TIMOTHY
D.WALKER
Teach
Like
Finland
สารบัญ 3
5
บทนำ 8
1.สุขภาวะ 10
2.ความสัมพันธ์ที่ดี 12
3.อิสระ 16
4.ความเชี่ยวชาญ
5.กรอบคิด
บทนำ
ในปีแรกของการเป็นครูที่เมืองอาร์ลิงตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ผมดิ่ง
สู่ภาวะหมดไฟอย่างรวดเร็ว
ก่อนเริ่มสอนปีแรกนี้ผมกระตือรือร้นมาก และมั่นใจเหลือเกิน
ว่าจะรักงานนี้ แต่เมื่อเดือนตุลาคมมาถึงก็เริ่มยอมรับกับตัวเองว่า
ผมเกลียดงานนี้ มันไม่ได้นำความเบิกบานมาให้ อันที่จริงแล้ว สิ่งที่
เกิดขึ้น กลับตรงกันข้ามเลย
เราตัดสินใจย้ายไปฟินแลนด์ หวังว่าจะได้ ใช้ชีวิตช้าลงโดย
เฉพาะในช่วงขวบปีแรกของลูกๆ (ตอนนี้เรามีลูกสองคน อายุยังไม่
ถึงห้าขวบ) เมื่อผมบอกคนอื่นเรื่องแผนการลงหลักปักฐานใน
เฮลซิงกิ ครูใหญ่ ชาวอเมริกันออกความเห็นว่า นี่เป็นการย้ายเพื่อ
ความก้าวหน้าในหน้าที่ การงาน ผมจำได้ว่าหัวเราะขำความคิดนั้น
เพราะรู้สึกตรงกันข้าม ผมพร้อม แล้วหากจะต้องเลิกสอนหนังสือ
เมื่อไปอยู่ฟินแลนด์ ขอเพียงให้ได้ใช้ชีวิต สมดุลขึ้นกว่าเดิม
เช้านั้นของเดือนมิถุนายน ก็มีข้อความนี้อยู่ในกล่อง ข้อความ เชิญ
ผมไปคุยถึงความเป็นไปได้หากจะสอนนักเรียนประถมห้าที่ โรงเรียน
รัฐบาลในเฮลซิงกิ ผมอึ้งจนอ้าปากค้าง ครูใหญ่ชาวฟินแลนด์ก็
เสนอตำแหน่งงานให้ผมดีใจสุดๆ และตกลงรับงานด้วยความ
ขอบคุณ แต่แล้วก็เริ่มวิตกว่า การเซ็นสัญญานี้จะพาผม ไปเจอกับ
อะไรกันแน่
โยฮันนาเคยเล่าถึงโรงเรียนในฟินแลนด์ให้ฟังบ้างแล้ว ส่วน
ใหญ่เป็นเรื่อง ชั่วโมงเรียนสั้นและเวลาพัก 15 นาที และผมได้รู้จาก
สารคดีด้านการศึกษา เรื่องหนึ่งว่า เด็กๆ วัย 15 ปีของฟินแลนด์ทํา
คะแนนได้ดีอย่างสม่ำเสมอใน การทดสอบระดับนานาชาติที่เรียกว่า
PISA ซึ่งวัดทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ในด้านการอ่าน คณิตศาสตร์
และวิทยาศาสตร์
โรงเรียนทั่วฟินแลนด์ กลยุทธ์ที่ผมพบคือวิธีสอนนั้นเป็น
แนวปฏิบัติที่เรียบง่าย และมีประสิทธิภาพ ซึ่งใช้ได้ผลไม่ว่าจะเป็น
ห้องเรียนไหนก็ตาม และที่เยี่ยมที่สุดคือ ผมพบว่าหลายๆ กลยุทธ์
นำความเบิกบานมาสู่ห้องเรียน เมื่อนำมาใช้ แนวปฏิบัติแบบ
ฟินแลนด์เหล่านี้อาจต้องปรับสักเล็กน้อย เพื่อให้ใช้ได้ในบริบทการ
สอนอื่นๆ เช่นในสหรัฐอเมริกา แต่มันไม่ใช่วิธี แบบ “ฟินแลนด์
เท่านั้น” อย่างแน่นอนครับ
แนวทางการศึกษาแบบฟินแลนด์ แม้จะอยู่ใน ระบบที่แตก
ต่างกันชัดเจน เมื่อผล PISA ครั้งแรกประกาศออกมาในปี ค.ศ.
