คาประพนั ธ์
และฉนั ทลกั ษณ์
คาประพนั ธ์
คาประพันธ์ หมายถึง ถอ้ ยคาท่เี รยี บเรียงให้เปน็
ระเบยี บตามบญั ญัติแห่งฉนั ทลักษณ์ โดยมีกาหนด
ข้อบังคบั ต่างๆ เพื่อใหเ้ กิดความครกึ ครน้ื และมีความ
ไพเราะ แตกต่างไปจากถอ้ ยคาธรรมดา
1
ความเป็ นมา
ของคาประพนั ธ์ไทย
คาประพันธ์ของไทยถือกาเนิดข้ึนแตเ่ ม่อื ใด ไมม่ ใี คร
สามารถให้คาตอบได้ แตถ่ ้าเชอ่ื ตามท่เี คยกล่าวกันมาว่า
ไทยเปน็ ชาตินกั กลอนแลว้ คาประพนั ธ์ของไทยตอ้ งมา
ก่อนพ่อขนุ รามคาแหงมหาราช จะทรงประดษิ ฐอ์ ักษรไทน
ในปี พ.ศ.๑๘๒๖ แต่เป็นคาประพันธท์ บ่ี ันทึกไว้ในสมอง
และถา่ ยทอดกันดว้ ยปากหรอื ทเี่ รยี กว่า "กลอนสด"
นน่ั เอง
2
คาประพันธห์ รือบทรอ้ ยกรอง มาปรากฏเปน็ หลักฐาน
ครง้ั แรกในวรรณคดีเร่ือง "ลลิ ิตโองการแชง่ นา้ " หรอื
"ประกาศแช่งน้าโคลงห้า" ซงึ่ เชือ่ กันว่าแต่งใน รชั สมัย
สมเดจ็ พระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจา้ อทู่ อง พ.ศ.
๑๘๒๙ - ๑๙๑๒) เป็นคาประพนั ธ์ประเภทโคลงกับ
รา่ ย ถ้าสังเกตดูในศลิ าจารกึ สุโขทยั หลกั ที่ ๑ จะมี
ลักษณะคาประพันธ์ หรือบทรอ้ ยกรองเพราะจะเห็น
ลักษณะสัมผัสซง่ึ เกิดจากการใชค้ าคล้องจองกัน เช่น
"ในนา้ มปี ลา ในนามขี ้าว" "เพอื่ นจงู ววั ไปค้า ขม่ี ้าไป
ขาย" "ไพรฟ่ ้าหนา้ ใส"
3
คาประพนั ธไ์ ทยน้ี สานกั วัฒนธรรมทางวรรณกรรม ซงึ่
ตงั้ ขึ้นเมือ่ พ.ศ. ๒๔๘๕ ใช้เรียกวรรณกรรมประเภททมี่ ี
ลักษณะบงั คับในการแต่ง หรือมีการกาหนดคณะวา่ "รอ้ ย
กรอง" ควบคู่กนั กับคาวา่ "ร้อยแก้ว" อันเป็นความเรยี ง
คาประพันธ์ท่ีเรยี กว่า ร้อยกรองในปัจจุบนั นี้
โบราณเรียกกันหลายอยา่ ง เช่น เรยี กวา่ "กลอน" ในลิลติ
พระลอ เรยี กวา่ "กาพย์"
ในกาพย์มหาชาติ เรียกวา่ "ฉันท์" ในลลิ ิตยวนพา่ ย
เรยี กวา่ "กานท์" ในทวาทศมาส และเรียกอีกหลายอย่าง เป็น
ตน้ วา่ "บทกลอน" "กาพยก์ ลอน" "บทกวี" "กวีนพิ นธ์"
"กววี จั นะ" "บทประพันธ์" และ "คาประพนั ธ์"
4
ฉนั ท์ลกั ษณ์
ของ
คาประพนั ธ์ ฉนั ทลกั ษณ์ แปลวา่ ตาราวา่ ด้วย
คาประพนั ธ์ หมายถงึ ระเบยี บ
และขอ้ บงั คับต่างๆ ท่ใี ช้ในการแตง่
คาประพันธ์ชนิดตา่ งๆ
รูปแบบของ
รปู แบบของคาประพนั ธ์ไทย หรือชนดิ ของคาประพันธ์
