The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by รู้จัก KM, 2020-02-02 22:04:54

KM คืออะไร

1.KM

KM คืออะไร

การบรหิ ารจดั การความรู *
Knowledge Management (KM)

ปจ จุบันเปน สงั คมแหงการเรยี นรู แหลงความรมู ีอยูมากมาย และกระจดั กระจายอยใู นหลายรูปแบบ
ความรเู ปนผลผลิตของสารสนเทศ ซึ่งประกอบดว ย ขอเทจ็ จริง ความคดิ เหน็ ทฤษฎี หลักการ และกรอบ
แนวคดิ ตา ง ๆ รวมถึงทกั ษะ และประสบการณของแตล ะบคุ คล ซึ่งเราใชเ พื่อการตดั สินใจ การดาํ เนินชวี ิต
ของมนษุ ย ชวี ติ สวนตวั หรือ การทาํ งานในองคกรตอ งใชค วามรเู ปน เคร่ืองมอื ชวยในการตัดสนิ ใจในเร่ือง
ตาง ๆ ดงั นั้นจึงเกิดแนวคิดวา เราจะทําอยา งไรเราจงึ จะสามารถใชค วามรูทีเ่ รามอี ยใู หเ กดิ ประโยชนสงู สุด

Knowledge Management เกดิ จากขอมูลขา วสารตาง ๆ ทเี่ กดิ ข้นึ อยา งมากมาย ทาํ ใหองคกรตาง ๆ มี
ขอมลู จดั เกบ็ อยูจาํ นวนมาก และเกิดความตอ งการที่จะจัดใหอ ยูอยา งเปนระเบียบ เขาถึงงา ย ทนั ตอ การ
นําไปใชง าน

ความรู

ความหมายของความรู
Tiwana (2000, 5) ความรู หมายถึง สง่ิ ทเ่ี ปลี่ยนแปลงไดโ ดยประสบการณ และสามารถถกู

ประยุกตใ ชไ ดโ ดยบคุ คล
ดาเวนพอรท (2542, 8) ความรู คอื กรอบของการประสมประสานระหวา งประสบการณ คานยิ ม

ความรอบรูในบรบิ ท และความรูแจง อยา งชาํ่ ชอง เปน การประสมประสานท่ีใหก รอบสาํ หรับ การ
ประเมนิ คา และการนาํ เอาประสบการณก ับสารสนเทศใหม ๆ มาผสมรวมเขาดวยกนั มนั เกดิ ข้นึ และถกู
นาํ ไปประยุกตใ นใจของคนทร่ี ู สําหรบั ในแงข ององคกรนน้ั ความรมู ักจะสง่ั สมอยูในรูปของเอกสาร หรือ
แฟม เก็บเอกสารตา ง ๆ รวมถงึ สั่งสมอยูในการทาํ งาน อยูในกระบวนการ อยใู นการปฏบิ ัติงานและอยใู น
บรรทดั ฐานขององคก รน่ันเอง

ศรนั ย ชเู กยี รติ (2541, 14) องคค วามรู หมายถงึ ความรใู นการทาํ บางสิ่งบางอยา ง (Know how หรอื
how to ) ท่ีเปน ไปอยา งมปี ระสิทธิภาพและประสทิ ธผิ ลที่กิจกรรมอนื่ ๆ ไมส ามารถกระทาํ ได ซึ่งปจจุบนั
องคค วามรูถือเปน ทรัพยสนิ ทางปญ ญาทีม่ ีความสําคัญตอ กจิ การมาก เนื่องจากเปน ทีม่ าของการกอ กําเนดิ
กําไรในธรุ กจิ และเปน เครอ่ื งมอื ทีส่ าํ คัญในการสรางความไดเ ปรียบทางการแขง ขันรวมถงึ ทาํ ใหธรุ กจิ
สามารถดํารงอยูไดใ นระยะยาว

สรุป ความรู คอื ส่ิงท่ใี ชอธบิ ายสง่ิ ตาง ๆ ที่พบเหน็ ไดอยางมเี หตผุ ล โดยอาศัยขอ มูล ทักษะ และ
ประสบการณท ี่มีอยูเ ปนสวนสนับสนุนการตดั สนิ ใจ

2

ประเภทของความรู
(นฤมล พฤกษศลิ ป และ พัชรา หาญเจรญิ กิจ, 2543 : 61-62) แบง ความรูออกเปนหลายประเภท

ดงั น้ี
1. ความรูก อนประสบการณ (Priori knowledge) คอื ความรูทไ่ี มตองอาศยั ประสบการณ
2. ความรูหลังประสบการณ (Posteriori knowledge) คอื ความรทู ีเ่ กดิ หลงั จากทมี่ ีประสบการณแลว
3. ความรูโดยประจกั ษ (Knowledge by Acquaintance) คือ ความรทู ่เี กดิ จากส่ิงทีถ่ กู รู ซง่ึ ปรากฏ

โดยตรงตอ ผรู ผู า นทางหู ตา จมกู ลิ้น หรือ กาย
4. ความรูโ ดยบอกกลาว (Knowledge by Description) คือ ความรทู ่ีเกดิ จากคาํ บอกเลา
5. ความรูเชงิ ประจกั ษ หรือความรเู ชิงประสบการณ (Expirical knowledge) คือ ความรูทีไ่ ด

จากประสบการณ หรือความรูหลงั ประสบการณ
6. ความรูโดยตรง (Immediate knowledge) คือ ความรทู ี่ไดร บั โดยสัมผสั ทงั้ 6 คือ เหน็ ไดย ิน กลน่ิ

รส สมั ผัส และรับรทู างใจ
7. ความรเู ชิงปรวิสัย หรอื ความรเู ชงิ วัตถวุ ิสยั (Objective knowledge) คือ ความรทู ่ีเกดิ จากเหตผุ ล

หรอื ประสบการณท่สี ามารถอธบิ าย หรือทดสอบใหผูอืน่ รับรไู ดอยางทตี่ นรู
8. ความรูเชงิ อัตวิสัย หรือความรูเชงิ จติ วสิ ัย (Subjective knowledge) คอื ความรูทีเ่ กดิ จากการ

