หลักสตู รระดบั ชั้นเรยี น วชิ าภาษาไทย
รายวิชาภาษาไทยเพ่มิ เตมิ (การศึกษาคน้ คว้า)
ระดับชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ ๔/๒ ภาคเรยี นที่ ๑
ปีการศกึ ษา ๒๕๖๕
ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑
กล่มุ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย
สานักงานเขตพื้นทก่ี ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา อดุ รธานี
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ
คานา
กลุม่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย ไดจ้ ัดทาหลักสตู รกล่มุ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทยฉบบั น้ี ซึง่ เปน็
เอกสารประกอบหลกั สตู รสถานศกึ ษา โรงเรียนไชยวานวิทยา พทุ ธศกั ราช 2564 ตามหลักสตู รแกนกลาง
การศกึ ษาข้นั พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 เพื่อเป็นเป้าหมายในการพฒั นาคุณภาพผู้เรียน และกระบวนการ
จัดการเรียนรู้ เพ่ือเป็นกรอบและทศิ ทางในการจดั การเรียนการสอน ให้ตรงตามมาตรฐานตวั ชวี้ ัดและสาระการ
เรยี นรู้ ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โดยพิจารณาตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน 2551
(ฉบับปรับปรุง พทุ ธศักราช 2560) หลักสูตรสถานศกึ ษา โรงเรียนไชยวานวทิ ยา พุทธศักราช 2564 ซ่งึ มี
องค์ประกอบดังน้ี
- วิสยั ทศั น์ หลักการ จุดหมาย
- สมรรถนะสาคญั ของผูเ้ รยี น
- คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
- สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
- ทกั ษะกระบวนการ
- คุณภาพผู้เรียน
- ตัวชว้ี ัดและสาระการเรยี นรู้แกนกลาง
- รายวชิ าท่ีเปดิ สอน
- คาอธบิ ายรายวิชาและโครงสรา้ งรายวชิ าพื้นฐาน
- ส่อื /แหล่งเรียนรู้
- การวดั และประเมินผลการเรียนรู้
คณะผจู้ ัดทาขอขอบคุณผูท้ ม่ี ีส่วนรว่ มในการพัฒนาและจดั ทาหลักสตู รกลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย
ฉบับนี้ จนสาเร็จลลุ ่วงเปน็ อยา่ งดี และหวังเป็นอยา่ งยง่ิ ว่าจะเกิดประโยชนต์ ่อการจดั การเรยี นรใู้ ห้กบั ผู้เรยี น
ต่อไป
คณะผู้จดั ทา
ปีการศึกษา ๒๕๖๕
วิสัยทัศนก์ ลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย
"กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย มงุ่ พัฒนาผู้เรยี นให้มคี วามรู้ ทักษะทางภาษาไทยนาไปใช้
ในการดารงชวี ิตและเป็นเคร่ืองมือในการแสวงหาความรใู้ นศาสตร์อื่น ๆ รักและภมู ิใจในภาษาไทย
ในฐานะเปน็ มรดกของชาติ”
หลักการและจดุ มุ่งหมายของหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน ๒๕๕๑
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน มงุ่ พัฒนาผูเ้ รียนทุกคน ซงึ่ เป็นกาลงั ของชาตใิ หเ้ ปน็ มนุษย์
ทีม่ ีความสมดุลท้ังด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสานึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดม่ัน-
ในการปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษตั ริย์ทรงเปน็ ประมขุ มีความรู้และทักษะพ้ืนฐาน
รวมท้งั เจตคติ ทจี่ าเป็นต่อการศกึ ษาต่อการประกอบอาชพี และการศึกษาตลอดชวี ิต โดยมุง่ เน้นผ้เู รยี น-
เป็นสาคัญบนพื้นฐานความเช่ือว่า ทกุ คนสามารถเรียนรูแ้ ละพฒั นาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ
หลกั การ
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน มหี ลักการท่ีสาคัญ ดงั น้ี
๑. เป็นหลกั สูตรการศกึ ษาเพื่อความเปน็ เอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการเรียนรู้
เป็นเป้าหมายสาหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคณุ ธรรมบนพ้นื ฐานของ-
ความเปน็ ไทยควบคู่กบั ความเป็นสากล
๒. เป็นหลกั สูตรการศึกษาเพ่ือปวงชน ทป่ี ระชาชนทุกคนมโี อกาสได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาค
และมีคุณภาพ
๓. เป็นหลกั สตู รการศึกษาที่สนองการกระจายอานาจ ให้สังคมมสี ่วนร่วมในการจดั การศกึ ษา
ใหส้ อดคล้องกบั สภาพและความตอ้ งการของท้องถน่ิ
๔. เป็นหลักสูตรการศึกษาทม่ี ีโครงสร้างยืดหยนุ่ ทงั้ ด้านสาระการเรยี นรู้ เวลาและการจดั การเรยี นรู้
๕. เป็นหลักสตู รการศึกษาทเี่ น้นผูเ้ รียนเป็นสาคัญ
๖. เปน็ หลกั สตู รการศึกษาสาหรับการศกึ ษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุม-
