยหนังทม่ี ลี กั ษณะเป็นเสน้ ยาวๆ วางบท รว่ มทุกข์
ทกั ทนิ อ่านวา่ ทกั -กะ-ทนิ เป็นความเชื่อในต�าราโหราศาสตรว์ ่า วันช่ัวรา้ ย ร้องตะโกนดังๆ
ทบั กระท่อม ในทนี่ ี้คือ กระท่อมทข่ี นุ แผนอยเู่ ม่ือครัง้ ต้องโทษ สง่ ทกุ ข์ ว่งิ
นา�้ มนั พราย เป็นน�้ามันทไ่ี ดม้ าจากผตี ายโหง ซึ่งมีความเชอ่ื ว่าเป็นสิง่ ทท่ี า� ใหค้ นรัก สะเดาะกลอน คุ้นเคยกันมาอย่างดี รู้ทีกัน เข้าใจในท�านองของกันและกัน ส�านวนน้ี
เน้อื รา่ งกาย ตัว เสด็จประพาสบัว สว่ นมากใช้กับคนทีเ่ คยเป็นสามภี รรยากัน
บโทน ในท่ีนี้คือ ต�าแหน่งนายเรอื ผ้คู อยให้จงั หวะสญั ญาณให้พายช้า พายเรว็
บริกรรม สา� รวมใจร่ายมนตรห์ รอื เสกคาถาซา้� ๆ เพอื่ ให้เกิดความขลงั ศักดิ์สิทธ์ิ ให้แสดงไปตามบทคือหน้าท่ีท่ีก�าหนดให้ ในท่ีนี้หมายถึง คร้ังหนึ่ง
บายศรี เครื่องเชิญขวัญหรือรับขวัญ ท�าด้วยใบตอง รูปคล้ายกระทงเป็นชั้นๆ สมเดจ็ พระพนั วษาทรงได้เคยตัดสนิ ใหน้ างวนั ทองกลับไปอยู่กับขุนแผน
มีขนาดใหญเ่ ล็กสอบกนั ข้ึนไปตามลา� ดบั อาจเปน็ ๓ ชน้ั ๕ ชั้น ๗ ช้นั เข้าส้วม
หรือ ๙ ชัน้ มีเสาปกั ตรงกลางเปน็ แกน มีเครอ่ื งสงั เวยวางอยู่ในบายศรี ท�าใหก้ ลอนประตูหลุดออกไดด้ ว้ ยคาถาอาคม
และมีไข่ขวญั เสยี บอยบู่ นยอด ในที่นี้หมายถึง การเสด็จประพาสท้องทุ่งในฤดูน�้าหลากท่ีมีน�้าเตม็ เปี่ยม
มดี อกบวั และพนั ธไ์ุ มใ้ นนา�้ งดงาม เปน็ ฤดเู ลน่ เรอื หรอื เลน่ ดอกสรอ้ ยสกั วา

38 39

คา� ศพั ท์ ความหมาย ๒) องคป์ ระกอบของเรอื่ ง จ�าแนกตามหัวข้อต่างๆ ได้ ดังนี้
๒.๑) สาระ เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนช้างถวายฎีกา เสนอข้อคิดว่าการ
เสาแรกแตกต้นเปน็ มลทนิ เสาแรกในที่นี้คือ เสาเรอื นท่ีเป็น “เสาเอก” เป็นเสาต้นทถ่ี อื วา่ มีความ ตกเป็นทาสของอารมณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความโกรธ ความหลง ย่อมท�าให้มนุษย์
ส�าคัญมาก ในการสร้างบ้านต้องขุดหลุมเสาแรกก่อนหลุมอื่น และเม่ือ ขาดสติกระท�าส่ิงต่างๆ โดยไม่ค�านึงถึงผลท่ีตามมาว่าจะดีหรือร้ายแก่ตนหรือแก่ผู้อ่ืน เมื่อเกิด
แสงศรี จะยกเสาก็ต้องยกเสาแรกก่อน เสาแรกจะมีลักษณะล�าต้นตรง บริสุทธ์ิ ความพลง้ั พลาดจากการตัดสินใจก็นา� ไปสู่หายนะได ้ เตอื นเราให้ครองชีวิตด้วยสติ
หวั หม่นื มหาดเลก็ ไมก่ ว่ิ คอด ไมม่ ตี า ไมม่ ีดว้ งแมลงเจาะไช เน้อื ไมไ้ มเ่ ป็นกาบหยวก ถา้
หนิ ชาติ มีลักษณะผิดปกติเกิดขึ้นที่เสาแรกนี้ ก็เชื่อว่าจะมีส่ิงไม่ดีเกิดข้ึน ในที่น้ี หลังจากท่ีพลายงามลอบข้ึนเรือนขุนช้างแล้วพามารดามาอยู่ด้วย ก็เกิดเกรงขุนช้าง
แหงนเถ่อ เสาแรกของบ้านขุนช้างแตกแสดงว่าคงจะมีผู้มาท�าคุณไสยอย่างใด จะเอาผิด วนั รงุ่ ขึน้ จงึ ใหบ้ ่าวใชไ้ ปบอกวา่ ตนปว่ ยอยากดหู น้าแม่ จะขอให้แม่มาอย่ดู ว้ ยสักพกั แลว้
อฐั กาล อย่างหนึ่งไว้ จงึ จะพาไปสง่ กลบั แตข่ นุ ชา้ งโกรธถวายฎกี าตอ่ พระพนั วษาพระองคก์ ลา่ วโทษพลายงาม ทล่ี อบขน้ึ
อฒั จันทร์ มาจากคา� วา่ แสงสรุ ยี ์ศรี หมายถงึ แสงอาทิตย์ เรือนผู้อ่ืนโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย ทรงส่ังให้นางวันทองเข้าเฝ้า แล้วตรัสถามนางวันทองว่าจะ
อาถรรพณ์ ตา� แหน่งขา้ ราชการมหาดเลก็ ถัดจากตา� แหนง่ จางวางลงมา เลอื กอยกู่ ับใคร นางวนั ทองตกประหมา่ ไมอ่ าจตัดสินใจไดเ้ ลยยกเรอ่ื งให้พระพนั วษาตัดสนิ ใจแทน
มกี �าเนดิ ตา่� เลวทราม พระพันวษาเขา้ ใจว่านางวันทองเลือกไม่ไดเ้ พราะหลายใจ จงึ ทรงรับส่ังประหารชวี ิตนางวนั ทอง
อุธัจ คา้ งอยู่ ๒.๒) โครงเรื่อง เนื้อเร่ืองเป็นเรื่องราวความรักของชายสองคนกับหญิงหนึ่งคน ชาย
ยามแปด วนั หนึ่งม ี ๘ ยาม ยามหนงึ่ มี ๓ ชั่วโมง ยามแปดคอื เวลาตง้ั แต่ คนหนึ่งเป็นคนรูปงาม มีวิชาอาคมแต่เจ้าชู้ ชายอีกคนหน่ึงเป็นคนหน้าตาอัปลักษณ์แต่มีฐานะ
ตี ๔ ถงึ ๖ โมงเช้า รา่� รวย ทงั้ สองคนปรารถนาผู้หญงิ คนเดยี วกันจึงเกดิ การแยง่ ชิง เพราะความรักความใครจ่ งึ สร้าง
ในทน่ี หี้ มายถงึ ชั้นทีต่ ั้งเครอื่ งแกว้ ซึ่งเปน็ ของประดบั บา้ น ความทกุ ข์ใจใหก้ ับท้ังสามคน ปมปญั หาของเรื่องน้คี ือ นางผู้นน้ั จะตกเปน็ ของชายใด
ของที่ลงเลขยันต์คาถาแล้วฝังไว้ในดิน โดยวิธีใส่ก้นหลุมเสา เช่น เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนช้างถวายฎีกาเป็นตอนที่ส�าคัญท่ีสุดของเร่ือง
เสาประตูบ้าน ส�าหรับป้องกันอันตราย เม่ือจม่ืนไวยจะเข้าบ้านขุนช้าง เพราะเป็นตอนคล่ีคลายปมปัญหาว่านางวันทองจะตกเป็นของผู้ใด ระหว่างขุนแผนกับขุนช้าง
จึงร่ายมนตร์ถอนอาถรรพณ์เสียก่อน เพราะถ้าอาถรรพณ์ของขุนช้าง ตอน ขนุ ช้างถวายฎกี า เร่ิมจากที่พลายงามอยากให้มารดามาอยูด่ ว้ ย จึงได้ลอบขน้ึ เรือนขนุ ช้าง
ไมเ่ สือ่ ม เคร่อื งรางของขลังรวมท้ังเวทมนตร์คาถาของจมนื่ ไวยจะเสือ่ ม แล้วพานางวันทองไปกับตน เม่ือขุนช้างรู้ว่านางวันทองอยู่กับพลายงามก็โกรธมากไปถวายฎีกา
ความศกั ดิ์สทิ ธิเ์ มอื่ ผา่ นประตเู ข้าไป พระพันวษา เร่ืองได้หักมุมจบลงตรงท่ีนางวันทองถูกประหารชีวิต นับเป็นเรื่องน่าสลดใจและ
คอื อทุ ธจั แปลว่า ความฟ้งุ ซ่าน ความประหม่า ขวยเขนิ สร้างความสะเทือนอารมณ์ให้แกผ่ ู้อ่านเปน็ อยา่ งยิ่ง
๒.๓) ฉากและบรรยากาศ ฉากท่ีปรากฏในเสภาเร่ืองขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนช้าง
๗ บทวิเคร�ะห์ ถวายฎีกา คือ สภาพสงั คมไทยในสมยั อยธุ ยาและรัตนโกสินทร์ตอนตน้ ของชาวบ้าน ชาววดั และ
๗.๑ คุณค่าดา้ นเนื้อหา ชาววงั ซงึ่ ผแู้ ตง่ ไดบ้ รรยายฉากและบรรยากาศต่างๆ ได้สมจริงสอดคลอ้ งกบั เนอ้ื เรือ่ ง เชน่ เรือน
ของขนุ ช้างที่แสดงถึงความรา�่ รวย ดังบทประพนั ธ์
๑) รปู แบบ กลอนเสภาเรอ่ื งขนุ ชา้ งขนุ แผน ตอน ขนุ ชา้ งถวายฎกี า กวเี ลอื กใชค้ า� ประพนั ธ์
ประเภทกลอนเสภา ซึ่งมลี ักษณะเหมอื นกลอนสุภาพ กลอนเสภาอาจจะมบี างวรรคท่ีมีจ�านวนค�า ขา้ ไทนอนหลับลงทบั กนั สะเดาะกลอนถอนล่ันถึงช้นั สาม
ไม่เทา่ กัน ทัง้ นขี้ ึ้นอยกู่ ับเน้อื ความหรือกระบวนกลอนและจังหวะในการขับเสภา ซ่งึ กลอนเสภานี้ กระจกฉากหลากสลบั วับแวมวาม อรา่ มแสงโคมแกว้ แววจับตา
เหมาะที่จะใชใ้ นการเล่าเรอ่ื งและขบั เปน็ ท�านองล�านา� คือการขับเสภาน่นั เอง มา่ นมลู่ มี่ ีฉากประจ�ากน้ั อฒั จนั ทร์เครื่องแกว้ ก็หนักหนา
ชมพลางย่างเย้อื งช�าเลอื งมา เปดิ มุ้งเห็นหนา้ แมว่ นั ทอง