ประสบดวยตนเอง และตนไมสามารถอธิบายได หรอื ทดสอบใหผ อู ่นื รับรไู ด

(Tiwana, 2000 : 67) แบง ประเภทของความรูไ ว ดังนี้
1. ความรภู ายนอก เปนความรูท ไี่ ดจากการแสดงความคิดเห็น ความเชือ่ ของบุคคลในการทํางาน
2. ความรจู ากแหลงความรูตา งๆ เปน ความรทู มี่ าจากแหลงความรูอนื่ ๆ ภายนอกตวั บคุ คล

และแหลง ความรตู างๆ
3. ความรทู ีไ่ มอ ยเู ฉพาะท่ี เปน ความรูท ่เี ปนอสิ ระ สามารถถา ยทอดไดจ ากบคุ คลไปสูองคกร หรอื จาก

องคก รไปสอู งคกร

องคป ระกอบของความรู (Tiwana, 2000 : 68)
1. เปนสิ่งที่นา เชอื่ ถอื และสามารถเปลยี่ นแปลง
2. สามารถตัดสินได
3. เปน ส่งิ ทไ่ี ดจากประสบการณ
4. เปนส่งิ มีคุณคา คาดคะเนได และเช่อื ถอื ได
5. เปน ส่ิงทีท่ ําใหเ กิดความคดิ ความฉลาด

3

สาเหตขุ องการคิดจดั การความรู (เอ้อื น ปน เงิน และ ยนื ภูสุวรรรณ, 2546 )

สารสนเทศลน กระจดั กระจาย และจดั เกบ็ อยใู นแหลง เกบ็ ท่ีหลากหลาย ท่สี ําคัญยิง่ ไปกวานนั้ คอื เรา
มีขอมลู มากมาย แตค วามรูมนี อย ในยามที่ตองการขอ มลู เพ่ือการตัดสินใจ การรวบรวมขอ มลู ทําไดไมเต็ม
ประสทิ ธิภาพและไมค รบถว น อกี ทง้ั ใชเ วลาในการคนหานาน การจัดการความรอู ยางมรี ะบบจะชว ยให
ปญ หาดังกลาวบรรเทาลง หรือหมดไป ยง่ิ ไปกวา นั้นการกาวเขา สูสังคมภูมปิ ญญาและความรอบรู เปน
แรงผลักดนั ทาํ ใหอ งคกรตองการพฒั นาไปเปน องคกรแหง การเรียนรู (Learning Enterprise) เพอ่ื สรา งคณุ คา
จากภมู ิปญ ญาและความรอบรูทีม่ อี ยเู ปลี่ยนสินทรัพยทางปญ ญาใหเปน ทนุ ดว ยการจัดการความรอบรู และ
ภูมิปญ ญา ซึ่งมผี ลใหเ กดิ การเปลยี่ นรปู แบบการทํางานเปน แบบ Knowledge Worker ดว ย

ขัน้ แรกที่จะนาํ ไปสกู ารจดั การความรู คอื การจัดเก็บขอ มลู ไวในคลังขอมูล (Data wearhouse) ทม่ี ี
การวเิ คราะหป ระมวลผล คัดกรองขอ มูล (Data Mining) เพอ่ื ใหไ ดค วามรูทนี่ า สนใจ ไดแ ก กฎ ระบบ หรือ
ลกั ษณะท่ีเกดิ ขึน้ ประจํา รปู แบบ ความแปลกแยก หรือสง่ิ ผิดปกติ จากขอ มูลที่เกบ็ ไวใ นฐานขอมูลขนาดใหญ

ในการแขงขนั ทางดานธุรกิจนาํ การจัดการความรเู ขา มาใช โดยมีเหตผุ ล ดงั น้ี (Tiwana, 2000 : 6)
1. บรษิ ทั ตา งๆ กลายเปน องคกรแหงความรู มกี ารใชค วามรูในการทํางานมากข้ึนรวมถงึ การแขงขัน
ทางดานธุรกิจ
2. การเปลีย่ นแปลงของตลาดการแขง ขนั ทําใหตองมกี ารพัฒนาองคกร พัฒนาการบริหารจดั การ
ภายในองคก ร
3. การจดั การความรูท ําใหบ คุ คลเกิดการเปลยี่ นแปลงไปในทางที่ดีข้ึน
4. ความรูท ําใหองคกรอยูรอด
5. ความซับซอ นขององคกรในปจ จุบนั จงึ ตอ งมกี ารจัดการความรู
6. ความรูชวยในการตดั สนิ ใจ
7. ความตองการในการใชความรรู วมกนั
8. ความรูเฉพาะบคุ คลเปนส่งิ ท่ีมีความสัมพันธกับองคก ร
9. การเติบโตของบรษิ ัทและธรุ กจิ

4

การบรหิ ารจัดการความรู (Knowledge Management : KM)

ความหมายของ Knowledge Management
Laudon (2000, 435) กลาวถึง Knowledge Management วา การบรหิ ารจดั การความรใู นองคก าร

มีความสาํ คญั เปน พิเศษในองคก ารท่มี ลี ักษณะการบริหารงานแบบแบนราบ และแบบเครือขา ย ซง่ึ ในการ
จัดการในระดบั ตา งๆ จะมีการจัดการแยกแยะความจรงิ ในสว นทจี่ ะสามารถนํามาชว ยสมาชิกในทมี ในการ
พฒั นางานในหนา ท่ี รวมทงั้ การแบง ปนขอ มลู เพื่อพฒั นางานในสว นงานอนื่ ๆ ทีเ่ กยี่ วของกนั ดว ย

Stair (2001, 202) กลาววา การบรหิ ารจัดการความรู เปน กระบวนการ รวบรวม จดั การ ความรู
ความชํานาญ ไมวาความรนู น้ั จะอยใู น คอมพวิ เตอร ในกระดาษ หรือตัวบุคคล โดยมจี ุดมงุ หมายเพ่อื จัดการ
ใหบุคลากร ไดร บั ความรู และแลกเปล่ยี นความรู ทําใหเกิดการเปลีย่ นแปลงพฤติกรรมจากเดิม โดยใหเ กดิ
ประสบการณแ ละความชํานาญเพิ่มขึ้น

