การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านจับใจความสาคญั
ของนกั เรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 1 โรงเรียนธดิ าแมพ่ ระ
จังหวดั สุราษฎร์ธานี
โดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะการอ่านจับใจความสาคัญ
นางรพนิ ทน์ ิภา พรหมจรรย์
โรงเรียนธิดาแม่พระ
ปีการศึกษา 2564
กิตติกรรมประกาศ
การศึกษาการทาวิจัยในช้ันเรียนฉบับน้ีเป็นการวิจัยเร่ืองการพัฒนาความสามารถด้านการ
อ่านจับใจความสาคัญ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนธิดาแม่พระ จังหวัดสุราษฎร์
ธานี โดยใช้แบบฝึกทักษะการอา่ นจับใจความสาคญั ประจาปีการศึกษา 2564
การทาวิจัยในครั้งน้ีเสร็จสมบรูณ์ได้ด้วยความอนุเคราะห์เป็นอย่างดียิ่งจากอธิการโรงเรียน
ธดิ าแม่พระ ซิสเตอร์สายสดุ า กิจประยูร ท่ีกรุณาให้คาแนะนา ขอขอบพระคุณไว้เป็น
อย่างสูง ณ โอกาสนี้
ผู้วิจยั ขอขอบพระคุณผู้ชว่ ยผู้อานวยการฝ่ายวิชาการและผู้รบั ผิดชอบโครงการวิจัยท่ีให้ความ
ช่วยเหลือและเอ้ืออานวยความสะดวกด้วยดีเสมอมา และประโยชน์อันพึงมีจากงานวิจัยในคร้ัง
ผู้วิจยั ขอมอบให้เป็นกตญั ญู กตเวทติ า ตอ่ คณุ บดิ า มารดา ครูอาจารย์ ตลอดไป
นางรพินทน์ ภิ า พรหมจรรย์
3 กมุ ภาพันธ์ 2565
สารบัญ หนา้
เรือ่ ง 1
บทคัดย่อ 1
กิตติกรรมประกาศ 5
บทท่ี 1 บทนา 6
6
ท่มี าและความสาคัญ 7
วัตถปุ ระสงค์ของวิจัย 7
สมมตุ ฐิ านของการวจิ ัย 10
ขอบเขตของการศึกษาวิจยั 10
นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ 10
ประโยชนท์ ค่ี าดว่าจะได้รับ 12
บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจยั ทเ่ี กีย่ วขอ้ ง 13
แนวคดิ ท่เี กย่ี วข้องกบั การอา่ น 15
ความหมายของการอา่ น 15
ความสาคญั ของการอา่ น 16
ลกั ษณะของกระบวนการอ่าน 20
ความหมายของการอา่ นจบั ใจความ 21
ประโยชนข์ องการอ่านจับใจความ 22
หลักการอา่ นจับใจความ 23
วิธีอ่านจบั ใจความ 23
ความหมายของคาประพันธ์ 24
ประเภทของคาประพันธ์ 25
ลักษณะของคาประพนั ธ์ประเภทกลอน 26
หลักนยิ ามทว่ั ไปของกลอน
ความหมายของแบบฝึก
ความสาคญั ของแบบฝึก
ประโยชนข์ องแบบฝึก
สารบญั (ตอ่ ) หนา้
เรือ่ ง 27
28
งานวิจัยในประเทศ 29
งานวิจัยตา่ งประเทศ 29
บทท่ี 3 วธิ ีดาเนนิ การศกึ ษาคน้ ควา้ 30
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 30
เครอ่ื งมือทใ่ี ช้ดาเนนิ การวิจัย 33
การสร้างและหาคณุ ภาพเครอ่ื งมือท่ใี ช้ในการวิจัย 33
ระยะเวลาในการดาเนินการศึกษา 34
การดาเนินการทดลอง 36
การวเิ คราะห์ข้อมลู และสถิตทิ ่ใี ช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 36
บทท่ี 4 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู 36
สัญลกั ษณ์ท่ใี ช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 43
ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู 43
บทท่ี 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 43
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 44
เครอ่ื งมือท่ใี ช้ในการวิจัย
การสร้างและหาคุณภาพเครอ่ื งมือท่ใี ช้ในการวิจัย 47
การดาเนินการทดลอง 47
สรุปผลการวจิ ยั 47
การอภิปรายผลการวิจยั 48
ขอ้ เสนอแนะ
บรรณานกุ รม
หวั ขอ้ งานวจิ ัย บทคดั ย่อ
การพัฒนาความสามารถด้านการอา่ นจับใจความสาคัญ
ผู้วจิ ยั ของนกั เรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนธิดาแมพ่ ระ
กล่มุ สาระการเรียนรู้ จังหวดั สรุ าษฎร์ธานี โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจบั ใจความ
ปีการศกึ ษา สาคญั
นางรพินทน์ ภิ า พรหมจรรย์
วิชาภาษาไทย
2564
การศึกษาค้นคว้าในคร้ังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสามารถด้านการอ่านจับใจความสาคัญคา
ประพันธ์ประเภทกลอน สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ขาดทักษะในการอ่านจับใจความสาคัญคา
ประพันธ์ประเภทกลอน และเพื่อหาความพึงพอใจตอ่ การใชแ้ บบฝึกทกั ษะการอา่ นจบั ใจความสาคัญคาประพันธ์
ประเภทกลอนในการอ่านจับใจความสาคัญคาประพันธ์ประเภทกลอนของนักเรียน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่
1 โรงเรียนธิดาแมพ่ ระ จังหวดั สุราษฎร์ธานกี ่อน และหลังจากการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความสาคัญคา
ประพนั ธ์ประเภทกลอนโดยใช้แบบฝกึ ทักษะการอา่ นจบั ใจความสาคัญคาประพันธ์ประเภทกลอน
ผู้วิจัยได้ทาการสร้างแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความสาคัญคาประพันธ์ประเภทกลอน ซึ่งได้
นาไปทดลองกับกลุ่มตัวอย่างซึง่ เป็นนักเรียนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนธิดาแม่พระ จังหวัด
สุราษฎรธ์ านี ปีการศึกษา 2564 โดยทดลองกบั กลุ่มตวั อย่างทีไ่ ด้มาจากการสุ่มแบบงา่ ย
ผลการศกึ ษาพบว่า
1. ความสามารถในการอ่านจับใจความสาคัญคาประพันธ์ประเภทกลอน ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษา
ปีที่ 1 หลังจากที่ได้รับฝึกทักษะโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสาคัญคาประพันธ์ประเภทกลอน
มากกว่าก่อนใช้อย่างมนี ยั สาคญั ทางสถิติทีร่ ะดับนัยสาคัญ .05 ซึ่งเปน็ ไปตามสมมุตฐิ าน
2. ระดับความพึงพอใจที่มีต่อการใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะการอ่านจับใจความคาประพนั ธ์ประเภทกลอนอยู่ใน
ระดบั มากทีส่ ดุ 8 ข้อ และ ระดับมาก 2 หัวข้อ โดยสรุปอยู่ในระดบั ดีมาก
บทที่ 1
บทนา
ความสาคัญของปญั หา
ภาษาเป็นสิ่งที่มีความสาคัญต่อการดาเนินชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์ในโลกล้วนใช้ภาษาในการ
ติดตอ่ สือ่ สารกัน สชุ าติ พงษ์พานชิ ( 2546, หน้า 3) กล่าวว่า “ภาษาคือเครือ่ งมอื ที่มนุษย์ใช้สื่อสารทาความ
เข้าใจซึ่งกันและกัน ” อมรา ประสิทธิ์สินธ์ุ ( 2542, หน้า 1) กล่าวว่า “ภาษาเป็นสมบัติของมนุษย์ เป็น
เครื่องมือที่ใชส้ ือ่ สารกนั ”
ดังที่ได้มีผู้กล่าวมา ภาษา คือ เคร่ืองมือที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจเป็นอัน
เดียวกนั มนษุ ย์ทกุ แหง่ ในโลกล้วนแตใ่ ช้ภาษาในการตดิ ต่อสอ่ื สาร ดังน้ันภาษาจงึ มคี วามสาคัญต่อการดาเนินชีวิต
เพราะมนุษย์เป็นสตั ว์สงั คม หากขาดภาษาก็ไม่สามารถดาเนินชีวิตต่อไปได้
กระทรวงวิชาการ ( 2545, หน้า 9) ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาไทย ผู้เรียนต้องมี
ความสามารถในการใช้ภาษาในการสื่อสารได้เป็นอย่างดี สามารถอ่าน เขียน ฟัง ดู และพูดได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผล และคิดอย่างเป็นระบบ มีนิสัยรักการอ่าน การเขียน
การแสวงหาความรู้ ใช้ภาษาในการพัฒนาตน และสร้างสรรคง์ านอาชีพ ตลอดจนตระหนักในวัฒนธรรมการใช้
ภาษาและความเป็นไทย มีความภูมิใจและชื่นชมในวรรณคดีและวรรณกรรม ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของคนไทย
สามารถนาทักษะทางภาษามาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และถูกต้องตามสภาพการณ์และ
บุคคล อีกทั้งเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี และสร้างความสามัคคี ภูมิใจในความเป็นไทย มีคุณธรรม จริยธรรม
วิสยั ทศั นท์ ี่กว้างไกล และลกึ ซึง้
ดังนน้ั การจัดการเรยี นการสอนภาษาไทยจาเปน็ ต้องมุ่งเน้นให้ผู้เรยี นมีทักษะทั้ง 4 ด้าน คือ การฟงั
การพูด การอ่าน และการเขียนอย่างสมั พันธ์กนั เรียนรู้เรอ่ื งตา่ งๆ อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถอ่านออกเสียง
และอ่านในใจเรอ่ื งราวต่างๆได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ เน้นการอ่านได้รวดเร็ว ตามเวลาที่กาหนด อธิบาย
ซกั ถามรายละเอียด ความคิดเหน็ ตลอดจนใจความสาคัญและนัยของข้อความและเร่อื งทีอ่ ่าน เพื่อให้มคี วามรู้
เกีย่ วกับหลกั เกณฑ์ในการอ่าน มีทกั ษะในการอ่านในใจ และอ่านออกเสียงได้ถูกต้องคล่องแคล่ว รวดเรว็
สามารถถ่ายทอดอารมณ์ และความรสู้ ึกจากเร่อื งราวทีอ่ า่ นได้ สามารถจบั ใจความสาคัญ คิดเชิงวิจารณ์และ
วิเคราะหใ์ จความสาคัญ ปฏิบัติตนจนเปน็ นิสัยที่ดใี นการอ่านหนังสอื และรกั การอ่าน
วรรณี โสมประยูร (2539, หนา้ 9) กล่าวว่า จดุ มงุ่ หมายของการเรยี นการสอนภาษาไทย เน้น
การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน แต่กิจกรรมการอ่านและการเขียนก็มีความสาคัญต่อการเรียนของ
นักเรียนเป็นอย่างยิง่ เพราะนกั เรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่เปน็ จะทาให้การเรียนวิชาอืน่ ล้มเหลวไปด้วย การอ่าน
จงึ มคี วามสาคญั ดงั นน้ั การอา่ นเปน็ ทักษะที่สาคัญมาก เพราะจะนาไปสู่การพัฒนาทกั ษะด้านอื่นๆ ซึ่งจะเปน็
ประโยชน์ตอ่ ตนเองและต่อสงั คมส่วนรวมได้ สอดคล้องกบั บันลือ พฤกษะวัน (2534, หนา้ 1) ได้กล่าวไว้
ว่า หัวใจของการเขียนภาษาอยู่ทีก่ ารอ่าน และการอ่านมคี วามสาคญั นอกเหนอื จากหัวใจสาคัญในการพัฒนา
ทกั ษะทางภาษา แต่เม่อื ทักษะทางภาษาน้ัน เป็นเสมือนแก้วสารพดั นึกในการเรียนรู้ ครูและผบู้ ริหารในระดบั
ประถมศึกษาจะต้องมงุ่ พฒั นาการสอนให้นกั เรียนมุ่งอา่ นเปน็ และ ฤดีมน ปรีดสี นิท (2530, หน้า 7) ได้กล่าว
ไว้วา่ ในด้านการสอนอ่านในโรงเรียนต่างๆ เท่าที่เปน็ อยู่ ปรากฏว่าผสู้ อนจะประสบปญั หาอย่างมาก คือ ไม่
ทราบว่าจะใช้วธิ ีสอนแบบใด จึงจะช่วยใหเ้ ดก็ อ่านหนังสอื ได้อย่างคล่องแคล่ว มีหลกั การในการสะกดต่างๆ ที่
ถกู ต้องและมีผลสัมฤทธิ์ในการอา่ นสูง
ฉวีลักษณ์ บุณยะกาญจน์ (2526, หน้า 5) มีความเห็นว่า การอ่านเปรียบเสมือนกุญแจไขความรู้
ซึ่งถ้าได้นาความรู้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหาให้กับสังคม สังคมก็พัฒนาเพิ่มมากขึ้น เพราะถ้าสังคม
ใดมีพลเมืองที่มีประสิทธิภาพในการอ่านมาก สังคมน้ันก็จะมีความเจริญมากยิ่งขึ้น ซึ่งได้สอดคล้องกับ รัศมี
บุญญสิทธิ์ (2530, หน้า 5) ที่เห็นว่าทุกคนจะตระหนักถึงความสาคัญของความเข้าใจในการอ่าน แต่ปัญหา
สาคัญในการอ่าน คือนักเรียนขาดความเข้าใจในเร่ืองที่อ่านหรือเข้าใจช้า จับใจความสาคัญของเร่ืองไม่ได้
ตีความไม่เป็น ซึ่งจะเป็นปัญหาในการตีโจทย์เลข และวิชาอื่นๆต่อไป ซึ่งความคิดเห็นนี้มีความสัมพันธ์กับ เวียง
ชัย แสนสกุล (2539, หน้า 6) กล่าวไว้ว่า การอ่านเป็นรากฐานของการเรียนวิชาต่างๆ ทุกวิชาความสามารถ
ในการอ่านมคี วามสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ในการเรียนวิชาอื่นๆ ให้ดีด้วย ครูและผู้ปกครองจะสนใจความก้าวหน้า
ในการเรียนการอา่ นของเด็ก มากกว่าทกั ษะอื่น ๆ เพราะเปน็ สิง่ ที่ยอมรบั กันโดยทว่ั ไปว่าความสาเร็จในการเรียน
ของเด็กน้ัน ขึน้ อยู่กับความสามารถในการอา่ น
ดังที่ได้มผี ทู้ ี่ให้ความสาคญั ของการเรียนการสอนภาษาไทย สง่ิ แรกทีค่ รูตอ้ งทาการเร่งพัฒนาให้นักเรียน
เกิดทักษะการอ่าน เพราะการเรียนรู้ที่ดี ใช้ภาษาได้อย่างสมบูรณ์ ก็จาเป็นต้อง อ่านเป็น อ่านได้ สุภาพร
อินทร์หอม (2546, หนา้ 1 อ้างใน บันลือ 2532 : 1) แตก่ ารดี อ่านได้น้ัน นอกจากเราจะรับสารเข้าไปแล้ว
ยงั ต้องสามารถตีความหมายหรือจับใจความสาคัญของสารทีเ่ รารบั ด้วย ดงั น้ีเราเรียกว่าการอา่ นจบั ใจความ
สชุ าติ พงษ์พานชิ ( 2546, หน้า 1) กล่าวว่า “การอา่ นเป็นทกั ษะที่สาคัญทางภาษา เป็นกระบวนการ
ในการค้นหาความหมายในสิ่งที่อ่านเพื่อให้ได้ความรู้ ความคิด หรือความบันเทิง เป็นการขยายประสบการณ์ที่
ลงทุนน้อยแต่ได้รับประโยชน์มากมาย ทั้งยังฝึกให้เป็นผู้มีจินตนาการ เพราะจะต้องแปลสัญลักษณ์ออกมาเป็น
ความหมาย ท้ังในรปู นามปธธรรมและรูปธรรม ผู้ที่อ่านมากย่อมมีความรู้และโลกทัศน์ที่กว้างขวาง แต่อย่างไร
ก็ตามจะต้องเลือกเอกสารที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องและให้เกิดความคิดที่ดี ท้ังผู้อ่านต้องรู้จักคิดและอย่าเชื่อทุกเร่ือง
ทีอ่ า่ น และรู้จกั เชือ่ มโยงความรู้ จากเรอ่ื งหนึ่งไปยงั อีกเรื่องหนึ่ง หากอ่านแล้วไม่เข้าใจควรศึกษาข้อมูลแวดล้อม
หรอื ไตรถามผู้รู้ ”
เนาวรัตน์ แตงยิ้ม (2541, หน้า 61 – 62) การอ่านเป็นทักษะหนึ่งที่สาคัญ สืบเน่ืองจากความ
เจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทาให้มนุษย์รู้จักค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอเพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่
เกิดขึ้น ดังน้ันผู้ที่มีนิสัยรักการอ่านย่อมเป็นผู้ที่มีความรู้อย่างกว้างขวาง และสามารถนาความรู้ไปพัฒนา
ทางด้านสติปัญญา อารมณ์ และสังคมให้ดีขึ้น การอ่านจึงมีประโยชน์ต่อชีวิตประจาวันเป็นอย่างมาก เพราะ
นอกจากจะได้รับความรู้แล้ว ยังทาให้เกิดความบันเทิงทางด้านจิตใจอีกด้วย นอกจากนี้ การอ่านยังสามารถ
ช่วยใหร้ ู้ขา่ วสารขอ้ เท็จจริงต่างๆที่เกิดขึ้น เพื่อนาความรู้ที่ได้ไปปรับปรุงการดาเนินชีวิตของตน ด้วยเหตุนี้ วิธีที่
จะทาให้บุคคลปรับตัวให้ทันกับความเจริญของสังคม คือ การอ่านที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งหมายถึงการอ่านด้วย
ความรวดเร็ว เข้าใจสิง่ ทีอ่ ่านได้อย่างถูกต้อง ผู้ที่อ่านอย่างรวดเร็วจึงสามารถตักตวงความรู้ได้มากกว่าผู้อ่านที่
มีสมรรถภาพการอา่ นต่า
ฉวีวรรณ คูหาภินันท์ ( 2542, หน้า 3-6) การอ่านยังมีความสาคัญต่อการพัฒนาอาชีพ การศึกษา
และเป็นหัวใจของการเรียนการสอน การอ่านมีความจาเป็นต้องฝึกให้มีความชานาญ เพื่อที่จะได้สะสม
ประสบการณใ์ ห้เกิดความคิดที่กว้างขวางและเข้าใจเร่ืองที่อ่านอย่างรวดเร็วถูกต้อง การอ่านเป็นประจาช่วยลับ
