The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Maytaporn Boonchuwong, 2022-09-15 11:26:28

ความผิดเกี่ยวกับก่อให้เกิดภยันอันตรายต่อประชาชน

วิชากฎหมายอาญา ภาคความผิด

ความผิดเกี่ยวกับ
ก่อให้เกิด

ภยันอันตราย
ต่อประชาชน

คำนำ

E-BOOK เล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับรายวิชากฎหมาย
อาญา ภาคความผิด เรื่อง ลักษณะ 6 ความผิดเกี่ยว
กับก่อให้เกิดภยันอันตรายต่อประชาชน ซึ่งมุ่งอธิบาย
หลัก คำพิพากษาฎีกา

หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานเล่มนี้จะเป็น
ประโยชน์ต่อผู่ที่สนใจศึกษาค้นคว้า และหากมีข้อผิด
พลาดประการใด ต้องขออภัยไว้ ณ โอกาสนี้

นางสาวเมธาพร บุญชูวงศ์

สารบัญ

เรื่อง หน้า

มาตรา 217 4
มาตรา 218 8
มาตรา 220 10
มาตรา 221 12
มาตรา 223 13
มาตรา 225 15
มาตรา 227 19
มาตรา 233 21
มาตรา 236 23

มาตรา 217

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 217 ผู้ใดวางเพลิง

เผาทรัพย์ของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่หก

เดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่ง

หมื่นสี่พันบาท

องค์ประกอ
บความผิด

-วางเพลิงเผา


-ทรัพย์ของผู้อื่น

-โดยเจตนา

การกระทำความผิดฐานนี้ต้องมีการวางเพลิงเผา
ซึ่งหมายถึง การจุดไฟเผาอาคารบ้านเรือนหรือทรัพย์
สมบัติของผู้อื่น ทรัพย์ที่เผาต้องเป็นทรัพย์ของผู้อื่น
เท่านั้น หากเป็นทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย
ย่อมไม่มีความผิดฐานนี้

ความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์เป็นความผิดที่ผู้
กระทำต้องกระทำโดยเจตนาเท่านั้น หากเป็นการ
ทำให้เกิดเพลิงไหม้ จะเป็นความผิดอีกฐานหนึ่ง แต่
ไม่ใช่ฐานนี้ และไม่ต้องพิจารณาถึงเจตนาพิเศษหรือ
มูลเหตุชักจูงใจว่าเผาเพื่ออะไร

ข้อสังเกต
เกี่ยวกับความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์

1. ความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ ตามาตรา 217
เป็นความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ธรรมดา หาก
ทรัพย์ที่เผาเป็นโรงเรือนต้องพิจารณาตาม มาตรา
218 ซึ่งมีโทษหนักกว่า

2. ความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์กฎหมายพิจารณา
จากอันตรายของเพลิง หากลักษณะของเพลิงจะทำให้
เกิดอันตรายกับประชาชนได้ ย่อมมีความผิดตาม
มาตรา 217 แต่หากลักษณะของเพลิงไม่อาจก่อ
อันตรายต่อใครได้เลย จะมีความผิดฐานทำให้เสีย
ทรัพย์เท่านั้น

3. ความผิดฐานพยายามวางเพลิงเผาทรัพย์กับความ
ผิดสำเร็จ พิจารณาจากเพลิงว่าไฟติดหรือไม่ หากไฟ
ยังไม่ติดก็เป็นเพียงพยายามกระทำความผิด แต่หาก
ไฟลุกติดแล้วแม้เพียงเล็กน้อยก็เป็นความผิดสำเร็จ