Tiwana (2000, 5) ใหค วามหมายการบรหิ ารจดั การความรวู า หมายถงึ การจัดการความรใู นองคก ร
สําหรบั งานดานธุรกิจ

วีรวุธ มาฆะศริ านนท (2542, 77-78) กลา วถงึ การบรหิ ารจัดการความรู วา การบรหิ ารจดั การ
ความรูเปนกระบวนการบรหิ ารรูปแบบใหม ทเี่ นนในดานการพฒั นากระบวนงาน ควบคไู ปกบั การพฒั นา
กระบวนการเรียนรู โดยทกุ กระบวนงานจะตองสมั พนั ธก ับความคิดสรางสรรค ที่เปนผลมาจากการขยายวง
และการประสานความรอบรู รวมถงึ การฉลาดคดิ ไปตลอดทวั่ ทง้ั องคก รอยูต ลอดเวลา ซึ่งเทากบั วา องคกร
ท่ีมกี ารบริหารจัดการความรนู อ้ี ยางเปน ระบบ ก็จะเกดิ เปน โอกาสอันสําคญั ตอ การพฒั นาใหเปน องคกร
ท่ีเปย มไปดว ยการทํางานอยา งฉลาดคดิ และสรางสรรคใ นที่สดุ ทาํ ใหอ งคกรนนั้ สามารถเผชญิ กับการแขงขนั
และการเปล่ยี นแปลงในทกุ ๆ รปู แบบ และสามารถฟนฝาอปุ สรรคทั้งมวลไดเ ปน อยา งดี

ศรันย ชเู กยี รติ (2541, 14) การจดั องคค วามรูในองคก ร หมายถงึ การจดั การและรกั ษาระดบั ใน
การจดั เกบ็ องคค วามรใู นองคก รใหเ ปน ระบบ เปน ระเบียบ ตลอดจนสามารถนาํ ไปใชป ระโยชนไดจ ริง
ในทางปฏบิ ัติ

สรปุ การบรหิ ารจดั การความรู คอื ระบบบรหิ ารจัดการความรใู หเ ปน ระเบียบ ครบถว น งายตอ
การเรียกใช จดั เก็บตามความตองการ เก็บรักษาความรใู หค วบคกู ับองคกรตลอดไป โดยนาํ เทคโนโลยเี ขา มา
ใชใ นการจัดการ

เหตุผลของการนํา Knowledge Management มาใช (นภดล สขุ สําราญ,254-) มี 3 ประการ ไดแ ก
1. การเปลย่ี นแปลงเทคนคิ ในการบรหิ ารงาน เทคนิคในการบรหิ ารงานแบบเกา เชน การ

บริหารงานโดยรวม(TQM) การรีเอ็นจิเนียร่ิง(Re-engineering) เปน เทคนคิ ทใ่ี ชใ นการบรหิ ารองคก ร แต
เทคนิค เหลา นีไ้ มส ามารถพฒั นาความชาญฉลาดขององคกรได จึงไดน าํ การจดั การความรเู ขามาใช

2. ความเปล่ยี นแปลงดา นการตลาด ในการแขงขนั ทางดา นการตลาดเทคนิคการขายเปนสง่ิ ที่มี
ความสาํ คญั ดังน้นั เพื่อใหลกู คาพึงพอใจจงึ ตองมีการพัฒนาฐานความรใู นองคกร

5

3. ลดความผิดพลาดในการแขงขนั ดานการตลาด รวมถึงการลดขนาดองคกร เพอื่ ใหการทํางานมี
ประสทิ ธภิ าพมากขึน้

4. สรางวธิ ีปฏบิ ตั ิท่ดี ที ี่สดุ ชวยใหองคก รลดงบประมาณในการทาํ งานได
5. การสรางนวตั กรรมใหม ๆ เพอ่ื สรา งความสําเรจ็ ในองคกร

วัตถุประสงคข อง Knowledge Management (นฤมล พฤกษศิลป และ พชั รา หาญเจรญิ กิจ, 2543 : 64)
1. เพ่ือปรบั ปรุงกระบวนการดาํ เนินงานทางธุรกจิ ทเ่ี ปน อยูในปจ จุบัน
2. เพ่ือการพฒั นาผลติ ภัณฑแ ละบริการใหมๆ
3. เพื่อเปนการปรบั ปรุงเทคนิค กระบวนการโดยมีจดุ มุง หมายเพอ่ื พัฒนาองคค วามรแู ละนําความรู

น้ันไปใชใ หเ กดิ ประโยชน

ความรูในองคกร (Knowledge in Organizations)

Choo (2000) แบงความรใู นองคก รออกเปน 3 ประเภท คอื
1. ความรอู ยางไมเปน ทางการ (Tacit knowledge) เปน ทกั ษะหรอื ความรเู ฉพาะตัวของแตละบุคคล
ท่มี าจากประสบการณ ความเช่อื หรอื ความคดิ สรา งสรรคในการปฏิบตั งิ าน เชน การถายทอดความรู ความคดิ
ผา นการสงั เกต การสนทนา การฝก อบรม ความรูประเภทนเ้ี ปนความรทู ีท่ าํ ใหอ งคกรประสบความสาํ เร็จ
2. ความรอู ยา งเปนทางการ (Explicit knowledge) เปนความรูท่มี กี ารบันทกึ ไวเปนลายลักษณอ กั ษร
และใชร ว มกนั ในรปู แบบตางๆ เชน สิง่ พิมพ เอกสารขององคกรธุรกิจ เปนตน สามารถแบงไดเปน
2 ประเภทคอื

