กจิ กรรมผบู ําเพญ็ ประโยชน
หนวยท่ี 1
กิจกรรมผบู ําเพญ็ ประโยชน
กจิ กรรมผูบาํ เพญ็ ประโยชน เปน กจิ กรรมอาสาสมคั รสําหรับเดก็ ผหู ญงิ และสตรที ่สี นใจ โดยไมจาํ กัดเชอื้ ชาติ วรรณะ และศาสนา เปน กิจกรรม
สําหรบั ฝกเยาวสตรใี หเปนผูหญงิ ท่ีเกง ดี และมปี ระโยชนต อ สงั คม ตามหลักการที่ Lord Baden Powell ผูกอต้ังกจิ การลกู เสอื และผูบาํ เพญ็ ประโยชน
ไดก ําหนดไว ซง่ึ ถือเปน วสิ ยั ทศั นข องผูบ าํ เพญ็ ประโยชน และทาํ ใหเด็กผูหญิงและเยาวสตรีสามารถพัฒนาศกั ยภาพของตนเองไดส งู สดุ ในการเปน
พลเมืองดี มคี วามรับผดิ ชอบตอ สงั คม ตามพันธกจิ ของกิจกรรมผบู าํ เพ็ญประโยชน กิจกรรมผบู ําเพ็ญประโยชนไ ดรับเลอื กใหเ ปน กิจกรรมหนึ่งในกจิ กรรม
พฒั นาผเู รยี น ตามหลกั สตู รการศกึ ษาขน้ั พ้นึ ฐานพทุ ธศกั ราช 2544 ปจจุบนั กิจกรรมผบู าํ เพญ็ ประโยชน มสี มาชกิ กวา 1 ลา นคน ทวั่ ประเทศ ซึง่ มที ้ัง
สมาชิกนอกโรงเรียนและสมาชกิ ที่อยูในโรงเรยี นตา ง ๆ
…….สมาคมผูบ ําเพญ็ ประโยชนแ หง ประเทศไทย ในพระบรมราชินปู ถัมภ The Girl Guide Association of Thailand Under The Patronage of Her
Majesty The Queen (GGAT) เปน องคก รเอกชนที่ทํางานเพ่อื การพัฒนาเดก็ ผหู ญิงและเยาวสตรใี หเปนผทู ่ีเกง ดี และมปี ระโยชนตอสังคม สมาคมผู
บาํ เพ็ญประโยชนฯ เปน องคก รสมาชกิ ขององคก ารผูบําเพ็ญประโยชนแ หง โลก The World Association of Girl Guides and Girl Scouts
(WAGGGS) ซึง่ เปนองคกรสตรที ใ่ี หญท สี่ ุดในโลก ท่ีมีสมาชิกทัว่ โลก 144 ประเทศ และมสี มาชิกกวา 10 ลานคน
…….. คาํ วา “บาํ เพญ็ ประโยชน” หมายความวา “ผทู ่ฝี ก ฝนตนเองใหพ รอ มทจ่ี ะนาํ และชว ยเหลอื ผูอื่นเสมอ” มาจากภาษาอังกฤษวา “GUIDE”
แปลวาผนู ําทาง หมายถึงผูที่ฝกตนเองใหพ รอ มที่จะชวยเหลอื คนเดนิ ทาง โดยการฝก ทกั ษะตา งๆ ท้ังรางกาย สตปิ ญญา อารมณแ ละสังคม
1.1 วตั ถปุ ระสงคของการฝกผบู าํ เพญ็ ประโยชน
เพือ่ ใหเดก็ ผหู ญิงและเยาวสตรี
1.มีอปุ นิสยั ท่ดี ีตามแนวทางของคาํ ปฏญิ าณและกฎ
2.มที กั ษะชวี ติ ที่เหมาะสมกบั สังคมในปจจบุ ันและอนาคต
3.เปน ผูนาํ ทดี่ ใี นระบอบประชาธปิ ไตย
4.รูจักชวยเหลอื ผูอ ่ืน และบําเพญ็ ตนใหเปนประโยชนต อสังคม
1.2 ขอบขายการพฒั นา
ในการฝก จะตอ งใหส มาชกิ ไดร บั การพัฒนาทุกดาน คือ
1.รางกาย (Physical)
2.อารมณ (Emotional)
3.สงั คม (Social)
4.สติปญ ญา (Intellectual)
5.จติ ใจ (Spiritual)
6.คณุ ธรรม (Moral )
1.3 การใชว ิธกี ารของผบู ําเพญ็ ประโยชนในการฝกสมาชิก (Methods)
…….กิจการผบู าํ เพ็ญประโยชน Girl Guiding/Girl Scouting เปน กิจการหรือกระบวนการ(Movement) กิจการผบู ําเพญ็ ประโยชน จงึ มีลักษณะท่ี
แตกตา งไปจากกิจการขององคก รเยาวชนอ่นื ๆ โดยใช วธิ กี ารของผบู ําเพ็ญประโยชน ซงึ่ วิธีการของผูบําเพญ็ ประโยชนเ ปน แนวทางในการทํางานเพอื่
เพิ่มพนู การพัฒนาเด็กผูห ญงิ และเยาวสตรี ใหม คี วามยดื หยนุ มากข้ึน (Flexible) มีโอกาสเทากันในการพัฒนาตนเองใหกา วหนา มีการบําเพญ็ ประโยชน
ตอชมุ ชน มคี วามรคู วามซาบซ้ึง และเปนสว นหน่ึงของธรรมชาติ วธิ ีการนชี้ ว ยใหหัวหนาหมวดและสมาชิกสามัญ พัฒนาเดก็ ผูหญิงและเยาวสตรีใหพ ฒั นา
ศกั ยภาพของตนเองไดสูงสดุ ในฐานะเปน พลเมืองโลกทมี่ คี วามรับผดิ ชอบตามพันธกิจ ทานลอรด เบเดน โพล ผกู อ ตั้งไดก ลาวไวว า วิธกี ารของผูบ าํ เพญ็
ประโยชน คอื แนวทางท่มี ีลักษณะเฉพาะในการพฒั นาเยาวชนที่แตกตางไปจากวธิ ีของกจิ การอ่ืน โดยมีรายละเอยี ด ดงั นี้
1. ยดึ มนั่ ในคําปฏิญาณและกฎ
…….คาํ ปฏญิ าณและกฎ คือหัวใจของกจิ การผูบําเพ็ญประโยชน เปนปรัชญาชีวติ ของสมาชิกผูบาํ เพญ็ ประโยชนทุก ๆ คน หลักการของกจิ การผูบาํ เพ็ญ
ประโยชน สามารถแสดงใหเห็นไดห ลายวธิ ี เปน การรวมความเขาใจในคําปฏญิ าณ และกฎแตละขอ สมาชิกแตละคนยอมรับและยดึ มั่นดวยความสมัคร
ใจที่จะใชชีวิต ตามหลกั การพื้นฐานของผบู ําเพ็ญประโยชน และรับมาเปนแนวทางในการดําเนนิ ชีวิต
2. ระบบหมู (The Patrol System)
…….ระบบหมู ทําใหห ัวหนาหมวดทาํ งานดวยกนั ภายใตภาวะผูนาํ ของแตล ะคน และของสมาชิกในหมู คุณลักษณะหลักของระบบหมู คอื การสง เสรมิ ให
สมาชิกเรยี นรซู ่ึงกันและกัน นําซง่ึ กนั และกนั และจดั ส่ิงแวดลอ มใหท ุกคนไดแสดงบทบาท และความรับผิดชอบรวมกัน เปน การจัดโอกาสทางการศกึ ษา
ไดแ ก การเขาไปรวมสงเสริม Team spirit การรว มมอื การมอบและแบง ปน ความรบั ผิดชอบ พฒั นาทกั ษะความเปน ประชาธิปไตย รวมทัง้ วธิ ีการ
ตดั สนิ ใจดว ย
3. การเรียนรูโดยการลงมือทาํ (Learning by doing)
…….การลงมอื ทําสง่ิ ตาง ๆ ดวยตนเอง เปน การสง เสรมิ การเรียนรจู ากประสบการณ กอใหเกดิ การเรียนรูท่ีชัดเจน ทั้งการทําผิดและทําถกู ทําใหมกี าร
ปรับปรงุ เปล่ยี นแปลงดวยตนเอง มกี ารรเิ รม่ิ ทาํ สิ่งใหม มีความคิดริเริ่มสรางสรรคดวยตนเอง ฝกใหมีความพยายามและเพม่ิ พูนความสามารถดวยตนเอง
ไดมากกวา การไปรบั ฟง หรอื สังเกตการณเ ทา นัน้
4. การพฒั นาตนเองใหกาวหนา (Progressive Development)
…….การจดั โปรแกรมแกเ ยาวสมาชกิ เปนการจัดเพื่อใหพ ฒั นาสมาชกิ แตล ะคนใหก า วหนา สรา งโอกาสใหมีการทําสิ่งใหม ๆ ท่ีทาทายความสามารถของ
ตนเอง สมาชิกมีสิทธิทจี่ ะเลอื กและตดั สินใจดวยตนเอง
5.ความรวมมอื ระหวา งผูใหญแ ละเด็ก (Active Co-operation between Youths and Adults)
…….ความรว มมือระหวา งผใู หญแ ละเด็ก เปนความรวมมือท้งั ในดานความคิดและการวางแผนการตดั สินใจ การดาํ เนินกจิ กรรม และการประเมินผล
รว มกัน ความรว มมือนีต้ ั้งอยูบนพน้ื ฐานของการสงเสรมิ ใหค นรุนเยาว ใหกาวหนาในการพฒั นาตนเอง และมคี วามเขาใจในหนาท่ีรบั ผิดชอบ การสง เสริม
ใหค นรนุ เยาวใ หกาวหนา ในการพัฒนาตนเอง และมคี วามเขาใจในหนาทร่ี ับผิดชอบ
6.การใชส ญั ลกั ษณร วมกนั (Symbolism)
…….สัญลักษณ คอื สิ่งทที่ ําใหส มาชกิ ทกุ คนรูส กึ วาเปนหน่ึงเดียวกัน มคี วามเปนเจา ของและมีความสามคั คกี นั สญั ลกั ษณข อง
ผูบาํ เพ็ญประโยชน คอื เครือ่ งหมาย เคร่ืองแบบ คําปฏญิ าณและกฎ คตพิ จน ธง เปน ตน
7.กจิ กรรมกลางแจง (Outdoor activities)
…….กจิ กรรมกลางแจง หรือกจิ กรรมนอกอาคารสถานท่มี คี ุณคา ตอ การสรา งความเชอื่ มนั่ ในตนเอง การตระหนักรู คุณลกั ษณะของตนเอง ทาํ ใหค นเรามี
