4
บทท่ี 2
เอกสารและงานวิจยั ท่ีเกี่ยวขอ้ ง
การตรวจสอบทางพฤกษเคมี การทดสอบหาปริมาณสารประกอบฟี นอลิกรวม และการ
ทดสอบฤทธ์ิตา้ นอนุมูลอิสระในใบรางจืด ดว้ ยวธิ ี DPPH radical assay โดยแยกเป็นหวั ขอ้ ดงั น้ี
- เอกสารที่เกี่ยวขอ้ ง
- งานวิจยั ท่ีเก่ียวขอ้ ง
เอกสารที่เกย่ี วข้อง
ข้อมูลพืช (อชั ญชลี จูฑะพทุ ธิ, 2553)
รางจืด
ช่ือวิทยาศาสตร์ Thunbergia laurifolia Lindl.
ชื่อวงศ์ Acanthaceae
ช่ือสามญั Laurel Clockvine, Blue Trumphet Vine
ช่ืออ่ืน รางจืด คาย (ยะลา), ดุเหวา่ (ปัตตานี), ทิดพุด (นครศรีธรรมราช), ยา่ แย้
แอดแอ (เพชรบูรณ์), น้านอง (สระบุรี), จอลอดิเออ ซ้งั กะป้ังกะละ่ พอหน่อเตอ (แม่ฮ่อง- สอน),
กาลงั ชา้ งเผือก ยาเขียว เครือเขาเขียว ขอบชะนาง (ภาคกลาง) และวา่ นรางจืด เป็นตน้
ภาพท่ี 2.1 รางจืด
5
ภาพที่ 2.2 ลกั ษณะของใบรางจืด
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์รางจืดเป็ นไมเ้ ถา ไม่มีเน้ือไม้ เถาอ่อนสีเขียวเป็ นมนั มกั เล้ือย
พาดพนั ไปบนตน้ ไมอ้ ื่น
ใบลกั ษณะเป็ นใบเดี่ยวออกตรงขา้ มกนั เป็ นคู่ ๆ และขนาดของใบจะไล่กนั ข้ึนไปต้งั แต่
ขนาดใหญ่ตรงโคนกา้ นไปหาขนาดเล็กตรงปลายกา้ นใบ ใบสีเขียวผิวเกล้ียงลกั ษณะเป็ นรูปหัวใจ
ตรงโคนเวา้ ปลายใบเป็นติ่งแหลม กวา้ งประมาณ 4-5 เซนติเมตร ยาว 8-10 เซนติเมตร
ดอกช่อ ออกตามซอกใบใกลป้ ลายยอด ช่อละ 3-4 ดอก กลีบดอกแผ่ออกเป็ นรูปแตร
ปลายแยกเป็ น 5 แฉก สีม่วงแกมน้าเงิน ดอกบานเต็มท่ีเส้นผ่านศูนยก์ ลางประมาณ 3 นิ้วภายใน
หลอดดอกเป็นสีขาวมีเกสรตวั ผอู้ ยปู่ ระมาณ 4 อนั
ผลมีลกั ษณะเป็นฝักแหลมคลา้ ยกบั ปากนก เม่ือผลแก่จะแตกเป็น 2 ซีกจากจะงอย
ระยะการออกดอก จะผลิดอกในเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม
นิเวศวทิ ยา สามารถพบไดท้ วั่ ไปตามชายป่ าดิบ และป่ าละเมาะ
การขยายพนั ธุ์ใชว้ ิธีเพาะเมลด็ ปักชา และตอนกิ่ง
ประโยชน์
ใบสด : แกไ้ ข้ ถอนพิษ แกโ้ รคประจาเดือนผิดปกติ (มาเลเซีย)
ใบแหง้ : ถอนพิษจากสารเคมี เช่น สตริกนิน สารหนู และพษิ จากแมลง
รากและเถา : แกร้ ้อนในกระหายน้า รักษาพษิ ร้อนท้งั ปวง
ท้งั ตน้ : รสจืดเยน็ ปรุงยาแกม้ ะเร็ง
ราก : แกบ้ วม แกอ้ กั เสบ
6
การทาสมนุ ไพรให้แห้ง (รัตนา อินทรานุปกรณ์, 2547)
โดยทวั่ ไปการสกดั จะใหผ้ ลดีเมื่อเราสามารถสกดั สารจากพืชสด โดยการนาเอาพืชสดที่
เก็บได้มาตม้ กับแอลกอฮอล์ เพื่อฆ่าเอนไซม์เสียก่อนเป็ นการป้องกันไม่ให้เกิดการเปล่ียนแปลง
จากน้ันจึงนาไปทาการสกัด หรือนาพืชสดมาแช่แอลกอฮอล์ แต่วิธีการเหล่าน้ีไม่สะดวก และไม่
เหมาะสมกบั อุตสาหกรรม จึงจาเป็ นตอ้ งนาเอาตวั อย่างพืชสดมาทาให้แห้งก่อนทาให้แห้งโดยคง
สภาพสมุนไพร ควรจะทาให้แห้งโดยวิธีท่ีเร็ว และใช้อุณหภูมิต่า เพราะอุณหภูมิท่ีสูงจะทาให้
สารสาคญั สลาย หรือเปลี่ยนแปลงไปได้
การทาสมุนไพรให้แห้งอาจทาได้โดย (ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหิดล,
2534)
1. Air drying เป็ นการทาให้แห้งด้วยอากาศ อาจจะเป็ นการทาให้แห้งในท่ีร่ม (shade
drying) หรือตากแดด (sun drying)
2. Artificial heat เป็ นการทาให้แห้งโดยใช้ความร้อนจากพลงั งานอื่น เช่น ไฟฟ้า ไดแ้ ก่
การทาให้แห้งโดยใช้ตูอ้ บ ซ่ึงจะมีการควบคุมอากาศที่ผ่านเขา้ ออก และอุณหภูมิ วิธีน้ีจะดีกว่าวิธี
แรกที่สามารถควบคุมอุณหภูมิไดแ้ น่นอน
การเลือกตัวทาละลายท่ีเหมาะสมในการสกัดสารสาคัญ (ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั มหิดล, 2534)
ในการสกดั จะไดผ้ ลดีหรือไม่น้นั ข้ึนอยู่กบั ตวั ทาละลายท่ีเหมาะสม ซ่ึงตวั ทาละลายท่ีดี
ควร มีลกั ษณะดงั น้ี
1. เป็นตวั ทาละลายท่ีตอ้ งการละลายสารที่ตอ้ งการสกดั ไดด้ ี
2. ไมท่ าปฏิกิริยากบั สารท่ีตอ้ งการสกดั
3. ไม่ระเหยง่ายหรือยากเกินไป
4. ถา้ ตอ้ งการแยกสี ตวั ทาละลายจะตอ้ งไม่มีสี และถา้ ตอ้ งการแยกกล่ิน ตวั ทาละลาย
ตอ้ งไม่มีกลิ่น
5. ไมม่ ีพษิ มีจุดเดือดต่า และแยกตวั ออกจากสารที่ตอ้ งการสกดั ไดง้ ่าย
6. ไมล่ ะลายปนเป็นเน้ือเดียวกบั สารท่ีนามาสกดั
7. มีราคาพอสมควร
ในการเลือกตวั ทาละลายตอ้ งอาศยั หลกั เกณฑต์ อ่ ไปน้ี
1. สารละลาย และตวั ทาละลายมีคุณสมบตั ิความมีข้วั คลา้ ยคลึงกนั
2. ละลายสารที่ตอ้ งการออกมามากท่ีสุด และในขณะเดียวกนั ตอ้ งละลายสารที่ไม่
ตอ้ งการออกมานอ้ ยที่สุด (Selectivity)
7
3. แรง ( Fore ) แรงซ่ึงเกี่ยวขอ้ งในการละลายที่สาคญั คอื
3.1 Dispersion force เป็นแรงท่ีเกิดจาก Transient charger induced ในโมเลกุล จาพวก
ตวั ทาละลายท่ีไมม่ ีข้วั จะประกอบดว้ ยโมเลกุลซ่ึงเรียงตวั ไม่เป็นระเบียบ ทาใหพ้ วกสารท่ีไม่มีข้วั เขา้
ไปแทรกตวั อยรู่ ะหวา่ งโมเลกลุ ไดง้ า่ ย
3.2 Dipole-dipole force เป็นแรงท่ีพบในตวั ทาละลายที่มีข้วั เกิดการเหน่ียวนาโมเลกุล
เกิดเป็ นข้วั บวก และข้วั ลบ พวกน้ีจะทาให้โมเลกุลของตวั ทาละลายที่มีข้วั จบั กนั แน่น พวกสารซ่ึง
ไมม่ ีข้วั จะแทรกตวั เขา้ ไปไดย้ าก
3.3 H-bonding สารที่สามารถสร้าง H-bonding กบั ตวั ทาละลายไดด้ ีก็จะละลายไดด้ ี
ตวั ทาละลายท่ีนิยมใชก้ นั ไดแ้ ก่ น้า (water), แอลกอฮอล์ (alcohol) หรือสารละลายผสม
ของสารละลายท้งั 2 ชนิด นอกจากน้ีอาจใช้กรด หรือด่างเติมลงในน้ายาสกดั เพ่ือปรับความเป็ น
กรด-ด่างของน้ายาให้เหมาะสมย่ิงข้ึน ส่วนสารละลายชนิดอ่ืน ๆ เช่น อีเทอร์ (ether) คลอโรฟอร์ม
(chloroform) มีใชบ้ า้ งเฉพาะกรณี
รายละเอียดของตวั ทาละลายที่นิยมใช้ ดงั ต่อไปน้ี
1. น้า จดั เป็ นตวั ทาละลายท่ีดี หาง่าย ราคาถูก แต่การใชน้ ้าอยา่ งเดียวเป็ นตวั ทาละลายใน
การสกดั พืชสมุนไพรมีขอ้ เสียหลายประการ คือสามารถละลายองค์ประกอบท่ีไม่ตอ้ งการออกมา
ไดม้ าก เช่นเดียวกบั สารสาคญั ที่ตอ้ งการ สารเฉื่อยที่ละลายออกมากบั น้า เช่น น้าตาล และแป้งลว้ น
เป็นอาหารท่ีดีของเช้ือจุลินทรีย์ จึงทาให้เกิดการบูดเสียของสารสกดั เน่ืองจากจุลินทรียไ์ ด้ ถา้ ไม่ใส่
