1
บทที่ 1
บทนา
ความเป็นมาและความสาคัญของปญั หา
ภาษาไทยเป็นเอกลกั ษณ์ของชาติ เปน็ สมบตั ิทางวฒั นธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ
และเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเคร่ืองมือในการติดต่อส่ือสาร
เพือ่ สร้างความเขา้ ใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทาให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และดารงชีวิต
ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุขและเป็นเคร่ืองมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์
จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศต่างๆ เพื่อพัฒนาความรู้ พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และ
สรา้ งสรรคใ์ หท้ นั ต่อการเปลีย่ นแปลงทางสงั คม และความกา้ วหนา้ ทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ตลอดจน
นาไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มีความม่ันคงทางเศรษฐกิจ นอกจากน้ียังเป็นส่ือแสดงภูมิปัญญา
ของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม ประเพณีและสุนทรียภาพ เป็นสมบัติล้าค่าควรแก่การเรียนรู้ อนุรักษ์
และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) ภาษาไทยเป็นทักษะท่ีต้องฝึกฝน
จนเกิดความชานาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อนาไปใช้
ในชีวิตจริง การอ่านและการเขียนมีความสาคัญอย่างมากท่ีจะต้องได้รับการพัฒนาอย่างเร่งด่วน
เนื่องจากพบว่าโรงเรียนต่างๆ มีปัญหาด้านการอ่าน การเขียนสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพ้ืนฐานได้เล็งเหน็ ถงึ ปญั หาดังกลา่ วจงึ ได้ประกาศจุดเนน้ การพัฒนาผู้เรียนด้านการอ่าน และการเขียน
ดังนี้ ระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1-3 เน้นการอ่านออก เขียนได้ ระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 4-6 เน้นการ
อ่านคลอ่ ง เขียนคล่อง (สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน, มปท.)
กระทรวงศึกษาธิการและสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน มีหน้าท่ีหลักในการ
จัดการศึกษาดังกล่าวจึงจาเป็นต้องส่งเสริม สนับสนุน เร่งรัด และพัฒนาการจัดการศึกษาโดยพัฒนา
กระบวนการจัดการเรียนรู้ หาเทคนิคและวิธีการในการพัฒนาความสามารถของผู้เรียนให้สามารถ
อ่านออกเขียนได้ โดยจะต้องเน้นคุณภาพผู้เรียนเป็นสาคัญ และหัวใจสาคัญของการศึกษาในระดับ
ขั้นพนื้ ฐาน คือ ทาให้เด็กทุกคนท่ีอยู่ในระบบการศึกษาอ่านออกเขียนได้ มีความเข้าใจในสิ่งท่ีอ่านและ
เขยี น ทงั้ น้ที กุ ภาคสว่ นท่เี กี่ยวขอ้ งกับการจัดการศึกษาของไทยต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาความสามารถ
ของนักเรียนให้เรียนรู้ได้เต็มตามศักยภาพ และมีคุณภาพ เช่น ผู้บริหารโรงเรียน ครูและบุคลากร
ทางการศกึ ษาตอ้ งให้ความสาคัญ ตระหนกั การเรง่ รัดให้ผู้เรียนอ่านออกเขียนได้ อ่านคล่อง เขียนคล่อง
และส่ือสารได้อย่างจริงจังและต่อเน่ือง ประกอบกับทศวรรษท่ีผ่านมาพบว่า ยังมีเยาวชนไทยท่ีมีปัญหา
อ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้ รวมถึงอ่านไม่คล่องเขียนไม่คล่อง สะท้อนให้เห็นวิกฤตคุณภาพการศึกษา