จติ ใจทเ่ี ขมแข็งขน้ึ เปนการสงเสริมใหตนเอง มีการสรางสรรคส ง่ิ ใหม มกี ารรวมมือ และประสานกนั เปนทีม
8 การบาํ เพญ็ ประโยชนตอชมุ ชน
…….การทํางานกบั ชมุ ชน จะชว ยสงเสรมิ สํานกึ ในการเปน สวนหน่ึงของสังคม ทท่ี กุ คนมสี ว นรวมกนั รับผิดชอบตอโลกและสังคมท่เี ราอาศยั อยู ใหโ อกาส
เรียนรูแ ละเขาใจ และยอมรบั นบั ถือวิถีชีวิตและวฒั นธรรมทแี่ ตกตา งกัน
9.ประสบการณนานาชาติ (International Experiences)
…….กจิ กรรมผูบ ําเพญ็ ประโยชนเ ปนกจิ การทมี่ กี ารเคลื่อนไหวเปลีย่ นแปลงอยูตลอดเวลา (Movement) การสง เสริมความนับถอื
ผอู ื่นและความอดทนตอ ผูอนื่ ความรับผดิ ชอบตอ โลกที่อาศยั อยู การศึกษาเรือ่ งนานาชาติ เปนสง่ิ จําเปนสาํ หรับผบู ําเพ็ญประโยชน โดยการเรยี นรู
เก่ียวกบั ตนเองทั้งดานวัฒนธรรมและศาสนา ผูบาํ เพ็ญประโยชนจะไดรับความรูความเขา ใจ และยอมรับความแตกตา งของวธิ ีคิด การดาํ เนินชวี ติ และ
การมเี พือ่ ท่มี ภี ูมิหลังทีแ่ ตกตางกนั ผูบาํ เพญ็ ประโยชนสามารถพัฒนาความรูสกึ ในความรบั ผิดชอบ และความรูของการพึ่งพาอาศัยกัน และการอยูร ว มกบั
ผอู ่ืน ดังนัน้ จึงมคี วามจําเปนท่ีจะตอ งเตรยี มประสบการณนานาชาติใหผูบ ําเพญ็ ประโยชนไ ดเขา ใจในเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณี (Custom) ของ
วัฒนธรรมอื่น ๆ เพ่ือลดขอขัดแยง ใหไ ดมโี อกาสแบง ปน และวเิ คราะหป ระสบการณทมี่ ี และสนับสนนุ ใหนําประสบการณเหลาน้ีไปใชใ นชวี ิตประจาํ วัน
ตอไป
ประวตั ิกิจการผบู าํ เพญ็ ประโยชนไ ทย
กิจกรรมผบู าํ เพญ็ ประโยชนเ ร่มิ ขึ้นจากการทน่ี างสาวกนก สามเสน (ปจจุบัน คือ ดร.คณุ หญิงกนก สามเสน วิล ) ไดไปดูงานและเย่ยี มชมกิจการของ
The Girl Scouts Association of U.S.A ทีน่ ครนวิ ยอรค เนอื่ งในโอกาสเขารวมสัมมนากับ Committee of Correspondence เมื่อ พ.ศ. 2499
…….จากความประทับใจในกจิ กรรมการทาํ งานของคณะกรรมการและเจา หนาที่ การที่ไดพบเห็น Girl Scouts เปนบุคคลทค่ี ลอ งแคลว มีบคุ ลกิ ภาพดี
และแตงตัวเก ทา นจึงเหน็ วา กิจกรรมนี้เปน กิจกรรมทเี่ หมาะสมกบั เด็กผหู ญงิ เปน อยา งยิ่ง เมอ่ื กลับมาเมืองไทย คณุ หญงิ กนก ซงึ่ เปนกรรมการของ
สมาคมสตรอี ุดมศกึ ษาสมัยนนั้ ไดร ับอาสาเปน ผดู ําเนินงานกลมุ ผูบาํ เพ็ญประโยชน สโมสรปรยี า เครือหนังสือพิมพสตรสี าร ซง่ึ มีการชมุ นมุ ทีส่ มาคมสตรี
อดุ มศกึ ษา ถนนรองเมือง กรงุ เทพฯ หลังจากทมี่ ีกิจกรรมไป 3-4 ครง้ั ก็ไดน ําเรื่องราวท่ีพบเหน็ มาเลา ใหสมาชิกกลมุ ผูบาํ เพญ็ ประโยชนฟ ง สมาชิกให
ความสนใจมาก มคี วามกระตอื รอื รน ทจ่ี ะรบั การฝก บาง ทานจึงไดน ําเรอ่ื งราวท้ังหมดปรกึ ษากบั คุณนลิ วรรณ ปนทอง และคณะกรรมการสมาคมสตรี
อุดมศกึ ษา ขณะนัน้ มีอาจารยส มยั สวาท พงศทตั เปนนายกสมาคม ทกุ คนไมขดั ขอ งจึงไดต ดิ ตอไปยัง Committee of Correspondence ใหชว ยหา
เอกสารให องคการนีจ้ งึ ติดตอ ไปยงั Girl Scouts of U.S.A. ภายในสองสปั ดาห ก็ไดร ับหนงั สอื คูม อื ตา งๆ ขณะเดียวกัน Girl Scouts of U.S.A. ไดแ จง
องคก รผบู ําเพ็ญประโยชนแหง โลก หรือ The World Association of Girl Guide and Girl Scouts ใหทราบดวย
…….เดอื นมนี าคม ป 2500 องคการโลกไดสง Miss Mildred Mode ปจจุบันคอื Mrs. Mildred Owenhuge ซ่ึงเปน Traveling commissioner ของ
ภาคพ้ืนเอเชยี และ Miss Marie de Figuredo ผฝู ก จากฮอ งกง มาชวยฝก เยาวสตรีเปนผจู ัดกจิ กรรม (หัวหนา หมวด) Girl Guides ทีส่ มาคมสตรี
อดุ มศึกษา ถนนรองเมอื ง ผรู ับการฝก สวนใหญ คือ นิสติ และนักศกึ ษามหาวิทยาลยั จาํ นวน 20 คน สมาชิกกลมุ แรกนีส้ อบผา นและปฏญิ าณตนเมอื่ เดอื น
มีนาคม 2500 จํานวน 18 คน ผรู บั ปฏญิ าณตน คอื Miss Helen Mc Swinny ตอมาผทู ี่ไดร ับการฝก เปน หวั หนา หมวด Girl Guides ไดเ ปด หมวด
สมาชิก Girl Guides หมวดแรก คอื กลุมผบู ําเพญ็ ประโยชนของสโมสรปรียา และสมาชิกกลมุ แรก เปน ผูลงคะแนนเสียงใหเรียก Girl Guides วา “ผู
บาํ เพญ็ ประโยชน” เพราะเหน็ วาเปนชอ่ื ท่แี สดงความหมายท่ีเขา ใจ คณะอนุกรรมการไดม ีโอกาสเขาเฝา กรมหม่นื นราธิปพงศป ระพนั ธ รอง
นายกรฐั มนตรีในสมัยนั้น ไดข อประทานขอคิดเหน็ ถึงชื่อวาอยางใดจะเหมาะสมกับเรื่องราวดอี ยแู ลว
…… .นอกจากต้งั ชอื่ แลว สมาชกิ กลุมแรกยงั เปน ผอู อกแบบเครื่องแตงกายของผูบาํ เพ็ญประโยชนด วย โดยถือคะแนนเสียงขางมากเปนเกณฑ เครือ่ งแบบ
ที่ยังคงยึดถืออยูจนถึงปจ จุบัน คือ เสื้อสีฟาอมเทา สวมหมวกเบเรตส ีกรมทา มีตราสมาคมสีแดงติดหนาหมวก เขม็ ขัดหนังสดี าํ หวั เข็มขดั มตี ราสมาคมอยู
ตรงกลาง
เนอื่ งจากสมาคมสตรีอดุ มศึกษา เปน สมาชิกสหพันธสมาคมสตรอี ุดมศกึ ษาระหวางประเทศ จําเปน ตอ งมีกฎพเิ ศษ และกฎขอหนึ่ง คอื สมาชิกของ
สมาคมสตรีอดุ มศึกษาจะตอ งเปนผูจบปรญิ ญาตรี หรือผา นการเรียนระดบั อุดมศึกษาอยา งนอย 2 ป จงึ เห็นวาถา จะใหกลุม ผูบําเพ็ญประโยชนไดมกี าร
ขยายกจิ การใหกวางขวาง จะตอ งมีสมาชกิ เพิ่ม และสมาชกิ สว นมาก คอื บคุ คลท่ัวไปซงึ่ ไมไดผ านการศึกษาขน้ั ปรญิ ญา อกี ประการหนึง่ การทอี่ งคก ารผู
บาํ เพ็ญประโยชนแ ตละประเทศจะเปน สมาชิกองคก ารผูบําเพญ็ ประโยชนแหงโลก จาํ เปนตอ งยึดหลกั การในขอ หนึง่ นน้ั คือองคการตอ งเปนอสิ ระ
อนกุ รรมการขณะนน้ั จึงมีมตใิ หแ ยก “กลมุ ผบู ําเพ็ญประโยชน” จากสมาคมสตรีอดุ มศกึ ษาและตัง้ เปนสมาคมโดยเอกเทศขนึ้ โดยใชช อ่ื วา สมาคมผู
บาํ เพ็ญประโยชนแหง ประเทศไทย (THE GIRL GUIDES ASSOCIATION OF THAILAND
รายนามคณะกรรมการผูริเริ่มกอ ต้งั สมาคมผูบ าํ เพญ็ ประโยชนแ หง ประเทศไทย
1. นางสาวกนก สามเสน
2. คณุ หญิงดษุ ฎี มาลากลุ
3. นางสาวนลิ วรรณ ปน ทอง
4. นางสุภทั รา สงิ หลกะ
5. นางสาวดวงเดอื น พศิ าลบตุ ร
6. นางชลอจติ ดลุ ยกนษิ ฐ
7. นางยีน ศรีจนั ทร
8. นางสาวบรรจบ พนั ธุเมธา
9. นางสาวรญั จวน อินทรกําแหง
10. นางเทวี รชั ตานนท
รายนามนายกสมาคมผบู ําเพญ็ ประโยชนแ หงประเทศไทย
1. ทา นผหู ญงิ ดุษฎี มาลากลุ พ.ศ. 2501-2103
2. แพทยหญิงอรวรรณ คุณวศิ าล พ.ศ. 2504-2506
3. ศาสตรจารย คณุ หญิงสุภาพ วิเศษสุรการ พ.ศ. 2507-2508
4. คุณหญงิ บญุ เก้ือ เบ็ญจกาญจน พ.ศ. 2510-2512
5. นางโขมพตั ร เรอื งศขุ พ.ศ. 2513-2516
6. คุณถนอมจติ ต หตุ ะสิงห พ.ศ. 2517-2520
7. คณุ หญงิ สุคนธ ชลออยู พ.ศ. 2521-2524
