บทเรียนชวี ติ ในทุกวนั อังคารกับ อจ.มอรร์ ่ี
Tuesdays with Morrie
บนั ทกึ ยอ่ โดย
ประไพ กลิน่ ขจร
คานา
เป็นการเรยี นรูช้ ีวติ และภาษาองั กฤษจากการอ่านหนงั สอื ท่ีไดเ้ ลอื กซือ้ มาจาก
หนงั สอื ขายดี ท่ีเขียนโดย Mitch Albom ท่ีช่ือวา่ Tuesdays with
Morrie ซง่ึ เป็นเร่อื งระหวา่ งผเู้ ขียนท่เี ป็นลกู ศิษยช์ ่อื มทิ ช์ กบั อาจารยท์ ่ีช่อื มอรร์ ่ี
จากหนงั สอื ขายดี ท่ีเขียนโดย Mitch Albom ท่ีช่ือวา่ Tuesdays
with Morrie ซง่ึ เป็นเร่อื งระหวา่ งผเู้ ขยี นท่ีเป็นลกู ศิษยช์ ่ือ มทิ ช์ กบั อาจารยท์ ่ชี ่ือ
มอรร์ ่ี โดยมทิ ชไ์ ดด้ าเนินเรอ่ื งเป็นเหมือนคอรส์ ๆ หน่งึ ท่ีกลา่ วถงึ หลกั สตู ร
(curriculum) กระบวนการเรยี นการสอน (syllabus) นกั เรยี น
(student) ส่ือการเรยี นการสอน (Audio-visual) การปฐมนิเทศ
(Orientation) หอ้ งเรยี น (Classroom) การเอาใจใส่ (Taking
attention) จากนนั้ จะเป็น วนั องั คารท่ี 1-14 ( The first to
fourteenth Tuesdays) จนถึงวนั จบหลกั สตู ร (Graduation) และ
สดุ ทา้ ยเป็นบทสรุป (Conclusion)
จากแต่ละวนั องั คารนนั้ จะมกี ารสนทนากนั ในแตล่ ะเร่อื งซ่ืงเป็นเหมือนบทเรยี น
สาหรบั ชีวติ ทงั้ หมด 14 องั คาร อนั ประกอบดว้ ย
วนั องั คารท่ี 1: เราพดู ถึงเรอ่ื งโลก (The first Tuesday: we talk
about the world.)
วนั องั คารท่ี 2: เราพดู ถงึ เร่อื งความรูส้ กึ เสยี ใจต่อตวั เอง (The second
Tuesday: we talk about feeling sorry for yourself.)
2 | วั น อั ง ค า ร เ ป ลี่ ย น ชี วิ ต กั บ ม อ ร์ ร่ี
วนั องั คารท่ี 3: เราพดู ถงึ เรอ่ื งความเสียใจ (The third Tuesday: we
talk about regrets.)
วนั องั คารท่ี 4: เราพดู ถงึ เรอ่ื งความตาย (The fourth Tuesday: we
talk about death.)
วนั องั คารท่ี 5: เราพดู ถึงเรอ่ื งครอบครวั (The fifth Tuesday: we
talk about family.)
วนั องั คารท่ี 6: เราพดู ถึงเรอ่ื งอารมณ์ (The sixth Tuesday: we
talk about emotions.)
วนั องั คารท่ี 7: เราพดู ถงึ เรอ่ื งความกลวั วยั แก่ (The seventh
Tuesday: we talk about the fear of aging.)
วนั องั คารท่ี 8: เราพดู ถงึ เรอ่ื งเงนิ (The eighth Tuesday: we talk
about money.)
วนั องั คารท่ี 9: เราพดู ถึงเร่อื งความรกั ดาเนินไปอย่างไร (The ninth
Tuesday: we talk about how love goes on.)
วนั องั คารท่ี 10: เราพดู ถงึ เรอ่ื งการแต่งงาน (The tenth Tuesday:
we talk about marriage.)
วนั องั คารท่ี 11: เราพดู ถึงเร่อื งวฒั นธรรมของเรา (The eleventh
Tuesday: we talk about our culture.)
วนั องั คารท่ี 12: เราพดู ถงึ เร่อื งการอโหสกิ รรม (The twelfth
Tuesday: we talk about forgiveness.)
3 | วั น อั ง ค า ร เ ป ลี่ ย น ชี วิ ต กั บ ม อ ร์ ร่ี
วนั องั คารท่ี 13: เราพดู ถงึ เร่อื งวนั ท่สี มบรู ณ์ (The thirteenth
Tuesday: we talk about the perfect day.)
วนั องั คารท่ี 14: เรากลา่ วคาอาลา (The fourteenth Tuesday:
we say good-bye.)
อา่ นแลว้ ไดบ้ ทเรยี นชีวติ ท่ีสาคญั ท่ีมนษุ ยอ์ ย่างเราควรไดร้ บั รู้ เพ่ือเตรยี มตวั
สาหรบั วนั สดุ ทา้ ยของชีวิต มาอา่ นดเู พ่ือจะไดไ้ มป่ ระมาท และจะไดใ้ ชช้ ีวิตใหเ้ กิด
ประโยชนใ์ นทกุ วินาทีก่อนท่จี ะสายเกินไป
งานเขยี นนีม้ ใิ ช่งานแปล แต่เป็นเหมือนการสรุปความท่ีไดอ้ า่ นเพ่ือนามาใช้
เตือนตน หรอื ผทู้ ่ีสนใจ อีกทง้ั ไดน้ าประโยคประทบั ใจมารวบรวมไวพ้ รอ้ มคาแปล
เพ่ือใหเ้ ป็นแนวทางในการเรยี นรูด้ ว้ ยตนเองท่ีผอู้ ่าน/ผเู้ ขียนยดึ ถือ และศรทั ธา
อยากจะบอกใหผ้ สู้ นใจไดท้ ราบว่า การเรยี นรูไ้ มไ่ ดอ้ ย่ทู ่ีหลกั สตู รของ
กระทรวงศกึ ษาธิการแต่เพียงอย่างเดียว แตอ่ ะไรท่ีไมร่ ูแ้ ลว้ ไดร้ ูอ้ ยา่ งไมม่ ขี อบเขต ไร้
รูปแบบ และเป็นประโยชนก์ บั ตน ถือเป็น “ความรู้” (knowledge) และอยาก
