พทุ ธศาสนสภุ าษิต
นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต.
นตั ถิโลเกอะนินทิโต
คนไมถ่ กู นินทา ไมม่ ีในโลก
คํานินทา คือคําทีAติเตียนกลา่ วหาว่ารา้ ยลบั หลงั
ซAึงสิAงนKีเป็ นสิAงปกติธรรมดาของคนเราทวัA ไปอยแู่ ลว้ ทAีจะมี
การนินทาว่ารา้ ยกนั มนั สิAงทAีหา้ มกนั ไมไ่ ด้ จากพทุ ธสภุ าษิต
นKี สอนใหร้ จู้ กั ปลงกบั การนินทา ซAึงเป็ นสAิงธรรมดาของ
มนษุ ยเ์ รานKี วึAงมีสรรเสรญิ ก็ยอ่ มตอ้ งมีนินทาเป็ นของค่กู นั
ทวุ ิชาโน ปราภโว
ทวุ ิชาโนปะราภะโว
ผมู้ ีความรใู้ นทางทีAชวัA เป็ นผเู้ สืAอม
การรไู้ มด่ ี ผรู้ ไู้ มด่ ี รใู้ นสิAงทAีไมม่ ีสาระไมเ่ ป็ นแกน่
สาร ไมเ่ ป็ นประโยชนแ์ กช่ ีวิตและพึAงพาอาศยั ไมไ่ ด้ การรชู้ วAั
หมายถึง รใู้ นสAิงทAีไมด่ ี และทําในสิAงทีAไมด่ ี
สวุ ิชาโน ภวํ โหติ
สวุ ิชาโนภะวงั โหติ
ผมู้ ีความรใู้ นทางทAีดี เป็ นผเู้ จรญิ
การรดู้ ี ผรู้ ดู้ ี รสู้ AิงทAีมีสาระเป็ นแกน่ สาร เป็ น
ประโยชนแ์ กช่ ีวิต พึAงพาอาศยั ความรนู้ นKั ได้ การรดู้ ีนนKั
หมายถึง การรใู้ นสิAงทAีดีและทําในสAิงทีAดี
โจรา โลกสฺมิมพฺพทุ า.
โจราโลกสั มิมพั พทุ า
พวกโจร เป็ นเสนียดของโลก.
ผมู้ ีปัญญาไมย่ นิ ดีทAีจะเขา้ ไปเป็ นพวกโจรสมทบอยู่
ใกลแ้ ละทําตวั สนิทสนมกบั พวกโจรเพราะเกรงว่าจะพลอย
เป็ นเสนียดไปดว้ ย
ธมฺมเทสฺสี ปราภโว.
ธมั มะเทสะสีปะราพะโว
ผเู้ กลียดธรรม เป็ นผเู้ สAือม.
ธรรมะในพระพทุ ธศาสนานนKั เป็ นสิAงสาธารณะ
ผมู้ ีความรกั ความสนใจใครต่ ่อการศึกษาและดําเนินตาม
ยอ่ มจะไดร้ บั ความเจรญิ กา้ วหนา้ ทงKั ในปัจจบุ นั และอนาคต
สว่ นผทู้ ีAเกลียดชงั ธรรมะถือว่าเกลียดความถกู ตอ้ งดีงาม
ยอ่ มจะนําพาใหต้ กไปในทางทีAเสืAอมทงัK ในชาตินKีและเสืAอมใน
ชาติหนา้ ดว้ ย
คร ุ โหติ สคารโว.
คะรโุ หติสะคาระโว
ผเู้ ครพผอู้ ืAน ยอ่ มมีผเู้ คารพ
ตนเอง.