2.1 Object base เปน ความรทู ่เี กิดจากการสรา งข้นึ มา เชน คูมอื สทิ ธบิ ตั ร เปนตน
2.2 Rule based เปนความรูทถ่ี ูกนาํ มาประมวลเปนกฎเกณฑ ระเบียบปฏบิ ตั ิ หรือ
งานประจาํ
3. ความรูท่ีเกิดจากวัฒนธรรม (Cultural knowledge) เปน ความรูทเี่ กดิ จากศรทั ธา ความเช่อื ทีท่ ํา
ใหก ลายเปนความจริง ซ่งึ จะข้ึนอยกู บั ประสบการณ การเฝา สังเกต และการสะทอนกลบั ของผลของตวั
ควบคมุ และของสภาพแวดลอ ม

การจัดการความรูทว่ั ไปสําหรบั องคกร (ยนื ภวู รวรรณ, 2546)
เปนกระบวนการจดั การความรู เพอ่ื นําไปสคู วามสาํ เรจ็ และบรรลุเปา หมายทว่ี างไวขององคกร

อยา งไรกต็ ามองคกรแตละแหง มีเปา หมายทแี่ ตกตา งกนั ดังนนั้ แตละองคก รตองนยิ ามการจดั การความรู
สาํ หรบั องคก รเองโดยเฉพาะ การจัดการความรเู ปนพลวตั ไมหยุดนิ่ง มคี วามสมั พนั ธร ะหวางผปู ฏิบตั ิ ความรู
และงานซึง่ เปน วงจรไมรจู บ ตอ งมีการพฒั นาและยกระดับข้ึนไปเรื่อย ๆ ไมใ ชค วามสมั พันธช วั่ คราว และ
เปนวงจรทีเ่ ปด สูภายนอก เพื่อดูดความรแู ละพลงั จากภายนอก มาใชประโยชน

6

ความสําคัญของความรสู วนองคกร
1. ความรูสามารถปลูกฝงลงไปในขน้ั ตอน ผลผลิต ระบบและการควบคุมได ท่ีผานมาประเทศไทย

เราซอื้ ซอฟตแ วรบ างโปรแกรมและเคร่อื งจกั รราคาสูงจากตา งประเทศ เน่ืองจากเปน สง่ิ ทเี่ ราไมไดผลิตเอง
เราไมม คี วามรทู ีจ่ ะแกไขดว ยตนเอง ในยามทีเ่ กิดปญ หากจ็ ะตอ งรอถามบรษิ ัทท่เี ปน เจา ของซอฟตแวรหรอื
เครอื่ งจักรดงั กลา วมาตอบ หรือแกป ญ หาให ระหวา งทร่ี อการแกป ญ หา ก็เกดิ การเสียเวลาและคา ใชจายไป
มากมายแลว ฉะนน้ั ถามีความรูปญ หาและความสญู เสยี ก็จะไมเกดิ

2. ความรสู ามารถเขา ถึงไดในยามท่ีตองการจากแหลง ความรภู ายใน และภายนอกองคก ร
3. ความรูสามารถมีประโยชนเ อนกอนันต และสามารถแลกเปลี่ยน ถา ยโอนท้งั แบบทเี่ ปน ทางการ
โดยผานการฝก อบรม หรอื แบบทีไ่ มเปนทางการ โดยผา นสงั คมในทที่ ํางาน การพบปะพูดคยุ
4. ความรูคือหัวใจสาํ คญั ในยคุ ของการแขงขนั

องคประกอบของ Knowledge Management

1. คน (People) หมายถงึ พนักงาน ลูกจา ง ลูกคา หรอื ผูมผี ลกระทบกบั องคกร KM จะรวบรวม
วาใครเชยี่ วชาญในดา นใดบา ง ถา มีงานใหมเขามาจะมอบหมายใหใครเปน ผูร ับผดิ ชอบ

2. สถานท่ี (Place) หมายถึง ท่ที ที่ ุกคนในองคก รสามารถระดมความคดิ รว มกนั ได อาจอยูในรปู
ของเว็บ บอรด การประชุมทางไกล หรอื โปรแกรมออนไลนอ ่นื ๆ กไ็ ด

3. ขอมลู (Thing) หมายถงึ ทกุ สงิ่ ท่นี าํ เกบ็ และใหผูใชเ ขา ถงึ ขอ มูลเหลา นน้ั ไดโ ดยงาย การวเิ คราะห
แยกแยะหมวดหมูของขอ มูลเปน เรอ่ื งสาํ คัญ

องคป ระกอบหลกั ในการพัฒนา Knowledge Management

1. ผูน ํา (Leadership) หวั หนา หรอื ผบู ริหารในองคกรจะตอ งเปนผนู ําในเรื่องนี้ ทาํ ใหเปน ตวั อยา ง
และขยายตอ ใหพ นกั งานองคกรรบั ทราบ และปฏบิ ัติตามตอไป

2. วฒั นธรรม (Culture) วฒั นธรรมในองคกรเปนเร่ืองสาํ คัญ หากผนู าํ มคี วามชดั เจน เด็ดขาด
จริงจงั ในการจดั การความรู เปนตวั อยา งปฏบิ ัติทด่ี ี มีการกระจายงาน มคี วามเขา ใจงานทุกสว นขององคก ร
เปนอยา งดแี มจ ะไมไดลงมอื ปฏิบตั ิเอง มเี วลาเพียงพอใหก บั พนกั งานและองคก ร จะเปนจุดเร่มิ ตน ของการ
สรา งวฒั นธรรมท่ดี ีใหก บั พนกั งานในองคก ร

3. การเขาถึงแหลงความรู (Access) ตอ งเขา ถงึ ไดต รงตามความตองการ ทนั เวลา และทนั สมัย
4. เทคโนโลยี (Technology) ใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศเขามาชวยในการจดั การ
5. วฒั นธรรมการเรียนรู (Learning Culture) เรอ่ื งน้ีดูเหมอื นจะเปนแคค วามฝน แตทุกอยางจะเปน
ความจริงไดถ า เริม่ ตนทาํ กนั อยา งจริงจงั การสรา งวฒั นธรรมการเรยี นรใู นองคก รใหป ระสบความสําเร็จ ตอง
เริ่มจากฝา ยบรหิ ารระดับสงู และไลร ะดบั ลงมาจนถึงพนักงานระดับลาง เพราะเรอื่ งของการจดั การความรู

