ดื่มน้ำ ยิ่งเยอะ ยิ่งดี
จริงหรือ ?
POBPAD
พบแพทย์ | ข้อมูลสุขภาพที่ครบถ้วนและเชื่อถือได้
คำนำ
Flipbook ฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาภาษาไทย (ท32101) ชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 5/1 โดยมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ที่ได้จากเรื่องการทำหนังสือดิจิทัล
ซึ่งรายงานนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรู้เกี่ยวกับการดื่มน้ำ
ผู้จัดทำได้เลือกหัวข้อนี้ในการทำรายงาน เนื่องมาจากเป็นเรื่องที่น่าสนใจ
และ ต้องขอขอบคุณ อาจารย์สาวิตรี ผู้ให้ความรู้และแนวทางการศึกษา เพื่อน
ๆ ทุกคนที่ให้ ความช่วยเหลือมาโดยตลอดผู้จัดทำหวังว่า Flipbook ฉบับนี้จะ
ให้ความรู้ และเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุก ๆ ท่าน
คณะผู้จัดทำ
สารบัญ หน้า
เรื่อง 4
5
บทนำ 6
ประโยชน์ของการดื่มน้ำ 7
ควรดื่มน้ำวันละเท่าไร 8
ช่วงเวลาใดเหมาะสมที่สุดในการดื่มน้ำ 10
ดื่มน้ำประปาอันตรายหรือไม่ 11
น้ำแร่ดีกว่าน้ำเปล่าหรือไม่ อย่างไร 12
น้ำอุ่นหรือน้ำเย็น อะไรดีกว่ากัน 13
ดื่มน้ำเยอะ ๆ ดีจริงหรือ 14
โทษจากการดื่มน้ำน้อยเกินไป 15
รู้ได้อย่างไรว่าดื่มน้ำเพียงพอแล้ว
ไม่ควรดื่มน้ำระหว่างกินข้าวจริงหรือ
จดื่รมิงน้หำรยืิ่องเย?อะ ยิ่งดี
มีความเชื่อว่าการดื่มน้ำในปริมาณมาก ๆ
ทำให้ร่างกายทำงานได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยัง
ช่วยในการลดน้ำหนักและบำรุงสุขภาพผิว
โดยเฉพาะการดื่มน้ำแร่ เพราะมีข้อมูลที่
กล่าวอ้างว่าเป็ นน้ำดื่มจากแหล่งธรรมชาติ
ซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาตุนานาชนิด หลายคน
จึงเชื่อว่าน้ำแร่ดีต่อสุขภาพร่างกาย
มากกว่าน้ำเปล่าหรือน้ำประปาทั่วไป
ประโยชน์ของการดื่มน้ำ
น้ำเป็นปัจจัยสำคัญต่อกระบวนการทำงานภายในร่างกาย เช่น การล้างสารพิษออก
จากอวัยวะ หรือการนำสารอาหารและออกซิเจนไปสู่เซลล์ต่างๆ รวมถึงประโยชน์อื่นๆ
ดังต่อไปนี้
บำรุงสุขภาพผิว
เป็นส่วนประกอบของน้ำหล่อลื่ นข้อต่อ
เสริมการทำงานของระบบย่อยอาหาร
ขับแบคทีเรียจากกระเพาะปัสสาวะ
มีส่วนช่วยทำให้อัตราการเต้นของหัวใจปกติ
ควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย
ควบคุมความดันโลหิต
ป้องกันอาการท้องผูก
ป้องกันความเสียหายของเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ
รักษาสมดุลของอิเล็กโตรไลต์ (โซเดียม)
ลดน้ำหนัก การดื่มน้ำมีส่วนช่วยให้อัตราการเผาผลาญพลังงานแคลอรี่สูงขึ้น
ควรดื่มน้ำวันละเท่าไร ?
ในแต่ละวัน ร่างกายจะสูญเสียน้ำผ่านการปัสสาวะ
เหงื่อ การหายใจ หรืออื่นๆ การดื่มน้ำเพื่อทดแทนในส่วน
ที่สูญเสียไปจึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่การดื่มน้ำในปริมาณ
ที่เหมาะสมอาจเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่า เพราะหากดื่มน้ำ
มากเกินไปหรือน้อยเกินไป ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อ
ร่างกายได้ และอย่างที่ทราบกันทั่วไปว่าการดื่มน้ำวันละ
8 แก้วนั้น เพียงพอต่อการทำงานของร่างกาย แต่
แท้จริงแล้วปริมาณที่เหมาะสมอาจขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่ นๆ
ของผู้บริโภค เช่น กิจกรรมที่ทำ เพศและอายุ
ปริมาณการดื่ มน้ำที่เหมาะสมมีดังนี้
สำหรับผู้ที่อายุ 4-8 ปี 5 แก้วต่อวัน (ประมาณ 1,200 มล.)