ของประเทศไทย
2
ซ่ึงปัจจัยที่เป็นปัญหาและส่งผลต่อการอ่านออก เขียนได้ของผู้เรียน เช่น การย้ายถิ่นฐานของพ่อแม่
ผู้ปกครองทาให้นักเรียนต้องย้ายตามพ่อแม่และผู้ปกครองบ่อยๆ ทาให้การเรียนไม่ต่อเน่ือง การเอาใจ
ใส่ของผู้ปกครองและผู้เรียนมีน้อยลงอาจเนื่องมาจากส่ิงแวดล้อมรอบตัวเปล่ียนแปลงไป ครูผู้สอน
ในระดับประถมศึกษาส่วนหน่ึงไม่ได้จบด้านการสอนภาษาไทย ทาให้ขาดเทคนิคการสอนวิชาภาษาไทย
สื่อการเรียนการสอนภาษาไทยมีความเหมาะสมน้อยกับพัฒนาการของนักเรียน ผู้ปกครองท่ีเป็น
แรงงานต่างด้าวมาอาศัยในประเทศไทย หรือเด็กชาติพันธุ์ซ่ึงไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาหลัก เป็นต้น
(สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน, 2558 )
การพัฒนาคุณภาพศึกษาให้เกิดคุณภาพนั้น สิ่งหนึ่งที่เป็นคุณภาพของผู้เรียน ที่เชื่อม่ัน
ว่าคุณภาพผู้เรียนจะเกิดได้และบรรลุหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 และ
มาตรฐานการเรยี นรูแ้ ละตวั ช้ีวดั (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560) และหลักสูตรการศกึ ษาปฐมวัย พุทธศักราช
2560 นั้นจะต้องมีกระบวนการสู่ความสาเร็จ มีองค์ประกอบและปัจจัยคือ คุณภาพของผู้เรียน
ที่โรงเรียนต้องประกันคุณภาพต่อผู้ปกครองและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โรงเรียนต้องประกันคุณภาพ
ต่อผู้ปกครองและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียว่าผู้เรียนจะต้องมีคุณภาพและมาตรฐานตามหลักสูตรมีทักษะ
ที่จาเป็นในศตวรรษที่ 21 ดังน้ันการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนจะต้องมีกระบวนการสู่ความสาเร็จในการ
พัฒนา 3 กระบวนการ คือ กระบวนการบริหาร กระบวนการเรียนการสอน และกระบวนการนิเทศ
การศึกษา ซึ่งกระบวนการนิเทศการศึกษาเป็นภารกิจจาเป็นต่อการจัดการศึกษาที่ต้องอาศัย
ความร่วมมือจากบุคคลหลายฝุาย โดยเฉพาะอย่างย่ิงทางด้านการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน
บุคลากรท่ีเกี่ยวข้องในหน่วยงานจัดการศึกษาจาเป็นต้องพัฒนาและปรับปรุงตนเองให้ทัน
ต่อการเปล่ียนแปลงเพ่ือให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพซ่ึงการนิเทศการศึกษา
เป็นกระบวนการที่มีจุดมุ่งหมายเพ่ือช่วยเหลือ ช้ีแนะและพัฒนางานให้ประสบผลสาเร็จ ทันต่อสภาพ
การเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดข้ึน อีกทั้งเป็นองค์ประกอบสาคัญที่ช่วยเหลือสนับสนุนให้กระบวนการบริหาร
และกระบวนการเรียนการสอนมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาของประเทศ ท้ังยังเป็นส่วนสาคัญ
ในการส่งเสริมระบบประกันคุณภาพการศึกษาท่ีต้องพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ให้มีทักษะท่ีจาเป็น
ในศตวรรษที่ 21 เพื่อเข้าสู่การปฏิรูปการศึกษาและการจัดการศึกษาในยุคประเทศไทย 4.0
ตลอดทั้งมาตรฐานการศึกษาของชาติ ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีคุณภาพ มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์
มีทักษะวิชาการ ทักษะอาชีพ ทักษะชวี ิต ทักษะการเป็นผนู้ า และทักษะการนาไปสู่การสร้างนวัตกรรม