ทกุ กลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์
จุดหมาย
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐาน มุง่ พัฒนาผู้เรยี นให้เปน็ คนดี มปี ัญญา มคี วามสุข
มีศกั ยภาพในการศกึ ษาต่อ และประกอบอาชพี จึงกาหนดเปน็ จุดหมายเพื่อให้เกดิ กับผู้เรียน
เม่อื จบการศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน ดงั น้ี
๑. มคี ณุ ธรรม จริยธรรม และค่านยิ มทพี่ ึงประสงค์ เหน็ คุณค่าของตนเอง มวี ินัยและปฏบิ ัติตน
ตามหลกั ธรรมของพระพุทธศาสนา หรอื ศาสนาทตี่ นนบั ถือ ยึดหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
๒. มคี วามรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแกป้ ัญหา การใชเ้ ทคโนโลยี และมีทกั ษะชวี ติ
๓. มสี ขุ ภาพกายและสุขภาพจิตทีด่ ี มีสุขนสิ ัย และรักการออกกาลังกาย
๔. มคี วามรกั ชาติ มจี ติ สานกึ ในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมนั่ ในวถิ ชี วี ิต
และการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษัตรยิ ท์ รงเปน็ ประมขุ
๕. มจี ิตสานกึ ในการอนรุ ักษ์วฒั นธรรมและภมู ปิ ัญญาไทย การอนรุ ักษ์และพัฒนาสิง่ แวดล้อม
มีจิตสาธารณะที่มงุ่ ทาประโยชนแ์ ละสรา้ งสิ่งที่ดงี ามในสงั คม และอย่รู ่วมกนั ในสงั คมอย่างมคี วามสุข
สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน มุ่งใหผ้ เู้ รยี นเกดิ สมรรถนะสาคญั ๕ ประการ ดังนี้
๑. ความสามารถในการส่ือสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มวี ัฒนธรรมในการใชภ้ าษา
ถ่ายทอดความคิด ความรูค้ วามเข้าใจ ความรสู้ ึก และทศั นะของตนเองเพอ่ื แลกเปล่ียนข้อมลู ข่าวสารและ
ประสบการณ์อันจะเปน็ ประโยชนต์ อ่ การพัฒนาตนเองและสงั คม รวมทง้ั การเจรจาต่อรองเพ่ือขจัด
และลดปญั หาความขัดแย้งตา่ ง ๆ การเลือกรบั หรือไม่รับข้อมูลขา่ วสารดว้ ยหลักเหตุผลและความถกู ต้อง
ตลอดจนการเลือกใชว้ ธิ ีการสื่อสาร ทีม่ ปี ระสิทธภิ าพโดยคานงึ ถึงผลกระทบท่ีมตี ่อตนเองและสังคม
๒. ความสามารถในการคดิ เป็นความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ การคดิ สงั เคราะห์ การคิดอยา่ ง-
สร้างสรรค์ การคิดอยา่ งมีวิจารณญาณ และการคดิ เป็นระบบ เพอ่ื นาไปส่กู ารสรา้ งองคค์ วามรู้หรอื สารสนเทศ
เพอื่ การตดั สินใจเก่ยี วกบั ตนเองและสงั คมได้อย่างเหมาะสม
๓. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแกป้ ัญหาและอปุ สรรคต่าง ๆ ท่ีเผชญิ -
ได้อยา่ งถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลกั เหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เขา้ ใจความสัมพันธ์
และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณต์ า่ ง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยกุ ต์ความรมู้ าใช้ในการป้องกนั
และแก้ไขปัญหา และมีการตัดสนิ ใจท่ีมปี ระสิทธภิ าพโดยคานึงถงึ ผลกระทบทเี่ กดิ ขึ้นต่อตนเอง สงั คม
และสิ่งแวดลอ้ ม
๔. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต เป็นความสามารถในการนากระบวนการตา่ ง ๆ ไปใช้ในการ-
ดาเนินชีวิตประจาวัน การเรียนรู้ดว้ ยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเน่ือง การทางาน และการอยรู่ ว่ มกนั ในสงั คม
ดว้ ยการสรา้ งเสริมความสัมพันธอ์ ันดีระหวา่ งบคุ คล การจดั การปญั หาและความขัดแย้งต่าง ๆ อยา่ งเหมาะสม
การปรับตัวใหท้ นั กับการเปลีย่ นแปลงของสงั คมและสภาพแวดลอ้ ม และการรจู้ ักหลกี เล่ยี งพฤติกรรม-
ไมพ่ ึงประสงคท์ ่สี ่งผลกระทบต่อตนเองและผอู้ ื่น
๕. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลอื ก และใช้ เทคโนโลยีดา้ นตา่ ง ๆ
และมที ักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพือ่ การพฒั นาตนเองและสงั คม ในด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร
การทางาน การแก้ปญั หาอย่างสร้างสรรค์ ถกู ต้อง เหมาะสม และมีคณุ ธรรม
คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน ม่งุ พัฒนาผ้เู รียนให้มคี ุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ เพือ่ ให้-
สามารถอย่รู ่วมกบั ผอู้ น่ื ในสงั คมได้อยา่ งมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังน้ี