8. นางอมั พร กลุ สริ ิสวัสดิ์ พ.ศ. 2525-2526
9. คุณหญิงสคุ นธ ชลออยู พ.ศ. 2527-2530
10.คณุ หญงิ กนก สมาเสน วลิ พ.ศ. 2531-2535
11.นางยาใจ ออนนอมพันธุ พ.ศ. 2536-2541
12.นางสมถวิล บุณโยปษ ฎมั ภ พ.ศ. 2542-2545
13.ผ.ศ.ทิพยวลั ย สมทุ รักษ พ.ศ. 2542-2548
14.รศ.วดี เขียวอุไร พ.ศ. 2550 – ปจ จบุ นั
ประวตั ผิ ูกอต้ังและประมขุ ผบู ําเพญ็ ประโยชนแหงโลก
Robert Baden-Powell (B.P.) เกดิ ท่กี รงุ ลอนดอน เมอ่ื วนั ที่ 22 กมุ ภาพนั ธ ค.ศ.1857 รับราชการเปน ทหาร ยศครง้ั สุดทายเปนนาย
พลโท เปน ผกู อ ตงั้ กจิ การลกู เสอื ในปค.ศ. 1908 ซงึ่ ไดแ พรห ลายไปท่ัวโลก รวมทงั้ เปนผูก อตง้ั กิจการบําเพ็ญประโยชนแหงโลกขน้ึ
ในป ค.ศ. 1910 ดวยความสามารถ และความดีของทาน พระเจา ยอรจ ท่ี 5 พระมหากษัตรยิ แ หงราชอาณาจักรอังกฤษ ไดพ ระราชทาน
บรรดาศักดิช์ น้ั สูง เปน Lord Baden-Powell แหง กลิ เวล เมื่อ ค.ศ. 1929 ทานถึงแกก รรมในป ค.ศ. 1941 (พ.ศ. 2484) เมอื่ อายไุ ด 84 ป
Lady Baden-Powell เดิมชื่อ Miss Olave Soames เกิดทีส่ ตบั บง้ิ คอรด ประเทศสหราชอาณาจกั ร เมอื่ วันที่ 22 กุมภาพนั ธ ค.ศ. 1889 ได
พบทาน Lord Baden-Powell ซึ่งขณะน้นั เปน ขุนนาง ตําแหนง เซอรแ ละสมรสในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1912 ต้ังแตนัน้ มา ทานไดเอาใจใสใ น
กจิ การผูบ ําเพญ็ ประโยชน ทําใหกิจการผบู ําเพ็ญประโยชนเจริญรุงเรอื งควบคูกับกจิ กรรมลูกเสอื ไดรบั แตง ตง้ั เปน World Chief Guide ในป ค.ศ.
1930 ทา นไดถึงแกก รรมเมื่อวนั ท่ี 25 มถิ ุนายน ค.ศ. 1977
กิจการผบู ําเพญ็ ประโยชนไดถ อื วา วนั ที่ 22 กุมภาพนั ธ ซ่งึ เปนวนั เกิดของผูใหกําเนิดและประมขุ ผูบาํ เพญ็ ประโยชน เปน วัน
รําลกึ (Thinking Day)
โปรแกรมที่ใชใ นการจดั กจิ กรรมผูบําเพ็ญประโยชน
1.การบําเพ็ญประโยชน (GIVING SERVICE)
…….โปรแกรมนจ้ี ะชว ยเสว งเสรมิ และสนับสนนุ ใหเด็กผูหญงิ และเยาวสตรไี ดเ รยี นรู เกี่ยวกบั กจิ การผูบําเพ็ญประโยชน (GIRL GUIDING) ไดฝก ฝนทกั ษะ
ตาง ๆ ใหเปน ผูทชี่ วยเหลือผอู น่ื เสมอ แสดงความเมตตากรุณา เพ่ือใหไปบําเพ็ญประโยชนต อครอบครัว ชมุ ชน และสังคม “การทาํ ความดีอยางนอ ยวนั
ละหนึ่งครงั้ เปนการบําเพ็ญประโยชนอยางหนง่ึ ”
2.การเปน พลเมอื งดี (CITIZENSHIP)
…….โปรแกรมนี้จะชวยใหเ ดก็ ผหู ญิงและเยาวสตรีไดฝกฝนตนเองใหเ ปน พลเมืองทด่ี มี คี วามรับผิดชอบ โดยการปฏบิ ัตหิ นาทีต่ อ โรงเรียน ชุมชน และ
ประเทศชาตดิ วยความเตม็ ใจ และปฏิบัตติ ามคําปฏิญาณ และกฎของผบู ําเพญ็ ประโยชน
3.วฒั นธรรมและมรดกของชาต(ิ CULTURE AND HERITAGE)
…….โปรแกรมนี้จะชว ยใหเด็กผูห ญงิ และเยาวสตรมี คี วามรู ความเขาใจ และความภาคภูมใิ จในวฒั นธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชอ่ื และมรดก
ของชาติ พรอ มทีจ่ ะอนุรกั ษและชวยเผยแพรส ิ่งที่ดงี ามน้ีแกผูอน่ื
4.สิ่งแวดลอ ม (ENVIRONMENT)
…….โปรแกรมน้ีจะชว ยสงเสริมและสนับสนนุ ใหเด็กผูหญิง และเยาวสตรไี ดทํากิจกรรมตาง ๆ ทเ่ี ก่ียวขอ งกับธรรมชาติ และ สงิ่ แวดลอม การพฒั นา การ
นาํ ไปใชใ หเ กดิ ประโยชนและการอนรุ กั ษท รพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ ม
5.การอยูรวมกับผูอ ่ืน (RELATIONSHIPS)
…….โปรแกรมน้ีชวยใหเ ด็กผูหญิงและเยาวสตรีไดรูจกั ตนเองและรูจักผอู ่นื โดยการเปนมิตรและเรียนรกู ารทํางานรวมกับ ผอู ื่น โดยกระบวนการของ
ระบบหมู
6.สุขภาพ (HEALTH)
…….โปรแกรมนจ้ี ะชว ยเตรยี มตัวใหเ ด็กผหู ญงิ และเยาวสตรมี ีสุขภาพดี สตปิ ญ ญาเฉลยี วฉลาด มีอารมณม ั่นคงและรูจ กั ปรับตัวเขากับผูอนื่ และสังคมได
เปน อยา งดี
7.ประสบการณน านาชาติ (INTERNATIONAL UNDERSTANDING)
…….โปรแกรมนจี้ ัดขนึ้ เพ่ือใหเ ดก็ ผูหญิงและเยาวสตรีไดม ีประสบการณนานาชาติ และมคี วามเขาใจและยอมรบั ความแตกตางระหวางบุคคลซงึ่ มีพ้นื ฐาน
วถิ ชี ีวิตและวฒั นธรรมท่ีแตกตา งกนั โดยการสงเสริมและสนับสนนุ ใหทํางานรวมกันไดอยา งสนั ติ
เด็กหญงิ และเยาสตรีจะไดเ รียนรูเก่ียวกบั วฒั นธรรมนานาชาติ ภาษาตา งประเทศ กิจกรรมผูบาํ เพ็ญประโยชนของประเทศตางๆ เร่ืองเกย่ี วกับองคก ารผู
บาํ เพ็ญประโยชนแหง โลก ภูมภิ าคเอเซยี แปซฟิ ค และสายใยแหง ความสัมพันธของสมาชิกผบู ําเพ็ญประโยชน ทว่ั โลก
8.เทคโนโลยี (TECHNOLOGY)
…….โปรแกรมนชี้ วยใหเ ด็กผหู ญงิ และเยาวสตรไี ดเรียนรูเก่ยี วกับเทคโนโลยี มีทักษะและสามารถนาํ เทคโนโลยมี าใชใ นชวี ติ ประจําวันไดอยางเหมาะสม
9.ครอบครัว (FAMILY LIFE)
…….โปรแกรมนี้จะทําใหเ ด็กผูหญงิ และเยาวสตรีทราบและเขา ใจบทบาทความรับผดิ ชอบและหนาทขี่ องตนเองที่มตี อ ครอบครัว ความสัมพนั ธและ
ภาคภูมิใจในการเปนสวนหน่งึ ของครอบครัว
10.วิสยั ทัศน (MY VISION)
…….โปรแกรมนจี้ ดั ข้นึ เพื่อใหเ ดก็ ผหู ญงิ และเยาวสตรีไดมโี อกาสคน ควา หาความตอ งการ ความสามารถ ความสนใจ วิสัยทัศนข องตนเอง และไดเ รยี นรู
ทักษะใหมตางๆ เพอื่ เตรียมตวั เองใหสามารถตดั สนิ ใจทีจ่ ะเลือกอาชีพทต่ี นเองถนัดและตองการไดใ นอนาคต
การจดั หมวดหมูของผบู ําเพ็ญประโยชน
การจดั หมวดหมขู องผูบําเพญ็ ประโยชน
…….กจิ กรรมผบู าํ เพญ็ ประโยชน เปนกิจกรรมใชร ะบบหมูเปน หลักในการดําเนินกจิ กรรมดงั น้นั เมอ่ื นักเรียนสมัครเปนสมาชิกผูบ ําเพ็ญประโยชน จงึ ตอ ง
มกี ารจัดหมวดหมูของตนเอง ซ่งึ การจัดกจิ กรรมใหเกิดหมวดหมู โดยความสมคั รใจของสมาชกิ นิยมใชกิจกรรมการสรา งความคุน เคย กจิ กรรมกลมุ
สัมพันธใ นหมูสมาชิก เพอ่ื ใหเ กิดความรจู ักคุนเคย สนทิ สนมกัน และเปน การละลายพฤตกิ รรมใหส ามารถปรบั ตวั เขา กบั เพื่อน ๆ ทุกคนไดอยางมี
ความสขุ ลักษณะการจัดหมวดหมขู องผูบ าํ เพญ็ ประโยชน หากเปนหมวดผูบําเพ็ญประโยชนรนุ นกนอยคือ ระดับอนบุ าล จะมสี มาชิกจํานวนอยางนอ ย 8
คน และไมเ กิน 16 คน สมาชิกในหมรู วมทั้งหัวหนาหมแู ละรองหวั หนา หมู ไมเ กิน 6 คน หมวดผบู าํ เพญ็ ประโยชนรนุ นกสีฟา มสี มาชิกอยา งนอย 12 คน
หรือ 2 หมู อยา งมากไมเ กิน 24 คน หรอื 4 หมู สมาชกิ ในหมรู วมทงั้ หัวหนา หมูและรองหัวหนา หมู ไมเกนิ 6 คน และสาํ หรับหมวดผูบาํ เพญ็ ประโยชน
รุนกลางและรุน ใหญม สี มาชิกอยา งนอย 16 คนหรือ 2 หมู อยางมากไมเ กนิ 32 คนหรอื 4 หมู สมาชิกในหมูรวมทั้งหัวหนา หมูและรองหวั หนาหมู ไมเกิน
8 คน
วธิ ีการคดั เลอื กหัวหนาหมแู ละรองหัวหนา หมู