กระบวนการขับเคล่ือนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน การนิเทศการศึกษาจึงมีความสาคัญ
ตอ่ การพัฒนา ปรับปรงุ และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการการศึกษาในสถานศึกษา เพ่ือให้ผู้บริหาร
และครูผู้สอนมีความรู้ ความเข้าใจในด้านการบริหารจัดการด้านหลักสูตร การจัดกิจกรรมการเรียน
การสอนทม่ี ปี ระสทิ ธิภาพรวมทั้งการปฏิบัติงานอื่นๆ ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา (สานักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพืน้ ฐาน, 2562)
3
จากสภาพปัญหาดังกล่าว การนิเทศจึงมีความสาคัญต่อการบริหารการศึกษา การนิเทศ
เป็นส่วนสาคัญในการส่งเสริมขับเคลื่อน ให้การจัดการศึกษาโดยเฉพาะในสถานศึกษาซ่ึงเป็นพ้ืนที่
ในระดับการปฏิบัติ ใหส้ ามารถดาเนินไปไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ และเกิดประสิทธิผลอย่างเป็นรูปธรรม
ท้ังนี้รูปแบบการนิเทศเป็นส่วนสาคัญท่ีผู้นิเทศควรศึกษาและเลือกวิธีที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม
บรบิ ทของสถานศึกษา และปัญหาหรือเร่ืองท่ีต้องการพัฒนา ซึ่งปัจจุบันการนิเทศการศึกษามีมากมาย
หลายวิธี ในการนารูปแบบหรือวิธีการใด จะข้ึนอยู่กับหลักการและทฤษฎีท่ีเกี่ยวข้องกับองค์กร และ
ทฤษฎีท่ีเก่ียวข้องกับมนุษย์เสมอ ดังจะเห็นได้ว่าท้ังการบริหารองค์กร การบริหารการศึกษาการนิเทศ
การศึกษาหรือการนิเทศการสอนจะมีหลักการและทฤษฎีเป็นพื้นฐานและแนวปฏิบัติ เพ่ือให้งานบรรลุ
วัตถุประสงค์และประสบผลสาเร็จ แต่แนวทางการปฏิบัติหรือวิธีการปฏิบัติในการนิเทศน้ัน
มีการเปล่ียนแปลง วิวัฒนาการมาโดยตลอด โดยอาศัยแนวปฏิบัติเดิมท่ีไม่บรรลุเปูาหมายเท่าที่ควรเป็น
จุดเร่ิมต้นของการเปล่ียนแปลงเพ่ือให้งานท่ีปฏิบัติ ในแต่ละยุคบรรลุเปูาหมายและประสบผลสาเร็จ
ย่ิงขึ้น โดยท่ีวิธีการนิเทศในหลายๆ แบบจะมีการบูรณาการหลายทฤษฎีการบริหารจัดการเป็นสาคัญ
โดยปกติทฤษฎีเก่ียวกับการนิเทศจะประยุกต์หรือปรับใช้ทฤษฎีการบริหารจัดการบริหารจัดการ
เป็นสาคัญ โดยปกติจะนาเสนอสาระสาคัญของวิธีการนิเทศแต่ละวิธีในอดีตแต่พอเข้าใจและจะเน้น
สาระสาคัญแนวทางปฏิบัติที่ละเอียดชัดเจนมากขึ้น ที่เกี่ยวกับวิธีการนิเทศการสอนในชั้นเรียนและ
การนเิ ทศในโรงเรยี นทสี่ ามารถเปน็ แนวทางในการนาไปใชไ้ ดจ้ ริงในปจั จบุ ันใหม้ ากขน้ึ
การนิเทศแบบร่วมพัฒนา คือ ปฏิสัมพันธ์ทางการนิเทศระหว่างผู้บริหารสถานศึกษา
ศึกษานิเทศก์และครู ในกระบวนการนิเทศการศึกษาที่มุ่งแก้ปัญหาและพัฒนาการเรียนการสอน
อย่างเป็นระบบ โดยใช้เทคนิคการนิเทศการสอนเป็นปัจจัยหลัก บนพ้ืนฐานของสัมพันธ์ภาพแห่งการ
รว่ มคิด ร่วมทา พ่ึงพา ช่วยเหลอื ยอมรบั ซงึ่ กนั และกัน ให้เกียรติและจริงใจต่อกันระหว่างผู้นิเทศ ผู้สอน
และคู่สัญญา เพ่ือร่วมกันพัฒนาทักษะวิชาชีพ อันจะส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
และการนิเทศแบบร่วมพัฒนาเป็นเทคนิคของการนิเทศ ท่ีเปิดโอกาสให้ผู้บริหาร และครูได้ ร่วมกัน
แก้ปัญหา พัฒนาการเรียนการสอนอย่างมีระบบสร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้บริหารและครู การนิเทศ
แบบร่วมพัฒนา คือ ปฏิสัมพันธ์ทางการนิเทศระหว่างผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์และครูใน
