ก า ร ล ะ เ ล่ น พื้ น
บ้ า น 4 ภ า ค
การละเล่นพื้นบ้าน
การละเล่นพื้นบ้าน หมายถึง กิจกรรมการเล่นของ
สังคม เป็นกิจกรรมนันทนาการหนึ่งซึ่งได้รับการยอมรับ
ร่วมกันในสังคม โดยมีรากฐานมาจากความเป็นจริงแห่งวิถี
ชีวิตของชุมชนที่มีการประพฤติปฏิบัติสืบทอดกันมาจาก
อดีตสู่ปัจจุบัน การละเล่นแสดงออกด้วยการเคลื่อนไหว
กริยาอาการเป็นหลัก อาจมีดนตรี การขับร้องหรือการฟ้อน
รำประกอบการเล่น มีจุดมุ่งหมาย เพื่อความสนุกสนาน
เพลิดเพลินในโอกาสต่าง ๆ การละเล่นบางชนิดได้รับการ
ถ่ายทอดสืบสานต่อกันมา และปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อ
พัฒนารูปแบบอย่างต่อเนื่องจนมีลักษณะเฉพาะถิ่นดังนี้การ
ละเล่นพื้นบ้านจึงเป็นผลิตผลอันเกิดจากความคิดและ
จินตนาการของมนุษย์ ย่อมสะท้อนถึงโลกทัศน์ ภูมิธรรม
และจิตวิญญาณของบรรพชนในท้องถิ่นที่ได้ถูกหล่อหลอม
จนตกผลึกเป็นภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าและได้กลายเป็น
มรดกวัฒนธรรมของท้องถิ่นและของประเทศชาติ
ประวัติความเป็นมา ของการ
ละเล่นพื้นบ้าน
เป็นการละเล่นที่มีในกลุ่มสังคมท้องถิ่น ในอดีตมีกีฬาพื้นบ้านต่างๆ
ให้เล่นมากมายตั้งแต่รุ่นก่อนๆจนกระทั่งถึงรุ่น ปัจจุบันก็ยังมีให้เห็นอยู่ซึ่ง
แต่ก็น้อยกว่าในสมัยก่อนมากเพราะสมัย ปัจจุบันมีเทคโนโลยีเข้ามามาก
จึงทำให้คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยได้เล่นกันนัก กิจกรรม การเล่นของสังคม เป็น
กิจกรรมนันทนาการหนึ่งซึ่งได้รับการยอมรับร่วมกันในสังคม โดยมี
รากฐานมาจากความเป็นจริงแห่งวิถีชีวิตของชุมชนที่มีการประพฤติ
ปฏิบัติ สืบทอดกันมาจากอดีตสู่ปัจจุบัน การละเล่นแสดงออกด้วยการ
เคลื่อนไหวกริยาอาการเป็นหลัก อาจมีดนตรี การขับร้องหรือการฟ้อนรำ
ประกอบการเล่น มีจุดมุ่งหมาย เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินในโอกาส
ต่าง ๆ การละเล่นบางชนิดได้รับการถ่ายทอดสืบสานต่อกันมา และ
ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนารูปแบบอย่างต่อเนื่องจนมีลักษณะ
เฉพาะถิ่น ดังนี้การละเล่นพื้นบ้านจึงเป็นผลิตผลอันเกิดจากความคิดและ
จินตนาการของ มนุษย์ย่อมสะท้อนถึงโลกทัศน์ ภูมิธรรม และจิต
วิญญาณของบรรพชนในท้องถิ่นที่ได้ถูกหล่อหลอมจนตกผลึกเป็น
ภูมิปัญญาอัน ทรงคุณค่าและได้กลายเป็นมรดำวัฒนธรรมของท้องถิ่น
และของประเทศชาติการละเล่น นับว่ามีความสัมพันธ์กับชีวิตมนุษย์มา
โดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการละเล่นของเด็กและของผู้ใหญ่ล้วนแสดงออก
ถึงสภาพชีวิต ความเป็นอยู่
ขนบธรรมเนียมประเพณีค่านิยมและความเชื่อของ
