The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชมพูทวีปสมัยพุทธกาล&ความสำคัญของพุทธศาสนา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by siriprapa-ple, 2020-04-17 05:45:38

ชมพูทวีปสมัยพุทธกาล&ความสำคัญของพุทธศาสนา

ชมพูทวีปสมัยพุทธกาล&ความสำคัญของพุทธศาสนา

Keywords: ชมพูทวีปสมัยพุทธกาล&ความสำคัญของพุทธศาสนา

Kru' Ple siriprapa

Kru' Ple siriprapa

Chandra Bhan Prasad อายุ 58 ป เกิดในครอบครัวคนเล้ยี งสกุ รในรฐั อตุ รประเทศทางตะวนั ออกของอินเดยี เขาเจอกบั ความรังเกียจทางสงั คมและการเลอื ก
ปฏบิ ัติตอคนวรรณะต่าํ ตอ ยในอินเดยี หรอื วรรณะจัณฑาล มาตลอดชีวิต
แต Prasad หวังวาธุรกจิ อาหารสัง่ ซือ้ ทางออนไลนท่เี พ่ิงเปด บรกิ าร จะชว ยยตุ ิความรังเกยี จเดียดฉนั ทตอคนวรรณะจณั ฑาลทีฝ่ ง รากลกึ ในสงั คมอนิ เดียมานานนบั รอยป
นีไ้ ด คนอนิ เดยี รังเกยี จคนวรรณจณั ฑาล ถอื วานารังเกยี จ ไมค วรไปถูกเนื้อตอ งตัว คนในวรรณะสูงกวา ไมยอมกินอาหารที่เตรียมโดยคนวรรณะจัณฑาล หรือไมย อมแม
เเตท จ่ี ะใหคนวรรณะนีเ้ ขาไปในหอ งครวั Prasad ทา ทายธรรมเนียมการเลือกปฏิบัติทางชัน้ วรรณะน้ี ดวยการตั้งชอ่ื บรษิ ทั ของตนวา "Dalit Foods" หรอื อาหาร
คนจณั ฑาล ธรุ กจิ ของเขาเริม่ ตนขน้ึ ในระดับเลก็ ๆ ท่กี รุงนวิ เดลลี ขายเครื่องเทศชนิดตา งๆ ทีเ่ เพ็คในบรรจุภณั ฑเรยี บรอยเเลว ตั้งเเตขมน้ิ ผง พรกิ ผง อาหารดอง และ
อาหารจําพวกขาวและธัญพืช
เขาบอกวา ไดแนวคิดทําธุรกจิ นี้ หลังจากทําวิจัยใหกบั มหาวทิ ยาลัย Pennsylvania วา มีอะไรบา งทช่ี วยปรบั ปรุงชวี ติ คนอนิ เดยี วรรณะจัณฑาล ตงั้ เเตม กี ารปฏริ ูปทาง
เศรษฐกิจของอินเดยี มาต้งั เเตครสิ ตศ วรรษท่ี 1990 เปน ตนมา
Prasad กลา ววาเขาไดเหน็ คนวรรณะจณั ฑาลอายุ 80 ปห ลายคนทีเ่ เข็งเเรงมาก สามารถแบกขา วสาลหี ลายกระสอบบนศรีษะ และทาํ งานใชเเรงงานในทงุ นา ซง่ึ ทําให
เขาตระหนักวาอาหารจําพวกธัญพชื บดดวยมอื ท่ีคนวรรณะจัณฑาลกินเปน ประจํา เปนอาหารทมี่ ีคุณประโยชนต อรา งกาย
Prasad ไมไ ดเ ปน แคนักธุรกิจเทานนั้ แตยังเปนนกั เขยี นเก่ยี วกบั ปญ หาของคนวรรณะจณั ฑาล เขารณรงคมานานหลายปแลวเพ่อื หยุดยั้งการเลือกปฏิบัตทิ างวรรณะ
แมวา จะมีชนชนั้ จัณฑาลจํานวนหนงึ่ ที่เปน เจา ของธรุ กจิ ท่กี ําลงั รุงเรอื ง แตพวกเขาไมผูกความสําเรจ็ ของตนเองเขา กับชนชน้ั วรรณะทตี่ าํ่ ตอ ยน้ี ซึ่งตา งจาก Prasad เขา
กลา ววา หากธรุ กจิ นี้ของเขาไปไดสวย กจ็ ะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสงั คมตามมา คนชนช้ันจณั ฑาลรุนใหมจะเริม่ ม่นั ใจในสงั คมมากข้นึ เเลว มองวา ตนเองกเ็ ปน
สว นหนง่ึ ของอนิ เดยี
อยา งไรกต็ าม ทศั นคตขิ องคนอนิ เดยี ตอ การเเบงชน้ั วรรณะยงั ไมเปลี่ยนแปลงไปมากนักแมว า อนิ เดียไดถ ือวาการเลอื กปฏบิ ตั ิตอคนตามวรรณะเปน สงิ่ ผิดกฏหมายเมือ่
65 ปท ีแ่ ลว ก็ตามทางการยงั ไดอ อกแนวปฏบิ ัติเพอ่ื ปอ งกนั ปญ หาน้ี ดวยการรกั ษาตําเเหนงงานในภาครัฐบาลและจาํ นวนท่นี ง่ั นกั ศึกษาในมหาวิทยาลัยสวนหนง่ึ เอาไวใ ห
เเกค นท่มี าจากวรรณะจัณฑาล Beena Pallickal แหงคณะกรรมาธกิ ารดา นสิทธิมนษุ ยชนแหง ชาติ (the National Commission for Human Rights) กลาววา
เกดิ ชอ งวางทก่ี วางมากระหวา งอตั ราความกาวหนาทางเศรษฐกจิ และสงั คมของคนวรรณะอน่ื กบั คนวรรณะจัณฑาล โดยอปุ สรรคสาํ คัญมาจากสงั คมไมยอมรบั คน
วรรณะนี้
การเลอื กปฏิบัติน้ีฝง รากลกึ และรนุ เเรงมากในเขตชนบท โดยคนวรรณะจัณฑาลไมไ ดรับอนุญาตใหเขา ไปในเขตวดั หรือไปตกั นํา้ จากบอนํ้าในหมบู า น
Pallickal หวังวา ธุรกจิ อาหารท่สี ั่งทางออนไลนของ Prasad นา จะนาํ ไปสูก ารเปลี่ยนแปลงบา งไมม ากกน็ อย เธอชี้วา อยากเห็นสังคมอนิ เดยี เลกิ การเลอื กปฏิบัตติ อคน
ตา งวรรณะ
ธรุ กิจของ Prasad ยังคอ ยเปน คอยไปในชว งเริ่มตน น้ี เเตเขาดใี จมากทเี่ หน็ วาลูกคา ที่สัง่ ซือ้ สินคา สว นใหญเ ปนคนจากวรรณะทส่ี งู กวา เปนกKลุมruคน' มPกี lาeรศsกึ iษriาpหraนาpทa่ี
การงานและอาศยั ในบานราคาเเพง และอยใู นสังคมทีห่ รหู รา

