วิธีอ่านหนังสือ
ให้มีสมาธิ
กชพร คูประทุมศิริ
คำนำ
หลายๆคนมีปัญหาไม่รู้ว่าจะเริ่มอ่าน หรือทบทวนจากตรง
ไหน ปัญหานี้หลายคนเป็นกันบ่อย โดยมีความคิดว่าจะอ่าน
หนังสืออยู่แล้ว แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี เริ่มจากตรงไหน เคว้งไป
หมด ซึ่งถ้าหากคุณเกิดปัญหานี้ อาจจะต้องลองจัดระเบียบ
ตารางการอ่านหนังสือของตนเอง โดยเริ่มทบทวนจากเนื้อหาที่มี
ความจำเป็นและสำคัญก่อน (หรือจะเริ่มจากเนื้อหาที่ถนัดก่อน
ก็ได้) จากนั้นแบ่งบทเรียนเป็นเรื่องๆ แล้วนำมาอ่านทบทวน จะ
ทำให้เราสามารถมองเห็นภาพรวมของวิชาได้ และรู้ว่าควรเริ่ม
อ่านตรงไหน
หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับวิธีการอ่านให้มีสมาธิ ผู้
ปกครองหลายๆท่านมักจะกังวลเกี่ยวกับลูกหลาน เรื่องการไม่มี
สมาธิในการอ่านหนังสือ เช่น อ่านหนังสือแล้วไม่เข้าใจทั้งที่อ่าน
ซ้ำหลายๆรอบ
เหมาะกับทุกเพศทุกวัย และคนที่ต้องการแก้ปัญหาเรื่อง
การอ่านไม่เข้าใจหรือไม่มีสมาธิ
สารบัญ 1
3
ปัญหาและอุปสรรคในการอ่านหนังสือ 6
นิสัยยอดแย่ที่อาจจะทำให้เรียนไม่รู้เรื่อง 10
ข้อดีของการอ่านหนังสือทุกวัน
ความหมายของหนังสือ
ปัญหาและอุปสรรคในการอ่านหนังสือ
สำหรับน้องๆ ที่กำลังจะอ่านหนังสือ เพื่อเตรียมตัวสอบ เข้า
โรงเรียนสถาบันต่างๆ หรือการสอบไล่ต่างๆ นั้นเวลาเตรียมตัวโดยการอ่าน
หนังสือ หรือทำโจทย์ มักจะมีอุปสรรคต่างๆ เกิดขึ้นจนทำให้อ่านหนังสือได้
ไม่ดีนัก ดังนั้นสำหรับวันนี้เราจะเอาเทคนิคง่ายๆ ในการจัดการกับปัญหา
และอุปสรรคที่เข้ามารบกวนเรากัน รับรองคราวนี้จะอ่านได้อย่างสงบมากขึ้น
1. ปัญหาที่บ้านไม่เงียบสงบ วุ่นวาย หรือมักจะมีการเรียกกัน อยู่ตลอด
ปัญหานี้มักเกิดกับบ้าน ที่มีสมาชิกมากๆ จึงมักจะเกิดการรบกวนน้องๆ อยู่
เสมอ ซึ่งส่งผลโดยตรง ทำให้น้องๆ ไม่สามารถอ่านหนังสือได้อย่างเงียบสงบ
ส่งผลถึงความเข้าใจอย่างมาก (เพราะสมองจะทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ)
สำหรับวิธีการแก้ไขปัญหานี้ น้องๆ อาจจะต้องปลีกวิเวก โดยการอธิบายให้
สมาชิกในบ้านเข้าใจถึงการเตรียมตัวของน้องๆ แต่ถ้าหากยังมีการรบกวนอยู่
ก็ลองหาที่เงียบๆนั่งอ่านหนังสือดูก็ได้ (อาจจะเป็นนอกบ้าน)
2. ปัญหาไม่รู้ว่าจะเริ่มอ่าน หรือทบทวนจากตรงไหน ปัญหานี้หลายๆคนเป็น
กันบ่อย โดยมีความคิดว่าจะอ่านหนังสืออยู่แล้ว แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี เริ่ม
จากตรงไหน เคว้งไปหมด ซึ่งถ้าหากน้องๆ เกิดปัญหานี้ อาจจะต้องลองจัด
ระเบียบตารางการอ่านหนังสือของตนเอง โดยเริ่มทบทวนจากเนื้อหาที่มีความ
จำเป็นและสำคัญก่อน (หรือจะเริ่มจากเนื้อหาที่เราถนัดก่อนก็ได้ แล้วแต่