สารกนั บูด (preservative) นอกจากน้ีน้าระเหยไดท้ ่ีอุณหภูมิสูงในการไล่น้าออกไปซ่ึงอาจเกิดความ
เสียหายกบั สารสาคญั ได้ ดังน้ันจึงไม่นิยมใช้น้าเป็ นตวั ทาละลายอย่างเดียวเป็ นน้ายาสกัดแต่ใช้
ร่ วมกับตัวทาละลายอ่ืน ๆ เช่น แอลกอฮอล์ หรื อกรดหากเติมกรดเล็กน้อยลงไปในน้ า
(acidifiedwater) ใช้สกัดองค์ประกอบสาคัญในพื ชสมุนไพรท่ีมีองค์ประกอบสาคัญเป็ น
สารประกอบอลั คาลอยด์ ส่วนน้าที่เติมด่างลงไปเล็กนอ้ ย (alkanised water) จะใชส้ กดั พืชสมุนไพร
บางชนิด เช่น เปลือกคาสคารา (Cascara bark) เป็นตน้
2. แอลกอฮอล์ จดั เป็ นตัวทาละลายที่ดีมากเม่ือเปรียบเทียบกับน้า แอลกอฮอล์มีข้อดี
กวา่ ดงั น้ี
- มีความจาเพาะในการละลายมากกวา่ น้า
- มีฤทธ์ิยบั ย้งั การเจริญเติบโตของจุลินทรีย์
- หากตอ้ งการทาสารสกดั ใหเ้ ขม้ ขน้ จะระเหยไดง้ า่ ยแตร่ าคาของ
แอลกอฮอลจ์ ะแพงกวา่ น้า
8
3. น้ายาผสมแอลกอฮอล์ (hydroalcoholic mixture) เป็ นน้ายาท่ีสกัดไดอ้ ย่างกวา้ งขวาง
เน่ืองจากสามารถละลายสารสาคญั ในพืชสมุนไพรได้ใกลเ้ คียงแอลกอฮอล์แต่ราคาถูกกว่า และ
สามารถยบั ย้งั การเจริญเติบโตของเช้ือจุลินทรียไ์ ดอ้ ีกดว้ ย นอกจากน้ีการใชน้ ้ายาผสมแอลกอฮอล์
ยงั ช่วยป้องกนั การแยกตวั ของสารต่าง ๆ ในสารสกดั เม่ือต้งั ทิ้งไว้ ซ่ึงเกิดข้ึนในกรณีที่ใช้น้าอย่าง
เดียวในการสกดั
การเลือกวิธกี ารสกดั (ภาควชิ าเภสชั วนิ ิจฉยั คณะเภสัชศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหิดล, 2534)
การสกดั สารสาคญั ในพชื สมุนไพรมีหลายวธิ ี ซ่ึงวิธีการสกดั ที่ดีท่ีสุดสาหรับพืชสมุนไพร
แต่ละชนิดมกั ไดจ้ ากการทดลองข้นั ตน้ โดยท่ัวไปวิธีการสกัดที่เหมาะสมข้ึนกับปัจจยั หลาย ๆ
อยา่ ง ไดแ้ ก่
1. ธรรมชาติของพืชสมนุ ไพร โดยพิจารณาจาก
- ลกั ษณะโครงสร้าง และเน้ือเย่ือ สมุนไพรท่ีมีลกั ษณะอ่อนนุ่ม เช่น ดอก
ใบ อาจสกดั ดว้ ย วีธีมาเซอเรชนั หากเป็นสมุนไพรท่ีมีเน้ือเยือ่ แขง็ แรง และเหนียว เช่น เปลือก ราก
เน้ือไม้ ควรใชว้ ิธีเพอร์โคเลชนั หรือสกดั แบบตอ่ เน่ือง
- ความสามารถในการละลายของสารสาคญั ในน้ายาสกดั ถา้ ละลายไดง้ ่าย
นิยมใชว้ ิธีดูดซบั แตถ่ า้ ละลายไดน้ อ้ ยกจ็ าเป็นตอ้ งใชว้ ธิ ีเพอร์โคเลชนั หรือการสกดั แบบตอ่ เน่ือง
- ความคงตวั ของสารสาคญั ในสมุนไพรต่อความร้อน ถา้ เป็ นสารที่ไม่ทน
ต่อความร้อนควรใชว้ ิธีมาเซอเรชนั หรือเพอร์โคเลชนั
2. คณุ ค่าของสารสกดั และค่าใชจ้ ่ายในการสกดั หากตอ้ งการสารสกดั ท่ีไม่ใช่สารสาคญั
และมีคุณค่าทางการรักษานอ้ ย เช่น สารท่ีใช้แต่งสี กล่ิน รส ของยาต่าง ๆ ก็อาจใชว้ ิธีง่าย ๆ ท่ีไม่
ยุ่งยาก นอกจากน้ีควรคานึงถึงค่าใช้จ่ายท้งั หมดเปรียบเทียบกับราคาของสารสกัดท่ีเตรียมไวว้ ่า
คุม้ คา่ กบั การลงทนุ หรือไม่
3. ความตอ้ งการที่จะใหไ้ ดก้ ารสกดั ที่สมบรูณ์ (exhausted extraction) หรือเกือบสมบูรณ์
หากตอ้ งการสารสกดั เจือจาง การใชว้ ิธีมาเซอเรชนั ก็เพียงพอแลว้ แต่ถา้ ตอ้ งการสารสกดั เขม้ ขน้ ก็
ควรใชว้ ิธีเพอร์โคเลชนั หรือการสกดั แบบต่อเน่ือง
การสกดั สารสาคญั จากพืช (ภาควชิ าเภสชั วนิ ิจฉยั คณะเภสัชศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหิดล, 2534)
ในการเตรียมสารสกัดจากสมุนไพรน้ันมีหลายวิธีข้ึนอยู่กับชนิดสารท่ีสกดั คุณสมบตั ิ
ของสารในพืชกับความคงทนต่อความร้อน และชนิดของตวั ทาละลายท่ีใช้ ท้งั น้ีแต่ละวิธีมีขอ้ ดี
ขอ้ เสียแตกตา่ งกนั วธิ ีเหล่าน้ี ไดแ้ ก่
1. Maceration เป็ นวิธีการสกดั สารสาคญั จากพืช โดยหมกั สมุนไพรกบั ตวั ทาละลาย ใน
ภาชนะปิ ดทิ้งไว้ 7 วนั หรือมากกว่าน้นั หมน่ั เขยา่ และคนบ่อย ๆ เมื่อครบกาหนดค่อยรินสารสกดั
9
ออกแล้วนาไปกรอง วิธีน้ีมีข้อดี คือ สารไม่ถูกความร้อน แต่เป็ นวิธีที่สิ้นเปลืองตัวทาละลาย
เนื่องจากตอ้ งสกดั ซ้าหลาย ๆ คร้ัง
2. Percolation เป็นวิธีการสกดั สารสาคญั แบบต่อเน่ือง โดยนาสมุนไพรมาหมกั กบั ตวั ทา
ละลายพอช้ืนทิง้ ไว้ 1 ชว่ั โมง เพื่อใหพ้ องตวั เตม็ ท่ีแลว้ ค่อยบรรจุผงยาท่ีละชิ้นลงในอุปกรณ์ท่ีเรียกว่า
Percolator เติมตวั ทาละลายไปใหร้ ะดบั ตวั ทาละลายสูงเหนือสมุนไพรทิ้งไว้ 24 ชว่ั โมง แลว้ ไขสาร
สกดั ออกมา ควรเติมตวั ทาละลายไมใ่ หแ้ หง้ นาสารท่ีสกดั ไดไ้ ปกรอง วิธีการน้ีมีขอ้ ดีเช่นเดียวกบั วิธี
Maceration คือ สารไมถ่ ูกความร้อนเป็นวธิ ีท่ีง่าย และสะดวก
3. Soxhlet extraction เป็ นวิธีการสกัดแบบต่อเนื่องโดยใช้ตวั ทาละลายซ่ึงมีจุดเดือดต่า
การสกดั ทาโดยให้ความร้อน จนทาให้ตวั ทาละลายระเหยข้ึนไปแลว้ กลน่ั ตวั ลงมาใน Thimble ซ่ึง
บรรจุสมุนไพรไว้ เมื่อสารที่สกดั ได้สูงถึงระดบั กาลกั น้า สารสกดั จะไหลลงมาใน Flask วนเวียน
เช่นน้ีจนการสกดั สมบูรณ์ โดยสามารถสังเกตได้จากสีของตวั ทาละลายใน Thimble ที่ใสข้ึน การ
สกดั ดว้ ยวิธีน้ีใชค้ วามร้อนจึงอาจทาใหส้ ารสาคญั บางชนิดสลายตวั
4. Liquid - LiquidExtraction เป็ นการสกัดจากสารละลายซ่ึงเป็ นของเหลวลงในตวั ทา
ละลายอีกชนิดหน่ึงซ่ึงไมร่ วมตวั เป็นสารเน้ือเดียวกนั แบ่งไดเ้ ป็น 2 ชนิดคอื
4.1 Extraction lighter คือ ตวั ทาละลายที่ใชส้ กดั เบากวา่ ตวั ทาละลายท่ีใชล้ ะลายสาร
4.2 Raffinate light คือ ตวั ทาละลายท่ีใชส้ กดั หนกั วา่ ตวั ทาละลายที่ใชล้ ะลายสาร
การทาสารสกดั ให้เข้มข้น (ภาควชิ าเภสัชวินิจฉยั คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหิดล, 2534)
เมื่อสกัดสารจากพืชด้วยตวั ทาละลายที่เหมาะสมแลว้ สารสกดั ท่ีไดม้ ักมีปริมาตรมาก
หรือเจือจาง ทาให้นาไปแยกส่วนลาบากจึงจาเป็นตอ้ งทาใหเ้ ขม้ ขน้ เสียก่อน ซ่ึงสามารถทาไดห้ ลาย
วธิ ี
1. การระเหย (Free Evaporation) เป็นการนาตวั ทาละลายออกจากน้ายาสกดั โดยใชค้ วาม
ร้อนจากหมอ้ องั ไอน้า (water bath) หรือแผ่นความร้อน (hot plate) วิธีน้ีอาจทาให้องคป์ ระกอบใน