๑. รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์
๒. ซื่อสตั ย์สุจรติ
๓. มวี ินยั
๔. ใฝ่เรียนรู้
๕. อยูอ่ ย่างพอเพียง
๖. มุ่งมน่ั ในการทางาน
๗. รกั ความเปน็ ไทย
๘. มจี ติ สาธารณะ
สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
สาระที่ ๑ การอา่ น
มาตรฐาน ท ๑.๑ ใชก้ ระบวนการอ่านสรา้ งความรแู้ ละความคดิ เพ่อื นาไปใชต้ ดั สนิ ใจ
แก้ปญั หาในการดาเนนิ ชีวติ และมีนิสยั รักการอา่ น
สาระท่ี ๒ การเขยี น
มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรยี งความ ยอ่ ความ
และเขียนเรื่องราวในรูปแบบตา่ งๆ เขียนรายงานข้อมลู สารสนเทศและรายงานการศึกษาคน้ คว้า
อย่างมีประสิทธภิ าพ
สาระที่ ๓ การฟัง การดู และการพูด
มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพดู แสดงความรู้ ความคดิ และความรสู้ กึ
ในโอกาสตา่ ง ๆ อยา่ งมวี ิจารณญาณและสร้างสรรค์
สาระที่ ๔ หลักการใช้ภาษาไทย
มาตรฐาน ท ๔.๑ เขา้ ใจธรรมชาติของภาษาและหลกั ภาษาไทย การเปลย่ี นแปลงของภาษา และพลังของ
ภาษา ภมู ปิ ัญญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไวเ้ ปน็ สมบตั ขิ องชาติ
สาระท่ี ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม
มาตรฐาน ท ๕.๑ เขา้ ใจและแสดงความคดิ เห็น วจิ ารณว์ รรณคดแี ละวรรณกรรมไทยอย่างเหน็ คุณค่า
และนามาประยกุ ต์ใช้ในชีวิตจรงิ
ทักษะและกระบวนการกลุ่มสาระวชิ าภาษาไทย
กลุ่มสาระวิชาภาษาไทย ไดใ้ ช้ทักษะทีจ่ าเป็นในการจดั การเรียนรู้ และมีข้ันตอนดังน้ี
๑. ทกั ษะกระบวนการ ๙ ข้ัน มขี น้ั ตอนดังนี้
๑.๑ ตระหนักในปัญหาและความจาเปน็
ครยู กสถานการณ์ตัวอยา่ งให้ผ้เู รยี นเขา้ ใจและตระหนักในปัญหา ความจาเปน็ ของเร่ืองทจ่ี ะ
ศกึ ษาหรือเหน็ ประโยชน์ ความสาคัญของการศึกษาน้นั ๆ โดยครอู าจนาเสนอเป็นกรณตี ัวอย่าง หรอื
สถานการณ์ทีส่ ะท้อนให้เห็นปัญหาความขัดแย้งของเรื่องทีจ่ ะศึกษาโดยใชส้ ่อื ประกอบ เชน่ รปู ภาพ วดิ ีทศั น์
สถานการณ์จริง กรณีตวั อย่าง สไลด์ ฯลฯ
๑.๒ คิดวิเคราะห์วิจารณ์
ครูกระตุ้นให้ผู้เรียนไดค้ ิดวเิ คราะห์ วจิ ารณ์ ตอบคาถาม แบบฝึกหัด ข้อมูลและให้โอกาสผเู้ รียน
แสดงความคิดเห็นเป็นกลุม่ หรอื รายบคุ คล
๑.๓ สร้างทางเลอื กให้หลากหลาย
เป็นโอกาสให้ผูเ้ รียนแสวงหาทางเลือกในการแก้ปัญหาอย่างหลากหลายโดยรว่ มกนั คดิ เสนอ
ทางเลอื ก และอภิปรายข้อดขี ้อเสียของทางเลือกนน้ั ๆ
๑.๔ ประเมนิ และเลือกทางเลือก
ใหผ้ เู้ รยี นพิจารณาตดั สินเลือกแนวทางในการแกป้ ัญหาโดยร่วมกนั สร้างเกณฑท์ ตี่ ้องนึกถึงปจั จยั วธิ ดี าเนนิ การ
ผลผลติ ข้อจากดั ความเหมาะสม กาลเทศะ เพ่ือใช้ในการพิจารณาการเลือกแนวทางการแก้ปญั หา ซง่ึ อาจใช้
วธิ ีระดมพลงั สมอง อภปิ ราย ศกึ ษาคน้ ควา้ เพิม่ เติม
๑.๕ กาหนดและลาดบั ข้ันตอนการปฏิบัติ
ใหผ้ ู้เรียนวางแผนการทางานของตนเองหรือกลมุ่ อาจใช้ลาดบั ขัน้ การดาเนนิ งานดงั น้ี
- ศกึ ษาข้อมูลพน้ื ฐาน
- กาหนดวตั ถปุ ระสงค์
- กาหนดขั้นตอนการทางาน
- กาหนดผรู้ บั ผิดชอบ (กรณที างานรว่ มกันเป็นกลุ่ม)
- กาหนดระยะเวลาการทางาน
- กาหนดวิธีการประเมินผล
๑.๖ ปฏิบัติดว้ ยความชน่ื ชม
เป็นโอกาสให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติตามขั้นตอนท่ีกาหนดไวด้ ว้ ยความสมัครใจ ตง้ั ใจมีความ
กระตือรอื ร้นและเพลิดเพลินกับการทางาน
๑.๗ ประเมนิ ระหว่างปฏิบัติ
ผเู้ รยี นไดส้ ารวจปญั หาอปุ สรรคในการปฏิบตั ิงานโดยการซกั ถามอภิปรายแลกเปล่ียนความคิดเห็น มกี าร
ประเมินผลการปฏบิ ตั งิ านตามขน้ั ตอนและตามแผนท่ีกาหนดไว้ โดยสรปุ ผลการทางานแตล่ ะช่วง แลว้ นาเสนอ
แนวทางการปรับปรุงการทางานข้นั ต่อไป
๑.๘ ปรับปรุงให้ดีขึน้ อยู่เสมอ
ผู้เรยี นนาผลทไ่ี ด้จากการประเมินในแตล่ ะขน้ั ตอนมาเปน็ แนวทางในการพัฒนางานให้มปี ระสิทธภิ าพยิ่งขน้ึ
๑.๙ ประเมินผลรวมเพ่ือใหเ้ กดิ ความภูมิใจ
ผู้เรยี นสรปุ ผลการดาเนินงาน โดยการเปรยี บเทยี บผลงานกับวัตถปุ ระสงค์ทกี่ าหนดไว้และผลพลอยได้อื่นๆ ซ่ึง
อาจเผยแพร่ขยายผลงานแก่ผู้อ่นื ได้รับด้วยความเต็มใจ
๒. กระบวนการสร้างความคิดรวบยอด มขี ั้นตอนดังนี้
๒.๑ สังเกต
ให้ผ้เู รียนรบั รขู้ อ้ มูล และศกึ ษาด้วยวธิ ีการต่างๆโดยใช้ส่อื ประกอบเพ่ือกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิด
ข้อกาหนดเฉพาะด้วยตนเอง
๒.๒ จาแนกความแตกตา่ ง
