BASIC ENGLISH
AND
GUESSING TECHNIQUES
Present To Teacher Jarawee
By Natthanan Janjamrat No.25 m.5.7
กฏพื้นฐานของ Grammar ในภาษาอังกฤษ
Subject = ภาคประธานของประโยค
ภาคประธานของประโยค (Subject) คือ คน สัตว์ หรือสิ่งของ ใน
ประโยคที่กระทำบางสิ่งบางอย่าง เช่น
He speaks English very well.
(เขาพูดภาษาอังกฤษเก่งมาก)
He คือ ประธาน
The dogs bark at the cat.
(พวกสุนัขเห่าแมว)
The dogs คือ ประธาน
Predicate = ภาคแสดงของประโยค
ภาคแสดงของประโยค (Predicate) คือ ส่วนของประโยคที่
ประกอบด้วยการกระทำ (Verb) เช่น
HPaula puts a lot of garlic in her food.
(พอลล่าใส่กระเทียมจำนวนมากในอาหารของเธอ)
puts a lot of garlic in her food คือ ภาคแสดง
Object = กรรม
กรรม (Object) คือ คน สัตว์ หรือสิ่งของที่ถูกกระทำจากการกระ
ทำของประธาน เช่น
My father built a ramp on the sidewalk.
(พ่อของฉันสร้างทางลาดบนทางเท้า)
a ramp คือ กรรม
กฏพื้นฐานของ Grammar ในภาษาอังกฤษ
Sentence = ประโยค
ประโยค (Sentence) คือ กลุ่มคำที่เข้าใจความหมายทั้งหมดด้วย
ตัวมันเอง ประโยคจะขึ้นต้นด้วยตัวอักษรตัวพิมพ์ใหญ่เสมอ และ
จบประโยคด้วยเครื่องหมายวรรคตอน (Punctuation mark)
และประกอบด้วยภาคประธานและภาคแสดง เช่น
The dogs bark at the cat.
(พวกสุนัขเห่าแมว)
ประธาน คือ The dogs / ภาคแสดง คือ bark at the cat.
Simple Sentence = ประโยคความเดียว
ประโยคความเดียว (Simple Sentence) คือ ประโยคที่มีหนึ่ง
ประธานและหนึ่งภาคแสดง เช่น
Jane waited for the train.
(เจนรอรถไฟ)
ประธาน คือ Jane / ภาคแสดงคือ waited for the train.
ประโยคความเดียวสามารถมีประธานพหูพจน์และ/หรือภาคแสดง
พหูพจน์ก็ได้ เช่น
ประธานพหูพจน์ : Mary and Sarah went to the supermarket.
(แมรี่และซาร่าไปซูเปอร์มาร์เก็ต)
ภาคแสดงพหูพจน์ : The dog jumped and barked. (หมากระ
โดดและเห่า)
Compound Sentence = ประโยคความรวม
ประโยคความรวม (Simple Sentence) คือ ประโยคที่ประกอบด้วยสองหรือหลาย
ประโยคความเดียว แล้วเชื่อมกันด้วยเครื่องหมาย comma ( , ) หรือ คำเชื่อม
(Conjunction) เช่น
I walked to class, but Toon ran.
(ฉันเดินไปห้องเรียน แต่ตูนวิ่ง)
Nida bought some new shoes, and she wore them to a party.
(นิดาซื้อรองเท้าใหม่ และเธอก็สวมมันไปงานปาร์ตี้)
ข้อสังเกต : ในประโยคความรวมมักมี คำเชื่อม (Conjunction) ดังนี้ For, And, Nor,
But, Or, Yet, So (หลักการจำง่าย ๆ คือ FAN BOYS)
กฏพื้นฐานของ Grammar ในภาษาอังกฤษ
Complex Sentence = ประโยคความซ้อน
ประโยคความซ้อน (Complex Sentence) คือ ประโยคความเดียวสองประโยค
มารวมกันเป็นประโยคเดียวด้วยคำเชื่อมสองประโยคเข้าด้วยกัน
(Subordinating Conjunctions) เพื่อขยายความให้สมบูรณ์ มีโครงสร้าง คือ
Subordinating Conjunctions + Subject + Verb ~, Subject + Verb ~
Subject + Verb ~ + Subordinating Conjunctions + Subject + Verb เช่น
Since you were not at the meeting, we made a decision without you.