40 EB GUIDE http://www.aksorn.com/LC/Thai_Lit/M6/03 41

๒.๔) ตัวละคร เสภาขนุ ช้างขนุ แผน ตอน ขนุ ช้างถวายฎกี า ปรากฏบุคลิกลักษณะที่ ไม่ค�ำนึงถึงควำมถูกต้องเหมำะสม แม้นำงวันทองจะมีสำมีแล้ว ขุนช้ำงก็ยังท�ำทุกวิถีทำงให้ได้
ชัดเจนของตัวละครที่สา� คัญ ดงั น้ี นำงมำครอบครอง ครัน้ ถกู แยง่ นำงไปขนุ ชำ้ งก็โกรธแค้น ขนุ ชำ้ งจงึ เปน็ ตวั ละครท่ตี กเปน็ ทำสของ
ควำมรักและควำมโกรธแค้นตลอดเวลำ สำมำรถสร้ำงควำมทุกข์ให้กับทุกคนท่ีเก่ียวข้องไม่เว้น
(๑) นางวนั ทอง ซงึ่ แตเ่ ดมิ วนั ทองเปน็ เดก็ สาวไรเ้ ดยี งสา ไมค่ อ่ ยมโี อกาสตดั สนิ ใจ แมก้ ระทง่ั นำงวนั ทองซงึ่ เปน็ หญงิ ทขี่ นุ ชำ้ งรกั ควำมรกั และควำมแคน้ ของขนุ ชำ้ งปรำกฏใหเ้ หน็ ชดั
ดว้ ยตนเอง เม่ือเขา้ สู่วยั ผูใ้ หญท่ ผ่ี า่ นความทกุ ขม์ ามากมาย นางวันทองมคี วามสขุ มุ รอบคอบ รจู้ กั ตอนท่ีขุนช้ำงทรำบว่ำนำงวันทองหำยไปจำกเรือน ขุนช้ำงทั้งรักและแค้นจึงประณำมนำงวันทอง
ยบั ยง้ั ชงั่ ใจ คดิ กอ่ นทา� ดงั จะเหน็ ไดจ้ ากตอนทขี่ นุ แผนเขา้ มาหานางในหอ้ งนอนวนั ทองมไิ ดย้ นิ ยอม ดงั ควำมว่ำ
ท่ีจะมีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยากับขุนแผน และนางยังกล่าวถึงเร่ืองควรไม่ควรและเตือนให้
ขนุ แผนกราบทลู พระพันวษาให้ทรงทราบเร่ืองก่อน ดงั ความวา่ ครานั้นขุนชา้ งฟังบา่ วบอก เหงอื่ ออกโซมล้านกบาลใส
คดิ คิดใหแ้ ค้นแสนเจบ็ ใจ ชา่ งทา� ไดต้ ่างตา่ งทุกอย่างจรงิ
มใิ ช่หน่มุ ดอกอย่ากลุ้มก�าเรบิ รัก เอาความผิดคิดหักให้เหือดหาย สองหนสามหนก่นแต่หน ี พล้ังทลี งไม่รอดนางยอดหญงิ
ถ้ารักน้องปอ้ งปดิ ให้มิดอาย ฉันกลบั กลายแล้วหมอ่ มจงฟาดฟนั คราวนั้นอ้ายขนุ แผนมนั แง้นชิง นี่คราวนห้ี นวี ง่ิ ไปตามใคร
ไปเพ็ดทูลเสียใหท้ ลู กระหมอ่ มแจ้ง นอ้ งจะแตง่ บายศรีไว้เชญิ ขวัญ ไม่คดิ วา่ จะเปน็ เหน็ ว่าแก ่ ยงั สาระแนหลบลี้หนีไปไหน
ไม่พกั วอนดอกจะนอนอยดู่ ้วยกนั ไม่เช่นนั้นฉันไมเ่ ลยจะเคยตัว
เอาเถิดเปน็ ไรก็เปน็ ไป ไม่เอากลบั มาไดม้ ใิ ช่กู
(๒) พลายงาม พลายงามเป็นต้นเหตุส�าคัญที่ท�าให้ขุนช้างถวายฎีกาซึ่งส่งผล
ให้นางวันทองถูกประหารชีวิตในที่สุด พลายงามเป็นผู้ท่ีใช้อารมณ์เหนือเหตุผล กระท�าทุกอย่าง (๔) ขุนแผน เป็นผู้เก่งกล้ำในวิชำอำคม มีควำมกล้ำหำญและจงรักภักดีต่อ
เพอ่ื ตอบสนองความตอ้ งการของตนโดยไมค่ า� นงึ ถงึ ความถกู ตอ้ งเหมาะสม ดงั เชน่ ตอนทพ่ี ลายงาม พระมหำกษตั รยิ ์ แตข่ นุ แผนกเ็ ปน็ ชำยเจำ้ ชมู้ ภี รรยำหลำยคน จำกตอน ขนุ ชำ้ งถวำยฎกี ำ เหน็ ไดว้ ำ่
ข้ึนเรือนขุนช้างเพื่อบังคับพาตัวนางวันทองไป นางวันทองห้ามปรามและเตือนสติแต่พลายงาม ทั้งท่ีนำงแก้วกิริยำกับนำงลำวทองอยู่ด้วย ขุนแผนก็ยังลอบเข้ำห้องหำนำงวันทอง โดยไม่ค�ำนึง
ไม่ยอมฟังเหตผุ ล กลบั ยง่ิ แสดงอารมณ์โกรธจนถึงกบั จะตดั ศรี ษะนางวนั ทองหากไม่ยอมไปกับตน ถึงผลท่ีจะตำมมำภำยหลัง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นว่ำขุนแผนมักท�ำอะไรตำมใจตนเอง
ดงั ความว่า ดังบทประพันธ์