สังคมนั้น ๆ ทั้งยังก่อคุณค่าแก่ผู้เล่นและผู้เฝ้าดู ในด้าน
การผ่อนคลายอารมณ์ ความเครียด เสริมสร้างพลังกาย
ให้แข็งแรง ฝึกความคิด ความเข้าใจ การแก้ปัญหา
นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดระเบียบวินัย เกิดดารยอมรับกฎ
เกณฑ์ของสังคม สรรค์สร้างความเป็นกับญาติมิตรขึ้นใน
ชุมชน ทำให้สังคมเกิดความเข้มแข็งจนก่อเป็นความดีงาม
อันเป็นเป้าหมายสูงสุดแห่ง ชีวิต
การละเล่นของไทยไม่สามารถลำดับให้เห็นพัฒนาการตาม
กาลเวลาได้อย่างชัดเจนทั้ง นี้เนื่องจากการละเล่นส่วน
ใหญ่เป็นกระบวนการถ่ายทอดด้วยการปฏิบัติ มิใช่ตำรา
จึงขาดการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรที่จะใช้เป็นข้อมูลใน
การสร้างลำดับอายุ สมัยของการละเล่นแต่ละอย่างได้ยิ่ง
ไปกว่านั้น การละเล่นของไทยส่วนใหญ่มีลักษณะของการ
พัฒนาตนเองและค่อยเป็นค่อยไปเพราะจด จำสืบต่อกัน
มาจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง (ร.อ.หญิงปรียา หิรัญ
ประดิษฐ์ ๒๕๓๓ : ๑๕) และโดยเหตุที่การละเล่นเกิดขึ้นมา
ยาวนานและปรากฏอยู่ทั่วไปในท้องถิ่นต่าง ๆ โดยทั่วไป
เช่นนี้ทำให้เกิดความหลากหลายของการละเล่นพื้นบ้าน มี
ทั้งลักษณะร่วม และลักษณะที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้อง
ถิ่น อย่างไรก็ดีสิ่งที่ตรงกันในทุกท้องถิ่นก็คือมีการละเล่น
พื้นบ้านทั้งที่เป็น ของเด็กและของผู้ใหญ่
ลักษณะของกิจกรรมบันเทิง
ที่จัดอยู่ในการละเล่น ได้แก่
* การแสดง หมายถึงการละเล่นที่รวมทั้งที่เป็น
แบบแผนและการแสดงทั่วไปของชาวบ้านในรูปแบบการ
ร้องการบรรเลงการฟ้อน
รำซึ่งประกอบด้วยดนตรี เพลงและนาฏศิลป์
* มหรสพ หมายถึงการแสดงที่ฝ่ายบ้านเมืองจะเรียกเก็บ
ค่าแสดงเป็นเงินภาษีแผ่นดินตามพระราชบัญญัติที่
กำหนดไว้
ตั้งแต่พุทธศักราช 2404 เป็นต้นมา ประกาศมหรสพว่า
ด้วยการละเล่นหลายประเภทดังนี้ ละคร งิ้วหุ่นหนังต่างๆ
สักวา เสภา
ลิเก กลองยาว ลาวแพน มอญรำและทวายรำ พิณพาทย์
มโหรี กลองแขก คฤหัสถ์สวดศพ และจำอวด
* กีฬาและนันทนาการ คือ การละเล่นเพื่อความสนุกสนาน
ตามเทศกาลและเล่นตามฤดูกาล และการละเล่น เพื่อการ
แข่งขัน
หรือกิจกรรมที่ทำตามความสมัครใจในยามว่าง เพื่อให้เกิด
ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน และ ผ่อนคลายความ
ตึงเครียด
ประเภทของการละเล่น
เนื่องจากการละเล่นของไทยเรานั้นมี
มากมายจนนึกไม่ถึง (กรมพลศึกษารวบรวมไว้
ได้ถึง 1,200 ชนิด) แต่พอจะแบ่งคร่าว ๆ ได้
เป็น 2 ประเภท ใหญ่ ๆ
การละเล่นพื้นบ้านของ
ภาคใต้
เป่ากบ
ภาคใต้จังหวัด นราธิวาส อุปกรณ์และวิธีการ
เล่นอุปกรณ์๑. ยางวง (ยางเส้น) วงใหญ่ หรือ
วงเล็กก็ได้ แล้วแต่ความชอบและความถนัด๒.