เปด มูลคางานแตง ลูกสาวอภิมหาเศรษฐอี นิ เดีย ย่ิงกวาอลงั การ ประเมนิ คาใชจ า ยรวม 3.28 พันลา นบาท ท้ังจดั เล้ยี งกอนถึงวนั แตงงาน
จัดโรงแรม 5 ดาวรองรบั แขกเซเลบ แคคําวา อลงั การยังนอยไป และเพื่อเนรมิตงานวิวาหใ หออกมาหรหู ราสมฐานะ พวกเขาจงึ ไม
เสยี ดายท่ีจะทุมเงนิ มหาศาลถงึ 100 ลา นดอลลารส หรัฐ (ราว 3.28 พันลานบาท) ใหแ กหนง่ึ ในการจัดงานแตงที่มมี ูลคา สูงท่ีสุดในโลก
เทา ท่ีเคยมมี า

โดยเม่อื วนั ท่ี 10 ธันวาคม 2561 เวบ็ ไซตนิตยสารไทม รายงานวา เน่ืองดวยโอกาสพเิ ศษท่ี อิชา แอมบานี ลกู สาวสดุ รักของ มู
เกซ แอมบานี เจา ของธุรกิจดานพลังงานและโทรคมนาคม ซง่ึ ขน้ึ ชื่อวา เปน อภมิ หาเศรษฐอี ันดับ 1 ของอนิ เดียและเอเชยี กําลังจะเขา พิธี
แตง งานกับ อนานด พริ ามาล ทายาทของ อาเจย พิรามาล อภิมหาเศรษฐเี จา ของบริษัทที่ลงทนุ ในดา นการเงนิ ยา และสขุ ภาพ โดยมี
กาํ หนดแตงงานในวนั ท่ี 12 ธันวาคม นี้ พวกเขาจึงไดม ีการจัดเล้ียงอยา งยงิ่ ใหญตลอดท้ังสัปดาหก อนท่ีจะถึงวันแตงงาน โดยคาดวา
คา ใชจ ายในการจดั งานนัน้ นาจะมีมลู คา สูงถึง 100 ลา นดอลลารสหรัฐ

แนน อนวางานแตง งานของบคุ คลระดบั น้ี แขกทไี่ ดร บั เชิญใหเขารวมงานก็ยอมไมใ ชธ รรมดา แตเ ปนคนดังทมี่ ีชื่อเสียงระดับโลก
นบั ตง้ั แต บียอนเซ ไปจนถงึ ฮิลลารี คลนิ ตัน และเนื่องจากรายชอื่ ของแขกคนดงั ทีย่ าวเปนหางวาวน้นั ทําใหท ้ัง 2 ตระกูลเจาภาพตอ ง
เชา เหมาโรงแรม 5 ดาว ถงึ 5 แหงท่ีอยใู กลส ถานท่ีจัดงานในเมอื งอทุ ัยปุระ ของอนิ เดยี มาใชเ พ่ือรับรองแขกผทู รงเกียรติ ตลอดจนตองมี
การบริหารจดั การการเดินทางเปนอยางดี มเี ทีย่ วบนิ เชาเหมาลาํ กวา 100 เท่ียวบนิ ทจ่ี ะเดนิ ทางพาแขกของงานเดินทางไป-กลับ จาก
ทา อากาศยานมหารานา ประดาป ในเมอื งอทุ ัยปุระ