2001 ฟินแลนด์ ตกตะลึงเมื่อพบว่าตนรั้งอันดับหนึ่งด้านระบบการ
ศึกษา แนวทางที่ ผ่อนคลายกว่าของฟินแลนด์ ทั้งวันเรียนสั้น
การบ้านเบา และการสอบ วัดความรู้มาตรฐานเพียงเล็กน้อย ล้วน
ขัดกับภูมิปัญญาดั้งเดิมเรื่องวิธี ทำให้ได้ผลการเรียนยอดเยี่ยม
การพัฒนาส่วนประกอบอื่นๆ ผมจัดกลยุทธ์ที่เรียบง่าย 33 ประการ
ในหนังสือ Teach Like Finland: สอนฟัน เรียนสนุก สไตล์
ฟินแลนด์ เล่มนี้ โดยยึดตามส่วนผสมของความสุขห้าประการดัง
กล่าว และประยุกต์ให้เข้ากับบริบทของห้องเรียนที่เบิกบาน
บทที่ 1 สุขภาวะ (Well-being)
รากฐานของการมีความสุขคือ ความต้องการพื้นฐานต้องได้
รับ การเติมเต็ม ดังนั้น การนอนหลับอย่างเพียงพอ อาหาร น้ำ
เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัย จึงเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่ตัวครูเอง
และนักเรียนจะต้องมี ในประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา
และฟินแลนด์
กลยุทธ์ต่างๆ ที่ได้เรียนรู้จากโรงเรียนของฟินแลนด์ ซึ่งส่ง
เสริมสุขภาพ กาย อารมณ์ และจิตใจของครูและนักเรียน ขั้นตอน
เรียบง่ายเหล่านี้ช่วย เพิ่มคุณภาพการเรียนการสอน และทำให้
ห้องเรียนของเราเบิกบานขึ้นได้
จัดเวลาพักสมอง
ปกตินักเรียนในฟินแลนด์มี เวลาพัก 15 นาทีทุกช่วงเวลาเรียน 45
นาที ในช่วงพักเหล่านั้น นักเรียน จะออกไปวิ่งเล่นและพบปะกับ
เพื่อนข้างนอก เมื่อจัดเวลาพักสั้นๆ ไว้ในตารางเรียนของเราแล้ว ก็
ไม่เห็น เด็กๆ เฉื่อยเปื่ อยเหมือนซอมบี้ในห้องเรียนอีกเลย
ตลอดปีการศึกษานั้น นักเรียนของผมจะกระโดดโลดเต้น
กลับเข้าห้องอย่างร่าเริงทุกครั้งหลัง จากพัก 15 นาที และที่สำคัญ
เหนืออื่นใด พวกเขายังมีสมาธิในชั่วโมง เรียนมากขึ้นด้วย
เรียนรู้ขณะเคลื่อนไหว
หาวิธีสอดแทรกการเคลื่อนไหวลงในบทเรียนอย่าง เป็น
ธรรมชาติ ถ้าคุณเป็นครูประถมและอ่านหนังสือให้นักเรียน ฟัง
ให้บอกนักเรียนให้ยืนขึ้นแสดงท่าทางประกอบเนื้อหาบาง ส่วน
ที่คุณอ่าน
บางครั้ง คุณสังเกตเห็นนักเรียนง่วงเหงาหาวนอนหลังจาก
นั่งติดต่อกันนานๆ ในสถานการณ์แบบนี้ ลองให้นักเรียนลุก
ขึ้นออกกำลังกายแบบ ไม่ทันตั้งตัวดูครับ การกระโดดตบ 20
ครั้งหรือวิ่งอยู่กับที่ 20 วินาที จะช่วยให้บทเรียนของคุณมีวิต
ชีวาขึ้น ขณะที่นักเรียน ของคุณก็ได้เปลี่ยนอิริยาบถจากการ
นั่งด้วย
เติมพลังหลังเลิกเรียน
ครูชาวฟินแลนด์ให้การบ้านเด็กใน ปริมาณที่สมเหตุสมผล
ครูชาวฟินแลนด์เชื่อว่าควรให้การบ้านแต่น้อยๆ แม้จะเป็นที่รู้กันว่า
นักเรียนในฟินแลนด์มีชั่วโมงการ เรียนในห้องเรียนน้อยกว่าเพื่อน
ในประเทศพัฒนาแล้วอื่ นๆ
ครูชาวฟินแลนด์ตัดสินใจเองว่าการบ้านแค่ไหนจึง จะเหมาะ
สมกับนักเรียน ครูในฟินแลนด์ มักให้การบ้าน (ค่อนข้าง) น้อย
นักเรียนมีเวลาทำหลายวัน ยิ่งกว่านั้น งานที่ให้ทำก็มักตรงไปตรง
มาไม่ซับซ้อน เอื้อให้นักเรียนทำเองได้โดยไม่ต้องขอให้ผู้ใหญ่ช่วย
การให้การบ้านแค่เท่าที่จำเป็น เพื่อให้เด็กๆใช้เวลาช่วงเย็นเติมพลัง
ได้มากขึ้น ทางหนึ่งคือให้การบ้านที่เรียบง่ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เพื่อให้นักเรียนทำเสร็จได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง
จัดพื้นที่ให้เรียบง่าย
การตัดสินใจจัดห้องเรียนให้ไม่รกหูรกตานั้น ในที่สุดแล้วจะช่วยเรา
ประหยัดเวลา เอื้อให้เกิดงานคุณภาพสูง และส่งเสริม ให้การเรียน
การสอนมีสิ่งเบี่ยงเบนความสนใจน้อยลง และถ้าคุณจัดสภาพ
