1
รปู ฌาน ๔
เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ
ตโจ ทนั ตา นขา โลมา เกศา
อทิ ธบิ าท ๔
ฉันทะ วริ ยิ ะ จติ ตะ วมิ ังสา
พละ ๕
ศรัทธา วริ ยิ ะ สติ สมาธิ ปัญญา
โพชฌงค์ ๗
สติ ธัมมวจิ ยะ วริ ยิ ะ ปีติ
ปัสสทั ธิ สมาธิ อเุ บกขา
มรรค ๘
สมั มาทฏิ ฐิ สมั มาสงั กปั โป สมั มาวาจา
สมั มากมั มนั โต สมั มาอาชโี ว สมั มาวา
ยาโม สมั มาสติ สมั มาสมาธิ
อเนญชธรรม
หรอื อเนญชาภสิ งั ขาร หมายถงึ สภาพ
ทปี รงุ แตง่ ภพ อันมันคง ไมห่ วันไหว
ไดแ้ ตภ่ าวจติ มนั คงแน่วแน่ ดว้ ยสมาธิ
แตจ่ ตตุ ถฌาน (ฌาน ๔)
โคตรภู
หมายถงึ ผทู ้ ตี งั อยใู่ นฌานซงึ เป็ นลําดับ
ทจี ะถงึ อรยิ มรรคหรอื ผอู ้ ยใู่ นหัวตอ่
ระหวา่ งความเป็ นปถุ ชุ นกบั ความเป็ น
อรยิ บคุ คล (พระอรยิ บคุ คล มี ๔ ขนั
คอื พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระ
อนาคามี และพระอรหันต)์
เพยี ร ๔
หรอื สมั มาวายาโม ไดแ้ กป่ รารภความเพยี ร
ประคองจติ ไวเ้ พอื
๑. ยงั อกศุ ลธรรมอันเป็ นบาปทยี งั ไมเ่ กดิ
ไมใ่ หเ้ กดิ ขนึ
๒. ละอกศุ ลธรรมอนั เป็ นบาปทเี กดิ ขนึ แลว้
๓. ยังกศุ ลธรรมทยี งั ไมเ่ กดิ ใหเ้ กดิ ขนึ
๔. พฒั นากศุ ลธรรมทเี กดิ ขนึ แลว้ ใหง้ อก
งามยงิ ขนึ
2
หลักการทาํ สมาธคิ ือรูปฌาน
ในการปฏบิ ตั ธิ รรมตามแบบสมถวิปัสสนานนั ขอใหศ้ ิษยท์ กุ ๆ คนพงึ ทาํ ความเห็นและทาํ ความ
เขา้ ใจใหถ้ กู ตอ้ งเสยี ก่อน คือ ก่อนทปี ฏบิ ัตกิ รรมฐาน จาํ เป็ นจะตอ้ งรักษาศลี หา้ ให้ได้ เมือมศี ลี
หา้ แลว้ ก็เรมิ ปฏิบตั ไิ ด้ ในการปฏบิ ตั เิ บืองตน้ จะตอ้ งฝึกหดั ทาํ ฌาน (ชาน) ซงึ เป็นการทาํ สมาธิแบบ
หนงึ และมขี นั ตอนวิธีการปฏิบตั เิ ป็นขนั ๆ ไป
ฌาน นนั มี ๘ องค์ แบ่งเป็น รูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔ ในทีนเี ราทาํ แค่รูปฌาน ๔ ก็นบั ว่า
เพยี งพอแลว้ รูปฌาน ๔ มี ๔ องค์ ไดแ้ ก่ ฌานที ๑. วิตก วจิ าร, ฌานที ๒. ปีติ, ฌานที ๓. สขุ , ฌานที
๔. เอกคั คตา อเุ บกขา
ทาํ ไมเราจึงต้องทาํ ฌาน ทงั นกี ็เพราะเหตวุ ่าตามทีพระพทุ ธเจา้ ทรงบญั ญตั ไิ วว้ า่ การทีเรา
มงุ่ หวงั ไปพระนิพพานนนั ตอ้ งปฏบิ ตั ติ ามมรรค มอี งค์ ๘ ไดแ้ ก่
มรรคองคท์ ี ๑ คอื สัมมาทฏิ ฐิ ความเห็นชอบ
มรรคองคท์ ี ๒ คือ สมั มาสงั กปั ปะ ดาํ รชิ อบ
มรรคองคท์ ี ๓ คอื สัมมาวาจา เจรจาชอบ
มรรคองคท์ ี ๔ คอื สมั มากัมมันตะ ทาํ การงานชอบ