สมองและความคิดให้เฉียบแหลม ในขณะเดียวกันคนที่อ่านหนังสือไม่ได้ หรือไม่อ่าน จะมีความลาบากมากใน
การดารงชีวิตอยู่ในโลกนี้อย่างมีความสุข ถูกเอารัดเอาเปรียบต่างๆ นานา การอ่านจึงมีความจาเป็นสาหรับ
คนทุกคนและเป็นกุญแจไขไปสู่ความสาเรจ็
กระทรวงวิชาการ (2546, หน้า 188) การอ่านที่ดีและมีประสิทธิภาพ จะต้องอ่านจับใจความ
สาคัญได้ สรปุ สาระสาคัญของเรอ่ื งทีอ่ ่านได้ แตจ่ ากการสารวจการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน
พบว่า ปัญหาที่สาคัญในการอ่านของผู้เรียนคือ อ่านแล้วจับใจความสาคัญไม่ได้ ไม่สามารถสรุปประเด็น
สาคัญได้ ไม่สามารถแยกความรู้ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น ไม่สามารถแยกใจความสาคัญหลักกับใจความรองได้
ทาให้ไม่ได้รับประโยชน์จากการอ่านเท่าที่ควร ท้ังยังเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการเรียนรู้และการศึกษาวิชาต่างๆ
ด้วย
คณะอาจารย์โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ( 2551, หน้า 8) กล่าวว่า การอ่านจับใจความ คือ การ
อ่านที่มุ่งค้นหาสาระของเร่ืองหรือของหนังสือแต่ละเล่มที่เป็นส่วนใจความสาคัญ และส่วนขยายใจความสาคัญ
ของเรอ่ื ง
ใจความสาคัญของเร่ือง คือ ข้อความที่มีสาระคอบคลุมข้อความอื่นๆ ในย่อหน้าน้ันหรือเร่ืองนั้น
ทั้งหมด ข้อความอื่นๆ เป็นเพียงส่วนขยายใจความสาคัญเท่านั้น ข้อความหนึ่งหรือตอนหนึ่งจะมีใจความสาคัญ
ที่สุดเพียงหนึ่งเดียว นอกนั้นเป็นใจความรอง คาว่าใจความสาคัญนี้ ผู้รู้ได้เรียกไว้เป็นหลายอย่าง เช่น ข้อคิด
สาคญั ของเรอ่ื ง แก่นของเรือ่ ง หรอื ความคิดหลัก ของเร่ืองแต่จะเป็นอย่างไรก็ตาม ใจความสาคัญก็คือสิ่งที่เป็น
สาระที่สาคญั ทีส่ ุดของเรอ่ื งนน่ั เอง
ในการอ่านจับใจความสาคัญน้ัน นอกจากจะอ่านจับใจความเนือ้ ความทีเ่ ป็นรอ้ ยแก้วแลว้ การอ่านจับ
ใจความเนอื้ ความทีเ่ ปน็ รอ้ ยกรองก็สาคัญ เนื่องจาก บทร้อยกรองเป็นส่วนสาคญั ส่วนหนง่ึ ทีร่ ะบบการศกึ ษาไทย
ได้ปลกู ฝังให้แก่เยาวชนจงึ มีการศกึ ษาเรื่องการแต่งและการอา่ นคาประพันธ์ตามหลักสตู รของ
กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2521 นอกจากนั้นลักษณะของภาษาไทยน้ันส่วนมากจะเปน็ รอ้ ยกรองมากกว่าร้อย
แก้ว เพราะคนไทยต้ังแตใ่ นอดีตแล้วจะมีลักษณะนิสัยเจ้าบทเจ้ากลอนจะพดู อะไรกม็ ักจะมีสัมผสั สานวนอยู่
เสมอ
บันลือ พฤกษะวนั ( 2535, หนา้ 1) กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอนนั้นควรเปน็ ไปตามความสนใจ
ของนักเรียนใหม้ ากทีส่ ุดไม่ควรที่จะบังคับ ควรหาทางสง่ เสริมให้นกั เรียนปฏิบัติด้วยความสนใจ เช่น การใช้
กิจกรรม หรือการใชเ้ กม เปน็ ต้น
การอา่ นจับใจความน้ันเปน็ สิง่ ที่ค่อนข้างยาก ยิง่ อ่านจับใจความคาประพนั ธ์ไทยน้ันยิ่งเปน็ สิ่งที่ยากเข้า
ไปใหญ่ การให้นักเรียนฝกึ ทกั ษะการอ่านจับใจความคาประพนั ธ์ไทยน้ันจะเป็นที่จะต้องทาการปฏิบตั ิซ้า ๆ
เพื่อให้ผลสัมฤทธิท์ ี่สูง การใช้แบบฝกึ นั้นเป็นเครื่องมือในการฝึกฝนทกั ษะน้ันเปน็ วิธีทีด่ วี ิธีหนง่ึ ดงั นนั้ ครูจาเปน็ ที่
จะต้องสรา้ งแบบฝกึ ขึ้นสาหรับช่วยใหน้ ักเรียนมพี ัฒนาการด้านการอ่านจับใจความคาประพันธ์ไทยที่ดขี นึ้
ดงั ทีไ่ ด้กล่าวมาข้างตน้ ผวู้ ิจัยเกิดความคิดทีจ่ ะพฒั นาความสามารถทางการเรียนวิชาภาษาไทยด้านการ
อ่านจับใจความสาคัญคาประพันธ์ประเภทกลอน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสมาคมป่าไม่
แหง่ ประเทศไทยอุทิศ จังหวัดกาญจนบุรี ให้ดีขึ้น จึงจัดทาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสาคัญคาประพันธ์
ประเภทกลอนขึ้นเพื่อใช้เป็นเคร่ืองมือในการพัฒนาความสามารถทางการเรียนวิชาภาษาไทยด้านการอ่านจับ
ใจความสาคัญคาประพันธ์ประเภทกลอนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้ดีขึ้น และหวังว่าการใช้แบบฝึก
ทักษะการอ่านจับใจความสาคัญนี้จะสามารถพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความสาคั ญคาประพันธ์
ประเภทกลอนให้ดีข้ึน
วัตถุประสงค์ของการวจิ ัย
1. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ดา้ นการอา่ นจบั ใจความคาประพนั ธ์ประเภทกลอนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 1 นกั เรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 1 โรงเรียนธิดาแม่พระ จังหวัดสุราษฎร์ธานีโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน
จบั ใจความคาประพนั ธ์ประเภทกลอน
2. เพื่อสารวจความพงึ พอใจต่อการใช้ใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะการอา่ นจบั ใจความคาประพันธ์ประเภทกลอน
สมมตุ ฐิ านการวิจัย
ผลสัมฤทธิ์การอ่านจาใจความสาคัญ หลังเรียนของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนธิดาแม่พระ
จังหวัดสุราษฎรธ์ านี กลุ่มทีใ่ ชแ้ บบฝกึ ทักษะการอา่ นจับใจความสาคัญสงู กว่าก่อนเรยี นอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ
ที่ .05
ขอบเขตของการวจิ ยั
1 ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนธิดาแม่พระ
จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จานวน 1 ห้องเรียน รวม 44 คน
กลุ่มตวั อย่างทีใ่ ชใ้ นการวิจัยคร้ังนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/6 โรงเรียนธิดาแม่พระ
จังหวัดสุราษฎรธ์ านี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ซึ่งได้จากการเลือกแบบเจาะจง ( Purposive Selection
) จานวน 20 คน เนือ่ งจากเปน็ หอ้ งที่มผี ลสัมฤทธิ์ดา้ นการอา่ นจบั ใจความคาประพนั ธ์ประเภทกลอนค่อนข้างต่า
2 ตวั แปรทีใ่ ชใ้ นการวิจัย
1. ตวั แปรอิสระ ( Independent Variables ) คือ แบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นจับใจความสาคญั
2. ตัวแปรตาม ( Dependent Variables ) คือ ผลสัมฤทธิ์การอ่านจบั ใจความสาคัญ
3 เนือ้ หาทีใ่ ชใ้ นการวิจยั
การอ่านจับใจความสาคัญคาประพันธ์ประเภทกลอน จากแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ
สาคัญคาประพันธ์ประเภทกลอน เป็นการฝึกการอ่านจับใจความสาคัญคาประพันธ์ประเภทกลอนจากแบบฝึก
หลายรูปแบบ ซึ่งสอดคล้องกับสาระการเรียนรู้แกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐานวิชาภาษาไทยช้ันมัธยมศึกษาปีที่
1 ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551
4 ระยะเวลาที่ใชใ้ นการทดลอง
ผวู้ ิจยั ได้ดาเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โดยทดลองสอนจานวน 7 ชว่ั โมง
นิยามศัพท์เฉพาะ
เพื่อให้เกิดความเข้าใจความหมายเฉพาะของคาที่ใช้ในการวิจัยให้ตรงกันผู้วิจัยได้นิยามความหมายของ
คาตา่ ง ๆ ไว้ดงั น้ี
แบบฝึกทักษะ หมายถึง เคร่ืองมือที่ใช้ประกอบการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาความสามารถด้านการ
เขียนจับใจความสาคัญคาประพันธ์ประเภทกลอนของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนธิดาแม่พระ
จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี จานวน 7 ชุด
ผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความคาประพันธ์ประเภทกลอน หมายถึง คะแนนที่ได้จากการทา
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความสาคัญคาประพันธ์ประเภทกลอน วัดได้จากการตอบคาถามได้
ถูกต้องตามเกณฑก์ ารประเมนิ ที่ตั้งไว้
การอ่านจับใจความสาคัญ หมายถึง ความสามารถในการอ่านสื่อต่าง ๆ ที่เป็นเน้ือเร่ือง สื่อโฆษณา
หรอื สือ่ ที่เปน็ คาประพนั ธ์ แล้วสามารถหาใจความสาคญั แล้วนามาเขียนเพื่อสรุปความเปน็ ความเรยี งได้
แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิก์ ารอ่านจบั ใจความสาคัญ หมายถึง แบบทดสอบการอา่ นจับใจความ
สาคัญคาประพันธ์ประเภทกลอน ก่อนเรียนและหลงั เรียนโดยมีลกั ษณะคาถามแบบปรนยั 4 ตวั เลือก
ประโยชนท์ ค่ี าดวา่ จะได้รับ
1.นักเรียนชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 โรงเรียนธิดาแมพ่ ระ จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี
มีผลสัมฤทธิ์การอ่านจบั ใจความสาคญั ดีข้ึน โดยใช้แบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นจับใจความสาคญั ในการจดั กาเรียน
การสอน
2. ครูภาษาไทยได้ใชเ้ ครื่องมอื ทีเ่ หมาะในการพฒั นาผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความสาคัญ
ของนักเรียน ทาให้ผลสัมฤทธิ์การอ่านจบั ใจความสาคัญคาประพันธ์ประเภทกลอนของนกั เรียนชั้น
มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 โรงเรียนธิดาแม่พระ จังหวดั สุราษฎรธ์ านี ดีข้ึน
3. ครูภาษาไทยและผสู้ นใจได้แนวทางในการสอนการอ่านจับใจความสาคญั
โดยใช้แบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นจับใจความสาคญั มาประยุกต์ใช้
4. ในการจดั การเรียนการสอนและพัฒนาผลสมั ฤทธิก์ ารอ่านจบั ใจความสาคัญด้านอืน่ ๆ ตอ่ ไป
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจยั ที่เกย่ี วขอ้ ง
ในการศกึ ษาครั้งนี้ ผศู้ กึ ษาได้ดาเนินการศกึ ษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องตามหวั ข้อตอ่ ไปนี้
1. แนวคิดเกี่ยวกบั การอา่ น
1.1 ความหมายของการอ่าน
1.2 ความสาคัญของการอ่าน
1.3 ลักษณะของการอ่าน
2. การจับใจความ
2.1 ความหมายของการอ่านจับใจความ
2.2 ประโยชน์ของการอ่านจับใจความ
2.3 การอา่ นจบั ใจความอย่างมีประสิทธิภาพ
2.4 หลักการอ่านจับใจความ
2.5 วิธีอ่านจับใจความ
2.6 การอา่ นจับใจความให้บรรลุวัตถุประสงค์
2.7 การอา่ นจบั ใจความคาประพนั ธ์
3. คาประพันธ์
3.1 ความหมายของคาประพันธ์
3.2 ลักษณะของคาประพันธ์ประเภทกลอน
3.3 บทของกลอน
3.4 บาทของกลอน
3.5 หลักนิยามทัว่ ไปของกลอน
4. แบบฝกึ ทกั ษะ
4.1 ความหมายของแบบฝกึ ทกั ษะ
4.2 ความสาคัญของแบบฝกึ ทักษะ
4.3 ประโยชน์ของแบบฝกึ ทักษะ
5. งานวิจัยทีเ่ กีย่ วข้อง
5.1 งานวิจยั ในประเทศ
5.2 งานวิจัยต่างประเทศ
แนวคิดทีเ่ กี่ยวข้องกับการอา่ น
ความหมายของการอ่าน
การอ่านเป็นเคร่ืองมือสาคัญในการแสวงหาความรู้ และเป็นทักษะสาหรับ นักเรียนที่จะนาไปสู่การเรียน
วิชาอื่นๆ ซึ่งมีนกั การศกึ ษาให้ความหมายของการอ่านในแงต่ ่างๆ ดงั เชน่
จุฑามาศสุวรรณ โครธ (2519:27) ได้สรุปความหมายของการอ่านไว้ว่าการอ่าน คือ การรับรู้ใน
สิ่งพิมพ์หรือการรับรู้เคร่ืองหมายสื่อสารซึ่งมีความหมาย และสามารถสร้างความเข้าใจให้แก่ ผู้อ่านโดยอาศัย
ประสบการณ์ของผู้อ่านมาประกอบ การอ่านเป็นพฤติกรรมทางการใช้ภาษาที่มีลักษณะเฉพาะตัวเป็นพิเศษไม่
เหมือนกับการพูด การฟัง การเขียน การอ่านหมายถึงการแปล ความหมายตัวอักษรออกมา เป็นถ้อยคา และ
ความคิด แล้วนาความคิดไปใช้ประโยชน์ตัวอักษรเป็นเคร่ืองหมายแทนคาพูดและคาพูดก็เป็นเพียงเสียงที่ใช้แทน
ความคิดอกี ทอดหนง่ึ เพราะฉะน้ัน หัวใจของการอา่ นจงึ อยู่ทีก่ ารเข้าใจความหมายของคา ที่ปรากฏในข้อความ
น้ัน ๆ การอ่านเป็นเสมือนกุญแจวิเศษที่จะไขไปสู่ความกระจา่ งในปัญหานานัปการ และยิ่งกว่านั้นในแง่จิตวิทยาก็
ถือว่าการอ่านเป็นทักษะที่ต้องใช้กระบวนการอันซับซ้อนซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์ที่แทน ความหมายของ
ภาษาพูดเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจความคิดของผู้เขียน การอ่านต้องจับใจความของข้อความและสามารถผูกเป็น
เรือ่ งราวได้ถูกต้อง ผู้อา่ นจะต้องสร้างมโนภาพขึ้นมาพร้อมกับการอ่านไป ด้วย
ราชบัณฑิตยสถาน (2525 : 917) ให้ความหมายของการอ่าน ในพจนานุกรมว่า "การอ่านเป็นการ
ออกเสียงตามตวั หนังสือหรอการเข้าใจความจากตวั หนังสอื สงั เกตหรือ พิจารณาดู เพื่อให้เข้าใจ"
บันลือ พฤกษะวัน (2530: 30) ให้ความหมายของการอ่านว่า "การอ่านเป็นการแปลสัญลักษณ์
ออกเป็นเสียงพดู โดยการจารูปคาเดิมที่เคยอ่าน และรปู คาใหม่
ให้เกิดความเข้าใจได้ตรงกัน เป็นแนวทางที่จะช่วยให้ผู้อ่าน ได้รับความรู้จากการผสมผสานของตัว อักษร โดย
การใชก้ ระบวนการคิดอย่างสงู เพื่อทาความเข้าใจเรืองทีอ่ า่ น..."
นิรันดร สขุ ปรีดา (2530 : 11) ให้ความหมายของการอ่านว่า การอ่าน คือ การเข้าใจความหมายของ
ตัวละคร หรือสัญลักษณ์ ซึ่งจะต้องอาศัยความสามารถในการแปลความ การตีความการขยายความ การจับ
ใจความสาคัญ และการสรุป
สุกัญญา สีสืบสาน (2531:58) ให้ความหมายของการอ่านว่า เป็นการพัฒนาความรู้ สติปัญญา และ
จติ ใจของบุคคลที่เป็นองค์ประกอบของสงั คม สาหรบั นกั เรียนความสาเรจ็ ในการเรียนของเดก็ ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับ
ความสามารถของการอ่าน ทั้งนีเ้ พราะการอา่ นเปน็ พืน้ ฐานในการเรียนวิชาอืน่ ๆ
บันลือ พฤกษะวัน (2534:2) ได้ให้ความหมายของการอ่านไว้ว่า การอ่านเป็นการสื่อความหมายที่จะ
ถ่ายโยงความคิด ความรู้จากผู้เขียน (ผู้สื่อ) ถึงผู้อ่าน การอ่านลักษณะนี้เรียกว่า “อ่านเป็น” ผู้อ่านย่อมเข้าใจถึง
ความรสู้ ึกนึกคิดของผู้เขียน โดยผู้อา่ นแลว้ สามารถประเมินผลของสิ่งที่อ่านแล้วได้ด้วย
สขุ ุม เฉลยทรพั ย์ (2530: 27) ได้กล่าวว่า "การอ่านคือกระบวนการค้นหา ความหมายหรอความ
เข้าใจจากตัวอักษรและ สัญลักษณ์อื่นๆ ที่ใช้แทนความคิดเพื่อเพิ่ม ประสบการณ์ของผู้อ่าน ซึ่งการอ่านให้เข้าใจ
ขนึ้ อยู่กับประสบการณเ์ ดิมของผู้อา่ นด้วย การอา่ น ไม่ใช่การมองผา่ นประโยค หรือย่อหน้าแต่ละย่อหน้าเท่านั้น
แตเ่ ป็นการรวบรวม การตคี วามและการประเมินความเห็นเหล่าน้ัน กระบวนการที่ก่อให้เกิดความเข้าใจ เป็นการ
ผสมผสานระหว่าง ทักษะหลายชนดิ เพื่อใหเ้ ป็นไปตามวัตถุประสงค์..."