…….การคัดเลอื กหวั หนาหมแู ละรองหวั หนา หมูดําเนินการตามแบบประชาธิปไตยโดยสมาชิกในหมูเสนอช่อื เพื่อนในหมูอ ยางนอย 2 คน เปนหัวหนา หมู
และรองหวั หนาหมู โดยมกี ารลงคะแนน ผูที่ไดคะแนนเสยี งสนบั สนุนมากทสี่ ุดเปนหวั หนา หมู สวนคนที่ไดค ะแนนรองลงมาจะเปนรองหวั หนา หมู ซ่งึ
หวั หนา หมูและรองหวั หนาหมปู ฏบิ ัตหิ นาที่ดูแลสมาชิกในหมูและประสานงานกับหัวหนาหมวด
วธิ กี ารตง้ั ชือ่ หมู
…….กจิ กรรมผบู าํ เพญ็ ประโยชนนยิ มตง้ั ชอื่ ของหมูเ ปนดอกไม เชน หมูดอกมะลิ หมูดอกบานบรุ ี หมดู อกแกว หมดู อกบานเชาเหลอื ง ทั้งน้เี พราะกจิ กรรม
ผบู ําเพ็ญประโยชนเปน กิจกรรมสาํ หรับเยาวสตรี ดงั นั้นชือ่ ของหมูจ งึ นยิ มใชชื่อดอกไมซ่งึ เปนส่ิงที่สวยงาม นา รักและสดชื่น สดใสเหมือนสมาชกิ ผบู าํ เพญ็
ประโยชนทุกคน
หมวดผบู ําเพญ็ ประโยชน รุน นกนอย
1. ใหม สี มาชิกจํานวนอยางนอ ย 8 คน และไมควรเกนิ 16 คน
2. สมาชิกในหมูรวมทัง้ หัวหนาหมูและรองหัวหนา หมู ไมเกิน 6 คน
หมวดผูบาํ เพ็ญประโยชน รนุ นกสฟี า
1. ใหมสี มาชิกอยางนอ ย 12 คน หรือ 2 หมู อยา งมากไมเกนิ 24 คน หรือ 4 หมู
2. สมาชิกในหมูรวมทงั้ หัวหนาหมูและรองหวั หนาหมู ไมเ กนิ 6 คน
หมวดผูบําเพญ็ ประโยชน รนุ กลางและรุน ใหญ
1. ใหม สี มาชกิ อยางนอ ย 16 คน หรอื 2 หมู อยางมากไมเ กิน 32 คน หรือ 4 หมู
2. สมาชกิ ในหมูร วมทง้ั หัวหนาหมูและรองหัวหนา หมู ไมเกนิ 8 คน
หมวดผบู าํ เพญ็ ประโยชน
• ตองมีหัวหนาหมวดซงึ่ ผา นการฝกอบรมตามหลักสตู รของผบู าํ เพญ็ ประโยชนแ ละมีใบอนญุ าตใหเ ปดหมวด
• ในหมวดหนง่ึ ๆ ใหมีผชู วยหัวหนา หมวดไมเกินหมวดละ 2 คน
• การเปดหมวด ตองขออนุญาตตอ ผูบังคับบญั ชาของสถานศึกษาน้นั ๆ และใหคณะกรรมการจังหวัดหรือสมาคมผบู าํ เพญ็ ประโยชน ฯ ทราบ
หมู คือ กลุมของสมาชิกท่ีแบง มาจากหมวด กลุม ละเทา ๆ กนั
1. ในหมวดนกนอย หมูหน่ึงใหม ีสมาชกิ 4 – 6 คน เปนอยา งมาก
2. ในหมวดนกสีฟา หมหู นึ่งใหมีสมาชกิ 6 คน เปน อยา งมาก
3. ในหมวดผูบําเพ็ญประโยชนรุน กลาง รนุ ใหญ หมูหนง่ึ ๆ ใหม สี มาชิกไดเ พยี ง 8 คน เปนอยา งมาก
4. แตล ะหมูใ หมีสัญลกั ษณประจําหมู
5. หัวหนา หมูและรองหวั หนาหมขู องนกสฟี า ใหห วั หนาหมวดเปนผูแตง ต้งั
6. หัวหนา หมูและรองหัวหนาหมูของผูบาํ เพญ็ ประโยชนร ุนกลาง รุน ใหญ ใหเปนการเลอื กกนั เองในหมแู ละนาํ เสนอใหหัวหนาหมวดแตงตง้ั
การประชุมหัวหนาหมู (Court of Honour)
1. เปน การประชมุ หัวหนา หมูซงึ่ เปนตวั แทนของแตล ะหมูใ นหมวดผบู าํ เพ็ญประโยชน รนุ กลาง รนุ ใหญ กับหัวหนาหมวด และผชู ว ยหัวหนาหมวด เพ่อื
วางแผนงานตา งๆในหมวดและเทากันเปน การแบงและสอนหนาที่ความรับผิดชอบใหก บั หัวหนา หมู
2. ตอ งทํากันอยางสม่ําเสมออยา งนอ ยท่ีสุดเดือนละ 1 ครงั้ ถาอยใู นคายพักแรมใหทําทุกวัน
3. หัวหนา หมวดหรือผชู วยหวั หนาหมวด คือ ประธานในท่ปี ระชมุ ทุกคร้งั จัดใหห ัวหนา หมเู ปนเลขานุการ ผูจ บั เวลาในการประชมุ จดุ มงุ หมายในการ
ประชมุ หัวหนา หมู คอื ใหโอกาสแกสมาชิกในการชวยในการฝก ตางๆ ตามหลกั สูตร การแขงขันทําเครอ่ื งหมายแสดงความสามารถ การใชจายในหมวด
การหารายไดเ ขา หมวด เปนตน งานเหลานใ้ี นหมวดตองใหส มาชกิ ในหมวดรูเห็นและเหน็ ชอบดว ย
การประชุมลูกหมู (Patrol in Council)
1. คือ การที่หัวหนา หมูผบู ําเพญ็ ประโยชนร นุ กลาง หรอื รนุ ใหญ ประชุมสมาชิกในหมูของตนเพอ่ื ทราบแผนงานของการประชุมหวั หนา หมู หรือสมาชิก
ในหมจู ะมาประชมุ เพือ่ ใหหวั หนา หมูนําขอเสนอของหมูเขา สูท ป่ี ระชมุ หวั หนา หมู
2. ตอ งทาํ กนั กอ นหรอื หลงั การประชุมหัวหนา หมเู สมอ
3. หัวหนาหมูหรอื รองหัวหนา หมู คอื ประธานในท่ปี ระชุมทกุ ครงั้
เอกสารที่ใชใ นหมวด
1. ใบสมัครเปน สมาชิกผบู ําเพ็ญประโยชน ซง่ึ มีผปู กครองอนุญาต
2. สมุดทะเบียนของหมวด ระบเุ ลขทีส่ มาชกิ ช่ือ นามสกลุ วนั เดอื น ป เกิด อายุ บานเลขท่ี หมายเลขโทรศัพท ช่อื โรงเรียน ชนั้ เรียน วนั เขา เปนสมาชิก
วนั ปฏิญาณตน วันทดสอบระดับตา ง ๆ วนั รับเคร่ืองหมายพิเศษตางๆ และวันจาํ หนาย
3. สมุดบญั ชรี บั – จา ยเงิน ตองมกี รรมการในหมวดที่ไดจากการประชุมหัวหนา หมลู งนามกํากบั ทุกครัง้ ที่มีการรบั และจา ยเงนิ
4. สมดุ โครงการฝก ตองทําโครงการฝก สมาชกิ ในหมวดทง้ั ระยะสัน้ และระยะยาว และมีสมุดบันทกึ การสอน บนั ทึกรายวชิ าและกจิ กรรมทุกครงั้
5. เอกสารประเมนิ ผลการทดสอบแตละรายวชิ า
6. สมดุ บนั ทกึ ประวตั ิของหมวด
เอกสารทีใ่ ชใ นหมู
1. สมดุ เรียกชือ่ และเก็บเงินของหมู หัวหนาหมตู อ งบันทกึ ทกุ ครงั้ ที่เก่ยี วกับการฝกและขาดฝก ของสมาชิกในหมู และนาํ สมดุ สง คนื หัวหนา หมวด ให
หวั หนา หมวดเปนผเู ก็บ
2. สมุดบนั ทึกการปฏิบตั ิงาน “การทําความดี” ของหมู
การยุบหมวด
1. หัวหนาสถานศึกษาเปน ผสู งั่ ยุบหมวด ตามขอ เสนอของผูตรวจการฝก ในกรณีที่มหี มวดผบู ําเพญ็ ประโยชนใ นสถานศกึ ษา
2. ผูตรวจการฝกเปนผสู ่ังยุบหมวด ตามความเหน็ ชอบของคณะกรรมการจังหวัด หรือกรรมการอํานวยการของสมาคม ฯ
3. การยุบหมวดจะทําในกรณดี ังตอ ไปน้ี
– สถานที่ท่ีเปน ที่ตัง้ หมวดผูบ าํ เพญ็ ประโยชนเ ลิกลม หรือปรากฏวาสถานท่นี ้นั เปน ท่ไี มสมควร
– หัวหนาหมวดไดทําการฝกอบรมผูบําเพญ็ ประโยชนไ มตรงตามหรอื ขดั ตอ หลักการและวตั ถปุ ระสงคข องสมาคมผบู ําเพญ็ ประโยชน ฯ
– สมาชิกผูบําเพ็ญประโยชนใ นหมวดรวมกันประพฤตชิ ว่ั เปน เหตุใหเกิดความเสอ่ื มเสยี ชื่อเสียงของสมาคม ฯ
– จํานวนหัวหนาหมวด และสมาชกิ ผูบําเพ็ญประโยชนไ มพ อทจี่ ะดาํ รงหมวดตอ ไปได
– เมื่อมีการยบุ หมวดใหโ อนทรพั ยส นิ ใหก ับสถานศึกษานั้น ๆ หรอื โอนใหกับสมาคมผบู ําเพญ็ ประโยชน ฯ
สรุป
…….การจดั หมวดหมูผูบ าํ เพญ็ ประโยชน เปนการจดั หมวดหมูใหส มาชิกมีกลมุ ของตนเพื่อการทํากิจกรรมตา งๆ เปน ระบบหมู เพ่อื เปนการกระทํารว มกนั
ชว ยเหลอื และเสยี สละเพ่ือหมูค ณะ การกระทําหรอื ไมก ระทําการใดๆ จงึ ตองคาํ นึงถึงหมูของตนเอง
หนว ยที่ 2
การเปดชมุ นุมของผูบาํ เพญ็
ประโยชน
การเปดชมุ นมุ ของผบู ําเพ็ญประโยชน
ขอ กําหนดการเขา แถว
…..1. ทกุ ครั้งที่กาวเดิน จะตองกาวเทาซา ยกอนเสมอ
…..2. ทกุ คร้ังท่เี รียกแถว ใหผ ูเ รยี กยืนหางจากผูเรยี ก 3 กาวเสมอ
…..3. เม่ือสมาชกิ มาถึงแถวตอ งอยใู น “ทา ตรง” และตามดว ยทา “ตามระเบยี บพัก” เสมอ
…..