สำหรับผู้ที่อายุ 9-13 ปี 7-8 แก้วต่อวัน (ประมาณ 1,600-1,900 มล.)
สำหรับผู้ที่อายุ 14-18 ปี 8-11 แก้วต่อวัน (ประมาณ 1,900-2,600 มล.)
สำหรับผู้หญิงที่อายุ 19 ปีขึ้นไป 9 แก้วต่อวัน (ประมาณ 2,100 มล.)
สำหรับผู้ชายที่อายุ 19 ปีขึ้นไป 13 แก้วต่อวัน (ประมาณ 3,000 มล.)
ช่วงเวลาใดเหมาะสมที่สุด
ในการดื่มน้ำ?
นอกจากเรื่องปริมาณการดื่มน้ำแล้ว การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกาย
ให้ดีขึ้น อาจทำได้โดยการดื่มน้ำในช่วงเวลาที่เหมาะสมดังนี้
หลังตื่นนอน การดื่มน้ำ 1 แก้วหลังจากตื่นนอน ช่วยให้ร่างกายขจัดสารพิษต่างๆ
และช่วยกระตุ้นการทำงานของอวัยวะภายใน
หลังจากอาบน้ำ การดื่มน้ำ 1 แก้วหลังจากอาบน้ำ ช่วยลดความดันโลหิตได้
ก่อนมื้ออาหาร การดื่มน้ำ 1 แก้ว 30 นาทีก่อนรับประทานอาหาร ช่วยให้ระบบย่อย
อาหารทำงานได้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งดื่มน้ำอีก 1 แก้วหลังรับประทานอาหารเสร็จแล้ว
1 ชั่วโมง เพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหาร แต่น้ำย่อยอาจเจือจางได้หากดื่มน้ำ
แล้วเว้นช่วงเวลาไว้นานเกินไป ก่อนนอน การดื่มน้ำ 1 แก้วก่อนนอนช่วยแทนที่
ของเหลวที่จะสูญเสียในตอนกลางคืนได้
ดื่มน้ำประปาอันตรายหรือไม่
หลายคนอาจเชื่อว่าน้ำประปานั้นเป็นอันตรายต่อ
สุขภาพ จากสารและกลิ่นต่าง ๆ ที่พบ กรมอนามัย
กระทรวงสาธารณะสุขเปิดเผยว่า กลิ่นที่พบในน้ำประปา
นั้นคือคลอรีน เป็นสารที่ได้รับการยอมรับจากองค์การ
อนามัยโลกว่าช่วยฆ่าเชื้อโรคในน้ำได้ และยังเป็นตัวช่วย
ยืนยันว่าน้ำนั้นได้ผ่านการฆ่าเชื้อเรียบร้อยแล้ว แต่หาก
ผู้ใดที่ไม่ชอบกลิ่นคลอรีน อาจตั้งน้ำทิ้งไว้ 20-30 นาที
กลิ่นคลอรีนก็จะหายไป และสำหรับผู้ที่กลัวสารไตรฮา
โลมีเทน (Trihalomethanes) ในน้ำประปา หากคำนวณ
จากค่าความเข้มข้นของสารไตรฮาโลมีเทน ที่ถูกกำหนด
ไว้ให้ไม่เกิน 0.08 มิลลิกรัมต่อลิตร กรมอนามัยยืนยันว่า
ผู้บริโภคต้องบริโภคสารไตรฮาโลมีเทนนานถึง 252 ปี
ถึงมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งได้
ปัจจุบันผู้บริโภคนิยมใช้เครื่องกรองน้ำ ที่มีชั้นหินดูดกลิ่นและสารเรซิน
ลดวามกระด้างหรือนำไปฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ผ่านแก๊ซโอโซนและแสงยูวี
ทั้งนี้ท่อกรองน้ำที่เป็นเหล็กอาจมีสนิมสะสมหากใช้ไปนานๆ อาจทำให้
น้ำกรองติดเชื้อได้จึงควรทำความสะอาดเครื่องกรองน้ำอย่างสม่ำเสมอ
แต่หากผู้บริโภคยังไม่มั่นใจในการดื่มน้ำประปา การนำน้ำไปต้มเป็นเวลา
3-5 นาทีจนเดือดหรือที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส จะยังคงไว้ซึ่ง
แร่ธาตุ ทำให้น้ำสะอาดปราศจากจุลินทรีย์ แบคทีเรีย และลดความเสี่ยง
จากสารไตรฮาโลมีเทนได้ จึงมั่นใจได้ว่าน้ำประปาสามารถดื่มได้ และไม่
เป็นอันตรายต่อทั้งมนุษย์และสัตว์เลี้ยง
น้ำแร่ดีกว่าน้ำเปล่าหรือไม่
อย่างไร?