กาหนดวา่ น่นั เป็น “หลักสูตรยดื หยนุ่ ” (flexible curriculum) ท่ีทกุ คนมี
สทิ ธิท่ีจะเป็นนกั ศกึ ษาไดต้ ลอดเวลา ในหอ้ งเรยี นหอ้ งใหญ่ คือ โลกใบนี้ โดยมที กุ
สรรพส่งิ เป็นเหมือนครูผสู้ อน
จงเปิ ดความคดิ ใหก้ วา้ งไกล เพอ่ื จะไม่ถูกจากัดการเรียนรู้อยา่ งน่า
เสียดาย
จากผอู้ า่ น/ผเู้ ขียน
4 | วั น อั ง ค า ร เ ป ลี่ ย น ชี วิ ต กั บ ม อ ร์ ร่ี
หลักสูตร (curriculum)
เม่อื เรม่ิ รายละเอียดของหลกั สตู รท่ชี ่ือเรอ่ื ง The meaning of life หรอื
ความหมายแหง่ ชีวติ โดยจะสอนในวนั องั คาร และรูปแบบของหลกั สตู รนีเ้ ป็นรูปแบบ
ท่ีน่าสนใจ คือ ไมม่ ีเกรดให้ แต่มีการสอบปากเปลา่ ดว้ ยการตอบคาถามหรอื ตง้ั
คาถามของตนเอง และจะตอ้ งแสดงออกทางรา่ งกายในการช่วยยกศีรษะของอาจารย์
ใหท้ า่ นนอนในท่าท่ีสบายและอ่ืนๆ ท่ีเป็นการช่วยเหลอื อาจารยผ์ สู้ อนใหเ้ กิดความรูส้ กึ
อบอนุ่
คอรส์ นีไ้ มต่ อ้ งมหี นงั สอื แตม่ ีหวั ขอ้ เรอ่ื งท่ีประกอบดว้ ยเร่อื งรกั งาน ชมุ ชน
ครอบครวั การเจรญิ วยั การอโหสกิ รรม และสดุ ทา้ ยคือความตาย โดยการบรรยาย
สดุ ทา้ ยมเี พียงคาพดู ไมก่ ่ีคา และวนั ท่จี บการศกึ ษา คือ วนั ท่ีจดั งานศพ
ท่ีสาคญั สาหรบั คอรส์ นีม้ ีนกั ศกึ ษาเพียงคนเดยี ว คือ มทิ ช์ อลั บอม (Mitch
Albom)
กระบวนการเรียนการสอน (syllabus)
อาจารยม์ อรร์ ่ี (Morrie) ซง่ึ เป็นผเู้ ป็นทง้ั ผใู้ หค้ วามรูแ้ ละเป็นเนือ้ หาความรู้
สาหรบั หลกั สตู ร “ความหมายแหง่ ชีวติ ” อีกดว้ ย ไดพ้ บวา่ ตนเองเป็นโรค ALS ท่ียงั ไม่
มีวธิ ีรกั ษา
“Is it terminal?” มนั เป็นบน้ั ปลายแลว้ ใช่ไหม
“Yes.” ใช่
“So I’m going to die?” ดงั นนั้ ผมกาลงั จะตายใช่ไหมครบั
5 | วั น อั ง ค า ร เ ป ล่ี ย น ชี วิ ต กั บ ม อ ร์ รี่
“Yes, you are. I’m sorry.” ใช่ครบั ผมเสียใจดว้ ย
จงึ ทาใหเ้ กิดคาถามใหก้ บั ตวั ทา่ นเองว่า “ฉนั จะปลอ่ ยใหเ้ ห่ียวเฉาแลว้ หายไป
เลย หรอื วา่ ทาใหด้ ีท่สี ดุ ในช่วงเวลาท่ีเหลอื อยู่ (Do I wither up and
disappear, or do I make the best of my time left?)และแลว้
ทา่ นอาจารยก์ ็เลือกวธิ ีนี้ คือ “จงศกึ ษาฉนั ในการมรณกรรมท่ีอดทนและอยา่ งชา้ ๆ มา
เฝา้ ว่าจะเกิดอะไรขนึ้ กบั ฉนั บา้ ง และมาเรยี นรูท้ ่ีตวั ฉนั ” (Study me in my
slow and patient demise. Watch what happens to me.
Learn with me.)
น่ีคือ กระบวนการเรยี นการสอนท่ีอาจารยม์ อรร์ เ่ี ลอื ก
นักศกึ ษา (The students)
คือ มทิ ช์ ผทู้ ่ีเคยเป็นลกู ศิษยข์ องมอรร์ ม่ี าก่อน ผทู้ ่ีเคยเรยี นเร่อื ง “การเป็น
มนษุ ย”์ และ “ความสมั พนั ธต์ อ่ ผอู้ ่นื ” เขาไดร้ บั รูเ้ รอ่ื งราวการป่วยของอาจารยม์ อรร์ ่ี
จากรายการโทรทศั น์
สือ่ การเรียนการสอน (Audiovisual)
ในคอรส์ นีจ้ ะเป็นการนาเสนอเนือ้ หาโดยเพ่อื นของมอรร์ ท่ี ่ีตงั้ ใจเผยแพรเ่ ร่อื งราว
ของเขา เรม่ิ จาก เมาร่ี สไตน์ ท่ีไดเ้ ขียนหวั ขอ้ ขา่ วท่ีช่ือวา่ “หลกั สตู รสดุ ทา้ ยของ
อาจารย์ : ความตายของท่านเอง (Professor’s last course: his own
death)
6 | วั น อั ง ค า ร เ ป ลี่ ย น ชี วิ ต กั บ ม อ ร์ ร่ี
จากนน้ั เทด คอพพ์ เจา้ ของรายการ “Nightline show”ไดต้ ิดตอ่ ขอ
สมั ภาษณอ์ าจารยม์ อรร์ ่เี พ่ือออกรายการของเขา และมทิ ช์ ก็ไดร้ บั รูเ้ ร่อื งราวของ
อาจารยม์ อรร์ ่ขี องเขาจากรายการนี้ เม่อื ไดย้ นิ คาถามวา่ “Who is Morrie
Schwartz?” ทาใหม้ ทิ ชไ์ ดก้ ลายเป็นนกั ศกึ ษาเพียงคนเดียวในหลกั สตู รนี้ ซง่ึ เขา
ไดท้ าการอดั เสยี งคาสอนของอาจารยม์ อรร์ ่ไี วก้ ่อนท่ีจะเสียชีวิต
การปฐมนิเทศ (The Orientation)
เม่อื เขาไดร้ บั ทราบเร่อื งราวท่ีเกดิ ขนึ้ มทิ ชไ์ ดไ้ ปหาอาจารยม์ อรร์ ท่ี ่ีไมไ่ ดพ้ บกนั
มา 16 ปีจากวนั ท่สี าเรจ็ การศกึ ษา
เม่อื ไดพ้ บกนั อาจารยม์ อรร์ ่ไี ดพ้ ดู คยุ กบั มทิ ชว์ า่
