1. ปฏิ กิ ริ ย าห น่ึ ง เขี ยน เป็ น สม การเ คมี ได้เป็ น 2. ปฏิกิริยา X → Y เป็ นปฏิกิริยาดูดพลังงาน ให้
นักเรียนเขียนกราฟแสดงความสัมพนั ธ์ระหวา่ ง
H2(g)+I2(g) → 2HI(g) ให้นกั เรียนเขียนแผนภาพ พลงั งานของสารกบั การดาเนินไปของปฏิกิริยา
แสดงทิศทางท่ีเหมาะสมในการชนกนั ของอนุภาค
ท่ีทาใหเ้ กิดปฏิกิริยา
กาหนดให้ แทนโมเลกลุ ของ I2
แทนโมเลกลุ ของ H2
แทนโมเลกลุ ของ HI
50/75
3. พจิ ารณากราฟแสดงความสมั พนั ธ์ระหวา่ งพลงั งาน พลงั งานของสาร (kJ) A
ของสารกับการดาเนินไปของปฏิกิริยา แลว้ ตอบ
คาถาม B
3.1 พลงั งานก่อกมั มนั ตม์ ีค่าเท่าไร C
D
3.2 ปฏิกิริยาน้ีเป็ นปฏิกิริยาดูดพลงั งานหรือคาย การดาเนินไปของปฏิกิริยา
พลงั งาน เพราะเหตใุ ด
51/75
4. พิจารณากราฟแสดงความสัมพนั ธ์ระหว่าง พลงั งาน พลงั งาน พลงั งาน
พลงั งานของสารกบั การดาเนินไปของปฏิกิริยา ของสาร (kJ) ของสาร (kJ) ของสาร (kJ)
A B แ ละ C แล้วเ ปรี ยบ เที ยบ อัต ราการ
เกิ ดปฏิ กิ ริ ยาโดยเรี ยงลาดับจากมากไปน้อย การดาเนินไปของ การดาเนินไปของ การดาเนินไปของ
พร้อมท้ังแสดงเหตุผล และระบุชนิดของ ปฏิกิริยา ปฏิกิริยา ปฏิกิริยา
ปฏิกิริ ยาว่าเป็ นปฏิกิริ ยาดูดพลังงานหรื อ ABC
ปฏิกิริยาคายพลงั งาน
52/75
ปัจจยั ทมี่ ผี ล
ต่ออตั ราการเกดิ
ปฏกิ ริ ิยาเคมี
ศึกษาปัจจยั ท่ีมีผลต่อ
อตั ราการเกิดปฏิกิริยาเคมี
จากกิจกรรมท่ี 7.3
53/75
(หนงั สือเรียนหนา้ 214)
กจิ กรรมท่ี 7.3 ปัจจยั ที่มีผลต่ออตั ราการเกิดปฏิกิริยาเคมี
สรุปผลการเรียนรู้
ปัจจยั ที่มีผลต่ออตั ราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ไดแ้ ก่ ธรรมชาตขิ องสารต้งั ตน้
ความเขม้ ขน้ ของสารต้งั ตน้ อุณหภูมิขณะทาปฏิกิริยา พ้ืนที่ผิวของสารต้งั ตน้
ท่ีเป็ นของแข็ง และการเติมสารบางชนิดซ่ึงทาหนา้ ที่เร่งปฏิกิริยาหรือยบั ยงั
ปฏิกิริยาได้
54/75
คาถามท้ายกจิ กรรม 2. จากการทดลองท่ี 2 ปฏิกิริยาระหว่างโลหะแมกนีเซียมกับ
1. จากการทดลองที่ 1 ปฏิกิริ ยาระหว่าง สารละลายกรดไฮโดรคลอริกที่มีความเขม้ ขน้ อุณหภูมิ และ