แวดล้อมการเรียนรู้ให้เรียบง่าย เมื่อคุณยืนอยู่กลาง ห้องแล้วหมุน
ไปรอบๆ ตรวดูผนัง คุณจะไม่รู้สึกกดดันหรือละอายที่ ไม่ค่อยมีอะไร
มาติดแสดง ตัวคุณ รวมถึงนักเรียนของคุณ ก็จะเกิดความ รู้สึก
เบิกบาน
สูดอากาศบริสุทธิ์
เมื่อได้สัมผัสแสงธรรมชาติมากขึ้น นักเรียนจะมีผลการเรียนดี
ขึ้น เราควรลดการใช้แสงไฟสังเคราะห์ในห้องเรียน
อุณหภูมิในช่วง 20-23 องศาเซลเซียส เหมาะสมต่อการเรียนรู้
ที่สุด
วัตถุสิ่งของในห้องเรียนที่แสดงความสำเร็จ ทางการศึกษาของ
บุคคลซึ่งปกติแล้วเป็นกลุ่มคนที่เสียเปรียบ(เช่น โปสเตอร์ภาพ
นักวิทยาศาสตร์หญิง) จะช่วยส่งเสริมให้เด็ก ในกลุ่มนั้นมีผล
งานดีขึ้นได้
เข้าหาธรรมชาติ
การแบ่งวิธีที่จะทำให้เด็กๆ ได้สัมผัสธรรมชาติออกเป็นหลายระดับ
จาก ระดับที่ลงทุน (ค่อนข้าง) ต่ำไปจนถึงระดับที่ต้องลงทุนสูง
ระดับแรกคือ การนำธรรมชาติ เข้าสู่ ห้องเรียน ระดับนี้มีความ
เป็นไปได้แทบไม่สิ้นสุด ขึ้นอยู่กับหลักสูตรวิชาที่คุณสอน
ระดับที่สอง อาจเป็นการออกไปข้างนอก เพื่อเรียนรู้บทเรียน
การใช้สนามโรงเรียน คือวิธีที่มีประสิทธิภาพในการทำให้
นักเรียนได้ปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติเป็นประจำ โดยไม่ต้องใช้
เวลาวางแผนมากมาย
ระดับที่สามคือ การทำโครงการต่างๆเพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวใน
โรงเรียน อาจจะเริ่มจากทำสวนผีเสื้อในโรงเรียน หรืออ่างน้ำนก
ปลูกต้นไม้ เป็นต้น
รักษาความสงบ
กลยุทธ์เรื่องรักษาความสงบนี้ ว่าด้วยการส่งเสริมสุขภาวะของ ทุก
คนในห้องเรียน ด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ผ่อน
คลาย ซึ่งนักเรียนทำงานได้โดยมีเสียงรบกวนเพียงเล็กน้อยและไร้
ความเครียด ต่อไปนี้คือวิธีรักษาความสงบสองสามข้อที่ทำได้จริง
สรุปกติกา ครูและนักเรียนควรสร้างกติการ่วมกัน กติกาง่ายๆ
คือ เคารพตัวเอง เคารพผู้อื่น และเคารพสภาพแวดล้อม
ห้องเรียนที่เงียบสงบ คือ ไม่รกเป็นระเบียบ เงียบ และผ่อน
คลาย
รักษาสมดุล การเปิดโอกาสให้ใช้วิธีทงานได้สองแบบ เช่น
นักเรียนส่วนหนึ่งทำงานเงียบๆ ในขณะเดียวกันอีกส่วน
ต้องการอภิปรายแนวคิด สามารถไปยังจุดที่กำหนดไว้ในห้อง
ได้
บทที่ 2 ความสัมพันธ์ที่ดี (Belonging)
ส่วนผสมหลักอย่างหนึ่งของความสุขตามผลวิจัยทาง
วิชาการคือ ความสัมพันธ์ที่ดี และมีขั้นตอนหลากหลายที่ครูอย่าง
เราทำได้ เพื่อบ่มเพาะความรู้สึกใกล้ชิดผูกพันดังกล่าวขึ้นใน
ห้องเรียน
สรรหาทีมสวัสดิภาพ
ครูประจำชั้นจะประชุมร่วมกับนักวิชาชีพของโรงเรียนคนอื่นๆ ตามที่
จำเป็น ทั้งครูใหญ่ พยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ และครูด้านการ
ศึกษาพิเศษ เพื่อพูดคุยกันในความต้องการของแต่ละห้องเรียน
และการสรรหาสมาชิกทีมสวัสดิภาพจากคนนอกโรงเรียน
เป็นเรื่องที่น่าจะดีเช่นกัน เนื่องจากครูต้องพูดคุยเรื่องนักเรียนเวลา
ประชุมสวัสดิภาพ การรักษาความเป็นส่วนตัวของเด็กจึงเป็นเรื่อง
สำคัญ
รู้จักเด็กแต่ละคน
มีวิธีหนึ่งที่ใช้ในฟินแลนด์ เพียงแค่ยืนหน้าประตู ทักทายนักเรียน
ด้วยการเรียกชื่อขณะเด็กๆเดินเข้าห้อง และชนกำปั้ นเด็กๆ จับมือ
ทักทาย กิจวัตรนี้ช่วยให้ครูจำนักเรียนแต่ละคนได้ เป็นการส่ง
สัญญาณว่าเรามองเห็นเขาในฐานะปัจเจกบุคคล
เล่นกับนักเรียน
หนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่ผมทำร่วมกับนักเรียนในช่วงเริ่มปีการศึกษาก็
คือแค่เล่นกับพวกเขา มันช่วยให้เด็กที่ตื่นเต้นกระวนกระวายในวัน