“มทิ ช์ เธอรูแ้ ลว้ ใชไ่ หมวา่ ครูกาลงั จะตาย”
“ครบั ”
“ดีแลว้ ครูจะตอ้ งเลา่ ใหเ้ ธอฟังว่ามนั เป็นอยา่ งไร” “มนั เป็นอย่างไร” “คนท่ีจะ
ตายน่ะ”
“ครบั ”
และน่ีคือการเรม่ิ หลกั สตู รสดุ ทา้ ยนี้
หอ้ งเรียน (The Classroom)
ณ ท่ีบา้ นของอาจารยม์ อรร์ ่ี ท่ีไดล้ กู ศิษยแ์ ละอาจารยไ์ ดส้ นทนากนั ในเรอ่ื ง
ความตายท่ีกาลงั จะคบื คลานเขา้ มาใกลต้ วั ทกุ ที อาจารยม์ อรร์ ่คี ิดบวกตอ่ การตายของ
7 | วั น อั ง ค า ร เ ป ลี่ ย น ชี วิ ต กั บ ม อ ร์ ร่ี
เขาท่ีไมจ่ าเป็นตอ้ งทกุ ขก์ บั สง่ิ นน้ั เพราะเขาจะไดพ้ บกบั ความรกั ความเอาใจใสจ่ าก
คนรอบตวั อาจารยม์ อรร์ ย่ี งั ไดใ้ หข้ อ้ คดิ วา่ ทกุ คนท่ีมาเย่ียมเขานนั้ ลว้ นแสดงความ
ทกุ ขซ์ ่งึ เป็นธรรมเนียมท่ีไมจ่ าเป็นท่จี ะตอ้ งทาตามเลย และเขาไดพ้ ดู ถึงว่าเขาจะเป็น
อยา่ งไรเม่อื เขาจะตาย และสดุ ทา้ ย เขาก็ตอ้ งการท่ีจะใหม้ ทิ ช์ มาเย่ียมเขาอีก ซ่งึ มทิ ช์
ก็สญั ญา ดงั นน้ั บา้ นของอาจารยม์ อรร์ จ่ี ะเป็นเสมอื นหอ้ งเรยี นสาหรบั อาจารยแ์ ละ
ลกู ศิษยค์ นู่ ี้
การเอาใจใส่ (Taking attention)
อยากจะใชค้ าวา่ การใสใ่ จจะดีกวา่ เพราะการท่ีมทิ ชต์ งั้ ใจท่ีจะ attend
class ไปเรยี นรูก้ บั อาจารยม์ อรร์ จ่ี นวนิ าทสี ดุ ทา้ ย ทง้ั นี้ ก็ดว้ ยคาสอนในคอรส์ ท่ผี ่าน
มาท่ีทาใหม้ ทิ ชไ์ ดค้ ดิ ท่วี า่ “วฒั นธรรมท่ีเรายดึ ถือสว่ นใหญ่จะเป็นตวั ของเขาเองจะไม่
ทาใหร้ ูส้ กึ ดี และเธอจะตอ้ งมีความแข็งแกรง่ พอท่ีจะกลา่ ววา่ ถา้ วฒั นธรรมท่ีใชก้ าร
ไมไ่ ดก้ ็อย่าไปหามนั มาไว”้ (“The culture we have does not make
people feel good almost themselves. And you have to
be strong enough to say if the culture doesn’t work,
don’t buy it.”) ดงั นนั้ การน่งั เศรา้ เสยี ใจไปกบั ชะตากรรมของอาจารย์ ทา่ นก็
คงจะไมย่ นิ ดี
นอกจากนนั้ มทิ ชย์ งั คงจาคาท่ีอาจารยม์ อรร์ ่สี อนเก่ียวกบั การใชช้ ีวิต ซ่งึ เขาก็
เห็นดว้ ยว่า “คนจานวนมากท่ีเดินไปมาดว้ ยชีวติ ท่ีไรค้ วามหมาย พวกเขาดเู หมอื นคร่งึ
หลบั ครง่ึ ต่นื แมว้ า่ จะกาลงั ทาในสง่ิ ท่ตี นคิดวา่ สาคญั อยกู่ ็ตาม ท่ีเป็นอยา่ งนน้ั ก็เพราะ
พวกเขาเหลา่ นนั้ กาลงั ตามลา่ ในส่งิ ท่ีไมถ่ กู ตอ้ ง สาหรบั วิธีท่เี ธอจะไดค้ วามหมายของ
ชีวติ กค็ ือเสยี สละตนเองเพ่ือท่ีจะรกั ผอู้ ่นื เสยี สละตนเองเพ่ือชมุ ชนรอบๆ ตวั เธอ
8 | วั น อั ง ค า ร เ ป ล่ี ย น ชี วิ ต กั บ ม อ ร์ ร่ี
เสียสละตนเองเพ่ือสรา้ งบางส่งิ บางอย่างท่ีทาใหเ้ ธอไดต้ ามความมงุ่ หมายและ
ความหมาย” (“So many people walk around with a
meaningless life. They seem half-asleep, even where
they’re busy doing things they think are important.
This is because they’re chasing the wrong things. The
way you get meaning into your life is to devote
yourself to loving other; devote yourself on your
community around you, and devote yourself to
creating something that give you purpose and
meaning”)
ดงั นน้ั มทิ ชจ์ งึ ไดโ้ ทรศพั ทไ์ ปหาอาจารยม์ อรร์ ่ี ซง่ึ อาจารยก์ น็ ดั ใหเ้ ป็นวนั องั คาร
(Tuesdays) ตามช่ือเร่อื งนี้ และเป็นวนั ท่เี คยเป็นวนั ท่ีทงั้ ค่เู คยเรยี นดว้ ยกนั ในวนั นี้
มาก่อน
วันองั คารที่ 1: เราพดู ถงึ เร่ืองโลก (The first Tuesday: we
talk about the world.)
เรอ่ื งธรรมดาโลกท่อี ย่ใู นช่วงของการพ่งึ พา (dependency) ท่เี หมอื นกบั
วยั เดก็ และอาจารยม์ อรร์ ก่ี ็จะไมส่ นใจว่ามอี ะไรเกิดขนึ้ บา้ งในโลกใบนีแ้ ลว้ นอกจาก
รอ้ งไหเ้ กือบทกุ วนั เพราะเขากาลงั จะตาย แต่สง่ิ หน่ึงท่เี ขาไดเ้ รยี นรูจ้ ากโรคนี้ คือ การ
มอบความรกั และการไดค้ วามรกั มา ซง่ึ เป็นการกระทาท่ีมเี หตผุ ลเพยี งอยา่ งเดียว
เทา่ นน้ั (Love is the only rational act.)
