นายณรินทร ก๋งพิ้ว เลขที่11 ม.6/15
刘庆孝
ONLINE KNOWLEDGE SHEET
HISTORY OF CHINESE USAGE
ความเป็นมาของตัวอักษรจีน
การปรากฏของอักษรจีนที่เก่าแก่ที่สุดมาจากแหล่งโบราณคดีปั้ นปอ
จาก เมืองซีอันมณฑลส่านซีทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน
สามารถนับย้อนหลังกลับไปได้กว่า 5,000 ปี โดยอยู่ในรูปของอักษร
ภาพที่สลักเป็นรูปวงกลม เสี้ยวพระจันทร์และภูเขาห้ายอดบน
เครื่องปั้ นดินเผา จวบจนถึงเมื่อ 3,000 ปีก่อนจึงก้าวเข้าสู่รูปแบบของ
อักษรจารบนกระดูกสัตว์ ซึ่งนับเป็นยุคต้นของศิลปะการเขียนอักษรจีน
เมื่อปี ค.ศ. 1899 ชาวบ้านจากหมู่บ้านเล็ก ๆแห่งหนึ่งทางทิศตะวันตก
เฉียงเหนือของอำเภออันหยางมณฑลเหอหนันประเทศจีนได้ ค้นพบสิ่ง
ที่เรียกกันว่า ‘กระดูกมังกร’ จึงนำมาใช้ทำเป็นตัวยารักษาโรค ต่อมา
เนื่องจากพ่อค้าหวังอี้หรงเกิดความสนใจต่อตัวอักษรบนกระดูก จึง
สะสมไว้มีจำนวนกว่า 5,000 ชิ้นและส่งให้ผู้เชี่ยวชาญทำการศึกษาวิจัย
จึงพบว่ากระดูกมังกรนั้นแท้ที่จริงคือกระดูกที่จารึกอักขระโบราณของ
ยุคสมัย ซาง ที่มีอายุเก่าแก่ถึง 1,300 ปีก่อนคริสตกาล
วิธีการสร้างอักษร
การปรากฏของอักษรจีนที่เก่าแก่ที่สุดมาจากแหล่งโบราณคดีปั้ นปอจาก เมืองซีอัน
มณฑลส่านซีทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน สามารถนับย้อนหลังกลับไปได้
กว่า 5,000 ปี โดยอยู่ในรูปของอักษรภาพที่สลักเป็นรูปวงกลม เสี้ยวพระจันทร์
และภูเขาห้ายอดบนเครื่องปั้ นดินเผา จวบจนถึงเมื่อ 3,000 ปีก่อนจึงก้าวเข้าสู่รูป
แบบของอักษรจารบนกระดูกสัตว์ ซึ่งนับเป็นยุคต้นของศิลปะการเขียนอักษรจีน
เมื่อปี ค.ศ. 1899 ชาวบ้านจากหมู่บ้านเล็ก ๆแห่งหนึ่งทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
ของอำเภออันหยางมณฑลเหอหนันประเทศจีนได้ ค้นพบสิ่งที่เรียกกันว่า ‘กระดูก
มังกร’ จึงนำมาใช้ทำเป็นตัวยารักษาโรค ต่อมาเนื่องจากพ่อค้าหวังอี้หรงเกิดความ
สนใจต่อตัวอักษรบนกระดูก จึงสะสมไว้มีจำนวนกว่า 5,000 ชิ้นและส่งให้ผู้
เชี่ยวชาญทำการศึกษาวิจัย จึงพบว่ากระดูกมังกรนั้นแท้ที่จริงคือกระดูกที่จารึก
อักขระโบราณของยุคสมัย ซาง ที่มีอายุเก่าแก่ถึง 1,300 ปีก่อนคริสตกาล
การประดิษฐ์ตัวหนังสือจีน
การประดิษฐ์ตัวหนังสือจีนมี 4 วิธีหลัก ได้แก่
(象形字)1. อักษรภาพ
(指事字)2. อักษรบ่งความ
(会意字)3. อักษรรวมความหมาย
