เกิดขึ้นได้ช้ามากเกิด ออกซิเจนได้นอ้ ยมาก negative control หลอดที่ 2 เกิดฟองแก๊สปริมาณมาก เป็นผล
จากการสลายตัวของ H2O2 เกิดขึ้นได้อยา่ งรวดเรว็ เนอ่ื งจากมี KI เปน็ ตวั เรง่ ปฏิกิรยิ า positive control )
- ตัวอย่างที่นํามาศึกษาให้ผลการทดลองเหมือนกันหรือไม่ อย่างไร (ให้ผลการทดลอง
เหมอื นกัน คอื จะมฟี องแก๊สเกดิ ขนึ้ แต่จะมีปรมิ าณฟองแก๊สแตกต่างกนั )
- จะทดสอบแก๊สออกซิเจนที่เกิดข้ึนไดอ้ ย่างไร (ทดสอบโดยใช้ธูปทีด่ ับเปลวไฟแล้วจ่อเข้าไป
ในหลอดทดลอง ถ้ามเี ปลวไฟสวา่ งวาบแสดงว่าเปน็ แกส๊ ออกซเิ จน เพราะมสี มบัตชิ ่วยใหไ้ ฟตดิ )
- เขยี นสมการเคมีแสดงปฏกิ ริ ิยาการสลายของ H2O2 ( 2H2O2 —-> 2H2O + 2O )
- เพราะเหตใุ ดการสลาย HO2 ในสภาพแวดล้อมภายนอกจึงเกิดข้ึนเองได้ช้ามาก (เน่ืองจาก
การเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าการสลาย HO2 น่าจะต้องการพลังงานกระต้นุ สูงมาก จึงทำใหป้ ฏกิ ริ ิยาเกิดขึน้ เองได้ ช้ามาก)
- เพราะเหตุใดชนิ้ สว่ นของสิ่งมีชวี ิตทำให้เกดิ ปฏกิ ริ ิยาไดเ้ รว็ ข้นึ (เพราะในเซลลข์ องส่งิ มีชีวิตมี
เอนไซม์เปน็ ตวั เรง่ ปฏิกิรยิ า)
ขั้นท่ี 4 ขยายความรู้
4.1 ครูแสดงภาพการเกิดปฏิกิริยาเคมี เมื่อมีและไม่มีเอนไซม์ เพื่อให้นักเรียนเข้าใจบทบาทของ
เอนไซม์ ในการทําหนา้ ท่ีเป็นตัวลดพลังงานกระตุน้ ในการเกิดปฏิกิรยิ า
4.2 ครูให้นักเรียนศึกษาเกี่ยวกับการทำงานของเอนไซมใ์ นการเปลี่ยนสารตั้งต้นเป็นสารผลิตภัณฑ์
โดย ตัวอยา่ งการเร่งปฏิกริ ิยาการสลายกลูโคสโดยใช้เอนไซมซ์ ูเครส และศกึ ษาเก่ียวกับการเปล่ียนปลงรูปร่าง
ของ เอนไซมเ์ มอ่ื จบั กบั สารตงั้ ตน้ ใหน้ กั เรียนอธบิ ายตามความเขา้ ใจ และสืบค้นข้อมูลเพิ่มเตมิ จากแหล่งเรียนรู้
ตา่ งๆ
4.3 ครูและนกั เรยี นรว่ มกนั สรุปเพอื่ ใหเ้ ข้าใจการทำงานของเอนไซม์
ขน้ั ท่ี 5 ประเมินผล
5.1 ครตู รวจสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยให้นักเรียนศึกษากรณศี กึ ษาเกี่ยวกับปริมาณสารต้ังต้น
และ ปรมิ าณของเอนไซมท์ ี่มีผลตอ่ อตั ราการเกดิ ปฏกิ ริ ิยา และใหน้ กั เรียนตอบคำถามในกรณศี ึกษา
5.2 กรณีศึกษา : โดยปกติสาร A จะสลายตัวอย่างช้าๆ แต่สามารถเรง่ ปฏิกิริยาการสลายสาร A ได้
โดยใช้ เอนไซม์ในการทดลองหน่ึงท่ศี ึกษาอตั ราการเกิดปฏกิ ิริยาการสลายสาร A ในขณะทม่ี ี และไมม่ ีเอนไซม์
ได้ผล ดงั กราฟ
- เส้นกราฟใดที่แสดงอัตราการเกิดปฏิกิริยาการสลายสาร A ในขณะที่ไม่มีเอนไซม์
(เส้นกราฟ ค)
- เพราะเหตใุ ดทตี่ ำแหน่ง P และ Q อตั ราการเกิดปฏกิ ริ ยิ าเริ่มคงที่ (เพราะทต่ี ำแหนง่ P และ
Q เปน็ ตำแหน่งท่ีเอนไซมท์ ุกโมเลกลุ จบั กับสาร A ทำใหอ้ ัตราการเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเริม่ คงที่)
- เพราะเหตใุ ดเส้นกราฟ ก จงึ มีอัตราการเกิดปฏกิ ิริยาสงู กว่าเสน้ กราฟ ข (เสน้ กราฟ ก และ
ข ต่างเปน็ ผลการทดลองทแ่ี สดงอตั ราการเกิดปฏิกริ ิยาการสลายสาร A ในขณะที่มเี อนไซม์ แตเ่ ส้นกราฟ ก มี
อตั ราการเกดิ ปฏิกริ ิยาสูงกวา่ เสน้ กราฟ ข เนือ่ งจากการทดลองของเส้นกราฟ ก ใชค้ วามเข้มขน้ ของ เอนไซม์
สูงกว่าการทดลองของเสน้ กราฟ ข)
8. ส่อื อุปกรณ์แหลง่ เรียนรู้
1. หนังสอื เรยี นรายวชิ าเพมิ่ เตมิ ชีววทิ ยา เลม่ 1 ช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 4
2. สมดุ บนั ทกึ ประสบการณ์/ ตอบคำถาม
9. ภาระชน้ิ งาน
- สบื ค้นข้อมูลจากใบความรู้ สอ่ื และแหล่งเรียนรู้
- ตอบคาํ ถามในแบบฝึกหัด
- สมดุ บันทกึ ประสบการณก์ ารเรียนรู้
10. การวดั และประเมินผล วิธกี ารประเมนิ เกณฑก์ ารประเมิน
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ ตรวจจากสมดุ บนั ทกึ
ด้านความรู้ (K) ผ่านเกณฑ์การ
1. อธบิ ายความหมายและประเภทของเมทาบอลิ ประเมินไม่นอ้ ย
ซมึ (K) กว่ารอ้ ยละ 70
2. อธบิ ายกลไกการทำงานของเอนไซมใ์ นการเรง่
ปฏกิ ริ ยิ าเคมใี นสงิ่ มชี ีวติ และการยบั ยั้งการทำงาน วัดประเมนิ จากการนำเสนอผลงาน
ของเอนไซม์ (K)
3. ระบุปัจจยั ท่ีมผี ลตอ่ การทำงานของเอนไซม์ และ - สงั เกตพฤติกรรมระหว่างเรียนโดย
อธบิ ายผลของปจั จัยนนั้ ๆ ทมี่ ปี ระสทิ ธิภาพต่อการ ใช้แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทำงาน
ทำงานของเอนไซม์ (K) กลุ่ม
ทักษะกระบวนการ (P)
4. นักเรียนสามารถทำการทดลองเรอื่ งเอนไซมจ์ าก
ส่ิงมชี วี ิตได้ (P)
คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)
5. นักเรียนกระตอื รือรน้ แสดงความคดิ เหน็ และ
ทำงานร่วมกบั เพ่ือนอย่างสร้างสรรค์
11. บันทกึ หลังสอน
ผลการจดั การเรียนรู้
1.1 ด้านความรู้ (K) ……………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
1.2 ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) …………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
1.3 ดา้ นคุณลักษณะ (A) …………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ปัญหาท่ีเกิดขึน้ ระหว่างการจดั การเรียนรู้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
วิธี/แนวทางการแก้ปัญหา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชื่อ……………………………………………
(นางสาวณชิ ากร นามวงษา)
ครผู ู้สอน
ความคดิ เห็นของครพู ่ีเลย้ี ง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชอื่ ……………………………………………
(นางสานติ กรเี ทพ)
ครพู ่ีเลยี้ ง
ความคิดเหน็ ของบริหารวิชาการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงช่ือ……………………………………………
(นางสายชล ดวงบปุ ผา )
ฝ่ายบริหารวิชาการ
ความคดิ เหน็ ของผบู้ รหิ ารสถานศึกษา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงช่อื ……………………………………………
(……………………………………………)
ผ้บู ริหารสถานศึกษา
ภาคผนวก
แบบประเมนิ คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
คำชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤตกิ รรมของนกั เรียนในระหวา่ งเรียนและนอกเวลาเรยี น แล้วขีด / ลงใน
ชอ่ งท่ีตรงกับระดบั คะแนน
ชอื่ .................................................................................ช้ัน.................เลขท่.ี ..............กลมุ่ ..............
คุณลักษณะอันพึง รายการประเมนิ ระดบั คะแนน
ประสงค์ 43 21
ปฏบิ ตั ติ ามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบยี บ ข้อบังคบั ของ
มีวินยั รบั ผิดชอบ ครอบครัวและโรงเรยี นตรงตอ่ เวลาในการปฏบิ ัตกิ จิ กรรมใน
ชวี ิตประจำวัน และรับผิดชอบในการทำงาน
ใฝ่เรยี นรู้ แสวงหาข้อมลู จากแหล่งการเรยี นรู้
มกี ารจดบันทึกความรูอ้ ยา่ งเป็นระบบ
มุ่งม่นั ในการทำงาน มคี วามตงั้ ใจและพยายามในการทำงานท่ไี ดร้ ับมอบหมาย
มีความอดทนและไมท่ ้อแท้ตอ่ อุปสรรคเพื่อใหง้ านสำเรจ็
ลงช่ือ………………………………………………………….. ผูป้ ระเมนิ
…………………/…………………../……………….
เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 4 คะแนน เกณฑ์การตดั สินคุณภาพ
เตรยี มปัดเรอื เพอื่ แสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ัตหิ รือแสดงพฤตกิ รรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ช่วงคะแนน ระดบั คุณภาพ
ปฏิบัตหิ รือแสดงพฤตกิ รรมบางครงั้ ให้ 1 คะแนน 12-10 ดมี าก
ปฏบิ ัติหรือแสดงพฤตกิ รรมนอ้ ยคร้งั
9-6 ดี
5-3 พอใช้
ต่ำกว่า 3 ปรบั ปรงุ
แผนการจัดการเรยี นรู้ 12
รายวิชาวิทยาศาสตรเ์ พิม่ เตมิ (ชวี วิทยา) รหัส ว30241 ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 4
หนว่ ยการเรียนรูท้ ่ี 2 เคมีเปน็ พนื้ ฐานของสง่ิ มชี วี ิต จำนวน 15 ชัว่ โมง
เร่ือง ปฏกิ ิริยาเคมีในเซลล์ของสง่ิ มชี วี ิต จำนวน 1 ช่วั โมง
สอนโดย นางสาวณิชากร นามวงษา ภาคเรียนท่ี 1/2565
1. ผลการเรยี นรู้
สืบค้นข้อมูล และ อธิบายปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต อธิบายการทำงานของ
เอนไซมใ์ นการเร่งปฏิกิริยาเคมใี นสง่ิ มีชีวติ และระบุปจั จัยท่มี ีผลต่อการทำงานของ เอนไซม์
2. จดุ ประสงค์การจดั การเรยี นรู้
1. อธบิ ายความหมายและประเภทของเมทาบอลซิ มึ (K)
2. อธิบายกลไกการทำงานของเอนไซม์ในการเร่งปฏิกิริยาเคมีในสิง่ มชี วี ติ และการยบั ยง้ั การทำงาน
ของเอนไซม์ (K)
3. ระบุปัจจัยท่ีมีผลต่อการทำงานของเอนไซม์ และอธบิ ายผลของปัจจยั นั้นๆ ที่มีประสิทธิภาพต่อการ
ทำงานของเอนไซม์ (K)
4. นกั เรยี นสามารถทำการทดลองเรอื่ งเอนไซมจ์ ากส่งิ มชี วี ติ ได้ (P)
5. นักเรยี นกระตอื รอื ร้น แสดงความคดิ เหน็ และทำงานรว่ มกบั เพอื่ นอย่างสร้างสรรค์ (A)
3. สาระสำคญั
เมทาบอลซิ ึม เป็นปฏกิ ริ ยิ าท้งั หมดท่ีเกดิ ข้นึ ในเซลลข์ องส่ิงมีชีวติ ประกอบดว้ ยปฏกิ ิริยาดดู พลังงาน
และ ปฏกิ ริ ิยาคายพลงั งาน ปฏกิ ริ ิยาเคมเี หล่าน้ีจะดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วจำเป็นตอ้ งอาศัยเอนไซม์ช่วยเร่ง
ปฏิกริ ิยา โดยปฏกิ ริ ิยาเคมีต่างๆ ในสิง่ มีชีวติ ทงั้ ปฏิกริ ยิ าสลายสารอินทรยี ์และสังเคราะหส์ ารอนิ ทรยี ์
มกั ประกอบดว้ ยปฏิกริ ิยาหลายขั้นตอนเกิดตอ่ เนอ่ื งกนั อยา่ งเปน็ ลำดบั และสามารถควบคุมได้ เอนไซมส์ ่วนใหญ่
เปน็ สารประเภทโปรตนี ทำหน้าท่เี รง่ ปฏกิ ิริยาเคมีโดยในขณะเกิดปฏิกิริยาเคมใี นเซลล์ สารตั้งต้นจะเขา้ ไปจับ
กับเอนไซมท์ ่ีบรเิ วณเร่งอยา่ งจำเพาะและจะถกู เปลยี่ นเปน็ สารผลติ ภัณฑ์ อณุ หภูมิ ความเป็นกรด-เบส รวมท้งั
ความเข้มข้นของสารตง้ั ต้น และความเขม้ ขน้ ของเอนไซม์ มีผลต่อปฏกิ ิริยาตา่ งๆ ในเซลล์ ปฏิกิริยาอาจชะงกั
หรือหยดุ ไป ถา้ มสี ารทมี่ สี มบตั ิ ยบั ย้งั การทํางานของเอนไซม์ เขา้ ร่วมกับเอนไซม์หรอื สารตัง้ ตน้
4. สาระการเรยี นรู้
ปฏกิ ิรยิ าเคมีในส่ิงมชี ีวติ แบง่ ออกเป็น 2 ประเภท คอื ปฏิกิริยาคายพลังงานและปฏิกริ ยิ าดดู พลังงาน
ซ่งึ จำเป็นต้องอาศัยเอนไซมช์ ว่ ยเรง่ การเกิดปฏกิ ริ ยิ าความเป็นกรด-เบส อุณหภมู ิ ความเขม้ ขน้ ของสารตั้งตน้
และความเขม้ ขน้ ของเอนไซม์ มผี ลตอ่ ปฏิกริ ยิ าตา่ งๆ ในเซลล์ ปฏิกิริยาอาจชะงกั หรอื หยดุ ไป ถ้ามสี ารทมี่ สี มบตั ิ
ยบั ย้งั การทำงานของเอนไซมเ์ ข้ารวมกับเอนไซม์หรือสารตง้ั ต้น
5. สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รียน
1. ความสามารถในการส่อื สาร
2. ความสามารถในการคิดวเิ คราะห์
- ทักษะในการคดิ วิเคราะห์
- ทกั ษะการคิดสร้างสรรค์
3. ความสามารถในการแก้ปญั หา
4. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชวี ติ
- กระบวนการทํางานกลุ่ม
5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
6. คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1) มวี นิ ัย
2) ใฝ่เรียนรู้
3) มุ่งมนั่ ในการทำงาน
7. กจิ กรรมการเรียนรู้
ขั้นท่ี 1 สรา้ งความสนใจ
1.1 ครใู ห้นกั เรียนตอบคำถามเพอ่ื ตรวจสอบความเข้าใจของนกั เรียนทเ่ี รยี นรู้มา ซ่ึงมีแนวคำตอบ ดังนี้
- เอนไซม์ช่วยลดพลังงานกระต้นุ ได้อย่างไร (การทำงานของเอนไซม์เกิดจากการท่ีสารต้ังต้น
เข้ามาจบั ที่บริเวณเรง่ ทำให้มโี ครงสรา้ งและสภาวะท่เี หมาะสมที่จะเกิดการเปลีย่ นแปลงพันธะเคมีของสารต้ัง
ต้นไดเ้ ป็นสารผลติ ภณั ฑ์ ดังน้ันการทำงานของเอนไซมจ์ งึ สามารถลดพลังงานกระตุ้นของปฏกิ ริ ยิ าลงได)้
- ในขณะทเ่ี กดิ ปฏิกริ ิยาเคมสี ารตัง้ ต้นจะเปลี่ยนเป็นสารผลิตภัณฑ์ หลงั เกดิ ปฏิกิริยาเอนไซม์
จะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ (หลังเกิดปฏิกิริยา โครงสร้างของเอนไซม์ไมม่ ีการเปลีย่ นแปลง และยังสามารถ
กลบั มาเรง่ ปฏกิ ริ ยิ าได้ใหม่)
- หากอัตราการเกิดปฏกิ ิริยาถึงระดบั คงท่ีเนอ่ื งจากเอนไซม์ถึงจุดอ่ิมตัวแล้วนั้น ในเซลล์ของ
สิ่งมีชวี ิตจะมวี ิธีใดทจี่ ะ สามารถทำให้อัตราการเกดิ ปฏิกริ ยิ าเพมิ่ ขน้ึ ได้ (ในกรณีนเ้ี อนไซม์เปน็ ปจั จัยจำกดั การท่ี
จะทำให้อัตราการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเพิ่มขนึ้ คือต้องเพ่มิ ปริมาณเอนไซม์ ซ่งึ ในเซลลข์ องส่งิ มชี ีวิตน้ันก็มีกลไกในการ
ควบคุมการสงั เคราะห์เอนไซม์ โดยหากเซลล์ตอ้ งการให้อตั ราการ เกิดปฏิกิริยาเพ่ิมข้นึ กจ็ ะมีการควบคุมให้มี
การสังเคราะห์เอนไซม์เพ่มิ มากขน้ึ ได้)
1.2 ครูอธิบายให้นักเรียนเข้าใจเกี่ยวกับโคเอนไซม์และโคแฟกเตอร์ ซึ่งมีความจำเป็นต่อการทำงาน
ของเอนไซมบ์ างชนดิ รวมถึงการยับย้งั การทำงานของเอนไซม์บางชนิดด้วยตัวยบั ยัง้ เอนไซม์ แล้วให้นักเรียนให้
เหตุผลว่าตัวยับยั้งเอนไซม์แต่ละแบบมีผลต่อการทำงานของเอนไซม์อย่างไร เพราะเหตุใดจึงทำให้ไม่
เกิดปฏิกริ ิยาขึ้น
ขน้ั ที่ 2 สาํ รวจและคน้ หา
2.1 ครูนำเข้าสู่เรื่องปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของเอนไซม์ โดยอาจยกตัวอย่างการ
ถนอม อาหารดว้ ยความเยน็ และใหน้ กั เรียนรว่ มกันอภปิ รายว่า เพราะเหตใุ ดความเย็นจงึ ช่วยรกั ษาสภาพของ
ผลไม้และ อาหารสดได้ (แนวคำตอบ: อุณหภูมิมีผลต่อการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ ทั้งในจุลินทรีย์ ใน
ผลไม้ และในอาหารสดเหล่าน้ัน)
2.2 ครูให้นักเรียนทํากิจกรรมปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของเอนไซม์ จำนวนของ
เครอ่ื งหมาย + หลอดทีม่ ปี ริมาณฟองแกส๊ มากสดุ ให้ใสเ่ คร่ืองหมาย + มากสุด และลดลงตามลำดับและใช้
2.3 ในการทดลองให้นักเรียนเปรียบเทียบปริมาณฟองแก๊ส ที่เกิดขึ้นในแต่ละหลอดทดลองโดยใช้
เคร่ืองหมาย - แสดงการไม่เกดิ ฟองแก๊ส
ข้นั 3 อธิบายและลงขอ้ สรุป
3.1 ครูให้นักเรยี นสรุปผลการทดลอง โดยมีตัวอยา่ งผลการทดลอง ดงั นี้
ตอนที่ 1 ผลการทดลองอณุ หภมู ติ อ่ การทำงานของเอนไซม์
หลอดทดลองท่ี อุณหภมุ ิ ปรมิ าณฟองแกส๊ ทเี่ กิดข้นึ
1 ตำ่ กวา่ 10 oC +
2 อณุ หภมู ิหอ้ ง ++++++
3 45-60 oC ++
4 75-100 oC -
ตอนท่ี 2 ผลของpH ต่อการทำงานของเอนไซม์
หลอดทดลองท่ี ค่า pH ของสารละลาย ปรมิ าณฟองแก๊สทเี่ กดิ ขึ้น
โดยประมาณ
+
1 ~ 0.1 +
+++
2 ~ 0.1
3 ~ 1-2
4 ~ 6-7 +++++
5 ~ 11 +++
6 ~ 12-13 +
7 ~ 14 +
3.2 นักเรียนควรสรุปผลการทดลองได้ว่าอุณหภูมิและค่า pH มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของ
เอนไซม์คะตะเลสจากยสี ต์ ดงั นี
- ผลของอุณหภูมิต่อการทำงานของเอนไซม์คะตะเลสจากยีสต์ ทำงานได้ดีที่สุดที่อุณหภูมิ
ประมาณ อณุ หภูมหิ ้อง แตเ่ มือ่ อุณหภูมิสงู เกนิ 50 องศา การเรง่ ปฏกิ ิรยิ าสลาย HO2 จะเริ่มลดลงและอาจจะ
ไม่สามารถเรง่ ปฏกิ ิริยาได้เลย เม่อื ยีสตไ์ ด้รบั ความรอ้ นที่มอี ุณหภูมิสูงมากเกนิ ไป ในขณะทเ่ี มื่อมีอณุ หภูมติ ่ำกว่า
10 องศา เอนไซม์ คะตะเลสจากยสี ต์ จะเรง่ ปฏิกริ ิยาการสลาย H2O2 ได้ลดลง
- ผลของ pH ต่อการทางานของเอนไซมค์ ะตะเลสจากยีสต์ทางานไดด้ ีในช่วง pH 6-7 แต่เม่ือ
pH สูงข้นึ หรือต่ำกวา่ ช่วงดงั กลา่ วการเรง่ ปฏิกิริยาสลาย H2O2 จะเริ่มลดลง
3.3 ครูใหน้ ักเรียนอภปิ รายร่วมกนั เก่ยี วกบั วิธกี ารทดลองนี้ว่ามีปัจจัยใดบ้างทีอ่ าจทำให้ผลการทดลอง
คลาดเคลอ่ื นและควรแก้ไขอยา่ งไร ซ่งึ ปัจจยั ทีอ่ าจทำให้ผลการทดลองคลาดเคลอื่ นมดี ังนี้
- ปริมาณยีสต์ที่ใส่ลงในหลอดทดลองที่แตกต่างกัน ส่งผลให้เกิดความแตกต่างของปริมาณ
ฟองแกส๊ ดงั น้ัน จงึ ควรทาํ การทดลองซ้ำ 3 คร้ังเพ่อื ยนื ยันผลการทดลอง การตรวจวดั ผลการทดลองเป็นการ
สังเกตปรมิ าณฟองแก๊สท่เี กิดข้ึนซ่งึ การวดั โดยใช้การประมาณด้วย สายตาจึงอาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อน
ดังนั้นหากต้องการทราบปริมาณแกส๊ ที่ชดั เจนควรต้องมีวิธีการเก็บแก๊ส โดยแทนที่น้ำ เพื่อสามารถเห็นการ
เปล่ยี นแปลงและบันทึกผลเปน็ คา่ ตัวเลขทส่ี ามารถนำมาเปรยี บเทยี บกนั ไดอ้ ย่างชัดเจน
ขน้ั ท่ี 4 ขยายความรู้
4.1 หลังทํากจิ กรรมครูอาจใช้คำถามวา่ เพราะเหตุใดเอนไซม์คะตะเลสจงึ ไม่สามารถทํางานไดเ้ ม่ือมี
การเปล่ยี นแปลงของอุณหภูมิ หรือค่าpH เพอื่ ใหน้ ักเรียนสืบค้นขอ้ มูลและอภิปรายร่วมกนั ซ่ึงนักเรียนควรได้
ข้อสรุปว่า เอนไซม์แต่ละชนิดจะทำงานได้ดีในช่วงอุณหภูมิ และคา่ pH ทีเ่ หมาะสมหน่ึงๆ โดยหากเพ่มิ อุณหภูมิ