(เนื่องจากคุณไม่เข้าประชุม พวกเราจึงตัดสินใจโดยไม่มีคุณ)
Tom forgot to give the teacher his homework when he came late to
class.
(ทอมลืมส่งการบ้านคุณครูเมื่อเขามาห้องเรียนสาย)
ข้อสังเกต : ในประโยคความซ้อนมักมีคำเชื่อมสองประโยคเข้าด้วยกัน
(Subordinating Conjunctions) ดังนี้ after, although, as, because, before,
even though, if, since, though, unless, until, when, whenever, whereas,
wherever, while
Declarative Sentence = ประโยคบอกเล่า
ประโยคบอกเล่า (Declarative Sentence) คือ ประโยคที่บอกถึงข้อคิดเห็นหรือ
ความเป็นจริง เช่น
We have broccoli in the refrigerator.
(พวกเรามีบร็อคโคลี่ในตู้เย็น)
To kill a mockingbird was written by Harper Lee.
(นิยายเรื่อง To kill a mockingbird เขียนโดย ฮาร์เปอร์ ลี)
กฏพื้นฐานของ Grammar ในภาษาอังกฤษ
Imperative Sentence = ประโยคคำสั่ง
ประโยคคำสั่ง (Imperative Sentence) คือ ประโยคที่ใช้ในการสั่งการ เช่น
Get out!
(ออกไป!)
Mark, shut the door.
(มาร์ก ปิดประตูด้วย)
Please tidy your room.
(กรุณาจัดห้องให้เรียบร้อย)
ข้อสังเกต : ถ้าเป็นคำสั่งมีพลังจะใช้เครื่องหมายอัศเจรีย์ ( ! ) ถ้าเป็นคำสั่งแบบ
สุภาพหรือในรูปแบบให้คำแนะนำจะใช้ full stop ( . )
Interrogative Sentence = ประโยคคำถาม
ประโยคคำถาม (Interrogative Sentence) คือ ประโยคสำหรับ
การถามข้อมูล และจบประโยคด้วยเครื่องหมาย Question mark
( ? ) เช่น
What is your favorite song?
(เพลงโปรดของคุณคือเพลงอะไร?)
Can I borrow your book?
(ฉันขอยืมหนังสือของคุณได้ไหม?)
Paragraph = ย่อหน้า, ข้อความหรือบทความสั้น ๆ
Paragraph คือ กลุ่มของประโยคซึ่งแสดงความสัมพันธ์กันกับ
ความคิดเหมือน ๆ กัน หรือใจความสำคัญของเรื่อง (ประโยคแรก
ของ Paragraph จะย่อหน้าเสมอ) เช่น
My classmate is an interesting person. Her name is
Sayumi Michishige. She is a student from Aoyama Gakuin
University in Japan. She arrived in Bangkok two years
ago. She is single and lives with her best friend form
Japan.
5 โครงสร้างประโยคพื้นฐานในภาษาอังกฤษ
โครงสร้างที่ 1 : SUBJECT + VERB (ประธาน + กริยา)
คำกริยาแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1. อกรรมกริยา (Intransitive Verb) คือ กริยาที่ไม่ต้องการกรรม (Object) มาร
องรับ
2. สกรรมกริยา (Transitive Verb) คือ กริยาที่ต้องมีกรรมมารองรับ
ในโครงสร้างที่ 1 มีเพียงประธานกับอกรรมกริยา (Intransitive verb) หรือกริยาที่
ไม่ต้องการกรรม (Object) ก็เป็นประโยคที่สมบูรณ์เข้าใจได้ เช่น
She works .
(เธอทำงาน)
He gets up.
(เขาตื่นนอน)
นอกจากนี้เราสามารถขยายความประโยคได้โดยเติมคำคุณศัพท์ (Adjectives) หรือ
คำกริยาวิเศษณ์ (Adverbs) เข้าไปในประโยค เช่น
She works hard.
(เธอทำงานหนัก)
hard = กริยาวิเศษณ์ (Adverb) ที่มาขยาย works
He gets up early.
(เขาตื่นแต่เช้า)
early = กริยาวิเศษณ์ (Adverb) ที่มาขยาย gets up
5 โครงสร้างประโยคพื้นฐานในภาษาอังกฤษ
โครงสร้างที่ 2 : SUBJECT + VERB + OBJECT
(ประธาน + กริยา + กรรม)
ในโครงสร้างที่ 2 จะใช้สกรรมกริยา (Transitive Verb) หรือกริยาที่ต้องการกรรม
(Object) เช่น
I read a book.