9 | วั น อั ง ค า ร เ ป ล่ี ย น ชี วิ ต กั บ ม อ ร์ ร่ี
วนั อังคารท่ี 2: เราพดู ถงึ เรื่องความรู้สกึ เสยี ใจตอ่ ตัวเอง (The
second Tuesday: we talk about feeling sorry for
yourself.)
สปั ดาหน์ ีอ้ าจารยม์ อรร์ ม่ี ีอาการทรุดลงดว้ ยอาการของโรค และทาใหเ้ ขารูส้ กึ
เสยี ใจกบั สภาพของตวั เอง โศกเศรา้ กบั ส่งิ ท่สี ญู เสยี ไป โศกเศรา้ กบั ความเช่ืองชา้ ท่ีมา
จากโรค แต่แลว้ ก็ตอ้ งหยดุ ทาไดแ้ ต่เพียงเลก็ นอ้ ย เพราะเขาควรจะตอ้ งทาบางสง่ิ
บางอยา่ งแลว้
วนั องั คารที่ 3: เราพดู ถงึ เรื่องความเสยี ใจ (The third Tuesday:
we talk about regrets.)
สปั ดาหน์ ีม้ ทิ ชไ์ ดข้ อใหอ้ าจารยม์ อรร์ เ่ี ลา่ เร่อื งราวของเขาลงในเทปบนั ทกึ เสยี ง
ซ่งึ อาจารยม์ อรร์ ่กี ็เต็มใจ
อาจารยไ์ ดก้ ลา่ วถงึ วฒั นธรรมเดมิ ๆ ไมไ่ ดก้ ระตนุ้ ใหเ้ ธอคดิ ถึงสง่ิ ท่ีเธอถามท่ีว่า
อะไรท่ีทกุ คนเป็นกงั วล และถา้ วนั นีเ้ ป็นวนั สดุ ทา้ ยของเธอท่ีจะมชี ีวติ อย่บู นโลกนี้ มี
เพียงแต่ใหค้ ดิ ถึงแตเ่ รอ่ื งอาชีพ ครอบครวั เงนิ ทอง ซ่งึ ไมไ่ ดใ้ ชเ้ วลาหนั กลบั มามอง
ตวั เองเลย
มีอะไรจะถามอีกไหม
แลว้ มทิ ชก์ ็ไดบ้ นั ทกึ สง่ิ ท่ีอยากรูไ้ วอ้ ีกหลายขอ้ คือ ความตาย ความกลวั ความ
สงู วยั ความโลภ การแต่งงาน ครอบครวั สงั คม การใหอ้ ภยั ชีวิตท่ีมคี วามหมาย
และไดม้ กี ารสมั ภาษณอ์ าจารยม์ อรร์ อ่ี อกรายการโทรทศั นค์ รงั้ ท่ี 2
10 | วั น อั ง ค า ร เ ป ล่ี ย น ชี วิ ต กั บ ม อ ร์ ร่ี
วันอังคารท่ี 4: เราพดู ถงึ เรื่องความตาย (The fourth Tuesday:
we talk about death.)
อาจารยม์ อรร์ ก่ี ลา่ ววา่ “ทกุ คนรูด้ ีว่า พวกเขาจะตอ้ งตาย แต่ไมม่ ใี ครเช่ือ ถา้
พวกเราเช่อื เชน่ นน้ั เขาก็จะทาอะไรท่ีแตกต่างไปจากนี”้ (Everyone knows
they’re going to die, but nobody believes it. If we did,
we would do things differently.) และการเตรยี มตวั สาหรบั ความตาย
โดยตอบคาถามท่ีวา่ “วนั นีเ้ ป็นวนั ตายของฉนั ใชไ่ หม วนั นีฉ้ นั พรอ้ มแลว้ ใช่ไหม ฉนั
กาลงั ทาในส่งิ ท่ตี อ้ งการจะทาแลว้ ใช่ไหม ฉนั เป็นคนท่ีฉนั อยากจะเป็นแลว้ ใชไ่ หม
ความจรงิ นนั้ ก็คือ เธอเรยี นรูว้ ่าจะตายอย่างไร และมีชีวติ อยอู่ ยา่ งไร (The
truth is once you learn how to die, you learn how to
live.) แลว้ ถา้ เธอยอมรบั วา่ เธอสามารถจะตายไดท้ กุ เวลาแลว้ ละก็ เธอจะไม่
ทะเยอทะยานอย่างท่ีเป็นอย่นู ี้
วนั อังคารที่ 5: เราพดู ถงึ เรื่องครอบครัว (The fifth Tuesday:
we talk about family.)
อาจารยม์ อรร์ ่กี ลา่ ววา่ ในสปั ดาหน์ ีเ้ ร่อื งท่สี าคญั ท่ตี อ้ งกลา่ วถงึ คอื ครอบครวั
โดยท่านกลา่ วว่า “ความจรงิ คือว่า ไมม่ ีมลู นิธิใด ไมม่ หี น่วยกภู้ ยั ใดท่ปี ระชาชนอาจจะ
พ่งึ พาไดใ้ นทกุ วนั นีถ้ า้ ไมใ่ ชค่ รอบครวั สาหรบั ผมแลว้ มนั ชดั เจนมากตอนท่ีผมป่วยน่ี
ละ่ ถา้ คณุ ไมม่ คี นคอยช่วยเหลอื คอยใหค้ วามรกั และการดแู ลเอาใจใส่ และความ
ผกู พนั ท่ีไดจ้ ากครอบครวั แลว้ ละ่ ก็ คณุ ก็จะไมไ่ ดอ้ ะไรมากไปกว่านนั้ เลย ความรกั เป็น
11 | วั น อั ง ค า ร เ ป ลี่ ย น ชี วิ ต กั บ ม อ ร์ รี่
สง่ิ สาคญั สงู สดุ เหมือนด่งั บทกลอนของ Auden ท่ีว่า “ความรกั ซ่งึ กนั และกนั หรอื
ความดบั สลาย”
“The fact is, there is no foundation, no secure
ground, upon which people may stand today if it isn’t
the family. It’s become quite clear to me as I’ve been
sick. If you don’t have the support and love and caring
and concern that you get from a family, you don’t have
much at all. Love is so supremely important. As our
great poet Auden said, ‘Love each other or perish.’
อาจารยม์ อรร์ ่ตี อ้ งการจะบอกกบั มทิ ชใ์ หเ้ หน็ ความสาคญั กบั ครอบครวั อนั
ประกอบดว้ ย พ่อแม่ พ่ีนอ้ ง ภรรยาและลกู ท่ีจะมีบทบาทสาคญั ในชว่ งเวลาท่ีเรา
เจบ็ ป่วย ไมม่ ีใครชว่ ยเราได้
วนั องั คารที่ 6: เราพดู ถงึ เร่ืองอารมณ์ (The sixth Tuesday: we
talk about emotions.)