โลหะโซเดียมกบั น้าและปฏิกิริยาระหวา่ ง พ้นื ท่ีผวิ ต่างกนั สรุปองคค์ วามรู้เก่ียวกบั ปัจจยั ท่ีมีผลต่ออตั รา
โลหะแมกนีเซียมกบั น้า สรุปองค์ความรู้ การเกิดปฏิกิริยาไดอ้ ยา่ งไร
เ ก่ี ย ว กับ ปั จ จัย ท่ี มี ผ ล ต่ อ อัต ร า ก า ร เ กิ ด
ปฏิกิริยาไดอ้ ยา่ งไร
55/75
คาถามท้ายกจิ กรรม
3. จากการทดลองท่ี 3 ปฏิกิริยาระหวา่ งสารละลายกรดซลั ฟิ วริกผสมกรดออกซาลิกท่ีเติมแมงกานีสซลั เฟต
กับไม่เติมผสมกับสารละลายโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนตให้ผลการทดลองต่างกันอย่างไร และ
สารละลายแมงกานีสซลั เฟตมีผลต่ออตั ราการเกิดปฏิกิริยาอยา่ งไร
56/75
จากการทากิจกรรมที่ 7.3 สรุปปัจจยั ที่มีผลตอ่ อตั ราการเกิดปฏิกิริยาได้ ดงั น้ี
ธรรมชาตขิ องสารต้งั ต้น ความเข้มข้นของสารต้งั ต้น
สารบางชนิดเกิดปฏิกิริยาเคมี ปฏิกิริยาที่มีความเขม้ ขน้
วอ่ งไวมาก เช่น โลหะหมู่ IA และ ของสารต้งั ตน้ มากจะเกิดไดเ้ ร็วกวา่
อโลหะหมู่ VIIA แตธ่ าตุบางชนิด ปฏิกิริยาท่ีมีความเขม้ ขน้ ของ
เกิดปฏิกิริยาไดย้ าก เช่น ทองคา สารต้งั ตน้ นอ้ ย เน่ืองจากมีอนุภาค
มากกวา่ จึงมีโอกาสชนกนั
และแกส๊ หมู่ VIIIA แลว้ เกิดปฏิกิริยามากกวา่
57/75
พอน้ ทผ่ี วิ ของสารต้งั ต้น อณุ หภูมขิ ณะทาปฏกิ ริ ิยาเคมี
พ้นื ที่ผิวของสารมีผลตอ่ อุณหภมู ิมีผลตอ่ อตั ราการเกิด
อตั ราการเกิดปฏิกิริยาที่มีสารต้งั ตน้ ปฏิกิริยาเคมี โดยอณุ หภมู ิสูงปฏิกริ ิยา
เป็ นของแขง็ โดยถา้ สารมีพ้ืนท่ีผิวมาก จะเกิดไดเ้ ร็วกวา่ ที่อณุ หภูมิต่า เน่ืองจาก
อตั ราการเกิดปฏิกิริยาจะสูง เน่ืองจาก ท่ีอณุ หภมู ิสูงอนุภาคของสารจะมี
สารต้งั ตน้ มีโอกาสชนกนั มากข้ึน พลงั งานจลนส์ ูงและเคลื่อนที่
และการเพิ่มพ้นื ท่ีผวิ ของสารทาได้
โดยการบดหรือตดั สารใหม้ ี ไดเ้ ร็วกวา่ ที่อุณหภมู ิต่า
ขนาดเลก็ ลง 58/75
ตวั เร่ง
และตวั ยบั ย้งั
ปฏิกริ ิยา ตวั เร่งปฏิกริ ิยา ตวั ยบั ย้งั ปฏกิ ริ ิยา
(catalyst) (inhibitor)
เป็ นสารที่เติมในปฏิกิริยาแลว้