มรรคองคท์ ี ๕ คอื สมั มาอาชวี ะ เลียงชีพชอบ
มรรคองคท์ ี ๖ คอื สมั มาวายามะ ความเพยี รชอบ
มรรคองคท์ ี ๗ คือ สมั มาสติ ระลึกชอบ
มรรคองคท์ ี ๘ คือ สมั มาสมาธิ ตงั จติ มนั ชอบ
มรรคองคท์ ี ๑ สมั มาทิฏฐิหรือความเหน็ ชอบนนั จะตอ้ งเหน็ ชอบในอรยิ สจั ๔ อนั มี ทกุ ข์ สมทุ ยั
นโิ รธ และมรรค ส่วนมรรคองคท์ ี ๘ สมั มาสมาธิ ท่านกลา่ ววา่ ใหม้ รี ูปฌาน ๔ ถา้ เราไมร่ ูจ้ กั รูปฌาน ๔
เรากท็ าํ สมั มาสมาธิไม่ครบองคแ์ ละก็ทาํ วปิ ัสสนาไมใ่ ดผ้ ล ฌานจงึ มคี วามจาํ เป็นมาก การทาํ ฌานเป็น
การทาํ สมาธิในระดบั ลกึ ซงึ สมาธมิ ีอยู่ ๓ ระดับ คอื สมาธิขนั ตน้ เรียกวา่ ขณกิ สมาธิ สมาธิขนั
3
กลางเรียกวา่ อุปจารสมาธิ และสมาธิขนั สงู เรยี กว่า อัปปนาสมาธิ สมาธิทงั ๓ ขนั นี ยากทีเราจะ
รูจ้ กั ได้ เพราะกา้ วแตล่ ะกา้ วแตล่ ะขนั ตงั แต่ขณิกสมาธิไปถงึ อปุ จารสมาธิ มนั ละเอยี ดมาก จิตละเอยี ด
ขนึ ไปเป็นขนั ๆ เป็นลาํ ดบั จากอปุ จารสมาธิจนถึงขนั อปั ปนาสมาธิ จิตกจ็ ะยิงละเอียดเป็นทีสดุ ดงั นนั
เมอื มาทาํ เป็นฌานแลว้ จึงกาํ หนดเป็นขนั ตอน ๔ ขนั มีฌาน ๑ ฌาน ๒ ฌาน ๓ และฌาน ๔
ความจรงิ ฌานนนั มอี ยู่ ๕ ตามแบบบญั ญตั ิตามแผน ๕ เรยี ก ปัญจฌาน แต่ทีนยิ มในตาํ รา
ในพระสตู รกลา่ วไวว้ า่ มี ๕ ในพระอภิธรรมทบี ญั ญตั ิไวใ้ นธรรมวภิ าค รูปฌาน ๔ เรียก ฌาน ๔ ไม่
เรยี ก ฌาน ๕ คอื รูปฌานที ๑ นนั แยกวติ กเป็นฌานหนึง วจิ ารเป็นฌานหนึง “วิตกคือความนึกคิด
นันเอง วิจารคอื การหยุดความนึกคดิ ได้” เมอื เราหยดุ ความนึกคิดได้ ฌาน ๑ ก็เกิดแก่จติ เรา
ในการนงั กรรมฐาน ก่อนทเี ราจะนังตอ้ งกราบ พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ สามครัง
กราบดว้ ยความศรทั ธา เชือมนั ในพระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ วา่ เป็นของมีจรงิ เป็นทเี คารพศรทั ธา
อย่างสงู ไม่มีสงิ ใดทีจะเคารพยิงกวา่ พระรตั นตรยั แลว้ กราบคุณบดิ ามารดาอกี หนึงครัง กราบครู
บาอาจารยผ์ ้ทู สี ังสอนธรรมเราอกี ครังหนึง รวมแลว้ ๕ ครัง เรยี กว่า ปัญจเคารพ เมอื เราออก
จากนงั สมาธิก็กราบอีก ๕ ครงั เช่นเดียวกนั ทงั นีเพือใหเ้ รามีศรทั ธาและมีความเคารพใน พระพทุ ธ
พระธรรม พระสงฆ์ บิดามารดา ครูบาอาจารย์ บิดามารดาของเรากเ็ ป็นพระอรหนั ตข์ องลกู พระพทุ ธ
องคต์ รสั ไวอ้ ย่างนนั เป็นความจรงิ จงึ จาํ เป็นทีจะตอ้ งกราบไหวบ้ ชู าเป็นการระลกึ ถงึ พระคณุ ของทา่ น