อาจารยม์ อรร์ บ่ี อกกบั มทิ ชใ์ นเรอ่ื งอารมณว์ า่ “ส่งิ ท่ีผมทาในขณะนีก้ ็คือ การ
ปลอ่ ยวางตวั เองจากประสบการณต์ ่างๆ การปลอ่ ยวางเป็นเร่อื งสาคญั ไมเ่ ฉพาะกบั
คนท่เี ป็นอย่างผมท่กี าลงั จะตายเทา่ นน้ั แตส่ าหรบั คนอย่างคณุ ท่ีมสี ขุ ภาพแขง็ แรง
สมบรู ณก์ ็ได้ จงเรยี นรูใ้ นการปลอ่ ยวาง คณุ รูถ้ งึ คาสอนของพระพทุ ธเจา้ ไหม ท่ีว่า
อยา่ ตดิ ยดึ กลบั สรรพสง่ิ เพราะสง่ิ เหลา่ นน้ั ไมแ่ น่นอน”
12 | วั น อั ง ค า ร เ ป ล่ี ย น ชี วิ ต กั บ ม อ ร์ รี่
(“What I'm doing now is detaching myself from the
experiences. Detaching myself is important--not just
for someone like me, who is dying, but for someone
like you, who is perfectly healthy. Learn to detach. You
know what the Buddhists say? Don't cling to things,
because everything is impermanent.")
จะเหน็ วา่ ต่างชาติก็ศกึ ษาคาสอนของศาสนาพทุ ธดว้ ยเชน่ กนั แสดงถึงความ
เป็นจรงิ ของมนษุ ยท์ ่ีมนษุ ยชาตติ อ้ งยอมรบั
อารมณใ์ นตอนแรกของอาจารยม์ อรร์ ่ี ก็คือ ความหวาดกลวั ความกลวั กระวน
กระวาย และความโดดเด่ียว ท่ีเขาพยายามท่จี ะทาใหม้ นั เป็นประสบการณใ์ หม้ นั ผา่ น
ไป และพยายามปลอ่ ยวางอารมณเ์ หลา่ นนั้ ไป (Morrie's first emotions
were horror, fear, anxiety, loneliness that he tried to
experience them and try to detach himself.)
ทาใหร้ ูว้ ่าน่ีคือ อารมณข์ องคนท่ีรูต้ วั วา่ กาลงั จะตายและแนวทางการแกป้ ัญหา
ท่ีน่าสนใจ
วันองั คารท่ี 7: เราพดู ถงึ เรื่องความกลัววัยแก่ (The seventh
Tuesday: we talk about the fear of aging.)
ในเร่อื งวยั นี้ อาจารยม์ อรร์ ไ่ี ดก้ ลา่ วไวอ้ ยา่ งน่าคดิ ว่า “วยั นนั้ ไมใ่ ช่ประเด็นของ
การแขง่ ขนั ” (Age is not a competitive issue.) เราคงจะแข่งวยั กบั ใคร
ไมไ่ ด้ เราอยใู่ นวยั ไหนก็คงตอ้ งเป็นไปตามวยั นนั้ ๆ อยา่ งเชน่ อาจารยม์ อรร์ ท่ี ่ียอมรบั วา่
ท่านอย่ใู นวยั 62 ท่ีไมส่ ามารถจะยอ้ นไปเป็นวยั 20 ได้ (I accept that my
time to be in my sixty-two, I can't go back to twenty at
13 | วั น อั ง ค า ร เ ป ล่ี ย น ชี วิ ต กั บ ม อ ร์ ร่ี
all.) แลว้ ก็คงเป็นไปไมไ่ ดท้ ่ีคนสงู วยั จะอจิ ฉาคนวยั หน่มุ สาว (It is
impossible for the old not to envy the young.) แตอ่ ยา่ งไรก็
ดี ถา้ คณุ คน้ หาความหมายของชีวติ คณุ พบแลว้ คณุ ก็จะไมต่ อ้ งการท่จี ะมชี ีวิตท่ี
ยอ้ นกลบั ไป คณุ คงตอ้ งการท่ีจะเดนิ หนา้ ไปเร่อื ยๆ เพ่ือท่ีจะไดเ้ หน็ สง่ิ ต่างๆ เพ่มิ มาก
ขนึ้ และไดท้ าส่งิ ตา่ งๆ มากขนึ้ คณุ จะไมห่ ยดุ คอยจนอายุ 65 หรอก (.if you
found meaning in your life, you don't want to go back.
You want to forward. You want to see more, do more.
You can't wait until sixty-five.)
อาจารยม์ อรร์ ไ่ี ดก้ ลา่ ววา่ “ความจรงิ กค็ ือวา่ สว่ นของชีวิตผมอยใู่ นทกุ ๆ ช่วงวยั
วยั 3 ขวบ 5 ขวบ วยั 37 วยั 50 ผมผ่านวยั เหลา่ นน้ั มาและรูว้ า่ มนั เป็นอยา่ งไร ผมมี
ความสขุ กบั วยั เด็กอย่างเหมาะสมกบั วยั เดก็ ผมมคี วามสขุ กบั การเป็นชายชราท่ี
เปรอ่ื งปราด ในช่วงวยั นนั้ ๆ ผมคดิ ถงึ ทกุ อยา่ งท่ีผมเป็นในทกุ ช่วงวยั คณุ เขา้ ใจไหม”
(Morrie said, "The truth is, part of me is every age. I'm
a three- year-old. I'm a five-year-old. I'm a thirty-seven-
year old. I'm a fifty-year-old. I've been through all of
them and I know what it's like. I delight in being a child
when it's appropriate to be a child. I delight in being a
wise, old man when it's appropriate to be a wise old
man. Think of all I can be! I am every age, up to my
own. Do you understand?")
14 | วั น อั ง ค า ร เ ป ลี่ ย น ชี วิ ต กั บ ม อ ร์ ร่ี
วนั อังคารท่ี 8: เราพดู ถงึ เร่ืองเงนิ (The eighth Tuesday: we
talk about money.)
อาจารยม์ อรร์ ่กี ลา่ ววา่ “เงนิ ไมใ่ ช่ตวั แทนความออ่ นโยนได้ และอานาจก็เชน่ กนั
ผมสามารถบอกคณุ ไดว้ ่า ขณะท่ีกาลงั จะตายอยา่ งนีเ้ ป็นตอนท่คี ณุ ตอ้ งการความ
อ่อนโยนมากท่สี ดุ นน้ั ไมว่ ่าเงนิ หรอื อานาจก็ไมส่ ามารถจะใหค้ วามรูส้ กึ ท่คี ณุ ไฝ่หานน้ั
ได้ ไมว่ า่ คณุ จะมมี ากเท่าไรก็ตาม” ("Money is not a substitute for
tenderness, and power is not a substitute for
tenderness. I can tell you, as I'm setting here dying,
when you most need it, neither money nor power will
give you the feeling you're looking for, no matter how
much of them you have.")