ทาใหป้ ฏิกิริยาเกิดเร็วข้ึน เนื่องจากตวั เร่ง เป็ นสารท่ีเติมในปฏิกิริยาแลว้
ปฏิกิริยาจะไปลดพลงั งานก่อกมั มนั ต์ ทาใหป้ ฏิกิริยาเกิดชา้ ลง เนื่องจากตวั ยบั ย้งั
ของปฏิกิริยา และเมื่อสิ้นสุดปฏิกิริยา ปฏิกิริยาจะไปเพิ่มพลงั งานก่อกมั มนั ต์
จะไดต้ วั เร่งปฏิกิริยากลบั คืนมา
ในปริมาณเท่าเดิมและมี ของปฏิกิริยา และเม่ือสิ้นสุดปฏิกิริยา
สมบตั ิคงเดิม จะไดต้ วั ยบั ย้งั ปฏิกิริยากลบั คืนมา
ในปริมาณเท่าเดิมและมี
สมบตั ิคงเดิม
59/75
การป้องกนั ป้องกนั การเกิดสนิมไดโ้ ดยป้องกนั ผิวโลหะ
การเกดิ สนิมของโลหะ ไมใ่ หส้ มั ผสั กบั น้าและแก๊สออกซิเจน เช่น
สนิมเกิดจากปฏิกิริยาระหวา่ ง ● ทาน้ามนั หรือสีท่ีผวิ ของโลหะ
โลหะกบั น้าและแกส๊ ออกซิเจน ● เคลือบผิวโลหะดว้ ยโลหะอีกชนิดท่ีเกิด
ทาใหโ้ ลหะเกิดการ
สนิมไดย้ าก เช่น ดีบุก สังกะสี และการ
ผกุ ร่อน ทาเหลก็ กลา้ ไร้สนิม
60/75
การดบั เพลงิ
การเผาไหมเ้ ป็ นปฏิกิริยาเคมี
ระหวา่ งเช้ือเพลิงกบั แก๊สออกซิเจน
การดบั ไฟทาไดโ้ ดยลด โดยตอ้ งมีอุณหภูมิสูงเพียงพอ
อณุ หภูมิของปฏิกิริยา ในการใหค้ วามร้อนจนสาร
หรือสกดั ไมใ่ หเ้ ช้ือเพลิง เกิดการติดไฟได้
สมั ผสั กบั แกส๊ ออกซิเจน เช่น
● การใชถ้ งั ดบั เพลิง
● การโปรยผงคาร์บอนไดออกไซดเ์ พื่อดบั ไฟป่ า
61/75
การป้องกนั การเน่าเสียของอาหาร
ทาไดโ้ ดยยบั ย้งั กระบวนการย่อย
สารอาหารของจุลินทรีย์ เช่น
การป้องกนั ● เกบ็ อาหารในที่เยน็
การเน่าเสียของอาหาร ● ใส่สารกนั บูดลงใน
การเน่าเสียของอาหาร
อาหาร
เกิดจากปฏิกิริยาการยอ่ ย
สารอาหารของ
จุลินทรีย์
62/75
การบ่มผลไม้ ● ใชผ้ า้ คลุมหรือนาผลไมใ้ ส่ในภาชนะปิ ด เพอื่ ใหม้ ีอุณหภูมิสูงกวา่ ในภาวะปกติ
การบ่มผลไม้ ทาให้แก๊สเอทิลีนท่ีผลไมส้ ร้างข้ึนตามธรรมชาติสะสมมากข้ึนจนกระตุ้น
เพือ่ ใหส้ ุกเร็วข้ึน ใหผ้ ลไมส้ ุกเร็วข้ึนและสุกสม่าเสมอกนั
มีวธิ ีการ ดงั น้ี
● ใส่ถ่านแก๊สหรือแคลเซียมคาร์ไบด์ (CaC2) ในภาชนะท่ีใช้บ่มผลไม้แล้ว
ปิ ดฝา แคลเซียมคาร์ไบด์จะทาปฏิกิริยากบั ไอน้าหรือความช้ืน แล้วสลาย