คำพิพากษาฎีกาที่ 6666/2542

การที่จำเลยดึงรั้วไม้ไผ่ผ่าซีกที่ยึดติดเป็นแผงซึ่ง
เป็นรั้วบ้านของโจทก์ร่วมที่ 1 แล้วนำไปเผาทำลายนั้น
เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม ประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา 358 เพียงบทเดียว มิใช่
กระทำผิดหลายบท เพราะจำเลยมีเจตนาจะทำลายรั้ว
ไม้ไผ่ที่ปักติดเป็นแผงโดยนำไปเผาให้ใช้การไม่ได้
เท่านั้น การเผาแผงไม้ไผ่นั้น เป็นการทำลายทรัพย์
ของโจทก์ร่วมที่ 1 ให้เสียหาย มิใช่วางเพลิงเผาทรัพย์
รั้วบ้านของโจทก์ร่วมที่ 1 เนื่องจากจำเลยมิได้วาง
เพลิงเผาแผงไม้ไผ่ ในขณะที่มีสภาพเป็นรั้วบ้านกั้น
ขอบเขต เป็นที่อยู่อาศัยของโจทก์ร่วมที่ 1 อันจะต้อง
ด้วยความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
217

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11118/2553




การที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 6 ร่วมกันรื้อ
โครงสร้างไม้ห้องแถวของผู้เสียหายมากองรวมกัน
ไว้แล้วนำไปเผาทำลาย มิใช่เผาทำลายในขณะที่
ทรัพย์ยังมีสภาพเป็นโครงสร้างไม้ห้องแถวอยู่ จึง
เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 6 มีเพียงเจตนา
ทำให้ทรัพย์นั้นใช้การไม่ได้โดยการรื้อออกมา ส่วน
การเผาเป็นเพียงแค่การทำลายชิ้นส่วนที่รื้อออกมา
จนตัวทรัพย์ซึ่งใช้การไม่ได้ไปแล้วเท่านั้น จำเลยที่ 1
ที่ 3 ถึงที่ 6 จึงไม่มีเจตนาวางเพลิงเผาทรัพย์ การก
ระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 6 จึงเป็นความผิด
ฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 358 เพียงบท
เดียว หาใช่เป็นความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้
อื่นตาม ป.อ. มาตรา 217 ด้วยไม่ ปัญหาข้อนี้เป็น
ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของ
ประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็น
สมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

มาตรา 218

ประมงลกฎหมายอาญา มาตรา 218 ผู้ใดวางเพลิง
เผาทรัพย์ดังต่อไปนี้
(1) โรงเรือน เรือ หรือแพที่คนอยู่อาศัย
(2) โรงเรือน เรือ หรือแพอันเป็นที่เก็บหรือที่ทำ
สินค้า
(3) โรงมหรสพหรือสถานที่ประชุม
(4) โรงเรือนอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
เป็นสาธารณสถาน หรือเป็นที่สำหรับประกอบ
พิธีกรรมตามศาสนา
(5) สถานีรถไฟ ท่าอากาศยาน หรือที่จอดรถหรือ
เรือสาธารณะ
(6) เรือกลไฟ หรือเรือยนต์ อันมีระวางตั้งแต่ห้าตัน
ขึ้นไป อากาศยาน หรือรถไฟที่ใช้ในการขนส่ง
สาธารณะ
ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือ
จำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี

คำพิพากษาฎีกาที่ 11963/2553

การกระทำที่จะเป็นความผิดสำเร็จฐานวางเพลิง
เผาทรัพย์นั้นไม่หมายความเพียงว่า เอาเพลิงไปวาง
เท่านั้น หากต้องเป็นการเผาทำให้เกิดเพลิงไหม้ทรัพย์
นั้นติดไฟขึ้นด้วย จากสภาพในที่เกิดเหตุ ทรัพย์สินที่
ถูกเผาไหม้เสียหายมีเพียงเตียงนอนและเบาะนอน
ส่วนฝาบ้านชั้นล่างมีเพียงรอยเกรียม ดำ ยังไม่ไหม้ไฟ
ยังถือไม่ได้ว่าเป็นความผิดสำเร็จ คงเป็นความผิดฐาน
ร่วมกันพยายามวางเพลิงเผาโรงเรือนที่คนอยู่อาศัย
ตาม ป.อ. มาตรา 218 (1) ประกอบมาตรา 80, 83
เท่านั้น