สารสกดั สลายตวั ได้ เนื่องจากอุณหภูมิสูงเกินไป และหากใชส้ ารละลายอินทรีย์ (organic solvent)
ในการสกดั การระเหยโดยใหค้ วามร้อนโดยตรง (direct heat) บนแผน่ ความร้อน อาจเกิดอนั ตรายได้
ง่าย นอกจากน้ีควรคานึงถึงอณุ หภมู ิที่จะทาใหเ้ กิดการสลายตวั ของสารสาคญั เม่ือใชค้ วามร้อน
2. การกล่ันในภาวะสูญญากาศ (distillation in vacuo) จัดเป็ นวิธีท่ีนิยมที่สุด เป็ นการ
ระเหยเอาตวั ทาละลายออกจากน้ายาสกดั โดยการกลน่ั ที่อณุ หภมู ิต่า พร้อมท้งั ลดความดนั ลงใหเ้ กือบ
เป็นสูญญากาศ (vacuum pump) เครื่องมือน้ีเรียกวา่ Rotary evaporator
10
3. การทาให้แห้ง (drying) เป็นการระเหยเอาตวั ทาละลายออกจากน้ายาสกดั จนแห้ง ได้
สารสกัดออกมาในสภาพของแข็ง หรือก่ึงของแข็ง มีหลายวิธี เช่น การใช้ความเยน็ (lyophilizer
หรือ freeze dryer) หรือการใชค้ วามร้อน (spray dryer) ฯลฯ
4. อลั ตราฟิ ลเทรชนั (ultrafiltration) เป็ นการทาสารสกัดดว้ ยน้าให้เขม้ ขน้ โดยใช้แผ่น
เมมเบรน (membrane) ใชก้ บั สารที่มีน้าหนกั โมเลกลุ (molecular weight) สูงกวา่ 5,000
สารสกดั สาคญั จากพืช
ซาโปนนิ (saponins) (ภาควชิ าเภสชั วนิ ิจฉยั คณะเภสัชศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหิดล, 2534)
ซาโปนิน เป็ นกลยั โคไซด์ที่มีส่วน aglycone (saponin) เป็ นสารจาพวก steroids หรือ
triterpenoids ส่วนน้ีจะจับกับส่วนน้ าตาล หรืออนุพันธ์ของน้ าตาลที่ตาแหน่ง C3 ได้เป็ น O-
glycoside น้าตาลที่พบส่วนใหญ่เป็ น oligosaccharide 1-5 หน่วย ซาโปนินมีคุณสมบัติบางอย่าง
คลา้ ยสบู่ (soup) เช่น สามารถเกิดฟองเมื่อเขย่ากบั น้า เป็ นสารลดแรงตึงผิว (surface active agent)
ท่ีดี ทาใหเ้ มด็ เลือดแตกได้
ชนิดของซาโปนิน
ซาโปนินแบ่งเป็น 2 ชนิด ตามลกั ษณะโครงสร้าง aglycone ไดแ้ ก่
1. Steroidal saponins ส่วนใหญ่มีสูตรโครงสร้างเป็ น 6 ring ซ่ึงเรี ยกว่า spiroketal
steroid nucleus จะมีส่วนท่ีเป็ นน้าตาลเชื่อมตาแหน่งคาร์บอนตาแหน่งที่ 3 โครงสร้างมีคาร์บอน
จานวน 27 อะตอม
21
18 22
12 20 23
11 17 24 26
C 13 D 16
1 19 9 25
27
2 10 8 14 15
A
B
3 5 7
4 6
ภาพที่ 2.3 โครงสร้าง Steroidal saponins
11
ซาโปนินชนิดน้ีพบไดน้ อ้ ยในธรรมชาติ มกั พบในพืชใบเล้ียงเดี่ยว เช่น พืชวงศ์ Diosco-
reaceae (genus Dioscorea), Amaryllidaceae (genus Agave) และLiliacae (genus Yucca และTril-
lium)
นกั วิทยาศาสตร์มกั ให้ความสนใจกบั Steroidal saponins มากกว่า Triterpenoid saponins
เนื่องจากสูตรโครงสร้างของ Steroidal saponins มีความสัมพันธ์กับสารจาพวก sex hormone,
cortisone และcardiac glycosides จึงอาจใช้ Steroidal saponins เป็ นสารต้ังต้นในการสังเคราะห์
steroid hormone ซ่ึงช่วยประหยดั ค่าใชจ้ ่าย และเวลาในการสงั เคราะห์สารเหล่าน้ีไดม้ าก
2. Triterpenoid saponins มีโครงสร้างของ agylcone เป็ น triterpenoids alcohol เป็ นสาร
ประกอบท่ีมีคาร์บอน 30 อะตอม ส่วน gylcone อาจเป็ นน้าตาลท่ัวไป หรืออนุพันธ์ของ uronic
acid เชื่อมต่อกบั agylcone ตาแหน่งคาร์บอนท่ี 3 เช่นเดียวกนั
29 30
CH3 CH3
20
19 21
E
18 22
13 D 17
14 16 CH3
15 28
CH3
27
ภาพที่ 2.4 โครงสร้าง Triterpenoid saponins
ส่วนใหญ่พบเป็ น pentacyclic rings ในธรรมชาติพบท้ังในรูปกลัยโคไซด์ และรูป
sapongenin อิสระ พบน้อยในพืชใบเลี่ยงเด่ียว ส่วนมากพบในใบเลี่ยงคู่โดยเฉพาะในพืชวงศ์
Caryophyllaceae, Sapindaceae, Polygonaceae และSapotaceae.
12
Triterpenoid saponins อาจแบง่ ไดเ้ ป็น 3 กลมุ่ ตามชนิดของ sapogenin ดงั น้ี
1. α- amyrin type (ursane triterpenoid type)
CH3 CH3
E CH3
D
CH3
2. - amyrin type (oleanane triterpenoid type)
CH3 CH3
E CH3
D
CH3
3. Lupeol type (lupine triterpenoid type)
CH3 CH3
E CH3
D
CH3
13
คุณสมบัติของซาโปนนิ
ซาโปนินมีคุณสมบัติหลายประการ ซ่ึงสามารถใช้เป็ นหลักเบ้ืองต้นในการทดสอบ
ซาโปนินในพืชไดค้ ุณสมบตั ิเหลา่ น้ี ไดแ้ ก่
1. ทาให้เมด็ เลือดแดงแตกได้ (hemolysis) เม่ือฉีดสารเหล่าน้ีเขา้ กระแสเลือดของคน และ
สัตวจ์ ะมีพิษอยา่ งแรง แตถ่ า้ รับประทานเขา้ ไปจะไมเ่ กิดพิษ
2. เมื่อเขย่าแรง ๆ กับน้ าจะทาให้เกิดฟองรูป 6 เหลี่ยม (honeycomb froth) ซ่ึงอยู่ได้
คงทนไม่น้อยกว่า 30 นาที สารอื่น ๆ ที่ทาให้เกิดฟองไดแ้ ก่ โปรตีน กรดในพืช (plant acids) บาง
ชนิดแต่ฟองดงั กล่าวไม่คงทน ถา้ เป็นฟองที่เกิดจากโปรตีน เมื่อตม้ สารสกดั ฟองจะสลายไป ถา้ เป็น
ฟองที่เกิดจากกรดในพชื ฟองจะหายไปเม่ือเติมสารละลายโซเดียมคาร์บอเนตลงในสารสกดั ถา้ เป็น
ฟองท่ีเกิดจากสบู่ เม่ือเติมกรดลงไปฟองจะหาย
3. มีพษิ ตอ่ ปลา เน่ืองจากทาใหเ้ กิด paralysis ที่เหงือกของปลา
ประโยชน์ของซาโปนิน
1. ใชเ้ ป็นสารชะลา้ งแทนสบู่ได้
2. คุณสมบตั ิท่ีเป็นฟองของซาโปนิน ทาใหใ้ ชเ้ ป็นสารพ่นดบั ไฟได้
3. ซาโปนินเป็ นพิษต่อสัตว์เลือดเย็นจึงใช้เป็ นสารเบื่อปลา ปลาท่ีเบ่ือด้วยซาโปนิน
สามารถใช้เป็ นอาหารได้ เพราะซาโปนินไม่ถูกดูดซึมในทางเดินอาหารแต่ถา้ รับประทานเขา้ ไป
มาก ๆ จะเกิดการระคายเคืองตอ่ เมือกของลาไส้เลก็ ทาใหเ้ กิดอาเจียนได้
4. ใชเ้ ป็นสารต้งั ตน้ ในการสงั เคราะห์ยาจาพวก steroid hormone
ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) (ภาควชิ าเภสัชวินิจฉยั คณะเภสัชศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหิดล, 2534)
ฟลาโวนอยดเ์ ป็น pigments ท่ีพบในส่วนต่าง ๆ ของพืชโดยเฉพาะดอก ทาใหด้ อกมีสีสัน
สวยงาม ส่วนใหญ่สีจะออกไปทางสีแดง เหลือง ม่วง และน้าเงิน ฟลาโวนอยด์เป็ นสารประกอบ
จาพวกโพลีฟี นอล (polyphenolic compound) ในธรรมชาติอาจจะพบอยู่ในรูปอิสระ หรือในรูป
ไกลโคไซดซ์ ่ึงส่วนใหญ่จะเป็น O-glycoside มีบา้ งที่เป็น C-glycoside น้าตาลมกั จะมาจบั ท่ีตาแหน่ง