หลายคนเชื่อว่าน้ำแร่นั้นมีประโยชน์มากกว่าน้ำเปล่า
อาจเพราะแหล่งที่มาของน้ำแร่นั้นมาจากธรรมชาติ และไม่มี
กลิ่นคลอรีน จึงทำให้ผู้บริโภคมั่นใจมากกว่า อีกทั้งน้ำแร่มีสาร
อาหารรอง (Micronutrients) เช่น แคลเซียม ซึ่งเป็น
ประโยชน์ต่อสุขภาพและมีรสชาติที่ดีกว่า
ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกไม่แนะนำให้ผู้บริโภคมุ่งความสนใจ
ไปที่ส่วนประกอบสำคัญในน้ำแร่มากนัก เนื่องจากสารอาหารที่
อยู่ในน้ำแร่นั้นยังไม่สามารถระบุปริมาณที่แน่นอนได้
อย่างไรก็ตาม น้ำแร่อาจปนเปื้ อนสารตกค้างได้จากบรรจุ
ภัณฑ์ หากเก็บไว้เป็นเวลานาน เก็บไว้ในที่มีอากาศร้อนหรือใน
สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เพราะอาจทำให้จุลินทรีย์ก่อตัวใน
น้ำเป็นอันตรายต่อร่างกาย
น้ำอุ่นหรือน้ำเย็น
อะไรดีกว่ากัน ?
จริง ๆ แล้วไม่อาจตัดสินได้ว่าน้ำอุ่นหรือน้ำเย็นนั้นดี
กว่ากัน เพราะมีประโยชน์แตกต่างกันไป เช่น น้ำอุ่นมีส่วน
ช่วยกระตุ้นการทำงานของอวัยวะภายใน เพิ่มความชุ่มชื้นให้
แก่ผิวหนัง เพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายและเพิ่มการไหล
เวียนของโลหิต รวมไปถึงบรรเทาอาการคอแห้ง
แต่หากต้องทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ออกกำลังกาย
ยกน้ำหนัก ปั่ นจักรยานหรือวิ่งในสภาพแวดล้อมที่ร้อนและ
ชื้น การดื่มน้ำเย็นจะช่วยลดอุณหภูมิภายในร่างกายได้ดีกว่า
น้ำอุ่น รวมไปถึงช่วยให้ทำกิจกรรมนั้น ๆ ได้นานขึ้นโดยไม่รู้
สึกเหนื่อย
ดื่มน้ำเยอะ ๆ ดีจริงหรือ ?
โทษจากการดื่มน้ำ
น้อยเกินไป
รู้ได้อย่างไรว่าดื่มน้ำ
เพียงพอแล้ว
วิธีที่ง่ายที่สุดคือการสังเกต ผู้ที่ดื่มน้ำเพียงพอต่อความต้องการ
ของร่างกายจะขับถ่ายสะดวก และมีปัสสาวะสีเหลืองใส แต่ผู้ที่ดื่มน้ำไม่เพียง
พอจะมีปัญหาการขับถ่ายหรือท้องผูก และมีปัสสาวะสีเข้ม แต่หากมีปัญหา
สุขภาพ เช่น ปัญหาเกี่ยวกับไตหรือภาวะหัวใจล้มเหลว ควรปรึกษาแพทย์
ก่อนเพิ่มปริมาณการดื่มน้ำ
ไม่ควรดื่มน้ำระหว่างกิน
ข้าวจริงหรือ
หลายคนมีความเชื่อว่าไม่ควรดื่มน้ำระหว่างกินข้าว เพราะอาจทำให้อาหาร
ไม่ย่อยและเป็นโรคอ้วนได้ ซึ่งตรงข้ามกับความจริง การดื่มน้ำระหว่างมื้ออาหาร
ช่วยให้ร่างกายย่อยอาหารและดูดซึมสารอาหารได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงช่วยให้อุจจาระไม่
แข็งเกินไป ป้องกันอาการท้องผูก และช่วยให้ไม่รับประทานอาหารมากเกิน เพราะ
น้ำช่วยให้อิ่มเร็วขึ้นและกินช้าลง อย่างไรก็ตาม ไม่ควรดื่มปริมาณมากจนเกินไป
สมาชิกภายในกลุ่ม
นายจริ วัฒน ปาตังคะโร ม.5/1 เลขท่ี 2
นายภาณพุ งศ เฉตาไพย ม.5/1 เลขที่ 9
นายยศพนต คุณรกั ษพงศ ม.5/1 เลขที่ 10
นายศศศิ อรุณสุวรรณกร ม.5/1 เลขท่ี 13
นายสริ วชิ ญ ดวงแปน ม.5/1 เลขท่ี 14
แหล่งข้อมูล
พบแพทย์. (2560). ดื่มน้ำ ยิ่งเยอะ ยิ่งดีจริงหรือ ?. from https://www.pobpad.com