กระบวนการนิเทศการศึกษาท่ีมุ่งแก้ปัญหาและพัฒนาการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ โดยใช้เทคนิค
การนิเทศการสอนเป็นปัจจัยหลักบนพื้นฐานของสัมพันธ์ภาพแห่งการร่วมคิด ร่วมทา พึ่งพา ช่วยเหลือ
ยอมรับซ่ึงกันและกัน ให้เกียรติและจริงใจต่อกันระหว่างผู้นิเทศ ผู้สอนและคู่สัญญา เพ่ือร่วมกันพัฒนา
ทักษะวิชาชีพ อันจะส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยจุดมุ่งหมายการนิเทศแบบร่วม
พัฒนา เป็นการนเิ ทศที่มุ่งแกป้ ัญหาและพฒั นาการเรยี นการสอนอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับคุณภาพ
การเรียนของนักเรียนโดยการปรับปรุงการปฏิบัติงานของครูให้เกิดประสิทธิภาพบนพ้ืนฐานของ
กระบวนการที่เกดิ จากความตอ้ งการของครูในการพฒั นาทักษะวิชาชพี (รงุ่ ชชั ดาพร เวหะชาติ, 2557)
4
สานักงานศึกษาธิการจังหวัด จัดตั้งขึ้นตามคาส่ังหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
คาส่ังท่ี 19/2560 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในระดับภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ โดยทาหน้าที่
ในการกาหนดยุทธศาสตร์และบทบาทการพัฒนาการศึกษาให้เช่ือมโยงและสอดคล้องกับทิ ศทาง
การพัฒนาประเทศและการพัฒนาดา้ นอ่นื ๆ ตามศักยภาพและโอกาสของบุคคลและชุมชนในแต่ละพ้ืนท่ี
ส่งเสริม สนับสนุน และดาเนินการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมการศึกษาระดับ
จังหวัด กากับ ดูแล เร่งรัด นิเทศ ติดตามและประเมินผลการพัฒนางานวิชาการและการพัฒนา
คุณภาพและมาตรฐานการศึกษาในพื้นท่ีรับผิดชอบและที่สาคัญ คือ มีหน้าที่กากับดูแล เร่งรัด นิเทศ
ติดตามและประเมินผลการบริหารจัดการศึกษาของหน่วยงานการศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ
และสานักงานศึกษาธิการจังหวัดอุบลราชธานีท่ีได้กาหนดการพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนไว้
ในแผนพฒั นาการศกึ ษา (2562-2565) จงั หวดั อุบลราชธานี (สานักงานศึกษาธิการจังหวัดอุบลราชธานี,
2562) ซง่ึ ไดก้ าหนดทักษะจาเป็นในศตวรรษที่ 21 ซ่งึ หมายถึง คุณสมบัติหรือทักษะท่ีสาคัญของผู้เรียน
3R และ8C ซ่ึงในส่วน 3R เป็นทักษะพ้ืนฐานท่ีจาเป็นต่อผู้เรียนทุกคน ประกอบด้วย 1) Reading :
อ่านออก 2) (W) Riting : เขียนได้ 3) (A) Rithmatic : มีทักษะในการคานวณ ซึ่งผู้วิจัยปฏิบัติหน้าท่ี
ศึกษานิเทศก์สานักงานศึกษาธิการจังหวัดอุบลราชธานีได้ทาหน้าท่ีการนิเทศ ติดตามและประเมินผล
การบริหารจัดการศึกษา จากการท่ีผู้วิจัยได้รับมอบหมายงานการนิเทศ ติดตาม ประเมินผล โรงเรียน
ในอาเภอน้ายนื จังหวดั อุบลราชธานีตามคาส่ังท่ี 1345/2561 ได้พบปะเพื่อนครูและได้ข้อมูลเกี่ยวกับ
สภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้ในด้านกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนมีจานวนทั้งหมด 35
โรงเรียน พบว่าโรงเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนต่า จากผลสอบ NT ของนักเรียนชั้นประถมปีที่ 3 ปี
การศึกษา 2561 จานวนโรงเรียนท้ังหมด 35 โรงเรียนมีคะแนน NT ต่ากว่า ระดับเขตพื้นท่ี (49.39)
