กฎหมายอาญา ภาคความผิด
ความผิดต่อเจ้าพนักงาน
นางสาวศุภิสรา ปากี รหัสนิสิต 641081348
คณะนิติศาสตร์ s104
ก
คำนำ
E-book เล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิซากฎหมายอาญา ภาคความผิด ซึ่งผู้จัดทำได้
อธิบายในหัวข้อเรื่องหมวด 1 ความผิดต่อเจ้าพนักงาน ตั้งแต่มาตรา 136-146 แต่เนื่องจาก
เนื้อหาในE-bookเป็นเนื้อหาที่ผู้จัดทำได้ด้นหามาจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ผู้จัดทำจึงได้เรียบเรียง
ตามความเข้าใจของผู้จัดทำเอง หากมีปัญหาหรือดวามผิดพลาดเกิดขึ้น ผู้จัดทำต้องขออภัย
มา ณ ที่นี้ด้วย
E-book เล่มนี้ผู้จัดทำได้รวบรวมข้อมูลและเนื้อหาที่ครอบคลุมเกี่ยวกับหมวด 1
ความผิดต่อเจ้าพนักงาน ทางผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า E-book ฉบับนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้
อ่านอย่างถึงที่สุด
ข
สารบัญ
เนื้อเรื่อง หน้า
คำนำ ก
สารบัญ ข
หมวด 1 ความผิดต่อเจ้าพนักงาน 1
ความผิดที่กระทำต่อตัวเจ้าพนักงานโดยตรง 2
5
ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน (มาตรา 136) 8
ความผิดฐานแจ้งความเท็จแก่เจ้าพนักงาน (มาตรา 137) 11
ความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน (มาตรา 138) 13
ความผิดฐานข่มขืนใจเจ้าพนักงาน (มาตรา 139)
เหตุฉกรรจ์ของมาตรา 138 วรรดสอง และมาตรา 139 (มาตรา 140) 15
ความผิดที่เกี่ยวกับพยานหลักฐานที่เจ้าพนักงานได้ดำเนินการไว้ 16
ความผิดฐานกระทำต่อตราหรือเครื่องหมายที่เจ้าพนักงานได้ประทับไว้ 18
ความผิดฐานกระทำต่อทรัพย์สินหรือเอกสารที่เจ้าพนักงานได้ยึดรักษาไว้ 20
หรือสั่งให้ส่ง (มาตรา 142)
22
ความผิดเกี่ยวกับการให้สินบนเจ้าพนักงาน 24
ค
ความผิดฐานเป็นคนกลางเรียกหรือรับสินบน (มาตรา 143)
ความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน (มาตรา 144)
ความผิดเกี่ยวกับการทำให้เข้าใจว่าตนเป็นเจ้าพนักงาน
ความผิดฐานแสดงตนและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน (มาตรา 145)
ความผิดฐานสวมเครื่องแบบหรือใชัยศหรือตำแหน่งโดยไม่มีสิทธิ(มาตรา 146)
บรรณานุกรม
หมวด 1 ความผิดต่อเจ้าพนักงาน 1
ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติความผิดฐานต่าง ๆ ที่คุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า
พนักงานไว้ในมาตรา 136 ถึงมาตรา 146 ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็น 4 ลักษณะดังนี้
1.ความผิดที่กระทำต่อตัวเจ้าพนักงานโดยตรง ได้แก่ ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน (มาตรา136) แจ้ง
ความเท็จแก่เจ้าพนักงาน (มาตรา 137) ต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน (มาตรา 138 และ
มาตรา 140) และข่มขืนใจเจ้าพนักงาน (มาตรา 139 และมาตรา 140)
2.ความผิดเกี่ยวกับพยานหลักฐานที่เจ้าพนักงานได้ดำเนินการไว้ ได้แก่ กระทำต่อตรา
หรือเครื่องหมายที่เจ้าพนักงานได้ประทับไว้ (มาตรา 141) และกระทำต่อทรัพย์สินหรือเอกสารที่
เจ้าพนักงานยึด รักษาไว้ หรือสั่งให้ส่ง (มาตรา 142)
3.ความผิดเกี่ยวกับการให้สินบน ได้แก่ เป็นคนกลางเรียกหรือรับสินบน (มาตรา143) และ
ให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน (มาตรา 144)
4.ความผิดเกี่ยวกับการทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นเจ้าพนักงาน ได้แก่ แสดงตนและกระทำ
การเป็นเจ้าพนักงาน (มาตรา 145) และสวมเครื่องแบบหรือใช้ยศหรือตำแหน่งโดยไม่มี
สิทธิ(มาตรา 146)
2
1. ความผิดที่กระทำต่อตัวเจ้าพนักงานโดยตรง
ความผิดที่กระทำต่อตัวเจ้าพนักงานโดยตรงเป็นการกระทำทางวาจาหรือทางกายต่อตัว
เจ้าพนักงาน การประทุษร้ายหรือหลอกลวงเจ้าพนักงานผู้นั้นในการปฏิบัติหน้าที่
1.1 ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน (มาตรา 136)
บทบัญญัติ
มาตรา 136 ผู้ใดดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะได้กระทำการตาม
หน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
องค์ประกอบความผิด
(1) ผู้ใด
(2) ดูหมิ่น
(3) เจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่
(4) เจตนาธรรมดา
คำอธิบาย
ดูหมิ่น
"ดูหมิ่น" หมายความว่า แสดงอาการดูถูกเหยียดหยามว่าอีกฝ่ายหนึ่งไม่ดีหรือ
ต่ำต้อยกว่า ทั้งโดยวาจา ลายลักษณ์อักษร หรือกิริยาท่าทาง
การดูหมิ่นตามมาตรา 136 จะกระทำต่อหน้าหรือลับหลังเจ้าพนักงานก็เป็นความผิด เช่น
(1) ด่าถึงบุพการี
(2) เขียนกระทู้เผยแพร่ว่าตำรวจเลือกปฏิบัติ ยกนิ้วกลางให้ เปลือยกายให้ของลับ'
(3) กล่าวว่า "รถยนต์ตำรวจ กลัวแม่มันหยัง"
(4) กล่าวแก่ตำรวจที่จับกุมตนว่า "ลื้อซุ่ยมาก"
3
เจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่
วัตถุแห่งการกระทำตามมาตรานี้ ได้แก่ เจ้าพนักงาน ซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือ
เพราะได้กระทำการตามหน้าที่ โดยที่เจ้าพนักงานได้กระทำหน้าที่ภายใต้กรอบของกฎหมายหรือคำสั่ง
โดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าการวินิจฉัยหรือการตัดสินใจของเจ้าพนักงานจะถูกหรือผิดก็ตาม
ตัวอย่างเช่น ตำรวจจับผู้ต้องหาลักเล่นการพนันโดยมีหมายจับหมายดัน แม้ผู้นั้นไม่ได้ทำผิด ตำรวจก็
ยังกระทำการตามหน้าที่ ถ้าตำรวจถูกด่า ผู้ด่ามีความผิดตามมาตรานี้ นายสถานีไม่ยอมจ่ายรถตู้โดย
เข้าใจว่าทำไปตามระเบียบราชการ มิได้กระทำโดยเหตุส่วนตัว แม้จะเข้าใจผิดในการที่ตนทำไปก็ยัง
เป็นการกระทำตามหน้าที่ มิใช่กระทำโดยปราศจากอำนาจหรือนอกเหนือหน้าที่ ผู้ด่านายสถานีมี
ความผิดตามมาตรานี้
"เจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่" นั้นหมายถึง เจ้าพนักงานที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในขณะ
ที่ถูกดูหมิ่น ไม่ว่าเหตุที่ผู้กระทำดูหมิ่นนั้นจะเกี่ยวข้องกับหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติ
หรือไม่ เช่น ขณะที่ตำรวจกำลังอำนวยการจราจรอยู่กลางถนน ผู้กระทำเดินมาด่าบุพการีตำรวจ
เพราะโกรธแค้นเรื่องส่วนตัว ผู้นั้นมีความผิดตามมาตรานี้ ถ้าการดูหมิ่นเกิดขึ้นในเวลาที่เจ้าพนักงาน
มิได้ปฏิบัติการตามหน้าที่ ผู้กระทำไม่มีความผิดตามมาตรานี้ เช่น จำเลยขอประกันตัวผู้ต้องหาขณะที่