3,5 หรือ 7 ฟลาโวนอยด์จะพบใน cell sap ของดอกไม้ ผลไม้ และใบไม้โดยอยู่ในรูป soluble
pigment สาหรับพวก aglycone มกั พบในเน้ือไม้
ฟลาโวนอยดม์ ีโครงสร้างพ้นื ฐานเป็น C6-C3-C6ส่วนใหญ่จะประกอบดว้ ย pyran ring
จบั กบั 3 carbon chain และ1 benzene ring
14
โครงสร้างพื้นฐานของฟลาโวนอยด์
C CC
H2 H2 H2
ภาพท่ี 2.5 โครงสร้างพ้ืนฐานของฟลาโวนอยด์
ฟลาโวนอยดแ์ ต่ละชนิดจะแตกตา่ งกนั ท่ี oxidation state ของ 3-carbon chain เนื่องจาก
การเติมกลมุ่ hydroxyl (OH) ลงบน pyran ring
ชนดิ ของฟลาโวนอยด์
ฟลาโวนอยด์อาจแบง่ เป็นกลุม่ ยอ่ ยตามลกั ษณะโครงสร้างไดเ้ ป็น 12 กลุ่ม ดงั น้ี
1. ฟลาโวน (flavones)
O
O
ตวั อยา่ งสาร : chrysin, apigenin และluteolin
2. ไอโซฟลาโวน (isoflavones)
O CH
CC
ตวั อยา่ ง : genistein และorobol
15
3. ฟลาโวนอล (flavonols)
OC OH
CC
ตวั อยา่ ง : quercetin, kaempferol และmyricetin
4. ฟลาวาโนน (flavanones)
O CH
C CH2
ตวั อยา่ ง : hesperetin,butin และnaringenin
5. ฟลาวาโนนอล (flavanonols)
O CH
C CHOH
ตวั อยา่ ง : taxifolin
6. ลิวโคแอนโธไซยานิน (leucoanthocyanins)
O CH
C CHOH
H OH
ตวั อยา่ ง : melacacidin และpeltogynol
16
7. แอนโธไซยานิน (anthocyanins)
OC OH
CC
H
ตวั อยา่ ง : pelargonidin,cyaniding และdelphinidin
8. คาทีชิน (catechin)
O CH
C CHOH
H2
ตวั อยา่ ง : catechin,gallocatechin และafzelechin
9. ชานโคน (chalcones)
3 2' 3'
42 1' 4'
51 6' 5'
6
ตวั อยา่ ง : dahlia และchalcone
10. ไดไฮโดรซาลโคน (dihydrochalcones)
CH2
C CH2
ตวั อยา่ ง : phloretin
17
11. ออโรน (aurone)
7 1 2' 3' 4'
6 1'
o
5 C
4 2
3H
6' 5'
ตวั อยา่ ง : aureusidin และsulphuretin
12. แซนโทน (xanthones)
5 10 4
6
o3
7 9 12
8
ตวั อยา่ ง : gentisin
คณุ สมบัติของฟลาโวนอยด์ ชนิดต่าง ๆ ดังนี้
ฟลาโวน ไอโซฟลาโวน และฟลาโวนอล
ฟลาโวน และฟลาโวนอล เป็ นสารท่ีให้ pigment สีเหลืองซ่ึงพบได้ในพืชจานวนมาก
(ยกเวน้ สีเหลืองเขม้ ซ่ึงมกั เป็ นสารจาพวก carotenoids) ส่วนไอโซฟลาโวน เป็ นสารไม่มีสีพบได้
นอ้ ยมากในพืช
ฟลาวาโนน
เป็ นสารไม่มีสี หรืออาจมีสีเหลืองอ่อน ๆ พบไดน้ ้อยในพืช ฟลาโวโนนท่ีรู้จกั กนั ดี คือ
hesperidin และnaringin ซ่ึงพบไดใ้ นเปลือกผลสม้
ฟลาวาโนนอล
เป็นสารไม่มีสี หรือมีสีเหลืองอ่อนพบไดน้ อ้ ยในพชื สารจาพวกน้ีเม่ือถกู ด่างในอุณหภูมิ
สูง (warm alkali) จะสลายตวั ใหช้ าลโคน แตค่ งตวั ในกรดเม่ือมีความร้อน
ลิวโคแอนโธไซยานิน
เป็ นสารไม่มีสีมีโครงสร้างเป็ น polyhydroxy flavan-3,4-diol พบไดน้ ้อยในรูปกลยั โค
ไซด์ aglycone ของสารกลุ่มน้ีเรียกวา่ ลิวโคแอนโธไซยานิดิน (leucoanthocyaanidin) ซ่ึงเมื่อถูกกรด
ออกซิเจน ความร้อน บางส่วนจะถกู เปล่ียนเป็นแอนโธไซยานิดิน
18
แอนโธไซยานิน
เป็ น pigment สี ออกชมพู แดง ม่วงจนถึงน้ าเงิน พบได้ในกลีบดอกไม้ และส่วน
อื่น ๆ ของพืชเช่น กลีบเล้ียง ใบเปลือกผล aglycone ของแอนโธไวยานินเรียกว่า แอนโธไซยานิดิน
(anthocyanidin) ในธรรมชาติมกั พบอยู่ในรูปกลยั โคไซด์ซ่ึงมีน้าตาลมาเกาะท่ีตาแหน่ง C-3 หรือ
C-5 และยงั พบจานวนมากท่ีมีน้าตาลมาเกาะท้งั สองตาแหน่งได้เป็ น 3,5-diglycosides ซ่ึงลกั ษณะ
ดงั กลา่ วจะไม่พบในฟลาโวนอยดช์ นิดอ่ืน ๆ แอนโธไซยานินมีลกั ษณะเป็นประจุ (ionic)
สีที่เกิดข้ึนข้นึ อยกู่ บั pH ของสารละลาย
- สารละลายที่เป็นกรด แอนโธไซยานินจะใหส้ ีแดงปนสม้
- สารละลายที่เป็นกลางแอนโธไซยานินจะอยใู่ นสภาพ pseudobase ซ่ึงไมม่ ีสี
- สารละลายที่เป็นด่างแอนโธไซยานินจะอยใู่ นสภาพ anhydrobase ซ่ึงจะใหส้ ีมว่ งปน
น้าเงิน
เม่ือ pH เปลี่ยนปฏิกิริยาเหล่าน้ีจะเปลี่ยนกลบั ไปกลบั มา แต่ถา้ ค่า pH สูงมากปฏิกิริยา จะ
ไม่เปลี่ยนกลบั มา
แอนโธไซยานินในสารละลายท่ีเป็ นด่างจะถูกออกซิไดส์ได้ง่ายโดยอากาศ และถูก
ทาลาย จึงมกั ทาให้สารละลายอยู่ในสภาวะกรดแอนโธไซยานินชนิดต่าง ๆ จะต่างกนั ที่กลุ่ม -OH
บน ring B ทาใหส้ ีแดงแตกต่างกนั
คาทีชิน
มีโครงสร้างเป็น polyhydroxy flavan-3-ol เป็นสารไม่มีสี พบไดใ้ นพืชทว่ั ไปโดย เฉพาะ
woody plant คาทีชินเป็ นสารต้งั ตน้ ของ condensed tannin มีคุณสมบตั ิพิเศษคือ เม่ือถูกกรดความ
ร้อน หรือเอนไซมจ์ ะเปล่ียนจากสารไม่มีสีเป็นสารสีแดง (tannin red) ซ่ึงไม่ละลายน้า ตวั อยา่ งของ
คาทีชิน ไดแ้ ก่ catechin และgallocatechin
ซานโคน และไดไฮโดรซานโคน
เป็ นสารกลุ่มเล็ก ๆ ที่พบไดใ้ นธรรมชาติ ซานโคนเป็ น pigment สีเหลืองเข้มในสาร
ละลายที่เป็ นกรดซานโคนจะเปลี่ยนเป็ นฟลาวาโนนได้ ในสารละลายท่ีเป็ นด่างปฏิกิริยาจะเกิด
ตรงกนั ขา้ มในด่างสีของซานโคนจะเปล่ียนจากสีเหลืองเป็ นสีส้มแดง ซานโคนพบไดใ้ นดอกไมส้ ี
เหลืองของพืชในวงศ์ Compositae, Oxalidaceae, Scrophulariaaceae, Acanthaceae, และ Liliaceae
เป็นตน้ เมี่อซานโคนถูก reduce ที่ตาแหน่ง α-β-double bond จะได้ dihydrochalcones
ออโรน
เป็น pigment สีเหลืองทอง พบไดท้ ้งั ในรูปอิสระ และในรูปไกลโคไซด์ ในสารละลายที่
19
เป็นด่างสีจะเปลี่ยนเป็นสีแดงกหุ ลาบ ออโรนมีโครงสร้างที่ตา่ งกบั ฟลาโวนอยด์ตวั อื่น ๆ คือ มีโครง
สร้างเป็น 2-benzyllidene coumaranone
แซนโทน
เป็ น pigment สารสีเหลืองมีโครงสร้างเป็ นอนุพนั ธ์ของ benzophenone อาจจะจดั อยู่ใน
โครงสร้างแบบ C6-C1-C6
ประโยชน์ของฟลาโวนอยด์
ฟลาโวนอยดห์ ลายชนิดมีฤทธ์ิทางเภสัชวิทยา ดงั ต่อไปน้ี
- Rutin ใชร้ ักษาโรคเส้นเลือดฝอยเปราะ
- Buchu ใชเ้ ป็นยาขบั ปัสสาวะ
- Clover มีฤทธ์ิคลา้ ย esterogen อ่อน ๆ
ฟลาโวนอยดบ์ างชนิดมีฤทธ์ิฆ่าแมลง แกอ้ กั เสบ และตา้ นมะเร็ง เป็นตน้
อลั คาลอยด์ (Alkaloids) (ภาควชิ าเภสชั วนิ ิจฉยั คณะเภสชั ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหิดล, 2534)
อลั คาลอยด์เป็ นกลุ่มสารท่ีพบมากในพืชช้ันสูง พบบา้ งในพืชช้ันต่า ในสัตว์ และใน
