The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ธรรมจักรฯ แปล แบบสวนโมกข์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sane1965, 2022-08-19 05:11:00

ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร

ธรรมจักรฯ แปล แบบสวนโมกข์

ธรรมจกั รกปั ปวตั นสูตร
แปล

จากหนังสือ สวดมนตแ์ ปล บทพเิ ศษตา่ ง ๆ
สวนโมกขพลาราม

จัดทาขนึ้ เพอื่ สาธยายในโครงการวดั วิถพี ทุ ธเฉลิมพระเกยี รติ

(เข้าวัดวนั อาทติ ยใ์ กลช้ ิดพระศาสนา)
วัดทา่ เรอื จังหวัดภเู ก็ต

1

2

ธัมมจกั รกปั ปวตั นสตู ร แปล

(หนั ทะ มะยงั ธมั มะจกั กปั ปะวตั ตะนะสตุ ตะปาฐงั ภะณามะ เส)

เทฺวเม ภิกขะเว อันตา, ดูก่อนภิกษุทงั้ หลาย, ท่ีสุด

แห่งการกระทาสองอย่างเหล่านี,้ มีอย่,ู ปั พพะชิเตนะ

นะ เสวิตพั พา, เป็นสิ่งท่ีบรรพชติ ไมค่ วรขอ้ งแวะเลย. โย จายงั

กาเมสุ กามะสุขัลลิกานุโยโค, น่ี คือการประกอบตนพวั พนั อยู่

ดว้ ยความใคร่ ในกามทัง้ หลาย, หีโน, เป็นของต่าทราม,

คัมโม, เป็นของชาวบา้ น, โปถุชชะนิโก,เป็นของคนชน้ั ปุถุชน,

อะนะริโย, ไม่ใช่ขอ้ ปฏิบตั ิของพระอรยิ เจา้ , อะนัตถะสัญหิโต,

ไม่ประกอบด้วยประโยชน์เลย, นีอ้ ย่างหน่ึง / โย จายัง

อัตตะกิละมะถานุโยโค, อีกอย่างหนึ่ง, คือการประกอบการ

ทรมานตนใหล้ าบาก, ทุกโข, เป็นส่ิงนามาซ่ึงทกุ ข,์ อะนะริโย,

ไม่ใช่ข้อปฏิบัติของพระอริยเจ้า, อะนัตถะสัญหิโต, ไม่

ประกอบดว้ ยประโยชนเ์ ลย ฯ

เอเต เต ภิกขะเว อุโภ อันเต อะนุปะคัมมะมัชฌิมา
ปะฏิปะทา, ดูก่อนภิกษุทงั้ หลาย, ขอ้ ปฏิบตั ิเป็นทางสายกลาง,

3

ไม่เข้าไปหาส่วนสุดแห่งการกระทาสองอย่างนั้น, มีอยู่,
ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา, เป็นขอ้ ปฏิบตั ิท่ีตถาคตไดต้ รสั รู้
พรอ้ มเฉพาะแลว้ , จักขุกะระณี, เป็นเคร่อื งกระทาใหเ้ กิดจกั ษุ,
ญาณะกะระณี, เป็นเคร่อื งกระทาใหเ้ กิดญาณ, อุปะสะมายะ,
เพ่ือความสงบ, อะภิญญายะ, เพ่ือความรูย้ ่ิง, สัมโพธายะ,
เพ่ือความรูพ้ รอ้ ม, นิพพานายะ สังวัตตะติ, เป็นไปพรอ้ มเพ่อื
นพิ พาน,