สงู เกิน กว่าอณุ หภมู ทิ เี่ หมาะสมจะทำให้เอนไซม์เสยี สภาพ หรอื หากเอนไซมอ์ ย่ใู นสภาพ pH ที่ไมเ่ หมาะสมจะ
ทำใหป้ ระจุ ของกรดอะมิโนของเอนไซมห์ รือแรงยึดเหนี่ยวภายในโครงสร้างของเอนไซม์เปล่ียนแปลงไปส่งผล
ตอ่ โครงสรา้ งและ สภาวะภายในบรเิ วณเร่งของเอนไซม์ การทาํ งานของเอนไซม์จงึ ลดลง
4.2 ครูยกตวั อย่างการนำเอนไซมไ์ ปใช้ประโยชนแ์ ละนำนกั เรียนสกู่ ารอภปิ รายถงึ ประโยชน์ของการนำ
เอนไซมไ์ ปใช้ในอุตสาหกรรมเอนไซม์ไปใชใ้ นอุตสาหกรรม
ข้นั ท่ี 5 ประเมนิ ผล
5.1 ครูใหน้ กั เรยี นตอบคำถามทา้ ยกจิ กรรม เพื่อตรวจสอบความเขา้ ใจในหนังสือเรยี น
- ในการทดลองตอนท่ี 1 และตอนท่ี 2 ตวั แปรต้น ตัวแปรตามตัวแปรควบคมุ คืออะไร
(ตัวแปรตน้ คืออุณหภมู ิและค่า pH ตัวแปรตามคือปริมาณฟองแกส๊ ทเี่ กิดขน้ึ และตวั แปรควบคมุ คือปรมิ าณของ
ยสี ต์ ขนาดของหลอดทดลอง และประมาณสารละลาย H2O2)
- หากต้องการใหผ้ ลการทดลองตอนที่ 1 และตอนท่ี 2 น่าเชื่อถอื ย่ิงขนึ้ จะมีวธิ ีการอยา่ งไร
1. ควบคุมความสะอาดของอปุ กรณ์
2. ควรทาํ การทดลอง อย่างนอ้ ย 3 ครั้งเพอื่ ป้องกนั การคลาดเคลื่อน
3. ควรมีการเก็บแก๊สโดยแทนที่น้ำ เพื่อได้ปริมาณแก๊สที่ชัดเจน มีความน่าเชื่อถือทาง
วิทยาศาสตรม์ ากขึน้
- จากผลการทดลองคะตะเลสทำงานได้ดีในชว่ งอณุ หภูมิ และคา่ pH เท่าใด (จากการทดลอง
คะตะเลสทำงานได้ดใี นอณุ หภมู หิ อ้ ง และในช่วงประมาณ pH 6-7)
- จากการทดลองอุณหภูมิ และค่า pH มีผลต่อการทำงานของเอนไซม์คะตะเลสในยีสต์
อย่างไร (จากการทดลองคะตะเลสทำงานได้ดีในอณุ หภูมิห้อง และในช่วงประมาณ pH 6-7 หากลดหรือเพม่ิ
อุณหภูมิ หรือ ทำให้ค่า pH เปลี่ยนแปลงจะส่งผลทำให้ความสามรถในการทำงานของคะตะเลสค่อยๆ ลดลง
และอาจไมส่ ามารถทำงานได้เลย เม่ืออณุ หภมู ิต่ำหรอื สูงเกนิ ไปหรอื มีค่า pH สูงหรอื ตำ่ เกินไป)
8. สอื่ อุปกรณ์แหล่งเรียนรู้
1. หนงั สอื เรยี นรายวชิ าเพิม่ เตมิ ชวี วิทยา เล่ม 1 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4
2. สมดุ บันทกึ ประสบการณ์/ตอบคำถาม
9. ภาระชิน้ งาน
- สบื ค้นข้อมูลจากใบความรู้ สือ่ และแหลง่ เรยี นรู้
- ตอบคําถามในแบบฝกึ หัด
- สมุดบันทกึ ประสบการณก์ ารเรยี นรู้
10. การวัดและประเมนิ ผล วิธีการประเมนิ เกณฑก์ ารประเมนิ
จุดประสงค์การเรยี นรู้
ตรวจจากสมดุ บนั ทกึ ผลการทดลอง
ด้านความรู้ (K)
1. อธบิ ายความหมายและประเภทของเมแทบอลิ ผา่ นเกณฑ์การ
ซมึ ประเมนิ ไมน่ ้อย
2. อธบิ ายกลไกการทำงานของเอนไซม์ในการเร่ง กวา่ ร้อยละ 70
ปฏิกิรยิ าเคมใี นส่งิ มชี วี ิต และการยบั ยั้งการทำงาน
ของเอนไซม์ สงั เกตในระหวา่ งทำการทดลอง
3. ระบุปจั จัยทีม่ ผี ลตอ่ การทำงานของเอนไซม์ และ
อธิบายผลของปัจจัยนน้ั ๆ ท่ีมีประสิทธิภาพต่อการ - สังเกตพฤตกิ รรมระหวา่ งเรยี นโดย
ทำงานของเอนไซม์ ใช้แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทำงาน
ทกั ษะกระบวนการ (P) กลุ่ม
4. นกั เรยี นสามารถทำการทดลองเรอื่ งเอนไซม์จาก
สิ่งมีชวี ติ ได้ (P)
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A)
5. นกั เรียนกระตอื รอื รน้ แสดงความคิดเห็นและ
ทำงานร่วมกบั เพ่ือนอยา่ งสรา้ งสรรค์
11. บันทกึ หลังสอน
ผลการจดั การเรียนรู้
1.1 ด้านความรู้ (K) ……………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
1.2 ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) …………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
1.3 ดา้ นคุณลักษณะ (A) …………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ปัญหาท่ีเกิดขึน้ ระหว่างการจดั การเรียนรู้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
วิธี/แนวทางการแก้ปัญหา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงช่อื ……………………………………………
(นางสาวณชิ ากร นามวงษา)
ครผู ้สู อน
ความคดิ เห็นของครพู ่ีเลย้ี ง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชอื่ ……………………………………………
(นางสานิต กรีเทพ)
ครูพ่ีเลย้ี ง
ความคิดเหน็ ของบรหิ ารวชิ าการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชอื่ ……………………………………………
(นางสายชล ดวงบุปผา )
ฝ่ายบริหารวิชาการ
ความคดิ เหน็ ของผบู้ ริหารสถานศกึ ษา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชื่อ……………………………………………
(……………………………………………)
ผูบ้ รหิ ารสถานศกึ ษา
ภาคผนวก
แบบประเมนิ คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
คำชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤตกิ รรมของนกั เรียนในระหวา่ งเรียนและนอกเวลาเรยี น แล้วขีด / ลงใน
ชอ่ งท่ีตรงกับระดบั คะแนน
ชอื่ .................................................................................ช้ัน.................เลขท่.ี ..............กลมุ่ ..............
คุณลักษณะอันพึง รายการประเมนิ ระดบั คะแนน
ประสงค์ 43 21
ปฏบิ ตั ติ ามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบยี บ ข้อบังคบั ของ
มีวินยั รบั ผิดชอบ ครอบครัวและโรงเรยี นตรงตอ่ เวลาในการปฏบิ ัตกิ จิ กรรมใน
ชวี ิตประจำวัน และรับผิดชอบในการทำงาน
ใฝ่เรยี นรู้ แสวงหาข้อมลู จากแหล่งการเรยี นรู้
มกี ารจดบันทึกความรูอ้ ยา่ งเป็นระบบ
มุ่งม่นั ในการทำงาน มคี วามตงั้ ใจและพยายามในการทำงานท่ไี ดร้ ับมอบหมาย
มีความอดทนและไมท่ ้อแท้ตอ่ อุปสรรคเพื่อใหง้ านสำเรจ็
ลงช่ือ………………………………………………………….. ผูป้ ระเมนิ
…………………/…………………../……………….
เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 4 คะแนน เกณฑ์การตดั สินคุณภาพ
เตรยี มปัดเรอื เพอื่ แสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ัตหิ รือแสดงพฤตกิ รรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ช่วงคะแนน ระดบั คุณภาพ
ปฏิบัตหิ รือแสดงพฤตกิ รรมบางครงั้ ให้ 1 คะแนน 12-10 ดมี าก
ปฏบิ ัติหรือแสดงพฤตกิ รรมนอ้ ยคร้งั
9-6 ดี
5-3 พอใช้
ต่ำกว่า 3 ปรบั ปรงุ
แผนการจดั การเรยี นรู้ 13
รายวิชาวทิ ยาศาสตร์เพ่มิ เติม (ชีววทิ ยา) รหัส ว30241 ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4
หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 3 เซลล์และการทำงานของเซลล์ จำนวน 18 ชั่วโมง
เรือ่ ง กล้องจุลทรรศน์ จำนวน 2 ชั่วโมง
สอนโดย นางสาวณิชากร นามวงษา ภาคเรยี นที่ 1/2565
1. ผลการเรียนรู้
บอกวิธีการและเตรยี มตวั อย่างส่งิ มีชีวติ เพอ่ื ศึกษาภายใตก้ ลอ้ งจุลทรรศนใ์ ชแ้ สง วัดขนาดโดยประมาณ
และวาด ภาพทป่ี รากฏภายใตก้ ลอ้ ง บอกวธิ ีการใช้ และการดูแลรักษากลอ้ งจลุ ทรรศนแ์ บบใช้แสงได้ถูกต้อง
2. จุดประสงคก์ ารจัดการเรยี นรู้
1. นกั เรยี นสามารถระบุสว่ นประกอบและหนา้ ท่ีของสว่ นประกอบของกลอ้ งจลุ ทรรศน์ใช้แสงได้ (K)
2. นกั เรยี นสามารถบอกวธิ กี ารใช้ และการดูแลรกั ษากล้องจลุ ทรรศนใ์ ชแ้ สงทีถ่ กู ตอ้ งได้ (K)
3. นักเรยี นสามารถบอกวิธกี ารเตรียมตัวอยา่ งสงิ่ มชี วี ติ เพ่อื ศกึ ษาภายใต้กล้องจุลทรรศน์ใชแ้ สงได้ (K)
4. นักเรยี นสามารถเตรยี มตวั อย่างส่ิงมชี วี ติ เพอื่ ศึกษาภายใต้กลอ้ งจลุ ทรรศนใ์ ช้แสงได้ (P)
5. นกั เรียนสามารถสังเกต วดั ขนาดโดยประมาณ และวาดภาพตวั อย่างสง่ิ มีชวี ติ ท่ีปรากฏภายใตก้ ลอ้ ง
จลุ ทรรศน์ใชแ้ สงเชงิ ประกอบได้ (P)
6. นกั เรียนกระตอื รือร้น แสดงความคดิ เห็นและทำงานร่วมกับเพ่ือนอย่างสรา้ งสรรค์ (A)
3. สาระสำคัญ
กล้องจลุ ทรรศน์ เปน็ เครอ่ื งมือทีช่ ่วยในการขยายภาพ ทำให้สามารถมองเห็นส่งิ มชี วี ิตขนาดเลก็ ๆ ได้
กล้องจุลทรรศน์มที ง้ั แบบใชแ้ สง และแบบอเิ ล็กตรอน การศกึ ษาเซลลด์ ้วยกลอ้ งจุลทรรศนอ์ ิเลก็ ตรอนจะเหน็
รายละเอียดของโครงสร้างของเซลล์ทศ่ี ึกษาไดม้ ากกว่ากล้องจลุ ทรรศน์ใช้แสง
4. สาระการเรยี นรู้
กล้องจลุ ทรรศน์ เปน็ เครอื่ งมอื ท่ีสำคัญทใ่ี ชศ้ ึกษาสงิ่ มีชวี ิตขนาดเลก็ และรายละเอียดโครงสรา้ งของ
เซลล์ ไมส่ ามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ซงึ่ เปน็ เครอ่ื งมอื ทชี่ ว่ ยขยายศกั ยภาพทางด้านการมองเห็นของมนษุ ย์
ไป ที่ พรอ้ มๆ กับความกา้ วหน้าทางด้านวทิ ยาศาสตร์ในหลายแขนง
5. สมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รียน
1. ความสามารถในการสอื่ สาร
2. ความสามารถในการคิดวิเคราะห์
- ทักษะในการคดิ วิเคราะห์
- ทักษะการคิดสร้างสรรค์
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา
4. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ
- กระบวนการทาํ งานกลุม่
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
6. คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1) มวี นิ ยั
2) ใฝ่เรยี นรู้
3) มงุ่ มน่ั ในการทำงาน
7. กิจกรรมการเรยี นรู้
ข้นั ที่ 1 สร้างความสนใจ
1.1 ครูนำเข้าสู่บทเรียนโดยใช้ภาพสาหร่ายหางกระรอก หรือสไปโรใจราจากภาพบทนำ โดยให้
นกั เรยี น สังเกตลกั ษณะภายนอกและร่วมอธบิ ายลกั ษณะภายนอกที่มองเหน็ ดว้ ยตาเปล่า และใชค้ ำถาม ดงั น้ี
- ถ้าต้องการเห็นนิวเคลียสหรือคลอโรพลาสต์ ของเซลล์สาหร่ายหางกระรอกจะต้องใช้
อุปกรณช์ นดิ ใด (กล้องจุลทรรศน์)