จานวน 24 โรงเรียน (รอ้ ยละ 60.00) และต่ากว่าระดับประเทศ (49.49) จานวน 29 โรงเรียน (ร้อยละ
82.86) สานักงานเขตพื้นท่กี ารศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 (2561) จากการร่วมวิเคราะห์
สาเหตุมีความสัมพันธ์กับปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ และจากการศึกษาข้อมูลจากการร่วมประชุม
พบปะคณะครู สงั เกตการจัดกิจกรรม และสภาพแวดล้อมที่สง่ ผลตอ่ ปัจจัยเอ้ือต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน
โรงเรียนตา่ ง ๆ ดงั กล่าว สรุปสาเหตุสาคัญ คอื
1) ปัจจัยด้านผู้เรียน ผู้เรียนในแต่ละห้องเรียน มีความแตกต่างกันท้ังด้านสติปัญญา
และด้านเจตคติของผเู้ รยี นตอ่ การเรยี นวชิ าภาษาไทย สง่ ผลตอ่ ทักษะการอ่านและการเขยี น
2) ปัจจัยด้านบุคคลทเ่ี กย่ี วขอ้ ง ไดแ้ ก่ ผู้บรหิ ารโรงเรยี น ครูผู้สอน และครอบครัว
2.1) ผบู้ รหิ ารโรงเรียน ขาดการส่งเสรมิ ด้านการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้อย่างจริงจัง
โดยเฉพาะด้านการนิเทศการเรียนการสอน ทงั้ นเี้ พราะมีข้อจากัดด้านการบรหิ ารงาน โดยเฉพาะ
โรงเรยี นขนาดเล็กท่ีมีบคุ ลากรจากดั
5
2.2) ครูผสู้ อน ครูผ้สู อนภาษาไทยมวี ฒุ ทิ างการศกึ ษาไม่ตรงกบั วิชาภาษาไทยและขาดการ
พัฒนาด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เช่น การเข้าร่วมการพัฒนาที่หน่วยงานอื่นจัดให้มีขึ้น ไม่ได้รับ
การนิเทศ ติดตาม ประเมินผล เฉพาะด้าน(ภาษาไทย) ส่วนใหญ่การนิเทศจะเป็นการนิเทศภาพรวม
หรือตามนโยบาย ขาดความต่อเนื่องติดตามและประเมินผล ครูจึงขาดเทคนิควิธีการในการพัฒนา
การจดั การเรยี นรู้ ขาดความรู้ในการออกแบบการเรยี นร้ทู ่ีเหมาะสม
2.3) ครอบครัว ปัญหาด้านเศรษฐกิจ หย่าร้าง หรือถูกทอดท้ิง จึงไม่สามารถสนับสนุน
ดา้ นการศึกษาได้
2.4) ปจั จัยดา้ นเครอื่ งมือ/สื่อการเรยี นการสอน โรงเรียนมีงบประมาณจากัดในการ
สนับสนนุ การซื้อหรือผลติ ส่อื ให้เพยี งพอและทั่วถงึ ไม่มสี ื่อเฉพาะในการแก้ปญั หา
ด้านการอ่านและการเขียน
จากสภาพปัญหาดังกล่าวผู้วิจัยเคยปฏิบัติหน้าที่ศึกษานิเทศก์ สานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 ต้ังแต่ปี พ.ศ. 2552 ถึง พ.ศ. 2560 ได้ร่วมกับคณะครู
ในการพัฒนาการเรียนการสอนโดยเฉพาะสาระการเรียนรู้ภาษาไทยอย่างต่อเนื่อง และปัญหาหนึ่ง
ท่ีสาคัญท่ีต้องดาเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ คือ ปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ของผู้เรียนซ่ึงจะต้อง
แกไ้ ขต้งั แตร่ ะดับพืน้ ฐาน และเม่ือผู้วิจัยได้ย้ายมารับตาแหน่งศึกษานิเทศก์สานักงานศึกษาธิการจังหวัด
อบุ ลราชธานี ผวู้ ิจัยไดร้ ับมอบหมายในการนเิ ทศติดตามประเมินผลการจัดการศึกษา สานกั งานเขตพ้ืนที่
การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 เพ่ือให้การพัฒนามีความต่อเน่ืองและบรรลุวัตถุประสงค์
ดังกลา่ ว ผู้วจิ ัยไดร้ ว่ มกับคณะครูผรู้ ับผิดชอบจัดการเรียนการสอนสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มีแนวคิด
ในการพัฒนา โดยมีข้อสรุปเป็นการพัฒนาท่ีมุ่งเน้นในการแก้ปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ระดับช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี 3 การพัฒนาดังกล่าวมีแนวคิดในการพัฒนาอย่างเป็นระบบ เน้นการมีส่วนร่วม