นอกจากนี้ “จาไดไ้ หม ผมพดู เร่อื งการไฝ่หาชวี ิตท่ีมคี วามหมายไวว้ า่ อย่างไร
บา้ ง ผมจดมนั ไวแ้ ตต่ อนนีผ้ มจะทวนใหฟ้ ังวา่ : จงใหค้ วามรกั แก่ผอู้ ่นื จงเสียสละ
ใหก้ บั ชมุ ชนรอบตวั คณุ และเสียสละท่ีจะสรา้ งบางส่งิ บางอยา่ งท่ีใหเ้ ปา้ หมายและ
ความหมายแก่คณุ เอง” ("Remember what I said about finding a
meaningful life? I wrote it down, but now I can recite
it: Devote yourself to loving others, devote yourself to
your community around you, and devote yourself to
creating something that gives you purpose and
meaning.")
Gandhi's saying "Each night, when I go to sleep, I
die. And the next morning, when I wake up, I am
reborn."
15 | วั น อั ง ค า ร เ ป ลี่ ย น ชี วิ ต กั บ ม อ ร์ รี่
วันอังคารที่ 9: เราพดู ถงึ เรื่องความรักดาเนินไปอยา่ งไร (The ninth
Tuesday: we talk about how love goes on.)
อาจารยม์ อรร์ ไ่ี ดก้ ลา่ วถงึ ความรกั ใช่ช่วงเวลาท่ีท่านกาลงั จะตายไวอ้ ย่าง
น่าสนใจว่า “ผมเช่ือในการอย่กู บั ปัจจบุ นั ใหส้ มบรู ณท์ ่ีสดุ น่นั หมายความวา่ คณุ ควร
จะอยกู่ บั คนท่ีอยกู่ บั คณุ ในขณะนนั้ เม่อื ผมอย่กู บั คณุ ขณะนี,้ มทิ ช,์ ผมพยายามท่ีจะ
สนใจอย่เู พียงวา่ เกิดอะไรขนึ้ ระหว่างเราเท่านน้ั ...” ("I believe in being
fully present. That means you should be with the
person you're with. When I'm talking to you now,
Mitch, I try to keep focused only on that is going on
between us....") “ผมกาลงั คยุ กบั คณุ ผมกาลงั คิดถึงแตเ่ รอ่ื งคณุ ” (“I am
talking to you. I am thinking about you.”)
เป็นแนวคดิ การใหค้ วามสาคญั กบั คนท่ีอยกู่ บั เราใหม้ ากท่สี ดุ เพราะน่นั จะทา
ใหเ้ ราไดค้ วามรกั ความจรงิ ใจ และความอบอ่นุ จากคสู่ นทนาไดด้ ีท่สี ดุ หากเราสนใจ
เรอ่ื งอ่ืนกจ็ ะทาใหเ้ กิดความวนุ่ วายใจ และเหมือนจะไมไ่ ดร้ บั อะไรจากคนท่อี ยดู่ ว้ ยเลย
นอกจากนน้ั อาจารยม์ อรร์ ่ี ก็ไดก้ ลา่ วถึงปัญหาท่ีพบในคนท่วั ไป คือ ทกุ คนอยู่
กบั ความรบี รอ้ น เรง่ รบี ไม่ไดค้ น้ หาความหมายใหก้ บั ชีวติ พวกเขาจะว่ิงไป
ตลอดเวลาเพ่อื ไขว่ควา้ หาส่งิ ตา่ งๆ หารถคนั ตอ่ ไป บา้ นหลงั ต่อไป งานชนิ้ ตอ่ ไป แต่
แลว้ กว็ ่างเปลา่ แลว้ ก็ยงั ว่งิ ตามหาตอ่ ไป (“Part of the problem. Mitch,
is that everyone is in such a hurry. People haven’t
found meaning in their lives, so they’re running all the
time looking for it. They think the next car, the next
house, the next job. Then they find those things are
empty, too, and they keep running.”)
16 | วั น อั ง ค า ร เ ป ล่ี ย น ชี วิ ต กั บ ม อ ร์ รี่
คนสว่ นใหญ่ ไมไ่ ดใ้ หค้ วามสาคญั กบั ความหมายของชีวติ แตใ่ หค้ วามสาคญั
กบั วตั ถุ ซง่ึ ส่งิ เหลา่ นนั้ ไมส่ ามารถตอบสนองความรกั ใหก้ บั ตนได้ ดงั นน้ั อาจารยม์ อรร์ ่ี
จงึ ไดย้ กตวั อยา่ งในเร่อื งคนขบั รถท่ีรบี เรง่ ในการจราจร อาจารยก์ ็จะใหค้ วามเห็นว่า
ท่านจะไมใ่ หค้ วามสนใจกบั การเรง่ รบี ในการใชร้ ถแตจ่ ะใหค้ วามสนใจกบั คนอ่ืน
มากกว่า (“The truth is, I don’t have to be in that much of
a hurry with my car. I would rather put my energies
into people.”)
เป็นแนวคดิ ท่ีอาจารยม์ อรร์ ส่ี อนมทิ ช์ ในเร่อื งการเสยี สละใหก้ ับคนรอบขา้ ง โดย
อยากใหจ้ ารกึ บนแผน่ หินบนหลมุ ฝังศพของเขาวา่ A Teacher To The Last
ซ่งึ แสดงวา่ ท่านภาคภมู ใิ จในส่งิ ท่ีเสยี สละมาตลอดชีวติ ทาใหท้ ่านมคี นท่ีรกั มากมาย
อย่รู อบขา้ ง แมย้ ามท่ีกาลงั จะตาย
วันอังคารที่ 10: เราพดู ถงึ เรื่องการแตง่ งาน (The tenth
Tuesday: we talk about marriage.)
ในเร่อื งการแตง่ งานนนั้ อาจารยม์ อรร์ ไ่ี ดก้ ลา่ ววา่ “เพ่ือนก็สาคญั แตเ่ ขาจะไม่
ไมไ่ ดม้ าอย่ทู ่ีน่ีในตอนกลางคืนตอนท่ีคณุ ไอ และตอนไมห่ ลบั อีกทงั้ จะตอ้ งมใี ครลกุ
ขนึ้ มาดคู ณุ ตลอดทงั้ คนื มาคอยปลอบคณุ มาคอยช่วยเหลอื คณุ (“Friends are
great, but friends are not going to be here on a night
when you're coughing and can't sleep and someone
has to sit up all night with you, comfort you, try to be
helpful.")