แรกๆของเปิดเทอมสงบลง และช่วยสร้างความรู้สึกสนิทสนมขึ้น
เกมในห้องเรียนที่ผมชอบเล่นที่สุดคือเกมบิงโกมนุษย์
เนื้อหาแนวเกมนี้เป็นวิธีสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่สนุก ได้ตื่นตัว
เคลื่ อนไหวและไม่เครียดเลย
เฉลิมฉลองการเรียนรู้ของนักเรียน
การจัดเวลาให้นักเรียนนำเสนอสิ่งที่ได้เรียนรู้ต่อสาธารณชนทำให้
งานของพวกเขา มีจุดมุ่งหมายใหญ่ขึ้น ในกิจกรรมนี้มันทำให้ทุกคน
ในห้องเรียนใกล้ชิดกันมากขึ้น และในองค์ประกอบในการเฉลิม
ฉลองผลงานของเด็กๆ ก็ดูจะสร้างเสริมความรู้สึกผูกพันธ์ด้วย
ไล่ตามฝันของห้อง
กิจกรรมเข้าค่ายคือกิจกรรมที่นักเรียนตั้งตารอคอยมานานหลายปี
หลายๆห้องเรียนเริ่มหาทุนล่วงหน้ามาหลายเดือน
กิจกรรมเข้าค่ายต้องใช้เงินระดมทุนเพื่อให้ทุกคนเข้ากิจกรรมเป็น
จำนวนมาก การระดมทุนจึงเริ่มต้นจากกิจกรรมต่างๆที่นักเรียนคิด
ริเริ่มขึ้น เช่น การขายขนมอบ และจัดงานเต้นรำในโรงเรียน
การไล่ตามความฝันของห้องด้วยการหาเงินจำนวนมาก ช่วย
ส่งเสริมความรู้สึกเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวให้ทุกคนในห้องเรียน
จากประสบการณ์ของผม เมื่อเด็กกลับมาจากกิจกรรมเข้า
ค่าย นักเรียนของผมดูเป็นทีมเดียวกัน มากกว่ากลุ่มที่มีแค่
ปัจเจกบุคคล 24 คน นั่นพิสูจน์ให้เห็นว่าค่ายได้สร้างประสบการณ์
ด้านความผูกพันธ์ที่มีพลังเป็นอย่างมาก
กำจัดการกลั่นแกล้ง
หลายๆโรงเรียนในฟินแลนด์ใช้โปรแกรม KiVa ในการต่อต้านการก
ลั่นแกล้ง
ในตัวโปรแกรมมีกลยุทธ์เพื่อป้องกันการกลั่นแกล้งโดย
นักเรียนจะได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการกลั่นแกล้ง(ผ่านตัวช่วย
ต่างๆ)
การกลั่นแกล้งในโรงเรียนเป็นตัวทำลายความเบิกบานอย่าง
เห็นได้ชัด แต่พฤติกรรมเล็กๆน้อยๆที่อาจนำไปสู่ผลลัพธ์อันน่าเศร้า
นั้นก็มีผลต่อความเบิกบานเช่นกัน
หาคู่หู
ระบบคู่หูไม่ใช่แนวปฎิบัติภาคบังคับในโรงเรียนฟินแลนด์ และไม่ได้
ทำกันแพร่หลายนัก แต่จากที่สัมผัสธรรมเนียมนี้มาจากโรงเรียนใน
เฮลซิงกิ ผมเห็นว่าแนวทางนี้จะเพิ่มความรู้สึกผูกพันขึ้นในโรงเรียน
ได้ดีขนาดไหน
บทที่ 3 อิสระ (Autonomy)
โดยทั่วไป เด็กฟินแลนด์ดูมีอิสระกว่าเด็กอเมริกัน แต่แน่นอนว่า
พวกเขาไม่ได้มียีนส์อิสระภาพติดตัวมาตั้งแต่เกิด สิ่งที่เด็กๆมีคือ
โอกาสมากมายที่จะทำสิ่งต่างๆด้วยตัวเอง ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน
โดยไม่ต้องมีใครมาควบคุมดูแล และโอกาสเหล่านี้ก็ทำให้เด็กๆ
เป็นนักเรียนรู้ที่ควบคุมดูแลตัวเองได้ดีกว่า
เริ่มต้นด้วยเสรีภาพ
นักเรียนประถมห้าของผมอยากขายขนมอบในวันที่เรียนเพื่อระดม
ทุนสำหรับกิจกรรมเข้าค่าย นักเรียนยืนกรานว่า พวกเขาจะจัด
กิจกรรมกันเองโดยไม่ต้องให้ผมช่วย ผมจึงไฟเขียว แล้วเด็กๆก็
ทำให้ผมประหลาดใจ นักเรียนของผมรังสรรค์โฆษณา จัดการใบ
ลงชื่อของห้องว่าใครทำหน้าที่อะไรบ้าง ลำเลียงขนมอบมากมาย
เข้ามา จัดโต๊ะเก้าอี้ และตั้งราคาขนมทั้งหมดทุกอย่างนี้เสร็จสิ้น
โดยที่ผมไม่ต้องกำกับ ผมทำตัวให้ว่างเพื่อพร้อมให้คำปรึกษา แต่
ไม่ได้ควบคุมดูแลพวกเขาเลย
สิ่งนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาทำงานให้สำเร็จได้ ทั้งงาน
ส่วนตัวและส่วนรวมเมื่อเราให้อิสระแกเขามากขึ้น
เว้นช่องว่าง
ในโรงเรียนฟินแลนด์ซึ่งมีเวลาพัก 15 นาทีบ่อยๆ ตลอดทั้งวันเป็น
เรื่องปกติ การมีช่องว่างหรือเวลาที่ยืดหยุ่นเป็นเรื่องธรรมชาติ ถ้า