ครานน้ั จึงโฉมเจ้าพลายงาม ฟังความเหน็ ว่าแมห่ าไปไม่ นางแกว้ ลาวทองท้ังสองหลบั ขนุ แผนกลับผวาตน่ื ฟื้นจากท่ี
คิดบ่ายเบยี่ งเลย่ี งเลย้ี วเบีย้ วบดิ ไป เพราะรักอ้ายขุนชา้ งกวา่ บดิ า พระจันทรจรแจม่ กระจ่างด ี พระพายพดั มาลีตลบไป
จึงว่าอนิจจาลูกมารบั แม่ยังกลับทดั ทานเปน็ หนักหนา คิดคะนึงถงึ มิตรแตก่ ่อนเก่า นจิ จาเจ้าเหนิ หา่ งร้างพิสมัย
เหมือนไมม่ ีรกั ใครใ่ นลกู ยา อุตสา่ ห์มารับแลว้ ยังมิไป ถงึ สองครงั้ ต้ังแต่พรากจากพไ่ี ป ดงั เดด็ ใจจากร่างก็ราวกัน
เสยี แรงเปน็ ลกู ผู้ชายไมอ่ ายเพื่อน จะพาแม่ไปเรือนใหจ้ งได้ กกู ็ชั่วมวั รกั แตส่ องนาง ละวางใหว้ ันทองนอ้ งโศกศัลย์
แม้นมิไปให้งามก็ตามใจ จะบาปกรรมอย่างไรกต็ ามที เมื่อตีได้เชียงใหมก่ ็โปรดครนั จะเพด็ ทลู คราวนน้ั ก็คลอ่ งใจ
จะตัดเอาศีรษะของแมไ่ ป ทงิ้ แต่ตัวไว้ให้อย่นู ี่ สารพัดทจ่ี ะว่าได้ทุกอย่าง อา้ ยขุนชา้ งไหนจะโตจ้ ะตอบได้
แมอ่ ย่าเจรจาให้ช้าท ี จวนแจ้งแสงศรจี ะรีบไป ไม่ควรเลยเฉยมาไม่อาลยั บัดน้ีเล่าเจา้ ไวยไปรบั มา
จา� กูจะไปสู่สวาทน้อง เจา้ วนั ทองจะคอยละหอ้ ยหา
(๓) ขุนช้าง นอกจากขุนช้างจะมีรูปร่างและหน้าตาไม่น่าพึงใจแก่ผู้พบเห็นแล้ว คิดพลางจัดแจงแต่งกายา นา้� อบทาหอมฟุ้งจรุงใจ
จติ ใจยังโหดร้าย คบั แคบ สง่ิ ท่ที า� ให้ขุนช้างมีดีอยบู่ า้ งคอื ความรักเดยี วใจเดียวท่มี ีใหน้ างวนั ทอง ออกจากห้องย่องเดนิ ด�าเนินมา ถงึ เรือนลกู ยาหาชา้ ไม่
แต่ความรักของขุนช้างเป็นความรักท่ีเห็นแก่ตัว คิดเอาแต่ได้ หวังครอบครองเป็นเจ้าของโดย เข้าห้องวันทองในทนั ใด เห็นนางหลบั ใหลนิง่ นทิ รา

42 43

๒.๕) กลวิธีการแต่ง กวีมีกลวิธีในการน�าเสนอเร่ืองราวผ่านตัวละครโดยการเล่าด้วย จากบทประพันธ์ค�าว่า ตะวันและสุริยา หมายถึง พระอาทิตย์ ถือว่ากวีเลือกใช้ค�าได้
ถ้อยค�าภาษาที่ไพเราะงดงาม ท้ังการใช้ค�าท่ีท�าให้เห็นภาพและการใช้ความเปรียบสะท้อนให้เห็น หลากหลายเหมาะกบั บรบิ ท
วิถีชีวิตของคนไทยสมัยก่อน สภาพความเป็นอยู่ การพิพากษาคดีรวมถึงการตัดสินประหารชีวิต ๑.๒) การเลอื กใชค้ �าที่เหมาะแกเ่ น้อื เร่ืองและฐานะของบุคคลในเรอื่ ง เช่น
กวีถา่ ยทอดเร่ืองราวไดส้ มจริงนา่ ประทับใจและชวนติดตาม ดงั บทประพนั ธ์
จะกล่าวถึงพระองคผ์ ้ทู รงเดช เสด็จคนื นเิ วศน์พอจวนคา่�
คราน้นั พระองค์ผู้ทรงภพ ฟังจบแคน้ คัง่ ดงั เพลงิ ไหม้ ฝพี ายรายเล่มมาเตม็ ลา� เรอื ประจ�าแหนแหเ่ ซ็งแซ่มา
เหมือนดินประสิวปลิวติดกบั เปลวไฟ ดูดูเ๋ ป็นได้อวี ันทอง พอเรอื พระที่นงั่ ประทับท ี่ ขนุ ชา้ งก็รี่ลงตนี ทา่
จะวา่ รกั ข้างไหนไมว่ า่ ได ้ น�้าใจจะประดงั เข้าท้ังสอง ลอยคอชหู นังสือด้ือเขา้ มา ผุดโผล่โงหนา้ ยึดแคมเรือ
ออกนนั่ เขา้ น่ีมีส�ารอง ยง่ิ กวา่ ทอ้ งทะเลอนั ล�า้ ลึก
จอกแหนแพเสาส�าเภาใหญ ่ จะทอดถมเท่าไรไม่ร้สู กึ กวีเลอื กใชค้ �าเหมาะกบั ฐานะของบุคคล ไดแ้ ก่ คา� วา่ พระองค์ผ้ทู รงเดช เสดจ็ นิเวศน์
เหมอื นมหาสมุทรสดุ ซ้ึงซกึ นา�้ ลึกเหลือจะหยงั่ กระทั่งดนิ เรือพระท่ีน่ัง ประทับ ใช้กับพระมหากษัตริย์ ส่วนค�าว่า ร่ี ตีนท่า ลอยคอ ชู ผุดโผล่ โงหน้า
อฐิ ผาหาหาบมาทมุ่ ถม กจ็ ่อมจมสูญหายไปหมดส้นิ จะใช้กับขุนชา้ ง
อแี สนถอ่ ยจัญไรใจทมฬิ ดงั เพชรนิลเกิดข้นึ ในอาจม
รูปงามนามเพราะน้อยไป ใจไม่ซื่อสมศกั ดเิ์ ท่าเส้นผม ยายจนั งนั งกยกมอื ไหว้ นน่ั พ่อจะไปไหนพอ่ ทนู หัว
แตใ่ จสตั วม์ นั ยังมีท่นี ิยม สมาคมกแ็ ตถ่ งึ ฤดมู ัน ไมน่ งุ่ ผอ่ นนงุ่ ผา้ ดูน่ากลัว ขนุ ชา้ งมองดตู วั ก็ตกใจ
มงึ นีถ้ อ่ ยย่งิ กวา่ ถอ่ ยอที า้ ยเมอื ง จะเอาเรือ่ งไมไ่ ดส้ ักสิ่งสรรพ์
กวีเลือกใช้ค�าเหมาะแก่เนื้อเรื่องเกี่ยวกับบ่าวที่ตกใจยกมือไหว้แล้วบอกขุนช้าง
๗.๒ คุณค่าด้านวรรณศิลป์ วา่ จะไปไหนทา� ไมไมน่ งุ่ ผ้า ขุนชา้ งดูตวั เองกต็ กใจเชน่ กัน
๑.๓) การเลือกใช้ค�าไดเ้ หมาะแก่ลักษณะคา� ประพันธ์ คา� ประพนั ธ์เรอ่ื งขุนช้างขุนแผน
การพิจารณาคุณค่าด้านวรรณศิลป์ เสภาเรอื่ งขนุ ชา้ งขนุ แผน ตอน ขุนช้างถวายฎีกา ใช้ คือกลอนเสภาทใี่ ช้ขบั เสภาในงานมงคล เน้ือเรื่องแม้จะมีขนาดยาวแตก่ ใ็ ช้ค�างา่ ยๆ สว่ นใหญ่เป็น
กลอนเสภามาเลา่ เร่ืองนับวา่ เหมาะสมกับเนอื้ เร่ืองมาก เพราะเสภาเรอื่ งขุนช้างขนุ แผนมีลกั ษณะ ค�าไทยแท ้ ผอู้ ่านหรอื ผู้ฟงั สามารถเขา้ ใจค�าทีก่ วใี ชไ้ ด้ดโี ดยไม่ต้องตีความหมายอย่างลึกซึง้ เสภา
เปน็ นิทาน ความงามในดา้ นรอ้ ยกรองจงึ มีอยมู่ ากทงั้ ความไพเราะลกึ ซึง้ กินใจ ดงั นี้ เร่ืองขุนช้างขุนแผนจึงได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน นับว่ากวีเลือกใช้ค�าได้เหมาะแก่ลักษณะ
๑) การสรรค�า กวีเลือกใช้ค�าในลักษณะต่างๆ เพื่อให้เกิดความไพเราะ สื่อความคิด ของคา� ประพนั ธ ์ เชน่
ความรสู้ กึ และอารมณ์ได้ ดงั นี้
๑.๑) การเลอื กใช้ค�าไดถ้ ูกตอ้ งตรงตามความหมายที่ต้องการ กวเี ลือกใช้ค�าไวพจน์ได้ แมเ่ ลี้ยงลูกมาถึงเจ็ดขวบ เคราะหป์ ระจวบจากแม่หาเหน็ ไม่
ถกู ต้องตรงตามความหมายทตี่ ้องการ การใชค้ า� ไวพจน์แสดงใหเ้ ห็นสติปัญญาของกวีที่เลอื กใช้ค�า จะคดิ ถงึ ลูกบ้างอย่างไร หาไม่ใจแมไ่ ม่คดิ เลย
ได้หลากหลายโดยไม่เสียความ และท�าให้บทประพันธ์มีสมั ผัสคล้องจองเกดิ ความไพเราะ เช่น ถ้าคิดเห็นเอน็ ดวู า่ ลกู เตา้ แมท่ ูนเกลา้ ไปเรอื นอย่าเชอื นเฉย
ใหล้ กู คลายอารมณไ์ ด้ชมเชย เหมือนเมื่อครง้ั แม่เคยเลยี้ งลูกมา