17 | วั น อั ง ค า ร เ ป ลี่ ย น ชี วิ ต กั บ ม อ ร์ ร่ี
อาจารยม์ อรร์ ไ่ี ดม้ ีขอ้ แนะนาวา่ “มกี ฎอยู่ 2-3 ขอ้ ท่ผี มคดิ วา่ ถกู ตอ้ งเก่ียวกบั
ความรกั และการแต่งงาน คือ ถา้ คณุ ไมเ่ ช่ือถือกนั คณุ ก็จะมเี ร่อื งยงุ่ ยาก ถา้ คณุ ไมร่ ูว้ ิธี
ท่ีทดแทนใหก้ นั คณุ กจ็ ะมเี ร่อื งย่งุ ยาก ถา้ คณุ ไมพ่ ดู เปิดอกกนั ในเร่อื งท่ีเกดิ ขนึ้ ระหว่าง
กนั และกนั คณุ ก็จะมเี รอ่ื งยงุ่ ยาก และถา้ คณุ ไม่มคี า่ นิยมท่วั ไปในชีวติ ของทงั้ ค่คู ณุ ก็
จะมีเร่อื งย่งุ ยาก คา่ นยิ มของคณุ ควรตอ้ งคลา้ ยกนั ” ("There are a few
rules I know to be true about love and marriage. If you
don't respect the other person, you're gonna have a lot
of trouble. If you don’t know how to compensate,
you’re gonna have a lot of trouble. If you can’t talk
openly, about that goes on between you, you’re gonna
have a lot of trouble. And if you don’t have a common
set of values in life, you’re gonna have a lot of trouble.
Your values must be alike.”)
อาจารยม์ อรร์ ่ยี งั ยา้ วา่ “ผมคดิ วา่ การแต่งงานเป็นส่งิ สาคญั ท่ีจะตอ้ งทาและคณุ
จะคิดถึงนรกจานวนหน่ึงทีเดียวถา้ คณุ ไมล่ องแต่งงานดู” ("I think marriage
is very important thing to do, and you're missing a hell
of a lot if you don't try it.")
โดยเฉพาะในเวลาท่กี าลงั ป่วยใกลเ้ สยี ชีวติ ก็จะทาใหร้ ูส้ กึ โดดเด่ียว และมี
ความลาบากในเรอ่ื งความเป็นอยแู่ ละความรูส้ กึ ทางดา้ นจติ ใจเป็นอย่างมาก
18 | วั น อั ง ค า ร เ ป ล่ี ย น ชี วิ ต กั บ ม อ ร์ ร่ี
วนั อังคารท่ี 11: เราพูดถงึ เร่ืองวฒั นธรรมของเรา (The eleventh
Tuesday: we talk about our culture.)
สาหรบั วฒั นธรรมในสงั คมนน้ั อาจารยม์ อรร์ ม่ี องวา่ “คนเราจะตง้ั ใจจรงิ เม่อื ถกู
คกุ คาม และน่นั เป็นวฒั นธรรมท่ีเป็นอยู่ และน่นั ก็เป็นสภาพเศรษฐกิจของเราท่ี
เป็นอยเู่ ช่นกนั แมว้ ่าคนเราท่ีมงี านท่ีถกู คกุ คามทางเศรษฐกิจก็เพราะพวกเขาเป็น
กงั วลในเรอ่ื งการสญู เสยี งานนนั้ และเม่อื คณุ ถกู คกุ คามคณุ กจ็ ะมองเหน็ แตต่ วั เอง
คณุ ก็จะเรม่ิ ทาเงินใหเ้ ป็นพระเจา้ น่ีคอื ส่วนทงั้ หมดของวฒั นธรรมนี”้ ("People
are only mean when they're threatened, and that's
what our culture does. That's what our economy does.
Even people who have jobs to our economy are
threatened, because they worry about losing them.
And when you get threatened, you start looking out
only for yourself. You start making money a god. It is all
part of this culture.")
เขา้ ใจไดว้ า่ คนท่วั ไปใหค้ วามสาคญั กบั สภาพเศรษฐกิจของตนเป็นสาคญั ซง่ึ
สภาพเศรษฐกจิ ก็จะมาจากงานท่ีทาอยู่ จงึ ทาใหค้ นเหลา่ นนั้ ตอ้ งว่งิ ไลล่ า่ หางานท่ี
สรา้ งเศรษฐกจิ ท่ดี ีกว่าอยตู่ ลอดเวลา โดยไมไ่ ดค้ ดิ ถงึ ความหมายของตนกบั สงั คมสกั
เท่าใด จงึ ทาใหน้ าชีวิตและวญิ ญาณไปตดิ ยดึ กบั วตั ถุ ซ่งึ ยากจะปลอ่ ยวาง
วันองั คารท่ี 12: เราพูดถงึ เรื่องการอโหสกิ รรม (The twelfth
Tuesday: we talk about forgiveness.)
การอโหสกิ รรมในวนั สดุ ทา้ ยแหง่ ชีวติ เพ่ือไมใ่ หม้ ีการติดคา้ งในใจของกนั และ
กนั เพ่ือไมใ่ หเ้ กิดความรูส้ กึ กงั วลใจ ซ่งึ ก็เหมือนกนั ในทกุ เชือ้ ชาติ ซ่งึ อาจารยม์ อรร์ ่กี ็ได้
19 | วั น อั ง ค า ร เ ป ล่ี ย น ชี วิ ต กั บ ม อ ร์ ร่ี
ปฏิบตั ิในส่งิ นีเ้ ชน่ กนั โดยกลา่ ววา่ “จงอโหสกิ รรมใหก้ บั ตนเองก่อนท่จี ะตาย แลว้ ก็
อโหสกิ รรมใหก้ บั คนอ่ืนๆดว้ ย” ("Forgive=อโหสกิ รรม yourself before
you die. Then forgive others.") ไมใ่ ช่ว่าเพียงคนอ่นื ท่เี ราจาเป็นตอ้ ง
อโหสกิ รรมใหเ้ ทา่ นนั้ เราจาเป็นตอ้ งอโหสกิ รรมใหก้ บั ตนเองดว้ ย (It's not just
other people we need to forgive, Mitch. We also need
to forgive ourselves.) สาหรบั ทกุ สง่ิ ทกุ อยา่ งท่ีเราไมไ่ ดท้ า ทกุ ส่งิ ทกุ อยา่ งท่ี
เราควรไป คณุ ไมส่ ามารถท่ีจะติดยดึ อย่กู บั ความเสียใจกบั ส่งิ ท่ีควรจะเกิดขนึ้ ส่งิ นน้ั
มนั ไมช่ ่วยอะไรคณุ ไดเ้ ลยเม่อื คณุ อยใู่ นสภาพอย่างท่ผี มเป็นอยนู่ ี้ ("For all the
things we didn't do. All the things we should have
done. You can’t get stuck on the regret of what should
have happened. That doesn’t help you when you get
to where I am.")
