การออกแบบ
นวตั กรรมการศึกษา
Educational innovation
ความหมาย การออกแบบนวตั กรรมการศึกษา
นวตั กรรมการศึกษา (Educational innovation)
นวตั กรรมการศึกษาก็คือการนาํ เอานวตั กรรมมาประยุกต์ใช้
ในการศึกษาในด้านต่างๆ เชน่ การพฒั นารูปแบบสอื การ
เรยี นการสอน การแก้ปญหาทางการศึกษา เพอื ให้เกิด
ประสทิ ธภิ าพสงู สดุ ในการเรยี นการสอนและยงั สง่ ผลไปถึงผู้
เรยี นให้สามารถเกิดการเรยี นรูท้ ีรวดเรว็ และมปี ระสทิ ธภิ าพ
สงู ขนึ กวา่ เดิม ทําให้เกิดแรงจูงใจในการศึกษาด้วย
นวตั กรรมเหล่านนั และยงั ทําให้ประหยดั เวลาในการศึกษา
เพมิ ขนึ ได้อีก
ความหมาย การออกแบบนวตั กรรมการศึกษา(ต่อ)
การออกแบบ (design) การนาํ เอาความรทู้ ีมอี ยูม่ าวางแผน จดั เปนกระ
บวนการในการจดั การเรยี นการสอนแต่ละครงั โดยใหผ้ เู้ รยี นมคี วามสนใจ
ในเนอื หาทีนาํ มาใชใ้ นการเรยี น โดยการออกแบบสอื การเรยี นการสอนแบบ
ต่าง ๆ เชน่ การสรา้ ง ผลิตสอื การสอนทางเทคโนโลยี การประยุกต์ การนาํ
เสนองานงานทีแปลกใหมม่ คี วามนา่ สนใจ รวมทังการสรา้ งกลยุทธใ์ นการ
สอน เพอื ใหผ้ เู้ รยี นไดร้ บั ประโยชนส์ งู สดุ ในการเรยี น การออกแบบมอี งค์
ประกอบดงั นี
1.1 การออกแบบระบบการสอน (Instructional systems design)
1.2 ออกแบบสาร (message design)
1.3 กลยุทธก์ ารสอน (instructional strategies)
1.4 ลักษณะผเู้ รยี น (learner characteristics)
ประเภทนวตั กรรมการศึกษา
1.นวตั กรรมด้านสอื สารการสอน 2.นวตั กรรมด้านวธิ กี ารจดั การ 3.นวตั กรรมด้านหลักสตู ร
เชน่ เรยี นการสอนเชน่ เชน่
–บทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน -การสอนแบบรว่ มมอื -หลักสตู รสาระเพมิ เติม
-หนงั สอื อิเล็คทรอนคิ -การสอนแบบอภิปราย -หลักสตู รท้องถิน
-บทเรยี นCD/VCD -วธิ สี อนแบบบทบาทสมมุติ
-ค่มู อื การทํางานกล่มุ -การสอนดว้ ยรปู แบบการเรยี นเปนคู่ -หลักสตู รการฝกอบรม
-หลักสตู รกิจกรรมพฒั นาผเู้ รยี น
4.นวตั กรรมด้านการวดั และ 5.นวตั กรรมด้านการบรหิ ารจดั การ
การประเมนิ ผล เชน่ เชน่
-การสรา้ งแบบวดั ต่างๆ -การบรหิ ารเชงิ ระบบ
-การสรา้ งเครอื งมอื -การบรหิ ารเชงิ กลยุทธ์
-การบรหิ ารเชงิ บูรณาการ
-การสรา้ งแบบวดั แววครู
-การพฒั นาคลังขอ้ สอบ
-การสรา้ งแบบวดั ความมวี นิ ยั ใน
ตนเอง
แนวคิด ทฤษฎีการ
เรยี นรูเ้ พอื การ