พนักงานสอบสวนกำลังรับประทานอาหารอยู่กับภริยาที่บ้านพัก"
คำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง 4
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8422/2558
การที่จำเลยที่ 1 พูดจาให้ร้ายผู้เสียหายขณะปฏิบัติหน้าที่เข้าตรวจค้นร้านโดยใช้คำว่า "ปลัด
ส้นตีน" ซึ่งเป็นคำดูหมิ่นเหยียดหยาม เป็นการกระทำความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำ
การตามหน้าที่ ตาม ป.อ. มาตรา 136 สำเร็จแล้วกระทงหนึ่ง ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับ
จำเลยที่ 2 ทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญขณะที่ผู้เสียหายเข้าตรวจ
ภายในร้าน โดยจำเลยที่ 1 พูดขึ้นว่า ไปเอาปืนมายิงให้ตาย อย่าให้ออกไปได้ แล้วจำเลยที่ 2 วิ่ง
ไปหยิบไม้เบสบอลมาตีผู้เสียหาย 1 ที จำเลยที่ 1 เอาไม้กวาดไล่ตีผู้เสียหาย เป็นการกระทำต่อ
เนื่องกันไป โดยมีเจตนาเดียวกันคือทำร้ายผู้เสียหาย จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวกับการร่วมกันใช้
กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8016/2556
จำเลยกล่าวถ้อยคำว่า "ตำรวจแม่ง...ใช้ไม่ได้" เพราะรู้สึกว่าเจ้าพนักงานตำรวจไม่ให้ความ
สำคัญต่อคำชี้แจงของตน ทำให้จำเลยรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงกล่าวตำหนิการปฏิบัติ
หน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจ อันเป็นเพียงคำกล่าวที่ไม่สุภาพและไม่สมควรเท่านั้น แต่ไม่ถึงขั้นมุ่ง
หมายที่จะด่า ดูถูกเหยียบหยามหรือสบประมาทเจ้าพนักงานตำรวจแต่อย่างใด จึงไม่เป็นความผิด
ตาม ป.อ. มาตรา 136
1.2 ความผิดฐานแจ้งความเท็จแก่เจ้าพนักงาน (มาตรา 137) 5
ในการบริหารบ้านเมืองให้เกิดประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุดแก่รัฐและประชาชน จำเป็นอย่าง
ยิ่งที่รัฐจะต้องได้รับข้อมูลที่ถูกต้องแท้จริง มิฉะนั้นอาจเกิดความเสียหายแก่รัฐและสังคมโดยรวมได้
ด้วยเหตุนี้ประมลฎหมายอาญาจึงได้บัญญัติความผิดเกี่ยวกับความเท็จไว้หลายมาตราตัวยกัน แต่
บทที่เป็นพื้นฐาน ได้แก่ ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ตามมาตรา137
บทบัญญัติ
มาตรา 137 ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชน
เสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
องค์ประกอบความผิด
(1) ผู้ใด
(2) แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ
(3) แก่เจ้าพนักงาน
(4) ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย
(5)เจตนาธรรมดา
คำอธิบาย
แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ
"แจ้งข้อความ" หมายถึง บอกข้อความให้ทราบ ซึ่งอาจเป็นการแจ้งด้วยวาจา
แสดงกิริยาอาการ หรือทำเป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้ เช่น แจ้งความแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเอกสาร
หายเขียนหรือกรอกคำร้องยื่นให้แก่เจ้าพนักงานที่ดิน
ข้อความอันเป็นเท็จ หมายถึง ข้อความที่แสดงออกมาไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยทั่วไป
หมายถึงความจริงในอดีตหรือปัจจุบัน เช่น แจ้งว่าเอกสารหายทั้งๆ ที่ไม่หาย" ตอบคำถามนาย
ทะเบียนว่าตนไม่เคยมีคู่สมรสขณะที่ยังมีสถานภาพสมรส"
6
แก่เจ้าพนักงาน
"เจ้าพนักงาน" ในที่นี้ หมายความถึงเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รับแจ้งข้อความ
ซึ่งหน้าที่นั้นอาจเป็นไปโดยกฎหมายหรือดำสั่งก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้าผู้รับแจ้งไม่ใช่เจ้าพนักงาน หรือ
เป็นเจ้าพนักงานแต่ไม่มีหน้าที่รับแจ้งข้อความ แม้ข้อความที่แจ้งจะเป็นเท็จ ผู้กระทำก็ไม่มีความผิด
นอกจากนี้ แม้ว่าเจ้าพนักงานนั้นจะมีหน้าที่รับแจ้งข้อความก็ตาม การแจ้งข้อความนั้นต้องเกิดขึ้น
"ขณะ" หรือ "เวลา" ที่เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ด้วย มิฉะนั้นก็ไม่เป็นความผิด
ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย
การกระทำดังกล่าวอาจเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนหรือไม่ด้วย ดังนั้นแม้ตาม
ข้อเท็จจริงการกระทำนั้นไม่เกิดความเสียหายขึ้น แต่ถ้าวิญญูชนเห็นว่าการกระทำดังกล่าวอาจทำให้
เกิดความเสียหายขึ้นแก่ผู้อื่นหรือประชาชนแล้ว ผู้กระทำก็ต้องรับผิดตามมาตรา 137 ในทางกลับ
กัน หากวิญญูชนเห็นว่าการแจ้งข้อดวามดังกล่าวไม่เป็นการทำให้เสียหาย ผู้นั้นก็ไม่มีความผิด
เจตนา
ความผิดตามมาตรานี้อาศัยเพียงเจตนาธรรมดา ผู้กระทำจะต้องรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์
ประกอบของความผิด กล่าวคือ (1) รู้ว่าตนได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ (2) รู้ว่าบุคคลที่ตนแจ้ง
ข้อความนั้นเป็นเจ้าพนักงาน เพราะฉะนั้นถ้าผู้กระทำไม่รู้ว่าข้อความที่แจ้งนั้นเป็นความเท็จ หรือ
ไม่รู้ว่าบุคคลที่ตนเองบอกข้อความเท็จนั้นเป็นเจ้าพนักงาน ย่อมยกเหตุตามมาตรา 59 วรรคสาม
มาอ้างว่าตนไม่มีเจตนาได้
คำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง 7
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 981/2561
การที่จำเลยรู้ว่ามิได้เกิดเหตุลักทรัพย์รถกระบะ แต่กลับแจ้งแก่พนักงานสอบสวนว่ามี
คนร้ายลักทรัพย์รถกระบะที่จำเลยเช่าซื้อไป เพื่อจะนำเงินที่ได้รับจากบริษัทผู้รับประกันภัยไปชำระ
ค่างวดแก่ธนาคาร ก. ผู้ให้เช่าซื้อ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 173 อัน
เป็นบทบัญญัติเฉพาะแล้ว ไม่จำต้องปรับบทตามมาตรา 137 อันเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการแจ้ง
ข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานทั่ว ๆ ไปอีก และเมื่อไม่เกิดมีความผิดอาญาฐานลักทรัพย์เกิด
ขึ้นในคดีนี้ จึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 172
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4017/2560
ขณะที่จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเพื่อประกันหนี้เงินกู้ให้แก่
จำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2556 คดีที่โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้อง ล. กับจำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอน
นิติกรรมการโอนที่ดินทั้งสองแปลงอยู่ในระหว่างฎีกายังไม่ถึงที่สุด ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 แจ้ง
ข้อความตามที่ปรากฏในโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงต่อเจ้าพนักงานที่ดินผู้จดทะเบียนจำนองในขณะนั้น
ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินทั้งสองแปลง ซึ่งก็ตรงตามเอกสารที่แท้จริง จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่
1 แจ้งข้อความตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ทั้งเจ้าพนักงานที่ดินผู้จดทะเบียนจำนองไม่ได้สอบถาม
จำเลยที่ 1 ว่ามีคดีพิพาทเกี่ยวกับที่ดินหรือไม่ และจำเลยที่ 1 มิได้หลอกลวงให้เจ้าพนักงานที่ดิน
จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตาม
ป.อ. มาตรา 137 และ 267
1.3 ความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน (มาตรา 138) 8
ความผิดตามมาตรานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานได้
ปฏิบัติการตามหน้าที่ด้โดยไม่เกิดความลำบากเกินสมควรอันเนื่องมาจากการต่อสู้หรือขัดขวางของ
ผู้กระทำ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของรัฐ สังคม และประชาชน
บทบัญญัติ
มาตรา 138 ผู้ใดต่อสู้ หรือขัดขวางเจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้า พนักงานดาม
กฎหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่น
บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าการต่อสู้หรือขัดขวางนั้น ได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้าบหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง
ประทุษร้าย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมีนบาท หรือทั้งจำทั้ง
ปรับ
องค์ประกอบความผิด
(1) ผู้ใด
(2) ต่อสู้หรือขัดขวาง
(3) บุคคลดังต่อไปนี้
(3.1) เจ้าพนักงานในการป ฏิบัติการตามหน้าที่ หรือ
(3.2) ผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่
(4) เจตนาธรรมดา
เหตุที่ทำให้รับโทษหนักขึ้น
เหตุฉกรรจ์ตามรรคสอง รับโทษหนักขึ้นถ้าการต่อสู้หรือขัดขวางนั้นได้ทระทำโดยวิธีการดังต่อไปนี้
(1) โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือ
(2) โดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย
9
คำอธิบาย
ต่อสู้หรือขัดขวาง
"ต่อสู้" หมายถึง ต่อต้านโดยจำนงให้เกิดผลต่อเนื้อตัวร่างกายของอีกฝ่ายหนึ่ง เช่น จับตัว ผลัก
อก" ชกต่อย ดึงแขน กัดมือ" ฟันหรือแทง ยิง ขับรถพุ่งชน
"ขัดขวาง" หมายถึง ต่อต้านโดยจำนงให้อีกฝ่ายหนึ่งไม่สามารถทำให้บรรลุผลหรือเกิดความยาก
ลำบากในการกระทำให้บรรลุผล จำแนกเป็น 2 กรณี
(1) ผู้กระทำผิดขัดขวางเอง เป็นกรณีที่ผู้กระทำ "กระทำการ" บางอย่างเพื่อต่อต้าน
(2) ผู้อื่นเป็นคนขัดขวาง เป็นกรณีที่ผู้กระทำได้กระทำเพื่อช่วยผู้กระทำผิด
เจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่
เจ้าพนักงานเป็นวัตถุแห่งการกระทำอย่างหนึ่ง โดยจำกัดเฉพาะเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการ
ตามหน้าที่เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ผู้กระทำไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 138 แม้ได้ต่อสู้หรือขัดขวาง ถ้าผู้ถูก
กระทำ (1) ไม่ใช่เจ้าพนักงาน (2) เป็นเจ้าพนักงาน แต่ไม่มีหน้าที่" หรือ (3) เป็นเจ้าพนักงานซึ่ง
มีหน้าที่ แต่ไม่ได้ปฏิบัติการตามหน้าที่
ผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่
วัดถุแห่งการกระทำอีกประการหนึ่งตามมาตรานี้ คือ "ผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมาย"
ซึ่งหมายถึง บุดคลที่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องช่วยเจ้าพนักงาน ไม่ใช่เข้าช่วย
โดยสัญญา โดยร้องขอด้วยอัธยาศัย หรือโดยสมัครใจช่วยเจ้าพนักงานเอง
เจตนา
ผู้กระทำจะต้องรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบตามมาตรา 138 โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องรู้ว่าผู้
ที่ถูกกระทำเป็นเจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่งด้องช่วยเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ด้วย มิฉะนั้นจะ
ถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลไม่ได้ ตามมาดรา 59
วรรคสาม
เหตุฉกรรจ์ตามวรรคสอง
ถ้าการต่อสู้หรือขัดขวางนั้นได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย
ผู้กระทำจะต้องถูกระวางโทษหนักขึ้นตามมาตรา 138 วรรคสอง
คำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง 10
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6875/2557
พ.ร.บ.การขุดดินและถมดิน พ.ศ.2543 มาตรา 30 เป็นบทบัญญัติให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่
ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเข้าไปในสถานที่ที่มีการขุดดินหรือถมดินเพียงเพื่อตรวจสอบว่ามีการ
ฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้หรือกฎกระทรวงหรือข้อบัญญัติท้องถิ่นหรือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัติ
นี้หรือไม่เท่านั้น กรณีหาจำต้องมีหมายค้นของศาลไม่ เมื่อผู้เสียหายแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตาม
พ.ร.บ.การขุดดินและถมดิน พ.ศ.2543 และแจ้งว่ามีความประสงค์จะตรวจสอบที่ดินตามที่มีการแจ้ง
ว่ามีการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การขุดดินและถมดิน พ.ศ.2543 แต่จำเลยไม่ยอมให้เข้าไปใน
ที่ดินเพื่อตรวจสอบ การกระทำของจำเลยจึงมีเจตนาขัดขวางผู้เสียหายอันเป็นความผิดฐานขัดขวาง
เจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ตาม ป.อ. มาตรา 138 วรรคหนึ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1240/2554
สิบตำรวจเอก ป. แจ้งข้อหาจำเลยว่า เล่นการพนันจับยี่กีโดยเป็นคนเดินโพยฝ่ายเจ้ามือ
จำเลยปฏิเสธ สิบตำรวจเอก ป. กับพวกรวม 5 คน จะเข้าจับกุม จำเลยไม่ยินยอมโดยสิบตำรวจ
เอก ป. มีรูปร่างใหญ่กว่าจำเลยมาก การที่จำเลยเดินหนีออกนอกร้านก๋วยเตี๋ยวจนสิบตำรวจเอก ป.