- การใช้กลอ้ งจุลทรรศนศ์ ึกษาสิง่ มีชวี ติ ให้ได้ประสทิ ธิภาพสูงสดุ ควรทำอยา่ งไร (คำตอบอาจมี
หลากหลาย ซ่ึงนักเรียนจะได้คำตอบหลังจากเรียนเรอื่ งกล้องจลุ ทรรศน์ และผ่านการทำกิจกรรม)
1.2 ครูใช้ภาพกล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสงคูก่ ับกลอ้ งจลุ ทรรศน์อิเล็กตรอนเพื่อนำเข้าสูบ่ ทเรยี น การ
จาํ แนกประเภทของกล้องจลุ ทรรศน์
1.3 ครูช้ใี ห้นักเรียนเห็นวา่ กลอ้ งจุลทรรศนแ์ บบใชแ้ สงยังแบง่ ออกเปน็ 2 ชนดิ คอื กล้องจุลทรรศน์ใช้
แสง เชิงประกอบ และกล้องจลุ ทรรศน์ใช้แสงแบบสเตอรโิ อ
1.4 ครนู ำเขา้ เรื่องส่วนประกอบของกล้องจุลทรรศน์ ใหน้ ักเรยี นศกึ ษาทบทวนเก่ียวกับส่วนประกอบ
และ หน้าที่จากนั้นสุ่มนักเรียนให้ออกมาหน้าห้องเรียนเพื่อชี้ส่วนประกอบพร้อมบอกหน้าที่ของกล้อง
จุลทรรศน์
กาํ ลงั ขยายของกลอ้ งจลุ ทรรศน์ = กำลงั ขยายของเลนส์ใกลต้ า x กำลงั ขยายของเลนสใ์ กล้วตั ถุ
ขัน้ ท่ี 2 สํารวจและคน้ หา
2.1 ครูใหน้ กั เรียนทำกิจกรรม ศกึ ษาสง่ิ มชี วี ิตด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง เพือ่ ให้เข้าใจวิธีการใช้
กลอ้ ง จลุ ทรรศน์ ศึกษาสิ่งมชี ีวิตใหไ้ ดป้ ระสทิ ธิภาพมากท่ีสุด
2.2 ครูให้นักเรียนทำกิจกรรม โดยครูสังเกตและแนะนำนักเรียน ทั้งขั้นตอนการเตรียมตัวอย่างและ
ขณะ ใช้กลอ้ งจลุ ทรรศน์
2.3 ใหน้ กั เรียนทำกิจกรรม ศึกษาสง่ิ มีชวี ติ โดยใชก้ ลอ้ งจุลทรรศน์ใชแ้ สงเชิงประกอบ พร้อมใหน้ ักเรียน
วาดภาพลายเสน้ ดว้ ยดนิ สอ ชีส้ ่วนประกอบต่างๆ ทสี่ งั เกตได้ บนั ทึกกำลงั ขยายของเลนส์ใกล้ตา เลนส์ใกล้วัตถุ
ข้นั 3 อธิบายและลงข้อสรปุ
3.1 ครูและนักเรียนร่วมกนั ตอบคำถามทา้ ยกิจกรรม ซงึ่ มีแนวคำตอบ ดงั น้ี
- ถ้าตอ้ งการใหภ้ าพท่อี ยู่มมุ บนดา้ นซา้ ยของภาพมาอยตู่ รงกลางจอภาพ จะปรับเล่ือนส่วนใด
ของกลอ้ ง และปรบั เลอื่ นอยา่ งไร (เลื่อนสไลด์ข้ึนดา้ นบนและและเล่อื นไปทางซ้าย หรือเลื่อนเลนสไ์ ปทางซ้าย
ก่อนแลว้ จงึ เลื่อนข้นึ ข้างบน)
- ถ้าวัตถุที่นำมาศึกษา มีความบางและใสมาก เช่น เซลล์เยื่อบุด้านในข้างแก้มที่ไม่ย้อม
สารละลายไอโอดีน เมื่อ ต้องการให้เหน็ วัตถุชัดเจนขึ้น ต้องปรับส่วนประกอบใดของกล้อง และปรับอย่างไร
(ปรับไดอะแฟรม โดยปรบั ให้ช่องของไดอะแฟรมแคบลง เพอ่ื ให้แสงเข้านอ้ ยลง)
3.2 ครูให้นักเรยี นศึกษาขั้นตอนการทำกิจกรรม การคำนวณหาขนาดของวัตถุ หรือขนาดภาพ จาก
กลอ้ ง จุลทรรศน์
3.3 ครูสาธิตวิธกี ารวางไม้บรรทัดพลาสตกิ โดยให้สเกลแรกของไม้บรรทัด ที่เห็นในจอภาพใหช้ ิดกับ
ขอบ ดา้ นซ้ายของจอภาพที่กำลงั ขยายของเลนส์ใกล้วตั ถุ 4X และ 10X และขนาดโดยประมาณของเซลล์เย่ือ
หอมหรือ เซลลส์ าหร่ายหางกระรอก ที่เห็นภายใต้กลอ้ งจุลทรรศน์
ขัน้ ท่ี 4 ขยายความรู้
4.1 ครใู ห้นกั เรียนเตรยี มสไลด์ถาวรโดยแนะนำวิธีการเก็บสไลด์ โดยใช้นำ้ ยาทาเล็บแบบเคลือบเงาใช้
ปา้ ย รอบกระจกปดิ สไลต์
4.2 ครูยกตวั อยา่ งภาพถ่ายจากกล้องจลุ ทรรศน์อเิ ลก็ ตรอน พร้อมให้ความรเู้ พมิ่ เตมิ เก่ียวกับประเภท
ของ กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภท คือกล้องจลุ ทรรศนอ์ เิ ล็กตรอนแบบส่องกราด SEM;
Scanning electron microscope และ กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน TEM; transmission
electron microscope
4.3 ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปประเดน็ สำคัญในการใช้กล้องจุลทรรศน์ใช้แสงศึกษาสิง่ มีชีวิตให้ได้
ประสทิ ธภิ าพสงู สุด ดงั นี้
- เลือกใชก้ ล้องจุลทรรศนแ์ บบใช้แสงไดต้ รงตามวัตถปุ ระสงคข์ องการศึกษาส่ิงมีชีวิต
- รู้จกั ส่วนประกอบของกลอ้ งจลุ ทรรศน์แบบใช้แสงและสามารถใชง้ านส่วนประกอบได้อย่าง
ถกู วธิ ี เพอ่ื ให้ไดภ้ าพชัด และเห็นรายละเอยี ดส่งิ มีชวี ิตได้มากทส่ี ุด
- เตรียมตัวอยา่ งสงิ่ มชี ีวิตเพื่อศกึ ษาภายใต้กลอ้ งจุลทรรศน์ใชแ้ สงไดอ้ ยา่ งถูกต้อง
- วาดภาพและวัดขนาดโดยประมาณจากตวั อย่างสง่ิ มีชีวิตภายใตก้ ล้องจุลทรรศนแ์ บบใช้แสง
- ดูแลและเกบ็ รกั ษากล้องจุลทรรศน์ ไดถ้ ูกวธิ ีเพอื่ การใชง้ านท่ยี าวนาน
ข้นั ที่ 5 ประเมนิ ผล
5.1 ครูใหน้ กั เรียนตอบคำถามท้ายกจิ กรรม เพอ่ื ตรวจสอบความเข้าใจในหนงั สือเรยี น
- เมื่อนำสาหร่ายหางกระรอกไปศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์ ทมี่ ีขนาดเสน้ ผ่านศูนย์กลางของ
จอภาพประมาณ 1,600 ไมโครเมตร พบเซลล์สาหร่ายหางกระรอกเรียงตอ่ กนั ตามยาว 8 เชลล์ ความยาวของ
เชลลส์ าหร่ายหาง กระรอก 1 เชลล์จะเทา่ กบั กี่มิลลิเมตร จงแสดงวิธคี ำนวณ (ความยาวของเซลลส์ าหร่ายหาง
กระรอก 1 เซลลจ์ ะเท่ากบั 0.2 มลิ ลิเมตร)
- กล้องจุลทรรศน์มีกำลังขยาย 40 เท่าเม่ือใช้ไม้บรรทัดวัดเสน้ ผา่ นศูนยก์ ลางของจอภาพได้
3.75 มิลลิเมตร เม่ือ กำลังขยายของกลอ้ งเปลี่ยนเป็น 100 เท่า และ 400 เทา่ เส้นผา่ นศนู ย์กลางของจอภาพ
จะเท่ากับไมโครเมตร (เมื่อกำลังขยายของกล้องเปลี่ยนเป็น 100 เท่า เส้นเส้นผ่านศูนย์กลางของจอภาพจะ
เท่ากับ 1,500 ไมโครเมตร และเมื่อกำลังขยายของกล้องเปลี่ยนเป็น 400 เท่า เส้นเส้นผ่านศูนย์กลางของ
จอภาพจะเทา่ กับ 375 ไมโครเมตร)
- ถา้ พารามเี ซยี มมขี นาดความยาว 100 ไมโครเมตร เมอ่ื นำไปศึกษาด้วยกลอ้ งจุลทรรศน์ท่ีมี
เลนส์ใกล้ตา กําลังขยาย 10X และเลนส์ใกล้วัตถุกำลังขยาย 90X จะเห็นพารามีเซียมมีความยาวกี่เทา่ ของ
ขนาดจรงิ และภาพ ของพารามเี ซยี มมีขนาดก่ีเซนติเมตร (ภาพพารามเี ซยี มมีความยาวเปน็ 100 เทา่ ของขนาด
จรงิ และภาพของพารามเี ซียมมคี วามยาวเทา่ กับ 1 เซนติเมตร)
- ถ้าวัตถุมีความยาว 4 ไมโครเมตร เมื่อนำมาศึกษาภายใต้กล้องจุลทรรศน์ จะมีความยาว
ประมาณ 4 มลิ ลิเมตร กล้องนี้มีกำลังขยายเทา่ ใด (กลอ้ งน้มี กี ำลังขยาย 1,000 เทา่ )
8. สอ่ื อุปกรณ์แหลง่ เรยี นรู้
1. หนังสอื เรยี นรายวชิ าเพิ่มเติม ชวี วิทยา เลม่ 1 ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4
2. สมดุ บันทึกประสบการณ/์ ตอบคำถาม
3. สื่อนำเสนอ เรือ่ ง กลอ้ งจุลทรรศน์
4. กล้องจุลทรรศน์ใช้แสงเชงิ ประกอบ
9. ภาระช้ินงาน
- สบื ค้นข้อมูลจากใบความรู้ สือ่ และแหล่งเรียนรู้
- ตอบคําถามในแบบฝึกหดั
- กจิ กรรม ศึกษาสง่ิ มีชวี ติ ภายใต้กลอ้ งจลุ ทรรศน์
- สมดุ บนั ทกึ ประสบการณก์ ารเรียนรู้
- ตัวอยา่ งสิ่งมีชีวติ สไลด์ถาวร 1 ชนิ้ /คน
10. การวดั และประเมินผล
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ วธิ ีการประเมิน เกณฑก์ ารประเมิน
ด้านความรู้ (K) ตรวจจากสมุดบันทกึ ผลการทดลอง ผา่ นเกณฑ์การ
ประเมินไมน่ ้อย
1. นักเรียนสามารถระบุส่วนประกอบและหน้าท่ีของ กว่ารอ้ ยละ 70
ส่วนประกอบของกล้องจลุ ทรรศนใ์ ช้แสงได้
2. นักเรียนสามารถบอกวิธีการใช้ และการดแู ลรกั ษา
กล้องจุลทรรศนใ์ ช้แสงทถี่ กู ตอ้ งได้
3. นกั เรยี นสามารถบอกวิธกี ารเตรยี มตัวอย่าง
สิ่งมีชีวิตเพื่อศกึ ษาภายใต้กลอ้ งจุลทรรศน์ใช้แสงได้
ทกั ษะกระบวนการ (P) สังเกตในระหว่างทำการทดลอง
4. นกั เรียนสามารถเตรียมตวั อยา่ งส่ิงมีชีวิตเพอ่ื
ศกึ ษาภายใตก้ ลอ้ งจุลทรรศน์ใชแ้ สงได้
5. นกั เรยี นสามารถสังเกต วัดขนาดโดยประมาณ
และวาดภาพตัวอย่างส่ิงมีชวี ิตที่ปรากฏภายใตก้ ล้อง
จลุ ทรรศน์ใช้แสงเชงิ ประกอบได้
คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (A) - สงั เกตพฤติกรรมระหว่างเรยี นโดย
6. นักเรียนกระตอื รอื รน้ แสดงความคดิ เห็นและ ใช้แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงาน
ทำงานร่วมกับเพอ่ื นอย่างสรา้ งสรรค์ กลุ่ม
11. บันทกึ หลังสอน
ผลการจดั การเรียนรู้
1.1 ด้านความรู้ (K) ……………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
1.2 ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) …………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
1.3 ดา้ นคุณลักษณะ (A) …………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ปัญหาท่ีเกิดขึน้ ระหว่างการจดั การเรียนรู้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
วิธี/แนวทางการแก้ปัญหา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชื่อ……………………………………………
(นางสาวณชิ ากร นามวงษา)
ครผู ู้สอน
ความคดิ เห็นของครพู ่ีเลย้ี ง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชอื่ ……………………………………………
(นางสานติ กรเี ทพ)
ครพู ่ีเลยี้ ง
ความคิดเหน็ ของบริหารวิชาการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชือ่ ……………………………………………
(นางสายชล ดวงบุปผา )
ฝ่ายบรหิ ารวชิ าการ
ความคดิ เหน็ ของผบู้ รหิ ารสถานศึกษา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชือ่ ……………………………………………
(……………………………………………)
ผู้บริหารสถานศึกษา
ภาคผนวก
แบบประเมนิ คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
คำชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤตกิ รรมของนกั เรียนในระหวา่ งเรียนและนอกเวลาเรยี น แล้วขีด / ลงใน
ชอ่ งท่ีตรงกับระดบั คะแนน
ชอื่ .................................................................................ช้ัน.................เลขท่.ี ..............กลมุ่ ..............