ใหผ้ ู้เรยี นบอกข้อแตกต่างของสงิ่ ที่รับรู้และให้เหตุผลในความแตกตา่ งน้ัน
๒.๓ หาลกั ษณะรว่ ม
ผูเ้ รียนมองเหน็ ความเหมือนในภาพของส่ิงทีร่ บั รู้และสรปุ เป็นวธิ กี าร หลกั การ คาจากดั ความ
หรือนยิ ามได้
๒.๔ ระบุช่ือความคดิ รวบยอด
ผู้เรียนได้ความคิดรวบยอดเก่ียวกับสง่ิ ทีร่ บั รู้
๒.๕ ทดสอบและนาไปใช้
ผู้เรียนได้ทดลอง ทดสอบ สังเกต ทาแบบฝึกหัด ปฏิบตั ิ เพื่อประเมินความรู้
๓. กระบวนการคิดอยา่ งมวี ิจารณญาณ
เป็นความสามารถทางกระบวนการทางปญั ญาที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ เกิดความจา เขา้ ใจ จนถงึ ขั้น
การวเิ คราะห์ สงั เคราะห์ และประเมนิ ค่าตามแนวของ BLOOM แนวหน่ึง อีกแนวหน่งึ เป็นแนวคิดของ
GAGNE ท่เี ปน็ กระบวนการเริ่มจากสญั ลกั ษณ์ทางภาษาจนโยงเปน็ ความคดิ รวบยอด เป็นกฎเกณฑ์และ
นากฎเกณฑไ์ ปใช้และเพอ่ื ให้ง่ายตอ่ การสอนซ่งึ ไมจ่ าเปน็ ต้องใช้เปน็ ข้นั ๆ อาจจะเลือกใชเ้ ทคนิคใดก่อนหลังก็ได้
ขึน้ อยูก่ ับการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอน แต่ควรพยายามกระตนุ้ ใหผ้ ู้เรยี นผา่ นข้นั ตอนย่อยทุกข้ันตอน
๓.๑ สงั เกต
เนน้ การให้ทากิจกรรมรบั รแู้ บบปรนยั เขา้ ใจ ได้ความคอดรวบยอด เชอื่ มโยงความสมั พนั ธ์
ของสิ่งตา่ งๆ สรุปเป็นใจความสาคัญครบถว้ น ตรงตามหลกั ฐานข้อมลู
๓.๒ อธิบาย
ให้ผเู้ รียนตอบคาถาม แสดงความคดิ เห็น เชงิ เหน็ ดว้ ยไม่เหน็ ด้วยกบั สงิ่ ที่กาหนดเนน้ การใช้
เหตผุ ลดว้ ยหลักการกฎเกณฑ์ อ้างหลกั ฐานข้อมลู ประกอบใหน้ า่ เชือ่ ถอื
๓.๓ รบั ฟงั
ให้ผ้เู รียนได้ฟังความคดิ เหน็ ได้ตอบคาถามวิพากษ์วจิ ารณจ์ ากผู้อ่นื ที่มีต่อความคิดของตน เนน้
การปรับเปลยี่ นความคดิ เดิมของตนตามเหตผุ ลหรือข้อมูลท่ีดี โดยไม่ใช้อารมณห์ รือดอ้ื เพ่งตอ่ ความคดิ เดิม
๓.๔ เชอ่ื มโยงความสัมพนั ธ์
ใหผ้ เู้ รียนไดเ้ ปรียบเทียบความแตกตา่ ง และความคล้ายคลึงของสง่ิ ตา่ งๆใหส้ รุปจดั กล่มุ สง่ิ ที่
เป็นพวกเดยี วกนั เช่ือมโยงเหตกุ ารณเ์ ชงิ หาเหตุและผล หากกฎเกณฑ์การเช่ือมโยงในลักษณะอุปมาอปุ มัย
๓.๕ วิจารณ์
จัดกจิ กรรมให้วเิ คราะหเ์ หตกุ ารณ์ คากล่าว แนวคิด หรือการกระทา แล้วใหจ้ าแนกหา
จดุ เด่น-จุดดอ้ ย สว่ นดี-สว่ นเสยี ส่วนสาคัญ-ไมส่ าคญั จากส่ิงน้นั ด้วยการยกเหตุผล หลักการ มาประกอบ
การวจิ ารณ์
๓.๖ สรปุ
จัดกจิ กรรมให้พจิ ารณาส่วนประกอบของการกระทาหรอื ข้อมูลตา่ งๆทเ่ี ชื่อมโยงเกย่ี วข้องกนั
แลว้ ใหส้ รปุ ผลอย่างตรงและถูกตอ้ งตามหลักฐานข้อมลู
๔. กระบวนการปฏบิ ัติ
เป็นกระบวนการท่มี ุ่งให้ผเู้ รยี นปฏิบตั ิจนเกิดทักษะ มขี ัน้ ตอนดงั นี้
๔.๑ สงั เกตรบั รู้
ใหผ้ เู้ รียนได้เห็นตัวอยา่ งหลากหลายจนเกิดความเขา้ ใจและสรปุ ความคิดรวบยอด
๔.๒ ทาตามแบบ
ทาตามตวั อย่างที่แสดงใหเ้ หน็ ทลี ะข้นั ตอนจากขั้นพ้นื ฐานไปสงู่ านทซ่ี บั ซ้อนขึ้น
๔.๓ ทาเองโดยไมม่ ีแบบ
เป็นการให้ฝึกปฏิบัตชิ นดิ ครบถว้ นกระบวนการทางาน ตง้ั แตต่ ้นจนจนด้วยตนเอง
๔.๔ ฝกึ ให้ชานาญ
ใหป้ ฏบิ ัติดว้ ยตนเองจนเกิดความชานาญ หรอื ทาไดโ้ ดยอัตโนมัติ ซ่งึ อาจเป็นงานชน้ิ เดมิ หรือ
งานที่คิดขึ้นใหม่
๕. กระบวนการเรยี นภาษา
เป็นกระบวนการท่มี ุ่งใหเ้ กดิ การพฒั นาทักษะทางภาษา มขี ้ันตอนดังน้ี
๕.๑ ทาความเขา้ ใจสญั ลักษณ์ สอ่ื รปู ภาพ รูปแบบ เครื่องหมาย ผเู้ รียนรับรู้เกยี่ วกับ
ความหมายของคา กลุ่มคา ประโยคและถ้อยคา สานวนตา่ งๆ
๕.๒ สรา้ งความคิดรวบยอด
ผเู้ รยี นเกิดการเชือ่ มโยงความรู้จากประสบการณ์ มาสคู่ วามเข้าใจและเกิดภาพรวมเกย่ี วกบั ส่งิ
ทเ่ี รียนด้วยตนเอง
๕.๓ สือ่ ความหมาย ความคิด
ผู้เรียนถา่ ยทอดทางภาษาให้ผอู้ นื่ เข้าใจได้
๕.๔ พัฒนาความสามารถ
ผ้เู รียนเกดิ การเรยี นรตู้ ามขั้นตอนคือความรู้ความจา เขา้ ใจ นาไปใชว้ เิ คราะห์ สงั เคราะห์
และประเมินคา่ ได้
๖. กระบวนการกลมุ่
เปน็ กระบวนการมงุ่ ให้ผู้เรียนทางานรว่ มกัน โดยเนน้ กิจกรรมดังนี้
๖.๑ มีผ้นู ากลุ่ม ซึง่ อาจผลัดเปลี่ยนกัน
๖.๒ วางแผนกาหนดวตั ถุประสงค์และวิธกี าร
๖.๓ รบั ฟงั ความคิดเห็นจากสมาชิกทกุ คนบนพนื้ ฐานของเหตผุ ล
๖.๔ แบ่งหนา้ ที่รับผดิ ชอบ เม่ือมกี ารปฏิบัติ
๖.๕ ติดตามผลการปฏบิ ตั แิ ละปรบั ปรงุ
๖.๖ ประเมินผลรวมและชนื่ ชมในผลงานของคณะ
๗. กระบวนการเรียนความรคู้ วามเข้าใจ
ใชก้ บั การเรียนเนอ้ื หาเชงิ ความรูต้ ามความจรงิ มขี ้ันตอนดังน้ี