(ฉันอ่านหนังสือ)
Mark kicks the ball.
(มาร์กเตะลูกบอล)
เราสามารถขยายความประโยคได้ด้วยการเติมคำคุณศัพท์ (Adjectives) หรือ คำ
กริยาวิเศษณ์ (Adverbs) เข้าไปในประโยค เช่น
Mark kicks the yellow ball.
(มาร์กเตะลูกบอลสีเหลือง)
yellow = คำคุณศัพท์ (Adjective) มาขยาย ball
I read a book every day.
(ฉันอ่านหนังสือทุกวัน)
every day = คำกริยาวิเศษณ์ (Adverbs) ขยาย read เพื่อบอกความถี่ในการ
อ่าน
5 โครงสร้างประโยคพื้นฐานในภาษาอังกฤษ
โครงสร้างที่ 3 : SUBJECT + VERB + INDIRECT OBJECT +
DIRECT OBJECT (ประธาน + กริยา + กรรมรอง + กรรมตรง)
กรรม (Object) หลัก ๆ ในภาษาอังกฤษมี 3 ชนิด คือ
1. Direct Object (กรรมตรง) คือ กรรมที่รับการกระทำจากกริยาโดยตรง เช่น ใน
โครงสร้างที่ 2 จะเป็นกรรมตรง
2. Indirect Object (กรรมรอง) คือ กรรมที่ได้ผลประโยชน์จากการกระทำ
3. Prepositional object (กรรมของบุพบท) คือ กรรมที่ต่อท้ายบุพบท
My mother bought me a new toy.
(แม่ของฉันซื้อของเล่นใหม่ให้ฉัน)
new toy เป็นกรรมตรง เพราะถูกซื้อโดยตรง และ me เป็นกรรมรองที่ได้ผล
ประโยชน์จากการซื้อ
Jack teaches us English.
(แจ็คสอนภาษาอังกฤษพวกเรา)
English เป็นกรรมตรงที่ถูกสอน และ us เป็นกรรมรองที่ได้ผลประโยชน์จากการ
สอน
He gave his girlfriend flowers.
(เขาให้ดอกไม้แก่แฟนของเขา)
flowers เป็นกรรมตรงที่ถูกให้ และ his girlfriend เป็นกรรมรองที่ได้ผลประโยชน์
จากการให้
และในโครงสร้างที่ 3 นี้สามารถเขียนได้อีกแบบหนึ่ง ซึ่งกรรมรองจะเปลี่ยนหน้าที่มา
เป็นกรรมของบุพบท (Prepositional object )โดยมักจะเป็น to หรือ for เช่น
My mother bought a new toy for me.
Jack teaches English for us
He gave flowers to his girlfriend.
5 โครงสร้างประโยคพื้นฐานในภาษาอังกฤษ
โครงสร้างที่ 4 : SUBJECT + VERB + SUBJECTIVE
COMPLEMENT (ประธาน + กริยา + ส่วนขยายประธาน)
Subjective Complement หรือ ส่วนขยายประธาน คือ กลุ่มคำที่ตามหลัง Verb
to be หรือ Linking Verb โดยส่วนขยายประธานเป็นได้ทั้งคำนาม (Noun) และคำ
คุณศัพท์ (Adjective)
My brother is a doctor.
(พี่ชายของฉันเป็นหมอ)
There is a pen.
(มีปากกาหนึ่งด้าม)
James became an engineer.
(เจมส์กลายเป็นวิศวกร)
She looks exhausted after studying all night.
(เธอดูเหน็ดเหนื่อยหลังจากอ่านหนังสือทั้งคืน)
This price sounds reasonable.
(ราคานี้ฟังดูสมเหตุสมผล)
The coffee smells bitter in the coffee shop.
(กาแฟส่งกลิ่นขมอบอวลในร้านกาแฟ)
5 โครงสร้างประโยคพื้นฐานในภาษาอังกฤษ
โครงสร้างที่ 5 : SUBJECT + VERB + OBJECT + OBJECTIVE
COMPLEMENT
Object Complement หรือส่วนขยายกรรม เป็นได้ทั้งคำนามและคำคุณศัพท์
She named the dog Ken.