มัทนา นาคะบุตร (2542, หน้า 3) กล่าวว่า การอ่าน หมายถึง การตีความ หรือแปลความหมายจาก
ตวั หนงั สือ (สัญลักษณ์) ที่มีผู้เขียนไว้ใหเ้ กิดการรับรู้ เกิดความเข้าใจสารและสามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้
พจนาถ วงษ์พานิช (2547, หน้า 9) กล่าวว่า การอ่าน หมายถึง กระบวนการแปลความหมายจาก
ตวั อักษร สัญลกั ษณ์ กลุ่มคา หรอื วลี และประโยคออกมาเป็นความคิดอย่างมีเหตุผล โดยอาศัยความสามารถใน
การแปล การตคี วาม การจับใจความสาคัญ และการสรปุ ความ เพือ่ ให้เกิดความเข้าใจอย่างมจี ดุ มงุ่ หมาย
จากนิยามของท่านผู้รู้ทีก่ ล่าวมาข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า การอ่านหมายถึง การแปลสัญลักษณ์ออกมา
จากตัวอกั ษรจนเกิดการรับรู้ เกิดความเข้าใจในสารน้ัน และพร้อมที่จะสามารถถ่ายโยงความคิด ไปยังผอู้ ื่นต่อไป
ได้ โดยอาศยั ความสามารถในการแปล การตคี วาม การจบั ใจความสาคัญ และการสรุปความ
ความสาคัญของการอา่ น
การอา่ นมีความสาคญั และจาเป็นอย่างยิ่งต่อการดาเนินชีวติ ของคนในยคุ ปจั จุบัน การอ่านช่วยพฒั นา
สติปญั ญาของผอู้ ่าน ช่วยใหผ้ อู้ ่านเปน็ ผู้รอบรู้และทันต่อเหตุการณเ์ พราะการอ่าน เปน็ เครือ่ งมอื สาคัญที่สุดใน
การแสวงหาความรู้ เปน็ สิ่งที่ส่งเสรมความคิดอา่ นและความฉลาด รอบรู้ นอกจากนั้นการอ่านเปน็ กิจกรรมที่
ก่อใหเ้ กิดความเพลิดเพลินในยามว่างการอ่านเป็นสิ่งจาเป็นและให้ประโยชน์แก่มนุษย์ทกุ ด้านและทกุ โอกาส ท้ัง
ในด้านการศกึ ษาหาความรู้การประกอบอาชีพและการฟกั ผอ่ นหย่อนใจ การอ่านช่วยส่งเสรมความรู้ ความคิด
ของคนเราให้เพิ่มพูนขึน้ จงึ ถือว่าการอ่านเป็นพืน้ ฐานสาคัญทีจ่ ะช่วยใหเ้ กิดการเรยี นรใู้ นสาขาวิชาต่าง ๆ ซึง่ นับว่า
เปน็ ประโยชน์อย่างยิง่ แก่ผู้อ่านซึ่งการอ่านหนังสือจะทาให้นักเรียนมีความเฉลียวฉลาด มีความรกู้ ว้างขวาง
ทันสมยั มีจินตนาการ มีความคิดสร้างสรรค์รจู้ ักค้นคว้าด้วยตนเอง และมีความเชื่อมัน่ ในตนเอง การอ่านจึงมี
ความจาเป็นต่อชีวิต ดังที่ ไขสิริ ปราโมช ณ อยุธยาและวรนันท์ อกั ษรพงศ์ (2535: 47) กล่าวว่า การอ่าน
มีความจาเป็นต่อชีวติ ของคนไทยในยคุ ปัจจุบนั ยิ่งกว่ายคุ ที่ผ่านมามาก เพราะการเปลี่ยนแปลงทางด้านวัตถุ
วิทยาการ และความนกึ คิดซึง่ เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จงึ มีคาเปรียบเทียบว่า "ผู้ที่ไม่อา่ นหนังสอื คือผทู้ ีป่ ิดขงั
ตัวเองอยู่ในบ้าน คงรแู้ ตโ่ ลกแคบๆ ในบ้านของตัวเองเท่าน้ัน ส่วนผู้ทีอ่ ่านหนังสอื คือผู้ที่เปิดประตหู น้าต่าง
ทางออกไปสู่โลกข้างนอก ซึ่งเต็มไป ดว้ ยความรู้และความคิดอนั หาเขตสดุ มิได้"
สนิท ต้ังทวี (2538 : 3) การอา่ นหนงั สือมีสว่ นช่วยสร้างความสาเรจ็ ในการดาเนินชีวติ ได้อย่างมาก
ผใู้ ดมีความสามารถพิเศษในการอา่ น มกั จะได้รับความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเรว็ การอา่ นหนังสือเปน็ สิง่ จาเป็น
แก่ผู้อยู่ในวงการศกึ ษา เพราะผอู้ ยู่ในวงการศกึ ษาจะต้องตดิ ตามความเคลือ่ นไหวทางวิชาการอยู่เสมอ
สุจรติ เพียรชอบ และสายใจ อินทรัมพรรย์ (2542 : 136) ได้กล่าวไว้ว่าทักษะการอ่าน เป็นทักษะที่
สาคัญมาก และใช้มากในชีวิตประจาวัน เพราะเป็นทักษะที่นักเรียนใช้แสวงหาสรรพวิทยา เพื่อความบันเทิงใจ
และการพักผ่อนหย่อนใจ ผู้มีนิสัยรักการอ่าน และมีทักษะในการอ่าน มีอัตราเร็วในการอ่านสูง ย่อมแสวงหา
ความรู้และศึกษาเล่าเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนาความรู้ที่ได้จากการอ่านไปใช้ในการพูด การเขียน
ได้เป็นอย่างดี หากนักเรียนมีพื้นฐานในการอ่านดีแล้วย่อมสามารถนาไปใช้เป็นเคร่ืองมือในการศึกษาหาความรู้
ในสาขาวิชาอื่นๆ ได้เปน็ อย่างดี
พนู ศรี อม่ิ ประไพ (2540 : 19-20) กล่าวว่า การอา่ นเปน็ สิง่ จาเปน็ ให้ประโยชน์
แก่มนษุ ย์ มากทกุ ด้าน และทกุ โอกาส การอา่ นจะช่วยส่งเสริมความรู้ ความคิดของมนุษย์ให้เพิ่มพูนขึ้น การอ่าน
เปรียบเสมือนกุญแจสาหรับไขความรู้ ที่มีอยู่มากมายในโลก การอ่านเป็นเคร่ืองมือในการแสวงหาความรู้ การ
อ่านทาให้เกิดความเพลิดเพลิน การอ่านเป็นเคร่ืองมือส่งเสริมความคิด การอ่านทาให้เกิดความสาเร็จในการ
ประกอบอาชีพ การอา่ นเป็นเครื่องมอื รบั ทอดทางมรดกทางวัฒนธรรมของคนรนุ่ ต่อ ๆ ไป
ฐะปะนีย์ นาครทรรพ และประภาศรี สีห์อาไพ (2539 : 12) กล่าวว่า การอ่านช่วยให้คนเรียนเก่ง
เพราะการเรียนวิชาต่าง ๆ จาเป็นต้องอาศยั การอ่าน การอ่านยังช่วยให้ผู้อ่านปรับปรุงงานตนเอง การอ่านทาให้
ได้รับความบันเทิง ทาให้ผู้อ่านเป็นที่ยอมรับของสังคม เป็นคนที่น่าสนใจ เน่ืองด้วยการอ่านมากทาให้มีความคิด
ลึกซึง้ สามารถแสดงความรู้ ความคิดเห็นได้ในทกุ แง่ทุกเวลา
จากความสาคัญของการอ่านที่กล่าวมาสรุปได้ว่า การอ่านการแสวงหาความรู้เพื่อนาการพัฒนาตนเอง
ซึ่งจะมีความสาคัญต่อบคุ คลโดยท่วั ไป ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษาหรอื ใช้ในการประกอบอาชีพตอ่ ไป
ลกั ษณะของกระบวนการอา่ น
ในการอ่านแตล่ ะครั้งนั้นถึงแมว้ ่าจะเปน็ การอ่านในเรอ่ื งเดียวกนั ผอู้ ่านแตล่ ะคนจะได้รบั ประโยชน์ที่
แตกต่างกัน นัน่ เป็นเพราะระดับความสามารถในการอ่านของแตล่ ะคนมีความแตกต่างกนั แตค่ วามสามารถน้ัน
สามารถฝึกฝนกันได้ ดังทีม่ ีนกั การศกึ ษาได้กล่าวไว้ ดังนี้
พจนาถ วงษ์พานิช (2547, หนา้ 9 อ้างใน มอนโร (Monroe 1961, หน้า 87) ได้กล่าวว่า
กระบวนการอ่านประกอบด้วยปจั จยั 4 ประการ ดังนี้
1. การรับรู้เหน็ ชัด ลาดับความจารูปคา เข้าใจการออกเสียงหรืออ่านได้
2. เข้าใจคาหรอื ประโยคทีอ่ า่ น เปน็ การเข้าใจความหมายโดยอาศัยการแปลความ การตคี วาม และใช้
ประสบการณท์ ีเ่ กี่ยวกบั สิ่งทีอ่ า่ น
3. การตอบสนอง ได้แก่ การแสดงออกในด้านอารมณ์ ความรสู้ ึก ทั้งที่ตอ้ งอาศัยพืน้ ฐานและ
ประสบการณเ์ ดิมและสติปัญญา เมือ่ เกิดความพอใจก็กระหายทีจ่ ะอ่านต่อไป หากเกิดความไม่พอใจก็จะเบื่อหรอื
เลิกอ่าน
๔. บรู ณาการ เปน็ การได้รบั แนวคิดจากเร่อื งราวที่อา่ น ซึ่งอาจเปน็ การเพิม่ และขยายประสบการณใ์ ห้
กว้างข้ึน
บังอร ทองพนู ศกั ดิ์ (2539, หนา้ 44) กล่าวว่า กระบวนการอ่านของเด็กสามารถแบ่งได้เป็น 5 ข้ัน ดังนี้
ขั้นที่ 1 ขน้ั แสดงความพร้อมในการอ่าน เปน็ ข้ันทีเ่ ดก็ ยังไม่รจู้ ักว่าการอ่านคืออะไร ยงั ไม่รจู้ กั ตวั อกั ษร
ขั้นที่ 2 ข้ันเร่ิมเรียนหลกั มูลฐานของการอ่าน ข้ันน้เี ดก็ มีความพร้อมในการอ่านสมบูรณ์แล้ว การเรียนใน
ข้ันนเี้ ป็นไปอย่างเชื่องช้า เด็กจะหัดจาคาโดยอาศัยภาพประกอบ
ข้ันที่ 3 ขั้นหลกั มูลฐานของการอา่ นเจรญิ อย่างรวดเร็ว เดก็ จะอ่านได้มากขึ้นและรู้จักคาใหม่เพิม่ ข้ึน เดก็
จะขยายขอบเขตการอ่านอกไปอีก ไม่เพียงแตอ่ ่านหนังสือเรยี น เด็กจะสนใจหนงั สือพิมพ์ ใบปลิว และหนังสอื อื่น
ๆ
ข้ันที่ 4 ขั้นความสามารถและความชานาญในการอ่านเจริญเต็มที่ ในข้ันนคี้ วามลาบากในการรจู้ กั คาใหม่
จะหมดไป พอพบคาเดก็ จะออกเสียงได้เปน็ ส่วนใหญ่ ถ้าไม่ทราบความหมายของคา ก็จะรู้จักถามผรู้ ู้ หรอื ค้นเอา
เองจากพจนานกุ รม เดก็ รู้จักอ่านในใจ ช่วงสายตากว้างขนึ้ เด็กจะอ่านหนังสือทกุ ประเภท รจู้ กั “ติด” หนังสือและ
รู้จกั เลือกอ่านเฉพาะหนังสือที่ถกู รสนิยมของตน
ข้ันที่ 5 ขั้นการใชก้ ารอา่ นรอบรู้ เปน็ ข้ันทีส่ ูงทีส่ ุดของความสามารถ และความชานาญในการอ่าน เด็กจะ
อ่านหนังสือทุกประเภท และรู้จักว่าหนังสือประเภทไหนควรอ่านอย่างไร แต่นักเรียนโดยทั่วไปไม่ได้บรรลุถึงข้ันนี้
ทุกคน
จากความหมายดงั กล่าวน้ัน สามารถสรุปได้ว่า กระบวนการอ่านต้องประกอบไปด้วยการสัมผัสการรับรู้
และการเข้าใจความหมาย
การอ่านจับใจความ
ความหมายของการอา่ นจบั ใจความ
การอ่านจับใจความเป็นสิ่งจาเป็นมากในการอ่าน เม่ืออ่านแล้วจับใจความสาคัญได้จะทาให้ผู้อ่านเข้าใจ
เร่ืองราวที่ผู้เขียนเสนอไว้ ได้มีผู้ให้ความหมายของการอ่านจับใจความไว้ต่างๆกันดังที่ สุนันทา ม่ันเศรษฐวิทย์
(2526:17) ได้ให้คาจากัดความไว้ว่า"การอ่านจับใจความเป็นกระบวนการที่ผู้อ่านแปลความหมายของ
ตวั อกั ษรหรอื สัญลักษณ์ได้เข้าใจ"
สมพร มันตะสูตร (2526: 23) กล่าวว่า "การอา่ นจบั ใจความ หมายถึง ความเข้าใจในการอ่านเร่ืองราว
ต่างๆ ที่มีปัจจัยสาคัญ คือ การรู้จักคาศัพท์มาก เพราะการรู้คาศัพท์มากจะทาให้เข้าใจเร่ืองราวได้ดี" และพร
ทิพย์ สุทธิพันธ์ (2529: 12) ได้สรุปความหมายของการอ่านจับใจความไว้ ว่า การอ่านจับใจความ คือ อ่าน
เพื่อจับเนื้อหาสาระของเรอ่ื งได้
จากคากล่าวทั้งหมดพอสรุปได้ว่าการอ่านจับใจความ คือ กระบวนการที่ ผู้อ่านสรุปความที่ได้จากการ
อ่านเรื่องราวหรอื สือ่ ตา่ ง ๆ เพือ่ เกบ็ เนือ้ หารสาระทีเ่ ปน็ แก่นของเรื่อง จุดมุ่งหมายของเนือ้ เรือ่ ง
ประโยชนข์ องการอา่ นจบั ใจความ
การอา่ นจับใจความเป็นความสามารถทีผ่ ู้อ่านจะจาประเดน็ สาคญั ที่ได้จากการอ่าน ผมู้ ีความสามารถ
ในการอ่านจบั ใจความ จะช่วยในการอ่านหนังสอื การอา่ นจับใจความสาคญั ได้ก่อประโยชน์จากการอ่าน
มากมาย เพราะ การอ่านจบั ใจความเปน็ ทักษะที่มคี วามจาเป็น ในชีวิตประจาวัน นกั เรียน นักศกึ ษา ต้องใช้ใน
การแสวงหาความรู้และเมื่อจบไปแล้ว กต็ ้องนาไปใช้ในชีวติ ประจาวัน หากขาดด้านการอ่านจบั ใจความน้ีแล้วนี้
ย่อมประสบความล้มเหลวในการอา่ นเพราะอ่านจับใจความเป็นกุญแจดอกสาคัญที่ช่วยพัฒนาการอ่านของเด็ก
ให้ก้าวหน้าไปสู่การใชป้ ระโยชนอ์ ย่างเตม็ ที่ ส่วน สปุ ราณีพฤติการณ์ (2530: 29)ได้กล่าวถึงประโยชน์ ของการ
อ่านจบั ใจความว่า "ผมู้ ีประสบการณท์ างการอ่านหนงั สือมาก ย่อมได้รบั ประโยชน์จาก การอ่านหนังสอื เล่ม
หน่งึ ๆ มากกว่าผอู้ ืน่ จากข้อความที่กล่าวมาสรุปได้วา่ การอ่านจบั ใจความมปี ระโยชน์อย่างยิง่ ที่นามา ใช้เป็น
พืน้ ฐานในการแสวงหาความรู้ และมีความจาเปน็ เพื่อใชใ้ นชีวติ ประจาวนั
การอ่านจับใจความอย่างมปี ระสิทธิภาพ
การอา่ นจะเกิดประโยชน์สงู สุดแก่ผอู้ ่านได้นน้ั ผอู้ ่านจะต้องจับใจความสาคัญของเรื่อง ที่อ่านให้ได้แล้ว
นาไปปฏิบัติ
ใจความสาคัญ หมายถึง ข้อความทีเ่ ป็นแกนหรอื หัวใจของเรื่องการจบั ใจความสาคัญในการอ่านก็คือ
กรณีเอาขอ้ ความ หรอื ประโยคที่เปน็ หัวใจของเรือ่ งนั้นออกใหไ้ ด้ เพราะ ใจความสาคญั ของเรอ่ื ง จะเป็นใจความ
หลกั ในแตล่ ะบท แต่ละตอน หรอื แตล่ ะเร่ือง ให้รู้วา่ แต่ละบท ตอนหรอื เรือ่ งน้ัน กล่าวถึงเรื่องอะไรเปน็ สาคญั
ดงั นน้ั การจบั ใจความ สาคัญของเรื่องที่อ่าน จะทาให้มีความเข้าใจในเรื่องนน้ั ๆ ได้อย่างแจม่ แจ้ง
หลักการอ่านจับใจความ
การอา่ นจับใจความเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์นั้น จะต้องมีหลักเกณฑใ์ นการอ่าน คืออ่านเรื่องราวทั้งหมด
ให้เข้าใจ จบั ใจความสาคัญของแต่ละตอน แล้วตั้งคาถามสั้น ๆ ว่าใครทาอะไร ทีไ่ หน เมื่อไร แล้วสรปุ ใจความ
สาคญั ของทกุ ๆตอน และขยายความในคาตอบเมอ่ื ต้องการ รายละเอียด ส่วนการอ่านจับใจความจะให้ได้ผลน้ัน
นกั เรียนต้องมีความรู้ พืน้ ฐานในการอ่าน ต้องเข้าใจความหมายของคา ต้องมีสมาธิในการอา่ น มีสขุ ภาพกายและ
จติ ใจดี และต้องมีการฝึกฝนอยู่เสมอดังที่ จรวยพร ธรนินทร์ (2529: 21) ได้ใหห้ ลักการอ่านจบั ใจความไว้ว่า
ต้องให้ นักเรียนรู้จกั คาศัพท์ใหมๆ่ เพื่อให้เกิดความพอใจและใหน้ ักเรียนรู้จักความหมายของคาอย่างแตกฉานจะ
ทาให้นกั เรียนอ่านหนังสือได้อย่างกว้างขวาง เข้าใจเนื้อเรือ่ งและจับประเดน็ ได้ นอกจากนี้ วนิดา โสภาภณั ฑ์
(2530: 19) และพูนศรีเชิดชยั (2531: 14)ได้ให้หลักการอ่านจับใจความไว้สอดคล้องกันว่านักเรียนต้องรู้
จุดมงุ่ หมายในการอ่าน ประการสาคัญต้องพยายามจบั ใจความสาคญั ของเรื่องให้ได้รู้แนวคิดของเรอ่ื งว่าเป็น
หลักการอ่านจับใจความสามารถทาได้ดงั นี้
1.การเข้าใจความหมาย
หลกั เบือ้ งตน้ ในการจบั ใจความของสารที่อ่าน คือ การเข้าใจความหมาย ความหมาย มีหลายระดบั
นับต้ังแต่ระดบั คา สานวน ประโยค และข้อความ คาและสานวน เป็นระดบั ภาษาทีต่ อ้ งทาความเข้าใจเป็น
อันดบั แรก เพราะเป็นระดบั ที่จะนาไปสู่ความเข้าใจ ความหมายของประโยคและข้อความ
1.1 ความหมายของคา ความหมายของคาโดยทว่ั ไป มี 2 อย่าง คือ ความหมายโดยตรงและ
ความหมายโดยนัย
ความหมายโดยตรง เป็นความหมายตามรูปคาที่กาหนดขึน้ และรับรู้ ได้เข้าใจตรงกนั ความหมายประเภท
นเี้ ปน็ ความหมายหลกั ที่ใชส้ ื่อสารทาความเข้าใจกนั คาทีม่ คี วามหมายโดยตรงในภาษาไทยมีลกั ษณะอย่างหนึ่งที่
อาจเป็นอุปสรรคในการ สื่อสารลกั ษณะดังกล่าว คือ การพ้องคา คาพ้องในภาษาไทยมีอยู่ 3 อย่าง ได้แก่
คาพ้องรปู คาพ้องเสียงและคาพ้องรปู พ้องเสียง คาทีพ่ ้องทั้ง 3 ลกั ษณะนมี้ ีความหมายต่างกัน
คาพ้องรปู คือ คาที่สะกดเหมอื นกัน แต่ออกเสียงตา่ งกัน เชน่ เพลารถ กับ เพลาเย็น คาแรกออกเสียงว่า
เพลา คาหลงั ออกเสียงว่า เพ-ลา การพ้องรูปเป็นอปุ สรรคต่อการอ่าน และทาความเข้าใจ
คาพ้องเสียง คือ คาที่ออกเสียงเหมือนกัน แตส่ ะกดต่างกนั เชน่ การ กาน กานต์ กานท์กาล กาฬ การณ์
กาญจน์ คาท้ังหมดนี้ออกเสียงว่า “กาน” เหมอื นกัน การพ้องเสียงเป็นอปุ สรรคต่อการอ่านเพื่อความเข้าใจ
คาพ้องรูปพ้องเสียง คือ คาที่สะกดเหมอื นกนั และออกเสียงอย่างเดียวกัน โดยรปู คาจะเหน็ ว่าเป็นคา
เดียวกัน แตจ่ ะมีความหมายต่างกัน ดังตัวอย่างตอ่ ไปนี้
ขนั หมายถึง การทาให้แน่น
ขนั หมายถึง ภาชนะตกั น้า
ขนั หมายถึง ความรสู้ ึกชอบใจ
ขนั หมายถึง การส่งเสียงร้องของไก่ตัว
คาพ้องรปู พ้องเสียงเปน็ อปุ สรรคต่อการฟังและอ่านเพือ่ ความเข้าใจ วิธีทีจ่ ะช่วยใหเ้ ข้าใจความหมายของ
คาพ้อง จะต้องดคู าข้างเคียง หรอื คาที่ประกอบกนั ในประโยค หรอื ข้อความนั้นที่เรียกว่า บริบท ดงั ตวั อย่าง
ต่อไปนี้
ขันชะเนาะให้แน่น
หยิบขันใหท้ ีซิ
เขารสู้ ึกขัน
ไก่ขนั แต่เช้ามืด
เขาขันอาสาจะไปติดตอ่ ให้
นอกจากจะดคู าข้างเคียง หรอื คาที่ประกอบในประโยคแล้ว บางทีต้องอาศยั สถานการณ์ เชน่ ประโยค
ที่วา่ “ทาไมต้องดกู ัน
คาวา่ “ดู” ในสถานการณ์ท่ัวไป หมายถึง การมอง แตใ่ นสถานการณ์เฉพาะ เช่น การสอบ ดู จะมี
ความหมายว่าลอกกนั เอาอย่างกันในบทร้อยกรอง ต้องอาศยั ฉันทลักษณ์ เช่น สมั ผสั เป็นต้น ตัวอย่างเช่น
อย่าหวงแหนจอกแหนให้แก่เรา (แหน/แหน)
พอลมเพลากเ็ พลาลงสายณั ห์ (เพลา/เพ-ลา)