7

ไมส ามารถทาํ ไดจากคนเพยี งคนเดียว หรอื กลมุ คนกลมุ เดยี ว แตจ ะตอ งทําใหไ ดท้ังองคกร นอกจากนย้ี ังเปน
การเก็บความรไู วก ับองคก ร เพราะมกี ารบนั ทึกแบบมแี บบแผนและขน้ั ตอนไวแ ลว เมอ่ื พนักงานหรือคน
สาํ คญั ในองคกร ลาออก เสียชีวิต หรอื เกษียณ องคกรก็จะไมเ สยี เวลาและคาใชจายในการฝก อบรมคนที่
เขา มาใหมต อไป

6. บรรยากาศอิสระ แตจ ริงจัง ไมเ ชิงบังคบั แตม กี รอบปฏบิ ตั ิ และตอ งทาํ อยา งสม่าํ เสมอ

ขั้นตอนการพฒั นา Knowledge Management ประกอบดว ย

(นฤมล พฤกษศิลป และ พชั รา หาญเจริญกจิ , 2543 : 66)
1. การจัดหาหรอื การสรางความรู (Knowledge Creation Acquisition)
2. การจดั เกบ็ ความรู (Knowledge Organization Storage)
3. การเผยแพรค วามรู (Knowledge Distribution)
4. การใชโปรแกรมการจดั การความรู (Knowledge Application)

กระบวนการในการสรา ง Knowledge Management (Tiwana, 2000 : 100) ประกอบดว ย 4 ระยะ คอื

1. Infrastructural Evaluation ขั้นการวางโครงสรา งพ้นื ฐานของการจดั การความรู
2. KM System analysis, Design and Development ขน้ั การประเมินระบบการจัดการความรู

การออกแบบ และการพัฒนา
3. System Development ข้ันตอนการพัฒนาระบบทไี่ ดม กี ารประเมินแลว
4. Evaluation ข้ันตอนการประเมนิ ระบบการจดั การความรูทไ่ี ดสรา ง

แนวทางการพัฒนา Knowledge Management

1. กาํ หนดใหม หี วั หนา คณะทาํ งาน (Chief Knowledge Officer) หรือการสรางทีมงานในแตล ะสาขา
มารว มกันพฒั นากระบวนการทํางาน

2. ระบุขอมูลหรอื ความรทู ต่ี อ งการใชเ พอื่ การตดั สินใจใหช ัดเจน
3. จัดทํา Workflow พัฒนากระบวนการทาํ งาน โดยการสรา งความรู การรวบรวมและการจดั เก็บ
เพื่อเช่ือมโยงไปยงั ผลลพั ธทไ่ี ดจากกระบวนการดังกลาวโดยใหค นในองคกรมสี วนรว มมากขึ้นในการ
ปรบั ปรงุ Workflow
4. การสรา งและการถายทอดความรขู องบคุ คลในองคกรจะชว ยแกปญ หาใหงานสาํ เร็จและมี
ประสิทธิภาพข้ึน
5. พฒั นาศูนยข อมลู โดยอาศยั ทักษะการถายทอดหรอื การเคลือ่ นยายความรู
6. ทาํ ระบบเครือขายผเู ช่ียวชาญเพอ่ื การประสานงานความรวมมอื และการสง เสรมิ การใช
ความรูรวมกนั

8

กระบวนของ Knowledge Management (สมชาย นําประเสริฐชยั , 2546 : 104-106)

Create Capture/Store Refine Distribute Use Monitor

Turban และคณะ ไดเ สนอกระบวนของ Knowledge Management ประกอบดว ย การสรา ง
การจัดและเกบ็ การเลอื กหรอื กรอง การกระจาย การใช และการติดตาม/ตรวจสอบ

เหมอื งความรู

ยนื ภูส วุ รรณ (2546) แบงขน้ั ตอนการทําเหมอื งความรู (KDD - Knowledge Discovery in
Databases) ไว ดังน้ี

1. กล่ันกรองขอ มูล (data cleaning) โดยนาํ ขอ มลู ท่มี ีคาเปนศนู ย ขอ ทข่ี าด ขอ มูลขยะ และขอ มลู
ทีไ่ มแนนอนออกไป

2. รวบรวมขอ มลู (data integration) โดยรวมขอมูลจากหลากหลายแหลงเกบ็ ขอมูล
3. คดั เลอื กขอ มูล (data selection) โดยเลอื กเฉพาะขอ มลู ท่ีตองการนํามาวเิ คราะห
4. แปรรปู ขอมลู (transformation) โดยรวมกลุมขอ มูล เชน ขอ มูลการขายรายวนั รายสัปดาห
รายเดอื น หรอื ขอ มลู ทัว่ ไป เชน อายุของประชากรวยั รนุ ประชากรวยั กลางคน และประชากรสูงอายุ
5. data mining โดยประยกุ ตวธิ กี ารชาญฉลาดท่ดี ึงรปู แบบท่ีซาํ้ ๆ กนั และเปน รูปแบบทนี่ าสนใจ
ออกมา สมมตวิ า รานคาสะดวกซ้อื แหง หนง่ึ เกบ็ ขอมูลการขายรายวนั และนํามาวิเคราะห พบวา เมื่อลูกคา
ซื้อกาแฟก็มกั จะซ้อื ขนมปง ควบคูดว ย (น่เี ปน รูปแบบทีค่ น พบไดใ นขน้ั ตอนการทํา Data Mining) ทางบรษิ ทั
สามารถนาํ กลยุทธนไี้ ปปรับวิธีขาย เพอื่ ดงึ ความสนใจของลูกคา มากขึน้ ได
6. ประเมนิ รูปแบบ (pattern evaluation) ซ่งึ รปู แบบทน่ี า สนใจควรเปน สิง่ ทผี่ ใู ชเชอ่ื ถอื ได
หรือยนื ยนั สมมติฐานท่ีมเี หตผุ ล
7. นําเสนอความรูสูผใู ช (knowledge presentation)