อดั อึดฮึดฮดั ด้วยขัดใจ เม่ือไรตะวันจะลับหลา้ จากบทประพนั ธข์ า้ งตน้ เปน็ ตอนทพี่ ลายงามขน้ึ เรอื นขนุ ชา้ งเพอื่ พาแมม่ าอยดู่ ว้ ย จงึ ได้
เข้าหอ้ งหวนละหอ้ ยคอยเวลา จนสุรยิ าเลี้ยวลับเมรุไกร พยายามพูดโน้มน้าวให้แม่เห็นใจกลับมาอยู่ด้วยกัน หลังจากต้องจากกันเม่ือพลายงามอายุเพียง
เจ็ดขวบ
44
45

บอกว่าเราจับไขม้ าหลายวัน เกรงแมจ่ ะไม่ทนั มาเหน็ หนา้ ๒) การใชโ้ วหาร คอื การใชถ้ อ้ ยคา� อยา่ งมชี นั้ เชงิ ในการเขยี น เพอื่ ใหผ้ อู้ า่ นเขา้ ใจและรบั รู้
เม่อื คืนนีซ้ ้า� มีอันเปน็ มา เราใชค้ นไปหาแมว่ ันทอง อารมณค์ วามรสู้ กึ ความคดิ ประสบการณ์ หรือเรอ่ื งทเ่ี กดิ จากจนิ ตนาการไดต้ รงตามจุดม่งุ หมาย
ของกวี ในเสภาเร่ืองขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนช้างถวายฎีกา มีการใช้โวหารที่ก่อให้เกิดอารมณ์
จากบทประพันธข์ า้ งตน้ กวใี ชค้ า� ง่ายๆ เลา่ เร่อื งโดยไมต่ ้องตคี วามหมายกเ็ ขา้ ใจถึงเร่อื ง สะเทอื นใจหลายอารมณ ์ กวใี ชโ้ วหารตา่ งๆ ถา่ ยทอดอารมณข์ องตวั ละครทา� ใหผ้ อู้ า่ นสามารถเขา้ ใจ
ได้ว่า พลายงามให้คนไปบอกขุนช้างเพ่ือไม่ให้ขุนช้างโกรธและเป็นความกัน ว่าพลายงามจับไข้ เน้ือเรอ่ื งไดเ้ ปน็ อย่างดี
มาหลายวัน กลัววา่ แม่จะไม่ทนั มาดูใจจงึ ใชค้ นให้ไปหาแม่วันทอง ๒.๑) อปุ มาโวหาร เปน็ การใช้ถอ้ ยคา� แสดงการเปรียบเทยี บอยา่ งมีชน้ั เชงิ โดยการนา�
๑.๔) การเลอื กใชค้ า� โดยค�านึงถึงเสียง ดังนี้ สงิ่ ทคี่ ลา้ ยคลงึ กนั มาเปรยี บเทยี บ ดงั เหตกุ ารณต์ อนทพ่ี ลายงามขนึ้ เรอื นขนุ ชา้ งเพอื่ พานางวนั ทอง
(๑) การเล่นค�า กวนี า� ค�าคา� เดยี วมาใช้ในท่ใี กล้ๆ กัน เพ่อื ทีจ่ ะย้า� ความหมายของ มาอยบู่ า้ นกบั ตน พลายงามไดก้ ลา่ วเปรยี บเทยี บนางวนั ทองกบั ขนุ ชา้ งวา่ ไมม่ คี วามเหมาะสมคคู่ วร
เนื้อความใหห้ นกั แน่นมากขนึ้ เชน่ กนั ความว่า

วนั นนั้ แพ้กเู ม่ือด�านา�้ ก็กร้วิ ซ้�าจะฆา่ ให้เป็นผี มาอยู่ไยกับอา้ ยหินชาติ แสนอุบาทว์ใจจติ รษิ ยา
แสนแค้นด้วยมารดายงั ปราน ี ให้ไปขอชวี ีขนุ ช้างไว้ ดงั ทองคา� ทา� เลยี่ มปากกะลา หนา้ ตาดา� เหมือนมนิ หมอ้ มอม
แคน้ แมจ่ า� จะแกใ้ ห้หายแคน้ ไมท่ ดแทนอา้ ยขุนช้างบา้ งไมไ่ ด้ เหมอื นแมลงวันวอ่ นเคลา้ ท่เี น่าชวั่ มาเกลอื กกลว้ั ปทุมมาลย์ทหี่ วานหอม
หมายจติ คิดจะให้มันบรรลัย ไมส่ มใจจ�าเพาะเคราะหม์ ันดี ดอกมะเดื่อฤๅจะเจอื ดอกพะยอม วา่ นกั แมจ่ ะตรอมระกา� ใจ

กวเี ลน่ คา� วา่ แคน้ เพอ่ื จะเนน้ ความหมายใหเ้ หน็ วา่ พลายงามคดิ เคอื งแคน้ ขนุ ชา้ ง พลายงามได้กล่าวเปรียบเทียบการท่ีนางวันทองอยู่กับขุนช้างว่า เหมือนกับน�าส่ิงที่มี
อยู่ตลอดเวลา และเปน็ ความแคน้ ท่ฝี งั ใจ คา่ อยา่ งทองคา� คอื นางวนั ทองมาเลยี่ มปากกะลา ซง่ึ กะลาเปน็ ภาชนะดอ้ ยคา่ หมายความถงึ ขนุ ชา้ ง
(๒) การเล่นเสียงสัมผัส คือ การสรรค�าให้มีสัมผัสเสียง เพ่ือให้เกิดท�านองท่ี นอกจากจะเปรียบขุนช้างว่าด้อยค่าแล้ว ยังเปรียบขุนช้างว่าหน้าตาด�าเหมือนเขม่าติดก้นหม้อ
ไพเราะนา่ ฟงั และแสดงใหเ้ หน็ ความสามารถของกว ี ซง่ึ มที ง้ั การเลน่ เสยี งพยญั ชนะและเสยี งสระ เชน่ ขนุ ชา้ งเหมอื นแมลงวนั ทบ่ี นิ ตอมของเนา่ เหมน็ แลว้ มาตอมดอกบวั งามอยา่ งนางวนั ทอง และเปรยี บ
ความแตกต่างของขุนช้างกับนางวันทองว่า ขุนช้างเป็นเหมือนดอกมะเด่ือท่ีไม่มีกล่ินและไม่อาจ
เงียบสตั ว์จตั บุ ททวบิ าท ดาวดาษเดอื นสวา่ งกระจ่างไข ตดิ กลิ่นหอมจากดอกพะยอมซึ่งหมายถงึ นางวันทองได ้ ถา้ นางวันทองยงั อย่กู บั ขุนชา้ งกต็ อ้ งช�้าใจ
นา้� คา้ งตกกระเซ็นเยน็ เยือกใจ สงดั เสยี งคนใครไมพ่ ดู จา เพราะความไม่คูค่ วรกนั กวีเปรียบเทยี บความแตกตา่ งอย่างชัดเจนระหว่างนางวันทองกบั ขนุ ชา้ ง
ไดย้ นิ เสยี งฆอ้ งย่า� ประจ�าวัง ลอยลมล่องดงั ถงึ เคหา ๒.๒) บรรยายโวหาร เป็นกระบวนการแตง่ ทมี่ ีเน้อื เรอื่ ง มีบทบาท ดา� เนนิ เร่ืองว่าใคร
คะเนนบั ยา่� ยามไดส้ ามครา ดูเวลาปลอดห่วงทกั ทนิ ทา� อะไร ทา� อยา่ งไร ทไี่ หน และเมอ่ื ไหร ่ บรรยายโวหารใชใ้ นการเลา่ เรอ่ื ง เสภาเรอื่ งขนุ ชา้ งขนุ แผน
มลี กั ษณะเลา่ เป็นเรือ่ งยาว จึงใชบ้ รรยายโวหารในการด�าเนินเรื่อง ดังบทประพันธ์
สมั ผัสสระ ไดแ้ ก่ สัตว์ - จตั (ุ บท), สวา่ ง - กระจ่าง, เซ็น - เย็น,
ใคร - ไม,่ ย�า่ - จ�า, ยาม - สาม ขอเดชะละอองธุลีบาท องค์หริรกั ษ์ราชรังสรรค์

สัมผัสพยญั ชนะ ไดแ้ ก่ ( จัตุ)บท - (ทวิ)บาท, ดาว - ดาษ - เดือน, เม่อื กระหม่อมฉันมาแต่อารญั ครัง้ นั้นโปรดประทานขนุ แผนไป
เย็น - เยือก, ส(งัด) - เสียง, คน - ใคร, คร้ันอยมู่ าขุนแผนต้องจา� จอง กระหม่อมฉนั มีท้องนนั้ เติบใหญ่
ลอย - ลม - ลอ่ ง, (คะ)เน - นับ, ยา่� - ยาม อย่ทู ่เี คหาหน้าวดั ตะไกร ขุนช้างไปบอกว่าพระโองการ