๗.๑ สงั เกต ตระหนกั
พจิ ารณาข้อมลู สาระความรู้ เพ่ือความสร้างความคดิ รวบยอด กระตนุ้ ใหต้ ั้งคาถาม ต้ัง
ข้อสงั เกต สังเคราะห์ข้อมลู เพอ่ื ทาความเขา้ ใจในสิ่งทต่ี อ้ งการเรยี นรู้ และกาหนดเปน็ วัตถุประสงค์เปน็ แนวทาง
ทีจ่ ะแสวงหาคาตอบต่อไป
๗.๒ วางแผนปฏบิ ตั ิ
นาวัตถุประสงค์หรอื คาถามทีท่ ุกคนสนใจจะหาคาตอบมาวางแผนเพื่อกาหนดแนวทางปฏิบตั ิ
ทีเ่ หมาะสม
๗.๓ ลงมือปฏิบัติ
กาหนดให้สมาชกิ ในกลมุ่ ย่อย ๆ ไดแ้ สวงหาคาตอบจากแหล่งความรู้ด้วยวธิ ตี ่างๆ เช่น คน้ ควา้
ศึกษานอกสถานที่ หาข้อมลู จากองค์กรในชุมชน ฯลฯ ตามแผนท่ีวางไว้
๗.๔ พฒั นาความร้คู วามเข้าใจ
นาความรู้ที่ไดม้ ารายงานและอภปิ รายเชิงแปลความ ตคี วาม ขยายความ นาไปใช้วิเคราะห์
สังเคราะห์ และประเมนิ คา่
๗.๕ สรุป
คณุ ภาพของผู้เรยี น
จบชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๖
อา่ นออกเสียงบทร้อยแกว้ และบทร้อยกรองเป็นทานองเสนาะได้ถูกต้องและเข้าใจ ตีความ แปลความ
และขยายความเรือ่ งท่ีอา่ นได้ วิเคราะหว์ ิจารณ์เรื่องที่อา่ น แสดงความคิดเห็นโตแ้ ยง้ และเสนอความคดิ ใหม่
จากการอ่านอย่างมเี หตผุ ล คาดคะเนเหตุการณ์จากเร่ืองท่ีอ่าน เขยี นกรอบแนวคิด ผังความคดิ บันทกึ
ย่อความ และเขียนรายงานจากสง่ิ ทอี่ ่าน สงั เคราะห์ ประเมินคา่ และนาความรู้ความคิดจากการอา่ นมาพฒั นา
ตน พฒั นาการเรยี น และพัฒนาความรทู้ างอาชีพ และนาความร้คู วามคดิ ไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหา ในการ
ดาเนินชีวติ มมี ารยาท และมีนสิ ยั รักการอ่าน
เขียนส่ือสารในรูปแบบตา่ งๆ โดยใช้ภาษาได้ถูกต้องตรงตามวัตถปุ ระสงค์ ย่อความจากสอื่ ท่มี รี ูปแบบ
และเนอ้ื หาทีห่ ลากหลาย เรียงความแสดงแนวคิดเชิงสรา้ งสรรค์โดยใชโ้ วหารตา่ งๆ เขียนบันทกึ รายงาน-
การศึกษาค้นควา้ ตามหลกั การเขยี นทางวิชาการ ใชข้ ้อมลู สารสนเทศในการอ้างองิ ผลติ ผลงานของตนเองใน
รูปแบบตา่ งๆ ทัง้ สารคดแี ละบันเทงิ คดี รวมท้งั ประเมินงานเขยี นของผูอ้ ่ืน และนามาพัฒนางานเขียน-
ของตนเอง
ต้งั คาถามและแสดงความคดิ เหน็ เก่ยี วกับเร่ืองทีฟ่ ังและดู มีวจิ ารณญาณในการเลือกเรื่องที่ฟงั และดู
วิเคราะห์วัตถปุ ระสงค์ แนวคิด การใชภ้ าษา ความน่าเช่ือถือของเร่ืองท่ีฟงั และดู ประเมนิ สง่ิ ที่ฟังและดแู ลว้
นาไปประยุกตใ์ ช้ในการดาเนินชวี ิต มีทกั ษะการพดู ในโอกาสต่างๆ ท้งั ทีเ่ ปน็ ทางการและไมเ่ ปน็ ทางการโดย
ใช้ภาษาทถ่ี กู ตอ้ ง พดู แสดงทรรศนะ โต้แยง้ โน้มนา้ ว และเสนอแนวคดิ ใหมอ่ ย่างมีเหตุผล รวมท้ังมีมารยาท
ในการฟัง ดู และพดู
เขา้ ใจธรรมชาตขิ องภาษา อิทธพิ ลของภาษา และลกั ษณะของภาษาไทย ใช้คาและกลุ่มคา-
สรา้ งประโยคได้ตรงตามวัตถุประสงค์ แต่งคาประพันธป์ ระเภท กาพย์ โคลง รา่ ยและฉนั ท์ ใชภ้ าษาได้-
เหมาะสมกบั กาลเทศะ และใช้คาราชาศพั ท์และคาสภุ าพได้อย่างถูกต้อง วเิ คราะหห์ ลักการสร้างคาใน
ภาษาไทย อิทธิพลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทย และภาษาถนิ่ วเิ คราะห์และประเมนิ การใช้ภาษาจากสอ่ื
ส่ิงพิมพ์และส่ืออเิ ล็กทรอนิกส์
วเิ คราะห์วจิ ารณ์วรรณคดีและวรรณกรรม ตามหลักการวิจารณว์ รรณคดเี บื้องต้น รูแ้ ละเข้าใจลกั ษณะ-
เดน่ ของวรรณคดี ภมู ปิ ญั ญาทางภาษาและวรรณกรรมพ้นื บ้าน เชือ่ มโยงกบั การเรียนรูท้ างประวัติศาสตรแ์ ละ
วถิ ีไทย ประเมนิ คุณค่าด้านวรรณศิลป์ และนาข้อคิดจากวรรณคดีและวรรณกรรม ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจรงิ
ตวั ช้วี ัดและสาระการเรยี นรู้แกนกลาง
สาระที่ ๑ การอา่ น
มาตรฐาน ท ๑.๑ ใชก้ ระบวนการอ่านสรา้ งความรแู้ ละความคิดเพ่อื นาไปใชต้ ดั สนิ ใจ แกป้ ญั หาในการ
ดาเนินชวี ติ และมีนสิ ัยรกั การอา่ น
ชนั้ ตัวช้ีวดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ม.๔-ม.๖ ๑. อา่ นออกเสียงบทร้อยแก้ว การอ่านออกเสียง ประกอบดว้ ย
และบทร้อยกรองได้อย่างถูกต้อง
ไพเราะ และเหมาะสมกบั เร่ืองท่อี า่ น - บทร้อยแกว้ ประเภทต่างๆ เช่น บทความ นว
นยิ าย และความเรียง
- บทรอ้ ยกรอง เชน่ โคลง ฉนั ท์ กาพย์ กลอน
รา่ ย และลลิ ิต
๒. ตีความ แปลความ และขยายความ การอา่ นจับใจความจากส่ือต่างๆ เชน่
เรอ่ื งท่ีอา่ น - ขา่ วสารจากสอื่ สิ่งพิมพ์ ส่อื อิเล็กทรอนิกส์
๓. วเิ คราะหแ์ ละวิจารณเ์ รื่องทอี่ ่าน และแหล่งเรยี นรตู้ ่าง ๆ ในชมุ ชน