มาตรา 220

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 220 ผู้ใด
กระทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุใด ๆ แม้เป็นของ
ตนเองจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น หรือทรัพย์
ของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับ
ไม่เกินหนึ่ งหมื่นสี่พันบาท

ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวในวรรคแรก
เป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้
แก่ทรัพย์ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 218 ผู้กระทำต้อง
ระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 218

“วัตถุใด ๆ แม้เป็นของตนเอง” ไม่ได้คำนึงถึงว่า
มีเจ้าของหรือไม่ และถ้าเป็นทรัพย์ของคนอื่นและ
เจ้าของยอมให้เผา ไม่ผิด 217-218 ก็ผิด ม 220 ได้
ถ้าน่าจะเป็นอันตรายฯ ม 220 จึงกว้างกว่า ม 217-
218

คำพิพากษาฎีกาที่ 1285/2529

การที่จำเลยจุดไฟเผาฟางข้าวในนาของตนมี
ลักษณะที่น่าจะเป็นอันตรายต่อทรัพย์สินของบุคคล
อื่น เช่น กำลังมีลมพัดแรง ซึ่งเป็นที่คาดเห็นได้ว่า
เพลิงจะลามไปไหม้นา ตลอดจนโรงเรือนซึ่งอยู่ใกล้ชิด
กับบริเวณที่จุดไฟ แต่จำเลยยังขืนจุดไฟจนลุกลามไป
ไหม้ทรัพย์สินของผู้เสียหาย ดังนี้จำเลยจึงจะมีความ
ผิดตาม ป.อ. มาตรา 220 แต่เมื่อระยะเวลาที่จำเลย
จุดไฟจนถึงเวลาที่บ้านผู้เสียหายถูกเพลิงไหม้ห่างกัน
หลายชั่วโมง แสดงว่าไม่มีลักษณะที่น่ากลัวจะเป็น
อันตรายต่อทรัพย์สินของบุคคลอื่นตาม มาตรา 220
แต่เป็นเพราะจำเลยประมาทไม่ควบคุมดูแลให้เพลิง
ไม้อยู่ภายในขอบเขตที่จำกัด การกระทำของจำเลย จึง
เป็นเรื่องขาดความระมัดระวังจนก่อให้เกิดความเสีย
หายแก่ทรัพย์สินของผู้อื่นอันเป็นความผิดตาม
มาตรา 225

มาตรา 221

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 221 ผู้ใด
กระทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่
บุคคลอื่น หรือทรัพย์ของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำ
คุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่น
บาท

คำพิพากษาฎีกาที่ 8584/2547

จำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกใช้ผ้าปิดปาก
ขวดที่บรรจุน้ำมันและจุดไฟโยนเข้าไปในบริเวณ
สถานีบริการน้ำมัน จนเกิดระเบิดและน่าจะเกิด
ความเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3
เป็นการกระทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็น
อันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น เป็น
ความผิดสำเร็จตาม ป.อ. มาตรา 221 แล้ว
กฎหมายหาได้บัญญัติว่าต้องกระทำโดยใช้วัตถุ
และต้องเกิดความเสียหายเป็นอันตรายแก่บุคคล
อื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่นด้วยไม่

มาตรา 223

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 223
ความผิดดังกล่าวในมาตรา 217 มาตรา 218
มาตรา 220 มาตรา 221 หรือมาตรา 222 นั้น ถ้า
ทรัพย์ที่เป็นอันตราย หรือที่น่าจะเป็นอันตราย
เป็นทรัพย์ที่มีราคาน้อย และการกระทำนั้นไม่น่า
จะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น ผู้กระทำต้องระวาง
โทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพัน
บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