(形声字)4. อักษรแบบบอกความหมายและเสียง
เมื่อเริ่มเรียนควรพยายามจดจำตัวหนังสือง่ายๆที่พัฒนาจากอักษรภาพ เพราะเกือบทั้งหมด
เป็นตัวหนังสือเดี่ยว มีจำนวนขีดน้อย จำง่ายและมีจำนวนไม่มาก แต่ถูกนำไปใช้เป็นส่วน
ประกอบของตัวหนังสือแบบตัวผสมมากมาย
วิวัฒนาการของตัวอักษรจีน
อักษรจีนมีวิวัฒนาการดังนี้
(甲骨文)1. จี๋ยกู่เหวินหรืออักษรจารบนกระดูกสัตว์
(金文)2. จินเหวินหรืออักษรโลหะ
(小篆)3. อักษรเสี่ยวจ้วนหรือจ้วนเล็ก
(隶书)4. อักษรลี่ซู
(楷书)5. อักษรข่ายซู
(草书)6. อักษรเฉ่าซู
(行书)7. อักษรสิงซู
เมื่อเริ่มเรียนภาษาจีนควรพายามจำตัวหนังสือง่ายๆที่พัฒนามาจากอักษรภาพเสียก่อน โดย
เฉพาะผู้ที่ไม่เคยเรียนภาษาจีนมาก่อน เพราะว่าตัวหนังสือง่ายๆ้เกือบทั้งหมดเป็นอักษรเดี่ยว
มีจำนวนเส้นขีดน้อย เขียนง่าย จำง่ายและมีจำนวนไม่มาก แต่ถูกนำไปใช้เป็นส่วนประกอบ
ของตัวหนังสือแบบตัวผสมอย่างกว้างขวาง ดังนั้นการเข้าใจตัวหนังสือประเภทนี้ไม่เพียงแต่
ช่วยให้ผู้เรียนสร้างความคุ้นเคยกับตัวหนังสือจีนได้เร็วขึ้น และเข้าใจระบบการเขียนภาษาจีน
ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดความอยากรู้อยากเห็น จึงรู้สึกสนุกสนานกับระบบการ
เขียนแปลกใหม่ชนิดนี้ และที่สำคัญที่สุด ตัวหนังสือที่เกิดจากอักษรภาพเหล่านี้สามารถช่วย
ให้ผู้เรียนจดจำตัวหนังสือตัวอื่น โดยเฉพาะตัวหนังสือแบบตัวผสมง่ายขึ้นอีกด้วย
อักษรจารบนกระดูกสัตว์
(甲骨文)อักษรจารบนกระดูกสัตว์ เป็นอักขระโบราณที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดของจีน
เท่าที่มีการค้นพบในปัจจุบัน โดยมากอยู่ในรูปของบันทึกการทำนายที่ใช้มีดแกะสลัก
หรือจารลงบนกระดองเต่า หรือกระดูกสัตว์ ปรากฏแพร่หลายในราชสำนักซางเมื่อ
1,300 – 1,100 ปีก่อนคริสตกาล ลักษณะของตัวอักขระบางส่วน ยังคงมีลักษณะ
ของความเป็นอักษรภาพอยู่ โครงสร้างตัวอักษรเป็นรูปวงรี มีขนาดใหญ่เล็กแตก
ต่างกัน ที่ขนาดใหญ่บ้างสูงถึงนิ้วกว่า ขนาดเล็กเท่าเมล็ดข้าว บางครั้งในอักขระ
ตัวเดียวกันยังมีวิธีการเขียนที่แตกต่างกัน ตัวอักษรมีการพัฒนาการในแต่ละช่วง
เวลา โดยมีลักษณะพิเศษ กล่าวคือ ยุคต้น ตัวอักษรมีขนาดใหญ่ ยุคกลาง มี
ขนาดเล็กและลายเส้นที่เรียบง่ายกว่า เมื่อถึงยุคปลายจะมีลักษณะใกล้เคียงกับ
อักษรจินเหวินหรืออักษรโลหะที่มีความ เป็นระเบียบสำรวม