(เธอตั้งชื่อหมาว่าเคน)
Ken เป็นส่วนขยายกรรมมาขยาย dog ที่ถูกตั้งชื่อ
They made me the president.
(พวกเขาแต่งตั้งฉันเป็นประธานบริษัท)
the president เป็นส่วนขยายกรรมมาขยาย me ที่ถูกแต่งตั้ง
สรุปรวมหลักการใช้ 12 TENSE
PAST TENSES ใช้เล่าถึงเหตุการณ์ในอดีต มี 4 แบบ คือ
Past Simple Tense
หลักการใช้ : ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วและจบแล้วในอดีต
โครงสร้าง : S + V2
ข้อสังเกต : yesterday, in the past, last + day/month/year, in + ช่วง
เวลาในอดีต เช่น in 1989
Past Continuous Tense
หลักการใช้ : ใช้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในอดีต
โครงสร้าง : S + was/were + V.ing
ข้อสังเกต : at this time yesterday, at that moment, at this time in
the past
Past Perfect Tense
หลักการใช้ : ใช้อธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าเหตุการณ์ในอดีตเหตุการณ์หนึ่ง
โครงสร้าง : S + had + V3
ข้อสังเกต : by the time, before, after, when, before last week,
by….o’clock yesterday และที่สำคัญ Past Perfect จะใช้คู่กับ Past
Simple เสมอ
Past Perfect Continuous Tense
หลักการใช้ : ใช้อธิบายเหตุการณ์ที่เกิดอย่างต่อเนื่องและเกิดขึ้นก่อนอีกเหตุการณ์
หนึ่งในอดีต
โครงสร้าง : S + had + been + V.ing
ข้อสังเกต : for, since, how long, before, after
สรุปรวมหลักการใช้ 12 TENSE
PRESENT TENSES ใช้เล่าถึงเหตุการณ์ในปัจจุบัน
มี 4 แบบ คือ
Present Simple Tense
หลักการใช้ : ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดในปัจจุบัน, ทำเป็นประจำ, เป็นจริงทาง
วิทยาศาสตร์
โครงสร้าง : S + V1 (s, es)
ข้อสังเกต : always, usually, often, never, today, nowadays, every +
day/month/year, normally, habitually, naturally
Present Continuous Tense
หลักการใช้ : ใช้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน
โครงสร้าง : S + V. to be + V.ing
ข้อสังเกต : now, right now, at this moment, at the moment, at
present
Present Perfect Tense
หลักการใช้ : เล่าเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและดำเนินมาถึงปัจจุบัน หรือส่งผลถึง
ปัจจุบัน
โครงสร้าง : S + have/has + V3
ข้อสังเกต : since, for, just, yet, already, never, ever
Present Perfect Continuous Tense
หลักการใช้ : ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
โครงสร้าง : S + have/has + been + V.ing
ข้อสังเกต : for an hour, for a week, for a long time, for….years, all
day, all morning, since, how long
สรุปรวมหลักการใช้ 12 TENSE
FUTURE TENSES ใช้เล่าเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
มี 4 แบบ คือ
Future Simple Tense
หลักการใช้ : ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วไปในอนาคต
โครงสร้าง : S + will + V1
ข้อสังเกต : tomorrow, next week/month/year, soon
Future Continuous Tense
หลักการใช้ : ใช้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคต
โครงสร้าง : S + will + be + V.ing
ข้อสังเกต : at…(time)…tomorrow, at this time tomorrow
Future Perfect Tense
หลักการใช้ : ใช้เล่าถึงเหตุการณ์ที่จะทำเสร็จสมบูรณ์ ณ เวลาหนึ่งในอนาคต
โครงสร้าง : S + will + have + V3
ข้อสังเกต : by the end of this year, by this time tomorrow,
in….years time, in…(month)…next year
Future Perfect Continuous Tense
หลักการใช้ : ใช้เล่าถึงเหตุการณ์ในอนาคตที่จะได้ทำไปแล้วเป็นระยะเวลาหนึ่งและ
กำลังทำอยู่
โครงสร้าง : S + will have + been + V.ing
ข้อสังเกต : for, by, the time
VERB เติม - ING และ – ED เป็นคำคุณศัพท์ ต่างกัน
อย่างไร
Verb เติม - ing
เห็นรูป verb ตามด้วย –ing เมื่อไร ให้จำไว้เสมอว่า คำนั้นแปลว่า น่า... เช่น
Interest + ing = interesting (น่าสนใจ)
bore + ing = boring (น่าเบื่อ)
excite + ing = exciting (น่าตื่นเต้น)
disgust + ing = disgusting (น่าขยะแขยง)
amuse + ing = amusing (น่าสนุก)
shock + ing = shocking (น่าตกใจ)
confuse + ing = confusing (น่าสับสน)
ตัวอย่างรูปประโยค เช่น
The movie is very interesting.