ความตระหนกั ซาบซKึง รถู้ ึงคณุ ความดีทีAมี อยู่
จรงิ ของบคุ คลอAืน ยอมรบั นบั ถือความดีของเขาดว้ ยใจจรงิ
แลว้ แสดงความนบั ถือต่อผนู้ นKั ดว้ ยการแสดงความอ่อนนอ้ ม
อ่อนโยน อยา่ งเหมาะสม ทงัK ต่อหนา้ และลบั หลงั ดงั นนKั คนทAี
มีปัญญามากจนกระทงAั ตระหนกั ในคณุ ความดีของผอู้ Aืน จึง
จดั เป็ นคนพิเศษจรงิ ๆ เพราะใจของเขาไดย้ กสงู ขKึนแลว้ พน้
จากความถือตวั ต่างๆ เปิ ดกวา้ งพรอ้ มทAีจะรองรบั ความดี
จากผอู้ Aืนเขา้ สตู่ น คนชนิดนKีคือ คนทีAมีความเคารพ
อตฺตานXฺเจ ตถา กยริ า ยถXฺญ
มนสุ าสติ
สทุ นฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร
ททุ ฺทโม
อตั ตานนั เจ ตะถา กะยริ า ยะ
กะญนั มะนสุ าสะติ
ถา้ สอนผอู้ Aืนฉนั ใด พึงทาตนฉนั
นนัK ผฝู้ ึ กตนดีแลว้
จึงควรฝึ กผอู้ ืAน เพราะไดย้ นิ ว่าตน
แลฝึ กไดบย้คุ าคกลทงัK หลายควรเป็ นผฝู้ ึ กตนเองใหต้ งKั อยใู่ น
กฎระเบียบ กฎหมายบา้ นเมืองไดด้ ีแลว้ พรอ้ มกบั มีความ
เป็ นอยปู่ ระกอบดว้ ยหลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนา อนั มี
การใหท้ าน รกั ษาศีล เจรญิ ภาวนาเบKืองตน้ เสียกอ่ น เมAือ
ตงKั อยใู่ นคณุ ธรรมอนั สมควรกอ่ นแลว้
จึงสามารถเป็ นแบบอยา่ งผอู้ ืAน หรอื พรา่ สอน สงAั สอน ผอู้ Aืน
ใหก้ ระทาตาม เพราะเหตทุ ีAว่าผทู้ ีAฝึ กตนยากทีAสดุ นนัK คือ
ตนเอง
เทสฺโส จ โหติ อติยาจนาย.
เทสะโส จะโหติ อะติยาจะนายะ
คนยอ่ มเป็ นทีAเกลียดชงั เพราะขอ
มาก.
ความเกรงอกเกรงใจ รวู้ ่าสิAงไหนควรทําหรอื ไม่
ควรทํา เป็ นนิสยั ของบณั ฑิตนกั ปราชญ์ การทําสAิงใดทAีไมพ่ อ
ดีนนKั ยอ่ มไมเ่ ป็ นผลดีเลย ความพอดีเป็ นสิAงทAีดี ซAึงกอ่ ใหเ้ กิด
ประโยชนใ์ นทกุ ๆ ดา้ น
อปปฺ ติฏฺฐํ ขฺวาหํ อาวโุ ส อนายหู ํ
โอฆมตรนิ ฺติฯ
อปั ปะติทะถงั ขะวาหงั อาวโุ ส อะ
นายหู งั โอคะมะตะรนิ ะติ
ท่านผมู้ ีอาย ุ เราไมพ่ กั อยู่ ไม่
เพียรอยู่ ขา้ มโอฆะไดแ้ ลว้
พระศาสดาทรงแสดงการขา้ มโอฆะ ว่า การพกั
คือ กามสขุ ลั ลิกานโุ ยค การประกอบตนใหพ้ วั พนั ดว้ ยกาม
สขุ ในกามทงKั หลาย สว่ นการเพียร คือ อตั ตกิลมถานโุ ยค
การประกอบความเหน็ดเหนืAอยแกต่ น การทีAพระองคไ์ มพ่ กั
ไมเ่ พียร คือการทAีพระองคท์ รงดําเนินพระองคอ์ ยบู่ นทาง
สายกลาง มชั ฌิมา ปฏิปทา ปฏิปทาทางสายกลาง
ปXฺญาย ปรสิ ชุ ฺฌติ.
ปันยายะ ปะรสิ ชุ ดั ติ
คนยอ่ มบรสิ ทุ ธิbดว้ ยปัญญา
ปัญญานนKั ช่วยใหเ้ ราประสบความสาํ เรจ็ ไดท้ งัK
ในทางโลกและทางธรรม ปัญญาเมAือฝึ กฝนใหเ้ จรญิ ขKึนทําให้
ชํานาญแลว้ เมAือนําไปใชใ้ นทางธรรมคือพิจารณาซึAงมรรค,
ผล, นิพพาน ยอ่ มทําใหเ้ ราบรสิ ทุ ธิbเมAือพิจารณารอบคอบ
แลว้ นํามาปฏิบตั ิ จึงเปรยี บปัญญาดงAั แสงสว่างทีAนําเราไปยงั
จดุ หมายปลายทาง
ครหาว เสยฺโย วิXฺXหู ิ ยXฺเจ
พาลปปฺ สสํ นา.