กับพวกต้องใช้กำลังล็อกแขน กดหน้าจำเลยกับพื้นระเบียงเพื่อใส่กุญแจมือจำเลยในลักษณะไขว้หลัง
ขณะจำเลยดิ้นรนขัดขืนเพื่อให้พ้นจากการถูกควบคุมตัวเพราะเห็นว่าตัวเองไม่ได้กระทำผิด ซึ่งแม้ใน
การดิ้นรนของจำเลยจะเป็นเหตุให้มือของจำเลยไปโดนหน้าอกของสิบตำรวจ ป. เกิดเป็นรอยถลอก
ขนาดเล็กก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าว ก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะเป็นการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งกระทำ
การตามหน้าที่ตาม ป.อ. มาตรา 138
1.4 ความผิดฐานข่มขืนใจเจ้าพนักงาน (มาตรา 139) 11
บทบัญญัติ
มาตรา 139 ผู้ไดข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมีชอบด้วยหน้าที่ หรือให้ละเว้นการ
ปฏิบัติการตามหน้าที่ โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ต้องระวางโทษจำ
คุกไม่เกินสี่ปี หรือปรับไม่เกินแปดหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
องค์ประกอบความผิด
(1) ผู้ใด
(2) ข่มขืนใจ
(3) เจ้าพนักงาน
(4) ให้
(4.1) ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่ หรือ
(4.2) ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่
(5) โดย
(5.1) ใช้กำลังประทุษร้าย หรือ
(5.2) ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย
(6)เจตนาธรรมดา
คำอธิบาย
ข่มขืนใจ โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือยู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย
"ข่มขืนใจ" หมายถึง บังคับจิตใจของบุดคลให้กระทำในสิ่งที่บุดคลไม่ประสงค์กระทำ หรือให้งด
เว้นกระทำในสิ่งที่บุคดลประสงค์จะทำดังนั้นจึงเป็นเรื่องให้บังคับต่ออำนาจการตัดสินใจของบุคคล"
เจ้าพนักงาน
วัดถุแห่งการกระทำ ได้แก่ เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่
ให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่หรือให้ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่
การข่มขืนใจตามมาตรานี้ ผู้กระทำมีความประสงค์ให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น ได้แก่
(1) ให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่ หมายถึง บังคับให้กระทำในสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
(2) ให้ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ หมายถึง บังคับไม่ให้กระทำในสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
คำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง 12
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 920/2508
ฟ้องหาว่าดูหมิ่นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา136 ข้อเท็จจริงได้ความ
ว่า ขณะที่เกิดเหตุพนักงานสอบสวนกำลังกินอาหารอยู่กับภรรยาที่บ้านพักไม่ใช่เวลาปฏิบัติราชการ
ตามหน้าที่จำเลยพูดขอประกันผู้ต้องหาเป็นการส่วนตัว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยดูหมิ่นเจ้าพนักงาน
เพราะได้กระทำการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136
เมื่อพนักงานสอบสวนไม่ยอมสั่งอนุญาตให้จำเลยประกันตัวผู้ต้องหาเพราะผิดระเบียบ จำเลยพูด
ขู่เข็ญว่าถ้าไม่สั่งให้ประกันจำเลยจะจัดการให้พนักงานสอบสวนถูกย้ายไปที่อื่น เช่นที่เคยกระทำได้
ผลมาแล้วแก่ผู้บังคับกองคนหนึ่ง แต่โดยที่เรื่องย้ายไม่แน่ถ้าไม่ให้ประกันจะต้องเอาพนักงาน
สอบสวนลงหลุมฝังศพเสีย เช่นนี้ การกระทำของจำเลยเป็นการข่มขืนใจ ขู่เข็ญ เจ้าพนักงานให้
ถึงแก่ชีวิตด้วยการใช้กำลังประทุษร้ายตามความหมายของถ้อยคำเพื่อให้เจ้าพนักงานปฏิบัติการสั่ง
ประกันเสียเอง อันมิชอบด้วยหน้าที่การกระทำของจำเลยเป็นผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 139
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2989/2537
การที่จำเลยพูดขู่เข็ญจะฆ่าผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานป่าไม้หากไม่ปล่อยไม้ที่ยึด เป็นการ
ข่มขืนใจผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่หรือให้ละเว้นการปฏิบัติการ
ตามหน้าที่ เป็นการลงมือกระทำความผิดครบองค์ประกอบความผิดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุ
ผล เพราะผู้เสียหายไม่เกรงกลัวไม่ยินยอมปล่อยไม้ที่ยึด ผู้เสียหายจึงไม่ได้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วย
กฎหมายหรือละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ที่จำเลยข่มขืนใจ จำเลยจึง มีความผิดขั้นพยายาม
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 139ประกอบมาตรา 80
1.5 เหตุฉกรรจ์ของมาตรา 138 วรรดสอง และมาตรา 139 (มาตรา 140) 13
บทบัญญัติ
มาตรา 140 ถ้าความผิดตามมาตรา 138 รรดสอง หรือมาตรา 139 ได้กระทำโดยมีหรือใช้
อาวุธ หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนชื้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้า
ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้ากระทำโดยอ้งอำนาจอั้งยี่หรือช่องโจร ไม่ว่าอั้งยี่หรือช่องโจรนั้นจะมีอยู่หรือไม่ผู้กระทำต้อง
ระวางโทษจำคุกตั้งแค่สองปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงสองแสนบาท
ถ้าความผิดดามมาตรานี้ได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัดถุระเบิด ผู้กระทำต้องระวางโทษ
หนักกว่าโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ในสองวรรดก่อนกึ่งหนึ่ง
เงื่อนไขและผล
เงื่อนไข
(1) ความผิดตามมาดรา มาตรา 138 วรรคสอง หรือมาตรา 139
(2) ได้กระทำโตย
(2.1) มีหรือใช้อาวุธ
(2.2) ร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามดนขึ้นไป
ผล
ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น
เหตุฉกรรจ์ตามวรรคสองและวรรคสาม
เหตุฉกรรจ์ดามวรรคสอง
รับโทษหนักขึ้นถ้ากระทำโดยอ้างอำนาจอั้งยี่หรือซ่องโจร ไม่ว่าอั้งยี่หรือช่องโจรนั้นจะมีอยู่หรือไม่
เหตุฉกรรจ์ตามวรรคสาม
ถ้าได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด ต้องระวางโทษหนักกว่าโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ใน
สองวรรคก่อนกึ่งหนึ่ง
คำอธิบาย
(1) โดยมีหรือใช้อาวุธ" หมายความรวมทั้งอาวุธโดยสภาพ เช่น ดาบ ปืน ระเบิดละสิ่งซึ่งไม่เป็น
อาวุธโดยสภาพ แต่ซึ่งได้ใช้หรือเจตนาจะใช้ประทุษร้ายร่างกายถึงอันตรอย่างอาวุธ เช่น กรรไกร มีด