ออกแบบนวตั กรรม
1.หลักการและทฤษฎี ทางจติ วทิ ยาการศึกษา
ทฤษฎีจากกล่มุ พฤติกรรมนยิ ม
…..นกั จติ วทิ ยาการศึกษากล่มุ นี เชน่ chafe Watson Pavlov,
Thorndike, Skinner ซงึ ทฤษฎีของนกั จติ วทิ ยากล่มุ นีมหี ลาย
ทฤษฎี เชน่ ทฤษฎีการวางเงือนไข (Conditioning Theory)
ทฤษฎีความสมั พนั ธต์ ่อเนอื ง (Connectionism Theory) ทฤษฎี
การเสรมิ แรง (Stimulus-Response Theory)
1.หลักการและทฤษฎี ทางจติ วทิ ยาการศึกษา (ต่อ)
ทฤษฎีการวางเงือนไข (Conditioning Theory)
เจา้ ของทฤษฎีนีคือ พอฟลอบ (Pavlov) กล่าว ไวว้ า่ ปฏิกิรยิ าตอบสนองอยา่ ง
ใดอยา่ งหนงึ ของรา่ งกายของคนไมไ่ ด้มาจากสงิ เรา้ อยา่ ง ใดอยา่ งหนงึ แต่เพยี ง
อยา่ งเดียว สงิ เรา้ นนั ก็อาจจะทําให้เกิดการตอบสนองเชน่ นนั ได้ ถ้าหากมกี าร
วางเงือนไขทีถกู ต้องเหมาะสม ทฤษฎีความสมั พนั ธต์ ่อเนอื ง (Connectionism
Theory) เจา้ ของทฤษฎีนี คือ ธอรน์ ไดค์ (Thorndike) ซงึ กล่าวไวว้ า่ สงิ เรา้
หนงึ ๆ ยอ่ มทําให้เกิดการตอบสนองหลาย ๆ อยา่ ง จนพบสงิ ทีตอบสนองทีดี
ทีสดุ เขาได้ค้นพบกฎการเรยี นรูท้ ีสาํ คัญคือ
…..1. กฎแห่งการผล (Law of Effect)
…..2. กฎแห่งการฝกหัด (Law of Exercise)
…..3. กฎแห่งความพรอ้ ม (Law of Readiness)
1.หลักการและทฤษฎี ทางจติ วทิ ยาการศึกษา (ต่อ)
ทฤษฎีการวางเงือนไข/ทฤษฎีการเสรมิ แรง (S-R Theory หรอื Operant
Conditioning)
เจา้ ของทฤษฎีนีคือ สกินเนอร์ (Skinner) กล่าว วา่ ปฏิกิรยิ าตอบสนองหนงึ อาจไมใ่ ช่
เนอื งมาจากสงิ เรา้ สงิ เดียว สงิ เรา้ นนั ๆ ก็คงจะทําให้เกิดการตอบสนองเชน่ เดียวกันได้
ถ้าได้มกี ารวางเงือนไขทีถกู ต้อง
แนวคิดของสกินเนอร์ นาํ มาใชใ้ นการสอนแบบสาํ เรจ็ รูป หรอื การสอนแบบโปรแกรม
(Program Inattention) สกินเนอรเ์ ปนผคู้ ิดบทเรยี นโปรแกรมเปนคนแรก การนาํ
ทฤษฎีการเรยี นรูข้ องกล่มุ พฤติกรรมมาใชก้ ับเทคโนโลยกี ารศึกษานีจะ ใชใ้ นการ
ออกแบบการเรยี นการสอนให้เขา้ กับลักษณะดังต่อไปนีคือ
…..1. การเรยี นรูเ้ ปนขนั เปนตอน (Step by Step)
…..2. การมสี ว่ นรว่ มในการเรยี นรูข้ องผเู้ รยี น (Interaction)
…..3. การได้ทราบผลในการเรยี นรูท้ ันที (Feedback)
…..4. การได้รบั การเสรมิ แรง (Reinforcement)
2.หลักการและทฤษฎี เกียวกับเทคโนโลยที างการ
ศึกษาในแง่ของการเรยี นรู้