ผู้เล่นจำนวนตั้งแต่ ๒ คน หรือมากกว่า
เล่นทั้งเด็กชายและเด็กหญิงบางครั้งอาจเล่น
เป็นทีมก็ได้๓. สถานที่ เช่น พื้นซีเมนต์ พื้น
กระดาน หรือพื้นโต๊ะ
วิธีการเล่น
เป่ากบ เป็นการเล่นอย่างหนึ่งของเด็ก เล่นกันทั้งเด็กชายและหญิง ผู้เล่นมี
จำนวน ๒ คน หรือเป็นทีมก็ได้ สถานที่เล่น ในที่ร่ม ใช้พื้นที่เรียบ ๆ เช่น
พื้นซีเมนต์ พื้นกระดาน หรือพื้นโต๊ะ
ซึ่ง ผู้เล่นจะเอายางเส้น (ยางวง) จะเป็นวงเล็กหรือวงใหญ่ หรืออาจจะเป็น
วงสีต่าง ๆ อยู่ที่ความชอบ ได้แก่ สีเขียว สีแดง สีน้ำตาล เป็นต้น นำมาวาง
บนพื้นคนละ ๑ เส้น
ให้ อยู่ห่างกันประมาณ ๑ ฟุต ผู้เล่นจะผลัดกันเป่ายางเส้น (ยางวง) ของ
ตนไปข้างหน้าทีละน้อย ๆ จนยางเส้นทั้งสองมาอยู่ใกล้กันผุ้เล่นคนใดเป่าให้
ยางเส้นของตนไปทับยางเส้น
ของ ฝ่ายตรงข้ามได้ก็จะเป็นผู้ชนะ ฝ่ายแพ้จะต้องจ่ายรางวัลให้กับผู้ชนะ
ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นยางเส้น (ยางวง) แต่อาจให้รางวัลอื่น ๆ ก็ได้ตามแต่จะ
ตกลงกัน
โอกาสหรือเวลาที่เล่น
การเล่นเป่ากบของเด็ก ส่วนใหญ่เล่นกันในเวลาที่ว่าง และมีอุปกรณ์พร้อม
ที่จะเล่นกันทั้งสองฝ่าย
คุณค่า / แนวคิด/ สาระ
๑. การเล่นเป่ากบ เป็นการเล่นที่ให้ความ
สนุกสนานแล้วยังเป็นการฝึก การรู้กำหนด
จังหวะและกะระยะด้วย
๒. การเล่นเป่ากบเป็นการฝึกสังเกต ไหวพริบใน
การเป่ าของคู่ต่อสู้
ซึ่งจะเป็ นวิธีหนึ่ งที่จะทำให้เด็กรู้จักคิดให้
รอบคอบก่อนที่จะเป่า ถ้าเป่าโดยไม่คิดอาจจะผิด
พลาดได้ จนทำให้ต้องแพ้
๓. เป็นการฝึกเด็กรู้จักความรัก ความสามัคคี
หมากขุม
ภาค : ภาคใต้
จังหวัด : นครศรีธรรมราช
อุปกรณ์และวิธีการเล่น
อุปกรณ์ในการเล่น
๑). รางหมากขุม เป็นรูปเรือทำจากไม้ ยาว
ประมาณ ๑๓๐ เซนติเมตร กว้างประมาณ ๒๐
เซนติเมตร มีหลุมเรียงเป็น ๒ แถว หลุมกว้าง
ประมาณ ๗ เซนติเมตร ลึกประมาณ ๔
เซนติเมตร
มีด้านละ ๗ หลุม เรียกหลุมว่า เมือง หลุมที่อยู่
ปลายสุดทั้งสองข้างเป็นหลุมใหญ่กว้าง
ประมาณ ๑๑ เซนติเมตร เรียกว่า หัวเมือง
๒) ลูกหมาก นิยมใช้ลูกสวดเป็นลูกหมาก ใส่ลูก
หมากหลุมละ ๗ ลูก จึงต้องใช้ลูกหมาก ในการ
เล่น ๙๘ ลูก
๓) ผู้เล่นมี ๒ คน
วิธีการเล่น
๑) ผู้เล่นนั่งคนละข้างกับรางหมากขุม แต่ละคนใส่ลูกหมากหลุมละ ๗ ลูก ทั้ง
๗ หลุม ส่วนหลุมหัวเมืองไม่ต้องใส่ให้เว้นว่างไว้
๒) การเดินหมาก ผู้เล่นจะเริ่มเดินพร้อมกันทั้ง ๒ ฝ่าย เรียกว่า แข่งเมือง โดย