-เมื่อเป็นกรณีตาม มาตรา 223 คือ ทรัพย์ราคา
เล็กน้อยและไม่น่าเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น ย่อม
ไม่เป็นความผิดตาม มาตรา 217 และ 218 ต่อไป
แต่เป็นความผิดตามมาตรานี้โดยเฉพาะ เมื่อผิด
มาตรานี้ ก็ไม่ผิดมาตรา 219

คำพิพากษาฎีกาที่ 8746/2543

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.อ.
มาตรา 218 (1) โดยศาลอุทธรณ์ภาค 4
พิพากษายืน เมื่อปรากฏว่า กระท่อมนาและ
ทรัพย์สินที่ถูกเพลิงไหม้มีราคาเพียงเล็กน้อย ทั้ง
กระท่อมนาดังกล่าวปลูกอยู่กลางทุ่งนา รอบ
กระท่อมนาไม่มีบ้านเรือนบุคคลอื่นอยู่ และขณะ
เกิดเหตุกระท่อมนาไม่มีบุคคลอยู่อาศัย ย่อมไม่
อาจเป็นอันตรายต่อบุคคลอื่นได้ การกระทำของ
จำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 223
การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนโดยไม่ได้
แก้ไข จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็น
ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย
ของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาในปัญหาดัง
กล่าว ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขปรับบทลงโทษ
จำเลยให้ถูกต้องได้

มาตรา 225

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 225
ผู้ใดกระทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาท และ
เป็นเหตุให้ทรัพย์ของผู้อื่นเสียหาย หรือการก
ระทำโดยประมาทนั้นน่าจะเป็นอันตรายแก่
ชีวิตของบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่
เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ

คำพิพากษาฎีกาที่ 1285/2529

จำเลยจุดไฟเมื่อเวลาประมาณ
10.00นาฬิกา แต่เพลิงได้ลามไปไหม้บ้านบุคคล
อื่นซึ่งปลูกอยู่ใกล้เคียงกันตอนบ่าย3โมงระยะ
เวลาห่างกันหลายชั่วโมง แสดงว่าไม่มีลักษณะ
ที่น่ากลัวจะเป็นอันตรายต่อทรัพย์สินของบุคคล
อื่นแต่เป็นเรื่องที่จำเลยตั้งอยู่ในความประมาท
ไม่คอยควบคุมดูแลให้เพลิงลุกไหม้อยู่ภายใน
ขอบเขตที่จำกัดเพลิงจึงได้ลามเข้าไปยังนาข้าง
เคียงและก่อให้เกิดความสูญเสียขึ้นเมื่อข้อเท็จ
จริงไม่ปรากฏลักษณะที่น่าจะเป็นอันตรายต่อ
บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นอันเป็นองค์
ประกอบความผิดตามป.อ.มาตรา220ดังกล่าว
แล้วก็ไม่อาจลงโทษจำเลยตามมาตรานี้อันเป็น
บทหนักได้การกระทำของจำเลยเป็นเรื่องขาด
ความระมัดระวังจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อ
ทรัพย์สินของผู้อื่นเป็นความผิดตามมาตรา225.

ข้อแตกต่างระหว่างความผิด
ตามมาตรา 220 และ มาตรา 225

1.ความผิดตามมาตรา 220 เป็นเรื่องกระทำ
ให้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นโดยเจตนา ส่วนมาตรา 225
นั้นเป็นเรื่องกระทำให้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นโดย
ประมาท

2.องค์ประกอบอันเป็นสวนสําคัญของมาตรา
220 อยู่ที่เพลิงที่เกิดใหม่นั้นมีลักษณะน่าจะเป็น
อันตรายแก่บุคค อื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น ส่วน
ทรัพย์ที่ทำให้เกิดเพลิงใหม่ขึ้นนั้นจะเป็นของผู้ใด
ไม่สําคัญ แม้จะเป็นทรัพย์ของตัวเองก็มีความผิด