ไมเ พยี งแคงานฉลองอยางหรูหราที่มแี ขกคนดังเขารว มเทา น้ัน แตทางตระกลู แอมบานี ยงั จะรว มบริจาคอาหาร 3 มือ้ ตลอด 4 วัน
ใหเพียงพอแกช าวเมือง 5,100 คน รวมถึงเตรียมจดั โชวผลงานภาพเขียนอนิ เดีย เครอ่ื งปน ดินเผา และงานศิลปะอ่นื ๆ จากศลิ ปน ใน
ทองถน่ิ ใหแ ขกไดด่มื ดา่ํ กบั ความงดงามของงานศลิ ปเหลานด้ี วย สําหรบั สถานท่ีซ่งึ จะใชป ระกอบพิธหี ลกั น้นั จะใชคฤหาสนอ ันตเิ ลยี ซึ่ง
เปนอาคารสูง 27 ช้นั ของ มเู กซ แอมบานี ในการจัดพธิ ี สว นงานฉลองหลังการแตง งานจะจัดขน้ึ ภายในเมอื ง

Kru' Ple siriprapa

Kru' Ple siriprapa อารยธรรมลุมแมน ํ้าสนิ ธุ เรียกอารยธรรมในดนิ แดนนี้วา
วฒั นธรรมฮารปั ปา (Harappa Culture) ตง้ั อยูบรเิ วณลุมนา้ํ สินธุ
เม่อื ประมาณ 3,500 – 1,000 ป กอนพทุ ธศักราช
1.1 เมืองโมเฮนโจ – ดาโร ทางตอนใตของประเทศปากสี ถาน
1.2 เมืองฮารับปา ในแควน ปนจาป ประเทศปากีสถานในปจจุบัน

Kru' Ple siriprapa

สมยั พระเวท ( ประมาณ 1,500-600 ปกอ นครสิ ตศ ักราช ) เปน อารยธรรมของชนเผาอนิ โด-อารยนั (Indo-Aryan ) Kru' Ple siriprapa
ซึ่ง อพยพมาจากเอเชียกลาง เขา มาต้งั ถน่ิ ฐานในบรเิ วณทร่ี าบลมุ แมน้ําสินธุและคงคาโดยขับไลชนพ้ืน
เมืองทราวฑิ ใหถ อยรนลงไปทางตอนใตข องอินเดีย

Kru' Ple siriprapa สมัยพุทธกาล หรอื สมัยกอ นราชวงศเ มารยะ ( Maurya ) ประมาณ 600-300
ปกอ นคริสตศ ักราช ) เปนชว งท่อี ินเดยี ถอื กาํ เนิดศาสนาท่สี ําคญั 2 ศาสนา คือ
ศาสนาพทุ ธและศาสนาเชน

Kru' Ple siriprapa

ลักษณะของสงั คมชมพทู วีปและคตคิ วามเชอื่ ทางศาสนาในสมยั กอนพระพทุ ธเจา

อนิ เดยี ในสมยั พุทธกาลมีหลายสิบแควน แตล ะแควน เรียก “ชนบท” แควนท่มี ีอาณาเขตกวางขวางเรียกวา “มหาชนบท”
ชนบทเหลาน้แี บง เปน 2สว น คอื มชั ฌมิ ชนบท หรือ มธั ยมประเทศ สวนทเ่ี ปนหัวเมืองช้ันนอกเรียก ปจจนั ตชนบท

ชือ่ แควน ชื่อเมอื งหลวง ชอ่ื แควน ชือ่ เมืองหลวง ช่อื แควน เมืองหลวง
แควนองั คะ จัมปา แควน กรุ ุ อนิ ทปต ถ แควนสกั กะ กบลิ พัสดุ
แควนมคธ ราชคฤห แควนปญ จาละ หัสดินปุระ แควน โกลยิ ะ เทวทหะ
แควน กาสี พาราณสี แควนมจั ฉะ สาคละ แควน ภคั คะ สุงสมุ ารคีรี
แควนโกศล สาวัตถี แควน วิเทหะ มิถิลา
แควน สรุ เสนะ (พระเจา มิลนิ ทร) แควนองั คตุ ตราปะ อาปณะ
แควน วัชชี (สาเหต มะเหต) แควน อสั สกะ
แควน มัลละ แควน อวันดี มถรุ า
เวสาล/ี ไพศาลี แควน คันธาระ โปตลี
แควนเจตี กสุ ินารา/ปาวา แควนกัมโพชะ อุชเชนี
แควน วังสะ ตกั กสลิ า
(กาเซยี ) ทวารกะ