หยิบลูกหมากจากหลุมเมืองของตนหลุมใดก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะหยิบหลุม
สุดท้ายของฝ่ายตนเอง เพราะคำนวนว่าเม็ด
สุด ท้ายจะถึงหัวเมืองของตนพอดี การเดินหมากจะเดินจากขวาไปซ้าย โดยใส่
ลูกหมากลงในหลุม ถัดจากหลุมเมืองที่หยิบลูกหมากขึ้นมาเดิน ใส่ลูกหมาก
หลุมละ ๑ เม็ด รวมทั้งใส่หลุมหัวเมือง
ฝ่าย ตนเอง แล้ววนไปใส่หลุมของฝ่ายตรงกันข้าม ยกเว้นหลุมหัวเมือง เมื่อ
เดินลูกหมากเม็ดสุดท้ายใส่ในหลุม ให้หยิบลูกหมากทั้งหมดในหลุมนั้นขึ้นมา
เดินหมากต่อไป โดยใส่ในหลุมถัดไป
เล่น เดินหมากอย่างนี้จนลูกหมากเม็ดสุดท้ายหมดลงในหลุมที่เป็นหลุมว่าง
ถือว่าหมากตาย ถ้าเดินหมากตายในหลุมเมืองของฝ่ายตรงข้ามก็ถือว่าสิ้นสุด
การเดินหมาก แต่ถ้า
ตาย ในหลุมเมืองฝ่ายตนเอง ให้ผู้เล่นกินหมากหลุมเมืองซึ่งอยู่ตรงข้ามกับหลุม
ที่เราเดินหมากมาตาย โดยควักลูกหมากทั้งหมดในหลุมไปไว้ในหลุมหัวเมือง
ของฝ่ายตน เรียกว่ากินแทน
เล่น อย่างนี้จนหลุมเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหมดลูกหมาก เดินต่อไปไม่ได้ ลูก
หมากทั้งหมดจะไปรวมอยู่ในหลุมหัวเมืองของทั้ง ๒ ฝ่าย จึงเริ่มเล่นรอบใหม่
ต่อไป
๓) การเดินหมากรอบสอง ผู้เล่นจะผลัดกันเดินทีละคน ทำเช่นเดียวกับการเดิน
รอบแรก นำลูกหมากจากหลุมหัวเมืองฝ่ายตนเองใส่ลงในหลุม ๆ ละ ๗ ลูก ใน
ฝ่ายของตนเอง คราวนี้แต่ละฝ่าย
จะ มีลูกหมากไม่เท่ากัน ฝ่ายที่มีลูกหมากมากกว่าจะเป็นผู้เดินหมากก่อน ฝ่ายที่
มีลูกหมากน้อยกว่าจะใส่ไม่ครบทุกหลุม หลุมใดมีไม่ครบให้นำลูกหมากที่เหลือ
ไปใส่ในหลุมหัวเมืองฝ่ายตน
หลุม ใดไม่มีลูกหมากเรียกว่า เมืองหม้าย ตามปกติหลุมเมืองหม้ายจะปล่อยไว้
หลุมปลายแถว หลุมเมืองหม้ายจะไม่ใส่ลูกหมาก ถ้าฝ่ายใดใส่จะถูกริบเป็นของ
ฝ่ายตรงกันข้าม ในกากรเล่นจะ
เล่นจนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหมดลูกหมากเดินต่อไปไม่ได้และจะนับเมืองหม้าย ใครมี
จำนวนเมืองหม้ายมากกว่าฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายแพ้
โอกาสหรือเวลาในการเล่น
การเล่นหมากขุมจะเล่นในยามว่างจากการงาน เล่นได้ทั้งเด็กและ
ผู้ใหญ่ เป็นพักผ่อนหย่อนใจ จึงเล่นได้ทั้งวัน
คุณค่า สาระ แนวคิด
๑. การเล่นหมากขุม มีคุณค่าในการฝึกลับสมอง การวางแผนการ
เดินหมากจะต้องคำนวน จำนวนลูกหมากในหลุม ไม่ให้หมากตาย
และสามารถกลับมาหยิบลูกหมากในหลุมของตนเองได้อีก