ครูบาอาจารยก์ ็เชน่ เดยี วกนั การทีเรามคี วามรูใ้ นปัจจบุ นั นีได้ ตอ้ งอาศยั ครูบาอาจารยผ์ มู้ ีความรูส้ งั
สอนเรา เราจึงรูไ้ ด้ ไมม่ ีใครรูข้ นึ มาเอง ตอ้ งอาศยั ครูบาอาจารยท์ งั สิน แมจ้ ะทางโลกกต็ าม ยงิ ทาง
ธรรมดว้ ยแลว้ ยิงสาํ คญั มาก เพราะ การทคี รูบาอาจารยไ์ ม่รูห้ รอื รูผ้ ิดๆ แลว้ มาสอนเราผเู้ ป็นศิษย์ เรา
กต็ อ้ งรูผ้ ดิ ตามไปดว้ ย ตอ้ งหลงผิดตามไปดว้ ย เมือครูบาอาจารยย์ งั ไมร่ ูแ้ จง้ เหน็ จรงิ จะไปสอนศิษยใ์ ห้
รูแ้ จง้ เห็นจรงิ ไดอ้ ยา่ งไร นใี หท้ าํ ความเห็นอยา่ งนีใหถ้ กู ตอ้ ง ฉะนนั จึงจาํ เป็นทีจะตอ้ งระลกึ ถึงพระคณุ
ของครูบาอาจารยด์ ว้ ย เหมอื นกบั ตวั อาจารยน์ ี ไมเ่ คยคดิ วา่ ใหพ้ วกศษิ ยห์ รือใครๆ กราบไหวอ้ าจารย์
นกั หนา เพราะในความคิดความนกึ ในใจของอาจารย์ ไมม่ ีสงิ เหลา่ นเี พราะไม่ไดย้ ืดถือโลกธรรม ๘
อนั มี ลาภ ยศ สรรเสรญิ สขุ ไมต่ อ้ งการอะไรทงั สิน เสือมลาภ เสือมยศ นินทา และทกุ ขก์ ็เชน่ เดยี วกนั
อาจารยก์ ไ็ ม่เดือดรอ้ นอะไรทงั ลิน เพราะเป็นโลกธรรม ๘ ซงึ มีฝ่ายทีดี ๔ ฝ่าย และฝ่ายไม่ดี ๔ ฝ่าย
4
ในการสงั สอนของอาจารย์ กเ็ พอื เป็นแบบแผนใหศ้ ิษยม์ ปี ัญญา ถา้ ศิษยไ์ ม่เคารพ พระพทุ ธ พระ
ธรรม พระสงฆ์ บดิ ามารดา และ ครูบาอาจารยแ์ ลว้ จะไปเคารพอะไร เมอื มีศรทั ธาในการเคารพกราบ
ไหวบ้ ชู าอนั เป็นการแสดงออกซงึ ความกตญั กู ตเวทีรูค้ ณุ แลว้ ก็จะชว่ ยใหจ้ ิตใจเราผ่องใสเป็นสริ ิ
มงคล ก่อนทีเราจะปฏบิ ตั ิกรรมฐานต่อไป
การนงั กเ็ ช่นเดียวกนั เวลานงั กรรมฐานถา้ เป็นฝ่ายอบุ าสิกาจะนงั พบั เพียบก็ได้ จะนงั ขดั สมาธิ
กไ็ ด้ ฝ่ายอบุ าสกหรอื ผชู้ ายกน็ ยิ มนงั ขดั สมาธิ คอื นงั เอาเทา้ ขวาทบั บนเทา้ ซา้ ย มือขวาวางทบั มือซา้ ย
บนตกั ของเรา แลว้ ตงั กายใหต้ รงอยา่ ใหห้ ลงั งอ หนา้ ตงั ตรงอยา่ กม้ ถา้ หลงั งอแลว้ นงั ไดไ้ ม่ทน มนั จะ
ปวดเอวปวดหลงั ทาํ ใหเ้ รานงั นานเป็นชวั โมงหรอื ๔๐, ๕๐ นาทไี ม่ได้ ฉะนนั กายใหน้ งั ตวั ตรง เมอื
เสรจ็ แลว้ ก็เรมิ บรกิ รรมภาวนา คือ ท่องในใจใชท้ ่องคาํ วา่ เกศา โลมา นขา ทนั ตา ตโจ* เรียงกนั ไป
เรียกวา่ เป็น อนุโลม เมอื ครบแลว้ ก็ทอ่ งถอยหลงั ว่า ตโจ ทันตา นขา โลมา เกศา เรยี กว่า ปฏิโลม
ระหวา่ งทภี าวนาอย่นู นั หากมคี วามคิดใดๆขนึ มาทีจติ ไม่วา่ จะเป็นเรืองอะไรก็ตามก็ใหพ้ ยายามมสี ตริ ู้