ความสะดวก) จากนั้นแบ่งบทเรียนเป็นเรื่องๆ แล้วนำมาอ่านทบทวนจะทำให้
เราสามารถมองเห็นภาพรวมของวิชาได้ และรู้ว่าควรเริ่มตรงไหน
3. ปัญหาอ่านแล้วไม่เข้าใจ ต้องกลับมาอ่านซ้ำเรื่อยๆ (แต่ก็ยังไม่เข้าใจ หรือ
จำไม่ได้) ปัญหานี้มักเกิดจากน้องๆ ที่ไม่มีสมาธิมากพอ เพราะอ่านไปแล้วจะ
ลืมทันที จำไม่ได้ หรือไม่รู้เรื่องเลย สำหรับปัญหานี้ น้องๆ สามารถจัดการ
แก้ไข ด้วยการทำสมาธิให้พร้อมสำหรับการอ่านหนังสืออย่างจริงจัง จากนั้นปิด
สิ่งที่รบกวนน้องๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ ทีวี วิทยุต่างๆ ก่อนการ
อ่านควรทำสมาธิสงบใจสักครู่ แค่นี้ก็จะทำให้เรามีสมาธิพร้อมสำหรับการอ่าน
ทำความเข้าใจแล้ว และทำให้จำได้ดีมากขึ้น
4. ปัญหาเวลาอ่านน้อย ไม่มีเวลาสำหรับการอ่านหนังสืออย่างเต็มที่ เพราะ
น้องๆ ที่เตรียมตัวสอบ มักจะมีการบ้าน หรืองานต้องเคลียร์ไปด้วย ดังนั้นอาจ
จะทำให้เกิดการอ่านหนังสือนั้นไม่เต็มที่เพราะเวลาน้อย หากเกิดปัญหาแบบ
นี้ให้น้องๆ จัดตารางเวลาใหม่ โดยเน้นเคลียร์งานให้เสร็จก่อนแต่เนิ่นๆ
ตั้งแต่อยู่ในโรงเรียน จากนั้นน้องๆ จะมีเวลาอ่านหนังสือเพิ่มขึ้น
5. ปัญหาโดนรบกวนจากมือถือ Facebook , Line ต่างๆ ปัญหานี้เกิดจาก
น้องๆ ไม่แน่วแน่ในการอ่านหนังสืออย่างจริงจังเพราะมักจะเล่นมือถือไปด้วย
ระหว่างการอ่านหนังสือทำให้ไม่รู้เรื่อง ดังนั้นวิธีแก้ปัญหานี้คือปิดการติดต่อ
ระหว่างการอ่านหนังสือทำให้ไม่รู้เรื่อง ดังนั้นวิธีแก้ปัญหานี้คือปิดการติดต่อ
สื่อสารให้หมด จะทำให้อ่านได้เข้าใจมากขึ้น
นิสัยยอดแย่ที่อาจจะทำให้เรียนไม่รู้เรื่อง
อ่านหนังสือไม่เข้าหัวแต่ก็ยังอ่าน
อาการอ่านหนังสือไม่เข้าหัวเป็นการแสดงออกของสมองที่อ่อนล้า ร่างกายเกิด
ความเครียด เริ่มกดดัน กล้ามเนื้อล้า สาเหตุอาจจะมาจากอากาศที่ร้อนก็ได้
เราโหมอ่านหนังสือมาหลายชั่วโมงไม่ได้พัก ไม่จิบน้ำระหว่างอ่านหนังสือจน
ร่างกายขาดออกซิเจน ทางที่ดีอย่าฝืนอ่านต่อเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีว่าแค่ได้อ่าน
หนังสือ (ทั้งที่อ่านไปก็ไม่รู้เรื่อง) วางหนังสือลงแล้วออกไปเดินเล่น กินอะไร
เบา ๆ ออกกำลังกายเบา ๆ เปลี่ยนบรรยากาศไปทำอย่างอื่นก่อนแล้วค่อย
กลับมาอ่านอีกทีดีกว่า
อ่านหนังสือสไตล์ One Night Miracle ตลอด
คือชอบอ่านหนังสือ ทำรายงาน ทำการบ้าน เตรียมพรีเซนต์ก่อนเดดไลน์
หนึ่งวัน สไตล์ One Night Miracle ไม่ใช่วิธีที่เหมาะกับทุกคน มันอาจจะ
เวิร์กสำหรับบางคน แต่ก็อาจไม่เวิร์กสำหรับหลายคน ทั้งนี้มันไม่ใช่วิธีที่ดี
การโหมอ่านหนังสือทุกวิชาด้วยการบังคับสมองให้จำบทเรียนจำนวนมากมีผล
ทำให้สมองล้า จำสับสน เกิดความเครียด ไม่มีสมาธิ และอาจส่งผลให้ทำ