โสตถิวดี
โกสัมพี

Kru' Ple siriprapa

ระบอบการปกครองของแควนตางๆ แบง ออกเปน 2 ระบอบ

แบบสมบรู ณา แบบสามัคคธี รรม การแบงเขตการปกครอง
ญาสทิ ธริ าชย (Republic State) ของแควนตางๆ
(Monarchical State)
มหาชนบท
- มีพระมหากษัตรยิ เปนประมุข - การบริหารประเทศจะทําโดยรฐั สภา
- พระมหากษัตริยมอี ํานาจขาดใน - มคี ณะกรรมการบรหิ ารประกอบดว ย สภา ชนบท
การปกครอง ประมขุ เรยี กวา ราชา จะทําหนา ท่เี ลือกสมาชกิ มาเปน หวั หนา ฝา ย
- มีรชั ทายาทสืบสนั ตติวงศ บริหารเรียกวา ราชา นิคม
- มีบุโรหติ เปน ทป่ี รกึ ษาขอ ราชการ -รฐั สภาวินิจฉยั ตัดสินและยึดถอื ตามเสียงขาง คาม
- พระมหากษตั รยิ ยึดหลักธรรมทาง มากเปนเกณฑ การปกครองระบอบนี้จะตอ ง
พระพุทธศาสนาเปนแกนสําคัญ ยึดถอื หลกั อปริหานิยธรรม Kru' Ple siriprapa
- รฐั ทปี่ กครองในระบบนีม้ คี วาม - แบบสาธารณรฐั เฉพาะตัว เปน การปกครอง
เจรญิ รงุ เรอื งในแควน มคธ โกศล อวันตี แบบสภาของตระกูลนน้ั ๆ โดยมีประธานสภา
และวังสะ การสืบทอดอํานาจมกั จะสืบ เปน กษัตรยิ  เชน แควน สกั กะ
ทอดโดยสายเลอื ด เชน จากพอไปสลู ูก - แบบสมาพันธรฐั คือรฐั อสิ ระหลายๆ รฐั มา
รวมกัน มีการสับเปล่ยี นกันเปน ราชาของ
สาธารณรฐั โดยมกี ารกําหนดอายุของ
พระราชา เชน รฐั วชั ชี รัฐมลั ละ

Kru' Ple siriprapa

ดานศาสนาหรอื ลทั ธคิ วามเชอ่ื

1). ความเชื่อในเรอ่ื งการลางบาป ชาวอนิ เดียเชอ่ื ในความศกั ด์สิ ิทธ์ขิ องแมน ํา้ คงคาวาถาใครไดอ าบหรือด่มื นาํ้ ในแมนาํ้ คงคา
จะกลายเปน ผูบรสิ ุทธิ์ทั้งทางกายและจิตใจ

Kru' Ple siriprapa

พาราณสี เปนเมืองหลวงของแควน กาสี ปจ จบุ ันตง้ั อยูใ นรฐั อุตตรประเทศ ประเทศอนิ เดยี มีแมนํ้าคงคาไหลผา น เปนเมืองทีศ่ กั ดสิ ทิ ธ์ิท่สี ดุ หน่งึ ในเจด็ เมอื งศักดิสทิ ธิ์
ในความเช่ือของศาสนาฮินดูและศาสนาเชน มปี ระวตั ิความเปน มายาวนานกวา 4,000 ป เปนเมอื งทเ่ี กา แกท สี่ ุดของอินเดีย มีผูอยูอาศัยตอเนอ่ื งยาวนานทส่ี ดุ ใน
ประวัติศาสตรโ ลก เปน ท่ีสถติ แหงศวิ เทพ เมืองน้ีมีช่ือวา เบนาเรส เปน ทีเ่ กดิ ของพระโพธสิ ัตวห ลายคร้งั พืน้ ทีเ่ มอื งพาราณสี มีอาณาเขตครอบคลมุ ถงึ ปาอิสปิ ตน
มฤคทายวัน ชาวฮนิ ดูเชอื่ กนั วา หากไปอาบนํา้ ในแมนํา้ คงคา บาปนั้นจะหมดสน้ิ ไป โดยเฉพาะทาอัศวเมธ เมอื งพาราณสี ชาวฮินดูทุกคนลวนปราถนาทจี่ ะมาตายและ
ไดเผาศพทน่ี ่ี เพ่ือจะไดไปสภู พชาติที่ดกี วา และบาปจะไดรบั การชําระ

Kru' Ple siriprapa

พธิ บี ชู าไฟ หรือ พิธีอารตี เปน พิธีกรรมเพอ่ื ขอพรจากพระผูเปน เจาเพ่ือมอบความสขุ และความโชคดใี หแ กผ ูท ่บี ชู า เครื่องพลที ี่ใชใ นการบูชาไฟ ประกอบดว ย นํา้ นม
เมล็ดขาว เนยแขง็ เหลา (กลัน่ จากตนไม) ดอกไม และหญาคา เชอ่ื วาเปนหญา ศักด์สิ ทิ ธิ์เปนอาสนะทป่ี ระทับของพระศวิ ะบนเขาไกรลาส เมอื่ เรมิ่ ทาํ พธิ ีกรรมพรามณก ็
จะนาํ อาหารเหลานใี้ สลงไปในกองไฟ พรอ มสวดสรรเสริญพระเปน เจา การบชู าไฟ เปนขัน้ ตอนสุดทา ยของการบชู าเทพ ดว ยชาวฮนิ ดเู ชอ่ื วา พิธกี รรมทงั้ หลายนนั้ จะไม
สมบรู ณหากขาดการบูชาไฟ ถอื ตะเกียงอารตีควรถอื ดว ยมือขวา โดยใชม อื ซายประคองอกี ทแี ลวเวียนไประหวา งท่วี นตะเกียง ควรจะรองสวดหรอื ทอ งมนตรเ พอื่ บูชา
เทพเจาหรอื อาจจะใชการเปด เทปอารตีแทนกไ็ ด Kru' Ple siriprapa