จุลินทรียเ์ ป็ นกลุ่มสารท่ีนามาใชม้ ากเพ่ือเป็ นยารักษาโรค และมีจานวนไม่น้อยที่เป็ นพิษ ปัจจุบนั
พบอลั คาลอยดม์ ากกวา่ 5,000 ชนิด
คาว่า อัลคาลอยด์ แปลว่า alkali-like ในปี ค.ศ.1910 Winterstein และTrier ได้ให้
คาอธิบายกวา้ ง ๆ ว่า อลั คาลอยดเ์ ป็นสารที่มีฤทธ์ิเป็นด่าง มีไนโตรเจนอยูใ่ นโมเลกุล อาจจะไดจ้ าก
พืชหรื อสัตว์ แต่สาหรับ true alkaloids จะต้องมีคุณสมบัติเพิ่มเติม คือ มีไนโตรเจนอยู่ใน
heterocyclic ring มีโครงสร้างสลบั ซบั ซอ้ น มีฤทธ์ิทางเภสชั วทิ ยาที่เด่นชดั และพบไดเ้ ฉพาะในพืช
ตามปกติในโมเลกุลของอลั คาลอยด์จะพบไนโตรเจนอยู่ 1 ตวั แต่อาจจะพบมากกว่าหน่ึง
ก็ไดเ้ ช่น ergotamine มีไนโตรเจนถึง 5 ตวั แมไ้ นโตรเจนจะอย่ใู น heterocyclic ring หรืออยู่ใน side
chain ก็ตามจะทาให้อลั คาลอยด์มีคุณสมบตั ิเป็ นด่าง อลั คาลอยด์แต่ละชนิดจะมีความเป็ นด่างมาก
หรือน้อย ข้ึนอยู่กบั จานวนอะตอมของไนโตรเจนในโมเลกุล ประเภทของ amine group ตลอดจน
ชนิด และจานวนของ functional group ที่มีอยใู่ นโมเลกลุ น้นั ๆ
คุณสมบัติของอลั คาลอยด์รวบรวมได้ดงั นี้
1. อลั คาลอยดม์ กั มีรสขม (quinine) เป็นสารท่ีมีรสขมมากท่ีสุดชนิดหน่ึง พบไดท้ ว่ั ไป
ตามธรรมชาติ
2. อัลคาลอยด์ส่วนใหญ่เป็ นผลึกไม่มีสี ยกเวน้ ชนิดที่มี conjugate double bond เช่น
berberine มีสีเหลือง นอกจากน้ีอลั คาลอยด์บางตัวซ่ึงไม่มีออกซิเจนอยู่ในโมเลกุล อาจจะเป็ น
ของเหลวที่อุณหภูมิปกติ เช่น nicotine และconiine เป็นตน้
20
3. อลั คาลอยด์สามารถรวมตวั กบั ท้งั กรดอินทรีย์ และกรดอนินทรียอ์ ยู่ในรูปกรดเกลือ
ในธรรมชาติมกั อยใู่ นรูปเกลือของกรดอินทรีย์
4. อลั คาลอยด์ในรูปอิสระ (free base) จะไม่ละลายน้า หรือละลายเล็กน้อยแต่สามารถ
ละลายได้ดีในตัวทาละลายอินทรีย์ เช่น คลอโรฟอร์ม อีเทอร์ ส่วนเกลือของอัลคาลอยด์จะมี
คุณสมบตั ิในการละลายตรงกนั ขา้ มกบั free base คือ สามารถละลายไดด้ ีในน้า แต่ไม่ละลายในตวั
ทาละลายอินทรีย์ ยกเวน้ เกลือของอลั คาลอยด์ท่ีเป็ นด่างอ่อนบางชนิด ซ่ึงจะสามารถละลายไดใ้ น
คลอโรฟอร์มแตไ่ มล่ ะลายในอีเทอร์
5. อลั คาลอยด์ส่วนใหญ่จะสามารถทาปฏิกิริยากบั สารจาพวกโลหะหนัก เช่น ปรอท
ทอง แพลทตินมั และแคดเมียม เป็ นต้น ไดเ้ กลือซ่ึงมกั ไม่ละลายน้า จึงสามารถใชน้ ้ายาท่ีมีโลหะ
หนกั เหลา่ น้ี ในการตรวจหาแอลคาลอยดไ์ ด้
หน้าท่ขี องอลั คาลอยด์
1. ช่วยป้องกนั พืชจากสตั วแ์ ละแมลงตา่ ง ๆ ท้งั ที่เนื่องจากอลั คาลอยดม์ ีรสขม และมีพษิ
2. เป็นแหล่งสะสมไนโตรเจนในพืชเพ่ือใชส้ ร้างโปรตีน
3. ช่วยควบคมุ การเจริญเติบโตของพืช หรือการงอกของเมลด็ พชื บางชนิด
4. เป็นสารท่ีไดจ้ ากการทาลายพษิ ซ่ึงเกิดข้นึ ในขบวนการ metabolism ของพืช
การแบ่งจาพวกของอลั คาลอยด์ทาไดห้ ลายแบบ แต่ที่นิยมใช้คือ การแบ่งตามชนิดของ
Nucleus ซ่ึงจะแบง่ ออกไดเ้ ป็น 10 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
1. Pyridine และpiperidine
2. Pyrrolzidine และguinolizdine
3. Pyeeolidine และpyrrolidine/piperidine
4. Indole
5. Quinpline
6. Isoquinoline
7. Imidazole
8. Steroidal
9. Xanihine
10. Alkaloidol amine
โครงสร้างพื้นฐานของอลั คาลอยด์ N 21
H
N N
H Pyrrolidine
Pyridine
Pyrrole
N CH3
N N
H Tropane
Pyrrolizidine
Piperidine
N N N
Quinoline Isoquinoline Aporphine
N N N
H N
Nor-lupinane H
Indole
Imidazole
N NH Steroid
NN
Purine
ภาพท่ี 2.6 โครงสร้างพ้ืนฐานของอลั คาลอยด์
22
แทนนนิ (Tannins) (ภาควชิ าเภสชั วนิ ิจฉยั คณะเภสชั ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหิดล, 2534)
แทนนินเป็ นสารกลุ่มท่ัวไปท่ีพบได้ท่ัวไปในพืชเกือบทุกชนิด เป็ นสารจาพวก
polyphenolic compounds โมเลกุลใหญ่ และมีโครงสร้างสลบั ซับซอ้ น แยกใหบ้ ริสุทธ์ิไดย้ ากเพราะ
ไม่ตกผลึก ส่วนใหญจ่ ะพบในรูปแบบไกลโคไซด์
ชนิดของแทนนิน
แทนนินสามารถแบง่ ไดเ้ ป็น 2 กลมุ่ ใหญ่ คือ
1. True tannin มีน้าหนกั โมเลกุล 1,000-5,000
2. Pseudo tannin ซ่ึงมีโมเลกุลเล็กกวา่ true tannin เป็นสารท่ีใหค้ ุณสมบตั ิบางอยา่ งคลา้ ย
true tannin ตัว อ ย่ าง ข อ ง pseudo tannins ไ ด้ แ ก่ gallic acid, catechin, chlorogenic acid แ ล ะ
ipecacuanhic acid
True tannin แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คอื
1. Hydrolysable tannins หรือเรียกว่า gallo tannins หรือpyrogallol tannins เกิดจากสาร
พวก polyhydric compound เช่น gallic acid หรือ ellagic acid จบั กนั เป็ นโมเลกุลใหญ่ เป็นสารท่ีถูก
ย่อย (hydrolyse) ได้โดยกรดหรือเอนไซม์ tannase สารในกลุ่มน้ีจะมีลกั ษณะเป็ น amorphous สี
เหลืองน้าตาล ละลายในน้าร้อนไดเ้ ป็ น colloidal dispersion มีรสฝาด ใช้ฟอกหนังสัตวไ์ ด้ เม่ือทา
ปฏิกิริยากบั FeCl3 จะใหส้ ีน้าเงิน
2. Condensedtannins อาจเรี ยกว่า catechin tannins ห รื อ phobatannins เป็ น ส ารที่ มี
โมเลกุลใหญ่เป็ น polymer ของ phenolic compounds มีสูตรโครงสร้างเกี่ยวพนั กับพวกฟลาโว-
นอยด์ พบว่า catechins และflavan-3,4,diol เป็ นสาร intermediate ในขบวนการชีวสังเคราะห์ของ
แทนนินกลุ่มน้ี condensed tannin เป็นสารท่ีไม่ถกู ยอ่ ย แต่เมื่อถูกกรดหรือเอนไซมจ์ ะสลายใหส้ ารสี
แดงซ่ึงไมล่ ะลายน้า เรียกสารดงั กล่าววา่ phlobaphenes
คุณสมบัติของแทนนนิ
1. แทนนินละลายไดใ้ นน้า สารละลายด่างเจือจาง แอลกอฮอล์ อะซีโตน แต่ละลายได้
นอ้ ยในตวั ทาละลายอ่ืน ๆ
2. สารละลายแทนนิน สามารถตกตะกอนโลหะหนกั แอลคาลอยด์ กลยั โคไซด์ โปรตีน
และเจลลาตินได้
3. เมื่อทาปฏิกิริยากับเกลือของ ferric เช่น ferric chloride, hydrolysable tannin จะได้
ตะกอนสีน้าเงินดา ส่วน condensed tannin จะไดต้ ะกอนสีน้าตาลเขียว (ปฏิกิริยาน้ีจะใหผ้ ลบวกกบั
สารจาพวก polyphenolic compounds อื่น ๆ ดว้ ย)
23
ประโยชน์ของแทนนิน