ข้อสอบผิดหรือตัดสินใจพลาดได้
ไม่เข้าใจแต่ก็ไม่ถาม
นิสัยไม่เข้าใจแต่ก็ไม่ถาม ไม่ใช่แค่ไม่ดีต่อการเรียน แต่ยังไม่ดีเมื่อติดนิสัย
เอาไปใช้เมื่อโตขึ้นแล้วต้องทำงานอีกด้วย บางคนอาจอายไม่กล้าถาม ไม่
อยากดูแย่เลยไม่ถาม แล้วชอบคิดว่าเดี๋ยวค่อยไปเสิร์ชกูเกิลเอาทีหลัง สุดท้าย
ก็ลืม ทางที่ดีเราควรจะฝึกตัวเองให้รู้จักถามเมื่อเกิดความสงสัย ไม่เข้าใจ หรือ
แม้จะเข้าใจดี การถามเป็นการต่อยอดความคิดเมื่อถามมากกว่าคำว่า “ทำไม”
และ “ถ้า … แล้วจะเป็นอย่างไร” มันเป็นคำถามที่สร้างสรรค์มาก ๆ
ลอกการบ้านเพื่อนอย่างเดียว
การบ้านมันถูกคิดขึ้นมาเพื่อให้ผู้เรียนได้ทบทวนเนื้อหาที่เรียนว่าเข้าใจหรือ
เปล่า แม้บางทีจะเยอะแต่ก็เป็นประโยชน์กับคนที่ทำทั้งสิ้น ทีนี้ถ้าเราไม่
ทำการบ้านด้วยตัวเองเลย แต่ยอมมาแต่เช้าเพื่อลอกเพื่อนอย่างเดียว
นอกจากจะไม่ได้ทบทวนความรู้แล้ว การลอกเนี่ยมันยังเป็นพฤติกรรมที่ไม่ดี
มาก ๆ หากลองได้ลอกการบ้านแล้ว ในอนาคตก็คงอาจติดนิสัยขี้ลอกงานอื่น
ๆ ทำให้คิดไม่เป็นเมื่อต้องเรียนในชั้นที่สูงขึ้นที่ที่ทุกคนต้องปล่อยของออก
มา
ไม่ตั้งใจเรียนในห้อง
นิสัยไม่ตั้งใจเรียนในห้องถือเป็นนิสัยที่ควรเลิกเป็นอันดับต้น ๆ เลยก็ว่าได้
การตั้งใจเรียนในห้องให้เข้าใจและหมั่นทบทวนบทเรียนมาโดยตลอด จะ
ช่วยลดระยะเวลาในการอ่านหนังสือช่วงสอบได้เยอะ ในขณะที่คนที่ไม่ตั้งใจ
เรียนในห้อง เขาก็จะต้องอ่านเยอะกว่า ความแม่นยำก็จะน้อยกว่า พลาดได้
มากกว่า ดังนั้นเมื่อเข้าเรียนก็ควรตั้งใจเรียนให้เต็มที่
ไม่สนใจเรียนรู้นอกห้องเรียน
ห้องเรียนที่แท้จริงคือโลกที่อยู่นอกห้องเรียน การเรียนนอกห้องเรียนจะช่วย
ต่อยอด ช่วยให้เรามองเห็นเทรนด์ใหม่ ๆ เพราะมีความรู้มากมายที่อัพเดท
ใหม่กว่าเรียนในห้อง น้อง ๆ สามารถเลือกเรียนในสิ่งที่สนใจได้อย่างอิสระ
อีกทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจที่ดีให้น้อง ๆ เรียนในห้องเรียนได้อย่างมีเป้า
หมายมากขึ้นอีกด้วย
ข้อดีของการอ่านหนังสือทุกวัน
1.ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง
มีการศึกษาหากสมองมีการใช้งาน หรือการออกกำลังจะช่วยชะลอหรือป้องกัน
ภาวะสมองเสื่อมได้ดี เช่นเดียวกับกล้ามเนื้อในร่างกาย การอ่านหนังสือก็ช่วย
ให้สมองแข็งแรงเพราะมีการใช้งานอยู่ สม่่ำเสมอ ฉะนั้นต้องเลือกว่าจะ 'ใช้'
มันหรือจะ 'สูญเสีย' มันไป
2.ช่วยเพิ่มทักษะการคิดวิเคราะห์
เมื่อคุณได้อ่านเรื่องที่มีปริศนา เงื่อนงำ สมองจะขบคิดและไขปริศนาเหล่านั้น
ไปตลอดการอ่านจนจบ เรื่อง ซึ่งสิ่งนี้จะกระตุ้นสมองให้ระบบการคิดวิเคราะห์
ทำงาน นอกจากนี้การอ่านช่วยเพิ่มทักษะการ วิเคราะห์จากการวิเคราะห์เนื้อ