คุณลักษณะอันพึง รายการประเมนิ ระดบั คะแนน
ประสงค์ 43 21
ปฏบิ ตั ติ ามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบยี บ ข้อบังคบั ของ
มีวินยั รบั ผิดชอบ ครอบครัวและโรงเรยี นตรงตอ่ เวลาในการปฏบิ ัตกิ จิ กรรมใน
ชวี ิตประจำวัน และรับผิดชอบในการทำงาน
ใฝ่เรยี นรู้ แสวงหาข้อมลู จากแหล่งการเรยี นรู้
มกี ารจดบันทึกความรูอ้ ยา่ งเป็นระบบ
มุ่งม่นั ในการทำงาน มคี วามตงั้ ใจและพยายามในการทำงานท่ไี ดร้ ับมอบหมาย
มีความอดทนและไมท่ ้อแท้ตอ่ อุปสรรคเพื่อใหง้ านสำเรจ็
ลงช่ือ………………………………………………………….. ผูป้ ระเมนิ
…………………/…………………../……………….
เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 4 คะแนน เกณฑ์การตดั สนิ คุณภาพ
เตรยี มปัดเรอื เพอื่ แสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ัตหิ รือแสดงพฤตกิ รรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ช่วงคะแนน ระดบั คุณภาพ
ปฏิบัตหิ รือแสดงพฤตกิ รรมบางครงั้ ให้ 1 คะแนน 12-10 ดมี าก
ปฏบิ ัติหรือแสดงพฤตกิ รรมนอ้ ยคร้งั
9-6 ดี
5-3 พอใช้
ต่ำกว่า 3 ปรบั ปรงุ
แผนการจัดการเรยี นรู้ 14
รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์เพิ่มเตมิ (ชวี วทิ ยา) รหัส ว30241 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4
หน่วยการเรยี นรู้ที่ 3 เซลล์และการทำงานของเซลล์ จำนวน 18 ชัว่ โมง
เร่อื ง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ จำนวน 2 ชัว่ โมง
สอนโดย นางสาวณิชากร นามวงษา ภาคเรยี นท่ี 1/2565
1. ผลการเรยี นรู้
อธิบายโครงสร้างและหน้าที่ของส่วนที่ห่อหุ้มเซลล์ของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ สืบค้นข้อมูล อธิบาย
และระบชุ นดิ และหน้าที่ของออร์แกเนลล์ อธบิ ายโครงสร้างและหน้าทีข่ องนวิ เคลยี ส
2. จดุ ประสงค์การจดั การเรียนรู้
1. นักเรยี นสามารถอธิบายโครงสรา้ ง และบอกหน้าท่ีสว่ นท่ีหอ่ ห้มุ เซลลพ์ ืชและเซลลส์ ตั ว์ได้ (K)
2. นักเรียนสามารถสบื ค้นขอ้ มลู อธบิ าย และระบชุ นิดและหน้าทีข่ องออร์แกเนลล์ได้ (K)
3. นกั เรยี นสามารถอธบิ ายโครงสรา้ งและหน้าทข่ี องนวิ เคลยี สได้ (K)
4. นักเรยี นสามารถบนั ทึกส่งิ ทไ่ี ดจ้ ากการสังเกต และช้สี ่วนตา่ งๆของโครงสร้างเซลล์ได้ (P)
5. นกั เรยี นสามารถเปรียบเทียบรปู รา่ ง ลกั ษณะ ขนาดและโครงสร้างภายในของเชลลพ์ ชื เชลล์สตั ว์
และสิง่ มีชีวติ เซลล์เดียวได้ (P)
6. นักเรยี นสามารถเขยี นผังมโนทัศนส์ รปุ โครงสร้างของเชลลพ์ ชื และเซลลส์ ัตว์ได้ (P)
7. นักเรยี นกระตอื รอื ร้น แสดงความคดิ เห็นและทำงานร่วมกบั เพ่ือนอย่างสร้างสรรค์ได้ (A)
3. สาระสำคญั
เซลลเ์ ปน็ หน่วยพนื้ ฐานที่เลก็ ท่ีสดุ ของสง่ิ มีชีวิต โครงสรา้ งพ้ืนฐานของเซลลป์ ระกอบด้วยสว่ นท่ีห่อหมุ้
เซลล์ ไซโทพลาสซมึ และนิวเคลยี ส เซลล์ท่วั ๆไปมีขนาด รูปร่างแตกต่างกนั เซลลข์ องสง่ิ มชี ีวิตทม่ี ขี นาดเล็ก
มากมองไม่ เห็นด้วยตาเปล่า จึงตอ้ งอาศัยกลอ้ งจุลทรรศน์ ชว่ ยในการศกึ ษารายละเอียดต่างๆ ของโครงสรา้ ง
ของเซลล์ท่ีทำ หนา้ ที่แตกต่างกนั
4. สาระการเรียนรู้
ส่ิงมีชีวิตแต่ละชนิดต่างประกอบดว้ ยเซลล์ (Cell) ซ่งึ เปน็ หน่วยย่อยพนื้ ฐานท่ีเล็กที่สดุ ของสง่ิ มชี ีวติ
อยา่ งไรกต็ ามพบวา่ เซลลข์ องสง่ิ มชี วี ิตแตล่ ะชนิดตา่ งกม็ ลี กั ษณะเฉพาะตัวแตกต่างกันบางประการขึน้ อยู่กบั
หนา้ ท่ี และชนิดของส่ิงมีชีวติ เหล่านั้นการศกึ ษาโครงสร้าง หน้าท่ีของเซลล์ รวมทง้ั ออรแ์ กเนลล์ตา่ งๆภายใน
เซลล์ นอกจากจำให้มนุษยม์ ีความรคู้ วามเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างพืน้ ฐานของสิ่งมีชีวติ แลว้ ยงั สามารถนำความรู้
ไปใช้ประโยชนด์ ้านต่างๆ ไดอ้ ย่างกว้างขวางอีกดว้ ย
5. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
1. ความสามารถในการส่ือสาร
2. ความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์
- ทักษะในการคิดวเิ คราะห์
- ทกั ษะการคดิ สรา้ งสรรค์
3. ความสามารถในการแก้ปญั หา
4. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชวี ิต
- กระบวนการทํางานกลุม่
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
6. คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
1) มวี นิ ัย
2) ใฝเ่ รยี นรู้
3) มุง่ มัน่ ในการทำงาน
7. กิจกรรมการเรียนรู้
ขนั้ ที่ 1 สรา้ งความสนใจ
1.1 ครูนำเข้าส่บู ทเรยี นโดยอาจใช้คำถาม ดงั น้ี
- เม่ือศกึ ษาเซลลข์ องส่ิงมชี วี ิตด้วยกลอ้ งจุลทรรศน์ใช้แสง นักเรยี นเหน็ โครงสรา้ งใดของเซลล์
บา้ ง (ผนังเซลล์ เยอื่ หมุ้ เซลล์ แวควิ โอล ไซโทพลาซึม นิวเคลียส คลอโรพลาสต)์
- นกั เรยี นคดิ วา่ การใชก้ ล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบสอ่ งผ่าน ศึกษาเซลลข์ องสง่ิ มีชีวิต ผล
การศึกษาเป็นอย่างไร (อาจพบโครงสร้างอื่นเพิ่มขึ้น และเห็นรายละเอียดของโครงสร้างที่เห็นได้ด้วยกล้อง
จลุ ทรรศน์ใช้แสงมากขึ้น)
1.2 ครูทบทวนเกีย่ วกบั การจัดระบบภายในของส่ิงมีชีวติ หลายเซลล์ของพืช และสัตว์โดยใช้รปู ภาพ
โพรทสิ ต์ เซลล์เดียว เช่น พารามเี ซียม ตัวอย่างเซลลย์ คู ารโิ อต แลว้ ใช้คำถามเพ่มิ เตมิ ดงั นี้
-จากภาพโพรทิสต์เซลล์เดียว โครงสร้างของเซลล์สามารถแบ่งออกเป็นส่วน อะไรบ้าง (ครู
และนักเรียนร่วมกนั อภิปรายแล้วสรุปว่า เซลล์เป็นพ้ืนฐานของส่ิงมีชีวิตทุกชนดิ เพราะเซลล์เป็นหน่วยที่เลก็
ทีส่ ดุ ประกอบด้วยโครงสร้างภายในเซลล์ที่ทำงานร่วมกนั โดยมีโครงสร้างพน้ื ฐานแบง่ ออกเป็น 3 ส่วน คือส่วน
ท่ี หอ่ หมุ้ เซลล์ ไซโทพลาซึม และนวิ เคลยี ส)
ขน้ั ท่ี 2 สาํ รวจและค้นหา
2.1 ครูให้นักเรยี นศึกษาภาพแสดงรปู ร่าง ลักษณะ และโครงสรา้ งของเซลล์สาหร่ายสไปโรไจรา แล้ว
ให้ นกั เรียนรว่ มกันอภปิ ราย โดยมีแนวคําถาม ดังนี้
- จากภาพส่วนใดบ้างท่เี ป็นส่วนหอ่ หมุ้ เซลล์
- ส่วนที่ห่อหุม้ เซลลใ์ ดทไ่ี ม่สามารถเห็นได้จากภาพท่เี หน็ เต็มเซลล์ (จากการอภปิ รายนักเรียน
ควรสรุปไดว้ า่ สว่ นท่หี ่อหุ้มเซลล์คอื ส่วนของผนงั เซลล์ และเยอื่ หุ้มเซลลโ์ ดยครูอาจ ใช้ภาพโพรติสท์ หรือพืชที่
ไซโทพลาซึมหดตัวอธิบายเพิม่ เตมิ ว่า เหตุผลที่มองไม่เห็นเยือ่ หุม้ เซลล์เป็นเพราะอยู่ ชดิ กบั ผนังเซลล์มาก แต่
หากตอ้ งการเห็นเย่ือหุ้มเซลล์ก็ทำได้โดยใสส่ ารละลายท่มี ีความเข้มข้นมากกว่า สารละลายภายในเซลล์ ทำให้
เซลลส์ ญู เสียน้ำออกภายนอกเซลล์ เป็นผลใหไ้ ซโทพลาซึมหดตัวและสามารถ มองเห็นช้ันเย่อื หมุ้ เซลลแ์ ยกออก
จากผนังเซลลไ์ ดช้ ัดเจน)
2.2 ครูให้นักเรียนศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับส่วนที่ห่อหุ้มเซลล์ แล้วร่วมกันอภิปรายโดยใช้คำถาม ดังนี้ -
สว่ นทหี่ ่อหมุ้ เซลล์ใดทพ่ี บในเซลลท์ ุกชนิด (เยือ่ หมุ้ เซลล)์
- สว่ นท่ีหอ่ หุ้มเซลลใ์ ดท่ีพบในเซลลพ์ ืช (ผนังเซลล์)
- ส่วนท่ีหอ่ หุ้มเซลลท์ พ่ี บในเซลล์พืชมีการจัดเรียงอย่างไร (มีผนังเซลล์หุ้มอยู่ด้านนอกสุดถัด
เข้ามาเป็นช้ันเยอื่ หมุ้ เซลล)์
2.3 ครูให้นักเรียนศึกษา สืบค้นเกี่ยวกับโครงสร้างหลักของเยื่อหุ้มเซลล์ซึ่งประกอบด้วยลิขิต และ
โปรตีน นอกจากน้ยี งั พบคาร์โบไฮเดรต ครเู ชอื่ มโยงถงึ การจัดเรยี งตัวขององค์ประกอบเย่ือห้มุ เซลล์ แบบฟลูอิด
โมเซอิก โมเดล
ข้นั 3 อธิบายและลงข้อสรปุ
3.1 ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับลิพิดที่เป็นโครงสร้างหลักของเยื่อหุ้มเซลล์ คือ
ฟอสโฟลิพิด เรียงตัวกัน 2 ชั้น ครูอาจชี้ตำแหน่งของคอเลสเตอรอลที่แทรกอยู่ระหว่างส่วนหางของฟอสโฟ
ลิพดิ ซึง่ คอเลสเตอรอลมสี ว่ นชว่ ยรกั ษาสภาพความเหลวของเยอ่ื หมุ้ เซลล์ใหส้ มดุล
3.2 ครูให้นักเรียนศึกษาเกี่ยวกับโปรตีนที่พบในเยื่อหุ้มเซลล์ ซึ่งแสดงโครงสร้างเยื่อหุ้มเซลล์แบบ
ฟลอู ดิ โมเซอิกโมเดล และใหน้ กั เรียนร่วมกันอภิปรายโดยมแี นวคำถาม ดงั นี้
- โปรตนี อยูบ่ ริเวณใดของเย่อื หุ้มเซลล์
- โปรตีนชนิดใดบา้ งท่ีพบไดใ้ นเย่อื หุ้มเซลล์ และแต่ละชนดิ ทำหน้าทอ่ี ย่างไร จากการอภปิ ราย