(หนังเรื่องนั้นดูน่าสนใจมากเลยนะ)
I don’t understand this English grammar. It’s confusing.
(ฉันไม่เข้าใจไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเรื่องนี้ มันดูน่าสับสน)
He is a boring person.
(เขาเป็นคนที่น่าเบื่อคนหนึ่งเลย)
VERB เติม - ING และ – ED เป็นคำคุณศัพท์ ต่างกัน
อย่างไร
Verb เติม – ed
สำหรับ Verb ที่เติม –ed นั้น ให้จำไว้ว่า ความหมายของคำจะแปลว่า รู้สึก... เช่น
Interest + ed = interested (รู้สึกสนใจ)
bore + ed = bored (รู้สึกเบื่อ)
excite + ed = excited (รู้สึกตื่นเต้น)
disgust + ed = disgusted (รู้สึกขยะแขยง)
amuse + ed = amused (รู้สึกสนุก)
shock + ed = shocked (รู้สึกตกใจ)
confuse + ed = confused (รู้สึกสับสน)
ตัวอย่างรูปประโยค เช่น
She was shocked when she saw her ex-husband.
(เธอรู้สึกตกใจเมื่อเธอเห็นสามีเก่า)
Are you interested in jazz music?
(คุณสนใจเพลงแจ๊สไหม)
I’m disgusted with you.
(ฉันรู้สึกขยะแขยงในตัวคุณ)
PERSONAL PRONOUN สรรพนามบุรุษที่ 1
(บุรุษสรรพนาม) คือ สรรพนามที่ใช้แทนตัวผู้พู ด
การใช้สรรพนามในภาษา
อังกฤษแตกต่างจากภาษาไทย
ที่ใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 หลาก
หลายขึ้นอยู่กับระดับของภาษา
และสถานะของผู้พู ด เช่น
ข้าพเจ้า ผม ฉัน ดิฉัน แต่ใน
ภ า ษ า อั ง ก ฤ ษ มี ส ร ร พ น า ม บุ รุ ษ ที่
1 เพียง 2 คำเท่านั้น คือ I แปล
ว่า “ฉัน” และ We แปลว่า “พวก
เรา” สำหรับเป็นประธานของ
ประโยค แต่เมื่ออยู่ในรูปของ
กรรม I จะเปลี่ยนเป็น me และ
we จะเปลี่ยนเป็น us แทน
ตัวอย่างประโยค
บุรุษสรรพนามที่ 1 ทำหน้าที่เป็นประธาน
I visit my mom every week.
(ฉันไปหาแม่ของฉันทุกสัปดาห์)
We have to go to school now.
(พวกเราต้องไปโรงเรียนเดี๋ยวนี้)
บุรุษสรรพนามที่ 1 ทำหน้าที่เป็นกรรม
He saw me.
(เขามองเห็นฉัน)
She is going to meet me next week.
(เธอจะมาพบฉันสัปดาห์หน้า)
PERSONAL PRONOUN สรรพนามบุรุษที่ 2
(บุรุษสรรพนาม) คือ สรรพนามที่ใช้แทนคู่สนทนา
หรือคนที่เราพู ดด้วย ซึ่งในภาษา
อังกฤษมีเพียงคำเดียวคือคำว่า
you แปลว่า คุณ ซึ่งเป็นได้ทั้ง
เอกพจน์และพหูพจน์ ทำหน้าที่
เป็นได้ทั้งประธานในประโยค
และเป็นกรรมในประโยค
ตัวอย่างประโยค
บุรุษสรรพนามที่ 2 ทำหน้าที่เป็นประธาน
You are my best friend.
(คุณเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน)
บุรุษสรรพนามที่ 2 ทำหน้าที่เป็นกรรม
He likes you.