3.องค์ประกอบสาคัญของมาตรา 225 อยู่ที่
การทําให้เกิดเพลิงใหม่โดยประมาท และต้องเป็น
เหตุให้ทรัพย์ของผู้อื่นเสียหายจึงจะครบองค์
ความผิด เว้นแต่ในกรณีที่เกี่ยวกับชีวิตของบุคคล
อื่น หากปรากฏว่าเพลิงที่เกิดขึ้นโดยการกระทำ
โดยประมาทมีลักษณะน่าจะเป็นอันตรายแก่ชีวิต
ของบุคคลอื่นก็เป็นความผิดแล้ว ซึ่งต่างกับที่
บัญญัติไว้ใน กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 201

เพราะตามกฎหมายลักษณะอาญาแม้เพลิงที่เกิดขึ้น
โดยประมาทเป็นเหตุให้ ทรัพย์สินของตนเองเสียหาย
หรือแม้แต่น่าจะเป็นอันตรายแก่ผู้ทำให้เกิดเพลิง
ใหม่โดยประมาทนั่นเอง เปิบความผิด

4. ข้อแตกต่างที่เห็นได้ ระหว่างมาตรา 220 กับ
มาตรา 225 จึงน่าจะเป็นดังนี้ ในขณะที่จําเลยท่าให้
เกิดเพลิง ใหม่แก่ทรัพย์ใด ๆขึ้นเป็นที่เห็นได้ชัดว่า
เพลิงนั้นน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์
ของผู้อื่น เช่นจำเลยจุดไฟเผากอไผ่ในไร่ของตน ซึ่ง
อยู่ใกล้เคียงบ้านราษฎร เวลานั้นลมพัดจัด มีผู้ห้าม
จําเลยก็ไม่เบื่อลูกไฟปลิวทำให้ไปไหม้บ้านเรือนผู้อื่น
และคนตายย่อมเป็นความผิดตามมาตรา 220 แต่
ถ้าในขณะ จําเลยทําให้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นไม่มี
พฤติการณ์ที่เห็นได้ว่าเพลงนั้นน่าจะเป้นอันตรายแก่
บุคคล หรือทรัพย์ของผู้อื่น แม้ต่อมาเพลิงเกิดใหม่
ทรัพย์ของผู้อื่นเสียหาย ไม่เป็นความผิดตามมาตรา
220 ส่วนจะเป็นความผิดตามมาตรา 225 หรือไม่
ยอมขึ้นยู่กับข้อเท็จจริงที่ว่าการที่เพลิงเกิดใหม่
ทรัพย์ของผู้อื่นผู้เสียหายเป็นเพราะความประมาท
ของ จําเลยหรือไม่

มาตรา 227

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 ผู้ใด
เป็นผู้มีวิชาชีพในการออกแบบ ควบคุม หรือ
ทำการก่อสร้าง ซ่อมแซมหรือรื้อถอน อาคาร
หรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์
หรือวิธีการอันพึงกระทำการนั้น ๆ โดยประการที่
น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่น ต้อง
ระวางโทษจำคุก
ไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือ
ทั้งจำทั ง้ ปรับ

ผู้มีวิชาชีพ

คือ อาชีพที่ต้องอาศัยความรู้ความชำนาญผู้มี
วิชาชีพในการก่อสร้างตามความหมายของ ป..
มาตรา 227 จึงไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่ได้ เล่าเรียน
มาโดยตรงเพื่อเป็นสถาปนิก วิศวกร หรือ
โฟร์แมน (หัวหน้าคนงาน)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15335 -
15336/2555