ทาตามระเบียบพกั คือ การแยกเทาซายออกไปดานขางหา งจากเทาขวาประมาณ 1 ฟตุ ยืนตวั ตรง แขนทั้งสองไขวห ลงั ใหเสมอระดบั เอว มอื ขวาจับ
ขอมอื ซาย ใหนา้ํ หนักตัวอยูตรงกลาง ตามองตรงไปขางหนา
ทา ตรง ถา อยูในทา “ตามระเบยี บพัก” เวลาส่ัง “ตรง” ใหเ ทาซา ยชดิ เทาขวา ปลอยมอื ฝามือทั้งสองแนบลําตวั ทาตรง
การเขาแถวรูปเกอื กมา มีดงั นี้
…..1. หวั หนาหมวดสั่ง “หวั หนาหมูเขาแถว ทาํ ” (อาจจะใชส ญั ญาณมอื หรือสญั ญาณนกหวดี แทนได) ใหห ัวหนา หมูวิง่ มาเขาแถวหนากระดานเรยี งหนงึ่
หนาผูเรียก ใหห มูท่ี 1 หางจากผเู รียก 3 กาว ชดิ เทาตรงแลวอยใู นทา “ตามระเบยี บ พกั ” (ระยะหา ง เมื่ออยูใ นทา”ตามระเบียบ พัก” ศอกตอ งชิดกนั )
…..2. หัวหนา หมวดสั่ง “ลูกหมูเ ขา แถวตอหลงั หัวหนา หมู ทํา”(อาจจะใชส ญั ญาณมือหรอื สญั ญาณนกหวดี แทนได) ลูกหมูวง่ิ มาเขา แถวตอนลึกตอหลัง
หวั หนา หมขู องตน ชิดเทาตรงแลว อยูในทา “ตามระเบยี บ พัก” (ระยะหา งจากคนหนา 1 ชว งแขน หมู 2,3,4 ตองชาํ เลอื งขวาดรู ะยะหางและตอ งตรงคอ
คนหนาดว ย)
…..3. หวั หนาหมวดสั่ง “ทั้งหมด ตรง” ทกุ คนยนื ตรง
…..4. หวั หนา หมวดสง่ั “ขยายแถวรปู เกือกมา ทาํ ” ทกุ คนยาํ่ เทา หมูท่ี 1 และหมทู ่ี 4 เดนิ เลี้ยวออกไปสวนกันขน้ึ มาตั้งแถวใหม หมูท ี่ 2 ตามหลงั หมูท่ี
1 หมทู ่ี 3 ตามหลงั หมทู ี่ 4 ใหทุกคนย่ําเทา จนกวาหัวหนาหมวดจะสัง่ “จัดระยะ ทํา” ทุกคนหนั หนา เขา วงทนั ทแี ตย งั คงย่าํ เทาและจดั ระยะใหเ ปน รปู
เกือกมา
…..5.หัวหนาหมวดส่ัง “แถว-หยดุ ” ทกุ คนยา่ํ เทา ตออีก 2 จังหวะและหยุดพรอ มกัน
วิธเี ลกิ แถวรูปเกือกมา
…..หวั หนาหมวดสง่ั “เลิกแถว ทาํ ” ใหท กุ คนกาวเทาซา ยไป 1 กา ว ชดิ เทาขวาตาม ทําความเคารพ แลว ถอยหลัง 2 กาว โดยเรม่ิ ออกเทาซา ย เทาขวา
และเทาซา ยชิด
การเปดชุมนมุ ของผบู ําเพ็ญประโยชน
……..ข้นั ตอนการดาํ เนนิ กจิ กรรมจะเร่มิ จาก การใหสมาชิกเขาแถวรูปเกอื กมา ผชู ว ยหวั หนาหมวดและคนอ่ืนเขา แถวหนา กระดานหลังเสาธงชาติ การ
ออกมาเชิญธงชาตมิ ี 2 วิธี
วธิ ีที่1 การออกมาเชญิ ธง โดยออกจากขางหลังแถวรูปเกอื กมา
…..1. เม่อื หวั หนาหมวด สั่งขยายแถวรูปเกือกมา เสร็จแลว ใหห วั หนาหมวดยนื เยื้องไปทางขวาของเกือกมา เม่ือหัวหนาหมวดสัง่ “หมเู ชญิ ธง เตรยี มเชิญ
ธงชาติ ทํา” ใหหมูเชญิ ธง ตรง กาวไปขางหนา 1 กาว ถอยหลงั 1 กา ว ซายหัน หรือขวาหนั ออกมา ( แลวแตจะยืนขา งไหนของเกือกมา เดินออกมา ยืน
หา งจากเสาธง 2 กาว พรอมทจี่ ะเชญิ ธง )
…..2. หวั หนา หมวดสัง่ “ เคารพธงชาติ ท้ังหมด แถว ตรง ” มผี นู ํารองเพลงชาติ สมาชิกทกุ คนรอ งเพลงชาติพรอ มกับแสดงความเคารพ เมอ่ื เพลงจบให
หมเู ชิญธงผกู ธง แลว กาวถอยหลงั 1 กา ว ทําความเคารพพรอมกัน ทุกคนในแถวลดมือลงพรอ มผูเชญิ ธง ผูเชิญธง ซายหัน หรือขวาหนั กลบั เขา ที่
เชนเดยี วกับเม่ือออกมา
…..3. หวั หนา หมวดสัง่ “เตรยี ม สวดมนต” ผูบาํ เพ็ญประโยชนน าํ สวดมนต ( ทกุ คนถอดหมวกดว ยมือขวา พนมมือ โดยใชน วิ้ หวั แมม ือซา ยอยูในหมวก
หนาหมวกอยูดา นบน )
…..4. หวั หนา หมวดส่งั “สงบน่งิ ระลึกถงึ ผูมพี ระคุณและผกู อ ตง้ั กิจการผูบําเพ็ญประโยชน” ทกุ คนยังจับหมวกดว ยมือซายตรงหนา หมวก ใหม อื ขวาทบั
มือซา ย
…..5. หัวหนา หมวดสั่ง “ตามระเบยี บ พัก” แลวเดนิ ไปยืนตรงกลางหนาเสาธง หัวหนาหมวดสงั่ “คติพจนประจาํ วัน” ผูไดร ับมอบหมายกาวออกมา 1
กาว กลาวคติพจนแ ลว ถอยหลงั กลับที่เดมิ ถาหวั หนาหมวดมีเร่อื งแจงหรอื แนะนาํ ก็กลา วในตอนน้ี จากนน้ั สง่ั “เลกิ แถว ทาํ ” ทุกคนเลิกแถวรปู เกอื กมา
โดยกา วซา ยไปขางหลงั 1 กา ว ชดิ เทา ขวาตาม ทําความเคารพ หวั หนาหมวดรับความเคารพ แลวถอยหลัง 2 กา ว โดยเรมิ่ จากเทา ซาย เทาขวา และเทา
ซา ยชดิ แยกแถวออกไป
ระบบหมูของผบู ําเพ็ญประโยชน
.ระบบหมขู องกิจกรรมผบู ําเพญ็ ประโยชน เปนระบบการทาํ งานท่ีสมาชิกทุกคนตองปฏบิ ัตกิ ิจกรรมรวมกัน เหมือนกนั โดยมหี วั หนา หมูและรอง
หวั หนา หมเู ปนผนู าํ แตละหมูจะมเี อกลกั ษณท่ีเหมือนกันเปนอนั หนึง่ อนั เดียวกัน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
…..1. ความหมายและความสาํ คัญของระบบหมู ระบบหมูคอื กลมุ สมาชิกต้งั แต 4 – 8 คน (ไมเ กนิ 8 คน) อยูรวมกนั เปนหมู และทํากจิ กรรมตางๆ
รว มกัน ในการทํางานแตล ะคร้ังหัวหนา หมวดจะเปน ทป่ี รกึ ษา หัวหนา หมจู ะเปนผูน ํา และสมาชกิ ในหมูสามารถแสดงความคดิ เห็นรวมกัน ซงึ่ ถอื เปนส่งิ ท่ี
สําคญั ย่ิงของระบบหมู
…..2. สัญลกั ษณของหมู ในแตล ะหมูมสี ัญลักษณท ี่ใชเ หมือนกัน ซงึ่ บงบอกเอกลกั ษณการเปน สมาชกิ หมู และแตกตา งจากสญั ลกั ษณข องหมูอ ่ืนๆ
สญั ลักษณเหลา น้ีทําใหส มาชิกเกิดความสามคั คีเปนอนั หนึ่งอนั เดยี วกนั และเห็นประโยชนของหมเู ปน สําคญั สญั ลักษณที่แตละหมใู ชป ระกอบดว ย
…..– ชอ่ื และสัญลักษณป ระจําหมู สมาชกิ ในแตละหมจู ะเปนผูก าํ หนดขน้ึ นยิ มตงั้ ชื่อหมูต ามช่ือดอกไม สมาชกิ สามารถวาดภาพประกอบสญั ลักษณใหม ี
สีสันสวยงามไดตามใจชอบ
…..– ถงุ อปุ กรณห มู (Patrol Equipment) ของใชตา งๆท่จี าํ เปนในการทํากจิ กรรม เชน มดี กรรไกร ดินสอ กาว ไมบ รรทัด ฯลฯ ของใชเหลาน้ีจะบรรจุ
อยใู นถุงยามสฟี า เพ่ือความสะดวกในการนาํ ติดตวั สมาชิกตกแตงใหสวยงามได แตละหมูจะตองนําถงุ อุปกรณหมูมาเรยี นดวยทุกคร้ัง
…..– สมุดบันทึกประจําหมู (Patrol Log Book) เปน สมดุ ทใ่ี ชบันทึกขอ มลู ตางๆ ไดแก
……….• การมาเรียนและการขาดเรียนของสมาชิกในหมู
……….• การแตงกายของสมาชกิ วา สะอาด เรียบรอย ครบถว นหรอื ไม
……….• บนั ทกึ กจิ กรรมตา งๆทีป่ ฏบิ ัติในแตละคาบเรียนของหมู