เรื่อง พลอต การกระทำของตัวละคร ขณะนำไปแชร์และพูดคุยกับคน อื่นๆ
ได้อีกด้วย
3.ช่วยกระตุ้นความจำ
เมื่ออ่านหนังสืออย่างเช่นนิยาย คุณจะต้องจดจำชื่อตัวละคร เบื้องหลังของตัว
ละคร เนื้อเรื่อง หรือ แม้กระทั่งพลอตรองของเรื่อง สมองจะสั่งการให้จดจำ
ข้อมูลเหล่านั้นไว้และเรียกใช้งานทันที ซึ่งเป็น การออกกำลังสมอง ทำให้
สมองทำงานและฝึกฝนความจำได้ดีขึ้นนั่นเองได้ดียิ่งขึ้น
4.ช่วยทำให้รู้สำนวนภาษาและคำศัพท์มากขึ้น
นอกจากการอ่านจะให้ความรู้แล้ว ยังทำให้คุณรู้สำนวนภาษามากขึ้น และ
ประโยคการเขียน การพูดของคุณจะสละสลวยขึ้นกว่าเดิม ซึ่งสิ่งนั้นจะ
ทำให้คุณดูเป็นคนมีความรู้ มีความมั่นใจในการพูด และการเขียน อีกทั้งคำ
ศัพท์ต่างๆ ยังทำให้คุณเข้าใจหัวข้อต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว เมื่อหัวข้อบท
สนทนา เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ หรือเรื่องอะไรที่มีศัพท์เฉพาะ
นอกจากนี้การอ่านยังช่วยให้คุณได้รู้ ภาษาใหม่ๆ ได้อีกด้วย
5.ให้ความรู้
แน่นอนว่าทุกครั้งที่คุณอ่านจะได้ข้อมูลใหม่ๆ ที่คุณยังไม่เคยรู้เสมอ ไม่จำ
เป็นว่าจะต้องเป็นหนังสือสารคดีหรือประวัติศาสตร์ แต่หนังสือนิยายก็สอด
แทรกความรู้เรื่องราวๆ ให้คุณได้อะไรมาไม่มากก็น้อย จำไว้ว่าแม้ว่าคุณจะ
เสียงาน เสียเงิน เสียทรัพย์สิน แต่ความรู้ไม่มีวันไปจากคุณได้
6.ทักษะการเขียนดีขึ้น
เมื่อได้อ่าน คุณก็จะจดจำสำนวนการเขียนและคำศัพท์จากสิ่งที่อ่านมาด้วย ยิ่ง
อ่านมากๆ คุณก็จะ เขียนได้ดีขึ้น ด้วยการสังเกตจากสไตล์การเขียนของผู้อื่น
อย่างนักเขียนในดวงใจ เช่นเดียวกับนักดนตรี ที่ฟังเพลงที่ตัวเองชอบบ่อยๆ
หรือจิตรกรที่ฝึกฝนเทคนิคจากงานมาสเตอร์พีช ดังนั้นการเขียนที่ดีจะ เรียนรู้
มาจากการอ่านนั้นเอง
7.ช่วยฝึกสมาธิและความตั้งใจ
หากอยากหลบความวุ่นวายรอบกาย ลองหยิบหนังสือหรือหาบทความมาอ่านดู
สิ มันจะดึงให้คุณมี สมาธิจดจ่ออยู่กับมันได้ ซึ่งช่วยฝึกสมาธิและฝึกสมองไป
พร้อมๆ กัน
8.ช่วยลดความเครียด
ไม่ว่าจะเป็นความเครียดจากที่ทำงาน ความสัมพันธ์กับคนอื่น หรือปัญหาที่
ต้องพบเจอใน ชีวิตประจำวัน การอ่านช่วยลดความเครียดเหล่านั้นได้ ลอง
หยิบนิยายดีๆ สักเล่มมาอ่าน เพราะมันจะนำคุณไปสู่อีกโลกหนึ่งเลย หรือหา
บทความดีๆ มาอ่าน ก็ช่วยหันเหความสนใจของคุณออกจาก เรื่องเครียดๆ
ได้ ซึ่งจะทำให้คุณผ่อนคลายลงได้
9.ช่วยให้ผ่อนคลาย
หากเจอเรื่องเครียดมาทั้งวัน ให้ลองหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน เพราะการอ่าน
หนังสือช่วยผ่อนคลาย ความเครียดได้ นอกจากนั้นยังช่วยให้ร่างกายสงบลง
และบางทียังช่วยชี้ทางสว่างให้แก่ผู้คนได้อีกด้วย
10.ช่วยให้ความบันเทิง