ผู้ เดินหมากขุมจึงต้องมีสายตาว่องไว คิดเลขเร็ว เป็นการฝึกวิธี
คิดวางแผนจะหยิบหมากในหลุมใดจึงจะชนะฝ่ายตรงกันข้าม
เป็นการฝึกให้ผู้เล่นรู้จักคิดวางแผนในการทำงานทุกอย่าง
สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
๒. เป็นการพักผ่อนหย่อนใจ นันทนาการภายในบ้าน ภายใน
ชุมชน ให้ทั้งความสนุกสนาน และความใกล้ชิดระหว่างพี่น้อง
ญาติมิตร
๓. ก่อให้เกิดการประดิษฐ์รางหมากขุม ที่มีความสวยงามและ
ประณีต เป็นความภาคภูมิใจของผู้สร้างชิ้นงาน และยังสามารถ
สร้างรายได้ในการจำหน่ายรางหมากขุม
การละเล่นพื้นบ้านของ
ภาคตะวันออกเฉียง
เหนือ
การเล่นงูกินหาง
ภาค : ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
จังหวัด : ร้อยเอ็ด
อุปกรณ์ และวิธีเล่น การเล่นงูกินหางไม่มีอุปกรณ์การเล่นใด
ๆ สามารถเล่นได้ทุกโอกาสจะมีเล่นทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ส่วนมาก
ผู้ใหญ่จะเล่นในเทศกาลสำคัญ เช่น สงกรานต์ ส่วนเด็ก ๆ จะ
เล่นทุกโอกาสที่เด็ก ๆ รวมกันซึ่งมีวิธีการเล่นดังนี้ เริ่มเล่นเมื่อ
ผู้เล่นพร้อมกันแล้วจะเริ่มด้วยการเสี่ยงถ้าใครแพ้คนนั้น ก็จะ
ออกเป็นพ่องู ส่วนผู้ชนะก็จะได้เล่นเป็นแม่งูและลูกงู ส่วนมาก
ในกลุ่มผู้เล่นจะเลือกเอาคนที่มีร่างกายแข็งแรงหรือรูปร่าง
ใหญ่ในทีม เป็นแม่งู เพื่อเอาไว้ป้องกันลูกงู เมื่อได้ผู้เล่นแล้ว
พ่องูและแม่งูจะยืนหันหน้าเข้าหากัน ส่วนแม่งูจะมีลูกงูกอดเอว
ต่อแถวไปข้างหลังแล้วพ่องูจะเริ่มถามแม่งูว่า
พ่องู “แม่งูเอ๋ยกินน้ำบ่อไหน”
แม่งู “กินน้ำบ่อโสกโยกไปโยกมา” พร้อมแสดงอาการ
ส่ายตัวไปมา
พ่องู “แม่งูเอ๋ยกินน้ำบ่อไหน”
แม่งู “กินน้ำบ่อหินบินไปบินมา” พร้อมแสดงอาการบิน
ไปบินมา
พ่องู “แม่งูเอ๋ยกินน้ำบ่อไหน”
แม่งู “กินน้ำบ่อทรายย้ายไปย้ายมา” พร้อมแสดงอาการ
ส่ายตัวไปมา
พ่องู “กินหัวกินหางกินกลางตลอดตัว”
เมื่อ พ่องูกล่าวเสร็จพ่องูจะเริ่มไล่จับลูกงูที่กอดเอวแม่งู
อยู่ส่วนแม่งูก็จะ พยายามป้องกันไม่ให้พ่องูไปแย่งลูกงูได้
เมื่อพ่องูจับลูกงูคนใดได้ลูกงูก็จะออกมายืนอยู่ต่างหาก
เพื่อรอเล่นรอบต่อไป ส่วนพ่องูจะพยายามแย่งลูกงูให้ได้
หมดทุกตัวจึงจะถือว่าจบการเล่นรอบหนึ่ง เมื่อพ่องูจับ
ลูกงูได้ทุกตัวแล้วก็จะเริ่มเล่นใหม่ โดยพ่องูคนเดิมจะกลับ
ไปเป็นแม่งูในรอบต่อไป
คุณค่า/แนวคิด/สาระ
๑. ให้ความสนุกสนานในกลุ่มผู้เล่น
๒. ฝึกให้เกิดความสามัคคีในกลุ่มผู้เล่น
๓. ฝึกฝนการต่อสู้และการหลบหลีกภัยที่จะเกิดกับตน