46 47

มรี บั สั่งโปรดปรานประทานให ้ กระหมอ่ มฉนั ไม่ไปก็หักหาญ กวีกล่าวถึงตอนท่ีนางวันทองบอกแก่พลายงามที่มาตามนางไปอยู่ด้วย จะท�าให้นาง
ย้อื ยุดฉดุ ครา่ ทา� สามานย์ เพ่ือนบ้านจะช่วยกส็ ดุ คิด อับอายขายหน้าไม่กล้าพบหน้าใครอีก โดยใช้ภาพพจน์อุปลักษณ์เปรียบหน้าของนางวันทองท่ีมี
ดว้ ยขุนช้างอ้างว่ารับส่ังให้ ใครจะขัดขืนไว้กก็ ลัวผิด ความอบั อายจนหมองคลา้� จนดา� เปน็ นา�้ หมกึ ทา� ใหผ้ อู้ า่ นจนิ ตนาการไดว้ า่ จะอบั อายขายหนา้ เพยี งใด
จนใจจะมิไปก็สุดฤทธ ์ิ ชวี ติ อยใู่ ตพ้ ระบาทา ๔) ลลี าการประพนั ธ ์ กระบวนการแต่งคา� ประพนั ธข์ องกวีอย่างมแี บบแผน เสภาเรอ่ื ง
ขนุ ชา้ งขนุ แผน ตอน ขนุ ช้างถวายฎกี า มเี นือ้ ความทีพ่ รรณนาไดง้ ดงามอยู่หลายตอน ทัง้ น้เี พราะ
จากบทประพันธ์เป็นตอนท่ีพระพันวษารับส่ังถามนางวันทองว่าท�าไมไปอยู่กับขุนช้าง กวสี ามารถด�าเนนิ เรือ่ งไดส้ มจรงิ และแทรกรสวรรณคดีต่างๆ เขา้ ถึงอารมณ์ได้เปน็ อย่างดี
ทั้งท่พี ระองคท์ รงประทานนางให้ขุนแผน นางวนั ทองจงึ อธิบายเรือ่ งราววา่ ขุนชา้ งมาฉดุ กระชาก ๔.๑) เสาวรจนี เป็นบทชมความงามท่ีกวีเลือกใช้ถ้อยค�าท่ีไพเราะกล่าวถึงความงาม
ลากไปโดยอา้ งค�าสั่งของพระองค ์ กวีใช้การบรรยายโวหารชว่ ยให้ผอู้ ่านล�าดับเหตกุ ารณ์ไดด้ แี ละ จากเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนช้างถวายฎีกา มีบทชมความงามของเรือนขุนช้างส้ันๆ
เข้าใจเรอื่ งราวได ้ แม้จะเลา่ ย้อนความในอดตี ในตอนทีพ่ ลายงามข้นึ เรอื นขนุ ช้าง แต่กวีกเ็ ลือกสรรค�าไดไ้ พเราะชวนอ่าน ดงั บทประพนั ธ ์
๓) การใช้ภาพพจน์ เป็นการใช้กลวิธีการเรียบเรียงถ้อยค�าลักษณะค�าลักษณะต่างๆ
ทผี่ ปู้ ระพนั ธต์ งั้ ใจใช ้ เพอ่ื ใหเ้ กดิ ผลทางจนิ ตภาพหรอื ทา� ใหเ้ กดิ ความซาบซง้ึ ใจไดม้ ากกวา่ การเขยี น จุดเทยี นสะกดขา้ วสารปราย ภตู พรายโดดเรอื นสะเทือนผาง
ธรรมดา สะเดาะดาลบานเปิดหนา้ ต่างกาง ยา่ งเท้ากา้ วขึ้นร้านดอกไม้
๓.๑) การใช้ภาพพจน์อุปมา เป็นภาพพจน์ท่ีใช้การเปรียบเทียบอธิบายลักษณะของ หอมหวนอวลอบบุปผาชาต ิ เบกิ บานกา้ นกลาดกง่ิ ไสว
สง่ิ ใดสง่ิ หนึ่ง โดยสง่ิ ที่น�ามาใช้เป็นความเปรียบนนั้ เป็นส่ิงทีร่ ูจ้ กั กันดี นา� มาเปรียบเทยี บเพื่อใหเ้ หน็ เรณูฟูร่อนขจรใจ ย่างเท้าก้าวไปไมโ่ ครมคราม
ลักษณะใดลักษณะหนง่ึ เพยี งด้านเดยี ว และจะมีคา� เชื่อมแสดงการเปรียบเทียบไวอ้ ย่างชดั เจน เชน่
คล้าย เหมือน ดัง ราว ราวกับ ดุจ เปรยี บปาน เป็นตน้ ดังบทประพนั ธ์ ๔.๒) นารีปราโมทย์ เป็นบทเก้ียว บทโอ้โลม แสดงความรักใคร่ ดังตอนที่ขุนแผน
เขา้ หานางวนั ทอง แลว้ นางวนั ทองคดิ ถงึ ความหลงั เกดิ นอ้ ยใจจงึ แกลง้ หลบั ขนุ แผนจงึ โอโ้ ลมแสดง
ครานน้ั ขนุ ช้างไดฟ้ ังวา่ แคน้ ดงั เลอื ดตาจะหลั่งไหล ความรักใครแ่ ละยอมรบั ผดิ เพ่อื ให้นางวนั ทองยอมพดู จาดว้ ย
ดับโมโหโกรธาทา� ว่าไป เราก็ไมว่ า่ ไรสุดแต่ดี
โอ้เจา้ แกว้ แววตาของพ่เี อ๋ย เจา้ หลบั ใหลกระไรเลยเป็นหนักหนา
จากบทประพนั ธ์เปน็ ตอนทข่ี ้ารับใชข้ องจม่นื ไวยฯ มาบอกขนุ ชา้ งว่า ทีน่ างวนั ทองหาย ดงั น่ิมนอ้ งหมองใจไม่น�าพา ฤๅขดั เคืองคิดวา่ พี่ทอดทงิ้
ไป เพราะไปดูแลจมนื่ ไวยฯ ทไ่ี ม่สบายมาก ขุนช้างรู้ทนั ทวี า่ เป็นเรื่องโกหกจึงโกรธมาก กวีเปรียบ ความรกั หนักหนว่ งทรวงสวาท พไ่ี มค่ ลาดคลายรกั แตส่ กั สง่ิ
ใหเ้ ห็นวา่ ขุนช้างท้งั โกรธทง้ั แคน้ จนเหมอื นวา่ เลือดจะไหลออกจากตา เผอิญเป็นวปิ รติ พี่ผิดจริง จะนอนนง่ิ ถอื โทษโกรธอยไู่ ย
๓.๒) การใช้ภาพพจน์อุปลักษณ์ เป็นภาพพจน์ท่ีใช้ในการเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งเป็น
อีกส่ิงหนึ่ง ค�าท่ีใช้เปรียบ ได้แก่ ค�าว่า เป็น คือ เท่า เรียกให้เข้าใจง่ายว่า การเปรียบเป็น ๔.๓) พิโรธวาทัง คอื กระบวนความตดั พ้อต่อว่า หึงหวง โกรธ ว่ากล่าวประชดประชัน
ดงั บทประพนั ธ์ กวถี า่ ยทอดอารมณต์ า่ งๆ ของตวั ละครได้อย่างกินใจ ดังเชน่ เหตกุ ารณต์ อนทขี่ ุนแผนแอบมาหา
นางวันทอง นางกล่าวค�าตัดพ้อต่อว่าขุนแผน ขุนแผนจึงพยายามขอโทษขอคืนดี ค�าตัดพ้อ
เจา้ พลายงามตามรบั เอากลับมา ทน่ี หี้ นา้ จะด�าเปน็ น�า้ หมกึ ของนางนั้นกวีใช้ส�านวนโวหารที่ไพเราะคมคาย แสดงถึงความน้อยเน้ือต�่าใจของนางวันทอง
ก�าเรบิ ใจด้วยเจา้ ไวยกา� ลังฮกึ จะพาแมต่ กลึกให้จา� ตาย ความขมขื่นใจทีต่ อ้ งทนทกุ ขท์ รมานมาโดยตลอดกไ็ ด้ระบายออกมา ดงั ความว่า