วา่ กาํ ลงั คดิ เรอื งนนั ๆ แลว้ ละความคดิ นนั เสยี หนั มาภาวนา เกศา โลมา….ใหม่ โดยมากจิตเรานนั ชอบ
นึกชอบคิดเสมอ ดงั นนั พระพทุ ธองคจ์ งึ มีอบุ ายใหภ้ าวนา เพือใหจ้ ิตไปยดึ กรรมฐาน ๕ (เกศา โลมา
นขา ทนั ตา ตโจ) นอกจากกรรมฐาน ๕ แลว้ ยังมีกรรมฐานอืนๆ อกี ทังหมดตัง ๔๐ อย่าง แต่จะ
ไม่สอนเพราะถือว่ากรรมฐาน ๕ เป็นสงิ สาํ คญั ทวี ่าเป็นสงิ สาํ คญั กเ็ พราะว่าตามบญั ญตั ิเรยี กวา่ เป็น
โกฎฐาส คือ เป็นสิงของทีหยาบมีอยใู่ นตวั เราทงั สิน สามารถเห็นดว้ ยตาเนอื ได้
* เกศา (ผม) โลมา (ขน) นขา (เลบ็ ) ทนั ตา (ฟัน) ตโจ (หนงั ) เป็นกรรมฐาน ๕ อย่างทพี ระพทุ ธองค์
ใหไ้ ว้ ผทู้ ีจะอปุ สมบทเป็นพระภกิ ษุ จะตอ้ งว่ากรรมฐาน ๕ นี ตอนขานนาค เรียกวา่ มลู กมั มฏั ฐาน
หรือ ตจปัญจกกรรมฐาน (อา่ นวา่ ตะจะปันจะกะกาํ มะถาน)
เมือว่าไปๆ แลว้ จิตกย็ ดึ กรรมฐานได้ การทจี ิตยดึ กรรมฐานไดก้ ด็ ว้ ยไมห่ ลง ถา้ หลงอยา่ ไปเทียว
คน้ หา เช่นวา่ เกศา โลมา แลว้ มนั กล็ มื เสยี ไม่รูอ้ ะไรจาํ ไมไ่ ด้ อยา่ เทยี วนกึ ถา้ นึกแลว้ เดยี วสงั ขารขนั ธ์
หรือการปรุงแตง่ ของจิตเรา มนั จะเอาตวั อนื มาใสใ่ ห้ ซงึ จะทาํ ใหจ้ ิตคิดไปถงึ เรืองอืน ฉะนนั อย่างไปนกึ
ขนึ ตงั ตน้ วา่ เกศา โลมา ใหม่ ไมน่ ึกอะไร ถา้ มนั นึกคิดอะไรกล็ ะเสยี เพราะธรรมชาติของจติ มนั ชอบ
นึกคดิ อย่นู ิงไม่ได้ เมือเราภาวนาไปจนจติ ตงั มนั ไวไ้ ดด้ แี ลว้ ฌาน ๑ กจ็ ะเกิดขนึ ไม่มีความนกึ คดิ อืนมา
5
ปะปน เมอื จติ ยดื กรรมฐานไดม้ นั คงแลว้ กจ็ ะเกิดปีตขิ นึ มาโดยมีความรูส้ กึ ตา่ งๆ เช่น รูส้ กึ ว่าขนลกุ ขน
พองหรือซาบซา่ นทผี ิวกาย ขนลกุ ซู่ๆ ซ่าๆ อะไรอย่างนี บางทกี ็รูส้ กึ ตวั พองออกไป หรือตวั ยาวขนึ บาง
ทีกร็ ูส้ กึ ตวั เตียลงแลว้ มาตวั เล็กตวั เบา บางทีก็มกี ารกระตกุ ทีมอื อาการเหลา่ นแี สดงวา่ ฌาน ๒ เรมิ
เกิดขนึ
ขณะทีจติ เขา้ สู่ ฌาน ๒ อาจจะมีอาการกระตกุ เกิดขนึ ก็อยา่ กกั อยา่ กดไว้ คอื อย่าเกรง็ ขอ้ มือไว้
ปลอ่ ยใหม้ นั เกิดขนึ ถึงตอนนกี ายอาจจะโยกคลอน หรอื สนั อยา่ งแรงดงั สนนั หวนั ไหว ก็อยา่ ไปตกใจ
นนั แหละเป็นปีตขิ องฌาน ๒ ชอื ของปีตอิ นั นีชอื วา่ “อพุ เพงคาปี ต”ิ สว่ นทีรูส้ กึ ซาบซ่านตามผิวกาย
เรยี กว่า“ผราปี ติ” ผปู้ ฏบิ ตั จิ ะตอ้ งพยายามทาํ ใหม้ ีอพุ เพงคาปีติจงึ จะสมบรู ณ์ เพราะเหตวุ ่าฌาน ๒ นี