๔. ฝึกการทำงานเป็นกลุ่มตั้งแต่วัยเด็ก
วิ่งขาโถกเถก
ภาค : ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
จังหวัด : ชัยภูมิ
อุปกรณ์และวิธีการเล่น
อุปกรณ์ ไม้ไผ่กิ่ง ๒ ลำ ถ้าไม่มีก็เจาะรูแล้วเอาไม้
อื่นๆ สอดไว้เพื่อให้เป็นที่วางเท้าได้
วิธี การเล่น ผู้เล่นจะเลือกไม้ไผ่ลำตรง ๆ ที่มีกิ่ง ๒
ลำที่กิ่งมีไว้สำหรับวางเท้าต้องเสมอกันทั้ง ๒ ข้าง
ผู้เล่นขึ้นไปยืนบนแขนงไม้เวลาเดินยกเท้าข้างไหน
มือที่จับลำไม้ไผ่ก็จะยก ข้างนั้น ส่วนมากเด็ก ๆ ที่
เล่นมักจะมาแข่งขันกัน ใครเดินได้ไวและไม่ตกจาก
ไม้ถือว่าเป็นผู้ชนะ
โอกาสที่เล่น
การวิ่งขาโถกเถก ถือเป็นการละเล่นที่เล่นได้ทุก
โอกาส โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์
คุณค่า / แนวคิด / สาระ
นอก เหนือจากความสนุกสนานแล้ว ยังเป็นเครื่อง
มือในการออกกำลังกาย บริหารส่วนต่าง ๆ ของ
ร่างกายได้เป็นอย่างดี เดิมผู้ที่ใช้ขาโถกเถกเป็น
ชายหนุ่มไปเกี้ยวสาว เสียงเดินจากไม้เมื่อสาว
ได้ยินก็จะมาเปิดประตูรอเพื่อพูดคุยกันตามประสา
หนุ่มสาว หรือบ้านสาวเลี้ยงสุนัขไม้โถกเถกยังเป็น
อุปกรณ์ไล่สุนัขได้ด้วย
การละเล่นพื้นบ้านของ
ภาคเหนือ
เตยหรือหลิ่น
ภาค : ภาคเหนือ
จังหวัด : ตาก
สถานที่เล่น ลานกว้าง ที่โล่งแจ้ง
อุปกรณ์ ไม่มี
จำนวนผู้เล่น ๖-๑๒ คน
วิธีเล่น
ขีด เส้นเป็นตารางจำนวนเท่ากับผู้เล่น (สมมติว่ามี ๖ คน)
แล้วแบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งยืนประจำเส้น
(ตามขวาง) อีกฝ่ายจะวิ่งผ่านแต่ละเส้นไปโดยไม่ให้เจ้าของ
เส้นแตะได้ เมื่อเริ่มเล่นคนที่ยืนประจำเส้นแรก พูดว่า ไหล
หรือ หลิ่น ฝ่ายตรงข้ามก็เริ่มวิ่งผ่านเส้นแรกไปจนถึงเส้น
สุดท้ายแล้ววิ่งกลับ ถ้าวิ่งกลับถึงเส้นแรกโดยไม่ถูกฝ่าย
ตรงข้ามแตะได้ก็พูดว่า เตย ก็จะเป็นฝ่ายชนะ
โอกาส
เป็นการละเล่นพื้นบ้านที่เด็ก ๆ เล่นกันโดยทั่วไป
ม้าจกคอก
ภาค : ภาคเหนือ
จังหวัด : กำแพงเพชร
การเล่นม้าจกคอก ภาคกลางเรียก ลาวกระทบไม้ การ
เล่นชนิดนี้เข้าใจว่าอาจจะได้รับอิทธิพลมาจากการละ
เล่นของชาวลัวะ
อุปกรณ์และวิธีเล่น
จำนวนผู้เล่น ตั้งแต่ ๓ คนขึ้นไป
อุปกรณ์
๑. ไม้กลมขนาดกำรอบ ยาวประมาณ ๕ ศอก จำนวน
๒ ท่อน
๒. ขอนไม้สูงประมาณ ๑ คืบ ยาวประมาณ ๑-๒ ศอก
จำนวน ๒ ท่อน
สถานที่เล่น เล่นบริเวณที่เป็นลานกว้าง
วิธีการเล่น
๑. แบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายแรกมี ๒ คน