นกั เรยี นควรอธบิ าย ได้ว่าโปรตีนที่เปน็ โครงสรา้ งของเย่ือหุม้ เซลล์ อาจแทรกระหวา่ งฟอสโฟลิพดิ ทง้ั 2 ชนั้ หรือ
อยู่ที่ผิวดา้ นใดด้านหนึ่งหรือแทรกบางส่วนของฟอสโฟลิพิด โปรตีนที่อาจพบได้ในเยื่อหุม้ เซลล์ได้แก่ โปรตีน
ลำเลยี ง transport protein โปรตีนตัวรับ receptor protein โปรตนี เอนไซม์ enzymatic protein)
3.3 ครใู หน้ ักเรยี นสรุปรายละเอียดเกี่ยวกบั โครงสรา้ งของเซลล์ (อาจวาดภาพประกอบ) ลกั ษณะ และ
หน้าท่ขี อง โครงสรา้ งเซลล์ โดยมคี รเู พมิ่ เตมิ เนอื้ หาใสสว่ นทข่ี าดหาย ให้เนื้อหาครบคลมุ ดงั น้ี
1.cell membrane (เย่ือหมุ้ เซลล)์ เป็นเยื่อเลอื กผา่ น มหี นา้ ท่ใี นสารบางชนิดผ่านเข้าออก
2.cell wall ผนังเซลล์) มีหน้าที่ เพม่ิ ความแขง็ แรงให้แกเ่ ซลล์ และทำให้เซลล์คงรปู
3 nucleus (นิวเคลียส) มหี น้าที่ ควบคุมการทำงานของเซลล์ทั้งหมด
4.nuclear membrane (เยื่อหุ้มนวิ เคลียส) มีหน้าที่ ให้สารผ่านเข้าออกระหว่างนิวเคลียส
และไซโทพลาสซึม
5.nucleolus (นวิ คลีโอลัส) ทำหน้าท่ีสร้าง RNA และ risosome 6.chromatin (ใครมาติน)
เป็นสายพนั ธกุ รรม ประกอบด้วย DNA พันรอบ Protein histone เมอ่ื หดตวั จะกลายเปน็ โครโมโซม
7. nuclear pore มหี น้าท่ี ใหส้ ารผ่านเข้าออกระหวา่ งนวิ เคลยี สและไซโทพลาสซมึ
8. cytoplasm อยรู่ ะหว่างเย่ือหุม้ เซลล์และนิวเคลยี ส มีทงั้ ท่เี ปน็ ของแข็ง (organelle) และ
ของเหลว(cytosol)
9. cytosol เป็นของเหลวภายในเซลล์
10.RER เป็น endoplasmic ชนดิ ผิวขรขุ ระ ทำหนา้ ท่สี รา้ งโปรตีนสง่ ออกไปใช้นอกเซลล์ พบ
มากในตบั อ่อน กระเพาะอาหาร
11.SER เป็น endoplasmic ชนิดผิวเรียบ ทำหน้าที่สร้างไขมัน กำจัดสารพิษ กระตุ้นการ
ทำงานของเซลล์กลา้ มเนือ้ พบมาก ในตับ อณั ฑะ รงั ไข่ ตอ่ หมวกไตช้นั นอก
12.lysosome ทาํ หนา้ ทยี่ ่อยอาหาร ยอ่ ยเชอื้ โรค ยอ่ ยเซลล์ตวั เองหรอื เซลลท์ ี่ตายแล้ว
13 peroxisome ภายในบรรจุน้ำย่อยที่ชื่อว่า oxidative enzyme ที่ช่วยย่อย hydrogen
peroxide ซ่งึ เปน็ สารพษิ ท่ีเป็น อันตรายตอ่ รา่ งกายให้กลายเป็นนำ้ และออกซเิ จน
14.vacuole คือ vesicle ขนาดใหญ่ บรรจสุ ารต่างชนิดกนั
-food vacuole บรรจุอาหาร
-contractile vacuole ช่วยควบคุมสมดุลของน้ำภายในเซลล์
-sap vacuole พบในเซลล์พืช ทำหน้าที่สะสมน้ำ อาหาร และสารต่างๆ โดยเมื่อเซลล์
พืชแกแ่ ล้วจะมี sap vacuole ขนาดใหญข่ ึ้น เรยี กวา่ central vacuole
15. tonoplasty central vacuole
16.mitochondria เป็นแหลง่ ผลติ สารพลังงานสูง (ATP)
17.chloroplast พบในเซลลพ์ ชื ทําหนา้ ทีส่ ังเคราะห์แสง
18.ribosome ทาํ หน้าท่ีสร้างโปรตนี สำหรับใช้ในเซลล์
19.centriole ช่วยในการเคลื่อนที่ของโครโมโซมและแยกโครมาทดิ ออกจากกนั ในการแบ่ง
เซลล์
20.cytoskeleton ทำหน้าทค่ี ำ้ จุนเซลล์และชว่ ยในการเคลือ่ นท่ขี องเซลล์
ขน้ั ที่ 4 ขยายความรู้
4.1 ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับออร์แกเนลล์ต่างๆ ที่เป็นส่วนประกอบภายในเซลล์ เช่น เอนโดพ
ลาสมิกเร ตคิ วิ ลัมไรโบโซม กอลจคิ อมเพล็กซ์ ไลโซโซม แวควิ โอล ไมโทคอนเดรยี พลาสตดิ เพอรอกซิโซม เซ
นทริโอลไซโท ชอล ไซโทสเกเลตอน นวิ คลยี ส เป็นต้น
ขนั้ ท่ี 5 ประเมนิ ผล
5.1 ครูใหน้ ักเรียนตอบคําถาม เพือ่ ตรวจสอบความเข้าใจในหนังสือเรียน
- ถ้าในเซลล์ไม่มีเอนโดพลาสมิกเรติคูลัม จะมผี ลอยา่ งไร (ถ้าในเซลลไ์ มม่ เี อนโดพลาสมิกเรติ
คูลมั จะมผี ลคอื หากไมม่ ี RER เซลลจ์ ะไมม่ ีการสังเคราะห์โปรตีน สำหรับการ สง่ ออกนอกเซลล์ และโปรตีนที่
เป็นองคป์ ระกอบของเยอ่ื หุม้ เซลล์ ถา้ ในเซลล์ไม่มี SER เซลลจ์ ะไมส่ ามารถ สงั เคราะหล์ พิ ิดท่ีเปน็ องค์ประกอบ
ของเยอื่ หุ้มเซลล์ หรือฮอรโ์ มน เปน็ ต้น และไมส่ ามารถกำจดั สารพิษได้)
- เพราะเหตใุ ดเซลล์ตบั , เซลล์กลา้ มเนอื้ โครงรา่ งจงึ พบเอนโดพลาสมิกเรติคิวลมั แบบผิวเรียบ
มากกว่าเซลล์ผิวหนงั (เพราะ SER ในเซลล์ตับทำหนา้ ที่ทำลายสารพษิ ในขณะท่ี SER ของเซลลก์ ลา้ มเน้อื โครง
ร่างทำหน้าท่เี กบ็ แคลเซยี มไอออน เพื่อใชใ้ นการหดตวั ของเซลล์กล้ามเน้อื )
- เพราะเหตุใดนิวเคลยี สจึงเป็นศูนยก์ ลางควบคุมการทำงานของเซลล์ (เพราะในนิวเคลียสมี
สารพนั ธกุ รรมที่เป็นตัวกำหนดการสร้างโปรตีนทีส่ ง่ ผลต่อการทำงานตา่ งๆของเซลล์)
5.2 ครูทดสอบนกั เรยี นเกี่ยวกับโครงสร้าง องค์ประกอบภายในเซลล์ และหน้าทีโ่ ดยใช้ application
Plicker
8. สือ่ อปุ กรณ์แหลง่ เรยี นรู้
1. หนังสอื เรียนรายวชิ าเพม่ิ เตมิ ชีววิทยา เลม่ 1 ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 4
2. สมดุ บันทึกประสบการณ์/ตอบคำถาม
3. สอื่ นำเสนอ เรอ่ื ง โครงสร้างเซลล์และหนา้ ทข่ี องเซลล์
4. application Plicker
9. ภาระชน้ิ งาน
- สืบคน้ ขอ้ มลู จากใบความรู้ สื่อ และแหลง่ เรยี นรู้
- ตอบคําถามในแบบฝึกหัด
- กจิ กรรม ศึกษาคน้ คว้า เก่ียวกบั โครงสร้าง ออรแ์ กเนลล์และหนา้ ทขี่ องออรแ์ กเนลล์ภายในเซลล์
- สมุดบันทึกประสบการณ์การเรียนรู้
- โมเดลโครงสรา้ งของเซลล์ 6 ชิ้น
10. การวัดและประเมนิ ผล วิธกี ารประเมนิ เกณฑก์ ารประเมนิ
จุดประสงค์การเรยี นรู้ - ตรวจจากสมดุ บันทึก
- ตรวจจากการตอบคำถามใน
ดา้ นความรู้ (K) แบบฝกึ หดั
1. นักเรียนสามารถอธบิ ายโครงสร้าง และบอก
หนา้ ทส่ี ่วนท่ีหอ่ หุ้มเซลลพ์ ชื และเซลล์สัตว์ได้
2. นกั เรียนสามารถสบื ค้นขอ้ มูล อธิบาย และระบุ
ชนิดและหน้าท่ขี องออร์แกเนลล์ได้
3. นกั เรียนสามารถอธบิ ายโครงสร้างและหนา้ ทข่ี อง
นวิ เคลยี สได้
ทกั ษะกระบวนการ (P) - ตรวจจากชน้ิ งาน ผ่านเกณฑก์ าร
ประเมินไมน่ ้อย
4. นักเรียนสามารถบันทึกสิ่งทไ่ี ดจ้ ากการสงั เกต และ - สังเกตพฤติกรรมระหวา่ งการทำ กวา่ ร้อยละ 70
ช้สี ว่ นตา่ งๆของโครงสร้างเซลล์ได้ กิจกรรม
5. นักเรียนสามารถเปรยี บเทยี บรูปรา่ ง ลกั ษณะ
ขนาดและโครงสร้างภายในของเชลลพ์ ืช เชลล์สัตว์
และสิ่งมชี วี ิตเซลลเ์ ดยี วได้
6. นกั เรยี นสามารถเขยี นผงั มโนทัศน์สรปุ โครงสร้าง
ของเชลลพ์ ชื และเซลล์สตั ว์ได้
คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ (A) - สงั เกตพฤตกิ รรมระหวา่ งเรยี นโดย
7. นกั เรยี นกระตอื รอื ร้น แสดงความคดิ เหน็ และ ใช้แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงาน
ทำงานร่วมกบั เพอื่ นอยา่ งสร้างสรรค์ กลมุ่
11. บนั ทกึ หลังสอน
ผลการจัดการเรียนรู้
1.1 ด้านความรู้ (K) ……………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
1.2 ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P) …………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
1.3 ด้านคุณลักษณะ (A) …………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ปัญหาทเ่ี กดิ ข้ึนระหวา่ งการจัดการเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
วิธี/แนวทางการแก้ปัญหา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชือ่ ……………………………………………
(นางสาวณชิ ากร นามวงษา)
ครูผสู้ อน
ความคิดเหน็ ของครพู ่เี ลย้ี ง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชือ่ ……………………………………………
(นางสานิต กรีเทพ)
ครพู ่ีเล้ียง
ความคิดเหน็ ของบรหิ ารวชิ าการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชอื่ ……………………………………………
(นางสายชล ดวงบุปผา )
ฝ่ายบริหารวิชาการ
ความคดิ เหน็ ของผบู้ ริหารสถานศกึ ษา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชื่อ……………………………………………
(……………………………………………)
ผูบ้ รหิ ารสถานศกึ ษา
ภาคผนวก
แบบประเมนิ คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
คำชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤตกิ รรมของนกั เรียนในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แล้วขีด / ลงใน
ชอ่ งท่ีตรงกับระดบั คะแนน
ชอื่ .................................................................................ชัน้ .................เลขท่.ี ..............กลมุ่ ..............