ในทกุ ๆ ด้านอยา่ งมเี หตผุ ล - บทความ - นทิ าน
๔. คาดคะเนเหตุการณจ์ ากเรือ่ งที่อา่ น - เร่ืองสั้น - นวนยิ าย
และประเมินค่าเพ่ือนาความรู้ ความคดิ
ใชต้ ัดสินใจแก้ปัญหาการดาเนนิ ชีวติ - วรรณกรรมพ้นื บา้ น - วรรณคดีในบทเรยี น
๕. วิเคราะห์ วจิ ารณ์ แสดงความ - บทโฆษณา - สารคดี
คดิ เหน็ โต้แย้งกบั เรื่องที่อ่าน และเสนอ
ความคดิ ใหม่อยา่ งมีเหตผุ ล - บนั เทงิ คดี - ปาฐกถา
๖. ตอบคาถามจากการอา่ นประเภท - พระบรมราโชวาท - เทศนา
ต่างๆ ภายในเวลาทก่ี าหนด
- คาบรรยาย - คาสอน
๗. อา่ นเรื่องต่างๆ แลว้ เขียนกรอบ - บทร้อยกรองร่วมสมัย
แนวคิดผงั ความคิด บันทกึ ย่อความ - บทเพลง
และรายงาน - บทอาเศียรวาท
- คาขวัญ
๘. สังเคราะหค์ วามรู้จากการอา่ น
สือ่ ส่งิ พิมพ์ สื่ออเิ ล็กทรอนกิ ส์ และ
แหล่งเรียนรู้ตา่ งๆ มาพฒั นาตน
พฒั นาการเรียน และพฒั นาความรู้
ทางอาชีพ
๙. มีมารยาทในการอ่าน มารยาทในการอา่ น
สาระที่ ๒ การเขียน
มาตรฐาน ท ๒.๑ ใชก้ ระบวนการเขียนเขยี นส่ือสาร เขียนเรยี งความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวในรปู แบบ
ต่างๆ เขยี นรายงานขอ้ มูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาคน้ คว้า
อย่างมีประสทิ ธภิ าพ
ชน้ั ตวั ชว้ี ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ม.๔-๖ ๑. เขยี นสอ่ื สารในรปู แบบต่าง ๆ ได้ เขียนสื่อสารในรปู แบบต่าง ๆ
ตรงตามวัตถุประสงค์ โดยใชภ้ าษา
เรยี บเรยี งถกู ต้อง มีข้อมลู
และสาระสาคัญชดั เจน
๒. เขยี นเรียงความ การเขยี นเรียงความ
๓. เขยี นย่อความจากสื่อท่ีมีรูปแบบ การเขียนย่อความจากส่ือต่างๆ เช่น
และเนอื้ หาหลากหลาย - กวีนพิ นธ์ และวรรณคดี
- เรื่องสั้น สารคดี นวนิยาย บทความทางวชิ าการ
และวรรณกรรมพืน้ บา้ น
๔. ผลิตงานเขียนของตนเอง การเขียนในรปู แบบต่างๆ เช่น
ในรปู แบบต่างๆ - สารคดี
- บนั เทงิ คดี
๕. ประเมนิ งานเขยี นของผู้อน่ื การประเมนิ คุณค่างานเขียนในดา้ นตา่ งๆ
แลว้ นามาพัฒนางานเขยี นของตนเอง เชน่
- แนวคดิ ของผเู้ ขียน
- การใช้ถ้อยคา
- การเรียบเรยี ง
- สานวนโวหาร
- กลวธิ ีในการเขยี น
๖. เขยี นรายงานการศึกษาค้นคว้า การเขยี นรายงานเชิงวชิ าการ
เร่อื งทีส่ นใจตามหลักการเขียนเชงิ การเขยี นอา้ งองิ ขอ้ มลู สารสนเทศ
วิชาการ และใชข้ อ้ มูลสารสนเทศอา้ งองิ
อย่างถูกต้อง
๗. บนั ทกึ การศึกษาคน้ ควา้ เพ่ือนาไป การเขยี นบนั ทึกความรู้จากแหลง่ เรยี นรู้
พัฒนาตนเองอยา่ งสมา่ เสมอ ที่หลากหลาย
๘. มีมารยาทในการเขยี น มารยาทในการเขยี น
สาระท่ี ๓ การฟงั การดู และการพูด
มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลือกฟังและดูอยา่ งมวี ิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และความรสู้ กึ
ในโอกาสตา่ ง ๆ อยา่ งมีวจิ ารณญาณและสร้างสรรค์
ชั้น ตัวช้วี ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ม.๔-ม.๖ ๑. สรปุ แนวคิด และแสดงความคดิ เหน็ การพูดสรปุ แนวคิด และการแสดงความ
จากเรอ่ื งที่ฟังและดู คดิ เหน็ จากเรื่องที่ฟังและดู
การวเิ คราะหแ์ นวคดิ การใช้ภาษา
๒. วเิ คราะห์ แนวคิด การใช้ภาษา และความน่าเช่ือถือจากเรื่องทฟ่ี งั และดู
และความนา่ เชื่อถือจากเร่ืองทฟี่ งั
และดูอย่างมีเหตผุ ล การเลอื กเรื่องท่ีฟงั และดูอย่างมี
วจิ ารณญาณ
๓. ประเมนิ เรอ่ื งท่ีฟงั และดูแล้วกาหนด การประเมินเรื่องท่ีฟังและดเู พ่ือกาหนด
แนวทางนาไปประยุกต์ใชใ้ นการดาเนนิ แนวทางนาไปประยุกต์ใช้
ชีวติ
๔. มวี ิจารณญาณในการเลือก การพดู ในโอกาสต่างๆ เช่น
เรื่องที่ฟงั และดู - การพูดต่อทป่ี ระชมุ ชน - การพูดอภปิ ราย
- การพูดแสดงทรรศนะ - การพูดโนม้ นา้ วใจ
๕. พูดในโอกาสตา่ งๆ พูดแสดง มารยาทในการฟงั การดู และการพดู
ทรรศนะ โตแ้ ย้ง โน้มนา้ วใจ และเสนอ
แนวคดิ ใหม่ด้วยภาษาถกู ต้องเหมาะสม
๖. มีมารยาทในการฟัง การดูและพดู
สาระที่ ๔ หลักการใช้ภาษาไทย
มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลกั ภาษาไทย การเปลีย่ นแปลงของภาษา และพลังของ
ภาษา ภมู ปิ ัญญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัตขิ องชาติ
ช้นั ตัวชี้วัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ม.๔-ม.๖ ๑. อธบิ ายธรรมชาตขิ องภาษา ธรรมชาติของภาษา
พลังของภาษา และลักษณะของ พลังของภาษา