คารเ์ พนเตอร์ และเดล(C.R. Carpenter and Edgar Dale) ได้ประมวลหลัก
การและทฤษฏีเทคโนโลยที างการศึกษาในลักษณะของการเรยี นรูท้ ีมี
ประสทิ ธภิ าพ 10 ประการ คือ
…..1.หลักการจูงใจ สอื เทคโนโลยที างการศึกษาจะมพี ลังจูงใจทีสาํ คัญใน
กิจกรรมการเรยี นการสอน เพราะเปนสงิ ทีสามารถผลักดันจูงใจ มอี ิทธพิ ลต่อ
พลังความสนใจ ความต้องการ ของผเู้ รยี น
…..2.การพฒั นามโนทัศน์ (Concept) สว่ นบุคคล ชว่ ยสง่ เสรมิ ความ คิด ความ
เขา้ ใจแก่ผเู้ รยี นแต่ละคน การผลิตและการใชว้ สั ดกุ ารเรยี นการสอน ควรจะต้อง
สมั พนั ธก์ ับความสามารถของผสู้ อนและผเู้ รยี น ตลอดถึงจุดมุง่ หมายของการ
เรยี น
2.หลักการและทฤษฎี เกียวกับเทคโนโลยที างการ
ศึกษาในแง่ของการเรยี นรู้ (ต่อ)
…..3.กระบวนการเลือกและการสอนด้วยสอื เทคโนโลยี ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งการ
ปฏิบตั ิเกียวกับสอื จะเปนแบบลกู โซใ่ นกระบวนการเรยี นการสอน
…..4.การจดั ระเบยี บประสบการณเ์ ทคโนโลยที างการศึกษา ผเู้ รยี นจะเรยี นได้ดี
จากสอื เทคโนโลยที ีจดั ระเบยี บเปนระบบ และมคี วามหมายตามความสามารถ
ของเขา
…..5.การมสี ว่ นรวมและการปฏิบตั ิ ผเู้ รยี นต้องการมสี ว่ นรว่ ม และการปฏิบตั ิด้วย
ตนเองมากที สดุ
…..6.การฝกซาํ และการเปลียนแปลงสงิ เรา้ บอ่ ยๆ สอื ทีสามารถสง่ เสรมิ การฝก
ซาํ และมกี าร เปลียนแปลงสงิ เรา้ อยูเ่ สมอ จะชว่ ยสง่ เสรมิ ความเขา้ ใจ เพมิ ความ
คงทนในการจาํ
2.หลักการและทฤษฎี เกียวกับเทคโนโลยที างการ
ศึกษาในแง่ของการเรยี นรู้ (ต่อ)
…..7.อัตราการเสนอสอื ในการเรยี นการสอน อัตราหรอื ชว่ งเวลาการเสนอ
ขอ้ ความรูต้ ่างๆ จะ ต้องมคี วามสอดคล้องกับ ความสามารถอัตราการเรยี นรูแ้ ละ
ประสบการณข์ องผเู้ รยี น…..8.ความชดั เจน ความสอดคล้อง และความเปนผล สอื
ทีมลี ักษณะชดั เจน สอดคล้องกับ ความต้องการ ทีสมั พนั ธก์ ับผลทีพงึ ประสงค์
ของผเู้ รยี นจะทําให้เกิดการเรยี นรูไ้ ด้ดี
…..9.การถ่ายโยงทีดี โดยทีการเรยี นรูแ้ บบเก่าไมอ่ าจถ่ายทอดไปสกู่ ารเรยี นรูใ้ หม่
ได้อยา่ ง อัตโนมตั ิ จงึ ควรจะต้องสอนแบบถ่ายโยงเพราะผเู้ รยี นต้องการแนะนาํ ใน
การปฏิบตั ิ เพอื ประยุกต์ความรูไ้ ปใชใ้ นชวี ติ ประจาํ วนั
…..10.การให้รูผ้ ลการเรยี นรูจ้ ะดีขนึ ถ้าหากสอื เทคโนโลยชี ว่ ยให้ผเู้ รยี นรูผ้ ลการก
