The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ประวัติศาสนาพุทธ (1)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aonncc1234, 2021-12-14 01:04:40

ประวัติศาสนาพุทธ (1)

ประวัติศาสนาพุทธ (1)

พระพุทธศาสนา

ประวัติความเป็นมา

พระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นศาสดาของพระพุทธศาสนา ทรงมีพระนาม
เดิมว่า "สิทธัตถะ" เป็นพระราชโอรสในพระเจ้าสุทโธทนะ และ
พระนางสิริมหามายา ปกครองกรุงกบิลพัสถุ์ ทรงประสูติเมื่อวัน
เพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน6 ปีจอ เวลาใกล้เที่ยง ก่อนพุทธศักราช 80
ปี วันที่ 3 นับจากพระประสูติกาล อสิตดาบสได้พยากรณ์ เป็น 2
ทาง คือ ถ้าพระราชโอรสทรงดำรงอยู่ในเพศฆราวาส จักได้เป็น
จักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ในโลก แต่ถ้าพระราชโอรสเสด็จออกผนวช
จักได้เป็นศาสดาเอกของโลก พระนางสิริมหามายาเสด้จทิวงคต
เมื่อเจ้าชายสิธถะมีพระชนมายุได้ 7 วัน เจ้าชายสิทธัตถะจึงยู่ใน
ความอุปการะเลี้ยงดูของพระนางปชาบดีโคตมี ซึ่งเป็นพระมา
ตุฉา

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะมีพระชนมายุได้ 16 พรรษา พระเจ้าสุทโธทนะทรง
สร้างปราสาท 3 หลัง เพื่อประทับใน 3 ฤดู และทรงสู่ขอพระนางยโสธรา
หรือพิมพา ให้อภิเษกสมรสด้วย หลังจากอภิเษกสมรสจนมีพระชนมายุได้
29 พรรษา จึงมีโอรสพระนามว่า "ราหุล" ต่อมาเจ้าชายสิทธัตถะทรงเบื่อ
หน่ายในชีวิตโลกียสุข เมื่อทรงได้พบเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และ
นักบวช ทำให้ทรงครุ่นคิดหาทางที่จะช่วยให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์
ดังนั้นวันประพสูติของพระโอรส "ราหุล" พร้อมกับนายฉันนะที่ทำหน้าที่
เป็นสารถี

พระสิทธัตถะทรงบำเพ็ญเพียรอย่างแรงกล้าที่เรียกว่า "ทุกกรกิริยา"ใน 3 วาระ

วาระที่ 1 : ทรงกัดพระทนต์ด้วยพระทนต์
วาระที่ 2 : ทรงกลั้นลมหายใจ
วาระที่ 3 : ทรงอดพระกายาหาร

พระองค์ทรงพิจารณาบททบทวนแล้วเห็นว่า การบำเพ็ญทุกกรกิริยาบทนั้นมิใช่หนทาง
แห่งการดับทุกข์ พระองค์จึงเลิกปฏิบัติ กลับมาเสวยพระกายาหารตามเดิม แล้วจึงทรง
บำเพ็ญเพียรทางจิตต่อไป

ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ก่อนพุทธศักราช 45 ปี พระองค์ทรงบรรลุพระสัมมา
สัมโพธิญาณเป็นพระอรหันต์ สัมมาสัมพุทธะในปัจฉิมยามแห่งราตีนั้น หลังจากตรัสรู้แล้ว
พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปเทศน์โปรดบุคคลกลุ่มแรก คือ ปัญจวัคคีย์ ทรงแสดง
พระธรรมเทศนาที่เรียกว่า "ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร" หลังจากการแสดงธรรมจบลง "โกณ
ฑัญญะ" หัวหน้าปัญจวัคคีย์ได้ดวงตาเห็นธรรม ทูลขอบวชเป็นพระสาวกรูปแรก ต่อมา
วัปปะภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิได้ดวงตาเห็นธรรมและขอบวช ทั้ง 5 รูป

พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาอยู่เป็นเวลา 45 ปี จนกระทั่งพระศาสนาเจริญ
มั่นคง เป็นที่พึ่งทางใจของประชาชนเป็นจำนวนมาก พระองค์ก้เสด้จดับขันธปรินิพพาน
ณ สาวลวดนทยานของเหล่ามัลลกษัตริย์ กรุงกุสินารา เมื่อวันเพ็ญเดือนวิสาขะ (เดือน 6 )
พระชนมายุ 80 พรรษา

คัมภีร์

ในสมัยพระพุทธกาลยังไม่มีคัมภีร์คำสอนของพระพุทธศาสนา มีเพียงคำสอนที่เรียก
ว่า "พระธรรมวินัย" ได้มีการทำสังคยานาครั้งที่ 1 แลัวจัดระเบียบพระธรรมวินัยเป็น
หมวดหมู่เพื่อความสะดวกในการจดจำเรียกว่า "พระไตรปิฎก" จนกระทั่งถึงการทำ
สังคยานาครั้งที่ 5 ได้มีการจารึกพระธรรมคำสั่งสอนเป็นลายลักษณ์อักษร
ภาษาบาลีจำนวน 45 เล่ม แบ่งเป็น 3 หมวด คือ