ภาษา
ลักษณะของภาษา
๒. ใช้คาและกลมุ่ คาสร้างประโยค - เสียงในภาษา - สว่ นประกอบของภาษา
ตรงตามวัตถุประสงค์ - องคป์ ระกอบของพยางคแ์ ละคา
การใช้คาและกลุ่มคาสรา้ งประโยค
๓. ใช้ภาษาเหมาะสมแกโ่ อกาส - คาและสานวน - การรอ้ ยเรียงประโยค
กาลเทศะ และบุคคล รวมท้ังคา - การเพมิ่ คา - การใชค้ า
ราชา-ศัพท์อย่างเหมาะสม - การเขียนสะกดคา
๔. แตง่ บทร้อยกรอง ระดับของภาษา
๕. วิเคราะหอ์ ทิ ธิพลของ คาราชาศพั ท์
ภาษาต่างประเทศและภาษาถ่ิน
๖. อธบิ ายและวิเคราะห์หลกั การ กาพย์ โคลง รา่ ย และฉันท์
สรา้ งคาในภาษาไทย อิทธิพลของภาษาต่างประเทศและภาษาถนิ่
๗. วิเคราะห์และประเมนิ การใช้
ภาษาจากสอื่ สง่ิ พมิ พ์ และส่ือ หลกั การสรา้ งคาในภาษาไทย
อเิ ล็กทรอนกิ ส์
การประเมนิ การใช้ภาษาจากส่อื สงิ่ พมิ พ์ และ
ส่ืออเิ ลก็ ทรอนิกส์
สาระท่ี ๕ วรรณคดแี ละวรรณกรรม
มาตรฐาน ท ๕.๑ เขา้ ใจและแสดงความคิดเหน็ วจิ ารณว์ รรณคดแี ละวรรณกรรมไทยอย่างเหน็ คุณค่า
และนามาประยุกต์ใช้ในชวี ติ จริง
ม.๔-ม.๖ ๑. วเิ คราะหแ์ ละวิจารณ์วรรณคดี หลกั การวเิ คราะห์และวจิ ารณว์ รรณคดี
และวรรณกรรม ตามหลกั การวิจารณ์ และวรรณกรรมเบื้องต้น
เบ้อื งตน้ - จุดม่งุ หมายการแต่ง - การพจิ ารณารูปแบบ
- การพจิ ารณาเน้ือหาและกลวิธี
- การวิเคราะหแ์ ละการวจิ ารณ์
๒. วเิ คราะหล์ กั ษณะเดน่ ของวรรณคดี การวิเคราะหล์ กั ษณะเดน่ ของวรรณคดี
เชือ่ มโยงกับการเรียนรู้ทางประวตั ิศาสตร์ และวรรณกรรมเกย่ี วกบั เหตุการณ์
และวถิ ีชีวิตของสังคมในอดตี ประวตั ศิ าสตร์ และวิถีชีวิตของสงั คมในอดีต
๓. วเิ คราะห์และประเมนิ คุณค่าด้าน การวิเคราะห์และประเมินคุณคา่ วรรณคดี
วรรณศลิ ป์ของวรรณคดี และ และวรรณกรรม
วรรณกรรมในฐานะท่เี ป็นมรดกทาง - ดา้ นวรรณศลิ ป์ - ดา้ นสงั คมและวัฒนธรรม
วฒั นธรรมของชาติ
๔. สงั เคราะหข์ ้อคิดจากวรรณคดี การสังเคราะห์วรรณคดแี ละวรรณกรรม
และวรรณกรรมเพื่อนาไปประยกุ ตใ์ ช้
ในชวี ิตจริง
๕. รวบรวมวรรณกรรมพนื้ บ้านและ วรรณกรรมพ้ืนบ้านที่แสดงถงึ
อธิบายภมู ิปญั ญาทางภาษา - ภาษากบั วัฒนธรรม
- ภาษาถนิ่
๖. ทอ่ งจาและบอกคุณคา่ บทอาขยาน บทอาขยานและบทร้อยกรองท่ีมีคุณคา่
ตามท่กี าหนด และบทรอ้ ยกรอง- - บทอาขยานตามที่กาหนด
- บทร้อยกรองตามความสนใจ
ที่มีคณุ คา่ ตามความสนใจ
และนาไปใชอ้ ้างองิ
รายวชิ าทเ่ี ปดิ สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
รายวิชาพ้นื ฐาน ระดับชนั้ มัธยมศกึ ษา ม. 4
รหัสวชิ า ท31101 รายวิชาภาษาไทย 1.0 หน่วยกิต จานวน 40 ชวั่ โมง
รหสั วิชา ท31102 รายวิชาภาษาไทย 1.0 หนว่ ยกิต จานวน 40 ชว่ั โมง
รายวิชาเพิม่ เตมิ ระดบั ชนั้ มัธยมศึกษา ม. 4
รหสั วชิ า ท3๐๒01 รายวชิ าภาษาไทย 1.0 หน่วยกิต จานวน 40 ชว่ั โมง
รหัสวิชา ท3๐๒0๒ รายวิชาภาษาไทย 1.0 หน่วยกิต จานวน 40 ชว่ั โมง
คาอธิบายรายวชิ า
รายวชิ าการศกึ ษาคน้ ควา้ (ท๓๐๒๐๑)
ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ ๔ เวลา ๔๐ ช่วั โมง จานวน ๑ หนว่ ยกิต
-------------------------------------------------
ศึกษา วเิ คราะห์ ต้งั ประเดน็ / คาถามเกี่ยวกบั สถานการณป์ ัจจบุ ันและสังคมโลกการ
ตง้ั สมมตฐิ าน การค้นคว้า การแสวงหาความรขู้ ้อมูล การออกแบบ การวางแผนรวบรวมข้อมลู การใช้
กระบวนการกลมุ่ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้คา่ สถิติ การสังเคราะห์ การสรุปองค์ความรแู้ ละการเสนอวธิ ีคดิ
แก้ปัญหาทเ่ี ปน็ ระบบ
ฝึกทกั ษะตั้งประเดน็ ปัญหา / ตั้งคาถามเกี่ยวกับสถานการณ์ปจั จบุ นั และสังคมโลก
ต้ังสมมติฐานและให้เหตุผลท่ีสนบั สนุนหรอื โตแ้ ยง้ ประเด็นความรู้ โดยใชค้ วามรู้จากศาสตรส์ าขาต่าง ๆ และมี
ทฤษฎรี องรบั ค้นคว้าแสวงหาความรู้เกีย่ วกับสมมตฐิ านท่ีตง้ั ไว้จากแหลง่ เรียนร้ทู ้งั ปฐมภูมิและทุตยิ ภูมิ
ออกแบบวางแผนรวบรวมข้อมลู และสารสนเทศ วเิ คราะห์ขอ้ มลู โดยใช้วธิ ีการท่เี หมาะสม สงั เคราะห์สรปุ องค์
ความรแู้ ละรว่ มกันเสนอแนวคิด วธิ กี ารแก้ปญั หาอย่างเป็นระบบ ด้วยกระบวนการคดิ กระบวนการสืบค้น
ข้อมูล กระบวนการแก้ปญั หา กระบวนการปฏิบัตแิ ละกระบวนการกลุม่ ในการวพิ ากษ์
เพอื่ ให้เกดิ ทักษะในการคน้ ควา้ แสวงหาความรู้ สังเคราะห์สรปุ อภิปรายผลเปรยี บเทยี บ
เชือ่ มโยงความรู้ ความเปน็ มาของศาสตร์ หลักการและวิธีคิดในสงิ่ ทศ่ี ึกษา และมีทักษะในการนาเสนอผล