อพุ เพงคาปีตินีเป็นฤทธิเป็นกาํ ลงั
ทีเราตอ้ งทาํ ฌานกเ็ นืองจากวา่ เมอื ไดฌ้ าน ๔ แลว้ มนั สกู้ บั ทกุ ขเวทนาได้ คือความรูส้ กึ
เจบ็ ปวดตา่ งๆ หรือง่วงเหงาหาวนอนจะหายไป แต่ถา้ ไม่มฌี านแลว้ มนั สไู้ มไ่ ด้ นอกจากนเี มือปฏบิ ตั สิ งู
แลว้ การเหาะเหินเดนิ อากาศดว้ ยกายภายในกายของเรา หรือเรยี กวา่ กายทิพย์ ก็อาศยั ฌานนีแหละ
เหาะเหินเดินอากาศได้ การรูก้ ารเห็นตา่ งๆ การไดย้ ินเสียง การไดก้ ลิน การไดร้ สโผฏฐัพพะกระทบกาย
ตา่ งๆ กร็ ูด้ ว้ ยฌานทงั สิน หทู ิพย์ ตาทิพย์ หยงั รูใ้ จคน มีอทิ ธิฤทธิ ระลกึ ชาติได้ แลว้ ก็มฤี ทธิทางใจที
เรยี กวา่ “มโนมยิทธ”ิ สว่ นการทาํ กิเลสใหห้ มดไปจากจิต โดยการฟอกจิตใจใหส้ ะอาด ก็อาศยั ฌานนี
แหละเป็นพืนฐาน จงึ จาํ เป็นทจี ะตอ้ งทาํ ฌาน ถา้ ขาดฌานเสีย มรรคองคท์ ี ๘ ก็ไม่สมบูรณ์ ฉะนนั ใคร
จะไปพระนิพพานกบั มรรค ๗, ๖, หรือ ๕ องค์ หรือมรรคองคเ์ ดียวไมไ่ ดท้ งั สิน มรรคตอ้ งครบทงั ๘
องค์ จงึ จะไปพระนพิ พานได้
สว่ นการเขา้ ฌานที ๓ นนั จะเขา้ ไดต้ อ่ เมอื ฌาน ๒ เกิดขนึ แลว้ คือเมือมอี พุ เพงคาปีติขนึ โครมๆ
ดแี ลว้ หรือกายสนั ท่าต่างๆ หรือโยกหนา้ โยกหลงั แลว้ ซงึ อาการของปีตเิ หลา่ นีจะตอ้ งมีสตเิ ขา้ กาํ กบั
อย่าใหล้ ม้ หงายไป เมอื มีสตอิ ยรู่ กั ษาจติ มนั กม็ ีสมั ปชญั ญะสาํ หรบั คมุ กายไวเ้ อง เพราะสมั ปชญั ญะคู่
สติ สตนิ เี ป็นสงิ สาํ คญั คอยคมุ จิต สมั ปชญั ญะคอยคมุ กาย ธรรม ๒ ประการนเี ป็นธรรมทีมีอปุ การะ
มากคอื สง่ ใหเ้ ราไปถึงพระนิพพานไดท้ ีเดียว เมือเราเขา้ ไดฌ้ าน ๒ ดแี ลว้ เรากก็ ระตกุ กายขนึ ไปให้
ลาํ ตวั ตงั ตรง และใหค้ ิดวา่ ฌาน ๓ อยา่ นึกถึงฌาน ๒ อกี ถา้ นึกถึง จิตจะถอยลงมาตวั กจ็ ะสนั เพราะ
6
ปีติ ดงั นนั เมอื ไปถงึ ฌาน ๓ แลว้ จติ ของเราก็จะเขา้ ไปสคู่ วามสงบ บางครงั กพ็ บกบั ความสขุ นนั คอื รู้
วา่ สขุ กาย สขุ ใจ ฌานที ๓ จงึ ไดช้ ือว่า ฌานสขุ
เมือเราไปอย่ใู นฌาน ๓ พอสมควรแลว้ เรากม็ ีสตกิ าํ หนดทีจิตวา่ ๔ กระตกุ ตวั ขนึ ไปอีกใหก้ าย
ตงั ตรงอย่าลดตวั ลงมา ใหอ้ ยนู่ งิ เฉย แลว้ กผ็ อ่ นลมหายใจใหอ้ อ่ นลง ภาวนากรรมฐานโดยทอ่ ง เกศา
โลมา นขา ทนั ตา ตโจ ไปเรือยๆ จิตกจ็ ะแนบขนึ ๆ แนบชา้ ๆ เมอื จติ สงบมากขนึ แลว้ บางคนก็พบวา่
เทา้ จะเรมิ ชา มือจะเรมิ ชาขนึ มา คือชาทงั ปลายนิวมอื นิวเทา้ แมท้ ีกน้ ของเรากเ็ รมิ ชาขึนมา (ไมใ่ ช่