คะระหาวเสยโยวินยหู ิ ยนั เจ
พาลปั ปะสงั สะนา
วิญXชู นตําหนิ ดีกว่าคนพาล
สรรเสรญิ .
คนเราไมส่ มบรู ณพ์ รอ้ มทกุ อยา่ ง การติจึงเป็ นการ
อดุ ช่องโหว่อยา่ งหนึAง โดยเฉพาะการชKีแนะจากบณั ฑิต
เป็ นการ “ติเพAือกอ่ ” คือ กอ่ เกิดประโยชน์ กอ่ เกิดความดี
จึงนบั ว่าเรามีโชคอยา่ งยงิA ทAีมีบณั ฑิตคอยเอาใจใส่
จงเอาคําตําหนิเป็ นคร ู เป็ นพลงั ขบั เคลAือน
ไมใ่ ช่คําติเป็ นตวั ทําลาย กลบั กาลายเป็ นแรงเฉAือย
และอยา่ หลงระเรงิ กบั คําชม คําป้ อยอจนไมเ่ ป็ นอนั พฒั นา
อะไร
วิสฺสาสปรมา ญาตี.
วิดสาสะปะระมา ยาตี
ความคนุ้ เคย เป็ นญาติอยา่ งยงAิ .
ญาติธรรมแปลว่า มีท่านผแู้ ตกฉานในภาษาธรรม
ภาษาคน อธิบายไวด้ งั นKี คําวา “ญาติธรรม” แปลว่า ธรรม
ทAีทําใหค้ นเป็ นญาติกนั หมายความว่า คนผปู้ ฏิบตั ิตนให้
คนุ้ เคยหรอื ใหเ้ คยชินเป็ นอยา่ งยงิA ในธรรมประเภทเดียวกนั
กบั ใครแลว้ ยอ่ มชAือว่าเป็ นญาติกบั คนนนัK เช่น ผคู้ นุ้ เคยเป็ น
อยา่ งยงิA ใน อบายธรรมหรอื อบายมขุ ๖ เหมือน ๆ กนั ก็ชAือ
ว่าเป็ นญาติกนั จิตใจ อารมณ์ ทศั นคติ จะท่องเทีAยวไป ๆ
มา ๆ ในอบายโลก คือ สตั วน์ รก เปรต เดียรจั ฉาน อสรุ กาย
อมนษุ ย์ และเป็ นมารเหมือน ๆ กนั
สจฺจํ เว อมตา วาจา
สจั จงั เว อะมะตะ วาจา
คําสตั ยแ์ ล เป็ นวาจาไมต่ าย.
คําสตั ยเ์ ป็ นวาจาไมต่ ายนนัK เพราะว่าคําสตั ยเ์ ป็ น
วาจาทAีปรากฏอยกู่ บั โลก โดยไมเ่ ปลAียนแปลงหรอื ตายจากไป
ได้ ถึงแมว้ ่าผกู้ ลา่ วจะตายไปแลว้ ดงั เช่นกบั พระดํารสั ของ
พระพทุ ธเจา้ ทีAเรยี กว่า พทุ ธพจนน์ นKั ก็ไมต่ ายไปจากโลกนKี
ยงั คงปรากฏเป็ นประโยชนเ์ กKือกลู ต่อสตั วโ์ ลกอยตู่ ่อไป
อสXฺญโต ปพฺพชิโต น สาธ.ุ
อะสนั ยะโต ปัพพะชิโต นะ สาธ ุ
บรรพชิตผไู้ มส่ าํ รวม ไมด่ ี
บรรพชิตนนัK ตอ้ งฝึ กฝนตนใหร้ จู้ กั สาํ รวมระวงั ตน
มีสติรตู้ วั อยตู่ ลอดเวลา รจู้ กั ประมาณในการบรโิ ภค รวู้ ่า
เวลาใดควรทําสAิงใด เมAือบรรพชิตเป็ นผสู้ าํ รวมดีแลว้ ดงั นKี
ยอ่ มยงั ผลใหช้ มุ ชนผยู้ งั ไมศ่ รทั ธาเลAือมใสเกิดความศรทั ธา
เลAือมใส และชมุ ชนผมู้ ีศรทั ธาเลืAอมใสอยแู่ ลว้ มีศรทั ธา
เลAือมใสมากยงิA ขKึนอีกดว้ ย
เนสา สภา ยตฺถ น สนฺติ สนฺ
โต.