การศกึ ษาคน้ คว้าในรูปแบบการเขียนรายงานและอา้ งองิ แหล่งท่มี าของข้อมูลที่นา่ เช่ือถือ นาองค์ความรู้ไป
แก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบ เห็นประโยชน์และคุณค่าของการศกึ ษาค้นคว้าดว้ ยตนเอง
ผลการเรียนรู้
๑. ตง้ั ประเดน็ ปญั หา จากสถานการณ์ปจั จุบนั และสังคมโลก
๒. ต้ังสมมติฐานและใหเ้ หตุผลทส่ี นบั สนนุ หรือโตแ้ ย้งประเด็นความรูโ้ ดยใช้ความรจู้ ากสาขาวชิ าตา่ ง ๆ และมี
ทฤษฎรี องรับ
๓. ออกแบบ วางแผน ใชก้ ระบวนการรวบรวมข้อมูลอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
๔. ศึกษา ค้นควา้ แสวงหาความรู้เก่ียวกบั ประเดน็ ทเ่ี ลือก จากแหล่งเรยี นรู้ทม่ี ีประสิทธภิ าพ
๕. ตรวจสอบความนา่ เช่ือถอื ของแหล่งที่มาของข้อมูล
๖. วิเคราะหข์ ้อคน้ พบดว้ ยวิธกี ารท่เี หมาะสม
๗. สังเคราะห์สรปุ องค์ความรู้ดว้ ยกระบวนการกลุม่
๘. เสนอแนวคิด การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบด้วยองค์ความรู้จากการค้นพบแผนการทางานของนักเรียน
โครงสรา้ งรายวิชาเพมิ่ เติมการศกึ ษาคน้ คว้า
หน่วย ชื่อหน่วยการ ผลการเรียนรู้ สาระสาคัญ เวลา นา้ หนกั
ท่ี เรียนรู้ คะแนน
๑ การตั้งประเดน็ ๑. ตง้ั ประเด็นปัญหา จาก ๑. ตัง้ ประเดน็ / คาถาม ๑๒ ๓๐
คาถาม/สมมุติฐาน สถานการณ์ปจั จุบันและ เกี่ยวกับ สถานการณ์ปจั จุบัน
อย่างมเี หตุผล สงั คมโลก และสงั คมโลก
(Hypothesis ๒. ต้งั สมมติฐานและให้ ๒. ตงั้ สมมุติฐานและให้
Formulation) เหตผุ ลที่สนับสนุนหรือ เหตุผลทสี่ นับสนุนหรอื โตแ้ ย้ง
โต้แย้งประเดน็ ความรู้โดย ประเด็นความรู้ โดยใชค้ วามรู้
ใช้ความรจู้ ากสาขาวชิ า จากสาขาวชิ าต่าง ๆ และมี
ตา่ งๆและมที ฤษฎีรองรบั ทฤษฎรี องรับ
๓. ออกแบบ วางแผน ใช้
กระบวนการรวบรวม
ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ
๒ การสบื ค้นความรู้ ๔. ศึกษา คน้ คว้า แสวงหา ๑. ศกึ ษา ค้นควา้ หาความรู้ ๑๒ ๓๐
๒๐
จากแหล่งเรยี นรู้ ความรเู้ กี่ยวกบั ประเดน็ ท่ี ขอ้ มลู และสารสนเทศ โดย
และสารสนเทศ เลอื ก จากแหล่งเรยี นรู้ทม่ี ี ระบุ แหล่งเรียนรู้ ท้ังปฐมภมู ิ
หรอื จากการ ประสิทธภิ าพ และทุตยิ ภูมิ
ปฏบิ ัติ ทดลอง ๕. ตรวจสอบความ ๒. ออกแบบ วางแผน
(Searching for นา่ เชอื่ ถอื ของแหลง่ ที่มา รวบรวมขอ้ มูลโดยใช้
Information) ของขอ้ มูล กระบวนการรวบรวมข้อมลู
๖. วิเคราะห์ขอ้ คน้ พบดว้ ย อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ
สถติ ทิ เี่ หมาะสม ๓. ใช้ กระบวนการกลมุ่
แลกเปลย่ี นความคิดเหน็ โดย
ใช้ความรู้จากสาขาวิชาตา่ งๆ
และพจิ ารณาความน่าเช่ือถือ
ของแหล่งเรยี นรู้อยา่ งมี
วิจารณญาณเพื่อให้ได้ ข้อมูล
ท่ีครบถว้ นสมบรู ณ์
๔. ทางานบรรลผุ ลตาม
เป้าหมายอยา่ งมี
ประสิทธภิ าพโดยคาแนะนา
ของครูทใี่ หค้ าปรกึ ษาอยา่ ง
ต่อเน่ือง
๓ การสรปุ องค์ ๗. สังเคราะห์สรุปองค์ ๑. อธบิ ายความเป็นมาของ ๑๖
ความรู้ ความรู้ดว้ ยกระบวนการ ศาสตร์ หลกั การ และวธิ ีคิด
(Knowledge กลมุ่ ในส่งิ ทีศ่ ึกษาคน้ ควา้
Formation) ๘. เสนอแนวคดิ การ ๒. วิเคราะห์ ขอ้ มูล โดยใช้
แกป้ ัญหาอยา่ งเปน็ ระบบ วธิ ีการที่เหมาะสม
ดว้ ยองค์ความรู้จากการ ๓. สังเคราะหแ์ ละสรุปองค์
คน้ พบ ความรู้อภิปรายผล
เปรยี บเทยี บเชือ่ มโยง ความรู้
๔. เสนอแนวคดิ วิธกี าร
แกป้ ญั หา อย่างเป็นระบบ
รวม ๔๐ ๑๐๐
กาหนดคะแนนการวดั ผลและประเมินผลการเรยี นวชิ าการศกึ ษาค้นคว้า (ท ๓๐๒๐๑)
อตั ราสว่ น คะแนนเก็บระหว่างภาค : คะแนนปลายภาค = ๘๐ : ๒๐
รายละเอียดการวดั ผล-ประเมินผล
การประเมิน คะแนน วธิ วี ัด ชนิดของเคร่ืองมอื ตวั ชวี้ ัด/ผล เวลาท่ีใช้
วัด การเรยี นรู้ (นาท/ี คร้งั )
ก่อนสอบกลางภาค ๒๕ -ใบงาน
แบบทดสอบ
-แบบดสอบ
ย่อย
สอบกลางภาค ๒๐ ทดสอบ แบบทดสอบ ๓๐ นาที
แบบทดสอบ/ ๓๐ นาที
หลังสอบกลางภาค ๒๕ -ใบงาน ช้ินงาน
-แบบทดสอบ แบบสงั เกต/
แบบสอบถาม
ย่อย แบบทดสอบ
คุณลกั ษณะ ๑๐ สงั เกต/
สอบถาม
สอบปลายภาค ๒๐ ทดสอบ
ภาระงาน/ช้ินงาน
ท่ี ชอ่ื งาน ตวั ชี้วัด/ผลการ ประเภทงาน กาหนดส่ง
เรยี นรู้ กล่มุ เดีย่ ว วัน/เดอื น/
๑ โครงงานวิชาภาษาไทย ปี
กาหนดให้ ๑ เรือ่ ง ⁄
๒ รายงาน/ชิน้ งาน ⁄⁄
๓ ท่องบทอาขยาน ⁄
หากนกั เรยี นขาดสง่ งาน ๒ ช้นิ และมีคะแนนตลอดภาคเรียนไม่ถึง ๕๐ คะแนน จะไดร้ ับผลการเรยี น “ร” ใน
รายวชิ าน้ี