คาทีม่ คี วามหมายโดยตรงอีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ คาศัพท์ คาศพั ท์ คือ คาที่ตอ้ งแปลความเป็นคาไทยที่
นามาจากภาษาอื่น เชน่ ภาษาบาลี สนั สกฤต เขมร เป็นต้น เชน่ สมโภช รโหฐาน สคุ ติ โสดาบัน บุคคล จตุรา
บาย เปน็ ต้น รวมท้ังศัพท์บัญญตั ิท้ังหลายทีใ่ ช้ในวงวิชาการ หรอื ธุรกิจบางอย่าง เช่น มโนทศั น์ เจตคติ กรมธรรม์
เป็นต้น ศพั ท์ดังกล่าวนีจ้ าเปน็ ต้อง ศกึ ษาว่ามีมลู มาอย่างไร ประกอบขึน้ อย่างไร และมีความหมายอย่างไร
ความหมายโดยนยั เป็นความหมายที่ส่อื หรอื นาความคิดให้เกี่ยวโยงไปถึงบางสง่ิ บางอย่างที่มลี ักษณะ
หรอื คณุ สมบตั ิเหมอื นกับคาที่มคี วามหมายโดยตรง บางท่านเรียกว่า ความหมายรอง หรอื ความหมาย
แฝง เปรียบเทยี บโดยอาศัยนยั ของความหมายของคาเดิมตวั อย่างเช่นเธอมีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
เขาทางานเอาหน้า (หมายถึง ทางานเพื่อผลประโยชน์ของตน)
เด็กสาดโคลนกนั เลอะเทอะ
เขาสาดโคลนคณุ พ่อ(หมายถึงใส่ร้าย)
ต้นไมต้ ้นนีเ้ ปลือกสวย
หล่อนรวยแต่เปลือก(หมายถึงไม่ร่ารวยจริง)
มีความหมายเชิงเปรียบเทียบกบั คุณสมบัติของสิง่ ทีน่ ามากล่าว
เขาเป็นสิงห์สนาม (หมายถึง เปน็ คนเล่นกีฬาเก่ง)
1.2 ความหมายของสานวนซึ่งเป็นข้อความที่มีความหมายพิเศษไปจากคาที่ประกอบอยู่ในข้อความนน้ั
ไม่ได้มีความหมายตามรปู คา
ความหมายของสานวนมีลักษณะเปน็ เชงิ เปรียบเทียบโดยอาศยั นยั ของความหมายตามลกั ษณะหรอื
คณุ สมบตั ิของข้อความนั้น เช่น
อ้อยเข้าปากช้าง หมายถึง ของตกไปอยู่ในมือผู้อ่นื แล้วไม่มที างได้คืน
ไก่แก่แมป่ ลาช่อน หมายถึง ผทู้ ีม่ คี วามจัดจ้าน เจนสงั เวียน
วัวหายล้อมคอก หมายถึง เมื่อเกิดความเสียหายแล้วจึงหาทางป้องกนั
สานวนต่าง ๆ ที่นาไปกล่าวเปรียบเทียบให้เข้ากับสถานการณ์ เรียกว่า คาพังเพย เช่น เมื่อหายแล้วจึง
คิดหาทางป้องกัน ก็เปรียบว่า ววั หายล้อมคอก เป็นต้น ความหมายของสานวนมลี กั ษณะเหมอื นความหมาย
โดยนยั คอื ตอ้ งตคี วาม หรือแปล ความหมายตามนัยของคาหรอื ข้อความนน้ั ๆ
2. การเข้าใจลักษณะของข้อความ
ข้อความแต่ละข้อความต้องมีใจความอนั เป็นจดุ สาคัญของเรอ่ื ง ใจความของเร่อื ง จะปรากฏที่ประโยค
สาคัญ เรียกว่า ประโยคใจความ ประโยคใจความจะปรากฏอยู่ในตอนใด ของข้อความก็ได้ โดยปกติจะปรากฏใน
ตอนตา่ ง ๆ ดงั นี้
ปรากฏอยู่ในตอนตน้ ของขอ้ ความ ตวั อย่าง เช่น “ภยั อนั ตรายที่จะเป็นเครื่องทาลายชาติอาจเกิดขึ้น
และมีมาได้ทั้งแต่ภายนอก ทั้งทีภ่ ายใน อันตรายที่จะมีมาแต่ภายนอกนั้น ก็คือ ข้าศึกศตั รูยกมาย่ายีตีบ้านตีเมือง
เรา การที่ข้าศึกศัตรูจะมาตีนน้ั เขาย่อมจะเลือกหาเวลาใดเวลาหนึ่งซึ่งชาติ กาลังออ่ นอยู่ และมิได้เตรยี มตัวไว้
พร้อมเพื่อตอ่ สู้ป้องกันตน เพราะฉะนั้นในบทที่ 2 ข้าพเจ้าจงึ ได้ เตือนท่านทั้งหลายอย่าได้เผลอตวั แต่ข้อสาคัญ
ที่สุด ซึง่ เปน็ เครื่องทอนกาลัง และเสียหลัก ความมั่นคงของชาติ คือ ความไม่สงบภายในชาติน้ันเอง จงึ ควร
อธิบายความขอ้ นีส้ กั หนอ่ ย”
(พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจ้าอยู่หวั , หนา้ ปลุกใจเสือป่า)
3. การเข้าใจลกั ษณะประโยคใจความ
เมื่อเข้าใจลักษณะของขอ้ ความว่าต้องมปี ระโยคใจความ และปรากฏอยู่ในตอนต่าง ๆ ของขอ้ ความแล้ว
ต้องเข้าใจต่อไปว่าประโยคใจความเป็นอย่างไร ประโยคใจความคือขอ้ ความทีเ่ ป็นความคิดหลกั ของหัวข้อ หรอื
เรื่องของขอ้ ความน้ัน ๆ ความคิดหลักนี้คอื ประโยคใจความที่จะปรากฏในตอนใดตอนหน่งึ ของขอ้ ความที่กล่าว
แล้ว ฉะน้ันการที่จะทราบว่าประโยคใดเป็นประโยคใจความ ต้องพิจารณาจากหัวข้อเรื่องประโยคใจความมักมี
เนือ้ หาสอดคล้องกบั หวั ข้อเรอ่ื ง
ในกรณีที่ไม่ทราบหัวข้อเร่อื งตอ้ งเข้าใจว่าส่วนทีเ่ ป็นประโยคใจความนนั้ จะมีเนือ้ หาหลัก ของเน้ือความอ่ืน
ที่ประกอบกันขึ้นเปน็ ข้อความนนั้ ถ้าขาดส่วนที่เปน็ ใจความ เน้ือความอ่ืนกเ็ กิดขึ้นไม่ได้หรอื ความหมายอ่อนลง
วธิ ีการอา่ นจบั ใจความ
การอา่ นจับใจความที่มปี ระสิทธิภาพนั้น นักเรียนจะต้องสามารถจับใจความได้
อย่างรวดเรว็ และถูกต้องซึ่งจะต้องมีกลวิธีในการอ่านเพื่อจบั ใจความสาคญั ของเร่ืองทีอ่ ่านได้ คือ คร้ังแรกให้อ่าน
ผ่านๆไปก่อน เพื่อให้รู้ว่าเป็นเรืองเกี่ยวกับอะไร จุดใดเป็นจุดสาคัญของเร่ือง ต่อไป จึงอ่านให้ละเอียด ทาความ
เข้าใจเน้ือเร่ืองให้ชัดเจน แล้วตอบคาถามส้ันๆ ทดสอบความเข้าใจและสุดท้ายจึงเรียบเรียงใจความสาคัญของ
เนื้อเร่ืองด้วยตนเอง ส่วนเร่ืองที่นามาให้นักเรียนปึกอ่านจับใจความ ควรเป็นเร่ืองที่เหมาะสมกับระดับช้ันเรียน
และความสามารถของนักเรียน ครูควร แนะให้นักเรียนรู้ว่าใจความสาคัญของเร่ือง มักอยู่บรรทัดแรกๆ หรืออยู่
ตอนสรุปท้ายเร่อื ง ครูควรต้ังคาถาม เปน็ ตอนๆใหน้ กั เรียนอ่านข้อความเพื่อหาคาตอบ และ'iเก'ให้เล่าเร่ืองย่อแก
ให้สรปุ ความว่าในเร่อื งกล่าวถึงใคร ทาอะไร ทีไ่ หน อย่างไร ทาไมและเกิดผลอย่างไร แล้วเขียนปันทึกย่อ ไว้ การ
อ่านจบั ใจความต้องแกตั้งแตช่ ั้นประถมศึกษาแกอย่างต่อเน่ืองแกให้ถูกวิธีต้ังแต่ท่าน่ัง ต้องน่ังในท่าสบาย หลังไม่
งอ เคลื่อนสายตาจากจุดที่สายตาจับตัวหนังสือต่อไปเร่ือยๆ พยายาม ลดการมองย้อนกลับ ศึกษาคาศัพท์
เพิ่มขนึ้ หดั จับประเด็นสาคญั ทีอ่ า่ น มีการปนั ทึกผลการอา่ น ทุกครั้ง เพื่อเสริมแรงในการอ่าน
การอา่ นจบั ใจความให้บรรลุจดุ ประสงค์ มีแนวทางดังนี้
1. ต้ังจุดมุ่งหมายในการอ่านได้ชัดเจน เช่น อ่านเพื่อหาความรู้ เพื่อความเพลิดเพลิน หรือเพื่อบอก
เจตนาของผู้เขียน เพราะจะเปน็ แนวทางกาหนดการอา่ นได้อย่างเหมาะสม และจับใจความหรือคาตอบได้รวดเร็ว
ยิง่ ข้นึ
2. สารวจส่วนประกอบของหนังสืออย่างคร่าวๆ เช่น ชื่อเร่ือง คานา สารบัญ คาชี้แจงการใช้หนังสือ
ภาคผนวก ฯลฯ เพราะส่วนประกอบของหนังสือจะทาให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับเร่ืองหรือหนังสือที่อ่านได้
กว้างขวางและรวดเรว็
3. ทาความเข้าใจลักษณะของหนังสือว่าประเภทใด เช่น สารคดี ตารา บทความ ฯลฯ ซึ่งจะช่วยให้มี
แนวทางอา่ นจับใจความสาคัญ ได้ง่าย
4. ใช้ความสามารถทางภาษาในด้านการแปลความหมายของคา ประโยค และข้อความต่างๆอย่าง
ถูกต้องรวดเร็วใช้ประสบการณ์หรือภูมิหลังเกี่ยวกับเร่ืองที่อ่านมาประกอบ จะทาความเข้าใจและจับใจความที่
อ่านได้ง่ายและรวดเร็วขึน้ ขั้นตอนการอา่ นจบั ใจความ
1. อ่านผ่านๆโดยตลอด เพือ่ ให้รวู้ ่าเรือ่ งที่อา่ นว่าด้วยเร่อื งอะไร จุดใดเปน็ จดุ สาคัญของเรื่อง
2. อ่านให้ละเอียด เพื่อทาความเข้าใจอย่างชัดเจน ไม่ควรหยุดอ่านระหว่างเร่ืองเพราะจะทาให้ความ
เข้าใจไม่ติดตอ่ กัน
3. อ่านซ้าตอนทีไ่ ม่เข้าใจ และตรวจสอบความเข้าใจบางตอนใหแ้ นน่ อนถกู ต้อง
4. เรียบเรียงใจความสาคญั ของเรือ่ งดว้ ยตนเอง
ความหมายของคาประพันธ์
วิเชียร เกษประทุม (2546, หน้า 1) กล่าวว่า คาประพันธ์ หมายถึง ถ้อยคาที่เรียบเรียงให้เป็น
ระเบียบบญั ญัติแหง่ ฉนั ทลักษณ์ โดยมีกาหนดบงั คบั ต่าง ๆ เพื่อใหเ้ กิดความไพรเราะต่างไปจากถ้อยคาธรรมดา
วันเพ็ญ เทพโสภา (2550, หน้า 1) กล่าวว่า คาประพันธ์ หมายถึง ถ้อยคาที่เรียบเรียงขึ้น โดยมี
ข้อบงั คบั การจากัดคาและวรรคตอนต้องสัมผัสกันอย่างไพระเราะตามกฎเกณฑท์ ีว่ างไว้
จากคากล่าวข้างตน้ สามารถสรุปได้วา่ ถ้อยคาทีเ่ รยี บเรียงให้เป็นระเบียบบัญญตั ิแหง่ ฉนั ท์ลักษณ์ โดยมี
กาหนด การจากัดคาและวรรคตอนต้องสัมผัสกันอย่างไพระเราะตามกฎเกณฑ์ที่วางไว้ เพื่อให้เกิดความ
ไพรเราะต่างไปจากถ้อยคาธรรมดา
ประเภทของคาประพนั ธ์ไทย
1. โคลง คอื คาประพนั ธ์ชนิดหนึ่ง ซึ่งมวี ิธีเรียบเรียงถ้อยคา เข้าคณะ มีกาหนดเอกโท และสัมผัส แต่มิได
บัญญัติ บงั คบั ครลุ หุ โคลงแบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ โคลงสุภาพ โคลงด้ัน และโคลงโบราณ
2. ฉันท์ คือลักษณะถ้อยคา ที่กวีได้ร้อยกรองขึ้น ไห้เกิดความไพเราะ ซาบซึ้ง โดยกาหนดคณะ ครุลหุ
และสัมผัสไว้ เป็นมาตรฐาน ฉันท์นี้ไทยได้ถ่ายแบบมาจากอินเดีย ของเดิมแต่งเป็นภาษาบาลี และสันสกฤต
โดยเฉพาะในภาษาบาลี เขามีตาราที่กล่าวถึง วิธีแต่งฉันท์ไว้ เป็นแบบฉบับ เรียกชื่อว่า "คัมภีร์วุตโตทัย" แล้ว
ต่อมาไทยเราได้จาลองแบบ มาแต่งในภาษาไทย โดยเพิ่มเติม บังคับสัมผัสขึ้น เพื่อให้เกิดความไพเราะ ตามแบบ
นิยมของไทย ซึ่งในภาษาเดิมของเขา หามีไม่
ฉนั ท์ในภาษาบาลี แบ่งออกเปน็ 2 ชนิด คือ ฉันท์วรรณพฤติ กบั ฉนั ท์มาตราพฤติ ฉนั ท์ใด กาหนดดว้ ย
ตัวอักษร คือ วางคณะ และกาหนดเสียงหนกั เบา ทีเ่ รยี กว่าครลุ หุ เป็นสาคัญ ฉนั ท์นน้ั เรียกว่า วรรณพฤติ ฉันท์
ใด กาหนดดว้ ยมาตรา คือ วางจังหวะส้ันยาว ของมาตราเสียง เปน็ สาคัญ นับคาลหเุ ป็น 1 มาตรา คาครุ นับเป็น
2 มาตรา ไม่กาหนดตัวอักษร เหมอื นอย่างวรรณพฤติ ฉนั ท์นนั้ เรียกว่า มาตราพฤติ ฉนั ท์มชี ื่อต่างๆตามทีป่ รากฏ
ในคัมภรี ์วุตโตทยั มีถึง 108 ฉันท์ แตไ่ ทยเราดดั แปลง เอามาใช้ไม่หมด เลือกเอามาแตเ่ ฉพาะที่เหน็ ว่าไพเราะ มี
ทานองอ่านสละสลวย และเหมาะแก่การที่จะบรรจุคาในภาษาไทยได้ดี เท่านั้น
3. กาพย์ คือคาประพันธ์ชนิดหนึง่ ซึ่งมีกาหนดคณะ พยางค์ และสัมผัส มีลกั ษณะคล้ายกับฉนั ท์ แต่ไม่
นิยม ครุ ลหุ เหมือนกับฉันท์
4.ร่าย เป็นชื่อของคาประพันธ์ ชนิดหนง่ึ ซึ่งไม่กาหนดว่า จะต้องมบี ท หรือบาท เท่านั้น เท่านี้ จะแต่งให้
ยาว เท่าไรก็ได้ เปน็ แตต่ ้อง เรียงคา ให้คล้องจองกนั ตามข้อบงั คบั เท่านั้น
5.กลอน คือลกั ษณะคาประพนั ธ์ ที่เรยี บเรียงเข้าเป็นคณะ มีสัมผสั กัน ตามลักษณะบัญญัติ เป็นชนิดๆ
แตไ่ ม่มบี ังคับ เอกโท และครุลหุ กลอนแบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือกลอนสภุ าพ กลอนลานาและกลอนตลาด
ลักษณะของคาประพันธ์ประเภทกลอน
คาประพันธ์ประเภทกลอน คือคาประพันธ์ ทีเ่ รยี บเรียงเข้าเปน็ คณะ มีสมั ผสั กัน ตามลักษณะบัญญัติ
เปน็ ชนิดๆ แตไ่ ม่มบี ังคบั เอกโท และครลุ หุ กลอนแบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือกลอนสุภาพ กลอนลานาและกลอน
ตลาด
บทของกลอน
คากลอนวรรคหนง่ึ เรียกว่า กลอนหน่ึง สองวรรค หรอื สองกลอน เรียกว่า บาทหน่ึงหรอื คาหน่งึ สองคา
หรอื สองบาท หรอื สี่วรรค หรอื สี่กลอน เรียกว่า บทหนึง่ วรรคท้ังสี่ของกลอน ยงั มีชื่อเรยี กต่างๆ กัน และนิยมใช้
เสียงต่างๆ กันอีก คอื
1. กลอนสลับ ได้แก่ กลอนวรรคต้น คาสุดท้าย ใช้คาเต้น คือนอกจากเสียงสามัญ แต่ถ้าจะใช้ กไ็ ม่หา้ ม
2. กลอนรบั ได้แก่ กลอนวรรคทีส่ อง คาสุดท้าย นิยมใช้ เสียงจัตวา หา้ มใช้เสียงโท, สามญั , ตร,ี และ
วรรณยุกต์เอกมีรปู วรรณยุกต์เอกไม่มรี ปู ไม่ห้าม แต่ต้องให้คาสุดท้าย ของกลอนรอง เป็นเสียงตรี
3. กลอนรอง ได้แก่ กลอนวรรคทีส่ าม คาสุดท้าย นิยมใช้ เสียงสามญั ห้ามใชเ้ สียงจัตวา หรอื คาทีม่ รี ูป
วรรณยุกต์
4. กลอนส่ง ได้แก่ กลอนวรรคทีส่ ่ี คาสดุ ท้าย นิยมใช้ เสียงสามัญ หา้ มใช้คาตาย และคาที่มรี ปู
วรรณยกุ ต์ จะใช้คาตายเสียงตรี บ้างก็ได้
บาทของกลอน
คากลอนน้ัน นับ 2 วรรคเปน็ 1 บาท ตามธรรมดา กลอนบทหนง่ึ จะต้องมีอย่างน้อย 2 บาท (เว้นไว้แต่
กลอนเพลงยาว หรอื กลอนนิราศ ซึง่ นิยมใชบ้ ทแรก ที่ข้ึนตน้ เรือ่ ง เพียง 3 วรรค) บาทแรก เรียกว่า บาทเอก
บาทที่ 2 เรียกว่า บาทโท คากลอนจะยาวเท่าไรกต็ าม คงเรียกช่อื ว่า บาทเอก บาทโทสลบั กันไปจนจบ และต้อง
จบลง ด้วยบาทโทเสมอ
หลกั นิยามทัว่ ไปของกลอน
1. คาสุดท้ายของวรรคที่ 1 และวรรคที่ 2 ก็ดี คาสุดท้ายของวรรคที่ 3 และวรรคที่ 4 ก็ดี ไม่ควรใช้
คา ทีม่ เี สียงเหมอื นกัน หรอื คาทีใ่ ชส้ ระ และตวั สะกด ในมาตราเดียวกัน
2. คาที่รับสมั ผัส ในวรรคที่ 2 และที่ 4 ควรให้ตาแหนง่ สัมผัส ตกอยู่ที่พยางค์สุดท้าย ของคา ไม่ควร
ให้สัมผัสลงทีต่ ้นคา หรอื กลางคา ยิ่งเป็นกลอนขับร้อง ยิ่งตอ้ งระวังเป็นพิเศษ เพราะจะทาใหเ้ สียความ ในเวลา
ขบั ร้อง
3. คาสดุ ท้ายของวรรค ควรใช้คาเต็ม ไม่ควรใชค้ รึ่งคา หรอื ยัติภังค์ เว้นไว้แต่ แต่งเปน็ กลบทยัติภังค์
หรอื เป็น โคลง, ฉนั ท์ และกาพย์
4. ไม่ควรใช้ภาษาอื่น ทีย่ ังมไิ ด้รบั รอง มาใช้เปน็ ส่วนหน่งึ แหง่ ภาษาไทย
5. ไม่ควรใช้ "ภาษาแสลงโสต คือถ้อยคาทีพ่ ูดด้วยความตลกคะนอง หยาบโลน หรอื เปรียบเทียบ กบั
ของหยาบ ซึง่ ใช้กันอยู่ ในกลุ่มคนสว่ นน้อย และรู้กัน แต่เฉพาะในวงแคบๆ เชน่ คาวา่ ม่องเท่ง, จาหนับ.จา้ บ๊ะ,
ต้ักฉึก้ , ถงั แตก, ยกล้อ ฯลฯ
ความหมายของแบบฝึก
แบบฝกึ เปน็ อปุ กรณ์การเรียนการสอนอย่างหนึง่ ทีช่ ่วยอานวยความสะดวกแก่ผสู้ อน สามารถทาให้
เด็กเกิดความรู้ความเข้าใจในเนือ้ หาทีค่ รูสอน นกั การศึกษาได้ให้ความหมายของแบบฝกึ ไว้หลายประการด้วยกัน
ชัยยงค์ พรหมวงศ์ และคณะ ( 2537 : 490 ) ได้ให้ความหมายของแบบฝกึ ปฏิบัติไว้ว่า
หมายถึง คู่มอื นักเรียน ทีน่ ักเรียนต้องใช้ควบคู่ไปกับการเรียนการสอนจากชุดการสอน เป็นส่วนหน่งึ ทีน่ กั เรียน
บันทึกสาระสาคญั และทาแบบฝกึ หัดด้วย มีลักษณะคล้ายกับ แบบฝกึ หดั แต่ครอบคลมุ กิจกรรมที่ผู้เรยี นพึง
กระทามากกว่าแบบฝกึ หดั อาจจะกาหนดแยกเปน็ แตล่ ะหนว่ ย เรียกว่า Workbook โดยเยบ็ รวมเรียงตามลาดับ
ต้ังแตห่ น่วยที่ 1 ขึน้ ไป แบบฝกึ ปฏิบตั ิเปน็ สมบัติสว่ นตวั ของผู้เรยี น แตต่ ้องเก็บไว้ทีช่ ุดการสอนเปน็ ตัวอย่าง 1 ชุด
เสมอ
ขจรี ัตน์ หงษ์ประสงค์ (2534, หนา้ 14) กล่าวว่า แบบฝกึ และแบบฝกึ หัด เป็นอปุ กรณ์การเรียนการ
สอนอย่างหนึ่งที่ครูใช้ฝกึ ทกั ษะหลงั จากที่นักเรียนได้เรียนเนือ้ หาจากแบบเรียนแล้ว
พรสวรรค์ คาบญุ (2534, หนา้ 17) กล่าวว่า แบบฝกึ สร้างขึน้ เพื่อเสริมสร้างทักษะให้แก่นกั เรียน มี
ลักษณะเป็นแบบฝกึ ที่มกี ิจกรรมให้นักเรียนกระทา เช่น การต้ังโจทย์ให้นกั เรียนตอบ หรอื การยกข้อความมาเป็น
แบบฝกึ หลงั จากที่เรยี นไปแล้ว โดยมีจดุ มงุ่ หมายเพือ่ พัฒนาความสามารถของนกั เรียน
จากคากล่าวข้างตน้ สามารถสรุปได้ว่า แบบฝกึ ทักษะหรอื แบบฝกึ หดั คือ สื่อการเรียนการสอนชนิดหนึ่ง
ทีน่ ามาใช้ในการฝกึ ทกั ษะให้กับผเู้ รียน หลังจากทีเ่ รยี นจบบทเรียนหรอื เนือ้ หาในช่วงหนึ่ง ๆ เพื่อฝึกฝน ให้เกิด
ความรู้ ความเข้าใจ ความชานาญในเนือ่ งนน้ั ๆ
ความสาคัญของแบบฝึก
ในการเรียนการสอนภาษาไทย แบบฝกึ เป็นอปุ กรณ์การสอนอย่างหนึง่ ทีม่ คี วามสาคญั ต่อการเรียนการ