เด็กสักคนในห้องเรียนของผมอยากได้คำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ
งานที่ได้รับมอบหมาย เราพูดคุยกันได้ในช่วงพักเหล่านี้
ให้ทางเลือก
ผมค้นพบวิธีง่ายๆวิธีหนึ่งที่จะเชื่อมโยงความสนใจของนักเรียน
เข้ากับหลักสูตร ก็คือการให้งานที่เป็นแบบปลายเปิดมากขึ้น
ตัวอย่างเช่น แทนที่จะให้นักเรียนทำรายงานจากหนังสือเล่ม
เดียวกันทุกคน ผมปล่อยให้นักเรียนของผมเลือกหนังสือที่สนใจ
เอง และนำเสนอสิ่งที่เขาได้เรียนรู้โดยใช้โปสเตอร์ สไลด์โชว์ หรือ
เว็บไซต์ก็ได้
วางแผนร่วมกับนักเรียน
ใจกลางห้องเรียนที่เราจัดโต๊ะเป็นกลุ่มไว้ เราอภิปรายถกเถียงถึง
ประชาธิปไตยในระดับมหภาค และให้นิยามองค์ประกอบหลักของ
ประชาธิปไตย เรายังศึกษาระบบรัฐบาลฟินแลนด์ ด้วยความช่วย
เหลือจากผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่ง
ด้วย อย่างไรก็ตาม ไฮไลต์สำคัญที่สุด คือการอภิปรายว่า
ประชาธิปไตยจะมีหน้าตาอย่างไรในโรงเรียนเรา
ความคิดเรื่องร่วมกันวางแผน การแบ่งปันความรับผิด
ชอบในการกำหนดทิศทางการเรียนรู้ มีความหมายอย่างยิ่ง มัน
เปิดโอกาสให้ครูและนักเรียนทำงานร่วมกันเพื่อให้การมาโรงเรียน
เกิดประโยชน์ที่สุด
ทำให้เป็นจริง
ในห้องเรียนของเพื่อนครู ผมไม่เห็นเด็กชายผมบลอนด์ใช้เข็มเย็บ
ผ้ามาเล่นฟันดาบกัน พวกเขาใช้เข็มตามวัตถุประสงค์ของมัน คือ
เรียนรู้ การเย็บผ้า การใช้เข็มจริงในห้องเรียนอาจดูเสียงไปนิด
สำหรับครูหลาย คน (รวมถึงผมด้วย) แต่ปอลลากำลังทำให้งานใน
ห้องเรียนมีความหมาย ต่อนักเรียนมากขึ้นด้วยการสร้างบริบท
การเรียนรู้ที่สมจริงยิ่งขึ้น เรียนเล ในโรง มา ผมเห็นปรากฏการณ์
คล้ายกันนี้ในห้องเรียนงานไม้ ซึ่งดูเหมือน ห้องทำงานของช่างไม้
มากกว่า (ขนาดสามหรือสี่เท่าของห้องเรียนปกติ บ่ายวันหนึ่ง ผม
ส่งข้อความหาเพื่อนที่เป็นครูสอนงานไม้ และด้วยความ อยากรู้
อยากเห็น ผมเดินวนไปรอบห้องเพื่อดูว่านักเรียนของผมทำงาน
คืบหน้าไปแค่ไหน ที่มุมหนึ่งของห้อง ผมเห็นนักเรียนคนหนึ่ง
กำลังทำงาน เชื่อม เขาสวมหน้ากากป้องกันซึ่งมีแผ่นบังแสง
ขนาดใหญ่ ขณะที่มือข้าง หนึ่งถือเครื่องพ่นไฟ!
เรียกร้องความรับผิดชอบ
มีหลายวิธีที่เราจะส่งเสริมให้เกิดความรับผิดชอบขึ้นในห้องเรียน
ได้ แต่ไม่ว่าจะตัดสินใจทำอะไรต้องเริ่มจากความไว้วางใจก่อน เรา
จะ อนุญาตให้นักเรียนมีเสรีภาพมากพอจะรับผิดชอบการเรียนรู้
ของ
ตัวเอง อยู่เสมอได้ไหม การให้เสรีภาพแก่เด็กในชั้นเรียนของเรา
ตามสมควรนั้น มีความเสี่ยง (เขาอาจล้มเหลว!) แต่ประโยชน์ที่อาจ
เกิดขึ้นก็เด่นชัดมาก เช่น ความเครียดลดลง ภาระงานของครูเบา
ลง และที่ดีที่สุดคือ นักเรียน รู้สึกเป็นเจ้าของการเรียนรู้มากขึ้น
ซึ่งจะส่งเสริมความสำเร็จทางวิชาการ และความเบิกบานของ
นักเรียน
บทที่ 4 ความเชี่ยวชาญ (Mastery)
วันที่ 4 ธันวาคม ค.ศ. 2001 มีการเผยแพร่ผลทดสอบ PISA เป็น
ครั้งแรก และฟินแลนด์มีคะแนนผลทดสอบสูงสุดในกลุ่มประเทศ
สมาชิก OECD ทั้ง สามด้าน ได้แก่ การอ่าน คณิตศาสตร์ และ
วิทยาศาสตร์
สอนแก่นสารสำคัญ
ในฟินแลนด์ เมื่อผมเริ่มจัดสรรเวลาในแผนการสอนใหม่ โดย จัด
เรียงบทเรียนและรายวิชาให้สอดคล้องกับหลักสูตรมากขึ้น ก็พบ
ว่า นักเรียนบรรลุเรื่องความเชี่ยวชาญในห้องเรียนได้ง่ายขึ้น
เด็กๆ ต้องการ ให้ผมเน้นสิ่งที่เป็นแก่นสารสำคัญ และเลิกว่อก
แว่กไปกับแง่มุมการสอน ที่เป็นเปลือก เช่น การเชิญนักกีฬา
โอลิมปิก หรือการเปิดบล็อกของ นักเรียน วิธีหนึ่งที่ยอดเยี่ยม