48 49

ที่จรงิ ใจเหน็ ไปอยเู่ รอื นอ่ืน คงคิดคืนท่หี ม่อมเป็นแม่นมัน่ ไม่อาจเป็นได้ดังใจคิดอยากให้พลายงามเข้าใจ กวีได้แสดงให้เห็นความเศร้าโศกและความอึดอัด
ด้วยรักลูกรกั ผวั ยังพัวพนั คราวนน้ั กไ็ ปอย่เู พราะจา� ใจ ล�าบากใจของผเู้ ป็นแม ่ และใหเ้ ห็นความจ�าเป็นจึงตอ้ งทนอยู่กับคนทไี่ ม่ได้รัก
แคน้ คดิ ดว้ ยมติ รไมร่ กั เลย ยามมที ีเ่ ชยเฉยเสยี ได้
เสียแรงร่วมทกุ ข์ยากกันกลางไพร กินผลไมต้ ่างขา้ วทุกเพรางาย ๗.๓ คณุ ค่าด้านสังคม
พอได้ดีมีสขุ ลืมทุกขย์ าก ก็เพราะหากหม่อมมีซึ่งทห่ี มาย
วา่ นักกเ็ ครอื่ งเคืองระคาย เอ็นดนู ้องอย่าใหอ้ ายเขาอกี เลย การอ่านวรรณคดีเพ่ือพิจารณาคุณค่าทางสังคมเป็นการอ่านที่ต้องใช้กระบวนการวิเคราะห์
ความสัมพันธก์ ันท้ังท่เี ปน็ นามธรรมและรูปธรรม ไดแ้ ก่ จริยธรรมในสงั คมและสภาพความเป็นอยู่
และตอนท่พี ลายงามมคี วามโกรธแคน้ ขุนช้าง ทา� ให้พลายงามไปพรากนางวันทองจาก เสภาเรอื่ งขนุ ชา้ งขนุ แผนเปน็ นทิ านพนื้ บา้ นของจงั หวดั สพุ รรณบรุ ี และเปน็ นทิ านทมี่ เี นอื้ เรอ่ื งยาว
ขนุ ชา้ ง เมอ่ื พลายงามไปเรอื นขนุ ชา้ งและเขา้ ไปในหอ้ งนอนเหน็ ขนุ ชา้ งนอนเคยี งขา้ งนางวนั ทอง กย็ งิ่ สถานท่ีต่างๆ ในเรื่องเป็นสถานที่จริงซึ่งยังปรากฏอยู่จนทุกวันนี้ เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนเป็น
โกรธแค้นแทบจะฆา่ ขุนชา้ งท้ังท่หี ลับ กวใี ชถ้ อ้ ยค�าถ่ายทอดอารมณโ์ กรธจัดของพลายงาม ท�าให้ วรรณคดีท่ีสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ค่านิยม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ศิลปะ
ผอู้ ่านสามารถเข้าถงึ อารมณ์ของตวั ละครได ้ ดงั ตัวอย่าง การปกครอง การศึกษา ศาสนา การคมนาคม จรยิ ธรรม และภูมิศาสตร์ของไทยในอดตี ท�าใหเ้ ห็น
สิ่งที่เกยี่ วขอ้ งกับชีวิตประจา� วนั ตง้ั แตเ่ กิดจนกระทงั่ ตายของคนในสังคมไทยสมยั อยุธยาตอนปลาย
ชมพลางยา่ งเยอื้ งช�าเลอื งมา เปดิ มุ้งเหน็ หน้าแมว่ นั ทอง และสมยั รตั นโกสนิ ทรต์ อนตน้ ไดเ้ ปน็ อยา่ งด ี สามารถพจิ ารณาคณุ คา่ ดา้ นสงั คมตามแนวทางได ้ ดงั น้ี
นงิ่ นอนอยู่บนเตยี งเคยี งขุนชา้ ง มนั แนบขา้ งกอดกลมประสมสอง ๑) สะท้อนสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสังคม ดังตัวอย่างบทประพันธ์
เจ็บใจดังหัวใจจะพังพอง ขยบั จอ้ งดาบง่าอยากฆา่ ฟนั ตอ่ ไปน้ี
จะใคร่ถีบขนุ ชา้ งทกี่ ลางตัว นึกกลัวจะถูกแม่วนั ทองนนั่
หอมหวนอวลอบบุปผาชาต ิ เบกิ บานก้านกลาดกิง่ ไสว
๔.๔) สลั ลาปงั คพสิ ยั เปน็ บทแสดงความเศรา้ โศก ครา่� ครวญ เชน่ เหตกุ ารณท์ พ่ี ลายงาม เรณูฟรู อ่ นขจรใจ ย่างเท้าก้าวไปไมโ่ ครมคราม
ไปหานางวันทองที่บา้ นขุนชา้ ง ดงั บทประพันธ์ ข้าไทนอนหลบั ลงทับกัน สะเดาะกลอนถอนล่นั ถึงชั้นสาม
กระจกฉากหลากสลบั วับแวมวาม อร่ามแสงโคมแก้วแววจบั ตา
ครานัน้ จงึ โฉมเจ้าวันทอง เศรา้ หมองดว้ ยลกู เปน็ หนกั หนา ม่านมลู่ ีม่ ฉี ากประจา� ก้นั อัฒจันทรเ์ ครือ่ งแกว้ กห็ นกั หนา
พ่อพลายงามทรามสวาทของแม่อา แม่โศกาเกือบเจียนจะบรรลัย ชมพลางยา่ งเยือ้ งชา� เลืองมา เปิดมุ้งเหน็ หน้าแมว่ ันทอง
ใช่จะอิ่มเอิบอาบด้วยเงินทอง มใิ ช่ของตัวทา� มาแต่ไหน
ท้งั ผคู้ นช้างมา้ แลข้าไท ไม่รักใคร่เหมือนกบั พ่อพลายงาม จากบทประพนั ธส์ ะทอ้ นสภาพความเปน็ อยขู่ องผทู้ มี่ ฐี านะรา�่ รวย จะประดบั ประดาบา้ น
ทกุ วนั น้ีใชแ่ ม่จะผาสกุ มแี ต่ทุกข์ใจเจ็บดงั เหน็บหนาม เรอื นอยา่ งสวยงาม พร่งั พร้อมด้วยขา้ ทาสบรวิ าร และตกแตง่ ต้นไมด้ อกไม้อยา่ งสวยงาม ข้าทาส
ตอ้ งจา� จนทนกรรมท่ตี ิดตาม จะขืนความคิดไปกใ็ ช่ที ในบ้านนอนเกยกันอย ู่ โดยลงกลอนไว้แน่นหนาถงึ สามช้ัน ภายในเรือนมกี ระจกเป็นฉากตอ้ งแสง
โคมไฟแวววบั จับตา มา่ นมูลี่จดั แต่งเปน็ ฉากและเครื่องแกว้ วางเปน็ ชั้นๆ มากมาย

หลงั จากทพ่ี ลายงามออ้ นวอนแมใ่ หไ้ ปอยดู่ ว้ ย โดยเทา้ ถงึ ความหลงั ทตี่ วั เองตอ้ งจากแม่ ได้ยนิ เสยี งฆ้องยา่� ประจ�าวงั ลอยลมล่องดังถงึ เคหา
ตง้ั แตเ่ ดก็ ไมม่ โี อกาสไดอ้ ยดู่ ว้ ย เมอื่ เตบิ โตรบั ราชการมยี ศศกั ดจ์ิ งึ อยากใหแ้ มม่ าอยดู่ ว้ ย พลายงาม คะเนนบั ย�า่ ยามได้สามครา ดูเวลาปลอดห่วงทกั ทนิ
ตดั พอ้ วา่ แมค่ งไมร่ กั ไมค่ ดิ ถงึ ลกู นางวนั ทองไดฟ้ งั ลกู ตดั พอ้ จงึ ครา�่ ครวญเศรา้ โศกวา่ ทกุ สง่ิ ทกุ อยา่ ง
ในสมัยโบราณจะตีฆ้องเพ่ือบอกเวลา คะเนนับย่�ายามได้สามครา เป็นการบอกเวลา
50 สามยามหรือตีสาม