9

เครอื่ งมือทใ่ี ชใ นการทาํ Knowledge Management

ระบบสารสนเทศ (ศรันย ชเู กียรติ, 2541 : 16-21) ประกอบดว ย
1. ระบบสาํ นักงานอตั โนมัติ (Office Automation System : OAS) มงุ อํานวยความสะดวกหรอื

เพ่มิ ผลผลติ ในการทํางานของบุคลากรทท่ี ํางานดา นสารสนเทศในสาํ นกั งาน ซึง่ กจิ กรรมทีท่ ํา ไดแ ก
- การจดั การงานเอกสาร คอื การจดั เตรยี มเอกสารท่ีจะเปนในการปฏิบตั งิ านปกติ
- การจดั ตารางการทํางาน คือ การจัดทําตารางเวลา การนัดหมาย
- การตดิ ตอสอ่ื สาร คือ การติดตอ ส่อื สารภายในและภายนอกองคกร
- การจัดการขอมูล คือ การนาํ เอาขอมลู ตางๆมาทาํ การวิเคราะห

2. ระบบสนบั สนนุ การสรา งองคความรู (Knowledge Work System : KWS) เปน ระบบสารสนเทศ
ทใี่ ชสนับสนนุ การทํางานของบคุ คลที่ทาํ งานดา นการสรางองคความรู (Knowledge worker) ใหเ ปน ไปอยา ง
มีประสทิ ธภิ าพและประสิทธผิ ล ท้ังการคิดคน คน ควา และวจิ ัย

3. ระบบสนบั สนนุ การทํางานกลุม (Group Collaboration System : GCS) กับหนาท่ใี นการใช
องคค วามรู รวมกันในองคกร ปจ จบุ ันการทาํ งานในองคก รสวนใหญเปนการทาํ งานรว มกนั เปน กลุม บางครั้ง
เรยี กวา Groupware จึงเปน ระบบท่ีทําใหเ กดิ ประสทิ ธภิ าพในการทํางานรว มกนั เปนกลมุ ซึง่ เปนการรวมเอา
เทคโนโลยีดานเครอื ขาย ฐานขอมูล และอเี มลร วมเขาดว ยกนั

4. เทคโนโลยีปญญาประดษิ ฐ (Artificial Intelligence : AI) ทําหนาท่ีในการจดั เกบ็ องคค วามรใู น
องคกรและการนํามรใชใ นภายหลัง เปน ระบบท่พี ฒั นาใหค อมพวิ เตอรสามารถทํางานแบบท่ตี องใชป ญ ญา
เหมือนกบั มนษุ ยไ ด เชน หนุ ยนต การทําความเขา ใจภาษาธรรมชาติ ระบบผเู ชีย่ วชาญ และ ระบบฐานขอมูล
กรณศี กึ ษา

เทคโนโลยี
ชาลี วรกลุ พิพฒั น และ ญาณวรรณ สินธภุ ญิ โญ (2544, 42) กลา ววา การจดั ทํา KM ทด่ี ีนน้ั

จาํ เปนตอ งอาศยั เทคโนโลยี ท่สี ําคัญ 5 อยา งเขา ชว ย ไดแ ก
1. Business Intelligence ชวยในการวิเคราะหข อมูล ทางธุรกิจเพือ่ เปนประโยชนก บั องคก ร

เชน เดยี วกับการทาํ e-Business เชนนําขอมลู ที่รวบรวมมาท้งั หมดจากรปู แบบตา ง ๆ มาทําการ Mining เพอ่ื
วเิ คราะหขอมูล เทคโนโลยีตรงนี้ไดแก OLAP หรือ Data Mining เปนตน

2. Collaboration เปน การผสมผสานการใช Tool หลายๆตวั เขาดวยกันในการจดั เก็บขอมูลเชน
Excel, Word และ Text File เนื่องจากขอมูลจาํ นวนมากถูกจดั เก็บในรปู แบบทตี่ า งกนั ตามความเหมาะสม
เชน ขอ มลู น่งิ หรือขอ มูลทต่ี องเปล่ียนแปลงตลอดเวลา ยอ มใช Tool ในการจดั การท่ีตา งกัน

3. Knowledge Transfer เปนวิธีการถา ยทอดวิชาความรใู นรูปแบบ e-Learning วา ทําอยางไรถึง
จะทาํ ใหผูใชระบบมคี วามเขา ใจในขอมูลเหลา น้ี หรอื ทําอยางไรใหพนักงานใหมส ามารถเรียนรงู านของ

10

พนักงานทล่ี าออกไปแลวไดดว ยตนเองอยา งรวดเร็ว เชน เรยี นรรู ะเบยี บหนา ทีต่ า งๆ หรือเรยี นรงู านและ
วิธกี ารแกป ญหาในงานนัน้ ทพ่ี นกั งานคนเกา ไดบนั ทึกเก็บไว

4. Knowledge Discovery เปน การหาวธิ ที ่จี ะเขา ถงึ สวนตาง ๆ ทไ่ี มเคยเขา ไดมากอ น ซ่ึงขอมูล
สําคัญบางอยา งอยูใ น Platform ท่เี ขาถงึ ยากสาํ หรับทกุ คนหรอื ถูกกนั ดวย Password เชน SAP ดังนนั้ จึง
ตองหาวิธสี กดั ขอ มลู เหลา น้ีออกมาในรูปแบบทีเ่ ขา ถงึ ไดท กุ คน

5. Expertise Location ชวยในการหาวา ใครในองคก รท่ีมคี วามเชี่ยวชาญในเรอื่ งใด เน่ืองจากการ
เกบ็ ขอมูลบุคคลในองคกร และผลงานของคน ๆ น้นั ยอมสามารถวเิ คราะหอ อกมาไดว า ใครถนัดเร่ืองอะไร

เทคโนโลยีสนบั สนนุ
เทคโนโลยีสารสนเทศทเ่ี กยี่ วของและมีบทบาทในการบรหิ ารจดั การความรูป ระกอบดวย (สมชาย