สำหรับถือท่อนไม้ที่วางขนานบนขอนไม้ แล้วกระทบ
กันเป็นจังหวะ ส่วนฝ่ายที่ ๒ มี ๒ คนขึ้นไป สำหรับ
เป็นผู้เต้น
๒. ให้ผู้เล่นเข้าไปอยู่ระหว่างคาน ผู้ถือไม้คานทั้งคู่ก็
ทำสัญญาณ โดยยกคานไม้ทั้งคู่กระแทกลงบนไม้
หมอน ระหว่างที่เคาะจังหวะอยู่นั้นผู้เล่นต้องเต้นไป
ด้วย เมื่อให้สัญญาณเคาะ ๓ ครั้งแล้ว ครั้งที่ ๔ ผู้ถือ
จะเอาคานทั้งสองเข้าชิดกัน ผู้เต้นจะต้องกระโดดให้
สูงกว่าครั้งแรกของจังหวะและแยกขาออกให้พ้นไม้
ถ้าถูกหนีบเรียกว่า ม้าขำคอก หรือม้าติดคอก คู่ที่ถูก
ไม้หนีบจะต้องออกไปเปลี่ยนให้ผู้ที่ถือคานอยู่เดิมนั้น
เข้ามาเต้น ในระหว่างคานนั้นบ้าง
โอกาสหรือเวลาที่เล่น
การเล่นม้าจกคอกนิยมเล่นในวันขึ้นปีใหม่
(สงกรานต์) ของล้านนา
สาระ
การเล่นม้าจกคอก เป็นการละเล่นเพื่อให้ความ
สนุกสนาน เพลิดเพลิน ทำให้เกิดความสามัคคีภายใน
กลุ่มและความมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
การละเล่นพื้นบ้าน
ภาคกลาง
ว่าว
อุปกรณ์
ว่าวโดยทั่วไปมีโครงสร้าง ประกอบด้วยไม้ไผ่สีสุกนำมาผ่าแล้วเหลาให้ได้
ตามที่ต้องการแล้วนำมาประกอบกัน ให้เป็นรูปทรงต่างๆผูกติดกันด้วย
เชือกโยงยึดกันเป็นโครงสร้างและปิดด้วย กระดาษชนิดบางเหนียว เช่น
กระดาษสาและตกแต่งลวดลายด้วยจุดหรือดอกดวงเพื่อปิดยึดกระดาษ
กับเชือกให้แน่น ว่าวที่นิยมกันคือ ว่าวจุฬา ว่าวปักเป้า ว่าวหง่าว
ว่าวจุฬาซึ่งมี โครงสร้างประกอบด้วยไม้ไผ่สีสุก 5 ชิ้น มีจำปา 5 ดอก
ทำด้วยไม้ไผ่ยาว 8 นิ้ว เหลากลมโตประมาณ 3 มิลลิเมตร จำปา 1
ดอกมีจำนวนไม้ 8 อันมัดแน่นกับสายป่านที่ชักว่าวจุฬาอันเป็นอาวุธที่ใช้
ต่อสู้กับปักเป้า
ว่าวปักเป้า มีโครงสร้างประกอบด้วยไม้ไผ่สีสุกเหลากลม 2 ชิ้นมีเหนียง
เป็นเชือกยาว 8 เมตรผูกปลายทั้งสองข้างให้หย่อนเป็นสายรูปครึ่ง
วงกลมเพื่อคล้องตัวว่าวจุฬา ให้เสียสมดุลจึงตกลงพื้นดิน
ว่าวหง่าว ทำด้วยโครงไม้ไผ่ปิดกระดาษสา ลำตัวตอนบนมีรูปคล้ายอก
ว่าวจุฬามีเอวคอดและท่อนล่างกว่าท่อนบน ตอนส่วนหัวมีไม้ไผ่เหลาและ
ขึงเชือกเหมือนคันธนู ส่วนขึงเชือกนี้จะเกิดเสียงเมื่อต้องลม เสียงนี้ช่วย
กำจัดความชั่วร้ายได้
ปัจจุบันว่าวที่มีการเล่นโดยทั่วไปได้มีการ พัฒนารูปแบบการเล่นเพื่อ
ความสวยงาม โดยทำว่าวให้เป็นรูปแบบที่แปลกแตกต่างกันออกไปเป็น
รูปสัตว์ต่างๆ เช่น ว่าวงู ว่าวผีเสื้อ ฯ ลฯ
วิธีการเล่นมีอยู่ 3 วิธี คือ
1.ชักว่าวให้ลอยลมปักอยู่กับที่ เพื่อดูความสวยงามของ