51

๒) สะทอ้ นความเชอ่ื ของคนในสงั คม ความเช่ือซ่ึงมีอยู่คู่กับวิถีชีวิตของคนไทยมา พรอ้ มญาติขาดอยู่แต่มารดา นึกนึกตรึกตราละหอ้ ยหวน
โดยตลอดจะปรากฏในวรรณคดสี ่วนใหญข่ องไทย โดยเฉพาะเสภาเร่อื งขุนช้างขนุ แผน เปน็ เรอื่ งท่ี โอว้ ่าแมว่ ันทองชา่ งหมองนวล ไม่สมควรเคยี งคูก่ บั ขุนช้าง
เต็มไปด้วยความเช่ือในด้านต่างๆ ของคนในสงั คม นกั เรียนจะเหน็ ได้จากตอนขนุ ชา้ งถวายฎกี านี้ เออนี่เน้ือเคราะห์กรรมมานา� ผิด น่าอายมติ รหมองใจไม่หายหมาง
เช่น ความเชือ่ เกีย่ วกบั ไสยศาสตร์ ความเชอ่ื เกีย่ วกบั ความฝนั ความเชื่อเร่ืองกรรม เป็นตน้ ฝ่ายพอ่ มีบญุ เป็นขนุ นาง แตแ่ ม่ไปแนบข้างคนจัญไร
๒.๑) ความเช่ือเก่ียวกับไสยศาสตร์ ตอนที่พลายงามคิดที่จะขึ้นเรือนขุนช้างเพื่อพา
นางวนั ทองมาอยู่ดว้ ย พลายงามตอ้ งเตรยี มตัวหลายประการ เริม่ จากดเู วลาฤกษย์ าม เซน่ พราย ๓) สะทอ้ นคา่ นยิ มของคนในสงั คม เสภาเร่ืองขุนช้างขุนแผน สะท้อนค่านิยมของ
เสกขมิ้น ลงยนั ต์ ใส่มงคล เป่ามนตร์ และบริกรรมคาถากอ่ นท่จี ะลงเรือนของตน ดงั ความว่า สงั คมไทยหลายประการ เชน่
๓.๑) ค่านยิ มเกี่ยวกบั การมีสมั มาคารวะ ดงั ความวา่
คะเนนับย่�ำยำมไดส้ ำมครำ ดูเวลำปลอดห่วงทักทนิ
ฟำ้ ขำวดำวเด่นดวงสวำ่ ง จันทร์กระจ่ำงทรงกลดหมดเมฆสน้ิ จะใคร่ถีบขนุ ชา้ งท่ีกลางตวั นกึ กลัวจะถกู แม่วันทองนั่น
จงึ เซน่ เหล้ำข้ำวปลำให้พรำยกิน เสกขมน้ิ ว่ำนยำเขำ้ ทำตวั พลางน่ังลงนอบนบอภิวันทน ์ สะอื้นอน้ั อกแค้นน�้าตาคลอ
ลงยนั ต์รำชะเอำปะอก หยบิ ยกมงคลขึน้ ใส่หวั
เป่ำมนตรเ์ บ้ืองบนชอมุ่ มวั พรำยยว่ั ยวนใจให้ไคลคลำ พลายงามรจู้ กั แสดงความเคารพนบนอ้ มมสี มั มาคารวะ แมจ้ ะอยใู่ นสถานการณท์ ที่ า� ให้
จบั ดำบเคยปรำบณรงคร์ บ เสรจ็ ครบบริกรรมพระคำถำ ข่นุ เคอื งใจ แตเ่ มื่อมาเห็นมารดากย็ ังระลกึ ถงึ พระคณุ เข้าไปกราบไหว้
ลงจำกเรือนไปมิได้ช้ำ รบี มำถงึ บ้ำนขุนช้ำงพลนั ๓.๒) ค่านิยมเก่ียวกับผู้หญิงต้องมีสามีคนเดียว ไม่นิยมผู้หญิงท่ีมีพฤติกรรมเยี่ยง
นางวันทอง คือมีสามีสองคนในเวลาเดียวกัน แม้โดยจริงแท้แล้วการท่ีนางต้องมีสามีสองคนน้ัน
๒.๒) ความเชอ่ื เกย่ี วกบั ความฝนั กอ่ นทน่ี างวนั ทองจะถกู ตดั สนิ ประหารชวี ติ นางวนั ทอง มิใช่เกิดจากความปรารถนาของนางเอง แต่ในจุดนี้สังคมก็มองข้ามเห็นได้แต่เพียงผิวเผินว่านาง
ฝันว่าตนพลัดหลงเข้าป่าและหาทางกลับไม่ได้ จนกระท่ังมีเสือสองตัวตะครุบพานางเข้าไปในป่า เปน็ คนทไ่ี มน่ า่ นยิ ม นา่ รงั เกยี จ คา� พพิ ากษาใหไ้ ดร้ บั พระราชอาญาถงึ ประหารยอ่ มเปน็ เครอ่ื งยนื ยนั
นางจงึ ตกใจตน่ื ผวากอดขนุ แผน ดงั ความวา่ ถึงผลของคา่ นยิ มด้านนข้ี องสังคมไทย ดงั คา� กลอนท่สี มเดจ็ พระพนั วษาทรงบรภิ าษนางวา่

ดุเหวำ่ เรำ้ เสยี งสำ� เนยี งกอ้ ง ระฆังฆอ้ งขำนแข่งในวงั หลวง ว่าหญิงชว่ั ผวั ยงั คราวละคนเดียว หาตามตอมกนั เกรียวเหมอื นมงึ ไม่
วันทองน้องนอนสนทิ ทรวง จติ งว่ งระงบั สู่ภวงั ค์
ฝนั ว่ำพลดั ไปในไพรเถือ่ น เลอื่ นเปือ้ นไม่ร้ทู ่ีจะกลับหลัง หนักแผน่ ดินกจู ะอยู่ไย อ้ายไวยมึงอยา่ นับว่ามารดา
ลดเล้ยี วเทีย่ วหลงในดงรงั ยงั มีพยคั ฆ์ร้ำยมำรำวี
ทง้ั สองมองหมอบอยูร่ มิ ทำง พอนำงดนั้ ป่ำมำถงึ ท่ี กเู ล้ียงมึงถงึ ให้เปน็ หัวหมืน่ คนอื่นร้วู า่ แมก่ ข็ ายหน้า
โดดตะครุบคำบคั้นในทนั ท ี แล้วฉดุ ครำ่ พำร่ไี ปในไพร
สิน้ ฝนั ครั้นต่นื ตกประหมำ่ หวดี ผวำกอดผัวสะอ้นื ไห้ อา้ ยขุนช้างขนุ แผนทง้ั สองรา กจู ะหาเมยี ใหอ้ ยา่ อาลยั
หญิงกาลกิณอี แี พศยา มันไมน่ า่ เชยชดิ พิสมัย
ทรี่ ูปรวยสวยสมมถี มไป มงึ ตัดใจเสียเถิดอคี นน้ี

๒.๓) ความเช่ือเก่ียวกับเร่ืองกรรม ตัวละครในเสภาเร่ืองขุนช้างขุนแผนเม่ือประสบ ในทางตรงกนั ขา้ ม คา่ นยิ มเกยี่ วกบั การมภี รรยาหลายคนในเวลาเดยี วกนั นน้ั กลบั ปรากฏ
ชะตากรรมทท่ี า� ใหต้ นเองพบกบั ความทกุ ข์ มกั ลงความเหน็ วา่ เปน็ เรอื่ งของเวรกรรม ดงั เชน่ พลายงาม อยู่ในหมู่คนชั้นสูง โดยเฉพาะผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ของไทย เช่นในเร่ืองนี้ ขุนแผน พลายงาม
ทเี่ ชือ่ ว่าสาเหตทุ ี่ทา� ใหน้ างวันทองต้องไปครองคกู่ บั ขนุ ชา้ งเปน็ เพราะเคราะห์กรรม ดังความวา่ กม็ ลี กั ษณะดังกลา่ วนี้ แตส่ งั คมไม่รงั เกยี จ กลับนยิ มและยกยอ่ ง เพราะคา่ นยิ มกา� หนดวา่ ลักษณะ
เชน่ นีเ้ ปน็ เครื่องเสรมิ บารมีและความเปน็ บรุ ุษชาติอาชาไนยใหม้ ากยง่ิ ขน้ึ
52
53