จำเลยที่ 2 ในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานของ
ห้าง ช. มีหน้าที่ควบคุมงานก่อสร้างทุกวัน แต่
กลับมอบหมายให้ อ. และ ส. ซึ่งไม่ใช่วิศวกรเป็น
ผู้ควบคุมงานแทน โดยตนเองไปควบคุมงาน
เพียงเดือนละ 1 ครั้ง ทำให้จำเลยที่ 2 ไม่มีเวลา
พอในการอ่านทำความเข้าใจแบบแปลนที่จำเลย
ที่ 1 ออกแบบไว้โดยไม่สมบูรณ์จึงไม่มีการปรึกษา
หารือกันในส่วนของรางน้ำ คานและหัวเสาที่ยัง
ขาดรายละเอียด ซึ่งในฐานะวิศวกรเชื่อว่าจำเลย
ที่ 2 สามารถรู้ได้ว่ายังขาดรายละเอียดอย่างไร
เพื่อจัดการเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ปลอดภัยเมื่อ
ก่อสร้าง จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ย่อมเล็งเห็นผล
ของการไม่ควบคุมงานทุกวันได้ว่า ย่อมเป็นเหตุ
ให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่นได้ และก็ได้เกิดขึ้น
จริงๆ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิด
ตาม ป.อ. มาตรา 227 แล้ว

มาตรา 233

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 233 ผู้
ใดใช้ยานพาหนะรับจ้างขนส่งคนโดยสาร เมื่อ
ยานพาหนะนั้นมีลักษณะหรือมีการบรรทุกจน
น่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลในยานพาหนะนั้น
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่
เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1281 -

1282/2538

จำเลยที่2ถึงที่4ตก
ลงกันเป็นหุ้นส่วนซื้อ

เรือเอี้ยมจุ๊นมาต่อเติมดัดแปลงเพื่อใช้ประโยชน์
ร่วมกันในกิจการท่องเที่ยวโดยจำเลยที่2มีหน้าที่
ไปติดต่อขอซื้อเรือของกลางและเรือลำที่เกิดพลิก
คว่ำจำเลยที่3มีหน้าที่เกี่ยวกับการติดต่อจด
ทะเบียนและขออนุญาตใช้เรือจำเลยที่4มีหน้าที่
ในการออกแบบและต่อเติมเรือทั้งสองลำให้เป็น
สองชั้นและได้จ้างจำเลยที่1ขับเรือของกลางซึ่งมี
ลักษณะน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลในเรือไปใน
การรับจ้างขนส่งคนโดยสารด้วยการบรรทุกจน
น่าเป็นอันตรายแก่บุคคลในเรือนั้นจึงเป็นกรณีที่
จำเลยทั้งสี่ร่วมกระทำความผิดด้วยกันตาม
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา83 องค์ประกอบ
ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา233ที่ว่าน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลใน
ยานพาหนะไม่ใช่ผลของการกระทำจำเลยใช้เรือ
รับจ้างขนส่งคนโดยสารเมื่อเรือนั้นมีลักษณะหรือ
มีการบรรทุกจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลใน
เรือนั้นแม้ยังไม่มีความเสียหายก็ถือเป็นความผิด
สำเร็จ

มาตรา 236

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 236 ผู้ใด
ปลอมปนอาหาร ยาหรือเครื่องอุปโภคบริโภคอื่นใด
เพื่อบุคคลอื่นเสพย์หรือใช้ และการปลอมปนนั้นน่า
จะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพ หรือจำหน่าย
หรือเสนอขาย สิ่งเช่นว่านั้นเพื่อบุคคลเสพย์หรือใช้
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกิน
หกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

คำพิพากษาฎีกาที่ 2143/2536
จำเลยเอายาเบื่อหนูใ
ส่ในโอ่งน้ำดื่มของผู้เสีย

หายโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายทราบ
เสียก่อนไม่ยอมดื่มน้ำดังกล่าวผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่
ความตาย การกระทำของจำเลยเข้าลักษณะ
เป็นการปลอมปนเครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อบุคคล
อื่นเสพหรือใช้และการปลอมปนนั้นน่าจะเป็นเหตุให้
เกิดอันตรายแก่สุขภาพ จำเลยจึงมีความผิดตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 236 และมาตรา
288 ประกอบมาตรา 80กรณีเป็นกรรมเดียวผิดต่อ
กฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 288 ประกอบ
มาตรา 80 ซึ่งเป็นบทหนักตามมาตรา 90


Click to View FlipBook Version