ดานศาสนาหรือลทั ธิความเช่อื

1) ความเชือ่ ในเรื่องเกีย่ วกับโลก ชวี ติ และการแสวงหาสจั ธรรม เนอ่ื งจากสภาพเศรษฐกิจมคี วามยากจนบีบคั้น สภาพสงั คมทมี่ กี ารแบง ชั้น
วรรณะ ทําใหคนอีกกลมุ หนง่ึ เกดิ ความเบ่ือหนายในชวี ติ ท่เี ต็มไปดว ยความทุกข ปลกี ตัวเขาสูปา เพอื่ แสวงหาคําตอบแกช วี ติ ในรูปแบบตางๆ ถอื เพศ
ผแู สวงหาโมกษะ(ทางหลดุ พน) จงึ ทาํ ใหเ กิดทรรศนะแตกตา งกนั เกีย่ วกับสถานภาพของโลก เชน บางพวกเห็นวาโลกนนี้ ริ ันดร บางวาคนเราตาย
แลว ตองเกิดอีก บางพวกวาตายแลวไมเ กดิ อีก

เจา ลทั ธิสาํ คญั ท้งั 6 ในสมัยพุทธกาล

1) ปูรณกสั สปะ ไมวา จะทาํ บุญ หรอื บาป ก็ไมมีผล (อกริ ิยทฏิ ฐ)ิ
2) มักขลิโคสาละ สัตวทงั้ หลายจะไดด ไี ดช ่ัว สขุ ทกุ ขไ ดเ อง ไมมเี หตุ ไมม ปี จจยั หลังจากทองในสงั สารวัฏแลวก็บรสิ ทุ ธไ์ิ ดเอง
(อเหตกุ ทิฎฐิ)
3) อชติ เกสกมั พล ผลกรรมไมมี โลกหนา ไมม ี การบชู า ทาํ บุญทาํ ทานไมมีผล ตายแลวดบั สูญ (นัตถกิ ทฏิ ฐ/ิ อจุ เฉท)
4) ปกทุ ธกัจจายนะ สิง่ ทง้ั หลายเท่ยี ง ดิน นํา้ ลม ไฟ ไมมใี ครสราง ยงั่ ยนื ไมม ีวนั แปรเปลี่ยน
การฆากัน เปน เพียงเอามีดเขา ไปในธาตทุ ้งั 4 (สสั สตทิฏฐิ)
5) สญั ชัยเวลฏั บตุ ร ลทั ธนิ ค้ี วามเหน็ ไมแนน อน ซัดสาย ไหลลืน่ เหมอื นปลาไหล เชน เกรงจะเปนการยดึ ถือ เกรงจะพดู ปด จงึ
ปฏิเสธวา อยา งน้ีกไ็ มใ ช ไมยืนยันอะไรทั้งหมด (อมราวิกเขปก ทฏิ ฐ)ิ
6) นิครนถนาฏบตุ ร ถือการทรมานกาย เปนทางสูการพน ทกุ ข (การบําเพ็ญตบะ) เชน อดขา ว ตากแดด ไมน งุ ผา

ศาสนาเชน เปน ศาสนาประเภทอเทวนิยม ถอื หลักการไมเ บียดเบียน หรืออหงิ สาอยางเอกอุ ถอื วาการบาํ เพ็ญตนใหล าํ บากคืออตั ตกิลมถานโุ ยค เปน ทางนาํ ไปสกู ารบรรลุ
ธรรมท่ี ผทู ี่ฝก ฝนดีแลว ยอ มไมหวน่ั ไหวทุกสิง่ ทกุ อยางท่เี กิดทางกาย วาจา ใจ มศี าสดาคอื พระมหาวีระ หรือ นิครนถนาฏบตุ ร เปนศาสดาองคท่ี 24 ของศาสนาเชน จงึ ถือ

พวา รศาาหสมนณาเปชนจ จเกบุ าันแเกชก นวมา ศีศาาสสนนิกาชพนุทปธรเะกมดิ าขณึ้นใ6นอลนานทุ ควนีปอโนิดเยดมยี าเกมมือ่ ีฐปารนะะมดาีณเพศรตาวะรเรปษนทพ่ี อ6คกา อเสนียสคว.ศน.ใศหาญส นาน้ีคัดคา นศาสนพิธีและความเชือ่ ในคKัมrภuีร'พPระlเeวทsขอirงiศpาrสaนpา a