สอน เพื่อให้บรรลเุ ป้าหมายที่วางไว้ ดังน้ัน จึงเป็นหน้าทีข่ องครผู สู้ อนโดยตรงที่จะต้องสร้างแบบฝกึ ให้เหมาะสม
กับเรื่องที่สอน เพื่อให้เกิดทกั ษะและเข้าใจมากขึ้น ครูจึงตอ้ งคานึงถึงวิธีสอน การเตรียมบทเรียนและการเลือก
แบบฝกึ หดั ประกอบนอกเหนือแบบเรียน เพื่อให้การสอนประสบผลดียิ่งขึน้ เนือ่ งจากแบบฝกึ ทักษะมีความสาคัญ
ดังทีก่ ล่าวมาแล้ว จึงจาเป็นอย่างยิ่งที่ครูผสู้ อนจะต้องศกึ ษาหาความรใู้ นการสร้างแบบฝกึ หดั ที่จะฝกึ ทักษะให้แก่
นกั เรียน ครูจะต้องเลือกเฟ้น หรอื สร้างแบบฝกึ ใหม้ ีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับการเรียนมากทีส่ ุด แบบฝกึ
เปน็ อปุ กรณ์การเรียนการสอนอย่างหนง่ึ ทีส่ ร้างข้นึ เพือ่ ฝกึ ทักษะหลังจากการเรียน เนือ้ หาไปแล้ว แบบฝกึ จึงเป็น
สิง่ ทีช่ ่วยการสอนของครูให้ประสบความสาเรจ็ นกั การศกึ ษาได้ให้ความสาคัญของแบบฝกึ ไว้ดงั น้ี
กรรณิการ์ ศกุ ร เวทย์ศริ ิ (2533, หนา้ 53–54) กล่าวว่า แบบฝกึ คือ เครื่องมือที่ทาให้เกิดการเรียนรู้
ได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ แบบฝกึ สามารถฝึกทักษะทางภาษาได้ทุก ๆ ด้าน นอกจากนี้แบบฝกึ ยังช่วยให้นกั เรียนมี
พัฒนาการทางภาษาได้อย่างกว้างขวาง
ประยงค์ งามจิตร (2533, หน้า 41) กล่าวว่า แบบฝกึ เป็นกิจกรรมที่ทาให้ผเู้ รียนมีความชานาญ
แมน่ ยาในบทเรียนน้ัน ๆ และก่อใหเ้ กิดการเรยี นรู้ทีด่ ี
อ้อมน้อย เจริญธรรม (2534, หนา้ 54) กล่าวว่า แบบฝกึ สามารถนาทักษะทางภาษามาใช้ได้ทุก ๆ
ด้าน ถ้านกั เรียนมโี อกาสได้ฝกึ หัดจนเกิดความเข้าใจจริง ๆ แบบฝกึ จะช่วยในการสอนของครู และการเรียนของ
นกั เรียนประสบผลสาเร็จ
อนงค์ วิชาลัย (2536, หน้า 27) กล่าวว่า แบบฝกึ มีความสาคัญ คอื เป็นวิธีสอนที่สนกุ อีกวิธีหนึ่ง การ
ให้นักเรียนทาแบบฝกึ มาก ๆ ช่วยใหน้ ักเรียนมพี ัฒนาการทางภาษาดีข้ึน เพราะนกั เรียนมีโอกาสนาความรทู้ ีเ่ รียน
มาแล้วมาฝกึ ใหเ้ กิดความเข้าใจกว้างขวางยิ่งข้ึน
จากคานิยามของนักการศกึ ษาข้างต้นสามารถสรปุ ได้วา่ ความสาคญั ของแบบฝกึ คือ ทาให้ผู้เรียนเกิด
ทักษะ เกิดความชานาญ เมื่อผเู้ รียนมีการฝึกมาก ๆ จะทาให้ผเู้ รียนมีความเข้าใจดียิ่งข้ึน และแบบฝกึ ยังช่วย
กระตนุ้ ให้ผเู้ รียนเกิดความสนใจ และเกิดการเรยี นรู้ทีด่ ีข้ึน
ประโยชนข์ องแบบฝึก
แบบฝกึ มีความจาเปน็ อย่างยิง่ ตอ่ ครผู สู้ อนภาษาไทยในการที่จะทาใหน้ ักเรียนได้ฝกึ ฝนในสิ่งทีต่ นเรียนไป
แล้วใหเ้ กิดความชานาญยิ่งขึน้ มีนกั วิชาการทางการศกึ ษาได้กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝกึ ไว้ตา่ งกนั ดังน้ี
กรรณิการ์ ศกุ รเวทย์ศริ ิ (2533, หนา้ 54) กล่าวว่า การฝึกทกั ษะทาให้นักเรียนได้รับประสบการณ์
ตรง เข้าใจบทเรียนได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ การฝึกฝนจะทาให้นกั เรียนมีความเชอ่ื ม่ัน สามารถประเมินผลงานของ
ตวั เองได้ ตลอดจนได้ฝึกให้นักเรียนมคี วามรบั ผดิ ชอบต่องานทีไ่ ด้รบั มอบหมาย สามารถทาเองได้ตามลาพงั
รัชนี ศรีไพวรรณ ( 2527 : 12 ) กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝกึ ทกั ษะไว้วา่
1 ทาให้นักเรียนเข้าใจบทเรียนได้มากขึ้น
2 ให้ครูทราบความเข้าใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน
3 ช่วยใหค้ รสู ามารถปรบั ปรุงเน้ือหาวิธีสอน และกิจกรรมใหม่แต่ละบทเรียน
4 ช่วยเดก็ ใหเ้ รียนได้ดีตามความสามารถของเดก็
5 ฝกึ ใหเ้ ด็กมีความเชื่อมัน่ และสามารถประเมินผลงานของตนเองได้
6 ฝกึ ใหเ้ ดก็ ทางานตามลาดบั มีความรบั ผดิ ชอบในงานที่ได้รบั มอบหมาย
อดลุ ย์ ภูปลืม้ (2539, หนา้ 24-25) กล่าวว่าประโยชน์ของแบบฝกึ มีดงั น้ี
1. ช่วยให้ผเู้ รียนเข้าใจบทเรียนได้ดีข้นึ
2. ช่วยให้ผเู้ รียนจดจาเนือ้ หาของบทเรียน และคาศัพท์ต่าง ๆ ได้คงทน
3. ทาให้เกิดความสนุกสนาน
4. ทาให้นักเรียนทราบความก้าวหน้าของตนเอง
5. สามารถนาแบบฝกึ มาทบทวนเนือ้ หาเดิมด้วยตนเองได้
6. ทาให้ครูผสู้ อนทราบความบกพร่องของนกั เรียน
7. ทาให้ประหยัดเวลา
8. ทาให้นกั เรียนสามารถนาภาษาไปใช้ส่อื สารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากท่านผรู้ ู้ได้กล่าวมาข้างต้นสามารถสรุปได้วา่ แบบฝกึ มีความจาเป็นต่อการเรียนภาษาไทยมาก
เพราะแบบฝกึ จะช่วยใหน้ กั เรียนสามารถจดจาเนือ้ หาในบทเรียนได้ และแบบฝกึ ยงั สามารถนากลับมาทบทวน
เนือ้ หาเดิมทีเ่ รียนไปแล้วได้
งานวจิ ยั ภายในประเทศ
พชั รนิ ทร์ แจ่มจารูญ ได้ศึกษาเกี่ยวกับ การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิท์ างการอานจบั ใจความของ
นกั เรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 โรงเรียนสงั กัดกรมสามัญศึกษา อาเภอชะอา จังหวัดเพชรบรุ ี ที่ได้รับการสอน
อ่านแบบปฏิสัมพันธ์ KWL-PLUS กบั วิธีสอนแบบปกติ ผลปรากฏว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการอา่ นจับใจความของ
นกั เรียนที่ได้รบั การสอนแบบปฏิสัมพนั ธ์ KWL-PLUS แตกต่างกับวิธีสอนแบบแกติอย่างมนี ัยสาคัญทางสถิติที่
.05
กินาริน ตนั เสียงสม ได้ศึกษาเกีย่ วกบั การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิก์ ารเรียนรู้สาระภาษาไทยด้านการ
อ่านจับใจความสาคญั ของนักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 2 ทีส่ อนดว้ ยวิธีสอนแบบร่วมมือเรยี นรู้กบั วิธีสอนแบบ
ปกติ ผลปรากฏว่า ผลการเรียนรสู้ าระการเรียนรภู้ าษาไทยด้านการอ่านจบั ใจความของนักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปี
ที่ 2 ด้วยวิธีการสอนแบบร่วมมอื เรียนรู้กบั วิธีการสอนแบบปกติแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคญั ทางสถิติที่ .01 โดย
นักเรียนทีส่ อนด้วยวิธีสอนแบบร่วมมือมีผลสัมฤทธิ์สงู กว่าสอนแบบปกติ
จริ ตนา ผ่องแสงสขุ ได้ศึกษาเกี่ยวกบั การพฒั นาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนวิชาภาษาไทยเร่อื งการ
อ่านจบั ใจความสาคัญของนักเรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 สังกดั สานกั งานเขตพืน้ ที่การศกึ ษาสพุ รรณบุรี เขต 2
ผลปรากฏว่า ผลสมั ฤทธิด์ ้านการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนวิชาภาษาไทยของนกั เรียนชั้น
มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกนั อย่างมนี ัยสาคัญทางสถิตทิ ี่ .01 แสดงว่าหลงั เรียนสงู กว่า
ก่อนเรียน
วิลาสินี แสนวัง ได้ศึกษาเกี่ยวกับ การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิด์ า้ นการอ่านสรุปความสารทีไ่ ด้รับ
ความรสู้ ึกทางบวกและสารที่ได้รับความรสู้ ึกด้านลบของนักเรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 ผลปรากฏว่า ผลสัมฤทธิ์
ด้านการอ่านสรปุ ความสารทีไ่ ด้รบั ความรสู้ ึกทางบวกและสารที่ได้รับความรสู้ ึกด้านลบของนักเรียนช้ัน
มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 หลังเรียนสงู กว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยทีส่ าคญั ทางสถิติที่ .01
รกั ษ์ศิริ สิทธิโชค (2531) ได้ศึกษาความสัมพนั ธ์ระหว่างเจตคติต่อวิชาภาษาไทยกับผลสัมฤทธิใ์ นการ
เรียนวิชาภาษาไทยของนกั ศึกษาวิทยาลัยพลศึกษา โดยใช้ตวั อย่างประชากรคือนกั ศึกษาวิทยาลยั พลศึกษา
จานวน530 คน ซึ่งได้มาจากการลุ่มตามกลุ่ม เครื่องมอื ที่ใชใ้ นการ วิจยั คือ แบบวดั เจตคตติ ่อวชิ าภาษาไทย
แบบทดสอบวิชาหลกั ภาษาและการใช้ภาษาไทย แบบทดสอบวิชาประวตั ิวรรณคดีและวรรณกรรมของไทย
ผลการวิจยั พบว่านักศึกษาวิทยาลยั พลศกึ ษามีเจตคติต่อวิชาภาษาไทยทางบวก และเจตคตติ ่อวิชาภาษาไทยและ
ในการ เรียนของนักศึกษาวิทยาลัยพลศกึ ษา มีความสัมพนั ธ์กันทางบวกอย่างมีนัยสาคญั ทางสถิติที่ระคบั .01
โดยมีค่าสมั ประสิทธิ์สหสัมพนั ธ์ เท่ากบั 0.1373
พทุ ธชาด อินทรักษา (2533) ได้ศึกษาความคิดเหน็ ของครภู าษาไทย เกีย่ วกบั การใช้ นิทานพ้นื บ้าน
อีสานประกอบการเรียนการสอนอ่าน ระดบั ช้ันมัธยมศึกษาตอนตน้ เขตการศกึ ษา 9โดยใช้แบบสอบถามกบั กลุ่ม
ตวั อย่างประชากรซึ่งเป็นครูภาษาไทยทีส่ อนระดบั ช้ันมัธยมศึกษาตอนต้นสังกัดกรมสามัญศึกษาในเขตการศกึ ษา
1 จานวน 254 คน นาข้อมลู มาวิเคราะหห์ าค่าร้อยละและส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่าครู
ภาษาไทยมีความเหน็ ว่าการนานิทานพ้ืนบ้านอสี านมาประกอบการเรียนการสอนอ่านน้อยมากและครูภาษาไทย
อีกส่วนหน่งึ มคี วามเห็นว่าการนานิทานพ้ืนบ้านอีสานมาประกอบการเรียนการสอนอ่านมปี ระโยชน์มาก
งานวจิ ัยตา่ งประเทศ
แบลงเคนชิพ(Blankenship.1976:714-A) ทาการวิจัยเร่ืองผลของการฝึกความคิดสร้างสรรค์ที่มีต่อ
มโนทศั ฯ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นและการแสดงออกทางการสรา้ งสรรคข์ องนักเรียนเกรด 1 โดยใช้กิจกรรม 15
กิจกรรม กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนเกรด 1 เมืองฮีนทิงตัน รัฐเวสต์ เวอร์จิเนีย จานวน 96 คน แบ่งเป็นกลุ่ม
ทดลองและกลุ่มควบคุมโดยฝึกใหก้ ลุ่มทดลองมคี วามคิดสร้างสรรค์พบว่ากลุ่มทดลองมีความสามารถในการคิด
สร้างสรรคส์ งู ข้ึนอย่างมนี ัยสาคญั ทางสถิติในขณะที่กลุ่มควบคุมไม่มพี ฒั นาการความคิดสร้างสรรค์
จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบฝึกและการฝึกทักษะต่างๆสรุปได้ว่าการพัฒนาแบบฝึ กหรือ
แบบฝกึ ทกั ษะให้สอดคล้องกบั เนือ้ หาที่ต้องการจะเรียนรู้มีส่วนช่วยส่งเสริมและพัฒนาการเรียนของนักเรียนได้ดี
ขึน้ เพราะทักษะการอา่ นเป็นทกั ษะเริ่มตน้ ในการเรียนรู้ซึง่ จะก้าวตอ่ ไปสู่ทักษะอืน่ ๆซึ่งแบบฝึกก็เป็นวิธีหนึ่งในการ
แก้ปญั หาเรื่องการอา่ นของนกั เรียนด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะสร้างแบบฝึกพัฒนาการอ่านคาควบกล้า
สาหรับเด็กนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันปีที่ 1เพื่อฝึกฝนทักษะด้านการอ่านคาควบกล้าให้ถูกต้อง
ต่อไป
บทที่ 3
วิธีดาเนินการวจิ ยั
การวิจยั ในคร้ังนี้ ผวู้ ิจัยใช้รูปแบบการวิจัยแบบ One group pretest-posttest design เพื่อเปรียบเทียบ
ผลสัมฤทธิ์การอ่านจบั ใจความสาคญั คาประพันธ์ประเภทกลอน ของนักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 1 โรงเรียน
ธิดาแม่พระ จังหวัดสรุ าษฎรธ์ านี โดยสังเกตผลสัมฤทธิก์ ารอ่านจบั ใจความสาคัญคาประพันธ์ประเภทกลอน
ก่อนเรียนและหลงั เรยี น ได้ดาเนนิ การ ดังนี้
1. ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง
2. เครือ่ งมือทีใ่ ชใ้ นการศกึ ษา
3. วิธีสร้างแบบฝกึ ทกั ษะการอ่านจบั ใจความคาประพนั ธ์ประเภทกลอน
๔. วิธีหาประสิทธิภาพแบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นจบั ใจความคาประพันธ์ประเภทกลอน
๕. ระยะเวลาที่ใชใ้ นการศกึ ษา
๖. การดาเนินการศกึ ษา
๗. สถิตทิ ีใ่ ชใ้ นการศกึ ษา
ประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง
๑. ประชากรทีใ่ ชใ้ นการวิจยั คร้ังนี้ ได้แก่ นักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 1 โรงเรียนธิดาแมพ่ ระ
จงั หวดั สุราษฎรธ์ านี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา 2564 จานวน 1 หอ้ งเรียน รวม 44 คน
๒. กลุ่มตัวอย่างทีใ่ ชใ้ นการวิจยั ครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 1
โรงเรยี นธิดาแม่พระ จังหวดั สรุ าษฎรธ์ านี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา 2564 ซึ่งได้จากการเลือกแบบ
เจาะจง ( Purposive Selection ) มา 1 หอ้ งเรียน จานวน 10 คน เนือ่ งจากเปน็ ห้องที่มผี ลสมั ฤทธิด์ า้ นการอ่าน
จบั ใจความคาประพนั ธ์ประเภทกลอนค่อนขา้ งต่า
เครื่องมือทีใ่ ชใ้ นการวิจัย
เครื่องมือที่ใชใ้ นการวิจัยประกอบด้วย
1.แบบฝกึ ทกั ษะการอ่านจับใจความสาคัญคาประพันธ์ประเภทกลอน จานวน 7 บท ซึง่ แตล่ ะ
บทจะมีเน้ือหาแตกต่างกันไป
2.แผนการจดั การเรียนรู้การอ่านจบั ใจความสาคญั คาประพนั ธ์ประเภทกลอน โดยใช้แบบฝกึ
ทักษะการอา่ นจบั ใจความสาคญั คาประพนั ธ์ประเภทกลอน จานวน 7 แผน แผนละ 1 ชัว่ โมง
3.แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์การอ่านจับใจความสาคญั คาประพนั ธ์ประเภทกลอน ก่อนเรียน
และหลังเรียน ซึง่ ได้จากการคดั เลือกคาประพันธ์ตา่ ง ๆ ที่มคี ณุ ค่าดา้ นวรรณศิลป์เหมาะสมแก่การเรียนรู้ ซึ่ง
ส่วนมากเปน็ คาประพนั ธ์ทีไ่ ด้รบั รางวลั ซีไรต์ สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศกึ ษาธิการที่ต้องการยกระดบั
คุณภาพการศกึ ษาเข้าสู่มาตรฐานสากล
การสรา้ งและหาคุณภาพเครือ่ งมาท่ใี ช้ในการวิจัย
ข้ันตอนการสร้างเครือ่ งมือ
1. สรา้ งแบบฝกึ ทักษะการจับใจความคาประพนั ธ์ประเภทกลอน โดยดาเนนิ การดงั นี้
1.1 ศกึ ษาตาราและเอกสารที่เกีย่ วข้อง
1.2 ศกึ ษาหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 กลุ่มสาระการเรยี นรู้
วิชาภาษาไทย ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 1 เพือ่ เปน็ แนวทางในการทาแบบฝกึ ทักษะการอา่ นจบั ใจความคาประพันธ์
ประเภทกลอนและแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การจับใจความคาประพันธ์ประเภทกลอนก่อนเรียนและหลงั เรียน
โดยดาเนินการดังน้ี
1.3 ศกึ ษาเนือ้ หาเกีย่ วกับคาประพนั ธ์ที่มีคุณค่าและเหมาะสมกบั นกั เรียน
1.4 รวบรวมคาประพนั ธ์ที่มีคุณค่าและเหมาะสมกับนักเรียน
1.5 นาคาประพันธ์ทีม่ คี ุณค่าและเหมาะสมกบั นกั เรียนทีร่ วบรวมมาสร้างเป็นแบบทดสอบวัด
ผลสมั ฤทธิ์ดา้ นการอ่านจบั ใจความคาประพนั ธ์ประเภทกลอนและแบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นจบั ใจความคาประพันธ์
ประเภทกลอน
1.6 นาแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิด์ ้านการอ่านจบั ใจความคาประพนั ธ์ประเภทกลอนและแบบ
ฝกึ ทกั ษะการอา่ นจบั ใจความคาประพนั ธ์ประเภทกลอนมาปรบั ความยากง่ายใหเ้ หมาะสมกบั นกั เรียนชั้น
มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1
2. ขั้นตอนการสร้างแผนการจดั การเรยี นรู้การอ่านจบั ใจความคาประพันธ์ประเภทกลอน
แผนการจัดการเรียนรู้การอ่านจบั ใจความคาประพันธ์ประเภทกลอน มีจานวนท้ังสิ้น 7 แผน ใชเ้ วลา
สอนแผนละ 1 ชั่วโมง รวมทั้งสิน้ 7 ช่ัวโมง โดยมีวิธีการสร้าง ดังน้ี