……….• กําหนดการนัดหมายงานของหมู
……….• อน่ื ๆ ตามท่ีหัวหนาหมเู ห็นสมควร
…..รูปแบบของปกของสมุดบันทกึ ประจําหมจู ะบอกหมวดท่ี หมู ช่ือหมู รายชื่อหัวหนา หมู รองหวั หนาหมู สมาชกิ ในหมู หัวหนา หมวดและผูชวยหัวหนา
หมวด พรอ มท้งั วาดสญั ลักษณประจําหมดู วย
ระบบการทาํ งานของหมู
ระบบการทํางานของหมู ประกอบดว ย
…..1. หลักการทาํ งาน กจิ กรรมผบู าํ เพญ็ ประโยชนม ีหลกั การในการสงเสรมิ ประชาธิปไตย กิจกรรมน้ีดําเนนิ โดยสมาชกิ ทุกคน ทกุ คนสามารถพดู
สามารถแสดงออกไดเ สมอ เชน การเลือกเลนเกม เพลง การทาํ ความดี การทํากิจกรรมทน่ี า สนใจ ฯลฯ สมาชิกของหมทู ุกหมูในการทาํ กจิ กรรมตางๆจึง
ไมควรเกนิ 8 คน
– วธิ กี ารดาํ เนนิ งานมีดงั น้ี
…..• การประชมุ หวั หนาหมู คอื การประชุมหัวหนา หมทู ุกหมูของหมวดผบู าํ เพ็ญประโยชน หัวหนา หมวดจะเปน ประธานในที่ประชุมหัวหนา หมู หัวหนา
หมปู ระชมุ แลวจะนาํ ขอตกลงแจงแกลกู หมู ท่ปี ระชมุ นหี้ ัวหนา หมจู ะเปนประธาน
…..• การประชมุ ลูกหมู หัวหนาหมูใหทกุ คนไดม กี ารพูดคุย เสนอความคิด
แสดงเหตุผลในเรอ่ื งตา งๆ เชน เสนอวา จะทํากิจกรรมอะไร ไปทาํ กิจกรรมบําเพ็ญประโยชนท ่ีไหน ใครมีหนาทอี่ ะไร ฯลฯ
…..• การพบหมู แตกตางจากการประชมุ หมู เพราะจะนัดพบเฉพาะหมูของตนเอง เพอื่ นัดหมายจะไปเทยี่ ว ไปวา ยนํ้า หรอื ไปทํากจิ กรรมเพอ่ื ทํา
เคร่ืองหมายแสดงความสามารถ การพบกันของสมาชิกจะประสบความสําเร็จ คอื การใหโ อกาสทุกคนเปนผูนํา
บทบาทหนาทข่ี องหวั หนา หมแู ละรองหัวหนาหมู
…..บทบาทหนาทขี่ องหัวหนาหมแู ละรองหวั หนาหมู ในแตล ะหมูจ ะมีการเลอื กหัวหนา หมูและรองหวั หนา หมู ตามระบอบประชาธิปไตย การเลอื กตงั้
หัวหนาหมคู วรมกี ารสบั เปล่ียนใหส มาชิกคนอน่ื มโี อกาสเปนหัวหนา หมแู ละรองหวั หนาหมู เพ่อื เปนการเปลีย่ นกนั ทาํ งาน และฝกความรับผิดชอบใน
ฐานะผูนํา บทบาทของหัวหนาหมแู ละรองหวั หนา หมมู ีดังนี้
บทบาทหนา ท่ขี องหัวหนา หมู บทบาทหนา ท่ีของรองหัวหนา หมู
1. บรหิ ารงานในหมู
2. ใหค ําปรกึ ษาแกสมาชกิ
3. เปนผนู ําในการประชมุ
4. แบงงานใหสมาชิกทาํ
5. เปนตวั แทนในการประชุมกบั หมูอื่นๆ
6. แจงผลการประชุม
7. ชว ยเหลือสมาชกิ
8. จดบนั ทึกเหตกุ ารณท สี่ ําคัญๆของหมู ศกึ ษาบทบาทการทําหนาที่ของหัวหนาหมูชว ยเหลอื หวั หนาหมใู นการดูแลสมาชกิ และปฏิบตั ิหนา ทเ่ี มื่อหัวหนา
หมไู มอยู
…..ระบบหมเู ปนการฝก ใหสมาชกิ ผบู ําเพ็ญประโยชนไดรว มกนั ทํางานอยางเปนระบบ โดยยดึ หลักประชาธิปไตย มีหัวหนาหมแู ละรองหวั หนา หมูเปนผูนาํ
มีการประสานงานกันเปนอยา งดที ้งั ในหมขู องตนเองและหมอู ืน่ ๆ มกี ารรว มแสดงความคดิ เห็น การมีสวนรวมในการบรหิ ารงานหมูตลอดจนการ
ชว ยเหลือเกอ้ื กูลกนั
หนว ยท่ี 3 สญั ญาณมอื
1. เรียกหวั หนา หมู กาํ มือท้งั สองขา ง ชนู ิ้วช้ขี ึ้นระดบั อก 2. เรียกลกู หมู กํามอื ทั้งสองขา งระดบั อก
3. เรยี กท้ังหมด กาํ มอื ท้งั สองขา งระดบั อก หันฝา มอื ออก 4. เขา แถวตอนลกึ ยื่นแขนทั้งสองไปขา งหนา หนั ฝา มอื เขาหากนั
5. เขา แถวหนา กระดาน เหยียดแขนทง้ั สองไปขา งลําตัว ยกขึน้ ระดับ 6.เขา แถวรปู คร่งึ วงกลม กวาดแขนทั้งสองขา ง เปนรูปคร่งึ วงกลม
ไหล
7. เงียบ ยกมือขวาขึ้นเหยียดตรงเหนอื ศีรษะ หนั ฝา มอื ออก 8. มาหาผเู รยี ก ยกมอื ขวาข้ึนเหยยี ดตรงเหนือศีรษะ หนั ฝา มอื เขา แลว
โบกมือจากดา นหนาไปดา นหลังหลายๆ ครง้ั
9. กระจายออกไป ยกมอื ขวาข้นึ เหยียดตรงเหนือศรี ษะ แลว โบกไปมา 10. ไมม ีอะไรเกดิ ข้นึ ไมเ ปน ไร ปกติ ยกมือขวาขึ้นระดบั ไหล หนั ฝา มอื
ชาๆ ออก แลว โบกผานหนา ชา ๆ
11. ไปตามท่มี ือช้ี ชี้มอื ไปทางทศิ ใดทศิ หนึ่ง 12.วิ่งมาเร็วๆ กาํ มือขวาทางดา นหนา ยกขนึ้ ระดบั เอว ยกข้นึ ยกลง
เร็วๆ
13. การแสดงรหสั และการทาํ ความเคารพ (The Sign and Salute)
สมาชกิ ผบู าํ เพญ็ ประโยชนทกุ คนจะแสดงรหัสเม่อื กลาวคําปฏิญาณตนและรับคาํ ปฏญิ าณ
ผบู าํ เพญ็ ประโยชนแ สดงความเคารพโดยการยนื ตรง มอื ซา ยแนบลาํ ตัว ยกมอื ขวาแสดงความเคารพ (Salute) ใหน ิ้วชจี้ รดท่หี างค้วิ ขวา
การทําความเคารพจะมีแบบเดยี วไมวา จะแตง เครอ่ื งแบบเตม็ ยศ ( Full Uniform ) หรอื ไมก็ตาม
14. การจบั มอื ทกั ทาย (The Left Hand Shake)
สมาชกิ ผูบ าํ เพ็ญประโยชนท ่ัวโลกจะจับมือทักทายดวยมอื ซา ย เพ่ือแสดงความเปน มิตรตอ กนั
หนวยท่ี 4
กฎ คาํ ปฏิญาณ คตพิ จน
กฎ คาํ ปฏญิ าณ คตพิ จนข องผูบ าํ เพญ็ ประโยชน
คําปฏญิ าณของผูบ ําเพ็ญประโยชน
1.ขาพเจา จะปฏบิ ตั ิหนาที่อนั พึงมีตอ ชาติ ศาสนา พระมหากษตั รยิ
2. ขา พเจาจะชวยเหลอื ผูอ่ืนเสมอ
3.ขาพเจาเช่อื และจะปฏบิ ตั ติ ามกฎของคณะผบู าํ เพ็ญประโยชน
ขาพเจา จะปฏิบตั หิ นา ที่อันพึงมตี อ ชาติ ศาสนา พระมหากษตั รยิ
– หนา ทต่ี อ ชาติ
ผูบําเพ็ญประโยชนจะตองชว ยกันปองกันประเทศใหพนจากการรกุ รานของศตั รู ชว ยสง เสริมประเทศใหเ จริญรุงเรอื ง ท้ังนด้ี วยการปฏบิ ตั ิหนาที่ของตน
โดยการเปนพลเมอื งดขี องประเทศ เคารพกฎหมายบานเมืองเชน กฎจราจร เปนตน
– หนา ทต่ี อศาสนา
ผบู าํ เพญ็ ประโยชนค วรจะมศี าสนาเปนหลักในการดําเนินชีวิต เพราะหลกั ของศาสนาทกุ ศาสนา มีจุดมุงหมายใหทกุ คนเปนคนดี ทําความดี ละเวนความ
ชัว่ ดังน้นั สมาชกิ ทุกคนควรมหี ลักในการดาํ เนินชวี ติ โดยการปฏิบตั ิตามคาํ สงั่ สอนของศาสนาทีต่ นนับถืออยา งเครงครดั
– หนา ท่ตี อพระมหากษตั ริย
พระมหากษตั รยิ ทรงเปนพระประมุขของประเทศ ผบู ําเพ็ญประโยชน จงึ ตองปฏิบตั หิ นา ทด่ี วยการแสดงความจงรกั ภกั ดี เทิดทนู พระเกียรตแิ ละดํารงตน
ตามพระบรมราโชวาทที่ทรงประทานแดพ สกนิกรเปนประจาํ ในโอกาสตา ง ๆ อยเู สมอ