เหน็บชา) รมิ ฝีปากกช็ า หากฌาน ๔ จบั ดีจะชาเขา้ ไปถงึ ลนิ แมข้ อ้ มอื ตลอดถึงลาํ แขนและหวั ไหลก่ ็
ชา ตวั จะเกรง็ เสียงทีมากระทบหไู ดย้ นิ แต่กว็ างเฉย แมแ้ ตฟ่ ้าผา่ ลงดงั เปรยี งกไ็ มส่ ะดงุ้ เลย เพราะจิต
เป็นเอกคั คตา-อเุ บกขา คือวางเฉย
ตรงนที ีฝ่ายทปี ฏิบตั ิทางวปิ ัสสนา เขาตาํ หนิติเตยี นว่าทาํ ทางสมถะคอื ทาํ ฌานนนั ไปพระ
นพิ พานไมไ่ ด้ เพราะวา่ ไปติดฌานเสียนนั การทีกล่าวเช่นนีเป็นความหลงหรือเป็นโมหะของผกู้ ลา่ ว
เพราะผกู้ ลา่ วไม่รูถ้ ึงวธิ ีของการทาํ ฌาน นอกจากนียงั ไม่รูว้ ่าเมือทาํ ฌานแลว้ จะไมใ่ หต้ ดิ ฌานอย่างไร
โดยมากสว่ นใหญ่ทีเห็นพวกปฏบิ ตั ิวปิ ัสสนานนั เมือนงั สมาธิแลว้ ถึงเวลาออกกล็ มื ตาออกเฉยๆ ซงึ
ถา้ ขณะปฏิบตั ิอยใู่ นสมาธิระดบั ลกึ เชน่ อปุ จารสมาธิ หรือ ฌาน ๒, ๓, ๔ เวลาออกถา้ ลมื ตาเฉยๆ
สมาธิก็จะคา้ งอยู่ ทางทีถกู แลว้ จะตอ้ งถอยสมาธิออกมาเป็นขนั ๆ เชน่ จากฌาน ๔ ลงมา ๓, ๒, ๑
แลว้ สลดั กายพรอ้ มสติทีคดิ ในใจคิดวา่ ออก ฌานกจ็ ะไมค่ า้ ง พระพทุ ธองคส์ อนไวด้ ีแลว้ สมบรู ณท์ กุ
อยา่ ง ทรงสอนใหเ้ ขา้ ฌานออกฌานใหช้ าํ นิชาํ นาญเป็นวสี
การเขา้ ฌานนนั เราเขา้ ไปตงั แต่ฌาน ๑ ขนึ ฌาน ๒ จากฌาน ๒ ขนึ ฌาน ๓ จากฌาน ๓ ขนั
ฌาน ๔ เรยี กวา่ “เขา้ ฌาน” เวลาออกก็จะตอ้ งรูจ้ กั วิธีการออกฌานดว้ ย การออกฌานนนั ใหก้ าํ หนดที
จติ วา่ ถอย ๓ โดยถอยจากฌาน ๔ ลงมาฌาน ๓ คือ ลดตวั ลงมาหนอ่ ยฌานกจะถอยแลว้ เมอื จติ คิด
ถอยฌานมนั กจ็ ะลอยลงมา อเุ บกขาจะคอ่ ยหมดไป มาอย่ทู ีฌาน ๓ ซงึ เป็นฌานสขุ แลว้ กถ็ อยจาก
ฌาน ๓ มาฌาน ๒ พอถอยมาถึงฌาน ๒ อพุ เพงคาปีติ กข็ นึ โครมๆ กายโยกกายสนั อีก ตรงนีพวกทีได้
ฌานใหม่ๆ ติดมาก ทีมนั ติดเพราะมนั สนกุ ชวนใหเ้ พลินมาก รูส้ กึ มกี าํ ลงั วงั ชาดว้ ย แลว้ กร็ ูส้ กึ กายมนั
เบาอยากกระโดดโลดเตน้ ไปดว้ ยซาํ ซึงถา้ จะกระโดดโลดเตน้ ก็จะออกอกึ ทกึ ไป เอาเพียงใหม้ นั สนั
7
กายโยกกายสนั กายคลอน บางทหี มนุ ติว บางทกี ็เอาแขนสองแขนตีปีกดงั เหมอื นไก่กม็ ี บางทีกต็ บ
มอื สองมือเลย มลี กั ษณะตา่ งๆ ปีตทิ งั หมดมี ๕ ชนิด แตล่ ะชนิดมี ๘, ๙ อย่าง อาการของปีตทิ งั หมดมี
ถึง ๓๘-๓๙ อย่าง เมือออกจากฌาน ๒ แลว้ ก็ใหถ้ อยฌาน ๑ แลว้ ออกจากฌาน ๑ โดยการสลดั หวั
พรอ้ มกบั คดิ วา่ “ออก" จากนนั กล็ ืมตาขนึ เป็นการออกจากฌาน