ท้ังด้านการบริหารและการจัดการเรียนการสอน โดยใช้กระบวนการนิเทศเฉพาะเรื่องอย่างจริงจังและ
ต่อเนื่องและได้ข้อสรุปเป็นการพัฒนาสมรรถนะครูภาษาไทยเพ่ือแก้ปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้
โดยการนิเทศแบบรว่ มพฒั นาในครั้งน้ี
วตั ถปุ ระสงค์การวิจยั
1. ศกึ ษาสภาพและแนวการพัฒนาสมรรถนะครูภาษาไทยในการแกป้ ญั หาอ่านไม่ออก
เขียนไม่ได้ โดยการนเิ ทศแบบรว่ มพฒั นา
2. สร้างและพัฒนารูปแบบการพัฒนาสมรรถนะครูภาษาไทยในการแก้ปัญหาอ่านไม่ออก
เขยี นไมไ่ ด้ โดยการนเิ ทศแบบรว่ มพฒั นา
3. ศึกษาผลการพัฒนาสมรรถนะครูภาษาไทยในการแก้ปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้
โดยการนิเทศแบบร่วมพฒั นา
6
ขอบเขตของการวจิ ยั
1. ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
ประชากร คือ ครูและผบู้ ริหารโรงเรยี นในอาเภอน้ายืน จงั หวัดอบุ ลราชธานี จานวน
35 โรงเรยี น ประกอบด้วย
1) ผบู้ รหิ ารโรงเรยี น จานวน 35 คน
2) ครผู ูส้ อนกลมุ่ สาระการเรียนร้ภู าษาไทย ชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 3 จานวน 35 คน
3) นกั เรียนทกี่ าลังเรียนช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 3 ปีการศึกษา 2563 จานวน 749 คน
กลุม่ ตวั อยา่ งท่ีใช้ศึกษาครงั้ น้ี คือ ครูและผู้บรหิ ารโรงเรียนในอาเภอน้ายืน จงั หวดั
อบุ ลราชธานี ท่เี ข้าร่วมโครงการฯ จานวน 20 โรงเรียน เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
ได้แก่ โรงเรียนบา้ นโนนสูง โรงเรียนบา้ นคากลาง โรงเรียนบา้ นดวน โรงเรียนบา้ นหนองทัพ โรงเรียน
บ้านค้อ โรงเรียนบ้านเปือย โรงเรียนรัชมังคลาภิเษกบ้านโนนปุาเลา โรงเรียนตชด.เกษตรสมบูรณ์
โรงเรียนบ้านดงกระชู โรงเรียนบ้านยางกลาง โรงเรียนตชด.บ้านค้อ โรงเรียนบ้านตาโม โรงเรียน
บ้านห้วยแก้ว โรงเรียนบ้านหนองคู โรงเรียนบ้านโพนทอง โรงเรียนบ้านจันลา โรงเรียนเจริญศึกษา
โรงเรยี นบ้านยางใหญ่ โรงเรยี น บา้ นโนนสวา่ ง และโรงเรียนบา้ นหนองขอน ใชว้ ิธีการเลอื กแบบเจาะจง
(Purposive Sampling) ประกอบดว้ ย
กลุม่ ที่ 1 ผู้บรหิ ารโรงเรียน จานวน 20 คน
กลุ่มท่ี 2 ครูผู้สอนภาษาไทย ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 3 จานวน 20 คน
กลุ่มที่ 3 นักเรียนระดับชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนทร่ี ว่ มพัฒนา จานวน 244 คน
2. ขอบเขตด้านเนอ้ื หา
2.1 เน้ือหาดา้ นการพฒั นาสมรรถนะครูภาษาไทย เรือ่ งการออกแบบการเรียนรู้
และ การสร้างนวัตกรรม เพื่อแกป้ ัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้
2.2 เนื้อหาดา้ นการพัฒนาการเรยี นรู้ของนักเรียน คอื เนอ้ื หากลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาไทย สาระการอ่าน และการเขยี น ระดบั ช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 3
2.3 เน้ือหาเกย่ี วกบั การนเิ ทศแบบร่วมพัฒนา
3. ขอบเขตด้านเวลา
ระยะเวลาทใ่ี ชใ้ นการศึกษา ปกี ารศึกษา 2562 – 2563 แบ่งออกเปน็ 3 ระยะ คือ
ระยะท่ี 1 ศึกษาสภาพและแนวทางการพฒั นาสมรรถนะครภู าษาไทยในการแกป้ ัญหา