ขา พเจาจะชวยเหลือผูอ นื่ เสมอ
ผบู ําเพ็ญประโยชนค วรหาโอกาสท่จี ะชว ยเหลอื ผูอ ่นื ตามกาํ ลัง และความสามารถโดยไมคิดหวงั สงิ่ ตอบแทน จงรจู กั เปน ผใู หมากกวาการรอรบั จากผูอ่นื
ดงั นน้ั จงึ ควรปฏิบตั ิตนใหเปน ผมู ีนาํ้ ใจ และชว ยเหลอื ผูอนื่ อยูเสมอ
ขา พเจาเช่ือและจะปฏิบัตติ ามกฎของคณะผูบําเพญ็ ประโยชน
ผบู าํ เพญ็ ประโยชนมกี ฎซึง่ เปรยี บไดก ับหลกั ในการดาํ เนินชวี ติ 10 ประการ ดังน้ันหากสมาชกิ ยอมรับในกฎทงั้ 10 ขอของผูบาํ เพญ็ ประโยชน และพรอ ม
ทจ่ี ะปฏิบตั ิตนตามกฎดงั กลา ว สมาชกิ ผูน ั้นจะเจรญิ เตบิ โตเปนคนท่ีสมบูรณ เปนที่รกั ของผพู บเหน็ และมีเสนห ในตนเอง
4.2 กฎของผูบําเพญ็ ประโยชน
ขอ 1 ทาํ ตนใหเปน ที่เชอื่ ถือและไววางใจได
ขอ 2 ซือ่ สัตย
ขอ 3 ทาํ ตนใหเ ปน ประโยชนแ ละชวยเหลือผอู ่ืนเสมอ
ขอ 4 เปนมติ รกับคนทง้ั หลายและถอื เปน พ่ีเปน นอ งกับผูบําเพ็ญประโยชนร ว มคณะ
ขอ 5 สุภาพออ นนอ ม
ขอ 6 เมตตากรณุ าตอ สัตว
ขอ 7 เช่อื ฟง และปฏิบตั ิตามคาํ สง่ั
ขอ 8 อดทนตอความยากลาํ บากดว ยใจรา เรงิ
ขอ 9 มัธยัสถ
ขอ 10 สุจรติ พรอมกายวาจาใจ
สมาชิกผบู ําเพ็ญประโยชนไดยึดถอื กฎทัง้ 10 ขอ เปนหลกั ในการดําเนินชวี ิตที่ถกู ตอ งเพอื่ ชวยใหบรรลเุ ปาหมายที่ตนประสงค จึงมีความจําเปน อยา งยิง่ ที่
สมาชิกทุกคนควรเขาใจความหมายของกฎทัง้ 10 ขอ ดังน้ี
1. ทําตนใหเ ปนที่เช่ือถือและไวว างใจได
สมาชกิ ผบู ําเพญ็ ประโยชนเปน ผูที่เชอื่ ถือและวางใจได ผูบําเพ็ญประโยชนลั่นวาจาไปอยา งใด ใคร ๆ ก็ยอมเชอ่ื วาจรงิ หรอื รับวา จะทําสิ่งใดก็ตองปฏิบัติ
อยา งดีทีส่ ุดและใหส าํ เรจ็ ตามทีไ่ ดร ับมอบหมาย
2. ซ่อื สัตย
ผูบําเพญ็ ประโยชนเปนผทู ่ีจงรักภกั ดตี อพระมหากษตั ริย ตอชาตบิ านเมือง ตอ บิดา มารดา ครอู าจารย ตลอดจนหวั หนา หมวดและผูบาํ เพ็ญประโยชน
รวมคณะ และผูท ีอ่ ยูเหนอื และใตบังคบั บัญชาทงั้ ที่บานและที่โรงเรียน
3. ทาํ ตนใหเปนประโยชนและชว ยเหลอื ผูอ ่ืนเสมอ
ผูบาํ เพ็ญประโยชนตอ งพรอ มทีจ่ ะชวยเหลือผอู ่ืนเสมอ แมว า บางครัง้ จะตองเสียสละความสขุ ของตนเอง อาจตองเส่ียงอนั ตรายเพื่อชว ยเหลอื ผูอ ่ืนกต็ อ ง
กระทาํ ในกรณีท่ีเกดิ สงสยั วาควรจะทําการส่ิงใดก็ควรตั้งคําถามถามตัวเองวา “ อะไรทเ่ี ปน ส่ิงท่ดี ีทส่ี ดุ ตอผอู ื่น” และปฏบิ ตั ติ ามส่งิ นนั้
4. เปน มิตรกับคนท้ังหลายและถือเปนพ่เี ปน นองกับผูบาํ เพญ็ ประโยชนร วมคณะ
ไมวาสมาชิกผบู าํ เพ็ญประโยชนช าตใิ ด ศาสนาใดกต็ ามเมื่อพบผบู ําเพ็ญประโยชนตางถิ่น ควรทักทายกอน และใหความชว ยเหลอื เทาท่จี ะชวยได เพราะ
เราถือวาสมาชกิ ผบู ําเพ็ญประโยชนทกุ คนเปน พ่นี องกนั เพราะเรายึดมน่ั ในอดุ มคติและหลักการเดียวกัน
5. สภุ าพออนนอ ม
ผูบําเพญ็ ประโยชนจ ะตองเปนผทู มี่ กี ริ ยิ าดี คือ สุภาพออ นนอ มกบั คนท่วั ไปโดยเฉพาะผูท่ีอาวโุ สและออ นแอกวา
6. เมตตากรณุ าตอ สตั ว
ผูบําเพ็ญประโยชนจะตองระลกึ ไวเสมอวา สัตวทุกชนิดเปนส่งิ มชี ีวิตเชนเดียวกบั มนุษยฉ ะน้นั ควรจะเล้ยี งดใู หด ตี ามสมควร มีเมตตากรุณาตอสัตวท กุ ชนิด
7. เช่ือฟงและปฏบิ ตั ติ ามคาํ ส่งั
ทัง้ ของบิดา มารดา ครอู าจารย ตลอดจนหัวหนาหมู หวั หนา หมวดโดยทันที แมว า จะไดรับคาํ สง่ั ในสงิ่ ท่ีไมชอบ ผูบําเพ็ญประโยชนตอ งปฏิบัตติ ามดวย
ความหนาชน่ื ตาบานและเตม็ ใจเสมอ
8. อดทนตอความยากลําบากดวยใจราเรงิ
ผบู ําเพญ็ ประโยชนควรจะทาํ ใจใหราเรงิ และย้ิมแยม อยเู สมอ แมจ ะเหนอ่ื ยยากลําบากเพียงใดกต็ าม ความลําบากและความทกุ ขทงั้ หลายกจ็ ะเบาบางลง
9. มัธยสั ถ
ผบู ําเพ็ญประโยชนจ ะตอ งระมัดระวงั ทรัพยสมบตั ขิ องตนเองและผูอน่ื รูจ ักจบั จายใชส อย และเกบ็ หอมรอมรบิ นอกจากนผ้ี ูบําเพ็ญประโยชนจะตองรูจ กั
ประหยดั เวลา โดยใชเ วลาใหค ุมคาท่ีสุด
10. สจุ รติ พรอ มกาย วาจา ใจ
ผบู ําเพญ็ ประโยชนต องไมท ําลายและคดิ รายตอ ผอู นื่ แมแ ตก ารพดู จา ไมใ ชค าํ หยาบหรอื ทาํ ใหบ ดิ ามารดาหรอื ผปู กครองหรือผูอนื่ ไดรับความอับอาย
4.3 คติพจนแ ละคําขวญั ของผูบ ําเพญ็ ประโยชน
คติพจนของผบู าํ เพญ็ ประโยชน
เตรยี มพรอ มเสมอ มคี วามหมายวา เราตองเตรียมตวั ใหพรอ มเพอ่ื ทีจ่ ะเผชิญเหตุการณต างๆ อนั อาจเกดิ ไดท ุกโอกาส โดยพยายามเรยี นรูส่ิงที่เปน
ประโยชนทัง้ ตอตนเองและผอู ่ืน และเตรยี มของใชบ างอยางทีจ่ ําเปน ติดตัวไวเสมอ เชน เตรียมเงนิ ตดิ ตัวไปพอท่จี ะใชโ ทรศัพทเมอ่ื จําเปน มีกระดาษ
ดินสอที่จะจดขอความยามฉุกเฉนิ และมหี มายเลขโทรศพั ทข องบคุ คลหรอื หนวยงานตา งๆ กรณีเกดิ เหตกุ ารณฉกุ เฉิน
คําขวัญของสมาชิกผูบาํ เพ็ญประโยชน
สมาชกิ ผบู ําเพญ็ ประโยชนทว่ั โลกตางพยายามทําความดที ุกอยาง อยา งนอ ยวันละ 1 ครง้ั การทําความดี คือ การที่เราทําอยา งใดอยางหนงึ่ เปนพเิ ศษ
นอกเหนือจากหนา ท่ีประจํา
หนวยท่ี 5
ระเบยี บแถวของผูบําเพญ็ ประโยชน
ระเบยี บแถวของผูบําเพ็ญประโยชน
ทาพัก
คําส่ัง “พกั ” ของผูบาํ เพ็ญประโยชนม ดี งั นี้
1. “พัก” คือ การหยอ นเขาซา ย หรอื ขวา
2. “ตามระเบียบพัก” คอื การแยกเทาซา ยออกไปดา นขา ง หา งจากเทาขวาประมาณ 1 ฟุต ยนื ตวั ตรง แขนท้งั สองไขวห ลงั ใหเสมอระดบั เอว มือขวาจบั
ขอมือซาย ใหน า้ํ หนักตัวอยตู รงกลาง ตามองตรงไปขางหนา
3. “ตามสบายพัก” คือ พักตามสบายแตอยใู นแถว
ทา ตรง
1. ถาอยูในทา “ตามระเบียบพัก” เวลาสั่ง “ตรง” ใหเ ทาซายชดิ เทาขวา ปลอ ยมอื ฝามือท้งั สองแนบลําตัว
2. ถา อยใู นทา “พกั ” เวลาส่ัง “ตรง” ใหกระตกุ เขาที่หยอ นใหต รง แขนตรง ฝามอื ทงั้ สองแนบลําตัว
3. ถา อยใู นทา “ตามสบายพัก” เวลาสง่ั “ตรง” ใหเ ขาแถวใหเปนระเบียบ ยนื ตรง ฝา มือทงั้ สองแนบลําตวั