1. แทนนินใชป้ ระโยชน์ในอตุ สาหกรรมฟอกหนงั เน่ืองจากแทนนินสามารถตกตะกอน
โปรตีนท่ีหนงั สัตวไ์ ด้
2. ใชเ้ ป็ นยาฝาดสมาน เช่น tannic acid ใชเ้ ป็ นส่วนผสมในตารับยาแกท้ อ้ งเสีย หรือใช้
กบั บาดแผลที่ผิวหนงั เพอื่ ใหแ้ ผลหายเร็วข้ึน
อนุมูลอสิ ระ (Free radical) (บุหรัน พนั ธุ์สวรรค,์ 2556)
อนุมูลอิสระ (free radicals) หมายถึง สารท่ีมีอิเล็กตรอนโดดเดี่ยว (unpaired electrons)
ในอะตอม หรือโมเลกุล พบไดท้ ุกแห่งท้งั ในส่ิงแวดลอ้ ม ในส่ิงมีชีวิต และในเซลลโ์ ดยเฉพาะอยา่ ง
ยิง่ กระบวนการผลิตพลงั งานภายในเซลล์ หรือจากกระบวนการ metabolism โดยมีการเคลื่อนยา้ ย
อิเล็กตรอนออกจากโมเลกุลของออกซิเจน ทาให้อิเล็กตรอนในโมเลกุลออกซิเจนไม่สมดุล
กลายเป็นอนุมลู อิสระ และวอ่ งไวในการเขา้ ทาปฏิกิริยามาก และสามารถดึงอิเลก็ ตรอนจากโมเลกุล
อื่นมาแทนที่อิเล็กตรอนท่ีขาดหายไปเพื่อให้ตัวเองเกิดความสมดุลหรือเสถียร ซ่ึงปฏิกิริยาน้ีจะ
เกิดข้นึ อยา่ งต่อเนื่องเป็นปฏิกิริยาลกู โซ่ และเกิดข้นึ ในเซลลต์ ลอดเวลา
อนุมูลอิสระท่ีสาคญั ที่สุดท่ีเกิดในเซลล์ที่ใช้ออกซิเจน ไดแ้ ก่ oxygen radical, อนุพนั ธ์
ของ oxygenradical (เช่น superoxide radical และhydroxylradical), hydrogen peroxide, transition
metals (โลหะทรานซิชนั ), carbonate radical (CO3• - ), nitrate radical(NO3•), methyl radical (CH3•),
superoxideradical(O2•), peroxyl radical (ROO•), reactive oxygespecies (ROS) เป็นตน้
อนุมูลอิสระสามารถทาลายชีวโมเลกุลทุกประเภท ท้งั ในเซลล์ และส่วนประกอบของ
เซลลส์ ่ิงมีชีวิต เช่น ลิพิด (lipid), โปรตีน (protein), เอนไซม์ (enzyme), ดีเอ็นเอ (DNA), อาร์เอน็ เอ
(RNA), คาร์โบไฮเดรต(carbohydrate), เซลล์เมมเบรน(cell membrane), คอลลาเจน(collagen),
ไมโตคอนเดรีย (mitocondria) และเน้ือเยื่อเกี่ยวพนั (connective tissues) ซ่ึงเป็ นสาเหตุให้เซลล์ตาย
การเกิดการกลายพันธุ์ของดีเอ็นเอในเซลล์ และก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้แก่ โรคชรา (aging),
โรคมะเร็ง (cancer), โรคหัวใจขาดเลือด (coronaryheart disease), โรคความจาเส่ือม (Alzheimer’s
disease), โรคขอ้ อักเสบ (arthritis), โรคภูมิแพ้ (allergies), โรคความดันโลหิต, โรคเหงือก, โรค
เกี่ยวกับสายตา, ความผิดปกติของปอด และระบบประสาท, โรคเก่ียวกับทางเดินหายใจ, โรค
เกี่ยวกบั ความผดิ ปกติของผิวหนงั และโรคลาไส้อกั เสบ เป็นตน้
อนุมลู อิสระที่เกิดข้ึน แบง่ ได้ 2 ประเภท ดงั น้ี
1. อนุมูลอิสระท่ีเกิดข้ึนในร่างกาย ซ่ึงเกิดจาก metabolism ตามปกติในร่างกาย หรือ
เกิดจากการทางานของภูมิคมุ้ กนั ของร่างกายท่ีมีการสร้างอนุมูลอิสระเพือ่ สูก้ บั เช้ือโรคบางชนิด
24
2. อนุมูลอิสระที่มาจากส่ิงแวดลอ้ มภายนอก ซ่ึงไดแ้ ก่สารเคมี และส่ิงปนเป้ื อนท่ีมากบั
อากาศที่เราหายใจเข้าไป สารเติมแต่งอาหาร สารกันบูดหรือหรือสารเคมีต่าง ๆ ที่ใช้ในการ
เกษตร ฯลฯ
สารต้านอนุมูลอสิ ระ (Antioxidant) (บหุ รัน พนั ธุ์สวรรค,์ 2556)
ส ารต้าน อ นุ มู ล อิ ส ระ ถื อ ว่ามี ค ว าม ส าคัญ ต่ อ ก ระ บ ว น ก ารอ อก ซิ ไ ด ซ์ อ นุ มู ล อิ ส ระ
หรือสามารถยบั ย้งั ปฏิกิริยาออกซิเดชัน โดยในส่ิงมีชีวิตจะมีระบบการป้องกันการทาลายเซลล์
และเน้ือเยื่อจากอนุมูลอิสระ ประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระมากมายหลายชนิดท่ีทาหน้าที่
แตกต่างกันไป ซ่ึงมีท้ังที่เป็ นเอนไซม์ และไม่เป็ นเอนไซม์ สารประกอบที่ละลายในน้ า
และสารประกอบท่ีละลายในไขมนั โดยสารตา้ นอนุมูลอิสระเหล่าน้ีมีกลไกการทางานตา้ นอนุมูล
อิสระด้วยกันหลายแบบ เช่น ดักจบั อนุมูลอิสระ (radical scavenging) การยบั ย้งั การทางานของ
ออกซิเจนท่ีขาดอิเล็กตรอน (singlet oxygenquenching) จับกับโลหะท่ีสามารถเร่ งปฏิกิริ ยา
ออกซิเดชันได้ (metal chelation) หยุดปฏิกิริยาการสร้างอนุมูลอิสระ (chain-breaking) เสริมฤทธ์ิ
(synergism) และยบั ย้งั การทางานของเอนไซม์ (enzyme inhibition) ที่เร่งปฏิกิริยาอนุมูลอิสระ
เป็ นตน้
ตวั อยา่ งแสดงการดกั จบั อนุมูลอิสระดงั สมการ
R •+ AH → RH + A•
RO•+ AH → ROH + A•
โดย R• และ RO• คือ อนุมลู อิสระ
AH คือ สารตา้ นอนุมูลอิสระ
แหล่งท่ีมาของสารตา้ นอนุมูลอิสระมี 2 แหล่ง ได้แก่ สารตา้ นอนุมูลอิสระสังเคราะห์
(synthetic antioxidants) และสารตา้ นอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ (natural antioxidants) ซ่ึงสารตา้ น
อนุมูลอิสระสังเคราะห์เกิดจากการกระบวนการสังเคราะห์ทางเคมี โดยเป็ นสารประกอบฟี นอลิก
ไ ด้ แ ก่ propylgallate, 2 -butylated hydroxyanisole, 3 -butylatehydroxyanisole, BHT(butylated
hydroxytoluene) และtertiary butylhydroquinone
สารสังเคราะห์ดงั กล่าวนิยมนามาใชใ้ นอุตสาหกรรมอาหารเพ่ือยบั ย้งั การเกิดปฏิกิริยา
ออกซิเดชันของไขมันท่ีเป็ นสาเหตุท่ีทาให้อาหารมีกลิ่น สี และรสชาติเปลี่ยนแปลงไปสาร
25
สังเคราะห์น้ีมีสภาพคงตัวกว่าสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ แต่มีข้อจากัดในด้านความ
ปลอดภยั ในการบริโภค
ขณะท่ีสารตา้ นอนุมูลอิสระจากธรรมชาติสามารถพบไดใ้ นส่ิงมีชีวิตท้งั พืช และสัตว์ ซ่ึง
เป็นไดท้ ้งั เอนไซมว์ ิตามิน และสารอ่ืน ๆ เช่น วติ ามินซี, วิตามินอี, เบตา้ แคโรทีน และฟลาโวนอยด์
เป็ นตน้
วิตามินซี เบตา้ แคโรทีจะสามารถหยดุ ปฏิกิริยาลูกโซ่ของการเกิดอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะ
มีบทบาทสาคญั ในการทาใหล้ ิพดิ เปอร์ออกซิเดชนั สิ้นสุดลง
1. วติ ามินซี (Vitamin C ) หรือกรดแอสคอบิก (ascorbic acid ) มีคุณสมบตั ิในการละลาย
น้าไดด้ ีจึงทาหนา้ ที่ตา้ นอนุมูลอิสระในเซลล์ และอวยั วะที่น้าเป็นองคป์ ระกอบ ดงั น้นั คุณสมบตั ิของ
วิตามินซีที่กล่าวกนั มาก คือ ช่วยป้องกนั มะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งหลอดอาหาร และกระเพาะอาหาร