ระทําทันที หลังจากทีได้ปฏิบตั ิกิจกรรมไปแล้ว
3.ทฤษฎีการรบั รู้
เมอื มสี งิ เรา้ เปนตัวกําหนดให้เกิดการเรยี นรูไ้ ด้นนั จะต้องมกี ารรบั รู้
เกิดขนึ ก่อน เพราะการรบั รูเ้ ปนหนทางทีนาํ ไปสกู่ ารแปลความ
หมายทีเขา้ ใจกันได้ ซงึ หมายถึงการรบั รูเ้ ปนพนื ฐานของการเรยี น
รู้ ถ้าไมม่ กี ารรบั รูเ้ กิดขนึ การเรยี นรูย้ อ่ มเกิดขนึ ไมไ่ ด้ การรบั รูจ้ งึ
เปนองค์ประกอบสาํ คัญทีทําให้เกิดความคิดรวบยอด ทัศนคติของ
มนษุ ยอ์ ันเปนสว่ นสาํ คัญยงิ ในกระบวนการเรยี นการสอนและการ
ใชส้ อื การสอนจงึ จาํ เปนจะต้องให้เกิดการรบั รูท้ ีถกู ต้องมากทีสดุ
3.ทฤษฎีการรบั รู้
แนวคิดของรศ.ดร.สาโรช โศภี
ได้กล่าวเกียวกับทฤษฎีการรบั รูว้ า่ การรบั รูเ้ ปนผลเนอื งมาจากการที
มนษุ ยใ์ ชอ้ วยั วะรบั สมั ผสั (Sensory motor) ซงึ เรยี กวา่ เครอื งรบั
(Sensory) ทัง 5 ชนดิ คือ ตา หู จมูก ลิน และผวิ หนงั การรบั รูจ้ ะ
เกิดขนึ มากนอ้ ยเพยี งใด ขนึ อยูก่ ับสงิ ทีมอี ิทธพิ ล หรอื ปจจยั ในการ
รบั รู้ ได้แก่ ลักษณะของผรู้ บั รู้ ลักษณะของสงิ เรา้
การออกแบบสอื เพอื การศึกษา
ADDIE คือ กระบวนการออกแบบระบบการเรยี นการสอน โดยมขี นั
ตอนการออกแบบตามรูปแบบ ADDIE (ADDIE Model) โดยอาศัย
หลักของวธิ กี ารระบบ (System Approach) ซงึ เปนทียอมรบั กันโดย
ทัวไปวา่ สามารถนาํ ไปใชอ้ อกแบบและพฒั นาบทเรยี นคอมพวิ เตอรไ์ ด้
เปนอยา่ งดี ไมว่ า่ จะเปน CAI/CBT, WBI/WBT หรอื e-Learning
เปนกระบวนการพฒั นารูปแบบการสอนทีนกั ออกแบบการเรยี นการ
สอนและนกั พฒั นาการฝกอบรมนยิ มใชก้ ันเพอื การวเิ คราะห์, การ
ออกแบบ, การพฒั นา, การดําเนนิ การให้เปนผล และการประเมนิ ผล
ของสารปจจยั และกิจกรรมการเรยี น
การออกแบบ รายละเอียด
นวตั กรรม
ในการออกแบบนวตั กรรมการเรยี นรูป้ ระเภทสอื การสอนผู้
ออกแบบต้องคํานงึ ถึงดังนีคือ
1.วตั ถปุ ระสงค์การเรยี นรู้
2.ลักษณะผเู้ รยี น ความเหมาะสมกับวยั ความสนใจ ระดับชนั ความ
รู้ ทักษะ
3.พนื ฐาน และประสบการณข์ องผเู้ รยี น
4.รูปแบบการเรยี นการสอน และการเรยี นรู้
5.ธรรมชาติเนอื หาสาระการเรยี นรู้ และวธิ กี ารนาํ เสนอทีเหมาะสม
สภาพการเรยี น
6.ทรพั ยากรต่าง ๆ เชน่ วสั ดอุ ุปกรณ์ ครุภัณฑ์ งบประมาณ ราคา
นวตั กรรมทีเหมาะสม
โครงสรา้ งของการออกแบบนวตั กรรม ดงั นคี ือ