กะตะมา จะ สา ภกิ ขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา, ดกู ่อน
ภิกษุทงั้ หลาย, ขอ้ ปฏิบตั ิเป็นทางสายกลางนนั้ เป็นอย่างไรเลา่ ?.
อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค, ขอ้ ปฏิบตั ิเป็นทางสาย
กลางนนั้ , คือขอ้ ปฏบิ ตั เิ ป็นหนทางอนั ประเสรฐิ , ประกอบดว้ ยองค์
แปดประการ นีเ้ อง. เสยยะถีทัง, ไดแ้ ก่สิ่งเหลา่ นคี้ อื , สัมมาทฏิ ฐิ,
ความเห็นชอบ, สัมมาสงั กปั โป, ความดารชิ อบ, สัมมาวาจา,
การพดู จาชอบ, สัมมากัมมันโต, การทาการงานชอบ, สัมมา-
อาชีโว, การเลีย้ งชีวิตชอบ, สัมมาวายาโม, ความพากเพียรชอบ,
สัมมาสะติ, ความระลกึ ชอบ, สัมมาสะมาธิ, ความตงั้ ใจม่นั ชอบ.

4

อะยัง โข สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา, ดกู ่อนภกิ ษุ
ทงั้ หลาย, นีแ้ ล คือขอ้ ปฏิบตั ิเป็นทางสายกลาง, ตะถาคะเตนะ
อะภสิ มั พุทธา, เป็นขอ้ ปฏบิ ตั ิท่ีตถาคตไดต้ รสั รูพ้ รอ้ มเฉพาะแลว้ ,
จักขุกะระณี, เป็นเคร่ืองกระทาใหเ้ กิดจักษุ, ญาณะกะระณี,
เป็นเคร่ืองกระทาใหเ้ กิดญาณ, อุปะสะมายะ, เพ่ือความสงบ,
อะภิญญายะ, เพ่ือความรูย้ ่ิง, สัมโพธายะ, เพ่ือความรู้
พรอ้ ม, นิพพานายะ สังวัตตะติ, เป็นไปพรอ้ มเพ่อื นพิ พาน ฯ

อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อะริยะสัจจัง, ดูก่อน
ภิกษุทัง้ หลาย, ก็อริยสัจคือทุกขน์ ี,้ มีอยู่, ชาติปิ ทุกขา, คือ
ความเกิดก็เป็นทุกข์, ชะราปิ ทุกขา, ความแก่ก็เป็นทุกข์,
มะระณัมปิ ทุกขัง, ความตายก็เป็นทุกข,์ โสกะปะริเทวะ
ทุกขะ โทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา, ความโศก ความราไร
ราพนั , ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ, ความคบั แคน้ ใจ
ก็เป็นทกุ ข,์ อัปปิ เยหิ สัมปะโยโค ทุกโข, ความประสบกบั ส่ิง
ไม่เป็นท่รี กั ท่พี อใจก็เป็นทกุ ข,์ ปิ เยหิ วิปปะโยโค ทกุ โข, ความ
พลัดพรากจากสิ่งเป็นท่ีรักท่ีพอใจก็เป็นทุกข,์ ยัมปิ จฉัง นะ
ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง, มีความปรารถนาสิ่งใด ไม่ไดส้ ่ิงนนั้ น่นั ก็

5

เป็นทกุ ข,์ สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา, ว่าโดยย่อ
อปุ าทานขนั ธท์ งั้ หา้ เป็นตวั ทกุ ข.์

อิทัง โข ปะนะ ภกิ ขะเว ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสจั จัง,
ดกู อ่ นภิกษุทงั้ หลาย, กอ็ รยิ สจั คือเหตใุ หเ้ กดิ ทกุ ขน์ ี,้ มอี ย่,ู ยายงั
ตัณหา, นีค้ อื ตณั หา, โปโนพภะวิกา, อนั เป็นเคร่อื งทาใหม้ ีการ
เกิดอีก, นันทิราคะสะหะคะตา, อันประกอบอยู่ดว้ ยความ
กาหนัด ดว้ ยอานาจความเพลิน, ตัตระ ตัตราภินันทินี, เป็น
เคร่อื งทาใหเ้ พลินอย่างย่ิงในอารมณน์ นั้ ๆ , เสยยะถีทัง, ไดแ้ ก่
ตณั หาเหลา่ นี้ คือ, กามะตัณหา, ตณั หาในกาม, ภะวะตัณหา,
ตณั หาในความมีความเป็น, วิภะวะตัณหา, ตณั หาในความไม่มี
ไม่เป็น,

อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง,
ดกู อ่ นภกิ ษุทงั้ หลาย ก็อรยิ สจั คือความดบั ไม่เหลอื แหง่ ทกุ ขน์ ,ี้ มอี ยู่
โย ตัสสาเยวะ ตัณหายะ อะเสสะวิราคะนิโรโธ, นีค้ ือความ
ดบั สนิทเพราะจางไปโดยไมม่ ีเหลอื ของตณั หานนั้ น่นั เอง. จาโค,
เป็นความสละทิง้ , ปะฏินิสสัคโค, เป็นความสลดั คืน, มุตติ,

6

เป็นความปล่อย, อะนาละโย, เป็นความทาไม่ใหม้ ีท่ีอาศัย,
ซง่ึ ตณั หานนั้ .

อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรธะคามินีปะฏิปะทา
อะริยะสัจจัง, ดกู ่อนภิกษุทงั้ หลาย, ก็อริยสจั คือขอ้ ปฏิบตั ิท่ีทา
สตั วใ์ หล้ ุถึงความดบั ไม่เหลือแห่งทกุ ขน์ ี,้ มีอยู่, อะยะเมวะ
อะริโย อัฏฐังคโิ ก มคั โค, นีค้ ือขอ้ ปฏบิ ตั ิเป็นหนทางอนั ประเสรฐิ
ประกอบดว้ ยองคแ์ ปดประการ . เสยยะถีทัง, ไดแ้ ก่สิง่ เหลา่ นีค้ ือ,
สัมมาทิฏฐิ, ความเห็นชอบ, สัมมาสังกัปโป, ความดาริชอบ,
สัมมาวาจา, การพดู จาชอบ, สัมมากัมมันโต, การทาการงาน
ชอบ, สมั มาอาชโี ว การเลยี้ งชีวิตชอบ, สมั มาวายาโม, ความ
พากเพยี รชอบ, สมั มาสะติ, ความระลกึ ชอบ, สัมมาสะมาธิ,
ความตงั้ ใจม่นั ชอบฯ

อิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ
อะนะนุสสุเตสุ, ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาท,ิ ญาณัง อุทะปาท,ิ
ปัญญา อุทะปาทิ, วิชชา อุทะปาทิ, อาโลโก อุทะปาทิ,
ดูก่อนภิกษุทงั้ หลาย, จกั ษุเกิดขึน้ แลว้ แก่เรา, ญาณเกิดขึน้ แลว้
แก่เรา, ปัญญาเกิดขึน้ แลว้ แก่เรา, วิชชาเกิดขึน้ แลว้ แก่เรา, แสง

7

สว่างเกิดขึน้ แลว้ แก่เรา, ในธรรมท่ีเราไม่เคยฟังมาแต่ก่อน, ว่า
อรยิ สจั คอื ทกุ ข,์ เป็นอย่างนี้ อยา่ งนี้ ดงั นี,้ ตงั โข ปะนิทงั ทุกขงั
อะริยะสัจจัง ปะริญเญยยันติ, ว่า ก็อริยสจั คือทุกขน์ ั้นแล,
เป็นส่ิงท่ีควรกาหนดรู้ ดงั นี,้ ตัง โข ปะนิทงั ทกุ ขัง อะรยิ ะสจั จัง
ปะริญญาตันติ, ว่า ก็อริยสจั คือทกุ ขน์ นั้ แล เรากาหนดรูไ้ ดแ้ ลว้
ดงั นี.้

อิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว,
ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ, ญาณัง
อุทะปาทิ, ปัญญา อุทะปาทิ, วิชชา อุทะปาทิ, อาโลโก
อุทะปาทิ, ดกู ่อนภิกษุทงั้ หลาย, จกั ษุเกิดขนึ้ แลว้ แก่เรา, ญาณ
เกิดขึน้ แลว้ แก่เรา, ปัญญาเกิดขึน้ แลว้ แก่เรา, วิชชาเกิดขึน้ แลว้
แก่เรา, แสงสว่างเกิดขนึ้ แลว้ แก่เรา, ในธรรมท่ีเราไม่เคยฟังมาแต่
ก่อน, ว่าอริยสจั คือเหตใุ หเ้ กิดทกุ ข์ เป็นอย่างนี้ อย่างนี้ ดงั นี.้ ตัง
โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหาตัพพันติ, ว่า
ก็อรยิ สจั คือเหตใุ หเ้ กิดทกุ ขน์ นั้ แล, เป็นสิ่งท่ีควรละเสีย ดงั นี,้ ตัง
โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหีนันติ, ว่า ก็
อรยิ สจั คือเหตใุ หเ้ กิดทกุ ขน์ นั้ แล เราละไดแ้ ลว้ ดงั นี.้

8

อิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ
อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ, ญาณัง อุทะปาทิ,
ปัญญา อุทะปาทิ, วชิ ชา อุทะปาท,ิ อาโลโก อุทะปาท,ิ ดกู อ่ น
ภิกษุทงั้ หลาย, จกั ษุเกิดขึน้ แลว้ แก่เรา, ญาณเกิดขึน้ แลว้ แก่เรา,
ปัญญาเกิดขึน้ แลว้ แก่เรา, วิชชาเกิดขึน้ แลว้ แก่เรา, แสงสว่าง
เกิดขนึ้ แลว้ แก่เรา, ในธรรมท่ีเราไม่เคยฟังมาแต่ก่อน, ว่า อริยสจั
คือความดบั ไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่าง นีอ้ ย่างนี้ ดงั นี,้ ตัง โข
ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกาตัพพันติ, ว่า ก็
อรยิ สจั คือความดบั ไม่หลือแห่งทกุ ข์ นนั้ แล เป็นส่ิงท่ีควรทาใหแ้ จง้
ดงั นี,้ ตัง โข ปะนิทัง ทกุ ขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สจั ฉิกะตันติ,
ว่า ก็อรยิ สจั คอื ความดบั ไมห่ ลอื แหง่ ทกุ ข์ นนั้ แล เราทาใหแ้ จง้ ได้
แลว้ ดงั นี.้

อิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจันติ เม
ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ,
ญาณัง อุทะปาทิ, ปัญญา อุทะปาทิ, วิชชา อุทะปาทิ,
อาโลโก อุทะปาทิ, ดกู ่อนภิกษุทงั้ หลาย, จกั ษุเกิดขนึ้ แลว้ แก่เรา,
ญาณเกิดขนึ้ แลว้ แก่เรา, ปัญญาเกิดขนึ้ แลว้ แก่เรา, วิชชาเกิดขนึ้

9

แลว้ แก่เรา, แสงสว่างเกิดขึน้ แลว้ แก่เรา, ในธรรมท่ีเราไม่เคยฟัง
มาแต่ก่อน, ว่าอริยสจั คือขอ้ ปฏิบัติท่ีทาสตั วใ์ หล้ ถุ ึงความดับไม่
เหลอื แหง่ ทกุ ข,์ เป็นอย่างนี้ อยา่ งนี้ ดงั นี,้ ตงั โข ปะนิทัง ทกุ ขะ
นิโรธะคามินีปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาเวตัพพันติ, ว่า ก็
อริยสัจคือขอ้ ปฏิบัติท่ีทาสตั วใ์ หล้ ุถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์
นนั้ แล, เป็นส่ิงท่ีควรทาใหเ้ กิดมี ดงั นี,้ ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะ
นิโรธะคามินีปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาวิตันติ, ว่า ก็อรยิ สจั
คือขอ้ ปฏิบัติท่ีทาสตั วใ์ หล้ ุถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ นั้นแล,
เราทาใหเ้ กิดมีไดแ้ ลว้ ดงั นี.้