นําประเสริฐชยั , 2546 : 105)
1. เทคโนโลยีการสอื่ สาร (Communication Technology) ชวยใหบุคลากรสามารถเขาถึงความรู

ไดงายขึน้ รวมถึงสามารถตดิ ตอ สอ่ื สารกับบคุ คลอืน่ ได
2. เทคโนโลยีการทาํ งานรว มกัน (Collaboration Technology) ชวยใหป ระสานการทาํ งานรวมกนั

ไดอยา งมปี ระสิทธิภาพ ลดอุปสรรคในเรืองระยะทาง
3. เทคโนโลยีการจัดเก็บ (Storage technology) ชว ยในการจดั เกบ็ และจัดการความรตู า งๆ

11

ตารางแสดงเทคโนโลยที ่ใี ชใ นการจัดการความรู

Tool category Tool
Technology Investment in information technology (IT)
Networks
Hardware technologies Intranet

Software and database tools Knowledge-based systems (KBS)
Collaborative hypermedia for documentation of discussions
Learned lessons databases
Data warehouses
Databases for classification, codification, and categorization of information
Storage of e-mail threads to create a repository of best practices
Corporate memory databases also known as knowledge archives
Corporate yellow pages such as the Deere & Co. “People who know” project
Employee home pages on an intranet

Collaboration tools Electronic meeting systems
Video-conferencing
GroupWare
Electronic bulletin boards

Intelligent tools Decision support tools using neural networks
Virtual reality
Genetic algorithms
Intelligent agents
Internet search engines
Knowledge mapping

ตวั อยา ง เทคโนโลยีท่ใี ชใ นการจัดการความรขู อง Bollinger และ Smith

12

ประโยชนของ Knowledge Management

1. เพ่มิ ประสิทธภิ าพขององคกร
2. ปองกนั การสูญหายของภมู ิปญ ญา ในกรณที บี่ ุคลากรเกษียณอายุ ลาออก หรอื เสียชวี ติ
3. เพม่ิ ศักยภาพในการแขง ขนั และความอยรู อด
4. เปน การลงทนุ ในตน ทุนมนุษย ในการพฒั นาความสามารถท่ีจะแบง ปน ความรทู ีไ่ ดเ รียนรมู า
ใหก ับคนอื่น ๆ ในองคกร และนาํ ความรไู ปปรบั ใชก ับงานท่ีทาํ อยูใหเ กิดประสทิ ธิผลมากยิง่ ขนึ้ เปน การ
พฒั นาคน และพฒั นาองคกร
5. ชวยเพม่ิ ขีดความสามารถในการตัดสนิ ใจและวางแผนดําเนินงานใหร วดเรว็ และดขี น้ึ เพราะมี
สารสนเทศ หรือแหลง ความรเู ฉพาะทมี่ หี ลกั การ เหตุผล และนาเช่อื ถอื ชว ยสนับสนนุ การตัดสินใจ
6. ผูบงั คับบัญชาสามารถทํางานเช่ือมโยงกับผใู ตบ งั คบั บัญชาใหใกลชิดกันมากขึน้ ชวยเพมิ่
ความกลมเกลยี วในหนว ยงาน
7. เมือ่ พบขอผดิ พลาดจากการปฏิบตั งิ าน กส็ ามารถหาวธิ ีแกไขไดท นั ทว งที
8. แปรรูปความรใู หเปน ทนุ ซึ่งเปนการสรา งความทา ทายใหองคกรผลิตสนิ คาและบริการจาก
ความรูที่มี เพอื่ เพมิ่ คุณคา และรายไดใ หก บั องคกร
9. เพื่อการสรางสรรค และบรรลุเปา หมายของจินตนาการที่ยิ่งใหญ
10. เปลยี่ นวฒั นธรรม จาก วฒั นธรรมอาํ นาจ / แนวดิ่ง สู วฒั นธรรมความรู / แนวราบ
11. ความสามารถในการปรบั ตัวและความยืดหยุน
12. การจัดการความรชู ว ยใหอ งคก รมีความเขาใจลกู คา แนวโนม ของการตลาด และการแขง ขัน
ทาํ ใหเ พิ่มโอกาสในการแขงขัน
13. การพัฒนาทรัพยสนิ ทางปญญาเปน การพัฒนาความสามารถขององคกรในการใชป ระโยชนจ าก
ทรัพยสินทางปญ ญาทม่ี ีอยู
14. การยกระดับผลติ ภัณฑ การนําการจดั การความรมู าใชช วยเพิ่มประสทิ ธภิ าพในการผลิตและ
บริการ
15. การบรหิ ารลูกคา การศึกษาความสนใจและความตอ งการของลูกคา จะเปนการสรา งความพึง
พอใจและเพ่มิ ยอดการขาย และการสรางรายได
16. การลงทนุ ทางทรพั ยากรบุคคล การเพมิ่ ความสามารถในการแขง ขนั การเรียนรรู ว มกัน

13

ปญ หาของ Knowledge Management

1. การถายทอดความรรู ะหวางบคุ คลกบั องคกร เชนปญหาการไมแ บง ปนความรู บรษิ ัทหนงึ่ มกี าร
สง พนักงานไปสมั มนา หรอื ฝกอบรม หลังจากท่ีกลบั มาแลว ก็เก็บความรเู อาไวคนเดยี ว หรืออาจจะรายงาน
ใหห วั หนาทราบเพียงเทา นนั้ แตพ นกั งานคนอนื่ อกี หลายคนในองคกรทไ่ี มไ ดไปจะไมรบั รเู ลยวา คนทไ่ี ป
ฝก อบรม หรอื ไปสมั มนามานน้ั ไดอ ะไรกลับมา เพราะมไี มก ารเก็บบนั ทึกรายงานหรือส่งิ ทีน่ า สนใจทีไ่ ดจ าก
การอบรม หรอื สัมมนาในครั้งนั้น ๆ ไวในฐานขอ มลู อนิ ทราเน็ต หรอื เวบ็ ไซต หากองคก รไมมนี โยบายที่
ชดั เจนในเรอื่ งเชนน้ี กจ็ ะใหก ารลงทนุ ไปกบั การสง พนักงานไปฝก อบรม หรอื เขารว มสมั มนา อาจจะเปนการ
ลงทนุ ท่สี ญู เปลา