ที่สุดซึ่งช่วยให้เราจดจ่ออยู่กับเรื่องสำคัญได้ คือแนวทางปฏิบัติที่
ผมเรียกว่า สกัดคุณค่าจากตำราเรียน
วันที่ 4 ธันวาคม ค.ศ. 2001 มีการเผยแพร่ผลทดสอบ PISA เป็น
ครั้งแรก และฟินแลนด์มีคะแนนผลทดสอบสูงสุดในกลุ่มประเทศ
สมาชิก OECD ทั้ง สามด้าน ได้แก่ การอ่าน คณิตศาสตร์ และ
วิทยาศาสตร์
สอนแก่นสารสำคัญ
ในฟินแลนด์ เมื่อผมเริ่มจัดสรรเวลาในแผนการสอนใหม่ โดย จัด
เรียงบทเรียนและรายวิชาให้สอดคล้องกับหลักสูตรมากขึ้น ก็พบ
ว่า นักเรียนบรรลุเรื่องความเชี่ยวชาญในห้องเรียนได้ง่ายขึ้น
เด็กๆ ต้องการ ให้ผมเน้นสิ่งที่เป็นแก่นสารสำคัญ และเลิกว่อก
แว่กไปกับแง่มุมการสอน ที่เป็นเปลือก เช่น การเชิญนักกีฬา
โอลิมปิก หรือการเปิดบล็อกของ นักเรียน วิธีหนึ่งที่ยอดเยี่ยม
ที่สุดซึ่งช่วยให้เราจดจ่ออยู่กับเรื่องสำคัญได้ คือแนวทางปฏิบัติที่
ผมเรียกว่า สกัดคุณค่าจากตำราเรียน
ในฟินแลนด์ เมื่อผมเริ่มจัดสรรเวลาในแผนการสอนใหม่
โดย จัดเรียงบทเรียนและรายวิชาให้สอดคล้องกับหลักสูตรมาก
ขึ้น ก็พบว่า นักเรียนบรรลุเรื่องความเชี่ยวชาญในห้องเรียนได้ง่าย
ขึ้น เด็กๆ ต้องการ ให้ผมเน้นสิ่งที่เป็นแก่นสารสำคัญ และเลิกว่
อกแว่กไปกับแง่มุมการสอน ที่เป็นเปลือก เช่น การเชิญนักกีฬา
โอลิมปิก หรือการเปิดบล็อกของ นักเรียน วิธีหนึ่งที่ยอดเยี่ยม
ที่สุดซึ่งช่วยให้เราจดจ่ออยู่กับเรื่องสำคัญได้ คือแนวทางปฏิบัติที่
ผมเรียกว่า สกัดคุณค่าจากตำราเรียน
สกัดคุณค่าจากตำราเรียน
ตลอดช่วงเวลาสองปีในเฮลซิงกิ ผมพบว่าแนวทางการทำงาน
ของเพื่อนครูชาวฟินแลนด์นั้นชาญฉลาด สื่อการเรียนรู้เชิง
พาณิชย์ที่ สมบูรณ์นั้น เมื่อนำมาใช้อย่างมีกลยุทธ์ก็จะช่วยให้เด็ก
ได้พัฒนาความ เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา ตามอุดมคติแล้ว ทรัพยากร
ตามหลักสูตรที่คุณได้รับ ในฐานะที่เป็นครูนั้นควรจะมีคุณภาพสูง
แต่ผมพบว่าแม้ไม่ได้เป็นแบบนั้น มันก็ยังใช้การได้
ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี
จากประสบการณ์ของผม แม้จะค่อนข้างพบได้ยากที่โรงเรียน
ฟินแลนด์จะใช้เทคโนโลยีทำ “เรื่องไม่ธรรมดา” แต่ผมคิดว่าแนว
ปฏิบัติที่ พบได้ทั่วไปคือการใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้
ไม่ใช่แย่งความ สนใจไปจากการเรียนรู้ นั้นเป็นวิธีที่ชาญฉลาด
โรงเรียนของฟินแลนด์ได้ พิสูจน์ให้เห็นมาหลายปีแล้วว่า นักเรียน
ของพวกเขาเชี่ยวชาญเนื้อหาและ ทักษะที่สำคัญได้โดยไม่ต้อง
ลงทุนไปกับอุปกรณ์ด้านเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด มากมาย ผมคิดว่านี่
คือบทเรียนสำคัญสำหรับครูทุกคน ถ้าเราต้องการสอน ให้
นักเรียนเกิดความเชี่ยวชาญ ก็ควรวางเทคโนโลยีไว้ในจุดที่เหมาะ
สม คือเป็นอุปกรณ์เพื่อการเรียนรู้
นำดนตรีเข้ามาใช้
นักวิจัยสรุปว่า ชั่วโมงดนตรีดูจะช่วยเสริมสร้างระบบประสาทที่
คอยจัดการเสียงรบกวนเมื่ออยู่ในบรรยากาศวุ่นวาย เช่น สนาม
เด็กเล่น เมื่อสมองทำงานได้ดีขึ้น เด็กๆ ก็อาจมีพัฒนาการด้าน
ความจำและความ สามารถในการใช้สมาธิจดจ่อที่ดีขึ้นได้เมื่ออยู่ใน
ห้องเรียน ซึ่งจะช่วยให้ พวกเขาสื่อสารได้ดีขึ้นด้วย (APA, 2014)
โค้ชให้มากขึ้น
พบว่า วิธีที่ดีที่สุดในการปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นคือการจัดการ จุด
อ่อน และนั่นคือเหตุที่เราจำเป็นต้องมีโค้ช โค้ชที่ดีจะฉายแสงให้
เห็น ส่วนที่ยังอ่อนด้อยในการเรียนรู้ และสนับสนุนผู้เรียนอย่าง
เพียงพอด้วย
พิสูจน์ว่าเรียนรู้