การเขา้ ฌานตามขนั เหมอื นกบั เราขนึ บนั ไดเรือนขนั ๑ ขนั ๒ ขนั ๓ ขนั ๔ เวลาออกฌานก็
เหมือนกบั ถอยหลงั เดินลงมาจากขนั ๔ มาขนั ๓, ๒ และ ๑ และกล็ งถึงพนื เป็นแบบนี ถา้ ใครอวดดีไม่
ลงตามขนั ฌาน คอื ไมถ่ อยลงมาจะไปตดิ ฌาน ๔ มนั ถอยไม่ออก จติ ยงั ตดิ อย่ใู นสมาธิระดบั ลกึ เทยี ว
เดินซมึ อยนู่ นั แหละ เป็นคนไม่พดู แมบ้ างครงั เขาถามอะไรก็ไม่ไดย้ นิ บางทีพดู อะไรคาํ หนึง แลว้ ก็ไม่
พดู ต่อมนั หยดุ เสียเพราะฌานยงั คา้ งอยู่
ผทู้ ไี ดฌ้ านแลว้ ตงั แต่ ฌาน ๒, ๓, ๔ อาจมีฤทธิมีอาํ นาจ วาจาสิทธิได้ เพราะวาจามสี จั จะ
เราจะวา่ ใครใหฉ้ ิบหาย ใหป้ ่นปีอย่างใดอย่างหนงึ ไมไ่ ด้ ถา้ วา่ ไปแลว้ อาจเป็นจรงิ ๆ ขนึ มา เพราะตอนที
เรามฌี านอย่ทู กุ วนั นนั จิตเราเป็นพรหม แมก้ ายเรายงั เป็นมนษุ ยอ์ ยกู่ ็จรงิ แต่จติ เป็นพรหมจงึ มวี าจา
ศกั ดสิ ทิ ธิได้ อยา่ ไดพ้ ดู ปรกั ปราํ ใคร อย่าไดก้ ลา่ วตาํ หนใิ ครในทางทีเสยี เขาอาจเสียจรงิ ๆ ได้ เช่น
สมมติวา่ เห็นคนขนึ ตน้ ไม้ เราพดู เชงิ เลน่ ว่า “เออ...ระวงั นะ...มนั จะตกลงมา” อยา่ พดู เขา้ ถา้ พดู มนั จะ
ตกลงมาจรงิ ๆ นสี าํ คญั มาก ฉะนนั เราตอ้ งระวงั ความคดิ ระวงั วาจา การทาํ ฌานมีอานสิ งสม์ ากมาย
เชน่ นอนก็หลบั สบาย ไม่ฝันเลอะเทอะ ตนื ขนึ มากส็ บาย จิตใจผอ่ งใส ไมเ่ ศรา้ หมอง หนา้ ตามสี ง่าราศี
อิมเอิบดว้ ยเลอื ดฝาด ศาตราวธุ ไม่กินกาย ไฟก็ไม่ไหมบ้ า้ น แมย้ าพิษก็ทาํ อนั ตรายไม่ได้ เป็นทีรกั ใคร่
ของมนษุ ยแ์ ละอมนษุ ยท์ งั หลาย เทวดากค็ มุ้ ครองรกั ษา เป็นผมู้ ีโชคลาภ โรคภยั ไม่ค่อยเบียดเบยี น ถา้
ใครเกิดตายลงขณะทีมีฌาน จะไม่เกิดในอบายภมู ิ (อนั มี นรก เปรต อสรุ กาย สตั วเ์ ดรจั ฉาน) แต่จะ
ไปเกิดในพรหมโลก ซงึ มีอยู่ ๒๐ ชนั เป็นชนั ของรูปพรหม ๑๖ ชนั และอรูปพรหม ๔ ชนั (๑ กปั เท่า
๖,๔๒๐ ลา้ นปี)
ทกุ สงิ ทกุ อยา่ งทอี าจารยแ์ สดงธรรมในเรืองการปฏิบตั ิฌานทวี า่ ตาทิพย์ หทู ิพย์ อาจารยไ์ ดร้ ูไ้ ด้
พบเหน็ มาแลว้ ทงั สิน เป็นของมีจรงิ เป็นจรงิ จึงยืนยนั ใหศ้ ษิ ยท์ กุ ๆ คน จงเชือมนั ในคาํ สงั สอนทีใหไ้ วน้ ี
ขอใหต้ งั ใจปฏิบตั ิ เมือเราไดฌ้ านแลว้ เราก็จะรูท้ นั ทวี ่าคาํ สงั สอนของพระพุทธเจา้ เป็นของมีจรงิ ทาํ ให้
8
เรามศี รทั ธาอนั แรงกลา้ ขึนทีเดียว แลว้ ทีเมอื ก่อนเคยดหู มนิ วา่ พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ ไมม่ จี รงิ