เนสาสะภา ยตั ถะนะสนั ติสนั โต
สตั บรุ ษุ ไมม่ ีในชมุ นมุ ใด ชมุ นมุ
นนKั ไมช่ ืAอว่าสภา.
คําว่าสภานKีดมู ีความหมายศกั ดbิสิทธbิมาก
คือ เป็ นทAีประชมุ แห่งสตั บรุ ษุ จึงจะเรยี กว่าสภา
หาไมพ่ บ สภาทAีแทจ้ รงิ ทAีตรงตามความหมาย คือ ทีAประชมุ
สตั บรุ ษุ ทีAประชมุ ไหนมีแต่บคุ คลทAีเห็นแกต่ วั เถียงกนั นKําลาย
เป็ นฟอง เพAือรกั ษาประโยชนห์ รอื อะไรของตวั แลว้ ทีAนนัA ไมใ่ ช่
สภา แมจ้ ะปิ ดป้ ายตวั โต ๆ ว่าสภา
สีลํ โลเก อนตุ ฺตรํ
สีลงั โลเก อะนตุ ะรงั
ศีลเป็ นเยยAี มในโลก
ศีลนนKั มีอยหู่ ลายระดบั เพAือรกั ษาตามสถานะและ
ภมู ิธรรมของตน โดยอาศยั สติเป็ นเครอืA งตAืนเตือนใหร้ ะวงั มิ
ใหล้ ว่ งศีล ดว้ ยอานิสงคข์ องการรกั ษาศีลใหบ้ รสิ ทุ ธิb
อวาเทยฺยานสุ าเสยฺย อสพฺภา จ นิ
วารเย
สต หิ โส ปิ โย โหติ อสต โหติ อปปฺ ิ โย
อะวาเทยยานสุ าเสยยะอะสะพะภา
จะ นิวาระเย
สะตะหิโสปิ โยโหติอะสะตะโหติอปั ปิ โย
บคุ คลควรเตือนกนั ควรสอนกนั และ
ป้ องกนั จาก
คนไมด่ ี เพราะเขายอ่ มเป็ นทAีรกั ของ
คนดี แต่ไมเ่ ป็ นทAีรกั ของคนไมด่ ี.
การไมท่ ะเลาะวิวาท การมีความรกั ความสามคั คีพรอ้ ม
เพียงกนั แนะนาตกั เตือนกนั สอนกนั ประกอบดว้ ยธรรม ก็ยอ่ มจะ
ไดร้ บั ความสขุ ความเจรญิ เพราะการสนบั สนนุ คนผพู้ รอ้ มเพียง
กนั เป็ นปึ กแผน่ สมานสามคั คีกนั นนัK ก็เป็ นความสขุ ทงKั ตวั
ผสู้ นบั สนนุ และกลม่ ุ คนผสู้ ามคั คีกนั เป็ นเหตใุ หต้ ่างฝ่ ายต่างก็
ไดร้ บั ประโยชนท์ ีAควรจะไดร้ บั เมAือมีความสามคั คีกนั มีการว่า
กลา่ วตกั เตือนกนั ประพฤติตนเป็ นประโยชนแ์ กผ่ อู้ Aืน สอนตนและ
ผอู้ Aืนใหป้ ระพฤติดีประพฤติชอบ ผลทีAไดร้ บั ก็คือตนเองมีความสขุ
กายสบายใจและสงั คมก็อยอู่ ยา่ งสนั ติสขุ ฉะนKีแล
อถ ปาปานิ กมฺมานิ กร พาโล น
พชฺ ฌติ
เสหิ กมฺเมหิ ทมฺเมโธ อคฺคิท
ฑฺโฒว ตปปฺ ติ
อะถะปาปานิกมั มานิกะระพาโลนะ
พดั ชะติเสหิกมั เมหิทมั เมโธอคุ คิ
ทดั โทวตปั ปะติ
เมืAอคนโง่ มีปัญญาทราม ทา
กรรมชวัA อยกู่ ็ไมร่ สู้ ึก
รสู้ ึกเขาเดือดรอ้ น เพราะกรรม
ของตน เหมือนถกู