ให้แก๊สอะเซทิลีน (C2H2) ซ่ึงเป็ นตัวเร่งปฏิกิริยาทาให้ผลไม้สุกเร็วข้ึน
คลา้ ยกบั แก๊สเอทิลีน โดยมีสมการเคมีดงั น้ี
CaC2(s)+2H2O(ℓ) → Ca(OH)2(s)+C2H2(g)
63/75
(หนงั สือเรียนหนา้ 222)
64/75
1. แมค่ า้ ขายผกั สดในหา้ งสรรพสินคา้ จะพน่ แก๊สคาร์บอนไดออกไซดล์ งบนผกั สดตลอดเวลาเพ่อื จุดประสงคใ์ ด
2. เหตุใดจึงตอ้ งเก็บน้านมพาสเจอร์ไรส์ไวใ้ นตูเ้ ยน็
3. แมค่ า้ มกั จะใชม้ ีดเฉือนเน้ือปลาใหเ้ ป็ นร่องลึกตลอดลาตวั ก่อนนาไปทอดเพราะเหตใุ ด
65/75
การเกดิ
ปฏิกริ ิยาเคมแี ละ
ชนิดของปฏิกริ ิยาเคมี
1234
● ถปกา้ฏใริกชสิรก้ ัิงยาเารกเถคต่ามมกยีอีแาโารสอจเนดกใหองิดไิเ้พปลดล็กฏ้ดงัติกว้งริรยาอินยสนาคมเวคปกา็มนมรีสเรเกคัง้อณเมนกฑี ซตพป์ ่ึไงลฏมดงั ิกี้สจงิราูติยนกราแสเคสามรงี
จขหตะ้อังรแืงตอสบพ้นา่งลเรไปงัตดง้ลงั ้เาต่ียปนน้็ นไอไฟย2ปฟดู่ ปเ้าปนทร็ นะ่ีซสเสา้ภยมาทขารอรคใถงหือลนมกู ปา่ศทไฏรป่ีมิกแใีสิรลชิยมะป้ าสบรทูตะัต่ีมรโิตีกเยค่าชมงรนีจขถ์ใาอ่ นกยง
โผดสอาล้ นินรตตเภอด่าิณัเิงมลฑๆ็กเช์อต่นยรู่ดอก้านนารเขรเวกียาิดกโแวดก่าย๊สปจฏากนิกลวิ่รนินยเปาอระลีดตี่ยออนกมสซรี์เว(ปมreลขdี่ยอoนxง
rแเกeตaิดล่cตtะiะoธกnา)อตแนดุ ลา้ หะนรปซือฏา้ สยิกมแิรลิบยะาตั ทดิคี่ไา้ วนมาข่มวีกเปา็เนรทถก่า่ารกยดนั โ-อเบนสอเปิเลล็กี่ยตนรอน
เรียกวา่ ปฏิกิริยานอนรีดอกซ์ (non-redox reaction)
**คลิกท่ี 1 - 4 เพือ่ ให้ขอ้ ความปรากฏหรือซ่อนขอ้ ความ 66/75
อตั ราการเกดิ 67/75
ปฏกิ ริ ิยาเคมี
12345
6789
● คอกปาตวัฏราริรกหเมาพกาิรการกิม่ดกยอู้าเาคกปรตาั รด่ีวยเรฏกเาูวดเิกดมกพิรดเปิาบัดขิยลรปฏมป้าเงั ฏกิเขัจงคฏิดรกนา้จมิกปยินรัยขีอาิฏรยทอธิ(ณิกยา่ีมงeิบิราnสีณผวิายเdาลคนยิาoรขเตไtมาคตhด่ณทอีม้eงเั ด้อีฉrหตีจะmว้ตัะนล้หยiหร่ีcึยงนทพาาr่จกึฤ้งไืนหeะาดaษทหารคcจ้ฎี่ไtผเาiกีกoิวดนไิดnขาก้ดวจ)รปอาณ้จาชเรฏงปกาหนวสิก็ นกดัาิรก(โปาริcยดารตoฏารยิ้lวงมัจิlกวตiัะดาsิรดัณน้iปิoยงปทขาnไรไรอี่เทิมtปิhมง่ีไส็ นeาสใาดoาณชาขณr้รรตใ้yอสตน)อ้ง้ังาโแงกตรหดขาน้ทรย็งา่ี