คุณลักษณะอันพึง รายการประเมนิ ระดบั คะแนน
ประสงค์ 43 21
ปฏบิ ตั ติ ามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบยี บ ขอ้ บังคบั ของ
มีวินยั รบั ผิดชอบ ครอบครัวและโรงเรยี นตรงตอ่ เวลาในการปฏิบัตกิ จิ กรรมใน
ชวี ิตประจำวัน และรับผิดชอบในการทำงาน
ใฝ่เรยี นรู้ แสวงหาข้อมลู จากแหล่งการเรยี นรู้
มกี ารจดบันทึกความรูอ้ ยา่ งเป็นระบบ
มุ่งม่นั ในการทำงาน มคี วามตงั้ ใจและพยายามในการทำงานที่ได้รับมอบหมาย
มีความอดทนและไมท่ ้อแท้ตอ่ อุปสรรคเพื่อใหง้ านสำเรจ็
ลงช่ือ………………………………………………………….. ผูป้ ระเมนิ
…………………/…………………../……………….
เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 4 คะแนน เกณฑ์การตดั สนิ คุณภาพ
เตรยี มปัดเรอื เพอื่ แสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ัตหิ รือแสดงพฤตกิ รรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ช่วงคะแนน ระดบั คุณภาพ
ปฏิบัตหิ รือแสดงพฤตกิ รรมบางครงั้ ให้ 1 คะแนน 12-10 ดมี าก
ปฏบิ ัติหรือแสดงพฤตกิ รรมนอ้ ยคร้งั
9-6 ดี
5-3 พอใช้
ต่ำกว่า 3 ปรบั ปรงุ
แผนการจดั การเรียนรู้ 15
รายวชิ าวิทยาศาสตร์เพมิ่ เตมิ (ชวี วิทยา) รหัส ว30241 ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 4
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 3 เซลลแ์ ละการทำงานของเซลล์ จำนวน 18 ช่ัวโมง
เรื่อง การลำเลียงสารเข้าออกเซลล์ จำนวน 2 ชว่ั โมง
สอนโดย นางสาวณชิ ากร นามวงษา ภาคเรียนท่ี 1/2565
1. ผลการเรียนรู้
อธิบายและเปรยี บเทยี บการแพร่ ออสโมซิส การแพรแ่ บบฟาซลิ ิเทต และแอกทฟี ทรานสปอรต์ สืบค้น
ขอ้ มูล อธิบาย และเขยี นแผนภาพการลำเลียงสารโมเลกุลใหญ่ออกจากเซลล์ด้วยกระบวนการ เอกโซไซโทซิส
และการลำเลียงสารโมเลกลุ ใหญ่เข้าสู่เซลลด์ ้วยกระบวนการเอนโดไซโทซิส
2. จุดประสงคก์ ารจดั การเรียนรู้
1. นกั เรยี นสามารถวเิ คราะห์ผลจากการทำกิจกรรม และสรุปสมบตั ิการเป็นเยอื่ เลือกผ่านของเยอ่ื หุม้
เซลล์ได้ (K)
2. นกั เรยี นสามารถทำกจิ กรรมเพอ่ื ศกึ ษาสมบตั กิ ารเป็นเยือ่ เลือกผ่านของเยือ่ หุ้มเซลล์ได้ (P)
3. นักเรียนกระตอื รือร้น แสดงความคิดเหน็ และทำงานร่วมกับเพอื่ นอย่างสร้างสรรค์ (A)
3. สาระสำคัญ
เซลล์มกี ารลำเลียงสารผ่านเขา้ และออกจากเซลล์ โดยมกี ารควบคุมทง้ั ชนดิ และปรมิ าณสารที่ผา่ นเขา้
ออก เยื่อหุ้มเซลล์ทำหนา้ ท่เี ป็นเย่ือเลือกผา่ นในการลำเลยี งสารดงั กลา่ ว โดยสมบัตขิ องสารและสมบัติของ
โครงสร้าง ตา่ งๆ ของเยื่อหมุ้ เซลล์มีความสัมพนั ธก์ บั วิธีการลำเลยี งสาร เช่น การแพรแ่ บบธรรมดา ออสโมซิ
สการแพรแ่ บบฟา ซลิ ิเทต แอกทีฟทรานสปอรต์ เอกโซไซโทซสิ เอนโดไซโทซสิ
4. สาระการเรียนรู้
การลำเลียงสารเขา้ และออกจากเซลลม์ ีความสำคญั ตอ่ เซลล์ เป็นอยา่ งมาก เนือ่ งจากเซลลท์ ่มี ชี วี ิต
ตอ้ งการ สารอาหารเพอ่ื ผลิตเปน็ พลงั งานสำหรับใชภ้ ายในเซลล์ ในขณะเดยี วกันก็ต้องมีการขับของเสยี ออก
จากเซลลส์ าร ตา่ งๆเหลา่ น้ีสามารถผา่ นเขา้ และออกจากเซลลโ์ ดยผ่านเยือ่ หมุ้ เซลล์ซ่ึงเปน็ เยอื่ เลอื กผ่าน ที่ยอม
ใหน้ ้ำและสารขนาดเลก็ บางชนิดผ่านเข้าออกเซลลไ์ ด้ สว่ นสารท่มี โี มเลกลุ ขนาดใหญ่ จะใช้กลไกพเิ ศษบางอยา่ ง
ในการนำสารเข้าและออกจากเซลล์
5. สมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี น
1. ความสามารถในการสอ่ื สาร
2. ความสามารถในการคิดวเิ คราะห์
- ทกั ษะในการคิดวเิ คราะห์
- ทกั ษะการคิดสรา้ งสรรค์
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา
4. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวติ
- กระบวนการทาํ งานกลุ่ม
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
6. คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
1) มวี นิ ัย
2) ใฝเ่ รียนรู้
3) มุง่ ม่นั ในการทำงาน
7. กจิ กรรมการเรียนรู้
ขน้ั ที่ 1 สร้างความสนใจ
1.1 ครนู ำเขา้ สู่บทเรียนโดยใช้สถานการณต์ า่ งๆ ในชวี ิตประจำวัน ท่ีสามารถใชค้ วามรเู้ รอื่ งการลำเลียง
สารเขา้ และ ออกจากเซลล์มาใชอ้ ธบิ ายได้ เชน่
- ภาพถ่ายสมองจากการตรวจวินิจฉยั หลอดเลือดด้วยเทคนิค MRI (Magnetic Resonance
Imaging) ซึง่ เห็น หลอดเลือดชัดเจนเนื่องจากมีการฉีดสารเข้าสหู่ ลอดเลอื ดเพอ่ื เพม่ิ ความแตกต่างจากพ้ืนหลัง
และความชดั เจน ของหลอดเลอื ด
1.2 ครตู งั้ คำถามเพอ่ื กระต้นุ ความสนใจวา่ เพราะเหตใุ ดสารที่ฉีดเข้าไปจึงคงอยู่ในหลอดเลือด และไม่
สามารถ ล าเลยี งเข้าส่เู ซลลไ์ ด้
1.3 ยกตัวอยา่ งสารอาหารตา่ งชนดิ ทน่ี ำเข้าสู่เซลล์เพอ่ื นำไปใช้ จากน้ันใช้คำถามกระตุ้นความสนใจว่า
เซลล์มี วิธีการลำเลียงสารที่มีสมบัติแตกต่างกันเหลา่ นีไ้ ดอ้ ย่างไร
ขนั้ ท่ี 2 สํารวจและคน้ หา
2.1 ครูอธิบายว่าในการทเ่ี ซลล์จะดำรงอยไู่ ด้ตอ้ งมกี ารลำเลยี งสารต่างๆ เขา้ และออกจากเซลล์ พรอ้ ม
ยกตัวอยา่ ง กรณีของความเขม้ ข้นสารที่แตกตา่ งกนั ระหว่างภายในและภายนอกเซลล์ เช่น ในกรณีความเข้มข้น
ของ ไอออนตา่ งชนดิ ภายใน และภายนอกเซลล์ประสาทของสัตว์เลยี้ งลูกดว้ ยน้ำนม เพอ่ื สรุปว่านอกจากชนิด
ของ สารแล้ว เซลล์ยงั สามารถควบคุมปริมาณสารทผี่ า่ นเขา้ ออกดว้ ย
2.2 ครูทบทวนเกี่ยวกับการที่เยือ่ หุ้มเซลล์มีสมบัตเิ ป็นเยื่อเลอื กผ่าน จากนั้นให้นักเรียนทำกจิ กรรม
เพอื่ ศึกษา สมบตั กิ ารเป็นเยื่อเลือกผา่ นของเย่ือหุ้มเซลล์
2.3 ครูแบง่ กลุ่มนกั เรยี น 3-4 คน และทบทวนวิธกี ารเตรยี มสไลด์ และการใชก้ ล้องจุลทรรศน์ใช้แสง
เชิงประกอบ แนะนำใหน้ กั เรียนบันทึกผลทไี่ ด้ โดยอาจวาดภาพหรือถา่ ยภาพประกอบ จากนั้นร่วมกนั อภิปราย
ผลการทดลอง เพือ่ ตอบคําถามในกิจกรรม
ขนั้ 3 อธบิ ายและลงข้อสรุป
3.1 ครูและนกั เรียนร่วมกันอภิปรายและตอบคำถามหลงั กิจกรรม ดงั น้ี
- หลังการแช่สี ลักษณะภายในเซลล์เปลี่ยนไปหรือไม่ อย่างไร และผลที่ได้ระหว่างสีทั้ง 2
ชนิด เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร (รากแหนท่ีแช่ในนวิ ทรลั เรดจะเห็นสีแดงภายในเซลล์ของราก ส่วนราก
แทนท่แี ช่ในสีผสมอาหารสีแดงจะใส หรือเหน็ เปน็ สเี ขียวเหมอื นรากแหนปกติ)
- ถา้ ทดสอบความสามารถในการละลายของสที ้ัง 2 โดยนำสารละลายสปี ระมาณ 2 มลิ ลิลติ ร
และใสน่ ้ำมนั ลงไป 2 มิลลิลิตร จากนั้นเขยา่ ต้ังท้ิงไว้ 25 นาที สงั เกตผลพบวา่ การทดสอบสมบัติการละลายของ
สีดังกลา่ ว สามารถสรุป ถึงความสัมพนั ธ์ระหว่างสมบัตกิ ารละลายของสารและความสามารถในการลำเลยี งสาร
ผ่านเยื่อหุม้ เซลล์ได้อยา่ งไร (ผลที่ได้สอดคลอ้ งกับการที่เยื่อหุ้มเซลลม์ ีลพิ ิดเป็นองคป์ ระกอบและมีสมบัติเป็น
เย่ือเลอื กผ่าน ซ่งึ ทำใหส้ ารทลี่ ะลายได้ในลพิ ิต เชน่ สีนวิ ทรลั เรตผา่ นเขา้ สู่เซลล์ได้ สว่ นสารท่ีไม่ละลายในลิพิด
หรอื สารทีช่ อบน้ำ เช่นสีผสม อาหารจะไม่ถูกลำเลียงเขา้ ส่เู ซลลไ์ ด้)
3.2 ครใู ห้ความรเู้ พ่มิ เตมิ เกีย่ วกับสมบตั ิของสนี ิวทรลั เรดว่าเป็นสารทีไ่ ม่ทำให้ส่ิงมชี ีวติ ตายในทันที แต่
หากเขา้ สู่ เชลล์ในปริมาณสูงจากการแชใ่ นสารละลายทีม่ คี วามเข้มขน้ มากก็อาจทำใหเ้ ซลลต์ ายเรว็ ขน้ึ
ข้ันที่ 4 ขยายความรู้
4.1 ครูอธิบายเพิ่มเติมว่าการที่โครงสร้างของเยื่อหุ้มเซลล์ ประกอบด้วยชั้นลิมิตนั้น ทำให้สารที่
ละลายในลิพิตเข้าสู่เซลล์ได้ และอธิบายว่าสารบางชนิดถงึ แมล้ ะลายน้ำได้แต่ไม่มปี ระจุและขนาดเล็กพอ จะ
สามารถลำเลียงผา่ น ชั้นลิพดิ ไดเ้ ช่นเดียวกัน เชน่ แก๊สออกซเิ จน
4.2 ครูยกตัวอย่างสารที่เซลล์ต้องลำเลียงเขา้ หรือออกจากเซลล์ แต่ไม่สามารถลำเลียงผ่านชัน้ ลิพดิ
หรือโปรตนี ได้
ซึง่ จะลําเลียงเข้าหรือออกจากเซลล์ไดโ้ ดยการสร้างเวสเิ คลิ ล้อมรอบสาร