๔) สะทอ้ นขนบธรรมเนยี มประเพณแี ละวฒั นธรรม สมเดจ็ พระพนั วษาทรงกรวิ้ ดว้ ยเขา้ พระทยั วา่ นางมกั มากในทางตณั หาราคะ ตรสั บรภิ าษ
๔.๑) บทบาทของพระมหากษัตริย์ต่อประชาชนในสังคมไทย สมเด็จพระพันวษานั้น นางอยา่ งรนุ แรง เหตกุ ารณก์ ารตดั สนิ คดใี นครงั้ นแี้ สดงถงึ พระราชภาระทดี่ เู หมอื นจะอยนู่ อกเหนอื
ถา้ พจิ ารณาวเิ คราะหอ์ ยา่ งละเอยี ด กจ็ ะเหน็ วา่ แมจ้ ะทรงเปน็ เจา้ ชวี ติ มพี ระราชอา� นาจอนั ลน้ พน้ แต่ จากบทบาทของพระมหากษัตริย์ แต่สมเด็จพระพันวษาก็ยังทรงถือเป็นหน้าที่ด้วยพระเมตตา
กม็ ไิ ดท้ รงใชพ้ ระราชอา� นาจอยา่ งปราศจากเหตผุ ลหรอื ดว้ ยพระอารมณ ์ หากไดท้ รงปฏบิ ตั พิ ระองค์ ซงึ่ คา� ตดั สนิ นน้ั ถา้ อา่ นแตเ่ พยี งผวิ เผนิ อาจตา� หนวิ า่ พระองคท์ รงใชพ้ ระอารมณ ์ แตถ่ า้ พนิ จิ พเิ คราะห์
อย่างเหมาะสม และทรงเมตตาครอบครัวขุนแผน เพราะเห็นแก่ความดีความชอบท่ีเคยสร้างไว้ ให้ดีก็จะเข้าใจและซาบซ้ึงในพระมหากรุณาธิคุณท่ีมีต่อพสกนิกร ก็จะเห็นว่าพระองค์มีพระราช-
ให้แกบ่ า้ นเมอื ง นอกจากนีท้ รงด�ารงพระองค์อยู่ในฐานะของกษตั รยิ ป์ กครองประเทศซ่ึงจะต้องแก้ ประสงค์ที่จะยุติปัญหาชายสองหญิงหน่ึงท่ีเป็นความกันไม่จบไม่ส้ินน้ี อีกท้ังพระองค์ทรงไม่พอ
ปญั หาระดบั ประเทศแลว้ ยงั ตอ้ งแกป้ ญั หาระดบั ครอบครวั ของไพรฟ่ า้ ขา้ แผน่ ดนิ อกี ดว้ ย ทรงเปรยี บ พระทัยในการกระท�าของจมื่นไวยท่ีลอบขึ้นเรือนผู้อื่นทั้งที่ตนเป็นขุนนางมียศศักดิ์กลับไม่รักษา
เสมอื นพอ่ หรอื ผใู้ หญใ่ นครอบครวั เวลาคนในครอบครวั มเี รอ่ื งเดอื ดรอ้ นหรอื เกดิ เหตกุ ารณว์ นุ่ วายมา กฎหมายบ้านเมอื ง ดังน้นั พระองคจ์ ึงทรงตดั สนิ คดใี ห้เด็ดขาดเพอื่ ใหจ้ บเรอ่ื งวนุ่ วาย พสกนิกรทุก
ฟ้องร้อง พระองค์ทรงมีหน้าท่ีตัดสินคลี่คลายปัญหา เช่น ในกรณีท่ีขุนช้างมาถวายฎีกา คร้ังน้ี หมู่เหล่าจะได้เห็นเป็นแบบอย่างว่า ไม่ก่อปัญหาให้ต้องเดือดร้อนวุ่นวายจะได้อยู่กันอย่างสงบสุข
แม้จะทรงกริ้ว ด้วยทรงรู้สึกว่าขุนช้างก่อเร่ืองวุ่นวายไม่จบส้ิน แต่ก็มิได้ทรงละเลย ทรงน�ามา เพราะนอกจากนางวนั ทองจะมสี ว่ นผลกั ดนั ใหเ้ หตกุ ารณเ์ ปน็ ไปแลว้ ยงั มปี จั จยั มากมายทางสงั คมท่ี
พิจารณา ดังบทประพันธ์ ผลักดันให้พระองค์ทรงตัดสินไปเช่นน้ัน เช่น หน้าท่ีของพระมหากษัตริย์ที่จะต้องจรรโลงไว้ซึ่ง
แบบแผนจรยิ ธรรมอนั ดีงาม ปจั จยั ดา้ นคา่ นิยมของสังคม เปน็ ตน้
อวี นั ทองกูให้อา้ ยแผนไป อ้ายชา้ งบงั อาจใจทา� จ่ลู ู่ ๔.๒) บทบาทของสตรีในสังคมไทย นางวันทองเป็นตัวอย่างของสตรีไทยโบราณ
ฉุดมันข้นึ ชา้ งอา้ งถึงก ู ตะคอกขู่อีวันทองใหต้ กใจ โดยแท้ คือเกิดมาเพอื่ รับบทของบตุ ร ี ภรรยา และมารดา ตามทธ่ี รรมชาตแิ ละสังคมเปน็ ผู้กา� หนด
ชอบตบใหส้ ลบลงกบั ท ่ี เฆย่ี นตีเสยี ให้ยับไม่นับได้ และเมื่อต้องรับบทพลเมืองก็เป็นพลเมืองตามที่ผู้ปกครองพึงปรารถนาให้เป็น ทั้งบทบาทและ
มะพรา้ วห้าวยัดปากใหส้ าใจ อา้ ยหมืน่ ไวยก็โทษถึงฉกรรจ์ การปฏิบัติตามบทดังกล่าวมานี้ นางวันทองไม่เคยมีโอกาสได้เลือก อาจได้เพียงแต่คิดแต่ไม่เคย
มึงถอื วา่ อีวนั ทองเปน็ แมต่ ัว ไม่เกรงกลัวเว้โว้ท�าโมหนั ธ์ ปฏบิ ตั ิตามใจคดิ ความไมเ่ คยเป็นตวั ของตัวเองของนางวันทองน้ัน จะเห็นได้จากตอนที่นางกล่าว
ไปรับไยไม่ไปในกลางวนั อ้ายแผนพอ่ นั้นกเ็ ปน็ ใจ กบั จมื่นไวยว่า
มันเหมือนวัวเคยขาม้าเคยข ี่ ถึงบอกกวู า่ ดีหาเช่อื ไม่
อ้ายช้างมนั ก็ฟ้องเป็นสองนัย ว่าอา้ ยไวยลกั แม่ให้บิดา ทกุ วนั น้ใี ช่แมจ่ ะผาสกุ มแี ต่ทกุ ขใ์ จเจ็บดงั เหน็บหนาม
เปน็ ราคีขอ้ ผิดมตี ิดตวั หมองมัวมลทนิ อยู่หนักหนา ต้องจ�าจนทนกรรมทีต่ ิดตาม จะขืนความคิดไปก็ใช่ที
ถ้าอา้ ยไวยอยากจะใครไ่ ด้แม่มา ชวนพอ่ ฟอ้ งหาเอาเป็นไร เมอ่ื พ่อเจา้ เขา้ คุกแมท่ ้องแก ่ เขาฉดุ แม่ใชจ่ ะแกลง้ แหนงหนี
อัยการศาลโรงก็มีอยู่ วา่ กูตดั สนิ ให้ไมไ่ ด้ ถงึ พอ่ เจ้าเลา่ ไมร่ ู้วา่ ร้ายด ี เป็นหลายปีแม่มาอยู่กับขุนช้าง
ชอบทวนดว้ ยลวดใหป้ วดไป ปรับไหมให้เทา่ กับชายชู้ เม่อื พอ่ เจา้ กลบั มาแต่เชียงใหม่ ไมเ่ พด็ ทูลสง่ิ ไรแตส่ ักอย่าง
เม่อื คราวตวั แม่เปน็ คนกลาง ทา่ นกว็ างบทคนื ให้บิดา
เมอ่ื ทรงทราบสาเหตทุ มี่ าฟอ้ งกโ็ ปรดใหไ้ ตส่ วนดว้ ยความเปน็ ธรรมแกท่ กุ คน มพี ระราช-
ประสงค์จะระงับเหตุร้าวฉานท้ังปวงให้สิ้นไป ด้วยการเปิดโอกาสให้นางวันทองเป็นผู้ตัดสินใจเอง จะเหน็ ไดว้ ่า นางวนั ทองถกู กา� หนดเสน้ ทางเดนิ ของชวี ิตให้เป็นไปตามความปรารถนา
แต่นางวันทองตกอยู่ในภาวะล�าบาก ตื่นเต้นหวาดหวั่น เพราะอยู่ต่อหน้าพระที่นั่ง ท้ังเกิดความ ของผู้อื่นทั้งส้ิน นางจ�าใจต้องทนรับภาวะน้ันๆ เพราะถึงนางจะขืนความคิดไปก็ใช่ท่ี ไม่มี
ขัดแยง้ ในใจอย่างรุนแรงที่มสิ ามารถตดั สินใจไดท้ ันที ความหมาย การที่กวีใช้ค�าว่า วางบท ได้แสดงให้เห็นว่านางวันทองต้องแสดงไปตามบทท่ีผู้อ่ืน

54 55

หยบิ ยน่ื ใหด้ ้วย ความเคยชินจากการท่เี ป็นผปู้ ฏิบตั ิตามและเป็นทีร่ องรับความปรารถนาของผอู้ น่ื
มาโดยตลอดนี้เอง เมื่อสมเด็จพระพันวษาทรงเปิดโอกาสให้นางได้เลือกทางเดินชีิวิตของตนเอง
นางกว็ า้ วนุ่ ใจไมอ่ าจตดั สินใจได้ จึงกอ่ ให้เกิดเหตกุ ารณอ์ ันเศรา้ สะเทือนใจในท่ีสดุ

เสภาเร่ืองขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนช้างถวายฎีกานี้ เป็นตอนท่ีได้รับยกย่องว่าแต่ง
ได้ดีเป็นเย่ียมตอนหนึ่ง แต่งเป็นกลอนเสภาที่ส่ืออารมณ์สะเทือนใจและแฝงด้วยข้อคิดเร่ือง
ความรักของแมท่ ่ีมีต่อลูก พร้อมทจ่ี ะเสียสละความสขุ ของตนใหแ้ กล่ ูก สะท้อนใหเ้ ห็นความเปน็
ธรรมชาตขิ องมนษุ ย ์ คา่ นยิ ม และความเชอื่ ของคนในสงั คมสมยั กอ่ น สะทอ้ นวถิ ชี วี ติ ของครอบครวั
ขนุ นางทงั้ ในสมยั อยธุ ยาและรตั นโกสนิ ทรว์ า่ มคี วามจงรกั ภกั ดตี อ่ พระมหากษตั รยิ ์ และกวยี งั เลอื ก
สรรถอ้ ยคา� และสา� นวนโวหารไดอ้ ยา่ งไพเราะมกี ารเปรยี บเทยี บใหเ้ หน็ ภาพไดอ้ ยา่ งชดั เจน ควรอา่ น
อย่างพินิจพิเคราะห์ให้เกิดความเข้าใจแจ่มแจ้งให้ได้คุณค่าทางอารมณ์และคุณค่าทางความคิด
นอกจากน ี้ นกั เรยี นควรอา่ นหนงั สอื ทไี่ ดร้ บั การยกยอ่ งวา่ เปน็ วรรณคดใี หม้ ากทส่ี ดุ เทา่ ทม่ี โี อกาส
อา� นวย เพราะนอกจากเป็นการเพ่ิมพูนประสบการณช์ วี ิตของนกั เรียนแลว้ ยังท�าให้นักเรยี นได้
วิจักษ์คุณค่าของวรรณคดีเร่ืองอ่ืนๆ ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทย รักษาไว้ให้ด�ารงเป็น
สมบตั ิของชาติต่อไป

56


Click to View FlipBook Version