1.ชอื นวตั กรรม ผพู้ ฒั นาควรตังชอื นวตั กรรมให้สอดคล้องกับ
วตั ถปุ ระสงค์ และเขา้ ใจง่าย
2.วตั ถปุ ระสงค์ของนวตั กรรม การกําหนดวตั ถปุ ระสงค์ของนวตั กรรมให้
ชดั เจนสง่ ผลให้ การพฒั นานวตั กรรมนนั รวดเรว็ และมปี ระสทิ ธภิ าพมาก
ยงิ ขนึ
3.ทฤษฎี หลักการ ในการออกแบบนวตั กรรม ผพู้ ฒั นาต้องพจิ ารณา
ทฤษฎีการเรยี นรูเ้ พอื ให้สอดคล้องกับวตั ถปุ ระสงค์ ซงึ ทฤษฎีการเรยี นรู้
ถือเปนสงิ สาํ คัญทีจะใชใ้ นการพฒั นานวตั กรรมทางการศึกษา
โครงสรา้ งของการออกแบบนวตั กรรม ดงั นคี ือ
(ต่อ)
4.สว่ นประกอบของนวตั กรรม ในการออกแบบนวตั กรรมผพู้ ฒั นาต้อง
พจิ ารณาสว่ นประกอบของนวตั กรรม วา่ มอี ะไรบา้ ง
5.การนาํ นวตั กรรมไปใชแ้ ละประเมนิ ผล เปนสว่ นทีแสดงความสาํ เรจ็ ของ
นวตั กรรม ประกอบด้วย วธิ วี ดั ผล เครอื งมอื ทีใชว้ ดั ผล และวธิ กี ารประเมนิ
ผลประเภทของนวตั กรรมการเรยี นการสอน เมอื การเรยี นการสอนมี
ลักษณะเปนระบบ ประกอบด้วยตัวปอน (Input) กระบวนการ (Process)
และผลผลิต (Output) การนาํ นวตั กรรมมาใชจ้ ดั การเรยี นการสอนจงึ มี
จุดหมายทีจะปรบั ปรุงหรอื เพมิ ประสทิ ธภิ าพให้กับระบบการเรยี นการสอน
หลักการออกแบบสอื เพอื การเรยี นรู้ ประกอบด้วย 9
ขนั ตอน ดังนี
ขนั ตอนที1 เรา้ ความสนใจ (Gain Attention)
ขนั ตอนที2 บอกวตั ถปุ ระสงค์ (Specify Objectives)
ขนั ตอนที 3 ทวนความรูเ้ ดิม (Activate Prior Knowledge)
ขนั ตอนที4 การเสนอเนือหา (Present New Information)
ขนั ตอนที 5 ชแี นวทางการเรยี นรู้ (Guide Learning)
ขนั ตอนที6 กระต้นุ การตอบสนอง (Elicit Responses)
ขนั ตอนที 7 ให้ขอ้ มูลยอ้ นกลับ (Provide Feedback)
ขนั ตอนที8 ทดสอบความรู้ (Access Performance)
ขนั ตอนที9 การจาํ และนําไปใช้ (Promote Retention and
Transfer)
การออกแบบ เครอื งมอื ศึกษาคณุ ภาพ และ
ประสทิ ธภิ าพนวตั กรรม
การจดั ทําเครอื งมอื ประเมนิ คณุ ภาพและประสทิ ธภิ าพนวตั กรรมการเรยี นการสอน
ขนั ตอนในการจดั ทําเครอื งมอื ประเมนิ คณุ ภาพและประสทิ ธภิ าพของนวตั กรรมมี
ดังนี
1. ศึกษาวตั ถปุ ระสงค์ของนวตั กรรมการเรยี นการสอนทีสรา้ งขนึ
2. กําหนดเครอื งมอื ทีต้องใชป้ ระกอบการประเมนิ คณุ ภาพและประสทิ ธภิ าพ
3. ศึกษาแนวทางการสรา้ งเครอื งมอื
4. ออกแบบและสรา้ งเครอื งมอื