แม้ผมจะคัดค้านระบบการตัดเกรดแบบดั้งเดิม (ผมมักพบว่า
เกรดทำให้นักเรียนไขว้เขว แทนที่พวกเขาจะได้อยู่กับความเบิก
บานของ การเรียนแค่เพียงเพื่อจะได้รู้) แต่ผมก็ชื่นชอบการให้
นักเรียนได้พิสูจน์การ เรียนรู้ของตัวเอง เพราะมันช่วยเพิ่มความ
เชี่ยวชาญ ในโรงเรียนที่เฮลซิงกิ ผมมักเห็นเพื่อนครูสร้างแบบ
ประเมินผลปลายภาคขึ้นเอง โดยอาจนำ แนวทางข้อสอบท้าย
หน่วยการเรียนรู้จากหลักสูตรเชิงพาณิชย์ของ โรงเรียนมาปรับใช้
แต่ผมแทบไม่เคยเห็นพวกเขาทำสำเนาต้นฉบับมาแจก
ให้เด็กทำเลย
การปรับเปลี่ยนข้อสอบเองนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นความ
พยายามที่ เพื่อนครูชาวฟินแลนด์ทำเพื่อปรับการประเมินผลให้
สอดคล้องกับการสอน ในห้องเรียนมากขึ้น และกลยุทธ์นี้ก็ปูทาง
ให้นักเรียนได้พิสูจน์การเรียนรู้ ของตัวเองอย่างมีประสิทธิผลขึ้น
คุยกันเรื่องเกรด
การคิดทบทวนเกี่ยวกับสิ่งที่ได้เรียนรู้ต้องเกิดขึ้นในห้องเรียนของ
เราก่อนที่จะออกสมุดพก แต่ผมคิดว่าแนวทางปฏิบัติอันเรียบง่าย
ที่ผม เห็นในฟินแลนด์ คือการบอกเกรดนักเรียนและถามความ
เห็นเขาเป็นสิ่ง สำคัญ ผมพบว่าช่วงท้ายของฤดูกาลตัดเกรด
นักเรียนส่วนใหญ่แม้แต่คน ที่ดูเหมือนไม่ค่อยสนใจสิ่งที่เรียก
ว่าการคิดทบทวนนี้ ก็ดูพร้อมจะย้อนกลับ ไปประเมินความ
ก้าวหน้าของตัวเอง เกรดซึ่งบางครั้งอาจดูเหมือนเป็นสิ่ง ที่
กำหนดขึ้นลอยๆ ในสายตาของครูนั้นมักจะมีความหมายต่อเด็ก
มาก ด้วยเหตุนี้ ฤดูกาลแจกสมุดพกจึงเป็นช่วงเวลายอดเยี่ยมที่
จะถือโอกาส ช่วยให้นักเรียนได้คิดทบทวนเกี่ยวกับการเรียนรู้ของ
ตัวเอง
บทที่ 5 กรอบคิด (Mind-set)
แม้ว่าจะมีเรื่องท้าทายให้ต้องเจอเป็นประจำระหว่างการสอนใน
สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีชั่วโมงเรียนค่อนข้างยาวนาน มาตรฐานของรัฐ
มักเป็น ภาคบังคับ และการทดสอบมาตรฐาน (รวมถึงงานอื่นๆ) ที่
เพิ่มความเครียด อีกมาก ผมก็ยังได้พบครูอเมริกันหลายต่อหลาย
คนที่หลงใหลงานของ พวกเขาอย่างเต็มเปี่ ยม แทนที่จะมองว่าเป็น
แค่งานทำเพื่อเงิน ครูเหล่านี้ กลับมองว่าการสอนคืออาชีพที่รัก
แสวงหาภาวะลื่นไหล
ภาวะลื่นไหลนี้จะพัฒนาขึ้นได้เมื่อเราจดจ่อกับเป้าหมายที่ พยายาม
จะบรรลุด้วย
ตอนฝึกเขียนภาคปฏิบัติ ซึ่งนักเรียนทำงานเขียน อิสระ
อย่างมีความสุข ขณะที่ผมพูดคุยกับเด็กแต่ละคนโดยไม่มีสิ่ง
รบกวน สภาพแวดล้อมในห้องเรียนที่เด็กๆ ทำงานอิสระได้สำเร็จ
นั้นไม่ได้เกิด ขึ้นเองราวเสกได้ ถ้าเราต้องการให้ ทุกคน ในห้องเรียน
เข้าถึงภาวะลื่นไหล การลดสิ่งรบกวนที่เห็นได้ชัด (เช่นโทรศัพท์มือ
ถือและการคุยจอแจ) เป็นเรื่อง สำคัญมาก การร่างกฎสั้นๆ ร่วมกับ
นักเรียนช่วยเรื่องนี้ได้ แต่หนึ่งในสิ่ง รบกวนรุนแรงที่สุดที่ผมต้อง
ตัดออกคือสิ่งที่มองไม่เห็น นั่นคือ วัฒนธรรม การแข่งขัน
หนังหนาเข้าไว้
การเป็นครู หน้าใหม่ที่โรงเรียนใหม่ในต่างแดนไม่ได้ช่วยคุ้มกันผม
จากข้อคิดเห็น ที่เชือดเฉือน การมีหนังหนาช่วยให้ผมรักษาความ
เบิกบานในห้องเรียนไว้ได้ ถ้าพูดให้เจาะจงลงไป การมีหนังหนา
หมายถึงการหายใจลึกๆ เมื่อคุณได้รับอีเมลยาวเหยียดทิ่มแทงใจ
จากผู้ปกครองหัวเสีย และปล่อย มันไว้จนกว่า คุณจะรู้สึกพร้อม
จัดการ และยังหมายถึงการไม่รู้สึกพ่ายแพ้ เมื่อครูใหญ่ชมเพื่อน
ครูคนหนึ่งต่อสาธารณชนแต่ไม่เห็นคุณค่างานของคุณ ที่ดีพอ ๆ
กัน นอกจากนั้นยังหมายถึงการไม่เก็บมาเป็นอารมณ์ส่วนตัวเมื่อ
นักเรียนสบถใส่หน้าคุณ
ร่วมมือกันบนโต๊ะกาแฟ