ยาวะกวี ัญจะ เม ภกิ ขะเว, อเิ มสุ จะตสู ุ อะรยิ ะสัจเจสุ,
เอวนั ติปะรวิ ฏั ฏัง ทวฺ าทะสาการัง ยะถาภูตงั ญาณะทสั สะนัง
นะ สุวิสุทธัง อะโหสิ, ดกู ่อนภิกษุทงั้ หลาย, ปัญญาเคร่อื งรูเ้ ห็น
ตามท่ีเป็นจรงิ , มปี รวิ ฏั ฏส์ าม มีอาการสิบสอง เช่นนนั้ , ในอรยิ สจั
ทงั้ สเี่ หลา่ นี,้ ยงั ไม่เป็นของบรสิ ทุ ธิ์หมดจดดว้ ยดแี ก่เรา อยเู่ พยี งใด,

เนวะ ตาวาหัง ภิกขะเว, สะเทวะเก โลเก สะมาระเก
สะพรัหมะเก, สัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะ
มะนุสสายะ, อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ

10

ปัจจัญญาสิง, ดกู ่อนภิกษุทงั้ หลาย ตลอดกาลเพียงนนั้ , เรายงั
ไมป่ ฏญิ ญาวา่ ไดต้ รสั รูพ้ รอ้ มเฉพาะแลว้ , ซง่ึ อนตุ ตรสมั มาสมั โพธิ
ญาณ, ในโลกพรอ้ มทงั้ เทวโลก มารโลก พรหมโลก, ในหม่สู ตั ว์
พรอ้ มทงั้ สมณพราหมณ์ พรอ้ มทงั้ เทวดาและมนษุ ย,์

ยะโต จะ โข เม ภิกขะเว, อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ,
เอวันติปะรวิ ัฏฏัง ทวฺ าทะสาการัง ยะถาภูตงั ญาณะทสั สะนัง
สุวิสุทธัง อะโหสิ, ดกู ่อนภิกษุทงั้ หลาย, เม่ือใด, ปัญญาเคร่อื งรู้
เห็นตามท่ีเป็นจริง, มีปริวฏั ฏส์ าม มีอาการสิบสอง เช่นนนั้ , ใน
อรยิ สจั ทงั้ ส่เี หลา่ นี,้ เป็นของบรสิ ทุ ธิ์หมดจดดว้ ยดแี กเ่ รา, อะถาหงั
ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะเก, สัสสะ
มะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ, อะนุต
ตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิง, ดูก่อน
ภิกษุทงั้ หลาย เม่อื นนั้ , เราปฏญิ ญาว่า ไดต้ รสั รูพ้ รอ้ มเฉพาะแลว้ ,
ซึ่งอนตุ ตรสมั มาสมั โพธิญาณ, ในโลกพร้อมทงั้ เทวโลก มารโลก
พรหมโลก, ในหม่สู ตั วพ์ รอ้ มทงั สมณพราหมณ์ พรอ้ มทงั้ เทวดา
และมนษุ ย,์

11

ญาณัญจะ ปะนะ เม ภกิ ขะเว ทัสสะนัง อุทะปาทิ,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ก็ญาณและทัศนะได้เกิดขึน้ แลว้ แก่เรา,
อะกุปปา เม วิมุตติ, ว่าความหลดุ พน้ ของเราไม่กลบั กาเริบ,
อะยะมันติมา ชาติ, ความเกิดนีเ้ ป็นการเกิดครงั้ สุดทา้ ย,
นัตถิทานิ ปุนัพภะโว-ต,ิ บดั นี้ ความเกิดอีกย่อมไมม่ ี ดงั นี.้

12


Click to View FlipBook Version