5. ตรวจสอบและผา่ นการกลันกรองของผเู้ ชยี วชาญ
6. ศึกษาคณุ ภาพและประสทิ ธภิ าพของเครอื งมอื
7. จดั ทําเปนเครอื งมอื ฉบบั จรงิ
การออกแบบเครอื งมอื การนาํ นวตั กรรมไปใช้
นวตั กรรมและเทคโนโลยที ีโรงเรยี นนาํ มาใช้
1) ใชค้ อมพวิ เตอรใ์ นการเรยี นการสอนเพอื ใหน้ กั เรยี น เรยี นศิลปะโดยการหัดวาดรูป ใช้
โปรแกรม Microsoft Word โปรแกรม Microsoft Excel โปรแกรม Microsoft
PowerPoint
2) ใชค้ อมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน ( Computer Assisted Instruction ) หรอื ( CAI ) เปนกระบวน
การเรยี นการสอนโดยใชค้ อมพวิ เตอรน์ าํ เสนอเนอื หาเรอื งราวต่าง ๆ มลี ักษณะเปนการเรยี น
โดยตรง และเปนการเรยี นแบบมปี ฏิสมั พนั ธ์ (Interactive)
3) นกั เรยี นสามารถใชค้ ้นหาขอ้ มูลจากอินเทอรเ์ นต็ ศึกษาค้นควา้ ขอ้ มูลในแต่ละกล่มุ สาระ
ขา่ วสารทางวชิ าการอืน จากทีต่าง ๆ
4) จดหมายอิเล็กทรอนกิ ส์ ( Electronic ) หรอื ( E-mail ) เพอื ใชร้ บั สง่ ขา่ วสาร ขอ้ มูล รูปภาพ
และสง่ งานให้ครูตรวจในแต่ละกล่มุ สาระ
5) นาํ ระบบ e-Learning มาใชใ้ นการเรยี นการสอนในกล่มุ สาระวทิ ยาศาสตร์
นวตั กรรมและเทคโนโลยที ี
โรงเรยี นควรนาํ มาใช้
1) การเรยี นรผู้ า่ นสอื อิเล็กทรอนกิ ส์
( ELECTRONIC LEARNING ) หรอื
E-LEARNING
การศึกษาเรยี นรูผ้ า่ นเครอื ขา่ ยคอมพวิ เตอรอ์ ินเทอรเ์ นต็ (Internet) หรอื
อินทราเนต็ (Intranet) เปนการเรยี นรูด้ ้วยตัวเอง ผเู้ รยี นจะได้เรยี นตามความ
สามารถและความสนใจของตน โดยเนอื หาของบทเรยี นซงึ ประกอบด้วย ขอ้ ความ
รูปภาพเสยี ง วดิ ีโอและมลั ติมเี ดียอืนๆ จะถกู สง่ ไปยงั ผเู้ รยี นผา่ น Web Browser
โดยผเู้ รยี น ผสู้ อน และ เพอื นรว่ มชนั เรยี นทกุ คน สามารถติดต่อ ปรกึ ษา แลก
เปลียนความคิดเห็นระหวา่ งกันได้เชน่ เดียวกับ การเรยี นในชนั เรยี นปกติ โดยอาศัย
เครอื งมอื การติดต่อ สอื สารทีทันสมยั (e-mail, web-board, chat) จงึ เปนการ
เรยี นสาํ หรบั ทกุ คน, เรยี นได้ทกุ เวลา และทกุ สถานที (Learn for all : anyone,
anywhere and anytime)
2) หอ้ งเรยี นอัจฉรยิ ะ ( ELECTRONIC
CLASSROOM ) หรอื E-CLASSROOM
เปนการจดั ระบบบรหิ ารจดั การห้องเรยี น ทีใชก้ ารเรยี นการสอนแบบ On-
Line 3) หนงั สอื อิเล็กทรอนกิ ส์ ( E- Book ) และห้องสมุด อิเล็กทรอนกิ ส์ (