เคทปจดปาวูดี่ลฏลกบาพดิกี่ยกมคลิรนรดุมิงยัแานัอหางฟปจตัาขรแลนะืรอสงเาผงกไขดสลิปดา้งริาตไแขคเรภป้ลกึนวติะณัดาใเ้งัมเชปวฑต่ืสอ้ใฏลน้ท์นสัมาิกที่เกพาิกรี่รเใิานยดัปชรา็ขธนใเ้นโก้ึ์นรแดกิดะโกยนัหปดาก๊สใรวยฏานทรา่กจิ งลทาะิรปดรเิศยลหรเฏาทพือิมิรกม่ิากมืาอิรางวณอิยเกทพดัุาณสกี่เใิกมตหวาหน้าองัร่ามรภชแัตกพาเ่วูตมรปบัะลง่เาิ ลรสเงแักว่ิมีงยมลาลารนตะานเแน้กแทลทิปดไา้ี่นใั ะ่ีรคปชลมเาใจฏ้งตีพยนขิกมอลอกิสรตองัิา้ยนวักงรสาเสาทไมรานุด่รงา้
ปทเสพม่ีาฏวิื่มอดัิกขเาหิรปร้ึนิยริ็ถยนจาือานาผโเจกาดละไเบ็ ดยิปตทขจิมใภาอะ้อชใัณมยป้หีคลูา่ฑร้อง่าไะน์เดัตทโสอ้งรย่าว่ายากชยนเกบันทปาค่าใ์ รกนวฏเบัาชิกมพีิวดรชติลปยนัปงัาฏขงรคิากอะานิรจงยิกายพว่อรานลัาสกฟแัมงู ทลงมขาะ่ีว้ึนั นใิ ตนสา์(ทอ่วeุตีนxนสo้นั กtาhาหeรrกmเรตiริมcมตreัวaยctบั ioยn้งั)
ปเปฏ็ นิกปิรฏิยิากจิระิยทาทาใ่ีสหาอ้รตั ้งรั ตากน้ าดรูดเกพิดลปงั ฏงาิกนิริเยขาา้ตไ่าปลใงชใ้ นการเกิดปฏิกิริยานอ้ ยกวา่
พลงั งานท่ีคายออกมาเมื่อเป็ นผลิตภณั ฑ์
**คลิกท่ี 1 - 9 เพื่อใหข้ อ้ ความปรากฏหรือซ่อนขอ้ ความ
1. จากกราฟแสดงความสมั พนั ธ์ระหวา่ งปริมาณสารกบั เวลาที่ใชใ้ นการทาปฏิกิริยาท่ีกาหนดให้
ปริมาณสาร 1.2 อตั ราการลดลงของสารต้งั ตน้ แตล่ ะสารเท่ากนั หรือไม่ อยา่ งไร
BC เวลา 1.3 ผลิตภณั ฑค์ ือสารใด
A 1.4 เวลาใดที่ปฏิกิริยาสิ้นสุดลง
1.5 ใหน้ กั เรียนเขียนสมการแสดงอตั ราส่วนของจานวนโมลท่ีสาร
t
ต้งั ตน้ รวมพอดีกนั และผลิตภณั ฑท์ ่ีเกิดข้ึน
1.1 สารต้งั ตน้ คือสารใด
68/75
2. เม่ือนาโลหะแมกนีเซียม (Mg) มาทา ป ิรมาตรแก๊ส H2 ี่ทเ ิกด ้ึขน (ml) 80
70
ปฏิ กิ ริ ยากับสารละลายกรดไฮโดร 60
คลอริก (HCl) จะไดแ้ ก๊สไฮโดรเจน 50 tข
(H2) เมื่อบันทึกปริมาตรของแก๊ส 40
ไ ฮ โ ด ร เ จ น ที่ เ กิ ด ข้ึ น ใ น ช่ ว ง เ ว ล า 30 ก
ต่าง ๆ แลว้ นาไปเขียนกราฟแสดง 20
10 t
ความสัมพนั ธ์ระหว่างปริมาตรของ 0 20 40 60 80 100 120 140
แกส๊ ไฮโดรเจนที่เกิดข้ึนกบั เวลาที่ใช้ เวลา (s)