(เขาชอบคุณ)
PERSONAL PRONOUN สรรพนามบุรุษที่ 3
(บุรุษสรรพนาม) คือ สรรพนามที่ใช้แทนบุคคลที่
3 ซึ่งเป็นคนที่เรากล่าวถึง ใน
ภาษาอังกฤษมีทั้งหมด 4 คำ คือ
he แปลว่า เขา, she แปลว่า
เธอ, it แปลว่า มัน, they แปล
ว่า พวกเขา
ตัวอย่างประโยค
บุรุษสรรพนามที่ 3 ทำหน้าที่เป็นประธาน
She loves playing tennis.
(เธอชอบเล่นเทนนิส)
They love playing football.
(พวกเขาชอบเล่นฟุตบอล)
Tip: สำหรับโครงสร้างประโยคแบบ Present Simple Tense ประธาน
บุรุษที่สามเอกพจน์ คำกริยาจะต้องเติม s หรือ es ด้วยเสมอ
บุรุษสรรพนามที่ 3 ทำหน้าที่เป็นกรรม
I told her the truth.
(ฉันบอกความจริงกับเธอ)
Please tell him to calm down.
(ช่วยบอกให้เขาใจเย็น ๆ หน่อย)
เทคนิคลับ เดาคำศัพท์ (CONTEXT CLUES)
1. เดาศัพท์จากความหมาย (definition)
เคยสังเกตมั้ยว่าเวลาอ่านบทความหรืออะไรก็ตาม โดยเฉพาะถ้าเป็นพวกตำราต่างๆ ถ้า
เป็นศัพท์ยากหรือศัพท์ใหม่จะมีการให้คำจำกัดความไว้ โดยสังเกตจากคำต่อไปนี้ คือ
mean, verb to be, to be called as, to be defined, as to be regarded
as, to be known as, may be describes as, refer to, to be a kind/type
of
เช่น
Personality can be defined as organized set of characteristics
possessed by a person that determine ones persona.
Circulate means to move around and return to the same place.
หรืออีกแบบหนึ่งคือ การบอกความหมายโดยใช้ เครื่องหมายวรรคตอน
เช่น comma (,), dash (-), parentheses ( ) หรือ colon (:)
Messrs., the plural of Mr. is seldom used as a little.
ความหมายของคำว่า Merssrs. จะอยู่ระหว่างเครื่องหมาย comma ( , ) เป็นการนำ
ข้อความเข้ามาแทรกไว้เพื่อขยายความให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายของ Merssrs. ว่าเป็น
รูปพหูพจน์ของ Mr.
2. เดาศัพท์จากตัวอย่าง (example)
ผู้อ่านอาจจะใช้การยกตัวอย่างเพื่อบอกความหมายของศัพท์ โดยดูได้จากคำ ต่อไปนี้คือ
for example, such as, for instance, including, etc.
เช่น
She is very touchy. For example, she usually gets angry when her
teacher makes comments on her work.
Do you participate in one of the more popular avocations, such as
jogging, tennis, or stamp collecting?
3. เดาศัพท์จากคำตรงข้าม (opposite meaning)
Although / even though / though แม้ว่า
but / yet แต่
however /nevertheless แต่อย่างไรก็ตาม
in spite of / despite แม้ว่า
on the contrary / on the other hand ในทางตรงกันข้าม
in contrast / conversely ในทางกลับกัน
เช่น
He writes to her constantly ; however, she rarely answers his letter.
(constantly เป็นคำศัพท์ที่เราเดาความหมาย มีความหมายตรงข้ามกับ rarely คือ ไม่
บ่อย ดังนั้น constantly จึงแปลว่า บ่อยๆ)
เทคนิคลับ เดาคำศัพท์ (CONTEXT CLUES)
4. การเดาคำศัพท์จากการกล่าวซ้ำ (restatement)
การกล่าวซ้ำจะไม่ใช่การบอกความหมายของคำศัพท์โดยตรง แต่เป็นการกล่าว ซ้ำ
หรืออธิบายโดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เช่น
in other word, that is, that is to say, etc.
เช่น
These two circles are concentric. In other words, they have the
same center.
5. การเดาศัพท์จากการเปรียบเทียบ (comparison)
เป็นการชี้แนะหรืออธิบายความหมายของคำศัพท์โดยการเปรียบเทียบ คำศัพท์
ที่เป็น keyword คือ as, as…………as, like, similar to, likewise, as if, as
though, comparing to, comparing with, etc.
เช่น
He is cunning as an old fox; don’t trust him.
An elephant is immense, comparing to a mouse.