ฤๅษ/ี ฤษี หมายถงึ ผูแสวงหาการหลุดพน/ผมู ีปญญาอันไดม าจากพระเจา/ผแู ตงพระเวท เปน นกั บวชพวกหนึ่ง มมี ากอนพทุ ธกาล
สละบา นเรอื นออกไปบาํ เพญ็ พรตแสวงหาความสงบ ตามปา เขาหรือถาํ้ และเดมิ มักเปนหญงิ ซึง่ เรยี ก "ฤษกิ " ในบรรดาผูแ ตง
ฤคเวทนนั้ เปน ฤษหี ญงิ ถึงยส่ี ิบคน ฤษี อาจหมายถงึ มนุ ี สว น "ฤษณิ "ี หมายถงึ ฤษเี พศหญิง
มุนี หมายถึง ผสู ละเรอื น และทรัพยส มบตั แิ ลว มจี ิตต้งั มัน่ เปน อสิ ระ ไมติดพนั ไมทะเยอทะยาน มปี ญญา และสตริ ักษาตน/
นกั บวช หรอื พระสงฆท ่ีเขาถึงธรรม และดาํ เนนิ ชีวติ อันบริสทุ ธ เชน พระศรีศากยมุนี
ดาบส หมายถงึ ผบู ําเพ็ญตบะ/ผูเ ผากเิ ลส เชน อทุ ทกดาบส อาฬารดาบส
โยคี หมายถงึ ผูร ู-ศกึ ษาโยคกรรม/ผทู รมานตนดวยอาการตางๆ
ปริพาชก หมายถงึ นักบวชในชมพทู วีป ชอบสัญจรไปในทีต่ างๆ แสดงทรรศนะทางศาสนาปรัชญาของตน (ญ.=ปริพาชิกา)
นักพรต หมายถึง ผูบวช ถอื พรตพรหมจรรยต ามลทั ธิพราหมณ
สิทธา /สาธุ หมายถึง นักบวชฮนิ ดทู งั้ หญงิ ชายจะนุง ผา บางไมน ุงบาง (ซง่ึ เปน ธรรมเนยี มปกติสาํ หรบั นักบวช) ทาตวั ดว ยผงข้เี ถา
และแปง คลายฤษี มกี ารบชู าเทพเจา และชาํ ระลา งบาปท่แี มน าํ้
ชฎิล หมายถงึ นักบวช/ฤษผี ูม ุนมวยผมสูงเปนชฎา นับถอื ลัทธิบูชาไฟ เชน ชฎิล 3 พนี่ อ ง (ศาสนาโซโรอสั เตอร)
สมณะ หมายถงึ ผูสงบ / ผรู ะงับบาป ไดแกผปู ฏิบตั ิธรรมเพอื่ เปน พระอริยบุคคล

Kru' Ple siriprapa

Kru' Ple siriprapa

ดานศาสนาหรือลัทธิความเชอื่

2) แนวทางปฏิบัตใิ นการแสวงหาสัจธรรมกอ นพทุ ธกาล เกดิ ทรรศนะแตกตา งกนั เกี่ยวกับสถานภาพของโลก เชน บางพวกเหน็ วา โลกนนี้ ิรนั ดร
บางวา คนเราตายแลวตองเกดิ อีก บางพวกวา ตายแลวไมเกดิ อีก
การหมกมนุ เสพสขุ ทางกามารมณ พวกน้เี ช่ือวาชีวติ มชี ีวิตเดยี ว ความสขุ ทางเนอ้ื หนังจึงเปน
จุดหมายสูงสุดของชีวติ คนกลุมนเ้ี รียกวา “โลกายตะ” ซง่ึ เปน ลทั ธิวัตถนุ ยิ มของอนิ เดยี โบราณ
พระพุทธศาสนาเรียกลัทธนิ ี้วา “กามสขุ ลั ลิกานุโยค”

การฝกโยคะ คือการฝก ทาํ ใจใหสงบ เพ่ือใหพลังจติ ควบคุมหรอื บังคบั กาย เปน การฝก เพอื่ พัฒนา
รางกาย เพ่ือสรางสมดุลใหเกดิ ขน้ึ ทง้ั รา งกายและจติ ใจ ทาํ ใหไ ดฌานสมาบัติขนั้ ตา งๆ วิธนี ้ี
เรียกวา “โยควธิ ”ี โยคะถอื กําเนดิ ในประเทศอนิ เดียเมอื่ หลายพนั ปท่ีแลว ในหบุ เขาแหง อินดัส
วอลเลย นกั โบราณคดไี ดค นพบไมแ กะสลักและศิลปะรปู ปน ทแี่ สดงถงึ การฝกโยคะ ชว ง 2000
และ1000 ปก อ นครสิ ตศ กั ราช (ปจจุบัน คอื สว นหน่งึ ของประเทศปากีสถาน) นักปราชญช าว
ฮนิ ดคู นหนง่ึ ชือ่ วา ปตญั ชลี เปน คนแรกที่ปรบั ปรุงการฝกโยคะข้นั พนื้ ฐาน เขาเขียนสูตรของการ
ฝก โยคะเปน หัวขอ 8 หวั ขอสน้ั ๆ หัวขอเหลา น้ีเชอ่ื วาไดถูกเขยี นขน้ึ เมือ่ 200 ปกอ นค.ศ. โดยผทู ่ี
ปฏบิ ตั ิโยคะท่ีเปน ผชู าย เรยี กวา โยคินหรือ โยคี สวนผูหญิงเรยี กวา โยคินี สวนผูสอน
เรียกวา คุรุ (ครู)