ในการเกิดแก๊สไฮโดรเจน ไดด้ งั น้ี
Mg(s)+2HCl(aq) → MgCl2(aq)+H2(g)
69/75
2.1 จากกราฟ ตาแหน่ง ก และ ข แสดงให้ทราบ 3. พิจารณาตารางแสดงปริมาณสารกับเวลาในการ
เก่ียวกับอัตราการเกิดปฏิกิริ ยาเคมีอย่างไร เกิดปฏิกิริยา
พร้อมท้งั ใหเ้ หตุผล
X(s) → Y(g)
2.2 ปฏิกิริยาเคมีน้ีสิ้นสุดลงเมื่อใด
เวลา (s) มวลของสาร X (g) ปริมาตรของแก๊ส Y (cm3)
02 0
10 1.6 2
20 1.3 3
30 1.1 3.5
40 (ก) 4.0
50 0.95 4.2
70/75
3.1 อตั ราการเกิดปฏิกิริยาเฉลี่ยจากปริมาตรของ 3.3 มวล ก มีคา่ ประมาณเท่าไร
ผลิตภณั ฑม์ ีค่าเท่าไร
3.2 อตั ราการเกิดปฏิกิริยาในช่วง 10-30 วินาที
มีค่าเท่าไร
71/75
4. พิจารณาแผนภาพเก่ียวกับทฤษฎีการชนของ 5. พจิ ารณากราฟแสดงความสมั พนั ธ์ระหวา่ งพลงั งาน
อนุภาคที่กาหนดให้ ของสารกบั การดาเนินไปของปฏิกิริยา
ทฤษฎกี ารชนของอนุภาค พลงั งานของสาร (kJ)
ปฏิกิริยาจะเกิดข้ึน 80 X
เมื่อมีองคป์ ระกอบ
60
กข ค 40 A+B Y C+D
ก ข และ ค คืออะไร 20 Z
0
การดาเนินไปของปฏิกิริยา
72/75
5.1 พลงั งานก่อกมั มนั ตข์ องปฏิกิริยามีค่าเท่าไร 6. จากปฏิกิริยาระหว่างแก๊สไนโตรเจน (N2) กับ
5.2 ปฏิกิริยาน้ีดูดหรือคายพลงั งานเท่าไร แก๊สไฮโดรเจน (H2) จะไดแ้ ก๊สแอมโมเนีย
5.3 ถา้ เติมตวั เร่งปฏิกิริยาส่วนใดของกราฟจะเปลี่ยนแปลง (NH3) ดงั สมการ
5.4 ผลิตภณั ฑ์มีความเสถียรมากหรือนอ้ ยกว่าสารต้งั ตน้ N2(g)+3H2(g) → 2NH3(g)
ถ้าต้องการให้ปฏิกิริ ยาเกิดเร็วข้ึนจะทา
เพราะเหตใุ ด อยา่ งไร
73/75
7. จากปฏิกิริยาระหวา่ งหินปูน (CaCO3) กบั สารละลายกรดไฮโดรคลอริก
(HCl) จะไดแ้ กส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ดงั สมการ
CaCO3(s)+2HCl(aq) → CaCl2(aq)+H2O(ℓ)+CO2(g)
ถา้ ตอ้ งการใหป้ ฏิกิริยาเกิดเร็วข้ึนจะทาอยา่ งไรไดบ้ า้ ง
74/75
8. จากรูปการทดลองท่ีกาหนดให้
แก๊ส น้าส้มสายชู
น้าสม้ สายชู เปลือกไขผ่ สมกบั
เปลือกไข่ 1 g แคลเซียมฟลูออไรด์
หลอดท่ี 1 หลอดท่ี 2
นกั เรียนไดร้ ับความรู้เรื่องใด และจะนาไปใชป้ ระโยชน์อยา่ งไร
75/75