การเขา แถวรปู เกอื กมา วธิ ที ี่ 2 มดี งั น้ี
กาํ หนดใหผูบาํ เพ็ญประโยชนเ ปนหมูเชญิ ธง 3 คน
1. หวั หนาหมวดสั่ง “หมูเชิญธงเขาประจําท่ี ทํา” ผเู ชิญธง 3 คนเขาแถวหนากระดาน หางจากผูเรียก 3 กา ว คน
กลางอยูตรงหนา หัวหนาหมวด ชดิ เทา ตรงแลวอยูในทา”ตามระเบยี บพกั ”
2. หวั หนาหมวดส่งั “สมาชิกผบู าํ เพ็ญประโยชนเขา แถวหลงั กองเกยี รติยศ 2 แถว ทาํ ” ทกุ คนวิง่ มาเขาแถวตอนลกึ
เรียงลําดับความสูงไปต่าํ ตอหลังผทู ่ีเปน กองเกียรตยิ ศ ใหจ าํ นวนทงั้ 2 แถวเทา กนั เมอ่ื มาถึงใหชดิ เทาตรงแลวอยใู น
ทา “ตามระเบยี บ พกั ”
3. หวั หนาหมวดสง่ั “ขยายแถวรปู เกอื กมา ทํา” ทกุ คนยํ่าเทา สมาชกิ คนท่ี 1 กา วเทาออกมายนื อยูข างหนาของแต
ละแถว คนที่ 2, 3.. ทาํ เชนเดียวกนั จนหมด จะไดแถวรปู เกอื กมา เม่อื หัวหนาหมวดออกคําสงั่ เสร็จแลว ใหก ลบั หลงั
หัน เดินมายนื ตรงหนาเสาธงแลว กลับหลงั หนั หันหนาเขาแถวรูปเกือกมา
4. หัวหนาหมวดส่ัง “แถว-หยดุ ” ทุกคนหยุด (ใหตบจงั หวะเทาเหมือนวธิ ีท่ี 1)
การเขา แถวของผูบาํ เพญ็ ประโยชน
1. การเขาแถวตอนเรียงหนง่ึ
หวั หนา หมวด : เหยียดแขนท้งั สองขา งออกไปขา งหนาเสมอแนวไหล มอื แบ น้ิวทง้ั หา ชิดกนั หนั ฝามอื เขาหากนั และขนานกัน
การเขาแถว : (ถาหมูเดียว) ใหม าเขา แถวหนา หวั หนาหมวด หวั หนาหมูตรงหนาหวั หนาหมวดหางประมาณ 6 กาว ลูกหมูเ ขา แถวหลงั หวั หนา หมู (ถา มี
มากกวา 1 หม)ู ใหหมูท่ีเปน หลักเขา แถวตอนตรงหนา หัวหนาหมวด หางประมาณ 6 กา ว หมอู นื่ ๆ เขา แถวตอนเปนแนวเดยี วกนั ไปทางซายและ
ทางขวาของหมูหลกั ( เชน ถา มี 5 หมู หมู 3 เปนหมหู ลกั ถา มี 4 หมู หมู 2 และ หมู 3 เปนหมหู ลกั )
การจัดแถว : ระยะตอสุดชว งแขนของสมาชิกยื่นไปจดหลังของผูอยขู างหนา ทุกคนตามลําดบั และทุกคนอยใู นทา "ตามระเบียบ พัก" โดยอตั โนมตั ิ
2. การเขาแถวหนากระดานแถวเดย่ี ว
หัวหนา หมวด : เหยยี ดแขนทั้งสองขา งออกไปทางขา งเสมอแนวไหล มือแบ น้วิ ทง้ั หา ชดิ กัน หันฝา มือไปขา งหนา
การเขา แถว : ใหเขาแถวหนากระดานแถวเดยี วขางหนาหัวหนาหมวด หมทู ่ี 1 อยซู า ยมือหวั หนา หมวด ใหก่งึ กลางของแถวอยูต รงหนา หวั หนา หมวด
หางประมาณ 6 กา ว
การจดั แถว : ใชแขนขวาจดปลายศอกซาย ไมเวน ระยะเคยี งระหวางหมู ทุกคนจัดแถวทางขวา
3. การเขาแถวหนา กระดานหมูปด ระยะ
หวั หนา หมวด : มอื กําทั้งสองขา ง เหยียดตรงออกไปขา งหนา ขนานกบั พนื้ งอขอศอกข้นึ เปน มมุ ฉากหนั หนา มอื เขาหากัน
การเขา แถว : ใหห มูท่ี 1 มาเขาแถวหนา กระดานหนา หัวหนาหมวด ใหกึ่งกลางของหมูต รงหนาหัวหนา หมวดหา งประมาณ 6 กาว หมตู อ ๆ ไป ไปเขา
แถวหมูหนา กระดานดานหลงั หมู 1 ตามลําดับ ระยะตอ ระหวางหมู 1 ชว งแขน
การจัดแถว : ระยะเคยี งระหวางบุคคลในหมู ยกมือซา ยข้ึนเทาสะโพก สะบัดหนาไปทางขวา
4.การเขา แถวหนากระดานหมูเปด ระยะ
หัวหนา หมวด : มือกําทั้งสองขา ง งอศอกเปนมมุ ฉาก แขนทอ นบนแบะออกเปน แนวเดยี วกบั ไหล หนั หนา มอื ไปทางขา งหนา
การเขา แถวและการจดั แถว : เชน เดียวกับแบบ"ปดระยะ" แตระยะตอ ระหวางหมู 3 ชวงแขน
5. การเขาแถวรูปครึง่ วงกลม
หวั หนาหมวด : มือแบท้งั สองขา ง เหยียดตรงลงขา งลาง คว่ําฝามือเขาหาตวั โบกผานลาํ ตวั ประสานกนั ดานหนาชา ๆ เปน รูปครึ่งวงกลม
การเขา แถว : ใหห มู 1 อยูซายมอื ของหวั หนา หมวด โดยหวั หนา หมอู ยูแ นวเดียวกบั หัวหนา หมวด หมูที่ 2 และหมตู อ ๆไปอยทู างซา ยมอื ของหมู 1
ตามลําดบั จนคนสุดทา ยของหมสู ดุ ทายอยูแนวเดยี วกับหัวหนา หมวด โดยหัวหนา หมวดเปนจุดศูนยกลางไมเวน ระยะหมู
การจัดแถว : ระยะเคียงระหวางบคุ คล เชน เดยี วกบั การเขา แถวแบบหนา กระดาน
6. การเขาแถวรปู วงกลม
หวั หนาหมวด : มอื แบท้งั สองขาง เหยยี ดตรงลงขางลาง ควา่ํ ฝา มือเขาหาลําตวั โบกผา นลําตวั ประสานกันดา นหนาจดดา นหลงั เปน รปู วงกลม
การเขาแถว : ใหหมู 1 อยูซา ยมอื หวั หนา หมวด โดยหวั หนาหมอู ยูแนวเดียวกบั หวั หนา หมวด หมูท่ี 2 และหมูตอ ๆไปอยทู างซา ยมือของหมู 1
ตามลําดบั จนคนสดุ ทา ยของหมูสุดทา ยไปจดหวั หนาหมู 1 หวั หนา หมวดเปน จุดศนู ยก ลาง ไมเวนระยะหมู
การจดั แถว : ระยะเคยี งระหวางบคุ คล ปฏิบตั ิเชนเดียวกับการจดั แถวหนา กระดานเรยี งหน่ึง
7. การเขาแถวรัศมหี รือแถวลอ เกวียน
หัวหนา หมวด : มอื ขวาแบควํา่ กางน้ิวออกทกุ นว้ิ ชไู ปขางหนา ทาํ มุมประมาณ 45 องศา
การเขาแถว : ใหทุกหมูเขา แถวตอนหมูหนาหวั หนา หมวด หา งจากหวั หนาหมวดประมาณ 6 กาวเปน รปู รัศมี โดยใหห มูท่ี 1 อยูทางซายมอื ของหัวหนา
หมวด ทํามมุ ออกไปประมาณ 45 องศา หมู 2 และหมตู อ ๆไปอยูทางดา นซายของหมู 1 ตามลําดับจนถงึ หมูสุดทาย จะอยูทางขวามอื ของหวั หนาหมวด
ทาํ มุมออกไปประมาณ 45 องศา ระยะตอของหมู 1 ชวงแขน ระยะเคยี งของหัวหนาหมพู อสมควร
การจัดแถว : ปฏบิ ัติเชน เดยี วกับการเขา แถวตอนเรยี งหน่ึง
คตพิ จนและคําขวัญของผบู าํ เพญ็ ประโยชน
คตพิ จนข องผบู ําเพญ็ ประโยชน
เตรยี มพรอ มเสมอ มีความหมายวา เราตองเตรยี มตวั ใหพ รอมเพื่อท่จี ะเผชิญเหตุการณต า งๆ อันอาจเกิดไดท กุ โอกาส โดยพยายามเรียนรสู ่งิ ที่เปน
ประโยชนทงั้ ตอตนเองและผอู ื่น และเตรยี มของใชบางอยา งทีจ่ าํ เปนตดิ ตัวไวเ สมอ เชน เตรียมเงนิ ตดิ ตัวไปพอท่ีจะใชโ ทรศพั ทเม่อื จําเปน มกี ระดาษ
ดนิ สอท่จี ะจดขอความยามฉุกเฉนิ และมหี มายเลขโทรศพั ทข องบุคคลหรือหนวยงานตา งๆ กรณีเกิดเหตกุ ารณฉ ุกเฉิน
คําขวญั ของสมาชิกผบู าํ เพ็ญประโยชน
สมาชิกผูบาํ เพ็ญประโยชนท ั่วโลกตา งพยายามทาํ ความดีทกุ อยา ง อยางนอยวันละ 1 ครงั้ การทาํ ความดี คอื การท่ีเราทาํ อยางใดอยางหนึง่ เปน
พเิ ศษนอกเหนือจากหนาท่ีประจาํ