นอกจากน้ียงั ช่วยเสริมสร้างภมู ิตา้ นทานตอ่ หวดั หรือการติดเช้ือ
แหลง่ อาหารท่ีสามารถพบวิตามินซี : ฝร่ัง ส้ม มะขามป้อม และผลไมท้ ่ีมีรสเปร้ียว
ผลขา้ งเคยี งจากการไดร้ ับวติ ามินซีในปริมาณสูง ๆ ควรปรึกษาแพทยเ์ น่ืองจากมีขอ้
ควรระวงั ในหญิงต้งั ครรภ์ ผทู้ ่ีเป็นโรคไตอาจเกิดอาการทอ้ งเสีย ปวดทอ้ ง
2. วติ ามินอี (VitaminE) เป็นวิตามินท่ีดูดซึมพร้อมไขมนั และละลายในไขมนั (fat
soluble compound) ซ่ึง α–tocopherol เป็นไอโซเมอร์ที่มีฤทธ์ิตา้ นอนุมูลอิสระสูงสุดของวติ ามินอี
โดยวติ ามินอีจะยบั ย้งั กระบวนการ lipidperoxidation
แหลง่ อาหารท่ีพบวติ ามินอี : พบมากในจาพวกธญั พืช พืชตระกลู ถว่ั ขา้ วซอ้ มมือ น้ามนั
พชื เนยเทียม จมกู ขา้ ว ไข่ และผกั ใบเขยี ว
ผลข้างเคียงจากการได้รับวิตามินอีในปริมาณสูง ๆ คือ คลื่นไส้ ท้องอืด ท้องเสีย
นอกจากน้ีตอ้ งมีขอ้ ควรระวงั ในเร่ืองการมีเลือดออกในสมอง ดังน้ันการได้รับในปริมาณสูง ๆ
จะตอ้ งอยภู่ ายใตก้ ารควบคมุ ดูแลของแพทย์
3. เบต้าแคโรทีน ( -carotene) เป็ นสารสีส้มหรือสีเหลือง เมื่อเบต้าแคโรทีนเข้าสู่
ร่างกายจะถูกเปลี่ยนให้เป็ นวิตามินเอโดยเอนไซมใ์ นลาไส้ เบตา้ แคโรทีนน้ันเป็ นสารตา้ นอนุมูล
อิสระที่คอยกาจดั อนุมูลอิสระก่อนท่ีจะไปปฏิกิริยาทาลายส่วนประกอบภายในเซลลจ์ นทาใหเ้ ซลล์
มีการเจริญเติบโตผิดปกติ ซ่ึงเป็นสาเหตุที่ทาใหเ้ กิดมะเร็ง นอกจากน้ียงั ช่วยใหก้ ารมองเห็นในที่มืด
ไดด้ ี ช่วยปกป้องผิวจากอนั ตรายของรังสี UV ช่วยรักษาสภาพปกติของเซลล์ เยอื่ บตุ าขาว กระจกตา
ช่องปาก ทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจให้เป็ นปกติ และยงั ช่วยให้ระบบภูมิคุม้ กันของร่างกาย
ทางานไดด้ ีอีกดว้ ย
26
แหล่งอาหารที่พบเบตา้ แคโรทีน : จะพบไดใ้ นผกั และผลไมท้ ี่มีสีส้ม เหลือง หรือแดง
จาพวก แครอท มะละกอสุก ฟักทอง แคงโม แคนตาลูป ขา้ วโพดอ่อน และผกั ท่ีมีสีเขียว เช่น ผกั บุง้
บรอคโคลี มะระ ผกั ตาลึง ตน้ หอม และผกั คะนา้ เป็นตน้
ผลขา้ งเคยี งจากการไดร้ ับเบตา้ แคโรทีนในปริมาณสูง ๆ จะทาใหผ้ ิวหนงั มีสีเหลือง
4. ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) จดั เป็ นสารสาคญั ในกลุ่มโพลีฟี นอล มีสูตรโครงสร้าง
หลกั เป็นฟลาเวน (flavan) ประกอบดว้ ยคาร์บอน 15 อะตอม โดยมีวงเบนซีน 2 วงทาใหโ้ ครงสร้าง
หลกั ที่ไดเ้ หมือนโครงสร้างหลกั วิตามินอีท่ีเป็ นโครงสร้างแบบโครแมน (chroman) ฤทธ์ิทางเภสัช
วิทยาของฟลาโวนอยด์ที่ใชใ้ นการป้องกนั และรักษาโรคต่าง ๆ เช่น โรคเกี่ยวกบั หัวใจ และหลอด
เลือด ฤทธ์ิตา้ นแบคทีเรีย ตา้ นการอกั เสบ เป็นตน้
แหลง่ ที่พบฟลาโวนอยด์ : พบอยทู่ ว่ั ไปในพืชใบเขยี ว และพบในทุกส่วนของพชื ท้งั ใบ
ราก เน้ือไม้ เปลือกตน้ ดอก ผล หรือเมล็ด
DPPH radical และลกั ษณะการเกดิ ปฏิกริ ิยาระหว่าง DPPH กบั สารที่มฤี ทธ์ติ ้านอนุมูลอสิ สระ
DPPH radical assay (บุหรัน พนั ธุส์ วรรค,์ 2556)
เป็นการทดสอบดว้ ยวธิ ีทางเคมีโดยใชส้ ารท่ีมีคุณสมบตั ิเป็นอนุมูลอิสระในที่น้ีก็คือ
อนุมูลอิสระดีพีพีเอช (DPPH•, diphenyl-picryhydrazyl radical) ซ่ึงเป็ นสารสังเคราะห์ท่ีอยู่ในรูป
อนุมูลอิสระท่ีคงตวั และมีสีม่วงสามารถดูดกลืนแสงไดส้ ูงสุด โดยใชเ้ ครื่องสเปกโตรโฟโตมิเตอร์
(spectrophotometer) ท่ีความยาวคลื่น 517 นาโนเมตร เมื่อ DPPH• ทาปฏิกิริยากับสารตา้ นอนุมูล
อิสระที่ละลายดว้ ยเอทานอล (สารท่ีให้อิเลก็ ตรอน) จะทาใหส้ ีม่วงจางลง ๆ จนเป็นสีเหลืองหรือไม่
มีสี ดงั สมการ
AH + O2N NO2 → A + O2N NO2
NN H
NN
NO2
NO2
สารตา้ นอนุมูลอิสระ DPPH free radical สารละลายไมม่ ีสี
สีมว่ ง
ภาพท่ี 2.7 การเกิดปฏิกิริยาระหวา่ ง DPPH• กบั สารท่ีมีฤทธ์ิตา้ นอนุมูลอิสระ
27
ซ่ึงก่อนนามาวดั ค่าการดูดกลืนแสงตอ้ งต้งั ทิ้งไวท้ ี่มืดเป็นเวลา 30 นาทีเพ่ือใหเ้ กิดปฏิกิริยา
ทาให้สามารถหาค่าการเป็นสารตา้ นอนุมูลอิสระของสารตวั อยา่ งได้ จากการคานวณสีท่ีจางลงของ
การยบั ย้งั อนุมูลอิสระ DPPH สูตรคานวณได้จากการนาค่าการดูดกลืนแสงที่ลดลง จากการใส่
ตวั อยา่ งเทียบกบั ค่าการดูดกลืนแสงต้งั ตน้ (ก่อนใส่สารตวั อยา่ ง) ดงั น้ี
DPPH radical scavenging (%) = [ A0−As ] x 100
A0
โดย A0 = คา่ การดูดกลืนแสงต้งั ตน้ และA s = ค่าการดูดกลืนแสงหลงั จากเติมสารตวั อยา่ ง
สามารถรายงานค่าในรูปของ IC50 โดยการสร้างกราฟความสัมพันธ์ระหว่าง DPPH
radical scavenging (%) กบั ความเขม้ ขน้ ของสารตวั อยา่ ง
IC50 หมายถึง ปริมาณของสารตา้ นออกซิเดชนั ท่ีทาให้ความเขม้ ขน้ ของ DPPH• เหลืออยู่
50% การรายงานผลยง่ิ มีคา่ นอ้ ยจะแสดงใหเ้ ห็นถึงความสามารถในการตา้ นอนุมลู อิสระที่สูงกวา่
DPPH radical assay เป็นวธิ ีที่มีขอ้ ดี คือ เป็นวิธีที่สะดวก รวดเร็ว ง่ายต่อการวิเคราะห์ให้
ความถูกต้อง และreproducibility สูง แต่มีข้อเสีย คือ ไม่สามารถใช้วิเคราะห์ antioxidantactivity
ของเลือดได้ เพราะตอ้ งวดั ในปฏิกิริยาท่ีเป็นแอลกอฮอล์ ซ่ึงทาใหโ้ ปรตีนตกตะกอนได้
งานวจิ ยั ท่ีเกย่ี วข้อง
วิระยุทธ์ จิตผิวงาม (2522) ได้ทาการศึกษาสารประกอบในใบรางจืดโดยวิธีsolvent
extraction และchromatography โดยใช้ water และmethanol extract พบ Amino acids 4 ตวั ซ่ึงอาจ
เป็ น methionine, glycine และserine และอีกตัวหน่ึงไม่สามารถ identify ได้ ส่วนใน Potroleum-
ether พบ steroids อยอู่ ยา่ งนอ้ ย 8 ตวั และมีสารพวก carotenoid อยดู่ ว้ ย ดว้ ยวิธี spectroscopy
ขวญั ใจ ตนั สุวรรณ (2526) ไดท้ าการศึกษาองคป์ ระกอบเคมีของใบรางจืด ดว้ ยการนาใบ
รางจืดที่แห้งบดละเอียดแล้วมาสกัดด้วยตัวทาละลาย 3 ตวั คือ ether, methanol และwater จะได้
% สารสกัดจากตวั ทาละลายต่าง ๆ เป็ น 3.9%, 9.9% และ9.3% ตามลาดับ การแยกสารสกัดจาก