ไฟไหม้
ควรฝึ กตนใหม้ ีปัญญาเป็ นสมั มาทิฏฐิ มีความดาริ
ชอบเป็ นนิตยป์ ระกอบกิจแต่สว่ นทAีเป็ นบญุ กศุ ล ก็จะสามารถ
ห่างไกลจากความทกุ ขค์ วามเดือดรอ้ นได้ เพราะกรรมยอ่ ม
จาแนกสตั วใ์ หด้ ีและเลว คนทAีจะมีสขุ หรอื มีทกุ ข์ ก็เพราะ
กรรมของตน คนโง่คนมีปัญญาทรามเท่านนKั ทีAเลือกทา
กรรมชวAั มีผลใหต้ วั เดือดรอ้ นสว่ นคนทAีมีปัญญาสมั มาทิฏฐิ
จะเลือกทาแต่กรรมทAีเป็ นบญุ กศุ ลอนั จะนาตนไปสคู่ วามสขุ
ทงัK ชาตินKี และชาติหนา้
อตฺตนา โจทยตฺตานํ.
อดั ตะนา โจทะ ยดั ตานงั
จงเตือนตนดว้ ยตนเอง.
ในการฝึ กตนนนัK อาศยั การปฏิบตั ิตนเพAือใหอ้ ยใู่ น
ความเพียรทAีตงKั ไว้ ซAึงอาจจะตอ้ งมีผคู้ อยชKีแนะใหป้ ฏิบตั ิไป
ในทางทีAถกู ตอ้ ง หากแต่ว่าบคุ คลใดเลา่ จะคอยตกั เตือนเรา
ไดต้ ลอดเวลา ก็คงจะมีแต่ตวั ของเราเองเท่านนัK ทีAจะสามารถ
เตือนตวั เองไดต้ ลอดเวลาโดยมิตอ้ งอาศยั ผอู้ Aืนเลย
น หิ โส นนฺทติ โย นิรปู ธีติฯ
นะหิโสนนั ทะติโยนิรปู ธีติ
บคุ คลใดไมม่ ีอปุ ธิ บคุ คลนนKั ไมม่ ี
ยนิ ดีเลย
บคุ คลหากไมม่ ีอปุ ธิ หรอื เวน้ จากกามคณุ ๕ แลว้
จกั เป็ นผขู้ ดั สน หาความยนิ ดีใดๆ มิไดเ้ ลย
มตฺตXฺXตุ า สทา สาธ ุ
มดั ตนั ยู มดั ตนั ย ุ ตา สะ ทา สา ท ุ
ความรจู้ กั ประมาณ ยงั ประโยชนใ์ ห้
สาํ เรจ็ ทกุ เมืAอ
การรจู้ กั ประมาณตนนนัK จะยงั ประโยชนต์ ่างๆ ให้
สาํ เรจ็ ไดด้ งั ประสงค์ ก็การประมาณตนนKียงั รวมถึงการรู้
ประมาณการในการบรโิ ภคอีกดว้ ย ซึAงการรปู้ ระมาณการใน
การบรโิ ภคก็ยงั ประโยชนแ์ กเ่ ราอยา่ งยงAิ ดงั ไดพ้ รรณา
มาแลว้
นิมิตฺตํ สาธรุ ปู านํ กตXฺXกู ตเวทิตา.
นิ มิด ตงั สา ท ุ ร ู ปา นงั กะ ตนั ยู กะ ตะ
เว ทิ ตา
ความกตญั Xกู ตเวที เป็ นเครอืA งหมายแห่ง
คนดี.
มารดาบิดาอปุ การะแกเ่ รามาก เรารคู้ ณุ ท่านแลว้
ทดแทนคณุ ท่าน เรยี กว่าเป็ นผรู้ จู้ กั กตญั Xกู ตเวที ก็การเป็ น
ผรู้ กู้ ตญั Xกู ตเวที จะเป็ นทีAยกยอ่ งชมเชยจากคนทวAั ไป และ
ยงั เป็ นตวั อยา่ งแกบ่ ตุ รหลานของตนใหด้ ําเนินตามรอยอยา่ ง
ทAีดีนKี
ยาจโก อปปฺ ิ โย โหติ.