แต่ละคนคงมเี รอ่ื งท่ตี อ้ งอโหสกิ รรมมากมายท่ตี อนมีชีวติ อยกู่ ็ไมไ่ ดค้ ดิ ว่าเป็น
เร่อื งสาคญั จนกระท่งั มาถึงวนั นีจ้ งึ จะคดิ ได้
วันองั คารท่ี 13: เราพดู ถงึ เรื่องวันทสี่ มบรู ณ์ (The thirteenth
Tuesday: we talk about the perfect day.)
วนั ท่สี มบรู ณ์ คือ วนั ท่อี าจารยจ์ ะจบเนือ้ หาท่จี ะบรรยายในคอรส์ วนั องั คารนี้
ดว้ ยสถานะสดุ ทา้ ย คือ ความตายท่ีจะมาถึงในเวลาอนั ใกลน้ ี้ โดยอาจารยม์ อรร์ ไ่ี ด้
กลา่ ววา่ “ตราบท่เี ราไดร้ กั กนั และกนั และมคี วามรูส้ กึ รกั อย่ใู นความทรงจาแลว้ นน้ั เรา
ก็จะตายไดโ้ ดยท่ีไมไ่ ดจ้ ากความรูส้ กึ รกั นน้ั ไป ความรกั ทงั้ หมดท่ีคณุ สรา้ งขนึ้ มนั ยงั คง
อยทู่ ่นี ่นั ความทรงจาทง้ั หมดยงั อยทู่ ่ีน่นั คณุ ยงั มีชีวิตอย่กู บั ความรูส้ กึ นน้ั มนั จะอยใู่ น
20 | วั น อั ง ค า ร เ ป ล่ี ย น ชี วิ ต กั บ ม อ ร์ ร่ี
หวั ใจของทกุ คนท่คี ณุ สมั ผสั และไดร้ บั การหลอ่ เลยี้ งในขณะท่ีคณุ อยทู่ ่นี ่ี” (" As
long as we can love each other, and remember the
feeling of love we had, we can die without ever really
going away. All the love you created is still there. All
the memories are still there. You live on--in the heart
of everyone you have touched and nurtured while you
were here.")
อาจารยม์ อรร์ ไ่ี ดใ้ หข้ อ้ คิดท่กี ินใจวา่ “ความตายทาใหช้ ีวติ สนิ้ สดุ ลงแตไ่ มใ่ ช่
ความสมั พนั ธ”์ ("Death ends a life, not a relationship.”)
“มทิ ช,์ ผมรูด้ ีว่าความตายมนั ทาใหเ้ จ็บปวดเมอ่ื คณุ จะไมไ่ ดอ้ ย่กู บั คนท่ีคณุ รกั
แตค่ ณุ จะตอ้ งทาใจใหส้ งบกบั ความตอ้ งการของเขานน้ั บางทีเขาอาจจะไมต่ อ้ งการให้
คณุ ไปแทรกแซงชีวติ ของเขาก็ได้ บางทีเขาอาจจะไมส่ ามารถจะรบั ความทกุ ขท์ รมาน
เช่นนน้ั ได้ ผมบอกกบั ทกุ คนท่ีผมรูจ้ กั ใหด้ าเนนิ ชีวิตท่ีพวกเขารูจ้ กั โดยอย่าทาใหม้ นั พงั
ไปเพราะผมกาลงั จะตาย” ("Mitch, I know it hurts when you
can't be with someone you love. But you need to be at
peace with his desires. Maybe he doesn't want you
interrupting your life. Maybe he can’t deal with that
burden. I tell everyone I know to carry on with the life
they know—don’t ruin it because I am dying.")
“ไมม่ สี ตู รใดๆ สาหรบั ความสมั พนั ธ์ มีเพียงจะตอ้ งตกลงกนั ในวถิ ีแหง่ รกั กบั
ชอ่ งวา่ งสาหรบั ทง้ั สองคนวา่ พวกเขาตอ้ งการอะไรและพวกเขามีความจาเป็นในสง่ิ ใด
พวกเขาทาอะไรไดบ้ า้ งและชีวติ ของพวกเขามอี ะไรท่ีเหมอื นกนั ” ("There is no
formula to relationships. They have to be negotiated in
21 | วั น อั ง ค า ร เ ป ลี่ ย น ชี วิ ต กั บ ม อ ร์ รี่
loving ways, with room for both parties, what they
want and what they need, what they can do and what
their life is like.")
วันอังคารที่ 14: เรากล่าวคาอาลา (The fourteenth Tuesday:
we say good-bye.)
ก่อนจะกลา่ วคาอาลา อาจารยม์ อรร์ ่ไี ดก้ ลา่ วว่า “ความตายเป็นธรรมชาติ
เหมือนชีวติ มนั เป็นสว่ นหน่งึ ของขอ้ ตกลงท่ีเรามตี อ่ กนั ” ("Death is as
natural as life. It's part of the deal we made.")
มทิ ชก์ ลา่ ววา่ “ผมไมร่ ูจ้ ะกลา่ วคาอาลาอย่างไร” อาจารยม์ อรร์ ่จี งึ ตบมือของ
มทิ ชเ์ บาๆ แลว้ จบั มนั ไวบ้ นอกของเขาแลว้ กลา่ ววา่ “น่ีคือวธิ ีการกลา่ วอาลา”
(Mitch stated " I don't know how to say good-bye.”
Morrie patted my hand weakly, keeping it on his chest.
Morrie said, "This is how we say good-bye.")
อาจารยม์ อรร์ ่ไี ดม้ อี าการโคมา่ อีกสองวนั หลงั จากการเย่ียมครงั้ สดุ ทา้ ยของมทิ ช์
และแพทยก์ ลา่ ววา่ ทา่ นสามารถจะจากไปไดใ้ นทกุ ขณะ (Morrie had fallen
into a coma two days after our final visit, and the
doctor said he could go at any moment.) และในท่ีสดุ เม่อื วนั ท่ี
4 เดือนพฤศจกิ ายน ขณะท่คี นรกั ทง้ั หมดไดอ้ อกจากหอ้ งไปเพียงครูเ่ ดียว อาจารยม์ อร์
ร่กี ็หยดุ หายใจ และท่านก็จากไป (Finally, on the fourth of
November, when those the loved had left the room
22 | วั น อั ง ค า ร เ ป ลี่ ย น ชี วิ ต กั บ ม อ ร์ รี่
just for a moment, Morrie stopped breathing. And he
was gone.)
23 | วั น อั ง ค า ร เ ป ล่ี ย น ชี วิ ต กั บ ม อ ร์ ร่ี