พระวินัยปิฎก คือ ศีลของพระภิกษุ 227 ข้อ และศีลของภิกษุณี 311 ข้อ

พระสุตตันตปิฎก คือ คำเทศนาสั้งสอนของพระพุทธเจ้าและสาวก

พระอภิธรรมปิฎก คือ การกล่าวถึงหลักธรรมชั้นสูงของพระพุทธศาสนา

นิกาย

หลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว พระสงฆ์เป็นสาวกของพระพุทธศาสนาได้มี
ความคิดเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับพระธรรมและวินัย จนกระทั่งจำแนกออกเป็นหลายนิกาย จน
เกิดขึ้นถึง 18 นิกาย แต่ปุจจุบันนิกายใหญ่ๆ ในพระพุทธศาสนามีเหลืออยู่ 2 นิกาย ดังนี้

นิกายเถรวาทหรือนิกายหีนยาน นิกายอาจริยาวาทหรือนิกายมหายาน

นิกายดั้งเดิมที่เก่าแก่ที่สุด ยึดถือพระธรรมวินัย พระธรรมวินัยแก้ไขได้ตามความจำเป็น พระธรรมและวินัยใดที่
เดิมอย่างเคร่งครัด มีผู้นับถือมากในประเทสศรี ไม่เหมาะสมกับกาลเวลาและสถานการณ์ให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงได้
ลังกา เมียนมา ไทย กัมพูชา และลาว มีผู้นับถือมากในประเมสจีน เกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนาม และเขต
ปกครองตนเองทิเบตของจีน

หลักธรรม

หลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนามีมากมายและละเอียดทุกแง่ทุกมุม
แต่แท้ที่จริงแล้วหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามีอยู่เรื่องเดียว คือ
สอนแนวทางดับทุกข์หรือแก้ปัญหาชีวิตได้

อริยสัจ 4 ส่วนหลักธรรมอื่นที่มีมากมายนั้นเป็นรายละเอียดของอริยสัจ 4 ทั้งสิ้น

ทุกข์ หมายถึง ความทุกข์หรือปัญหาของชีวิตทั้งหมด

สมุทัย หมายถึง เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์

นิโรธ หมายถึง ความดับทุกข์ที่เกิดจากการขจัดความยาก

มรรค หมายถึง ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

พิธีกรรม

แบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 2 ประเภท ดังนี้
1.พิธีกรรมที่เป็นพุทธบัญญัติ ได้แก่ พิธีบรรพชา พิธีอุปสมบท พิธีเข้าพรรษา
พิธีปวารณา พิธีแสดงอาบัติ พิธีกรานกฐิน พิธีสวดปาติโมกข์ พิธีระงับอธิกรณ์
ตัวอย่างเช่น

พิธีบรรพชา แปลตามศัพท์ว่า "เว้นทั่ว เว้นโดยสิ้นเชิง" อันหมายถึงเว้นจาก
พฤติกรรมต่างๆ ที่เคยทำขณะเป็นฆราวาส และหันมาดำเนินชีวิตตามหลัก
อริยมรรคเพื่อบรรลถุภาวะแห่งความหลุดพ้น
แต่เดิมนั้น บรรพชา หมายถึง การบวชทั่วไป ผู้ถือบรรพชา เรียกว่า "บรรพชิต"
ต่อมาตวามหมายของบรรพชาเปลี่ยนไป กลายเป็นเฉพาะการบวชเป็นสามเณร
เพียงอย่างเดียว

พิธีการบรรพชานั้น เมื่อปลงผมโกนหนวดแล้วผู้บรรพชานำดอกไม้ธูปเทียนและ
เครื่องบริขารไปหาพระอุปัชฌาย์ แล้วกล่าวคำบรรพชาพร้อมทั้งถวายดอกไม้ธูป
เทียนและเครื่องบริขารพระอุปัชฌาย์รับเครื่องบริขารและโอวาทการปฏิบัติตน
แล้วคืนผ้าให้ไปครอง ผู้บรรพชาเมื่อรับผ้าไปครองเรียบร้อยแล้ว จึงกลับเข้าไป
หาพระอุปัชฌาย์เพื่อรับไตรสรณคมน์ พระอุปชฌาย์ให้ศีล 10 ข้อ
และไตรสรณคมน์ คือ ให้ยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงค์ เป็นที่พึ่งสำหรับสาม
เรรเป็นอันเสร็จพิธี

2.พิธีกรรมเกี่ยวกับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและสังคม

เช่น วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา และวันออกพรรษา

สมาชิกกลุ่มที่3

1.นายโภคิน ยิ้มแย้ม เลขที่5
2.นายเสฐียรพงษ์ บริสุทธิ์ เลขที่15
3.น.ส.ชญาภรณ์ เพ่งผล เลขที่28
4.น.ส.ณัฏฐ์ศศิ เเก้วมีศรี เลขที่29
5.น.ส.นิลณี อย่างใจนึก เลขที่31
6.น.ส.ปาริชาติ หอมสง่า เลขที่33
7.น.ส.สาวิตรี ย้อยดำ เลขที่37
8.น.ส.อัญชลีพร ชาติตำนาน เลขที่38


Click to View FlipBook Version