ทำครัว เป็นดัน
(2) โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป หมายถึง โดยร่วมกันเป็นตัวการในการกระ
ทำความผิด ตามมาตรา 83 จำนวนตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป
คำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง 14
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 692/2561
ป.อ. มาตรา 140 วรรคสาม บัญญัติให้ผู้กระทำความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้
กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธปืนต้องได้รับโทษหนักกว่าโทษตามที่กฎหมายบัญญัติในสองวรรคก่อนกึ่ง
หนึ่ง ก็เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่ แม้อาวุธปืนที่ยึดได้จากรถ
คันเกิดเหตุจะถูกซุกซ่อนอยู่ใต้ที่นั่งด้านหน้าข้างคนขับ จำเลยที่ 1 ไม่ได้พกติดตัวหรือวางในลักษณะ
พร้อมหยิบฉวยได้ทันทีก็ตาม แต่อาวุธปืนมีกระสุนปืนบรรจุอยู่ในรังเพลิงพร้อมใช้งานได้ทันที นับเป็น
อันตรายต่อเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติตามหน้าที่ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 138 วรรค
สอง ประกอบมาตรา 140 วรรคสาม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6597/2555
คดีนี้ในความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่ ศาลชั้นต้นพิพากษา
ว่าจำเลยมีความผิดตาม ปอ. มาตรา 138 วรรคสอง 140 วรรคแรก และวรรคสาม ศาลอุทธรณ์
ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ปอ. มาตรา 138 วรรคสอง โดยไม่ได้ปรับบท
ลงโทษตามมาตรา 140 วรรคแรก และวรรคสามด้วย แต่ลักษณะความผิดตาม ปอ. มาตรา 138
วรรคสอง และมาตรา 140 วรรคแรก ไม่แตกต่างกันและไม่มีระวางโทษจำคุกขั้นต่ำเหมือนกัน ต่าง
กันเฉพาะระวางโทษขั้นสูงซึ่งมาตรา 138 วรรคสอง ระวางโทษขั้นสูงจำคุกไม่เกินสองปี ส่วนมาตรา
140 วรรคแรก ระวางโทษขั้นสูงจำคุกไม่เกินห้าปีและตาม ปอ. มาตรา 140 วรรคสาม เป็น
บทบัญญัติถึงเหตุที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดมาตรา 140 วรรคแรก ต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติ
ไว้กึ่งหนึ่ง หาใช่เป็นความผิดอีกบทหนึ่งต่างหากไม่ ไม่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แก้บทลงโทษ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพียงแต่แก้จำนวนโทษมิได้แก้บทลงโทษ เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษา
แก้ไขเล็กน้อยและลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม
ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง
2. ความผิดที่เกี่ยวกับพยานหลักฐานที่เจ้าพนักงานได้ดำเนินการไว้ 15
บางกรณีผู้กระทำอาจกระทำให้พยานหลักฐานที่เจ้าพนักงานได้ดำเนินการไว้เสียหายหรือใช้ไม่ได้
เพื่อให้ผู้กระทำความผิดอย่างอื่นมีโอกาสหลุดพันจากความรับผิด
2.1 ความผิดฐานกระทำต่อตราหรือเครื่องหมายที่เจ้าพนักงานได้ประทับไว้
บทบัญญัติ
มาตรา 141 ผู้ใดถอน ทำให้เสียหาย ทำลายหรือทำให้ไร้ประโยซน์ซึ่งตราหรือเครื่องหมายอัน
เจำพนักงานได้ประทับหรือหมายไว้ที่สิ่งใด ๆ ในการปฏิบัติการตามหน้าที่เพื่อเป็นหลักฐานในการยึด
อายัดหรือรักษาสิ่งนั้น ๆ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้ง
ปรับ
องค์ประกอบความผิด
(1) ผู้ใด
(2) การกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
(2.1) ถอน
(2.2) ทำให้เสียหาย
(2.3) ทำลาย หรือ
(2.4) ทำให้ไร้ประโยชน์
(3) ซึ่งตราหรือเครื่องหมายอันเจ้าพนักงานได้ประทับหรือหมายไว้ที่สิ่งใดๆในการปฏิบัติการตาม
หน้าที่เพื่อเป็นหลัทฐานในการยึด อาขัด หรือรักษาสิ่งนั้นๆ
(4) เจตนาธรรมดา
คำอธิบาย
องค์ประกอบการกระทำตามมาตรานี้ได้แก่การทำให้ตราหรือเครื่องหมายที่เจ้าพนักงานทำไว้เพื่อเป็น
หลักฐานใช้ไม่ได้ ซึ่งกฎหมายกำหนตว่าเป็นการถอน ทำให้เสียหาย ทำลาย หรือทำให้ไร้ประโยชน์
2.2 ความผิดฐานกระทำต่อทรัพย์สินหรือเอกสารที่เจ้าพนักงานได้ยึดรักษาไว้ หรือ 16
สั่งให้ส่ง (มาตรา 142)
บทบัญญัติ
มาตรา 142 ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ซึ่ง
ทรัพย์สินหรือเอกสารใด ๆ อันเจ้าพนักงานได้ยึด รักษาไว้ หรือสั่งให้ส่งเพื่อเป็นพยานหลักฐาน หรือ
เพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย ไม่ว่าเจ้าพนักงานจะรักษาทรัพย์หรือเอกสารนั้นไว้เอง หรือสั่ง
ให้ผู้นั้นหรือผู้อื่น ส่งหรือรักษาไว้ก็ตาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
องค์ประกอบความผิด
(1) ผู้ใด
(2) กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
(2.1) ทำให้เสียหาย
(2.2) ทำลาย
(2.3) ซ่อนเร้น
(2.4) เอาไปเสีย
(2.5) ทำให้สูญหาย หรือ
(2.6) ทำให้ไร้ประโยชน์
(3) ซึ่งทรัพย์สินหรือเอกสารใด ๆ อันเจ้าพนักงานได้ยึด รักษาไว้ หรือสั่งให้ส่งเพื่อเป็นพยาน
หลักฐาน หรือเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย
(4) ไม่ว่าเจ้าพนักงานจะรักษาทรัพย์หรือเอกสารนั้นไว้เอง หรือสั่งให้ผู้นั้นหรือผู้อื่นส่งหรือรักษาไว้
ก็ตาม
(5) เจตนาธรรมดา
คำอธิบาย
องค์ประกอบทางการกระทำของมาตรานี้ ได้แก่ การทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้นเอาไปเสีย
หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์
วัดถุแห่งการกระทำตามมาตรานี้ ได้แก่ ทรัพย์สินหรือเอกสารใด ๆ อันเจ้าพนักงานได้ยืด รักษาไว้
หรือสั่งให้ส่ง เพื่อเป็นพยานหลักฐานหรือเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย
3. ความผิดเกี่ยวกับการให้สินบนเจ้าพนักงาน 17
ความผิดเกี่ยวกับการให้สินบนเป็นความผิดที่ป้องกันมิให้มีการจูงใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติ
หรือละเวันการปฏิบัติการตามหน้าที่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประโยชน์ของรัฐและประชาชน
3.1 ความผิดฐานเป็นคนกลางเรียกหรือรับสินบน (มาตรา 143)
บทบัญญัติ
มาตรา 143 ผู้ใดเรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้
อื่น เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐสมาชิก
สภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาลโดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมายหรือโดยอิทธิพลของตน
ให้กระทำการ หรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุดคลใด ต้องระวางโทษจำคุก
ไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
องค์ประกอบความผิด
(1) ผู้ใด
(2) กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
(2.1) เรียก
(2.2) รับ หรือ
(2.3) ยอมจะรับ
(3) ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
(4) เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ
สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล ให้กระทำการ หรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณ
หรือเป็นโทษแก่บุคคลใด
(5) โดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมายหรือโดยอิทธิพลของตน
(6) เจตนาธรรมดา
คำอธิบาย
เรียก รับ หรือยอมจะรับ
องค์ประกอบทางด้านการกระทำตามมาตรา 143 ได้แก่ การที่เป็นคนกลางเรียก
รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์เพื่อจะจูงใจหรือได้จงใจเจ้าพนักงานให้กระทำ
หรือไม่กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง
18
ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่น
ทรัพย์สินหรือประโยชน์ตามมาตรานี้เป็นสินบนที่ให้แก่ผู้กระทำในฐานะเป็นคนกลางคำว่า
"ทรัพย์สิน" เป็นไปตามประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 138 ส่วนคำว่า
"ประโยชน์" หมายถึง สิ่งอื่นที่มีคุณค่าหรือเป็นที่พอใจแก่ผู้รับ ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นประโยชน์ที่
คิดเป็นตัวเงินได้ การได้มาหรือจะได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์ดังกล่าวนั้นเป็นประโยชน์ต่อผู้
กระทำเองหรือบุดคลภายนอกก็ได้
เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงาน สมาชิกสกาติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิก
สภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล ให้กระทำการ หรือการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่
บุคคลใด
การเรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ของคนกลางกระทำไปเพื่อเป็นการ
ตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภา
จังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาลผู้กระทำตกลงยอมตอบแทนการให้หรือจะให้สินบนตามมาตรา
143 ซึ่งมี 2 กรณี
(1) จะจูงใจเจ้าพนักงาน เป็นกรณีที่ผู้กระทำเรียก รับหรือยอมจะรับค่าวิ่งเต้นก่อนจะ
จูงใจเจ้าพนักงาน แม้ต่อมาภายหลังผู้กระทำไม่ได้จูงใจ หรือจูงใจเจ้าพนักงานแต่ไม่เป็นผลก็ตาม
(2) ได้จูงใจเจ้าพนักงาน เป็นกรณีที่ผู้กระทำเรียก รับ หรือยอมจะรับค่าวิ่งเต้นหลังจากได้
จูงใจเจ้าพนักงานเรียบร้อยแล้ว
โดยวิธีอันทุจริต หรือผิดกฎหมาย หรือโดยอิทธิพลของตน
การที่จะจูงใจหรือได้จูงใจตามมาตรานี้ ต้องเป็นการที่ผู้จูงใจใช้วิธีการ "โดยวิธีอันทุจริต" หรือ
"โดยผิดกฎหมาย" หรือ "โดยอิทธิพลของตน"
(1) โดยวิธีอันทุจริต เทียบเคียงได้กับคำว่า "โดยทุจริต" ตามมาตรา 1 (1) กล่าวคือ ใช้
วิธีเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิดวรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
(2) โดยวิธีอันผิดกฎหมาย เป็นการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย
(3) โดยอิทธิพลของตน คำว่า "อิทธิพล" หมายถึง อำนาจอื่นที่ไม่ใช่อำนาจตามกฎหมาย แต่เป็น
อำนาจแฝงที่ทำให้บุคคลอื่นคล้อยตามหรือทำตามความประสงค์
คำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง 19
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2411/2562
ความผิดฐานเรียก รับหรือยอมรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงานโดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมายตาม ป.อ.
มาตรา 143 เป็นความผิดต่อแผ่นดิน พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนในความผิดดังกล่าวได้
เอง โดยไม่จำต้องอาศัยคำร้องทุกข์หรือการมอบคดีจากผู้เสียหาย แม้ผู้เสียหายจะไม่ใช่ผู้เสียหาย
โดยนิตินัยก็ไม่มีอำนาจร้องทุกข์ในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวเท่านั้น หามีผลกระ
ทบต่ออำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวน ซึ่งสามารถดำเนินการสอบสวนความผิดตามมาตรา
143 ได้โดยชอบไม่ เมื่อพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนแล้ว ต่อมาพนักงานอัยการเห็นว่าการ
กระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดฐานร่วมกันเรียก รับเงิน และมีคำสั่งให้แจ้งข้อหาเพิ่มเติม
เมื่อได้มีการแจ้งข้อหาดังกล่าวแก่จำเลยทั้งสามเพิ่มเติม ถือได้ว่าคดีในความผิดตามมาตรา 143 ได้
มีการสอบสวนโดยชอบแล้ว พนักงานอัยการโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันเรียกและรับเงิน 9,000,000 บาท ไปจากผู้เสียหาย
เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งอดีตประธานศาลฎีกาและประธานศาลฎีกา
โดยวิธีอันทุจริต ให้กระทำการตามหน้าที่โดยยกเลิกคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ตัดสินให้ จ. เป็นฝ่าย
แพ้คดี และมีคำสั่งใหม่ให้ จ. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ เป็นการบรรยายฟ้องที่ครบองค์ประกอบ
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 143 แล้ว ส่วนจำเลยทั้งสามจะได้ไปจูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งอดีต
ประธานศาลฎีกาและประธานศาลฎีกาให้กระทำการในหน้าที่ให้เป็นคุณแก่ จ. หรือไม่ หาใช่องค์
ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 143 ไม่ แม้คดีดังกล่าวถึงที่สุดไปก่อนที่จำเลยทั้งสามจะร่วม
กันเรียกและรับเงินจากผู้เสียหาย ซึ่งจำเลยทั้งสามไม่สามารถจูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งอดีต
ประธานศาลฎีกาและประธานศาลฎีกาให้ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นคุณแก่ จ. ได้ก็ตาม ก็ไม่ทำให้การกระ
ทำของจำเลยทั้งสามไม่เป็นความผิดเพราะขาดองค์ประกอบความผิดไปแต่อย่างใด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 661/2554
การที่จำเลยเรียกและรับเงินไปจากผู้เสียหายเพื่อเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจเจ้า
พนักงานในตำแหน่งพนักงานอัยการโดยวิธีอันทุจริตผิดกฎหมายเพื่อให้กระทำการในหน้าที่โดยการ