ว่าวรูปทรงต่างๆ
2.บังคับสายชักให้ชักเคลื่อนไหวได้ตามต้องการ นิยมกัน
ที่ความสวยงาม ความสูง และบางทีก็คำนึงถึงความ
ไพเราะของเสียงว่าวอีกด้วย
3.การต่อสู้ทำสงครามกันบนอากาศ คือ การแข่งขันว่าว
จุฬาและปักเป้าคว้ากันบนอากาศจะจัดให้มีการแข่งขันที่
บริเวณ ท้องสนามหลวงกำหนดแดนขณะทำการแข่งขัน
ว่าวปักเป้าจะขึ้นอยู่ในดินแดนของตน ล่อหลอกให้ว่าว
จุฬามาโฉบเพื่อจะลากพามายังดินแดนของตนโดยให้
ว่าวปักเป้าติด ตรงดอกจำปาที่ติดไว้ เมื่อติดดีแล้วว่าว
จุฬาจะรีบลากรอกพามายังดินแดนของตน ขณะ
เดียวกันว่าวปักเป้าก็จะพยายามใช้เหนียงที่เป็นเชือก
ป่านคล้อกงตัวว่าว จุฬาให้เสียสมดุล และชักลากดึงให้
ตกลงมายังดินแดนของตน ในการเล่นว่าวจุฬาลากพา
ว่าวปักเป้าเข้ามาทีละตัวหรือหลายตัวก็ได้ ถ้าต่างฝ่าย
ต่างนำคู่แข่งขันมาตกยังดินแดนของ ตนเองได้ก็ถือว่า
เป็นฝ่ายชนะแต่ถ้าขณะชักลากพามา ว่าวปักเป้า
ขาดลอยไปได้ถือว่าไม่มีฝ่ายใดได้คะแนน
คุณค่า/แนวคิด/สาระ
การแข่งขันว่าวเป็นกีฬาซึ่งเป็น เอกลักษณ์ของไทย เป็น
ศิลปะที่ต้องใช้ความสามารถของผู้ทำว่าวและผู้ชักว่าว
เป็นอย่างมากต้อง ใช้ความประณีต และความแข็งแรง
ข้อสำคัญต้องอาศัยความพร้อมเพรียงด้วย
รีรีข้าวสาร
วิธีเล่น
1. ผู้เล่น 2 คนยืนหันหน้าเข้าหากันโน้มตัวประสานมือกันเป็นรูปซุ้ม
2. ส่วนผู้อื่นเกาะเอวต่อ ๆ กันตามลำดับ
3. หัวแถวจะพาลอดใต้ซุ้มมือพร้อมกับร้องบทร้องประกอบการเล่น
4. เมื่อร้องถึงประโยคที่ว่า “คอยพานคนข้างหลังไว้” ผู้ที่ประสานมือเป็น
ซุ้มจะลดมือลงกันคนสุดท้ายไว้ ซึ่งคนสุดท้ายจะถูกคัดออกไปจากแถว
แล้วจึงเริ่มต้นเล่นใหม่ทำเช่นนั้นจนหมดคน
เพลงร้องประกอบ
“รีรีข้าวสาร สองทะนานข้าวเปลือก
เด็กน้อยตาเหลือก เลือกท้องใบลาน
คดข้าวใส่จาน คอยพานคนข้างหลังไว้”
คุณค่า/แนวคิด/สาระ
1. ออกกำลังกายพัฒนากล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้แข็งแรง
2. เพลิดเพลิน จิตใจร่าเริง แจ่มใส ยอมรับในกฎเกณฑ์กติกาในการเล่น
3. หัดให้เด็กมีไหวพริบ ปฏิภาณ และรู้จักใช้กลยุทธที่จะให้ตนรอดจาก
การถูกคล้องตัวไว้
4. หัดให้เด็กรู้จักทำงานเป็นกลุ่มโดยหัวแถวต้องพยายามพาแถว โดย
เฉพาะคนสุดท้ายให้รอดพ้นจากการถูกกักตัวให้ได้
รายชื่อกลุ่ม
นาย พงษ์นเรศวร์ ไชยเชษฐ์
รหัส 6506910013
นาย อัลฟันดี ปิ
รหัส 6506910021
นาย อัสรินทร์ เซะบิง
รหัส 6506910030
นาย ภูริพัฒน์ เพชรมะณี
รหัส 6506910037