การบาํ เพญ็ ตบะ คอื การทําตนใหล าํ บากดวยการบาํ เพ็ญตบะตา งๆ เชน การมดุ ดนิ Kru' Ple siriprapa
หรืออดอาหาร การนอนบนหนามเหล็กแหลม การปลอยใหเลบ็ ยาว การเดนิ บนกอง
เพลิง การจอ งพระอาทติ ยโ ดยไมกระพรบิ ตาดวยความเช่ือวาเมอ่ื ทรมานตน จะทําใหก ิ
เลศในจิตใจหมดไป "อัตตกลิ มถานุโยค"

ความสําคัญของพระพทุ ธศาสนา
1. พระพทุ ธศาสนามีทฤษฎที เี่ ปนสากล ทฤษฎที ีเ่ ปน สากลทีพ่ ระพุทธศาสนาสอนเนน อยูเ สนอ คือ
หลักความจริงอันประเสริฐแหงชีวติ 4 ประการ (อรยิ สจั 4) ดงั น้ี

1) สอนวา ชวี ิตและโลกน้มี ีปญ หาทุกชวี ติ ท่เี กิดมาลวนเผชิญ 1. ทกุ ข
ปญหาท่เี ปน สากลดวยกันทง้ั น้ัน เชน การเกดิ แก เจบ็ ตาย
ความทุกข หรอื ปญหาของชีวิตท้ังหมด

2) สอนวาปญหามีสาเหตมุ ิไดเ กดิ ขนึ้ ลอยๆ ทกุ อยางดาํ เนนิ 2. สมุทยั
ไปตามเหตปุ จจยั ไมม ีอะไรเกดิ ขึน้ และเปน ไปโดยไมมีสาเหตุ สาเหตุของทุกข หรอื สาเหตขุ องปญหาชีวติ
เชน ตณั หา (ไดแ ก กามตณั หา ภวตัณหา วิภวตณั หา)

3) สอนวามนุษยสามารถแกป ญ หาดวยตนเอง มนษุ ยสามารถ 3. นิโรธ
พฒั นาตนไดดว ยสตปิ ญญา ความพากเพยี รของตนเอง ความดบั ทกุ ข หรือภาวะหมดปญ หา

4) สอนวา การแกป ญ หานนั้ ตอ งใชป ญญาและความพากเพยี ร 4. มรรค
กระบวนการแกป ญหา ปญ ญา กับ วิริยะ จะตอ งผสมผสานกัน ทางดบั ทุกข หรอื แนวทางแกปญ หาชีวติ
จงึ จะสามารถแกป ญหาไดล ลุ วง
Kru' Ple siriprapa

2. พระพุทธศาสนามีขอปฏบิ ตั ิท่ยี ดึ ทางสายกลาง เรยี กวา “มชั ฌิมาปฏิปทา” ไดแ ก “อรยิ มรรคมี
องคแปด” ไดแก
สมั มาวายามะ
กาย สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ (พยายามชอบ)
(กระทาํ ชอบ) (เลย้ี งชีพชอบ)

ศีล

วาจา สัมมาวาจา
(เจรจาชอบ)

สัมมาสติ สมั มาสมาธิ สมาธิ Think Good
(ระลึกชอบ) (ตง้ั จติ ม่ันชอบ) Feel Good
ใจ สัมมาสังกัปปะ Do Good

สัมมาทิฏฐิ (ดาํ ริชอบ) ปญญา Live Good
(ความเหน็ ชอบ)
Kru' Ple siriprapa

3. พระพุทธศาสนาเนนการพัฒนาศรทั ธาและปญญาทถี่ กู ตอ ง
3.1 การพัฒนาปญญา ความรใู นเรอื่ งใดถา รูไมทว่ั ถงึ ไมท ะลปุ รโุ ปรง ไมร อบดา น ไมนบั เปนปญ ญาทีแ่ ท ปญ ญาหรือ
ความรูท ี่ควรพฒั นามี ๓ ลกั ษณะ ดงั ตอไปนี้
1) ปญญารูค วามเจรญิ
สตุ มยปญ ญา : ปญญาเกดิ จากการฟง (อายโกศล) คือ รวู า อะไรคอื
ความดี ความเจริญท่ีแท และรู
มีประโยชน เชน เพ่มิ พูนความรูในสงิ่ ท่ไี มไดย ินไดฟงมากอน วา อะไรคอื สาเหตุท่ีทําใหเ กดิ
ทาํ ใหเขาใจเรอื่ งท่ยี ังเขาใจไมชัดเจน ใหชัดเจนลึกซงึ้ มากขนึ้ ความดีความเจรญิ น้ัน
ทําใหม คี วามเห็นถกู ตอ งเก่ยี วกับเร่อื งตา งๆ

จินตามยปญ ญา : ปญญาเกิดจากการคดิ 2) ปญญารจู กั ความเสือ่ ม
(อปายโกศล) หมายถงึ รวู า
มปี ระโยชน เชน จะทําใหเ ราเกิดความเขาใจเรอ่ื งราวไดอยา ง อะไรคอื ความเสอื่ ม รสู กึ สาเหตุ
ถูกตอ ง เขาใจสถานการณตา งๆ ไดล ึกซึง้ ยงิ่ ขึ้น สามารถหา ทีท่ าํ ใหเกดิ ความเสอื่ ม
แนวทางแกป ญหาที่ตรงจุด เปน ตน 3) ปญญารูจ กั วิธกี ารละเหตุ