4.3 ครูสรุปภาพรวมว่าการลำเลียงสารเข้าหรือออกจากเซลล์ มีหลายวิธี ซึ่งขึ้นอยู่กับสมบตั ิของสาร
รวมทัง้ สมบัติ ของโครงสรา้ งต่างๆ ของเยอื่ ห้มุ เซลล์
ขัน้ ที่ 5 ประเมินผล
5.1 ครูให้นักเรียนวาดแผนภาพการลำเลียงสารเข้าและออกแต่ละกรณี รวมทั้งสืบคน้ ข้อมูลเพิ่มเตมิ
เกีย่ วกับ ตัวอยา่ งสารอาหารท่ีลำเลยี งเข้าและออกจากเซลล์ ดว้ ยวิธีการตา่ งๆ
5.2 ครูให้นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์ และอภิปรายถึงกรณีสารท่ีเพิ่มความชดั เจนระหว่างหลอดเลือด
และเนอื้ เยอ่ื อืน่ ๆ ในการตรวจวินิจฉยั หลอดเลอื ดในสมองด้วยเทคนคิ MRI เพื่อสรปุ ถึงสมบัติของสารดงั กล่าวท่ี
สมั พนั ธ์กับความสามารถในการลำเลียงสารเข้าสเู่ ซลล์
8. สอ่ื อปุ กรณ์แหล่งเรยี นรู้
1. หนงั สอื เรียนรายวิชาเพม่ิ เตมิ ชีววิทยา เลม่ 1 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4
2. สมุดบนั ทกึ ประสบการณ์/ตอบคำถาม
3. สือ่ นำเสนอ เรื่อง การลำเลยี งสารเขา้ ออกเซลล์
4. แบบบนั ทึกกิจกรรมศกึ ษาสมบัตกิ ารเปน็ เย่อื เลอื กผา่ น
9. ภาระชน้ิ งาน
- สืบคน้ ขอ้ มูลจากใบความรู้ สื่อ และแหล่งเรียนรู้
- ตอบคําถามในแบบฝึกหัด
- กิจกรรม สมบัตกิ ารเป็นเย่ือเลือกผา่ นของเยื่อหมุ้ เซลล์
- สมดุ บนั ทกึ ประสบการณ์การเรียนรู้
- แบบบนั ทกึ กิจกรรม สมบตั ิการเปน็ เยอื่ เลือกผ่านของเย่อื หมุ้ เซลล์
10. การวดั และประเมนิ ผล วิธีการประเมนิ เกณฑก์ ารประเมนิ
จุดประสงค์การเรยี นรู้ - ตรวจจากสมุดบันทึก
- ตรวจจากการตอบคำถามใน ผ่านเกณฑ์การ
ดา้ นความรู้ (K) แบบฝึกหัด ประเมินไมน่ อ้ ย
1. 1. นักเรียนสามารถวิเคราะหผ์ ลจากการทำ กวา่ รอ้ ยละ 70
กจิ กรรม และสรุปสมบตั ิการเปน็ เยอ่ื เลอื กผ่านของ - ตรวจจากชิ้นงาน
เยอื่ ห้มุ เซลล์ได้ - สงั เกตพฤตกิ รรมระหวา่ งการทำ
ทักษะกระบวนการ (P) กจิ กรรม
2. นักเรยี นสามารถทำกจิ กรรมเพอื่ ศึกษาสมบัติการ - สงั เกตพฤตกิ รรมระหว่างเรียนโดย
เป็นเยอ่ื เลอื กผ่านของเย่อื ห้มุ เซลล์ได้ ใช้แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทำงาน
คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ (A) กลุม่
3. นักเรียนกระตอื รือร้น แสดงความคดิ เห็นและ
ทำงานร่วมกบั เพอ่ื นอย่างสรา้ งสรรค์
11. บันทึกหลังสอน
ผลการจดั การเรียนรู้
1.1 ด้านความรู้ (K) ……………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
1.2 ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) …………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
1.3 ดา้ นคุณลกั ษณะ (A) …………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ปญั หาท่ีเกิดขน้ึ ระหว่างการจัดการเรยี นรู้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
วิธี/แนวทางการแกป้ ญั หา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชอ่ื ……………………………………………
(นางสาวณชิ ากร นามวงษา)
ครูผู้สอน
ความคดิ เหน็ ของครพู ่ีเลยี้ ง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงช่ือ……………………………………………
(นางสานิต กรเี ทพ)
ครูพ่เี ลย้ี ง
ความคิดเหน็ ของบรหิ ารวชิ าการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชอื่ ……………………………………………
(นางสายชล ดวงบุปผา )
ฝ่ายบริหารวิชาการ
ความคดิ เหน็ ของผบู้ ริหารสถานศกึ ษา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชื่อ……………………………………………
(……………………………………………)
ผูบ้ รหิ ารสถานศกึ ษา
ภาคผนวก
แบบประเมนิ คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
คำชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤตกิ รรมของนกั เรียนในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แล้วขีด / ลงใน
ชอ่ งท่ีตรงกับระดบั คะแนน
ชอื่ .................................................................................ชัน้ .................เลขท่.ี ..............กลมุ่ ..............
คุณลักษณะอันพึง รายการประเมนิ ระดบั คะแนน
ประสงค์ 43 21
ปฏบิ ตั ติ ามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบยี บ ขอ้ บังคบั ของ
มีวินยั รบั ผิดชอบ ครอบครัวและโรงเรยี นตรงตอ่ เวลาในการปฏิบัตกิ จิ กรรมใน
ชวี ิตประจำวัน และรับผิดชอบในการทำงาน
ใฝ่เรยี นรู้ แสวงหาข้อมลู จากแหล่งการเรยี นรู้
มกี ารจดบันทึกความรูอ้ ยา่ งเป็นระบบ
มุ่งม่นั ในการทำงาน มคี วามตงั้ ใจและพยายามในการทำงานที่ได้รับมอบหมาย
มีความอดทนและไมท่ ้อแท้ตอ่ อุปสรรคเพื่อใหง้ านสำเรจ็
ลงช่ือ………………………………………………………….. ผูป้ ระเมนิ
…………………/…………………../……………….
เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 4 คะแนน เกณฑ์การตดั สนิ คุณภาพ
เตรยี มปัดเรอื เพอื่ แสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ัตหิ รือแสดงพฤตกิ รรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ช่วงคะแนน ระดบั คุณภาพ
ปฏิบัตหิ รือแสดงพฤตกิ รรมบางครงั้ ให้ 1 คะแนน 12-10 ดมี าก
ปฏบิ ัติหรือแสดงพฤตกิ รรมนอ้ ยคร้งั
9-6 ดี
5-3 พอใช้
ต่ำกว่า 3 ปรบั ปรงุ
แผนการจดั การเรยี นรู้ 16
รายวชิ าวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม (ชวี วิทยา) รหัส ว30241 ช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 4
หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 3 เซลล์และการทำงานของเซลล์ จำนวน 18 ชั่วโมง
เรอื่ ง การลำเลยี งสารเขา้ ออกเซลล์ จำนวน 2 ช่ัวโมง
สอนโดย นางสาวณิชากร นามวงษา ภาคเรยี นที่ 1/2565
1. ผลการเรียนรู้
อธิบายและเปรียบเทยี บการแพร่ ออสโมซสิ การแพร่แบบฟาซิลิเทต และแอกทฟี ทรานสปอร์ต สบื ค้น
ขอ้ มลู อธิบาย และเขยี นแผนภาพการลำเลยี งสารโมเลกุลใหญ่ออกจากเซลล์ด้วยกระบวนการ เอกโซไซโทซิส
และการลำเลียงสารโมเลกุลใหญเ่ ขา้ สเู่ ซลลด์ ้วยกระบวนการเอนโดไซโทซิส
2. จดุ ประสงคก์ ารจดั การเรียนรู้
1. นักเรียนสามารถอธิบายและเปรยี บเทยี บการแพร่ ออสโมซสิ การแพร่แบบฟาซิลเิ ทต และแอก
ทีฟทรานสปอรต์ ได้ (K)
2. นักเรียนสามารถสบื ค้นข้อมลู อธิบายการลำเลยี งสารโมเลกลุ ใหญ่ออกจากเซลล์ด้วยกระบวนการ
เอกโซไซโทซสิ และการล่าเลียงสารโมเลกุลใหญ่เขา้ สเู่ ซลล์ด้วยกระบวนการเอนโดไซโทซิสได้ (K)
3. นักเรยี นสามารถเขยี นแผนภาพการลำเลยี งสารโมเลกลุ ใหญ่ออกจากเซลลด์ ว้ ยกระบวนการเอกโซ
ไซโทซสิ และการลำเลียงสาร โมเลกลุ ใหญ่เข้าสู่เซลลด์ ว้ ยกระบวนการเอนโดไซโทซสิ ได้ (P)
4. นักเรียนกระตอื รอื ร้น แสดงความคดิ เห็นและทำงานร่วมกบั เพอื่ นอย่างสรา้ งสรรค์ (A)
3. สาระสำคัญ
เซลลม์ กี ารลำเลียงสารผ่านเข้าและออกจากเซลล์ โดยมีการควบคุมท้งั ชนิดและปริมาณสารทผี่ ่านเขา้
ออก เยื่อห้มุ เซลลท์ ำหน้าทเ่ี ป็นเยอ่ื เลอื กผ่านในการลำเลยี งสารดงั กล่าว โดยสมบัติของสารและสมบตั ิของ
โครงสรา้ ง ตา่ งๆ ของเยื่อหมุ้ เซลล์มคี วามสมั พันธก์ ับวธิ กี ารลำเลยี งสาร เชน่ การแพร่แบบธรรมดา ออสโมซิ
สการแพร่แบบฟา ซิลิเทต แอกทฟี ทรานสปอร์ต เอกโซไซโทซสิ เอนโดไซโทซิส
4. สาระการเรียนรู้
การลำเลยี งสารเข้าและออกจากเซลลม์ ีความสำคัญตอ่ เซลล์ เปน็ อย่างมาก เน่ืองจากเซลลท์ ่ีมชี วี ิต
ต้องการ สารอาหารเพอ่ื ผลิตเป็นพลังงานสำหรับใชภ้ ายในเซลล์ ในขณะเดยี วกนั กต็ อ้ งมกี ารขับของเสียออก
จากเซลลส์ าร ต่างๆเหล่าน้ีสามารถผา่ นเขา้ และออกจากเซลลโ์ ดยผ่านเย่ือหุ้มเซลลซ์ ึ่งเป็นเยอ่ื เลอื กผ่าน ทีย่ อม
ใหน้ ้ำและสารขนาดเลก็ บางชนิดผ่านเขา้ ออกเซลล์ได้ สว่ นสารท่มี ีโมเลกลุ ขนาดใหญ่ จะใช้กลไกพเิ ศษบางอย่าง
ในการนำสารเข้าและออกจากเซลล์