ช่วยเหลือในทางคดีให้สั่งไม่ฟ้องในคดีที่ ร. ถูกดำเนินคดีอาญาแม้อัยการ ธ. จะมิได้เป็นเจ้าของ
สำนวนในคดีนั้นและจำเลยยังมิได้ให้เงินกันก็ตามก็ถือว่า ธ. เป็นเจ้าพนักงานที่จำเลยจะจูงใจให้
กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณแก่ ร. แล้ว การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบแห่งความผิด
ตาม ป.อ. มาตรา 143 แล้วความผิดฐานเรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สินเพื่อให้เจ้าพนักงาน
กระทำการตาม ป.อ. มาตรา 143 ไม่ใช่ความผิดต่อสาธารณชน แต่เป็นความผิดเกี่ยวกับรัฐโดยตรง
โจทก์ร่วมจึงมิใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย จึงไม่อาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้
3.2 ความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน (มาตรา 144) 20
บทบัญญัติ
มาตรา 144 ผู้ใดให้ ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานสมาชิก
สภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล เพื่อจูงใจให้กระทำการกระไม่
ทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าไม่เกินหนึ่งแสน
บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
องค์ประกอบความผิด
(1) ผู้ใด
(2) กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
(2.1) ให้
(2.2) ขอให้ หรือ
(2.3) รับว่าจะให้
(3) ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด
(4) แก่เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือ
(5) เจตนาธรรมดา
(6) เจตนาพิเศษ - เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วย
หน้าที่สมาชิกสภาเทศบาล
คำอธิบาย
ดำว่า "ให้" หมายถึง มอบโดยส่งหรือยื่นให้เพราะถูกเรียก ส่วนคำว่า "ขอให้"หมายถึง ขอมอบ
ให้โดยส่งหรือยื่นให้โดยไม่ได้ถูกเรียก และดำว่า "รับว่าจะให้" หมายถึง สัญญาว่าจะมอบให้ในอนาคต
ไม่ว่าจะถูกเรียกหรือไม่ก็ตาม
ความผิดสำเร็จทันทีที่ "ให้" "ขอให้" หรือ "รับว่าจะให้" กรณี "ให้" ความผิดสำเร็จการรับ ส่วนกรณี
"ขอให้" หรือ "รับว่าจะให้" ความผิดสำเร็จทันทีที่ "ขอให้" หรือ "แม้ว่าจะยังไม่ได้ยื่นทรัพย์หรือ
ประโยชน์ให้ หรือเจ้าพนักงานยังไม่ทันรับหรือยอมจะรับสินบนนั้น
ประเด็นสำคัญของความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานอยู่ที่เจตนาพิเศษ คือ เพื่อจูงใจให้กระทำ
การ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำ อันมิชอบด้วยหน้าที่ ซึ่งสามารถแยกพิจารณาออกเป็น 3
ข้อ ดังนี้
(1) เพื่อจูงใจให้กระทำการ อันมิชอบด้วยหน้าที่
(2) เพื่อจูงใจให้ไม่กระทำการ อันมิชอบด้วยหน้าที่
(3) เพื่อจูงใจให้ประวิงการกระทำ อันมิชอบด้วยหน้าที่
คำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง 21
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3096/2552
จำเลยทั้งสองไปติดต่อกับดาบตำรวจ ช. เพื่อขอให้ช่วยเหลือ พ. กับพวก โดยเปลี่ยน
ข้อหาจากเดิมข้อหาร่วมกันมีแมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเป็น
ข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเสนอให้เงิน 70,000
บาท ย่อมเป็นการกระทำที่มุ่งประสงค์ขอให้ทรัพย์สินเพื่อจูงใจให้ดาบตำรวจ ช. ไปดำเนินการให้
ผู้บังคับบัญชากระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ เมื่อพันตำรวจตรี ต. ผู้บังคับบัญชาของดาบตำรวจ
ช. ทราบความประสงค์ของจำเลยทั้งสองจากดาบตำรวจ ช. และวางแผนจับกุมโดยตอบตกลง
และนัดหมายให้นำเงินมอบให้ และจับกุมได้พร้อมเงินของกลาง จึงถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ขอให้
ทรัพย์สินแก่ดาบตำรวจ ช. และพันตำรวจตรี ต. เพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่อัน
เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 144
โจทก์ฟ้องว่า ดาบตำรวจ ช. ได้จับกุม พ. กับพวกในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้
โทษในประเภท 1 และควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน จำเลยทั้งสองให้ทรัพย์สินแก่ดาบตำรวจ
ช. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการปล่อยตัว พ. กับพวกซึ่งเป็นการกระทำอันมิชอบ
ด้วยหน้าที่ แต่ในทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยทั้งสองกระทำการเพื่อจูงใจให้ดาบตำรวจ ช.
ดำเนินการช่วยเหลือ พ. กับพวกโดยเปลี่ยนข้อหาให้เบาลง ก็มิใช่ข้อแตกต่างในสาระสำคัญ ทั้งนี้
เพราะไม่ว่าจะเป็นการให้ทรัพย์สินเพื่อจูงใจให้ปล่อยตัวหรือเปลี่ยนข้อหาก็ล้วนแต่เป็นการจูงใจให้
กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ซึ่งเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 144 เช่นเดียวกัน เมื่อจำเลย
มิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจที่จะลงโทษจำเลยทั้งสองตามที่พิจารณาได้ความนั้นได้ ตาม
ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1262/2547
การที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมผู้กระทำผิดมีหน้าที่ต้องเบิกความต่อศาลตามความสัจจริง
ในระหว่างเป็นพยานในคดีที่ผู้กระทำความผิดถูกฟ้อง เป็นหน้าที่อย่างเดียวกับประชาชนทั่วไปหา
ใช่เป็นหน้าที่โดยตรงอันสืบเนื่องมาจากที่เป็นเจ้าพนักงานผู้จับกุมผู้กระทำความผิดไม่ หน้าที่ที่
ต้องเบิกความตามความสัจจริงจึงไม่เป็นการกระทำการในหน้าที่ของเจ้าพนักงานโดยเฉพาะ แม้
จำเลยจะให้และรับว่าจะให้เงินแก่ร้อยตำรวจโท ท. กับพวก เพื่อจูงใจเจ้าพนักงานดังกล่าวเบิก
ความผิดไปจากความจริง ก็ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144
4. ความผิดเกี่ยวกับการทำให้เข้าใจว่าตนเป็นเจ้าพนักงาน 22
4.1 ความผิดฐานแสดงตนและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน (มาตรา 145)
บทบัญญัติ
มาตรา 145 ผู้ใดแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน และกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน โดยตนเอง
มิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกิน
สองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เจ้าพนักงานผู้ใดได้รับคำสั่งมิให้ปฏิบัติการตามตำแหน่งหน้าที่ต่อไปแล้ว ยังฝ่าฝืนกระทำ
การใด ๆ ในตำแหน่งหน้าที่นั้น ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้ในวรรคแรกดุจกัน
องค์ประกอบความผิดตามวรรคแรก
(1) ผู้ใด