อีเธอร์โดยใช้เทคนิค quick column และrepeated column chromatography พบสเตอรอล 4 ชนิด
ได้แก่ Betasitosterol, stigmasterol, alpha spinasterol และ7-stigmasterol ในส่วนท่ีสกัดด้วยน้าได้
วิเคราะห์สารท่ีละลายในน้ า และท่ีผ่านจาก ion exchange resins โดยทาโครมาโตกราฟี แบบ
กระดาษ พบกรดอะมิโน 4 ชนิด คือ histidine, serine, glycine และmethionine และน้ าตาลอีก
5 ชนิด คือ glucose, galactose, arabinose, xylose และrhamnose
28
ขวญั สิริ ไกรรัตน์เจริญ และคณะ (2542) ได้ทาการศึกษาองค์ประกอบสาคัญในใบ
รางจืดโดยทาการสกัดใบรางจืดสดโดยใช้เอทานอล และเฮกเซน เพื่อทาการศึกษาพฤกษเคมี
เบ้ืองตน้ โดยการตรวจสอบทางพฤกษเคมี และวิธีโครมาโทกราฟี พบวา่ ในสารสกดั มี Steroids 6 ตวั
โดยพบจุดที่ให้ผลสีม่วงกับ Vanillin 50% aqueous phosphoric acid spraying reagent พบในสาร
สกดั จากเอทานอล จานวน 4 จุด (Rf เทา่ กบั 0.62, 0.75, 0.87 และ0.93 ตามลาดบั ) ส่วนสารสกดั จาก
เฮกเซนพบจุดที่ให้ผลสีม่วงกบั reagent จานวน 2 จุด (Rf เท่ากบั 0.68 และ0.95 ตามลาดบั ) จากน้นั
ทาสารสกัดให้บริสุทธ์ิโดย Column Chromatography และPreparative TLC แลว้ ศึกษาคุณสมบัติ
การดูดกลืนแสง UV พบว่า มีค่าการดูดกลืนแสงสูงสุดที่ 220 นาโนเมตร เท่ากบั ค่าการดูดกลืนแสง
ของสารมาตรฐาน Stigmasterol
รัชฎาพร อุ่นศิวิไลย์ (2549) ไดศ้ ึกษาคุณสมบตั ิเชิงหน้าท่ี และโภชนเภสัชของสารสกดั
รางจืด จึงนาใบรางจืดไปสกัดด้วยน้า เอทานอล และอะซีโตน จากการตรวจหาส่วนประกอบ
และตรวจสอบคุณสมบตั ิเชิงหนา้ ที่ และโภชนเภสัชของสารสกดั รางจืด พบวา่ รางจืดมีองคป์ ระกอบ
หลัก คือ ฟี นอลิก แคโรทีนอยด์และคลอโรฟิ ลล์ โดยพบปริ มาณสารฟี นอลิกสูงสุด (24.3
ไมโครกรัมของกรดแกลลิก) ในสารสกัดด้วยน้ า รองลงมาเป็ นสารสกัดด้วยเอทานอล (5.65
ไมโครกรัมของกรดแกลลิก และน้อยที่สุดในสารสกดั ด้วยอะซีโตน (1.42 ไมโครกรัมของกรด
แกลลิก) จากการตรวจหาส่วนประกอบหลกั โดยวิธี HPLC พบว่า caffeic acid และapigenin เป็ น
ส่วนประกอบหลกั ในสารสกดั ดว้ ยน้า และสารประกอบคลอโรฟิ ลลเ์ ป็นสารประกอบหลกั ในสาร
สกดั ดว้ ยเอทานอล และสารสกดั ดว้ ยอะซีโตน
รัชฎาพร อุ่นศิวิไลย์ (2554) ทาการศึกษาฤทธ์ิทางชีวภาพของ สารสกัดย่านาง เครือ-
หมาน้อย และรางจืดไดแ้ ก่ ปริมาณฟี นอลิกท้งั หมด การเป็ นสารตา้ นอนุมูลอิสระ และทดสอบ
ความเป็นพิษต่อเซลล์ โดยเตรียมสารสกดั ดว้ ยตวั ทาละลายชนิดต่าง ๆ ไดแ้ ก่ น้า เอทานอล และอะ
ซีโตน จากการศึกษาพบว่าปริมาณของฟี นอลิกท้งั หมดของสารสกดั รางจืดดว้ ยน้ามีปริมาณสูงสุด
รองลง มาได้แก่สารสกัดดว้ ยน้าเครือหมาน้อย และย่านาง ส่วนสารสกดั รางจืดด้วยอะซีโตนมี
ปริมาณฟี นอลิกท้ังหมดต่าท่ีสุด และเม่ือศึกษาคุณสมบตั ิการเป็ นสารต้านอนุมูลอิสระ ด้วยวิธี
DPPH assay, ABTS assay และFRAP assay พบว่า สารสกดั รางจืดด้วยน้ามีความสามารถในการ
ต้าน อนุ มูลอิส ระดีที่ สุ ดที่ ค่า IC50 3.920 mg/mL, 1.598 mg/mL แล ะ0.254 mmol Fe2+/g RM
ตามลาดบั เม่ือเปรียบ เทียบกบั สารสกดั ดว้ ยน้าของสมุนไพรท้งั สามชนิด รองลงมาไดแ้ ก่เครือหมา
นอ้ ย และยา่ นาง ตามลาดบั
วชั ราภรณ์ ประภาสะโนบล และคณะ (2555) ไดท้ าการศึกษาฤทธ์ิตา้ นอนุมูลอิสระของ
สารสกดั เอทานอลและสารสกดั ปิ โตรเลียมอีเทอร์ของใบสิบสองราศีดว้ ยวิธี DPPH radical assay
29
พบว่าค่า IC50 เทา่ กบั 0.397 และ1.390 mg/mL ตามลาดบั และทาการศึกษาปริมาณของสารประกอบ
ฟี นอลิก ดว้ ยวิธี Folin-Ciocalteu ในสารสกดั ท้งั สองชนิด พบปริมาณสารประกอบฟี นอลิกคิดเป็ น
ร้อยละของสารสกดั เอทานอล และสารสกดั ปิ โตรเลียมอีเทอร์เท่ากบั 33.684 และ2.382 มิลลิกรัม
กรดแกลลิก ตามลาดบั
Eric W.C. Chan และคณะ (2011) ได้ทาการศึกษาพฤกษเคมีเบ้ืองต้นในรางจืด พบ
iridoid glucosides 2 ชนิดคือ 8-epi-grandiflooric acid และ3’-O- -glucopyranosyl-stilbericoside
ซ่ึงประกอบด้วย grandifloric acid, benzyl -glucopyranoside, benzyl -(2’-O- -glucopyran-
osyl)-glucopyranoside,6-C-glucopyranosyl apigenin, 6,8-di-Cglucopyranosylapigenin, (E)-2-hex-
enyl- –glucopyranoside และhexanol- –glucopyranoside สารประกอบฟี นอลิกจากใบท่ีสกัด
ด้ว ย น้ าพ บ iridoid glucosides, grandifloric acid, glucopyranoside แ ล ะ darivatives of apigenin
นอกจากน้ีในใบ และดอก พบสารประกอบฟี นอลิกอ่ืน ๆ รวมท้งั delphinidin-3, 5-di-O- -D-glu-
copyranoside, apigenin, apigenin-7-O- -Dglucopyranoside แล ะchlorogenic acid อี กด้วยส าร
ประกอบฟี นอลิกที่ พบในใบ เช่น apigenin , caffeic, gallic acid andprotocatechuic นาไปทดสอบ
ฤทธ์ิตา้ นอนุมูลอิสระโดยการนาใบรางจืดแห้งบดละเอียดมาสกัดดว้ ย water, ethanol, and petro-
leum ether วิเคราะห์ สารประกอบฟี นอลิกรวมท้งั หมด พบว่าส่วนสกัดจาก water มีค่าสูงที่สุด
(2430 mg GAE/100 g) รองลงมาเป็นส่วนสกดั จาก ethanol (565 mg GAE/100 g) และส่วนสกดั จาก
petroleum ether (142 mg GAE/100 g)
Ratchadaporn Oonsivilai และคณะ (2007) ไดท้ าการศึกษาพฤกษเคมีในรางจืด โดยนา
รางจืดมาสกดั ดว้ ย water, ethanol และacetone พบปริมาณสารประกอบฟี นอลิกท้งั หมด 24.33, 5.65
and1.42 µg GAE/mL เม่ือนาส่วนสกดั จากน้าไปทา HPLC พบ caffeic acid และapigenin สาหรับ
ส่วนสกดั จาก acetone และethanol พบ primarily chlorophyll a and b, pheophorbide a, pheophytin
a และlutein
Ratchadaporn Oonsivila และคณะ (2007) ได้ทาการศึกษาฤทธ์ิต้านอนุมูลอิสระ และ
ความเป็นพิษจากสารสกดั รางจืด พบวา่ สารสกดั จากน้ามีฤทธ์ิตา้ นอิสระ และสารประกอบฟี นอลิก
ท้งั หมดสูงสุด รองลงมาเป็นเป็นสารสกดั จากเอทานอล และอะซีโตน ตามลาดบั จากการศึกษาฤทธ์ิ
ตา้ นอนุมลู อิสระดว้ ยวธิ ี DPPH และFRAP assay พบวา่ สารสกดั ดว้ ยน้าใหค้ ่าสูงสุดท้งั 2 วธิ ี