อักษรจ้วนเล็ก
จากสมัยชุนชิวจั้นกว๋อจนถึงยุคการก่อตั้งราชวงศ์ฉิน (770 – 202 ปีก่อนคริสต
ศักราช) โครงสร้างของตัวอักษรจีนโดยมากยังคงรักษารูปแบบเดิมจากราชวงศ์โจวตะ
วันตก ซึ่งนอกจากอักษรโลหะแล้ว ยังมีอักษรรูปแบบต่างๆ ที่เหมาะกับการบันทึกลงใน
วัสดุแต่ละชนิด เช่น อักษรที่ใช้ในการลงนามสัตยาบันร่วมระหว่างแว่นแคว้นที่สลักลงบน
แผ่นหยกก็ เรียกว่า หนังสือพันธมิตร หากสลักลงบนไม้ก็เรียกสาส์นไม้ หากสลักลงบน
หินก็เรียก ตัวหนังสือกลองหิน ฯลฯ นอกจากนี้ ก่อนการรวมประเทศจีนบรรดาเจ้า
นครรัฐหรือแว่นแคว้นต่างก็มีตัวอักษรที่ใช้แตกต่างกันไป ซึ่งส่วนหนึ่งได้แก่อักษรจ้วน
ใหญ่หรือต้าจ้วน ซึ่งเป็นต้นแบบของเสี่ยวจ้วนในเวลาต่อมา
ภายหลังจากจิ๋นซีฮ่องเต้ได้รวมแผ่นดินจีนเข้าด้วยกันในปีค.ศ. 221แล้ว ก็ทำการปฏิรูป
ระบบตัวอักษรครั้งใหญ่
อักษรข่ายซู
真书เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอักษรจริง ( ) เป็นอักษรจีนรูปแบบมาตรฐานใช้กันอย่าง
แพร่หลายในปัจจุบัน อักษรข่ายซูเป็นเส้นสัญลักษณ์ที่ประกอบกันขึ้น ภายใต้กรอบ
สี่เหลี่ยม หลุดพ้นจากรูปแบบอักษรภาพของตัวอักขระยุคโบราณอย่างสิ้นเชิง
อักษรข่ายซูมีต้นกำเนิดในยุคปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ภายหลังราชวงศ์วุ่ย
จิ้น(สามก๊ก) (คริสตศักราช 220 – 316) ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย จากการ
ก้าวเข้าสู่ขอบเขตขั้นใหม่ของอักษรลี่ซู พัฒนาตามมาด้วย อักษรข่ายซู เฉ่าซู และสิง
ซู ก้าวพ้นจากข้อจำกัดของลายเส้นที่มาจากการแกะสลัก เมื่อถึงยุคถัง(คริสต
ศักราช 618 – 907) จึงก้าวสู่ยุคทองของอักษรข่ายซูอย่างแท้จริง จวบจนปัจจุบัน
อักษรข่ายซูยังเป็นอักษรมาตรฐานของจีน
อักษรเฉ่าซู
ตั้งแต่กำเนิดมีตัวอักษรจีนเป็นต้นมา อักษรแต่ละรูปแบบล้วนมีวิธีการเขียนแบบตัว
(草书)หวัดทั้งสิ้น จวบจนถึงราชวงศ์ฮั่น อักษรหวัดจึงได้รับการเรียกขานว่า ‘อักษรเฉ่า
ซู’ อย่างเป็นทางการ (คำว่า ‘เฉ่า’ ในภาษาจีนหมายถึง อย่างลวก ๆ
หรืออย่างหยาบ) อักษรเฉ่าซู เกิดจากการนำเอาลายเส้นที่มีแต่เดิมมาย่นย่อเหลือ
เพียงขีดเส้นเดียว โดยฉีกออกจากรูปแบบอันจำเจของกรอบสี่เหลี่ยมในอักษรจีน
หลุดพ้นจากข้อจำกัดของขั้นตอนวิธีการขีดเขียนอักษรในแบบมาตรฐานตัวคัดหรือ
ข่ายซู ในขณะที่อักษรข่ายซูอาจประกอบขึ้นจากลายเส้นสิบกว่าสาย แต่อักษรเฉ่าซู