ภาวนามยปญ ญา : ปญญาเกดิ จากการลงมือทาํ แหง ความเส่อื มและสรางเหตุ
แหง ความเจรญิ (อปุ ายโกศล)
เพอ่ื ใหเ กิดผลที่เปน รปู ธรรมจากความรเู หลาน้นั จงึ ตอ งอาศยั คอื รูท ง้ั ๒ ดา น เรียกวา “รู
การลงมอื ปฏบิ ตั ิดวยตนเอง โดยอาศยั ปญญาความรทู ่ีมีอยู ครบวงจร” เพ่อื ระวงั ความชวั่
เปนพ้ืนฐานในการปฏบิ ัติ และสรางควาKมruด'ีคPวlาeมsเจirรipิญrapa

3. พระพุทธศาสนาเนนการพฒั นาศรัทธาและปญ ญาทีถ่ ูกตอง
3.2 การพัฒนาศรทั ธา ศรัทธาในพระพุทธศาสนาน้นั จะตองเปน ความเช่อื ม่ันในคุณงามความดีที่ประกอบดวยเหตผุ ล
ศรัทธาท่คี วรพฒั นา มลี ักษณะ 4 ประการ ไดแ ก
1) เชอื่ มั่นในความดีมนษุ ย
ศรทั ธา 4 (ความเชอื่ ม่ันในส่ิงดงี าม) หมายถึง เชื่อม่นั วามหี ลักแหง
ความดงี ามของมนษุ ย เช่อื วา
1) กรรมศรัทธา ความเชอื่ ในกฎแหง กรรมวา มีจริง ความดนี ั้นมนุษยสามารถ
2) วบิ ากศรัทธา ความเชอ่ื ในผลของกรรมวา มีจรงิ สรางข้ึนมาได ดว ยความเพียร
3) กัมมสั สกตาศรทั ธา ความเชอ่ื วา ทกุ คนมกี รรมเปนของตนเอง 2) เช่ือมน่ั ในกฎแหง การกระทํา
4) ตถาคตโพธิศรัทธา ความเชื่อในการตรัสรูของพระสมั มาสัมพทุ ธเจา และผลของการกระทํา หมายถงึ

กาลามสตู ร (พระสตู รวา ดว ยเรื่องของความเชอ่ื ) 9) อยา ปลงใจเชอ่ื เพราะ เชอ่ื มัน่ วา ไมมีสิ่งใดเกดิ ขนึ้ โดยไม
1) อยา ปลงใจเชอื่ ดว ยการฟงตามกันมา มองเหน็ รปู ลักษณะนาเชอื่ มีเหตุ และเมอื่ กระทาํ แลวยอมมี
2) อยาปลงใจเชอื่ ดว ยการถอื สบื กนั มา 10) อยาปลงใจเชือ่ เพราะ ผลของการกระทาํ น้ันตามมา
3) อยา ปลงใจเชอ่ื ดวยการเลา ลือ ทานน้เี ปนครูของเรา 3) เช่อื มั่นวา มนุษยตอ ง
4) อยา ปลงใจเชอื่ ดว ยการอางตํารา รบั ผิดชอบตอ การกระทาํ และ
5) อยา ปลงใจเชอ่ื ดวยตรรก ผลของการกระทํานั้น หากเชอื่
6) อยาปลงใจเชอ่ื ดว ยการอนุมาน ในผลของการกระทํา จะทาํ ให
7) อยา ปลงใจเชือ่ ดว ยการคดิ ตรองตามแนวเหต-ุ ผล เปนคนระมัดระวงั ตน ไมเผลอทํา
8) อยา ปลงใจเชื่อ เพราะเขา กันไดก บั ทฤษฎีของตน
ในสง่ิ ผดิ Kru' Ple siriprapa

ใหน ักเรียนฝก ทักษะ/ระดมความคิดในประเด็น ดงั นี้
- จากบทเรยี น นกั เรียนมคี วามคดิ เห็นตอ สภาพสงั คม และคตคิ วามเชือ่ ในชมพทู วปี สมยั พุทธกาลอยางไรบา ง
- สืบคน ขา วสารในinternet แลว เปรียบเทียบสงั คมอนิ เดียในปจ จบุ นั กับอนิ เดีย(ชมพทู วปี )ในสมัยพุทธกาล วา มี
ความแตกตางกนั อยา งไรบาง
- นักเรยี นคิดวา เพราะเหตใุ ดจงึ มชี าวตางชาตหิ ันมานับถือพระพุทธศาสนากนั มากขึ้น
- นักเรยี นคดิ วา พระพุทธศาสนามคี วามสําคญั ตอประเทศไทย และตอโลกในเรอ่ื งใดบา ง
จดั ทาํ ในรปู แบบแผนผงั ความคดิ /ผังกราฟก/การตนู ส ฯลฯ ตามความถนัดและสนใจ

Kru' Ple siriprapa

Kru' Ple siriprapa

Kru' Ple siriprapa


Click to View FlipBook Version