(2) แสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน
(3) กระทำการเป็นเจ้าพนักงาน
(4) โดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น
(5) เจตนาธรรมดา
องค์ประกอบความผิดตามวรรคสอง
(1) ผู้ใด
(2) เป็นเจ้าพนักงาน
(3) ได้รับคำสั่งมิให้ปฏิบัติการตามตำแหน่งหน้าที่ต่อไปแล้ว
(4) ยังฝ่าฝืนกระทำการใดในตำแหน่งหน้าที่นั้น
(5) เจตนาธรรมดา
คำอธิบายความผิดตามวรรคแรก
"แสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน" หมายถึง ทำให้ปรากฎว่าตนเป็นเจ้าพนักงาน
ผู้กระทำจะต้องกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน ซึ่งหมายถึง กระทำการเยี่ยงเจ้าพนักงานซึ่ง
ปฏิบัติการตามหน้าที่ โดยผู้กระทำมิได้เป็นเจ้าพนักงาน
คำอธิบายความผิดตามวรรคสอง
ผู้กระทำตามวรรคสองเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ แต่ได้รับคำสั่งมิให้ปฏิบัติการตาม
ตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งมิใช่ดำสั่งเป็นรายครั้งหรือรายกรณี แด่เป็นการให้หยุดปฏิบัติการไปจนกว่า
จะมีคำสั่งให้กลับมาปฏิบัติการตามตำแหน่งหน้าที่นั้นอีก เมื่อถูกสั่งห้ามเช่นนี้ก็ไม่มีอำนาจ
ปฏิบัติการตามตำแหน่งหน้าที่อีกต่อไป แต่ถ้าผู้นั้นยังฝ่าฝืนกระทำการตามตำแหน่งหน้าที่ที่ถูก
สั่งห้ามต่อไปอีก
คำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง 23
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1394/2514
จำเลยเป็นพนักงานตีตราไม้ ไม่ใช่พนักงานป่าไม้ผู้มีอำนาจจับกุมผู้กระทำผิดตามพระราช
บัญญัติป่าไม้ จำเลยได้แสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานป่าไม้ผู้มีอำนาจจับกุม แล้วได้ทำการจับกุมผู้เสีย
หายในเรื่องไม้ที่ผู้เสียหายมีไว้ในครอบครองและยังเรียกเงินจากผู้เสียหายด้วยการกระทำของจำเลย
ย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2099/2527
จำเลยไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานตำรวจ แต่แต่งกายดังที่เจ้าพนักงานตำรวจนอกเครื่องแบบแต่งกันตาม
ปกติ โดยนุ่งกางเกงสีกากี สวมเสื้อคอกลมขาว คาดเข็มขัดหนังยืนให้สัญญาณรถยนต์บรรทุกที่ผ่านไปมาให้
หยุดรถเพื่อตรวจตรงจุดที่รถยนต์ตำรวจทางหลวงจอดอยู่เป็นประจำ อันทำให้บุคคลทั่วไปอาจเข้าใจได้ว่า
จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ในการเรียกตรวจรถแต่ละครั้งจำเลยแสดงให้เป็นที่เข้าใจได้ว่าได้รับเงินจาก
พวกคนขับรถยนต์บรรทุกพฤติการณ์ของจำเลยฟังได้ว่า จำเลยแสดงตนและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน
ตำรวจทางหลวงจำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145
24
4.2 ความผิดฐานสวมเครื่องแบบหรือใชัยศหรือตำแหน่งโดยไม่มีสิทธิ(มาตรา 146)
บทบัญญัติ
มาตรา 146 ผู้ใดไม่มีสิทธิที่จะสามเ ครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงาน
สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรู้ สมาชิกลภาลังหวัดหรือสมาชิกสถาเทศบาล หรือไม่มีสิทธิไช้ยศ
ตำแหน่งเครื่องรารอิตริบากรณ์หรือสิ่งที่หมายถึงเครื่องราชอิสริบากรณ์ กระทำการเช่นนั้นพื่อให้
บุคคลนเชื่อว่าตนมีสิทธิ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำ
ทั้งปรับ
องค์ประกอบความผิด
(1) ผู้ได
(2) ไม่มีสิทธิกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใตต่อไปนี้
(2.1) ไม่มีสิทธิที่จะสวมเครื่องแบบหรือประดับเดรื่องหมายของเจ้าพนัางานสมาชีกสภา
นิตํบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทตบาล หรือ
(2.2) ไม่มีสิทธิใช้ยศ ตำแหน่ง เครื่องราชอิสริยาภรณ์ หรือสิ่งที่หมายถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์
(3) กระทำการเช่นนั้น
(1) เจคนาธรรมดา
(2) เจตนาพิเศษ - เพื่อให้บุดคลอื่นเชื่อว่าดนมีสิทธิ
คำอธิบาย
"ยศ" หมายถึง เครื่องกำหนดฐานะหรือชั้นของเจ้าพนักงานโดยเฉพาะทหารหรือตำรวจ
"ตำแหน่ง" หมายถึง หน้าที่ทางราชการ เช่น พนักงานสอบสวน เจ้าพนักงานสรรพสามิต เจ้า
พนักงานป่าไม้ เป็นต้น
"เครื่องราชอิสริยาภรณ์" หมายถึง เครื่องหมายแสดงเกียรติยศและบำเหน็จความชอบที่พระ
มหากษัตริย์ทรงสร้างหรือโปรดให้สร้างขึ้นสำหรับพระราชทานเป็นบำเหน็จความชอบแก่ข้าราชการ
ส่วนพระองค์
"สิ่งที่หมายถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์" หมายถึง สิ่งที่มิใช่ตัวเครื่องราชอิสริยาภรณ์แต่เป็น
สัญลักษณ์แทนเครื่องราซอิสริยาภรณ์ผู้สวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมาย หรือใช้ยศ ตำแหน่ง
เครื่องราชอิสริยาภรณ์
คำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง 25
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8621/2553
โจทก์บรรยายฟ้องว่า "...จำเลย...ไม่มีสิทธิใช้คำนำหน้านามของตนเองว่าคุณหญิง ได้บังอาจ
แสดงตัวอวดอ้าง... ว่าตนเองเป็นคุณหญิงได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ทั้งนี้เพื่อให้
บุคคลอื่นหลงเชื่อ..." เป็นการบรรยายให้เห็นว่าจำเลยไม่มีสิทธิใช้คำนำหน้าชื่อตนเองว่าคุณหญิง
ซึ่งเป็นสิ่งที่หมายถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และกระทำการเช่นนั้นเพื่อให้บุคคลอื่นหลงเชื่อว่าตนมี
สิทธิ ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 146 แล้ว จำเลยแต่งกายประดับเครื่องราช
อิสริยาภรณ์ ซึ่งตนไม่มีสิทธิแล้วถ่ายรูปไว้ถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ไม่มีสิทธิใช้เครื่องราชอิสริยาภรณ์
กระทำเช่นนั้นแล้ว ส่วนเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิหรือไม่เป็นเจตนาภายในจิตใจของจำเลย
การที่จำเลยถ่ายรูปขนาด 20 นิ้ว คูณ 24 นิ้ว ติดไว้ในห้องรับแขกซึ่งไม่ใช่ที่ลับ แสดงว่าประสงค์
ให้ผู้อื่นมาเห็นและต้องการให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีสิทธิใช้เครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามรูปถ่ายดังกล่าวจึงเป็น
ความผิดตามมาตรา 146
บรรณานุกรม ค
คณพล จันทร์หอม. (2565). คำอธิบายกฎหมายอาญา ภาคความผิด. พิมพ์ครั้งที่ 5
กรุงเทพฯ : วิญญูชน
สำนักงานกฎหมายนพนภัส. (2018). "ประมวลกฎหมายอาญา" (ออนไลน์).
สืบค้นจากhttps://www.xn.com/ [14 กันยายน 2565]
ฎีกา. (2017). "คำพิพากษาศาลฎีกา" (ออนไลน์). สืบค้นจากhttps://deka.in.th/
[14 กันยายน 2565]