2. การจดั เก็บความรขู ององคก ร จดั เกบ็ ไวห ลากหลายแหลง หลายรูปแบบ มที ้งั ทเ่ี ปน อเิ ล็กทรอนกิ ส
และไมเปน อเิ ลก็ ทรอนิกส กระจดั กระจาย ในยามทตี่ องการขอมูลเพอื่ การตดั สนิ ใจแบบดวน จะทาํ ไมไ ด
เพราะตอ งใชเ วลารวบรวมขอ มูลนาน ทาํ ใหเ สยี ผลประโยชนตอองคก ร

3. การไมนําความรขู ององคก รมาสรางความสามารถในการแขง ขนั หรอื กอ ใหเ กดิ ประโยชนอ ยา ง
แทจ รงิ ในองคกรมคี วามรูมากมาย ท่ีไดจ ากการวจิ ยั หรือประสบการณจ ากการทํางาน แตวจิ ยั แลว ก็จบไป
ไมนําไปประยกุ ตเ พื่อทาํ ใหเกิดผลทางธรุ กิจตอไป หรืองบโครงการหมดกจ็ บโครงการไปไมมกี ารสานตอ
หรอื องคก รมีผูร ู ผเู ชีย่ วชาญที่สามารถออกไปสอนองคกรอ่ืนใหป ระสบความสําเรจ็ มคี วามรู แตใน
ขณะเดยี วกนั ทา นเหลานนั้ กลบั ยุง และไมม ีเวลาเหลอื พอทีจ่ ะพัฒนาคนในองคก รเดยี วกนั เลย ก็กลายเปน
ความสญู เปลา ทไี่ มนา จะเกดิ ข้ึน

4. การสรา งความรูใหม สิ่งนจ้ี ะไมเ กิดข้นึ ถา ไมม กี ารสะสมความรูทีม่ อี ยเู ดิมอยางเปน ระบบ เม่ือ
ไมเ กิดความรูใหม อกี ทัง้ ความรเู ดมิ ไมไ ดเ กบ็ ไวดว ยแลว องคกรก็จะไมเ หลอื อะไร และจะตายลงในทส่ี ุด

5. การไมนําความรูภายนอกมาปรบั ใช อาจจะทาํ ใหตามสถานการณโ ลก และคแู ขงไมท ัน
6. ความรใู นองคกร ความรภู ายนอกองคกร ไมเชือ่ มโยงกบั งาน และขาดบริบทในการปฏบิ ัติงาน

* รวบรวมโดย นายไพบูลย ปะวะเสนะ บรรณารักษ 3 หอ งสมดุ กรมบญั ชีกลาง (1 ธันวาคม 2547)

14

บรรณานุกรม

นภดล สขุ สําราญ. “การจัดการความร”ู . วารสาร กฟผ.
นฤมล พฤกษศิลป และ พชั รา หาญเจริญกจิ . การจดั การความรู = Knowledge management”. รงั สิต

สารสนเทศ. 6, 1 (ม.ค.-ม.ิ ย. 2543) : หนา 60-71.
ยืน ภวู รวรรณ. การจัดการความรทู ่วั ไปสาํ หรบั องคก ร (Knowledge Management : KM). ใน การสมั มนา

วชิ าการ “การจดั การความรู : ยทุ ธศาสตรและเคร่อื งมอื ” (Knowledge Management : Strategies &
Tools). ระหวา งวันท่ี 13 - 14 พฤศจิกายน 2546 จัดโดยหองสมุดตลาดหลกั ทรัพยแ หงประเทศไทย
และชมรมหอ งสมุดเฉพาะ สมาคมหองสมุดแหงประเทศไทยฯ, 2546.
ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานกุ รมศพั ทป รัชญาองั กฤษ-ไทย ฉบบั ราชบณั ฑิตสถาน. พิมพค ร้ังที่ 2. กรงุ เทพฯ :
ราชบณั ฑติ ยสถาน, 2540.
ศรนั ย ชเุ กยี รต.ิ “เทคโลยสี ารสนเทศในการจัดการ “องคความร.ู ” ในองคกรกลยุทธเพือ่ ความสาํ เรจ็ ภายใต
สภาวการณปจ จุบนั ”. ว. จฬุ าลงกรณธุรกิจปริทศั น. 20, 75 (มี.ค. 2541) : หนา 13-22.
สมชาย นําประเสริฐชัย. “เทคโนโลยีกบั การจัดการความร”ู . ไมโครคอมพวิ เตอร. (ม.ิ ย. 2546) :
หนา 103-107.
หอ งสมุดตลาดหลักทรัพยแ หง ประเทศไทย. "การจดั การความรู : ยุทธศาสตรแ ละเครื่องมือ" [ออนไลน] .
เขาถงึ ไดจ าก http://www.set.or.th/library/KM/ (14 มกราคม 2547).
เอื้อน ปน เงนิ และ ยนื ภวู รวรรณ. สาเหตขุ องการจัดการความร.ู ใน การสมั มนาวิชาการ"การจดั การความรู :
ยทุ ธศาสตรแ ละเครอ่ื งมอื " (Knowledge Management : Strategies & Tools) ระหวางวนั ท่ี 13 - 14
พฤศจิกายน 2546 จดั โดยหอ งสมดุ ตลาดหลกั ทรพั ยแ หง ประเทศไทย และชมรมหองสมดุ เฉพาะ
สมาคมหองสมุดแหงประเทศไทยฯ, 2546.
Choo, Chum Wei. “Working knowledge : hoe organizations manage what they know”. Stepping into
the new millennium : challenges for libraries & information professionals. Paper presented
at the 11th Congress of Southeast Asian Librarian, Singapore, 26-28 April 2000.
Tiwana, Amrit. The Knowledge management toolkit : practicecal techniques for building
a knowledge management system. Upper Saddle River, NJ : Prentice Hall, 2000.


Click to View FlipBook Version