อ่านไม่ออกเขียนไมไ่ ด้ โดยการนเิ ทศแบบร่วมพฒั นา เวลาภาคเรยี นที่ 2 ปีการศกึ ษา 2562
7
ระยะที่ 2 การสร้างและพัฒนารปู แบบการพัฒนาสมรรถนะครภู าษาไทยในการ
แก้ปญั หาการอา่ นไม่ออกเขยี นไม่ไดโ้ ดยการนเิ ทศแบบรว่ มพัฒนา ซึ่งเปน็ ระยะการสร้างและตรวจสอบ
คณุ ภาพของเครอ่ื งมือ โดยการตรวจสอบจากผู้เช่ียวชาญ ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2562
ระยะท่ี 3 คือ ศึกษาผลการพัฒนาสมรรถนะครูภาษาไทย ในการแก้ปัญหา
อา่ นไมอ่ อกเขยี นไมไ่ ด้ โดยการนเิ ทศแบบร่วมพัฒนา คือกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารโรงเรียนที่ร่วมพัฒนา
จานวน 20 คน ครูท่ีสอนภาษาไทยช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 จานวน 20 คน และนักเรียนท่ีกาลังเรียน
ระดับชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 ปีการศกึ ษา 2563 จานวน 244 คน
4. ขอบเขตดา้ นตัวแปร
4.1 ตัวแปรอิสระหรอื ตวั แปรต้น คือ รปู แบบการพฒั นาสมรรถนะครภู าษาไทย
ในการแกป้ ัญหาการอา่ นไม่ออกเขียนไม่ได้ โดยการนิเทศแบบรว่ มพัฒนา
4.2 ตวั แปรตาม คือ
4.2.1 ครูทรี่ ว่ มการพฒั นาสมรรถนะครภู าษาไทย มคี วามรู้ ความเขา้ ใจ และ
สามารถสรา้ งนวัตกรรมเพื่อแก้ปญั หาการอา่ นไม่ออกและการเขียนไม่ได้
4.2.2 นกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 ท่ีไดร้ ับการพฒั นาทกั ษะด้านการอ่าน
และการเขียน จากครูทไ่ี ด้รับการนเิ ทศแบบรว่ มพัฒนา สามารถอ่านออกเขียนได้ ตามเนื้อหาและ
กิจกรรมท่ีกาหนด ร้อยละ 80 และมคี า่ เฉล่ียด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระการเรียนรภู้ าษาไทย
ทักษะการอ่านและการเขียนสูงขนึ้
4.2.3 ผูบ้ ริหารและครมู คี วามพงึ พอใจต่อรูปแบบการพฒั นาสมรรถนะครู
ภาษาไทยในการแกป้ ญั หาอ่านไมอ่ อกเขียนไม่ได้ โดยการนิเทศแบบร่วมพัฒนา ในระดับทมี่ าก
หรือมากทีส่ ุด
นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ
สมรรถนะครภู าษาไทย หมายถึง ความรู้ ความสามารถของครูผู้สอนภาษาไทยด้านหลักสูตร
การจัดการเรียนรแู้ ละด้านการบริหารชนั้ เรยี น ตามสมรรถนะประจาสายงาน สมรรถนะที่ 1 การบริหาร
หลักสตู รและการจัดการเรยี นรู้ (Curriculum and Learning Management) : ความสามารถในการ
สรา้ งและพัฒนาหลักสูตร การออกแบบการเรยี นร้สู อดคลอ้ งและเปน็ ระบบ จัดการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียน
เปน็ สาคัญ ใช้และพัฒนาสื่อนวัตกรรม เทคโนโลยี และการวัดประเมินผลการเรียนรู้ เพ่ือพัฒนาผู้เรียน
อย่างมีประสทิ ธภิ าพและเกิดประสิทธผิ ลสูงสุด
นเิ ทศแบบรว่ มพัฒนา หมายถงึ การนเิ ทศทม่ี ีเปูาหมายเพ่อื พัฒนารปู แบบการจดั การ
เรยี นร้รู ว่ มกนั ระหว่างผูน้ เิ ทศ (ศึกษานเิ ทศก)์ ผรู้ ับการนิเทศ (ครผู ู้สอนภาษาไทย) และผสู้ นบั สนนุ
การนิเทศ (ผ้บู ริหารโรงเรยี น) ซง่ึ ประกอบด้วย 5 ข้นั ตอน คือ
ขนั้ ท่ี 1 รว่ มวางแผนรว่ มกนั พัฒนา (Planning-P)
8
ขั้นท่ี 2 รว่ มสร้างสัมพนั ธ์ให้ความรู้ (Informing-I)
ขนั้ ท่ี 3 รว่ มนาสู่การปฏบิ ัติงานตามแผน (Doing-D)
ข้นั ท่ี 4 ร่วมแลกเปลยี่ น เตมิ เตม็ ประเมินผล (Evaluation-E)
ขน้ั ที่ 5 รว่ มสรุป ขยายผลสูเ่ ครือข่ายวชิ าการ (Diffusing-D)