E- Library ) เพอื เสรมิ การเรยี นการสอน ให้แก่นกั เรยี น ครู และสาํ หรบั
สถานศึกษาทีสอนในระดับประถมปลาย เนอื งจากเด็กวยั นีกําลังอยากรู้
อยากเห็นและอยากพสิ จู นค์ วามสามารถของตนเอง 4) การสอนบนเวบ็ ซงึ
สามารถใชไ้ ด้กับทกุ วชิ าโดยอาจจะใชส้ อนทังรายวชิ าหรอื เพอื ประกอบ
เนอื หาวชิ าการสอน แบง่ ได้เปน 5 รูปแบบ คือ1) ใชเ้ วบ็ ทังวชิ า 2) ใชเ้ วบ็
เสรมิ 3) การใชท้ รพั ยากรต่าง ๆ บนเวบ็ เปนสว่ นหนงึ ของเนอื หา4)
ห้องเรยี นเสมอื น5) การจดั การเรยี นการสอนทางไกลผา่ นดาวเทียม
แนวทางการนาํ นวตั กรรมและเทคโนโลยมี าในโรงเรยี น
ขนั ตอนการนาํ มาใชใ้ นโรงเรยี น ประกอบด้วยขนั ตอน 6 ขนั ดังนี
1. จดั ทําแผนการนาํ เทคโนโลยี มาใชต้ ้องให้ผเู้ กียวขอ้ งมคี วามเขา้ ใจ และ
เตรยี มตัวในการพัฒนาสงิ แวดล้อมทีเกียวขอ้ งให้ประสานสอดคล้องกัน
การเตรยี มงบประมาณรองรบั ให้ครอบคลมุ ค่าใชจ้ า่ ย และคนทีจะดแู ลระบบ
และผเู้ กียวขอ้ งได้รบั ทราบและทําความเขา้ ใจด้วย
2. การพฒั นาหรอื จดั หาระบบเทคโนโลยที ีต้องการนาํ มาเขา้ ใช้ จะต้อง
ดําเนนิ การอยา่ งเปนระบบ โดยการพจิ ารณา วเิ คราะห์และคัดเลือกด้วยวธิ ี
การทีกําหนดไวอ้ ยา่ งชดั เจน และจดั หาผพู้ ฒั นาระบบและผใู้ ห้บรกิ ารทีจะ
ปรบั ปรุงพฒั นาระบบทีจะนาํ มาบรหิ ารจดั การ
แนวทางการนาํ นวตั กรรมและเทคโนโลยมี าในโรงเรยี น
(ต่อ)
3. การเลือกเทคโนโลยที ีเหมาะสม มคี วามสาํ คัญต่อความสาํ เรจ็ และความล้ม
เหลวของการประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยเี พอื การบรหิ ารจดั การมาก เชน่ การเลือกใช้
วสั ดุ อุปกรณ์ หรอื บุคลากรขาดความรู้ เพราะเทคโนโลยมี กี ารเปลียนแปลงอยา่ ง
รวดเรว็ มาก จงึ จาํ เปนต้องให้ผเู้ ชยี วชาญเปนผพู้ จิ ารณารว่ มกันกับบุคลากรของ
โรงเรยี น
4. การพฒั นาบุคลากรทีควบคมุ การใชเ้ ทคโนโลยี เปนสงิ จาํ เปนทีต้องให้งาน
ประสบผลสาํ เรจ็ และมปี ระสทิ ธภิ าพ และใชง้ านอยา่ งครบถ้วน
5. การบาํ รุงรกั ษา ให้เหมาะสมกับความต้องการและการเปลียนแปลงและ
สอดคล้องกับเทคโนโลยสี มยั ใหม่
6. การติดตาม ประเมนิ ผล ควรประเมนิ 2 สว่ นคือ สว่ นแรกต้องประเมนิ ผลงานที
กําหนดไวใ้ นแผน และประเมนิ ความพงึ พอใจในการบรกิ าร
ผจู้ ดั ทํา
นายภัทรพล เทียมทัด
รหสั นสิ ติ 6310602128
สาขาการสอนคณติ ศาสตร์