ยาจะโกอปั ปิ โยโหติ
ผขู้ อยอ่ มไมเ่ ป็ นทAีรกั ของผถู้ กู ขอ.
ผขู้ อยอ่ มไมเ่ ป็ นทีAพึงพอใจของผทู้ ีAถกู ขอ เพราะ
เนืAองจากว่าการขอของรกั หรอื ของหวงของผทู้ Aีถกู ขอ จะทํา
ใหผ้ ทู้ Aีถกู ขออาจจะเกิดความไมพ่ ึงพอใจ
กมฺมนุ า วตฺตตี โลโก.
กมั มุ นา วดั ตะ ตี โล โก
สตั วโ์ ลกยอ่ มเป็ นไปตามกรรม
สตั วโ์ ลกเกิดมาแลว้ จากกรรมทีAทําไวก้ อ่ น ยงั ผลให้
เกิดในภพภมู ิทีAต่างกนั มีรปู ลกั ษณแ์ ตกต่างกนั กรรมทAีทํา
นนัK ดจุ รอยเกวียนทีAเกิดขKึนตามรอยเทา้ โคทีAลากเกวียนนนKั
สดุ แต่ว่าจะลากไปทAีแห่งใด สตั วท์ ีAเกิดแลว้ ยอ่ มเป็ นไปตาม
หลกั แห่งไตรลกั ษณ์ คือ ไมเ่ ทีAยง, เป็ นทกุ ข,์ ไมใ่ ช่ตวั ตน
เหมือนกนั หมด แมข้ องทAีไมม่ ีชีวิตก็หลีกไมพ่ น้ เช่นกนั
สโุ ข ปXุ ฺญสฺส อจุ ฺจโย.
ส ุ โข ปนุ ญดั สะ อดุ จะ โย
ความสงัA สมขKึนซึAงบญุ นําสขุ มา
ให.้
ญอนั บคุ คลทําใหส้ มํAาเสมอ ผทู้ ํายอ่ มไดร้ บั ผลแห่ง
บญุ คือความสบายกาย, สบายใจ การทําบญุ นนKั มีทานเป็ น
อาทิ ดว้ ยธรรมทานเป็ นยอดแห่งทานทงKั ปวง ยอ่ มยงั ผใู้ ห้
และผรู้ บั ประสบสขุ สนั ติทงัK กายและใจ เป็ นสขุ ทงKั ยามหลบั
แลตืAน
ทนฺโต เสฏฺโฐ มนสุ ฺเสส.ุ
ทนั โตเสตะโทมะนดุ สะเส
ในหมมู่ นษุ ย์ ผฝู้ ึ กตนไดแ้ ลว้
เป็ นผปู้ ระเสรฐิ สดุ .
มนษุ ยน์ นัK ตอ้ งฝึ กฝนสมAําเสมอ การฝึ กตนนนKั อาศยั
ตนเองคอยเตือนตวั เอง เพราะคงจะไมม่ ีผใู้ ดมาคอยเตือน
เราตลอดเวลา หากเราเป็ นผมู้ ีสติ-สมั ปชญั ญะตลอดเวลาก็
จะช่วยสง่ เสรมิ ใหก้ ารฝึ กตนประสบความสาํ เรจ็ ได้ เมืAอเรา
ฝึ กตนดีแลว้ ยอ่ มยงั ประโยชนแ์ กต่ นและคนรอบขา้ ง ทงัK ยงั ได้
รบั คํายกยอ่ งชมเชยจากคนทวัA ไปอีกดว้ ย
จดั ทําโดย
นางสาวฐิตินนั ท์ สญั จรดี เลขทีA lm
นางสาวทกั ษอร คํานาดา เลขทAี ln
นางสาวธญั ยพร แกว้ หาวงษ์ เลขทAี ol
นางสาวศศิตา สีสาเร เลขทีA pq
นางสาวศภุ รดา สขุ โข เลขทีA pr
นางสาวสาลินี ดีโสม เลขทีA pm