เพียงใช้ 2 – 3 ขีดก็สามารถประกอบเป็นสัญลักษณ์เช่นเดียวกันได้
เส้นขีดในภาษาจีน
ส่วนประกอบพื้นฐานของอักษรจีนยังต้องแยกออกมาเป็นเส้นขีด เส้นขีดก็คือตอนที่ลง
ปากกาตลอดจนยกปากกาเส้นนี้เราเรียกว่าเส้นขีด เส้นขีดเป็นส่วนประกอบของอักษร
จีนที่เล็กที่สุด ถึงแม้ว่าตัวอักษรจีนมีเส้นขีดมากมาย แต่ทุกอักษรก็ต้องเริ่มต้นเขียน
จากเส้นขีดพื้นฐานของอักษรจีน ดังนั้นการเรียนรู้เส้นขีดพื้นฐานอักษรจีนจึงเป็นขั้น
พื้นฐานในการเรียนการเขียนอักษรจีน และเป็นผลดีต่อการจดจำอักษรจีนด้วย เส้นขีด
พื้นฐานอัการจีนสามารถแบ่งออกเป็น 32 แบบ ดังนี้
写笔画เส้นขีดต่างๆของตัวอักษรจีน
笔画ขีด เป็นการเรียนรู้ที่เกี่ยวกับชื่อและลักษณะการเขียนอักษรจีนซึ่งอักษรจีนมี
นับหมื่นนับแสนตัวนั้น เมื่อแยกออกมาเป็นส่วนย่อยก็จะได้ลักษณะขีดต่างๆ ตามที่ได้
แสดงไว้ในตาราง ส่วนตัวอักษรจีนจะประกอบด้วยขีดต่าง ๆเข้าเป็นตัวอักษรนั้นจะต้อง
ประกอบกันอย่างมีระบบ และอักษรแต่ละตัวก็ไม่ได้ประกอบกันโดยใช้ขีดต่างๆ ที่มีอยู่
ทั้งหมด ตัวอักษรจีนส่วนใหญ่ประกอบด้วยส่วนสำคัญสองส่วนหรืออาจจะมากกว่า และ
แต่ละส่วนก็จะประกอบด้วยขีดต่าง ๆกันอาจจะมากถึง 10 ขีด หรืออาจจะมีเพียงแค่ขีด
เดียว ส่วนประกอบเหล่านี้เป็นเหมือนชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆของตัวอักษรจีน เมื่อนำชิ้น
笔画ส่วนต่าง ๆมาประกอบกันเข้าอย่างมีระบบระเบียบก็จะได้เป็นอักษรจีนมากมาย
ลักษณะขีด ของตัวอักษรจีนที่เป็นขีดพื้นฐานสำคัญต่อการเรียนรู้มีอยู่ 6 -8
ลักษณะหลักและเส้นหลักที่ควรเรียนรู้มีชื่อเรียกเป็นภาษาจีน และจากลักษณะดังกล่าวนี้
ยัง ดัดแปลงไปเป็นรูปร่างอื่น ๆอีกกว่า 20 ลักษณะด้วยกัน ตัวอักษรจีนมีวิธีเขียนโดยใช้
การขีดเป็นเส้นที่มีลักษณะต่างๆกัน
สรุปแล้วอักษรจีนมีกี่ชนิดกันแน่ ปัญหานี้ไม่สามารถตอบแยยชัดเจนได้ แต่ใน
ทีนี้เราสามารถแบ่งเส้นขีดออกเป็น 32 รายการ อักษรภาพเหล่านี้ล้วนเป็นอักษร
ที่เราใช้บ่อยในการเรีนการเขียนภาษาจีน แต่บางอักษรก็ไม่ได้ใช้บ่อย ตัวอักษร
( 一 、ภาพที่พบได้บ่อยของอักษรภาพที่มีลำดับขีดน้อยที่สุดเพียงหนึ่งขีด
乙 ) อักษรภาพส่วนใหญ่ประกอบด้วยตัวอักษร 2 ตัวหรือ 2 ตัวขึ้นไป มี 3
(三、川、八、心) (丁、卜、弓、ประเภท ได้แก่ ระยะห่าง
上) (丰、井、也、车)และระยะตัดกัน ระยะติดกัน
เป็นต้น