2.1 ศกึ ษาหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิชาภาษาไทย ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 เพื่อเปน็ แนวทางในการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้
2.2 ศกึ ษาทฤษฎีและงานวิจยั ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนามาเป็นหลกั ในการสร้างแผนการจัดการเรยี นรู้
2.3 สร้างแผนการจัดการเรียนรจู้ านวน 7 แผน
2.5 นาแผนการจัดการเรียนรู้ไปทดสองกับนักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 ที่เป็นกลุ่มทดลอง
3. สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การจับใจความคาประพันธ์ประเภทกลอนก่อนเรียนและหลังเรียน
โดยดาเนินการดังน้ี
1.1 ศกึ ษาตาราและเอกสารทีเ่ กี่ยวข้อง
1.2 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิชาภาษาไทย ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 เพื่อเป็นแนวทางในการทาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความคาประพันธ์
ประเภทกลอนและแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การจับใจความคาประพันธ์ประเภทกลอนก่อนเรียนและหลังเรียน
โดยดาเนินการดงั น้ี
1.3 ศกึ ษาเนือ้ หาเกีย่ วกบั คาประพันธ์ทีม่ ีคุณค่าและเหมาะสมกบั นักเรียน
1.4 รวบรวมคาประพนั ธ์ทีม่ คี ุณค่าและเหมาะสมกบั นักเรียน
1.5 นาคาประพันธ์ที่มีคุณค่าและเหมาะสมกับนักเรียนที่รวบรวมมาสร้างเป็นแบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธิด์ า้ นการอา่ นจับใจความคาประพันธ์ประเภทกลอนและแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความคาประพันธ์
ประเภทกลอน
ระยะเวลาในการดาเนินการศึกษา
ในการศกึ ษาคร้ังนี้ ผู้ศึกษาได้ดาเนินการศึกษา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โดยใช้ระยะเวลาใน
การศกึ ษา 2 สปั ดาห์ คือ ต้ังแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2564 ถึงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 โดยทดลองสอน
เป็นเวลา 7 คาบเรียน คาบเรียนละ 55 นาที โดยทดสอบก่อนเรียนในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2564 และ
ทดสอบหลังเรยี นในวนั ที่ วนั ที่ 17 พฤศจกิ ายน 2564 รวมจานวนที่ศึกษาทั้งสิน้ 9 คาบเรียน
การดาเนินการทดลอง
ผวู้ ิจยั ได้ดาเนินการทดลองตามขั้นตอนตอ่ ไปนี้
1. นาแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ด้านการอา่ นจบั ใจความคาประพันธ์ประเภทกลอนไปทดสอบก่อนเรียน
กบั นกั เรียนที่เปน็ กลุ่มตัวอย่าง
2. ดาเนินการสอนกับกลุ่มตัวอย่างโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความคาประพันธ์ประเภทกลอน
ตามแผนการจดั การเรียนรู้จานวน 8 แผน แผนละ 1 ชัว่ โมง
3. นาแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิด์ ้านการอ่านจับใจความคาประพันธ์ประเภทกลอนไปทดสอบหลังเรียน
กับนกั เรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง
4. นาข้อมลู ทีไ่ ด้จากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรยี นมาวเิ คราะหเ์ พื่อโดยใช้วธิ ีการหาค่าทางสถิติเพื่อ
ทดสอบสมติฐานที่ต้ังไว้
สถิติท่ใี ชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมลู
ค่าร้อยละ
บทที่ 4
ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู
การวิจยั ครั้งนี้ เปน็ การวิจยั เชิงทดลองเพือ่ พัฒนาแบบฝกึ การอ่านจับใจความสาคญั คาประพันธ์ประเภท
กลอนโดยใช้แบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นจบั ใจความสาคัญคาประพนั ธ์ประเภทกลอน สาหรบั นักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปี
ที่ 1 เปน็ การวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มเดียว ก่อนเรียน – หลังเรียน ( One Group pretest – Posttest Sample )
ผวู้ ิจยั ขอนาเสนอข้อมลู ดังตอ่ ไปนี้
ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูล
ผวู้ ิจัยเสนอผลการวเิ คราะหข์ ้อมูลเปน็ ตอน ดังนี้
ตอนที่ 1 ผลการประเมินแบบทดสอบการอา่ นจับใจความสาคญั คาประพันธ์ประเภทกลอน
ตอนที่ 2 ผลการประเมินแบบฝึกทักษะและแผนการจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจความสาคัญคา
ประพันธ์ประเภทกลอน
ตอนที่ 3 ผลการประเมินความพึงพอใจที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสาคัญคาประพันธ์
ประเภทกลอน
ตอนที่ 4 ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความสาคัญคาประพันธ์ประเภทกลอน
ก่อนเรียนและหลังเรยี น
ตารางที่ 4.1 ตารางเปรียบเทียบคะแนน ก่อนเรยี นและหลงั เรียน
คนที่ คะแนนก่อน คะแนนหลัง ผลตา่ ง
เรียน เรียน
คนที่ 1 23 30 7
คนที่ 2 19 29 10
คนที่ 3 22 28 6
คนที่ 4 17 25 8
คนที่ 5 21 28 7
คนที่ 6 21 29 8
คนที่ 7 18 27 9
คนที่ 8 19 25 6
คนที่ 9 20 28 8
คนที่ 10 20 25 5
จากตารางท่ี 4.1 พบว่า คะแนนหลงั เรยี นของนักเรียนที่ได้รบั การสอนโดยใช้แบบฝกึ ทกั ษะการอา่ น
จบั ใจความคาประพันธ์ประเภทกลอนสูงกว่าก่อนเรยี น
ตารางที่ 4.2 ตารางที่ 4.1 ตารางสรุปผลคะแนน ก่อนเรียนและหลงั เรยี น
ค่าเฉลีย่ ค่าเฉลีย่ ของผลต่าง
ก่อนเรียน 20.00 7.40
หลงั เรยี น 27.40
จากตารางท่ี 4.2 พบว่า ค่า เฉลี่ย ทีค่ านวณได้มคี ่าเท่ากบั 7.40 ซึง่ มากกว่า ดังนน้ั จึงสรปุ ได้ว่า
ความสามารถในการอ่านจับใจความสาคญั คาประพันธ์ประเภทกลอนของนกั เรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 1
หลงั จากที่ได้รบั ฝึกทกั ษะโดยใช้แบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นจับใจความสาคญั คาประพนั ธ์ประเภทกลอนมากว่าก่อนใช้
อย่างมนี ยั สาคัญทางสถิตทิ ี่ระดับนยั สาคัญ .๐5
บทที่ 5
สรปุ อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ
ผลการวิจยั เรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านจบั ใจความคาประพนั ธ์คาประพันธ์ประเภทกลอน ของ
นกั เรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 โดยใช้แบบฝกึ ทกั ษะการอ่านจบั ใจความคาประพนั ธ์คาประพนั ธ์ประเภทกลอน ใน
ครั้งนผี้ วู้ ิจัยจะนาเสนอจุดมุ่งหมายของการวิจัย สมมุติฐาน อภปิ รายผลการวิจัยและขอ้ เสนอแนะดังตอ่ ไปนี้
1. ประชากรและกลุม่ ตัวอยา่ ง
1. ประชากรที่ใชใ้ นการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นกั เรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 โรงเรียนธิดาแมพ่ ระ
จังหวดั สุราษฎรธ์ านี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา 2564 จานวน 1 หอ้ งเรียน รวม 44 คน
2. กลุ่มตวั อย่างทีใ่ ช้ในการวิจยั คร้ังนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 โรงเรียนธิดาแม่พระ
จงั หวัดสุราษฎรธ์ านี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จานวน 1 หอ้ งเรียน รวม 44 คน ซึง่ ได้จากการ
เลือกแบบเจาะจง ( Purposive Selection ) มา 10 คน เนื่องจากเป็นหอ้ งทีม่ ผี ลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านจับใจความ
คาประพนั ธ์ประเภทกลอนค่อนข้างต่า
2. เครือ่ งมือที่ใช้ในการวิจัย
เครื่องมือที่ใชใ้ นการวิจัยประกอบด้วย
1.แบบฝกึ ทักษะการอ่านจับใจความสาคัญคาประพันธ์ประเภทกลอน จานวน 7 บท ซึง่ แตล่ ะบท
จะมีเน้อื หาแตกต่างกนั ไป
2.แผนการจดั การเรียนรู้การอ่านจบั ใจความสาคัญคาประพนั ธ์ประเภทกลอน โดยใช้แบบฝกึ ทักษะ
การอา่ นจับใจความสาคญั คาประพันธ์ประเภทกลอน จานวน 7 แผน แผนละ 1 ช่ัวโมง
3.แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิก์ ารอ่านจับใจความสาคัญคาประพันธ์ประเภทกลอน ก่อนเรียนและ
หลังเรยี น ซึง่ ได้จากการคัดเลือกคาประพันธ์ต่าง ๆ ที่มคี ุณค่าดา้ นวรรณศลิ ป์เหมาะสมแก่การเรียนรู้ ซึง่
ส่วนมากเปน็ คาประพนั ธ์ทีไ่ ด้รบั รางวลั ซีไรต์ สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศกึ ษาธิการทีต่ ้องการยกระดบั
คณุ ภาพการศกึ ษาเข้าสู่มาตรฐานสากล
การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมอื ที่ใช้ในการวิจัย
ข้ันตอนการสร้างเครื่องมือ
1. สรา้ งแบบฝกึ ทักษะการจบั ใจความคาประพนั ธ์ประเภทกลอน โดยดาเนนิ การดงั นี้
1.1 ศกึ ษาตาราและเอกสารที่เกี่ยวข้อง
1.2 ศกึ ษาหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 กลุ่มสาระการเรยี นรู้
วิชาภาษาไทย ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 1 เพื่อเป็นแนวทางในการทาแบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นจับใจความคาประพนั ธ์
ประเภทกลอนและแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิก์ ารจับใจความคาประพนั ธ์ประเภทกลอนก่อนเรียนและหลังเรียน
โดยดาเนินการดังน้ี
1.3 ศกึ ษาเนือ้ หาเกีย่ วกับคาประพนั ธ์ทีม่ ีคณุ ค่าและเหมาะสมกบั นักเรียน
1.4 รวบรวมคาประพันธ์ทีม่ คี ุณค่าและเหมาะสมกบั นักเรียน
1.5 นาคาประพันธ์ทีม่ คี ณุ ค่าและเหมาะสมกบั นกั เรียนที่รวบรวมมาสร้างเป็นแบบทดสอบวดั
ผลสมั ฤทธิด์ า้ นการอ่านจบั ใจความคาประพนั ธ์ประเภทกลอนและแบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นจับใจความคาประพนั ธ์
ประเภทกลอน
1.6 นาแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ด้านการอ่านจบั ใจความคาประพนั ธ์ประเภทกลอนและแบบ
ฝกึ ทักษะการอา่ นจบั ใจความคาประพนั ธ์ประเภทกลอนมาปรบั ความยากง่ายใหเ้ หมาะสมกับนกั เรียนชั้น
มัธยมศกึ ษาปีที่ 1
2. ข้ันตอนการสร้างแผนการจัดการเรยี นรู้การอ่านจับใจความคาประพนั ธ์ประเภทกลอน
แผนการจดั การเรียนรู้การอ่านจับใจความคาประพันธ์ประเภทกลอน มีจานวนทั้งสิ้น 7 แผน ใช้เวลาสอนแผนละ
1 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 7 ช่ัวโมง โดยมีวธิ ีการสร้าง ดังน้ี
2.1 ศกึ ษาหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิชาภาษาไทย ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแผนการจดั การเรียนรู้
2.2 ศกึ ษาทฤษฎีและงานวิจยั ทีเ่ กี่ยวข้อง เพือ่ นามาเป็นหลกั ในการสร้างแผนการจัดการเรยี นรู้
2.3 สร้างแผนการจดั การเรียนรจู้ านวน 7 แผน
2.4 นาแผนการจดั การเรียนรไู้ ปทดสองกบั นกั เรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 ทีเ่ ปน็ กลุ่มทดลอง
3.สร้างแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิก์ ารจับใจความคาประพันธ์ประเภทกลอนก่อนเรียนและหลังเรียน
โดยดาเนินการดังน้ี
1.1 ศกึ ษาตาราและเอกสารทีเ่ กี่ยวข้อง
1.2 ศกึ ษาหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรยี นรู้
วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เพือ่ เปน็ แนวทางในการทาแบบฝกึ ทักษะการอา่ นจบั ใจความคาประพันธ์
ประเภทกลอนและแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิก์ ารจบั ใจความคาประพันธ์ประเภทกลอนก่อนเรียนและหลงั เรียน
โดยดาเนินการดังน้ี
1.3 ศกึ ษาเนื้อหาเกีย่ วกับคาประพนั ธ์ทีม่ ีคุณค่าและเหมาะสมกบั นกั เรียน
1.4 รวบรวมคาประพนั ธ์ที่มีคุณค่าและเหมาะสมกับนักเรียน
1.5 นาคาประพันธ์ทีม่ คี ุณค่าและเหมาะสมกับนักเรียนที่รวบรวมมาสร้างเป็นแบบทดสอบวดั
ผลสัมฤทธิ์ดา้ นการอ่านจับใจความคาประพันธ์ประเภทกลอนและแบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นจับใจความคาประพันธ์
ประเภทกลอน
1.6 นาแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิด์ ้านการอ่านจบั ใจความคาประพันธ์ประเภทกลอนและแบบ
ฝกึ ทกั ษะการอา่ นจบั ใจความคาประพันธ์ประเภทกลอนมาปรับความยากง่ายใหเ้ หมาะสมกับนักเรียนช้ัน
มัธยมศกึ ษาปีที่ 1
การดาเนนิ การทดลอง
ผวู้ ิจยั ได้ดาเนินการทดลองตามขั้นตอนตอ่ ไปนี้
1.นาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ด้านการอา่ นจบั ใจความคาประพันธ์ประเภทกลอนไปทดสอบก่อนเรียน
กบั นักเรียนที่เป็นกลุ่มตวั อย่าง
2.ดาเนินการสอนกบั กลุ่มตัวอย่างโดยใช้แบบฝกึ ทักษะการอา่ นจบั ใจความคาประพนั ธ์ประเภทกลอน
ตามแผนการจัดการเรียนรู้จานวน 8 แผน แผนละ 1 ชัว่ โมง
3.นาแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิด์ ้านการอา่ นจบั ใจความคาประพันธ์ประเภทกลอนไปทดสอบหลังเรยี น
กบั นักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง
4.นาข้อมลู ที่ได้จากการทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรยี นมาวิเคราะหเ์ พื่อโดยใช้วธิ ีการหาค่าทางสถิติเพอ่ื
ทดสอบสมติฐานที่ต้ังไว้
สรปุ ผลการวิจยั
1.แบบฝกึ ทกั ษะการอ่านจับใจความคาประพนั ธ์ประเภทกลอน มีความเหมาะสมมาก โดยมีค่าเฉลีย่ ที่
7.40โดยมีความเหมาะสมมากในทกุ หัวข้อในการแสดงความคิดเห็น
2. ความสามารถในการอ่านจบั ใจความคาประพนั ธ์ประเภทกลอน ของนักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 1
หลังจากที่ได้รับฝึกทกั ษะโดยใช้แบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นจับใจความมากกว่าก่อนใช้อย่างมนี ยั สาคญั ทางสถิติที่
ระดับนัยสาคัญ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมตุ ฐิ าน
การอภิปรายผลการวจิ ยั
จากการศกึ ษาพบว่า คะแนนความสามารถในการอ่านจับใจความคาประพนั ธ์ประเภทกลอน หลังเรยี น
ด้วยการใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะการอ่านจบั ใจความคาประพนั ธ์ประเภทกลอน สาหรับนักเรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 ได้
สงู กว่าก่อนเรยี นอย่างมนี ยั สาคัญทางสถิตทีร่ ะดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ต้ังไว้ แสดงแบบฝกึ ทักษะ
การอา่ นจบั ใจความคาประพนั ธ์ประเภทกลอน สามารถพฒั นาความสามารถทางการเรยี นรู้เร่ืองการอ่านจับ
ใจความคาประพนั ธ์ประเภทกลอน สูงขึน้
ขอ้ เสนอแนะ
1.แบบฝกึ ทกั ษะการอ่านจบั ใจความคาประพันธ์ประเภทกลอน สามารถทดลองกบั นกั เรียนช้ัน
มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 สาเร็จ แตอ่ าจนาไปพัฒนาเพือ่ ใช้ในการเรียนการสอนกับนักเรียนทีอ่ ยู่ระดับช้ันอ่นื ๆ ได้
2.ผทู้ ี่จะทาการวิจยั ในคร้ังต่อไปอาจนาไปเป็นแนวทางในการศึกษาวิจยั เพือ่ ต่อยอดการศกึ ษาได้
บรรณานกุ รม
กรมวิชาการ. (2544ข). หลักสูตรการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน. พิมพ์ครง้ั ที่ 2. กรงุ เทพฯ กระทรวงฯ.