ไม่ว่าจะเป็นหนังสือประเภทไหน หนังสือเรียน สารคดี หนังสือนิยายหรือ
การ์ตูน ก็ย่อมสร้างความ บันเทิงให้ได้ อีกทั้งยังมีสาระ ให้ความรู้ คลาย
เครียด และฝึกสมองได้อีกด้วย อีกทั้งหนังสือยังเป็นสื่อ บันเทิงราคาถูก
เพราะสามารถหาได้ตามห้องสมุด หรือถ้าไม่สามารถไปห้องสมุดได้ก็สามารถ
หาอ่าน ได้ในรูปแบบ PDF หรือ EPUB และบทความที่มีให้อ่านตามอิน
เทอร์เนตซึ่งมีอย่างมากมายได้อีกด้วย การอ่านหนังสือนอกจากให้ประโยชน์
มากมาย ยังเป็นการเปิดโลกกว้างให้คุณได้รู้ได้เห็นในสิ่ง ที่ไม่เคยเห็นเคยรู้
ได้อีกด้วย ลองหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน เริ่มจากหนังสือนิทานหรือบทความ
สั้นๆ ก่อน และคุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวคุณได้เลยทีเดียว
ความหมายของหนังสือ
หนังสือ หมายถึง "เครื่องหมายใช้ขีดเขียนแทนเสียงหรือคำพูด
เช่น อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ลายลักษณ์อักษร เช่น หนังสือ
ราชการ เอกสาร บทประพันธ์ หนังสือ คือ การบันทึกความรู้
ความคิด ประสบการณ์ ลงบนแผ่นกระดาษขนาดเท่า ๆ กัน
โดยใช้ถ้อยคำ สำนวนโวหารในการสื่อสารให้ผู้อ่านได้รับรู้ และ
เข้าใจ ซึ่งใช้การเขียน หรือพิมพ์ แล้วนำมารวมเป็นเล่ม
เอกสารอ้างอิง/บรรณานุกรม
ปัญหาและอุปสรรคในการอ่านหนังสือ. (2565).
สืบค้น 8 พฤศจิกายน 2565.
จาก
https://seedtutor.com/%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8
D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8
%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0
%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%83%E0%B8%99
%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B9
%88/
นิสัยยอดแย่ที่อาจจะทำให้เรียนไม่รู้เรื่อง. (2565). สืบค้น 8 พฤศจิกายน
2565.
จาก http://www.plookfriends.com/blog/content/detail/88785
ข้อดีของการอ่านหนังสือทุกวัน. (2565). สืบค้น 8 พฤศจิกายน 2565.
จาก
http://dept.npru.ac.th/edu2/data/files/20191107141248_20
160512105142_PR%20Arit%20book%2010.pdf
ความหมายของหนังสือ. (2565). สืบค้น 8 พฤศจิกายน 2565.
จาก https://sites.google.com/site/book009230/khwam-hmay-
khxng-hnangsux
การอ่านหนังสือนั้นสำคัญมากสำหรับนักเรียนที่ต้อง
เตรียมตัวสอบ แต่ก็มีปัญหาหลายๆอย่างเช่นกัน ยกตัวอย่าง
เช่น การไม่มีสมาธิในการอ่านหนังสือ ไม่เข้าใจเนื้อหาที่อ่าน
สถานที่เสียงดัง ความเหนื่อยล้าสะสม สาเหตุเหล่านี้เป็น
ปัญหาอย่างมาก เพราะน้องๆจะไม่มีสมาธิในการอ่านหนังสือ
ถ้าน้องๆอ่านหนังสือไม่เข้าใจแม้จะอ่านซ้ำหลายรอบแล้ว
แนะนำให้ทบทวนจากเรื่องที่สำคัญหรือเนื้อหาที่ถนัดก่อน