ผมเคยคิดว่า การร่วมมือกันต้องเป็นเรื่องจริงจังและมีโครงสร้าง
ชัดเจน ในใจผมเห็นภาพครูสุมหัวกัน ดูเหนื่อยล้าขณะง่วนกับการ
วางแผน หน่วยการเรียนรู้ กล่าวโดยทั่วไปแล้ว ผมแทบไม่เคย
สัมผัสการร่วมมือกัน ลักษณะนี้ที่โรงเรียนในฟินแลนด์เลย ปกติ
แล้วการร่วมมือกันดูจะเกิดขึ้น เองตามธรรมชาติ และมักเกิดใน
ห้องพักครูรวม ทุกวันนี้ผมนิยามการร่วมมือในโรงเรียนว่า หมาย
ถึงอะไรก็ตาม ที่คนสองคนขึ้นไปทำด้วยกันเพื่อเพิ่มคุณภาพการ
สอนและการเรียนรู้ นั่นหมายความว่า การสนทนาสองนาทีว่าจะ
ตอบอีเมลผู้ปกครองด้วย ท่าที่เคารพอย่างไรดี ก็ถือเป็นการร่วม
มือเช่นกัน เช่นเดียวกับการพูดคุย กันห้านาทีว่าจะตอบสนอง
ความต้องการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีปัญหา ติดขัดอย่างไร
เชื้อเชิญผู้เชี่ยวชาญ
การยอมรับและเปิดรับประโยชน์จากความเชี่ยวชาญของผู้อื่น (ทั้ง
ในและนอกโรงเรียนของเรา) กลยุทธ์ เชื้อเชิญผู้เชี่ยวชาญ นี้จึง
ช่วยยืนยันโลกทัศน์ว่าโลกนี้อุดมสมบูรณ์ ผมพบว่าการเชิญเพื่อน
ครูมายังห้องเรียนของเราเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และเนื่องจากคุณ
ทำงานอยู่ในอาคารเดียวกันอยู่แล้วจึงน่าจะจัดการ ได้ง่าย จาก
ตัวอย่างที่ให้ไว้ก่อนหน้านี้ คุณคงรู้แล้วว่าการร่วมมือลักษณะ นี้ไม่
จำเป็นต้องซับซ้อน คุณอาจมีเพื่อนร่วมงาน แล้วคุณสอนหน่วย
การเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศนี้พอดี ก็ขอให้เขาแบ่งปัน รูปถ่ายจาก
การเดินทางสักสองสามใบและเรื่องราวเชิงลึกที่น่าสนใจก็ได้
พักผ่อนในวันยุดพักผ่อน
ผมว่าเป็นความคิดที่ฉลาดทีเดียวถ้าคุณสามารถพักกายกับ
ครอบครัว เพื่อน หรือกับตัวเองในช่วงฤดูร้อน อาจหนีไปเที่ยว
ภูเขาสักวัน ไปล่องเรือ ผ่อนคลายบนชายหาดสองสามวัน หรือ
อื่นๆ แต่ที่พูดมานั้น ผมไม่คิดว่าเราจำเป็นต้องหนีไปไหนจึงจะได้
ประโยชน์จากวันหยุดพักผ่อน นะครับ สิ่งสำคัญที่สุดคือกรอบคิด
ของเรา พูดอีกอย่างหนึ่งคือ คุณอาจ “เดินทางไปพักผ่อน” โดยไม่
ได้พักผ่อนจริงๆ เลยก็ได้ เพราะเอางานติดตัว ไปทำด้วย (ผมรู้
เพราะเคยลองทำมาก่อน “วันหยุดพักผ่อน” พวกนั้นไม่ได้ ทำให้
รู้สึกสดชื่นเลย) ผมพบว่า การเปิดรับกรอบคิดเรื่องวันหยุดฤดู
ร้อน (แบบที่ผมมัก เห็นคนในฟินแลนด์ใช้กันบ่อยไป) และจัดเวลา
สองสามวันหรือสองสาม สัปดาห์ เพื่อตัดขาดจากอีเมลและสื่อ
สังคมโดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนนั้นมีประโยชน์มันกระตุ้นให้ผมได้
เคลื่อนไหวร่างกาย ชื่นชมธรรมชาติ พักผ่อน และเอาใจใส่
ครอบครัวรวมถึงเพื่อนฝูงที่อยู่ตรงหน้ามากขึ้น
อย่าลืมความเบิกบาน
กลยุทธ์สำคัญที่สุดในหนังสือเล่มนี้อาจเป็นสิ่งที่เรียบง่ายที่สุด นั่น
คือ อย่าลืมความเบิกบานในวันที่ยากลำบาก (ซึ่งทุกคนล้วนมี) เรา
อาจลืม เรื่องการให้ความสำคัญกับความเบิกบานในห้องเรียน เรา
อาจรู้สึกอยาก ยอมแพ้ต่อข้อเรียกร้องไร้เหตุผลของผู้ปกครอง
เจ้ากี้เจ้าการบางคน อยาก เคี่ยวเข็ญเด็กๆ ให้ทำงานต่อเนื่องโดย
ไม่มีเวลาพัก ครูอเมริกันหลายคนก็ต้องเก็บเรื่องความเบิกบาน ใน
ห้องเรียนเอาไว้ทีหลังเลยคงจะง่ายกว่า แต่ความเบิกบานนี้เองที่
ทำให้ผมยังคงเดินทางในสายอาชีพครู ต่อไป และไม่ว่าจะสอนใน
ฟินแลนด์ สหรัฐอเมริกา หรือที่ไหนในโลก ผมก็มุ่งมั่นว่าจะจดจำ
ความเบิกบานนี้ไว้ และให้ความสำคัญในห้องเรียนเสมอ
ผู้จัดทำ
นางสาวนชา อยู่สุข
63707605
สาขา ภาษาอังกฤษ
สื่อสารธุรกิจ