กรมวิชาการ. (2545ก). คู่มอื การจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ : กรมฯ.
กรมวิชาการ. กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน. (2545). พิมพ์คร้ังที่ 2. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ครุ ุสภาลาดพร้าว,
กรมวิชาการ. (2546). การจดั สาระการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลกั สตู รการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน
พทุ ธศกั ราช 2544. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ครุ สุ ภาลาดพร้าว
จไุ รลกั ษณ์ ลกั ษณศริ ิ. (2543 ). ภาษากบั การส่ือสาร . นครปฐม : มหาวิทยาลัยศิลปากรณ์
ฉวีลักษณ์ บุณยะกาญจน. ( 2547). จติ วิทยาการอ่าน.กรุงเทพฯ : ธารอกั ษร.
ฉวีวรรณ คหู าภินนั ท์. (2542). การอ่านและการส่งเสริมการอ่าน. กรงุ เทพฯ : โสภณการพมิ พ์
ไชยยศ เรืองสวุ รรณ. (2547). เทคโนโลยีการศกึ ษา หลกั และแนวปฏิบัติ. มหาสารคาม : มหาวิทยาลยั ศรี
นครินทรวิโรฒ มหาสารคาม
ฐะปะนยี ์ นาครทรรพและประภาศรี สีหอาไพ. (2539). คู่มอื การจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย.
บนั ไดเก้าขนั้ เพื่อจรรโลงภาษาไทย,”.กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์ครุ ุสภาลาดพร้าว
บันลือ พฤกษะวัน. (2531). มิติใหมใ่ นการสอนอ่าน. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์ไทยวฒั นาพานิช.
บันลือ พฤกษะวนั . (2522). มิติใหมใ่ นการสอนอ่าน. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์ไทยวฒั นาพานิช.
บนั ลือ พฤกษะวนั . (2530). สอนอ่านให้เสริมสร้างกระบวนการคิด. กรงุ เทพฯ: ศูนย์สง่ เสริมวิชาการ.
บนั ลือ พฤกษะวนั และ ดารง ศริ ิเจริญ. (2532). เทคนิคและประสบการณ์การเขียนตาราทางวิชาการ.
กรงุ เทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช
ถวัลย์ มาศจรสั . (2535). การเขียนหนังสือสง่ เสริมการอ่าน และหนังสืออ่านเพิ่มเติม. กรงุ เทพฯ : บริษทั ตน้
อ้อ จากดั
ประภาศรี สีหอาไพ. (2543). วิธีสอนภาษาไทยระดบั มธั ยม. กรุงเทพมหานคร : วัฒนาพานิช
ประเมิน มหาขันธ์. (2543). การสอนอ่านเบือ้ งต้น. กรงุ เทพฯ : โอเดียนสโตร์
พูนศรี อิ่มประไพ. (2540). การศกึ ษาข้อบกพร่องในการอ่านออกเสียงภาษาไทยและการสร้างแบบฝกึ ซ่อม
เสริมสาหรบั นักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 3 ในเขตกรงุ เทพมหานคร. ปริญญานิพนธ์การศกึ ษา
มหาบัณฑิต (การประถมศึกษา). กรุงเทพฯ: บณั ฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ
ประสานมิตร. ถ่ายเอกสาร
มาลี สะอาดเอีย่ ม.(2544). ผลการเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิท์ างการเรียนเร่อื งการอ่านคาราชาศัพท์
ของนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 5. โรงเรียนบ้านศาลาสามัคคี, ปฐมวัย. สานักงานเขต
พืน้ ทีก่ ารศกึ ษาสุรินทร์ เขต 3. สุรินทร์
ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2541). เทคนิคการวิจัยทางการศึกษา.พิมพ์ครง้ั ที่ 4. กรงุ เทพฯ :
มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ ประสานมิตร.
สุชาติ พงษ์พานิช. (2546). อ่านได้อ่านดี. กรงุ เทพ ฯ : โรงพิมพ์เพิม่ ทรัพย์การพิมพ์
สชุ าติ พงษ์พานิช. ( 2546 ). ภาษาศาสตร์เบื้องต้น. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เพิ่มทรพั ย์การพิมพ์
สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. ( 2551 ). ตัวช้วี ดั และสาระการเรียนรู้
แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาช้ันพ้ืนฐาน
พทุ ธศักราช 2551 . กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากดั .
สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์. (2545).เทคนิควิจยั ด้านการอ่าน. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ :
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สุวรรณา รัตนธรรมเมธี. (2543). การพัฒนาการอ่านจบั ใจความ. ปริญญามหาบัณฑติ ครุศาสตร์
มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา
วรรณี โสมประยรู . (2544). การสอนภาษาไทยระดบั ประถมศึกษา. พิมพ์ครงั้ ที่ 4. กรุงเทพฯ :ไทยวัฒนาพานิช.
วิเชยี ร เกษประทุม. (2551 ). การพัฒนาทักษะทางภาษาไทย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เพิ่มทรัพย์การพิมพ์
อมรา ประเสริฐสนุ ธ์ุ . (2542 ). ภาษาในสังคมไทย. พิมพ์ครง้ั ที่ 2.กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อัมพร สุขเกษม. การอ่านหนังสอื . (2539). มหาสารคาม: ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์
มหาวิทยาลัยศรี นครินทรวิโรฒมหาสารคาม
ภาคผนวก
แบบทดสอบ
การอา่ นจบั ใจความคาประพันธ์ประเภทกลอน
แบบทดสอบ
เร่อื ง การอา่ นจบั ใจความจากคาประพันธ์
คาชีแ้ จง ให้เลือกคาตอบที่ถกู ต้องเพียงข้อเดียว แล้วทาเครื่องหมาย X ลงในกระดาษคาตอบ
ตอนท่ี ๑ ให้นักเรียนบอกว่าคาประพันธ์ทีก่ าหนดให้มีความหมายตรงกบั สานวนใด
๑. พวกพ้องตนใกล้ไว้ใจนกั กลับคิดหักหลังได้เล่นไม่
ซือ่ ๖. ทีค่ บั แคบหากพอใจไม่ลาบาก ทีก่ ว้างหากไม่พอใจ
ก. กาแพงมหี ู ประตูมีช่อง อยู่ไม่ได้
ข. เกลือเปน็ หนอน ก. คบั ที่อยู่ได้ คบั ใจอยู่ยาก
ค. ใกล้เกลือกินดา่ ง ข. รกั ยาวใหบ้ ั่น รกั ส้ันให้ตอ่
ง. กินบนเรือน ข้ีรดบนหลังคา ค. อยู่บ้านท่านอย่านิง่ ดดู าย ป้นั วัวปนั้ ควายใหล้ ูก
๒. ไม่เคยเหน็ โลกกว้างเปน็ อย่างไร ท่านเล่น
มัวหลงใหลว่าตนเองเก่งหนักหนา ง. เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
ก. วัวลืมตีน ๗. พบคนดแุ ม้นหว่นั พลนั อุรา ค่อยเจรจาอาจคลีค่ ลาย
ข. กระต่ายตื่นตมู ร้ายเป็นดี
ค. กบในกะลาครอบ ก. เขียนเสือให้วัวกลวั
ง. ราไม่ดีโทษปี่โทษกลอง ข. .ใจดีสู้เสือ
๓. ได้ทองคาลืมตวั มวั เหลิงหลง คนได้ดีลืมเงาลืมเผ่า ค. มาเหนอื เมฆ
พงศ์ ง. น้ากลิง้ บนใบบอน
ก. วานรได้แก้ว ๘. กาหมดั มักใช้ต่อย แตก่ า-
ข. วัวลืมตีน ปนั้ มกั ใช้ทุบจา กดั พร้อง
ค. ไก่ได้พลอย ทบุ ใดอาจผิดสา คัญมุ่ง ได้นา
ง. กิ้งก่าได้ทอง ดินนนั้ แหละทุบต้อง ถูกแท้ทุกที
๔. เขาเอือ้ เฟื้อทีพ่ านักพักอาศัย ทาเรอ่ื งให้ยุ่งยาก ก. ไม่เปน็ โล้เป็นพาย
ลาบากเขญ็ ข. ตาข้าวสานกรอกหม้อ
ก. เห็นกงจกั รเป็นดอกบวั ค. กาปน้ั ทุบดิน
ข. กินบนเรือน ข้ีรดบนหลังคา ง. หุงขา้ วประชดหมา ปิง้ ปลาประชดแมว
ค. ปล่อยเสือเข้าป่า
ง. ลางเน้ือชอบลางยา
๕. ไร้พิษสงแต่ทาท่าว่าเก่งกาจ อวดอานาจขม่ ขู่ดูน่า
กลวั
ก. ข่ชี ้างจบั ตั๊กแตน
ข. เสอื พบสิงห์
ค. เขียนเสือให้วัวกลัว
ง. กบในกะลา
ตอนท่ี ๒ ให้นกั เรียนตอบคาถามจากคาประพันธ์ทีก่ าหนดให้
๙. จาเพื่อลืมดื่มเพื่อเมาเหล้าเพือ่ โลก ข. ภาษาไทยเปน็ เอกลกั ษณ์ของชาติ
สุขเพื่อโศกหนาวเพือ่ ร้อนนอนเพือ่ ฝัน ค. ภาษาไทยมีมาต้ังแต่คราบรรพ์
จากคาประพนั ธ์ขา้ งตน้ ผแู้ ต่งตอ้ งการบอกถึงเรอ่ื ง ง. เราควรช่วยกนั รักษาภาษาไทย
อะไร ๑๓. บัดเดี๋ยวดังหงา่ งเหง่งวังเวงแว่ว
ก. ทกุ อย่างตอ้ งมีของคู่กัน สะดงุ้ แล้วเหลียวแลชะแงห้ า
ข. เหล้าเปน็ สิง่ ที่อยู่คู่กับมนุษย์ เหน็ โยคีขี่รุ้งพุ่งออกมา
ค. ผแู้ ตง่ ชองด่ืมเหล้า ประคองพาขึน้ ไปจนบนบรรพต
ง. ไม่ควรทีเ่ ราจะไปยึดติดกับอะไร คาประพันธ์ข้างตน้ เป็นตอนหน่งึ ของเร่อื งพระอภยั
๑๐. ไปเสียเถิดเจ้าภูตพรายแหง่ สายหมอก มณี ตอนทีส่ ดุ สาครโดนชีเปลือยหลอก แสดงให้
ไม่ช้าหรอกเสียงรา้ นเหล้าเขาเรียกหา เหน็ ว่า สุดสาคร มคี วามรเู้ ช่นไร
ประตูเปิดไยพวกเจ้าไม่เข้ามา ก. กล้าหาญ อยากล้างแค้นทีเ่ สียรู้ชี
มัวก้มหนา้ หดหอู่ ยู่ทาไม เปลือย
จากคาประพนั ธ์ขา้ งตน้ ผแู้ ต่งตอ้ งการบอกถึงเรื่อง ข. ไม่มอี ารมณ์ทาอะไร
อะไร ค. หวาดกลวั
ก. ควรทาให้ตนเองมีความสุข ง. ร่าเริง
ข. ควรกินเหลา้ ทกุ ๆ เช้า ๑๔. จากคาประพนั ธ์ในข้อ 16 บอกไว้ว่าสุดสาคร
ค. ร้านเหล้าจะเปิดในชว่ งเช้า ๆ นั้นหมดสิน้ เรี่ยวแรง ซึ่งบอกไว้ในวรรคใด
ง. การดม่ื เหล้าเปน็ สิ่งทีท่ าให้มีความสขุ ก. บัดเดี๋ยวดังหง่างเหง่งวังเวงแวว่
๑๑. ภาษาไทยไพเราะเสนาะนัก ข. สะดุ้งแล้วเหลียวแลชะแง้หา
เอกลกั ษณ์ชาติไทยได้สรา้ งสรรค์ ค. เห็นโยคีข่รี ุ้งพุ่งออกมา
ภาษาแม่สืบมาแต่คราบรรพ์ ง. ประคองพาขึน้ ไปจนบนบรรพต
ควรชว่ ยกันรักษาอย่าทาลาย ๑๕. จากคาประพนั ธ์ขอ้ ๑๔ คาว่า “ บรรพต”
จากคาประพนั ธ์ คาว่า “บรรพ์” มาจากคาว่าคา หมายถึงอะไร
ว่าอะไร ก. เมฆ
ก. บรรพ ข. ภูเขา
ข. บรรพต ค. โขดหินรมิ ฝง่ั น้า
ค. บรรพชิต ง. พาหนะทีใ่ ช้นง่ั
ง. บรรพบรุ ุษ
๑๒. จากคาประพนั ธ์ในข้อ ๑๑ ใจความสาคัญที่ ๑๖. ฉันเยาว์ฉันเขลาฉนั ทึ่ง
ผปู้ ระพันธ์ตอ้ งการ ส่อื คืออะไร ฉันจึงมาหาความหมาย
ก. ภาษาไทยมีความไพเราะ ฉันหวงั เก็บอะไรไปมากมาย
แตส่ ุดท้ายใหก้ ระดาษฉนั แผ่นเดียว ๒๐. จากคาประพันธ์ในข้อ ๑๙ ผแู้ ต่งต้องการ
คาประพนั ธ์ข้างตอ้ นบอกด้วยความรู้สกึ เช่นใด บอกอะไร
ก. ประชดประชัน ก. บอกใหท้ ราบว่าดอกไม้จะมีการบาน
ข. เศร้า ข. บอกว่าให้หาความรเู้ พือ่ ทาประโยชน์แก่
ค. เสียดาย ประชาชน
ง. โกรธ ค. บอกว่าคนย่อมมกี ารเดินต่อไปข้างหน้า
๑๗. โอ้ว่าอกของควายใครจะเหน็ ง. บอกว่าทกุ ชีวติ ย่อมมคี วามสับสน
๒๑. จากคาประพันธ์ในข้อ ๒๐ คาว่าเลขแตม้
มันเป็นเพียงผแู้ บกแอกหน่วงหนกั หมายถึงอะไร
ถูกใช้งานเรือ่ ยไปไม่เคยพกั ก. เขียนตวั เลข
ไร้สิทธิทกั ท้วงติงสิ่งชอบธรรม ข. เขยี นตัวหนังสอื
จากคาประพันธ์ขา้ งตอ้ งผแู้ ต่งต้องการสอื่ ถึงอะไร ค. ระบายสี
ก. สงสารควายที่ไม่มีใครเห็นความดี ง. ไม่มขี ้อถูก
ข. สงสารควายที่ไม่สามารถพูดความรสู้ ึกได้ ๒๒. จากคาประพนั ธ์ในข้อ ๒๘ ผู้แต่งต้องการ
ค. สงสารควายทีถ่ กู ใช้งานหนัก บอกอะไร
ง. ไม่มขี ้อถูก ก. ความรสู้ ึกภายในใจของคนที่เขียนถึง
๑๘. จากคาประพันธ์ในข้อ ๑๗ ข้อใดเรียงลาคับ ข. ตัดพอ้ คนที่เขียนถึง
ความสาคัญได้อย่างถูกต้อง ค. ความรู้สึกภายในใจของผแู้ ตง่
ก. คาพดู หนังสือ ความรู้ ง. บรรยายสภาพอากาศ
ข. หนงั สือ คาพูด ความรู้ ๒๓. ไม่จาคาพระเจ้า
ค. คาพูด ความรู้ หนงั สือ
ง. ความรู้ หนงั สอื คาพดู เหไปเข้าภาษาไสย
๑๙. เทีย่ วสีซอขอข้าวทุกบ้านชอ่ ง ถือดีว่ามีไท
เปน็ เสบียงเลีย้ งท้องของถวาย ฉ้อแตไ่ พร่ใส่ข่อื คา
ไม่มใี ครชิงชังท้ังหญิงชาย จากคาประพนั ธ์ขา้ งตน้ ข้อใดถกู ต้อง
ต่างฝากกายฝากตวั กลวั บารมี ก. แสดงความเช่อื ของคนในสังคม
จากคาประพันธ์ขา้ งตน้ บุคคลในเรื่องน่าจะ ข. แสดงวิถีชีวติ ของคนในสังคม
หมายถึงใคร ค. เช่อื เรื่องพระเจา้
ก. พระมหากษัตรยิ ์ ง. บรรยายสภาพเหตกุ ารณ์บ้านเมือง
ข. พระสงฆ์
ค. บคุ คลทว่ั ไป
ง. ยาจก
๒๔. คนเกียจเกลียดหนา่ ยเวียน วนจติ ๒๘. อนั ความชว่ั เปรียบเช่นปลาร้า
กลอุทกในตระกร้า เปี่ยมล้นฤามี
เอาใบคาเข้าห่อพอประเดี๋ยว
จากคาประพันธ์ขา้ งตน้ อทุ ก หมายถึง
ก. กบ ใบคาก็เหมน็ เชน่ กันอย่างนน้ั เชยี ว
ข. นา้
ค. สิง่ ของ เหมอื นผู้เทีย่ วแปดปนกับคนร้าย
ง. ความเกลียด
จากคาประพันธ์ข้างต้น เปรียบเทียบความช่วั กับ
๒๕. ก้านบวั บอกลึกตนื้ ชลธาร
มารยาทส่อสันดาน ชาติเชอื้ อะไร
โฉดฉลาดเพราะคาขาน ควรทราบ
หย่อมหญ้าเหย่ี วแห้งเร้ือ บอกร้ายแสลง ก. ความเหมน็
ดิน
ข. ปลาร้า
จากคาประพนั ธ์ขา้ งตน้ ตรงกบั สานวนใด
ก. หนกั เอาเบาสู้ ค. คนรา้ ย
ข. กบในกะลา
ค. รหู้ น้าไม่รู้ใจ ง. ใบคา
ง. สาเนยี งสอ่ ภาษากริยาส่อสกุล
๒๙. จากคาประพันธ์ในข้อ ๓๗ ตรงกับสานวน
๒๖. อนั ชาติใดไร้ช่างชานาญศิลป์
เหมอื นนารินไร้โฉมบรรโลมสงา่ ใด
ใครๆ เหน็ ไม่เปน็ ที่จาเริญตา
เขาจะพากนั เย้ยใหอ้ ับอาย ก. อย่าไว้ใจทางอย่าวางใจคน
จากคาประพนั ธ์ขา้ งตน้ นาริน หมายถึงอะไร ข. ดชู ้างให้ดูหางดนู างให้ดูแม่
ก. ผหู้ ญิง
ข. นา้ ค. คบคนให้ดูหน้าซือ้ ผ้าให้ดเู นือ้
ค. สุรา
ง. ทุ่งนา ง. ถี่ลอดตาช้างหางลอดตาเล็น
๒๗. จากคาประพันธ์ในข้อ ๒๖ ผแู้ ต่งตอ้ งการ ๓๐. บัดเดี๋ยวดังหงา่ งเหง่งวังเวงแว่ว
บอกอะไร
สะดงุ้ แล้วเหลียวแลชะแงห้ า
ก. ทกุ สิ่งย่อมมคี วามสาคัญ
ข. ช่างศิลปะเป็นสิ่งสาคัญเหมอื นกับผหู้ ญิง จากคาประพนั ธ์ขา้ งตน้ บ่งบอกว่ารู้สกึ อย่างไร
ค. ถ้าไม่มีผหู้ ญิงคนจะหวั เราะ
ง. ผู้หญิงเปน็ สิ่งเจริญตา ก. กลัว ข. วังเวง
ค. เงยี บ ง. เหงา
ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้
การอ่านจับใจความคาประพันธป์ ระเภทกลอน
แผนการจดั การเรียนรู้
รายวิชา ภาษาไทย รหัสวิชา ท ๒๑๑๐2
หนว่ ยการเรียนรู้ที่ - เรือ่ ง การอ่านจับใจความสาคญั คาประพันธ์ จานวน ๘ ชวั่ โมง
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑ เรื่อง การอ่านจับใจความสาคญั คาประพันธ์ เวลา ๑ ช่ัวโมง
สอนวันที่ .................. เดือน ......................................... พ.ศ. ...........................ชั้น มัธยมศกึ ษาปีที่ ๑
๑. มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๑.๑ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้เพือ่ นาไปใช้ตัดสินใจ แก้ปญั หาในการดาเนินชีวิตและ
มีนิสัยรกั การอ่าน
๒. สาระการเรียนรู้
๒.๑ การอ่านจบั ใจความสาคญั คาประพนั ธ์ไทย
๓. เป้าหมายการเรียนรู้
๓.๑ เป้าหมายด้านความรู้ (ความเข้าใจทีค่ งทน) K
๓.๑.๑ นักเรียนอ่านจบั ใจความสาคญั คาประพันธ์ไทยได้
๓.๒ เป้าหมายทักษะด้านกระบวนการเรียนรู้ (ทักษะคร่อมวชิ า) P
๓.๒.๑ นกั เรียนสามารถบอกจับใจความพร้อมบอกความหมายเร่อื งได้
๓.๓ เป้าหมายด้านคุณธรรมจริยธรรม ค่านิยม คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ A
๓.๓.๑ นกั เรียนมีสว่ นร่วมในการเรียนการสอน
๓.๓.๒ นกั เรียนมีเจตคติที่ดีตอ่ การเรียนวิชาภาษาไทย
๓.๓.๓ นักเรียนมคี วามรบั ผดิ ชอบต่องานที่ได้รบั มอบหมาย
๔. ความรแู้ ละทักษะเฉพาะวิชา
๔.๑ การหาความหมายของคา
๕. กิจกรรมการเรยี นรู้
๕.๑ ครแู ละนกั เรียนรว่ มกันสนทนาเกี่ยวกบั การอา่ นจับใจความ
๕.๒ นกั เรียนรว่ มกันหาความหมายของการอ่านจบั ใจความและการอ่านสรปุ ความ
๕.๓ นกั เรียนศกึ ษาใบความรเู้ รือ่ ง การถอดความจากคาประพันธ์
๕.๔ ครูและนกั เรียนรว่ มกนั สนทนาเกี่ยวกบั การถอดความจากคาประพนั ธ์
๕.๕ นักเรียนแต่ละคนทาแบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นจับใจความ ชดุ ที่ ๑ ตอนที่ ๑
๕.๖ ครูและนกั เรียนรว่ มกันเฉลยแบบฝกึ ทักษะการอา่ นจับใจความ ชดุ ที่ ๑ ตอนที่ ๑
๕.๗ นกั เรียนแต่ละคนทาแบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นจบั ใจความ ชุดที่ ๑ ตอนที่ ๒
๕.๘ ครสู ุ่มนักเรียนออกมาเฉลยแบบฝกึ ทักษะการอา่ นจบั ใจความ ชุดที่ ๑ ตอนที่ ๒
๕.๙ นักเรียนรว่ มกนั สรุปความหมายของการอ่านสรปุ ความ
๖. สือ่ การจดั การเรียนรู้
๖.๑ แบบฝกึ ทักษะการอา่ นจับใจความสาคัญ
๖.๒ ใบความรู้การถอดความจากคาประพนั ธ์
๗. หลักฐานและวิธีการประเมิน
ทกั ษะด้าน รายการประเมิน หลกั ฐานการ วิธีการประเมนิ ระดับคณุ ภาพ เกณฑก์ าร
ประเมิน - ประเมิน
ความรู้ - การจับใจความ - แบบฝกึ ทักษะ - ตรวจแบบฝกึ - การจบั ใจความ
ทักษะ
ประบวนการ - การจบั ใจความ - แบบฝกึ ทกั ษะ - ตรวจแบบฝกึ - - การจบั ใจความ
ทกั ษะ
- การมีสว่ นร่วม
- การมีเจตคติที่ - - ส่งงานตรงเวลา
- ตั้งใจเรียน
คุณภาพ ดี --
- ความ
รบั ผิดชอบ
แผนการจัดการเรียนรู้
รายวิชา ภาษาไทย รหัสวิชา ท ๒๑๑๐๒
หนว่ ยการเรียนรู้ที่ - เรือ่ ง การอ่านจับใจความสาคญั คาประพันธ์ จานวน ๘ ชั่วโมง
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ ๒ เรือ่ ง การอ่านจับใจความสาคัญคาประพันธ์ (ต่อ) เวลา ๑ ชั่วโมง
สอนวนั ที่ .................. เดือน ......................................... พ.ศ. .......................... ช้ัน มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๑
๑. มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๑.๑ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้เพื่อนาไปใช้ตัดสินใจ แก้ปญั หาในการดาเนินชีวิตและ
มีนิสัยรักการอ่าน
๒. สาระการเรียนรู้
๒.๑ การอ่านจับใจความสาคัญคาประพันธ์ไทย
๓. เป้าหมายการเรียนรู้
๓.๑ เป้าหมายด้านความรู้ (ความเข้าใจทีค่ งทน) K
๓.๑.๑ นกั เรียนอ่านจบั ใจความสาคญั คาประพันธ์ไทยได้
๓.๒ เป้าหมายทกั ษะด้านกระบวนการเรียนรู้ (ทักษะคร่อมวชิ า) P
๓.๒.๑ นกั เรียนสามารถบอกจับใจความพร้อมบอกความหมายเร่อื งได้
๓.๓ เป้าหมายด้านคุณธรรมจริยธรรม ค่านิยม คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ A
๓.๓.๑ นักเรียนมีสว่ นร่วมในการเรียนการสอน
๓.๓.๒ นกั เรียนมีเจตคติที่ดีตอ่ การเรียนวิชาภาษาไทย
๓.๓.๓ นักเรียนมคี วามรับผดิ ชอบต่องานทีไ่ ด้รบั มอบหมาย
๔. ความรแู้ ละทักษะเฉพาะวิชา
๔.๑ การจบั ใจความโดยใช้ภาพประกอบ
๕. กิจกรรมการเรยี นรู้
๕.๑ ครแู ละนักเรียนรว่ มกนั สนทนาเกี่ยวกับการอา่ นจับใความเพื่อทบทวนบทเรียนทีผ่ า่ นมา
๕.๒ ครูสุ่มนักเรียนออกมาสรุปความเร่อื งการอ่านใจความคาประพันธ์
๕.๓ นักเรียนแต่ละคนทาแบบฝกึ ทักษะการอา่ นจับใจความ ชดุ ที่ ๒ ตอนที่ ๑ โดยใหห้ า
ความหมายของคาประพันธ์แตล่ ะวรรค จากน้ันให้หาคาตอบของคาประพันธ์วรรคน้ัน
๕.๔ ครสู ุ่มนกั เรียนออกมาเฉลยแบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นจับใจความ ชุดที่ ๒ ตอนที่ ๑
๕.๕ นักเรียนและครรู ่วมกันสนทนาว่าทาอย่างไรจงึ ได้คาตอบเช่นน้ัน
๕.๖ นกั เรียนแต่ละคนทาแบบฝกึ ทักษะการอา่ นจบั ใจความ ชุดที่ ๒ ตอนที่ ๒ โดยใหห้ า
ความหมายของคาประพันธ์แตล่ ะวรรค จากน้ันให้สรุปความเป็นเป็นภาพรวมจากนั้นใหห้ าคาตอบ ซึง่
คาตอบจะอยู่ในภาพที่กาหนดให้
๕.๗ ครูสุ่มนกั เรียนออกมาเฉลยแบบฝกึ ทักษะการอา่ นจบั ใจความ ชุดที่ ๒ ตอนที่ ๒
๕.๘ นกั เรียนและครูร่วมกันสนทนาว่าทาอย่างไรจงึ ได้คาตอบเช่นน้ัน
๕.๙ นกั เรียนรว่ มกนั สรปุ บทเรียนทีไ่ ด้เรียนไป
๖. สื่อการจัดการเรียนรู้
๖.๑ แบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นจบั ใจความสาคญั
๗. หลักฐานและวิธีการประเมิน
ทกั ษะด้าน รายการประเมิน หลกั ฐานการ วิธีการประเมนิ ระดับคณุ ภาพ เกณฑก์ าร
ประเมิน - ตรวจแบบฝกึ - ประเมิน
ความรู้ - การจับใจความ - แบบฝกึ ทักษะ ทักษะ - การจบั ใจความ
- ตรวจแบบฝกึ
ประบวนการ - การจบั ใจความ - แบบฝกึ ทกั ษะ - - การจับใจความ
ทกั ษะ
คณุ ภาพ - การมีสว่ นร่วม - - - ส่งงานตรงเวลา
- การมีเจตคติที่ - - ต้ังใจเรียน
ดี
- ความ
รับผิดชอบ
แผนการจดั การเรียนรู้
รายวิชา ภาษาไทย รหัสวิชา ท ๒๑๑๐๒
หนว่ ยการเรียนรู้ที่ - เรื่อง การอ่านจับใจความสาคัญคาประพนั ธ์ จานวน ๘ ช่วั โมง
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๓ เรือ่ ง การอ่านจับใจความสาคัญคาประพนั ธ์ (ต่อ) เวลา ๑ ชวั่ โมง
สอนวันที่ .................. เดือน ................................... พ.ศ. ........................... ช้ัน มัธยมศกึ ษาปีที่ ๑
๑. มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๑.๑ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้เพื่อนาไปใช้ตัดสินใจ แก้ปญั หาในการดาเนินชีวิตและ
มีนิสยั รกั การอ่าน
๒. สาระการเรียนรู้
๒.๑ การอ่านจบั ใจความสาคญั คาประพนั ธ์ไทย
๓. เป้าหมายการเรียนรู้
๓.๑ เป้าหมายด้านความรู้ (ความเข้าใจที่คงทน) K
๓.๑.๑ นกั เรียนอ่านจับใจความสาคัญคาประพันธ์ไทยได้
๓.๒ เป้าหมายทักษะด้านกระบวนการเรียนรู้ (ทักษะคร่อมวชิ า) P
๓.๒.๑ นกั เรียนสามารถบอกจบั ใจความพร้อมบอกความหมายเร่อื งได้
๓.๓ เป้าหมายด้านคณุ ธรรมจริยธรรม ค่านิยม คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ A
๓.๓.๑ นักเรียนมีสว่ นร่วมในการเรียนการสอน
๓.๓.๒ นกั เรียนมีเจตคติที่ดีตอ่ การเรียนวิชาภาษาไทย
๓.๓.๓ นักเรียนมคี วามรบั ผดิ ชอบต่องานทีไ่ ด้รับมอบหมาย
๔. ความรแู้ ละทักษะเฉพาะวิชา
๔.๑ การจับใจความโดยอาศยั การเช่อื มโยงของคา
๕. กิจกรรมการเรยี นรู้
๕.๑ ครแู ละนักเรียนรว่ มกนั สนทนาเกีย่ วกบั การอา่ นจับใจความเพื่อทบทวนบทเรียนทีผ่ ่านมา
๕.๒ ครสู ุ่มนกั เรียนออกมาสรปุ ความเรอ่ื งการอ่านใจความคาประพนั ธ์
๕.๓ นกั เรียนอ่านคาประพันธ์ที่อยู่ในแบบฝกึ ทักษะการจับใจความพร้อมกัน
๕.๔ ครูชีแ้ จงว่าความหมายของคาทาให้เราทราบความหมายของคาประพันธ์ จงึ ต้องหา
ความหมายก่อน
๕.๕ นกั เรียนแต่ละคนเล่นเกมทาได้บอกใบ้ทีอ่ ยู่ในแบบฝึกทกั ษะการอา่ นจับใจความ ชดุ ที่ ๓
๕.๖ นักเรียนช่วยกนั เฉลยเกมทาได้บอกใบ้ทีอ่ ยู่ในแบบฝึกทกั ษะการอา่ นจับใจความ ชดุ ที่ ๓
๕.๗ นกั เรียนแต่ละคนทาแบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นจับใจความ ชุดที่ ๓ ตอนที่ ๒
๕.๘ นักเรียนรว่ มกันถอดความคาประพนั ธ์ในแบบฝกึ ทักษะการอา่ นจับใจความ ชุดที่ ๓ ตอนที่
๒
๕.๙ นักเรียนความหมายของคาประพันธ์ท้ังหมดในแบบฝกึ ทักษะการอา่ นจับใจความ ชดุ ที่ ๓
ตอนที่ ๒ ลงในแบบฝกึ ทกั ษะการอ่านจับใจความ ชดุ ที่ ๓ ตอนที่ ๓
๖. สือ่ การจัดการเรียนรู้
๖.๑ แบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นจบั ใจความสาคัญ
๗. หลกั ฐานและวิธีการประเมิน
ทกั ษะด้าน รายการประเมิน หลกั ฐานการ วิธีการประเมนิ ระดับคุณภาพ เกณฑก์ าร
ประเมิน ประเมิน
ความรู้ - การจบั ใจความ - แบบฝกึ ทกั ษะ - ตรวจแบบฝกึ - - การจบั ใจความ
ทกั ษะ
ประบวนการ - การจบั ใจความ - แบบฝกึ ทักษะ - ตรวจแบบฝกึ - - การจับใจความ
ทักษะ
- การมีสว่ นร่วม
คุณภาพ - การมีเจตคติที่ - - - - ส่งงานตรงเวลา
ดี - ต้ังใจเรียน
- ความ
รับผิดชอบ
แผนการจดั การเรียนรู้
รายวิชา ภาษาไทย รหสั วิชา ท ๒๑๑๐2
หนว่ ยการเรียนรู้ที่ - เรือ่ ง การอ่านจับใจความสาคญั คาประพนั ธ์ จานวน ๘ ชัว่ โมง
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ ๔ เรื่อง การอ่านจบั ใจความสาคัญคาประพันธ์ (ต่อ) เวลา ๑ ช่วั โมง
สอนวันที่ .................. เดือน ....................................... พ.ศ. ........................... ชั้น มัธยมศกึ ษาปีที่ ๑
๑. มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๑.๑ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้เพือ่ นาไปใช้ตัดสินใจ แก้ปญั หาในการดาเนินชีวิตและ
มีนิสัยรกั การอ่าน
๒. สาระการเรียนรู้
๒.๑ การอ่านจบั ใจความสาคญั คาประพนั ธ์ไทย
๓. เป้าหมายการเรียนรู้
๓.๑ เป้าหมายด้านความรู้ (ความเข้าใจทีค่ งทน) K
๓.๑.๑ นกั เรียนอ่านจับใจความสาคัญคาประพันธ์ไทยได้
๓.๒ เป้าหมายทกั ษะด้านกระบวนการเรียนรู้ (ทกั ษะคร่อมวชิ า) P
๓.๒.๑ นกั เรียนสามารถบอกจบั ใจความพร้อมบอกความหมายเร่อื งได้
๓.๓ เป้าหมายด้านคณุ ธรรมจริยธรรม ค่านิยม คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ A
๓.๓.๑ นักเรียนมีสว่ นร่วมในการเรียนการสอน
๓.๓.๒ นักเรียนมีเจตคติที่ดีตอ่ การเรียนวิชาภาษาไทย
๓.๓.๓ นักเรียนมคี วามรับผดิ ชอบต่องานที่ได้รบั มอบหมาย
๔. ความรแู้ ละทักษะเฉพาะวิชา
๔.๑ การหาความหมายของคาโดยใช้พจนานกุ รมมาช่วยในการจับใจความ
๕. กิจกรรมการเรยี นรู้
๕.๑ ครแู ละนักเรียนร่วมกันสนทนาเกี่ยวกบั การอา่ นจับใจความเพือ่ ทบทวนบทเรียนทีผ่ ่านมา
๕.๒ ครสู ุ่มนักเรียนออกมาสรปุ ความเรอ่ื งการอ่านใจความคาประพนั ธ์
๕.๓ นักเรียนอ่านคาประพันธ์ทีอ่ ยู่ในแบบฝกึ ทกั ษะการจบั ใจความ ชดุ ที่ ๔ ตอนที่ ๑ พร้อมกนั
๕.๔ ครูชีแ้ จงว่าความหมายของคาทาให้เราทราบความหมายของคาประพนั ธ์ จงึ ต้องหา
ความหมายก่อน
๕.๕ นักเรียนแต่ละคนหาความหมายของคาทีอ่ ยู่ในคาประพนั ธ์ที่อ่านแลว้ ทาลงในปริศนาอักษร
ไขว้
๕.๖ นักเรียนช่วยกันเฉลยปริศนาอักษรไขว้
๕.๗ นกั เรียนแต่ละคนทาแบบฝกึ ทักษะการอา่ นจับใจความ ชดุ ที่ ๔ ตอนที่ ๒
๕.๘ นักเรียนรว่ มกันถอดความคาประพนั ธ์ในแบบฝกึ ทักษะการอา่ นจับใจความ ชุดที่ ๔ ตอนที่
๒
๕.๙ นักเรียนความหมายของคาประพันธ์ท้ังหมดในแบบฝกึ ทักษะการอา่ นจับใจความ ชดุ ที่ ๔
ตอนที่ ๒ ลงในแบบฝกึ ทกั ษะการอ่านจับใจความ ชดุ ที่ ๔ ตอนที่ ๓
๖. สือ่ การจัดการเรียนรู้
๖.๑ แบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นจบั ใจความสาคัญ
๗. หลกั ฐานและวิธีการประเมิน
ทกั ษะด้าน รายการประเมิน หลกั ฐานการ วิธีการประเมนิ ระดับคุณภาพ เกณฑก์ าร
ประเมิน - ตรวจแบบฝกึ - ประเมิน
ความรู้ - การจบั ใจความ - แบบฝกึ ทกั ษะ ทกั ษะ - การจบั ใจความ
- ตรวจแบบฝกึ
ประบวนการ - การจบั ใจความ - แบบฝกึ ทักษะ - - การจับใจความ
ทักษะ
คุณภาพ - การมีสว่ นร่วม - - - ส่งงานตรงเวลา
- การมีเจตคติที่ - - ต้ังใจเรียน
ดี
- ความ
รับผิดชอบ