ผู้นิเทศ หมายถึง ศึกษานิเทศก์ท่ีทาหน้าท่ีเป็นผู้ประสานและดาเนินการพัฒนาสมรรถนะ
ครูภาษาไทยให้มีความรู้ ความสามารถและออกแบบการเรียนรู้ สร้างนวัตกรรม ในการแก้ปัญหา
นกั เรยี นอ่านไมอ่ อกเขยี นไม่ได้ โดยการนิเทศแบบรว่ มพฒั นา
ผู้รับการนิเทศ หมายถึง ครูผู้ทาหน้าที่สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับ
ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนท่ีร่วมการพัฒนาสมรรถนะครูภาษาไทยในการแก้ปัญหาอ่านไม่ออก
เขียนไม่ได้ โดยการนิเทศแบบรว่ มพฒั นา
ผสู้ นบั สนุนการนเิ ทศ หมายถงึ ผบู้ รหิ ารโรงเรียนร่วมการพัฒนาสมรรถนะครภู าษาไทย
ในการแกป้ ญั หาอ่านไม่ออกเขียนไมไ่ ด้ โดยการนเิ ทศแบบร่วมพัฒนา มีบทบาทหนา้ ท่ีท้งั ในการรว่ มเป็น
ผูน้ เิ ทศรว่ มกบั ศึกษานเิ ทศก์ ในการนเิ ทศการเรียนการสอนของครูภาษาไทย และเป็นผู้รับการนเิ ทศ
ในดา้ นนโยบายการบรหิ ารงานที่ส่งเสริมสนบั สนุนในการแกป้ ญั หาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้
นักเรียน หมายถึง นักเรียนท่กี าลังเรยี นในระดบั ชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 3 ปกี ารศกึ ษา
2563 โรงเรียนทรี่ ่วมพัฒนา ซ่งึ เปน็ โรงเรียนในอาเภอนา้ ยืน สานกั งานเขตพื้นทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษา
อุบลราชธานี เขต 5 จานวน 20 โรงเรียน จานวน 244 คน
ปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ หมายถึง สภาวะที่นักเรียนไม่มีความสามารถพื้นฐาน
ดา้ นทักษะการอ่าน การเขียนตามมาตรฐานและตัวชี้วัด ตามระดับช้นั
ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึก ความคิดเห็นของครูภาษาไทยที่ได้รับการพัฒนา
สมรรถนะครูภาษาไทยในการแก้ปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ โดยการนิเทศแบบร่วมพัฒนา ประเมิน
จากการตอบแบบสอบถาม กาหนดคะแนน 5 ระดบั จานวน 20 ข้อ
ประโยชนท์ ่ีได้รับ
1. ไดร้ ปู แบบการพัฒนาสมรรถนะครภู าษาไทยในการแกป้ ญั หาอา่ นไมอ่ อกเขียนไมไ่ ด้
โดยการนเิ ทศแบบรว่ มพัฒนา ท่มี ปี ระสิทธภิ าพต่อการพัฒนาครูหรอื ผรู้ ับการนิเทศ สู่การพฒั นา
การเรียนรขู้ องนกั เรียนการแก้ปัญหาอา่ นไม่ออกเขยี นไม่ได้
2. ผบู้ ริหารโรงเรยี นมีความตระหนักในการนิเทศการจัดการเรยี นรู้ สง่ เสรมิ สนบั สนนุ
การจัดการเรยี นรเู้ พื่อแก้ปัญหาอา่ นไม่ออกเขียนไม่ได้
3. ครูไดร้ ับการพฒั นาสมรรถนะในดา้ นการจดั การเรยี นรู้ กลุ่มสาระการเรียนร้ภู าษาไทย
ดา้ นทักษะการอา่ นและการเขียน มคี วามรู้ ความเขา้ ใจ และสามารถแกป้ ญั หาการอ่านไม่ออก
เขียนไม่ได้ ดงั น้ี
9
3.1 ครูสามารถออกแบบการจัดการเรียนรทู้ เ่ี น้นทักษะการอา่ นและการเขียน
แก้ปญั หาอา่ นไมอ่ อกเขยี นไมไ่ ด้ในชั้นเรียน
3.2 ครสู ามารถสรา้ งและใชส้ อื่ /นวตั กรรม เพื่อใชใ้ นการแก้ปญั หาอ่านไมอ่ อก
เขยี นไม่ไดแ้ ละนาไปใช้กับผ้เู รียนในชัน้ เรียน
4. นกั เรยี นไดร้ ับการพัฒนาด้านทกั ษะการอ่านและการเขียน
4.1 นักเรียนมที กั ษะการอ่านและการเขียน
4.2 มผี ลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นในกลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาไทยด้านการอา่ นและ
การเขยี นผ่านเกณฑ์ท่ีกาหนด