จาแนกออกเป็นประเภทใหญๆ่ ได้แก่ ๕ ประเภทไดแ้ ก่
๑. กลอน ๒. โคลง
๓. ร่าย ๔. กาพย์
๕. ฉันท์
5
ลกั ษณะบงั คบั ของคาประพนั ธ์
๑. คณะ คือขอ้ กาหนดเกย่ี วกับรูปแบบของคาประพนั ธแ์ ต่ละ
ชนิด ว่าจะต้องประกอบด้วยสว่ นย่อยๆ อะไรบ้าง
คาที่เปน็ ส่วนย่อยของคณะไดแ้ ก่ บท บาท วรรค คา
ลักษณะบงั คับขอ้ นี้สาคญั มาก คาประพันธท์ กุ
ชนดิ จะตอ้ งมี คณะ ถา้ ไมม่ กี ไ็ ม่เป็นคาประพนธ์ คณะเป็นส่ิงท่ี
ชว่ ยกาหนดรปู แบบคาประพนั ธแ์ ตล่ ะชนิดให้เปน็ ระเบียบ เพอ่ื
ไปใชเ้ ป็นหลกั การแต่งตอ่ ไป
6
๒. พยางค์ คอื เสยี งทเี่ ปลง่ ออกมาครง้ั หน่งึ ๆ บางทีกม็ ีความหมาย
เช่น เมอื ง ไทย นี้ ดี บางก็ไมม่ คี วามหมาย แตเ่ ปน็ สว่ นหนงึ่ ของ
คา เชิน ภิ ในคา อภนิ ิหาร, ยุ ในคา ยวุ ชน, กระ ในคา
กระถาง
ในคาประพันธ์ฉนั ท์ ซ่ึงถือ ครุ ลหุ เป็นสาคัญ
เรานับถอื แตล่ ะพยางค์เป็น ๑ คาเสมอ และในทานอง ๒
พยางค์ เป็นลหอุ ยา่ งหน่ึง เช่น กระถาง สมัคร ตลาด ก็อนโุ ลม
ให้เปน็ ๑ พยางค์ (คา)ได้
จะเหน็ ไดว้ า่ ในการนับพยางค์ (คา)น้ัน ต้องแลว้ แต่
ลักษณะบงั คบั ของร้อยกรองแต่ละประเภทซ่งึ ผ้แู ตง่ คาประพันธ์
จะตอ้ งสังเกตให้ดี
7
๓. สัมผสั คือ ลกั ษณะทบี่ ังคบั ใหใ้ ชค้ าคลอ้ งจองกนั
สมั ผสั เปน็ ลักษณะทีส่ าคญั ที่สดุ ในคาประพนั ธข์ องไทย
คาประพันธท์ ุกชนดิ จาเป็นต้องมสี ัมผัส
ชนดิ ของสมั ผัสที่ควรรูม้ ี ๔ อย่าง ดังนี้
8
๑) สัมผสั สระ ได้แก่ คาทมี่ เี สยี งสระตรงกนั ถา้ มีตวั สะกดก็
ตอ้ งเปน็ ตวั สะกดในมาตราเดยี วกัน
๒) สมั ผสั อกั ษร ได้แก่ คาที่ใชพ้ ยญั ชนะต้นเสียงเดยี วกัน อาจ
เป็นอักษรทีเ่ ป็นพยัญชนะเดียวกัน หรอื พยญั ชนะท่มี ีเสรยงสงู
ตา่ เขา้ คูก่ ันกันก็ได้ หรอื พยัญชนะควบชดุ เดียวกนั กไ็ ด้
๓) สัมผัสนอก เป็นสัมผสั บงั คบั ท่จี ะตอ้ งมีในบทประพันธ์
ตา่ งๆ ได้แก่ สัมผสั ทส่ี ง่ และรับกันระหว่างวรรค ระหว่างบท
และต้องเปน็ สัมผสั สระ เท่าน้ัน
๔) สมั ผนั ใน เปน็ สมั ผัสไมบ่ งั คับ ไดแ้ ก่ คาสมั ผัสทค่ี ล้อง
จองกนั อยภู่ ายในวรรคเดียวกนั อาจเป็นสมั ผสั สระหรอื อักษรก็
ได้ สัมผสั ในน้ันช่วยให้มคี วามไพเราะมากยิ่งข้ึน
9