อะไรเหลา่ นี เมอื เราทาํ ฌานได้ เราจะรูค้ ณุ ค่าของพระธรรม ว่าพระธรรมเป็นของมจี รงิ เมอื มีพระ
ธรรมก็ตอ้ งมพี ระพทุ ธเจา้ จรงิ พระสงฆก์ อ็ าศยั พระธรรมคาํ สงั สอนของพระพทุ ธเจา้ เป็นแนวทางใน
การประพฤติปฏบิ ตั ิตามจนหมดอาสวะ (กิเลสทลี ะเอยี ด) ตามเยียงอย่างพระพทุ ธเจา้
ผปู้ ฏบิ ตั ิมนั คงอยใู่ นศีลในธรรมทาํ ฌานใหไ้ ด้ เมอื ทาํ ฌาน ๔ ไดแ้ ลว้ จงึ จะเริมวิปัสสนา การ
ขนึ วิปัสสนาคอื การขนึ ไปหาธรรมปัญญา ปัญญารูจ้ กั ละกิเลส ขอเตอื นสติไวอ้ ย่างหนงึ วา่ ในขณะที
เรานงั ฌาน จิตอยา่ คดิ อยากได้ หากมีตณั หาคือมีความอยากมนั ก็มีกิเลส เมือมกี ิเลสมนั ก็กา้ วหนา้ ไป
ไมไ่ ด้ เราตอ้ งรูจ้ กั ทาํ ใจของเราเฉยๆ อย่าไปคดิ อยากไดน้ นั อยากไดน้ ี ถึงจะนานแสนนานทีนงั อยกู่ ต็ อ้ ง
อดทน ขนั ตน้ ตอ้ งมีความอดทน มนั จะเจบ็ ปวดอะไรก็ตามอย่าคดิ อย่าเกา เช่น สมมตุ มิ นั คนั ขณะนงั ก็
อย่าไปเกา ถึงแมย้ งุ กดั หรืออะไรกต็ าม กต็ อ้ งมีความอดทน ถา้ จติ คดิ ใหม้ อื ไปเกา หรือเคลอื นไหวกาย
อะไรเขา้ แลว้ จติ มนั จะถอยทนั ที เพราะจติ ตอ้ งไปสงั งานใหก้ ายเคลอื นไหว จิตกเ็ รมิ ถอย ไม่ยดึ
กรรมฐานเสยี แลว้ นเี ป็นสิงสาํ คญั ฉะนนั ทกุ ๆ คนเมอื มีความม่งุ หมายตอ้ งการทจี ะไปพระนิพพาน
หรอื รูจ้ กั พระนพิ พาน เราตอ้ งปฏบิ ตั ติ ามคาํ สงั สอนอย่างเครง่ ครดั
พระเครอื งรางต่างๆ ทมี คี วามศกั ดิสิทธินนั อาศยั ฌานนที งั สินในการปลกุ เสก ไม่ใชอ่ าศยั อนื
ตวั คาถาทเี ขียนเป็นอกั ษรขอมไวน้ นั มนั ไมไ่ ดเ้ ป็นอะไรขนึ มาหรอกมนั ตวั หนงั สือ ถา้ ขลงั จรงิ ที
ตวั หนงั สือกไ็ ม่จาํ เป็นตอ้ งเอามานงั เสกนงั ปรกตามทีเขาทาํ ๆ กนั แต่อาจารยน์ ีไมส่ อนตามนนั
พระพทุ ธเจา้ หา้ มไว้ การเลน่ เครอื งรางของขลงั เลน่ ไสยศาสตรต์ า่ งๆ ผดิ ศลี ผดิ วินยั พระ เป็นอาบตั ิ
ทีเดยี วแหละ ผทู้ ีมีความม่งุ หมายทีจะไปพระนพิ พาน หรอื พบพระนิพพาน จงเลกิ สงิ เหลา่ นนั เสยี อย่า
ไปเลน่ อย่ารเิ ลน่ เราตงั ใจใหม้ นั รูใ้ หม้ นั เห็นแลว้ ก็ละกิเลส รูป เสยี ง กลิน รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์
มนั เกิดขนึ ทตี วั เรา ขณะทีเรานงั ฌานนนั แหละทกุ อยา่ ง ไมใ่ ชไ่ ปเพง่ หาจากขา้ งนอก มนั เกิดขนึ ใหเ้ รา
พบใหเ้ ราเหน็ ใหเ้ รารู้ เมือเราไดย้ ินเสียงเราก็ทาํ การละมนั เสยี มีสิงใดทีเกิดขนึ กบั กายกบั จิต ก็ใหร้ ูแ้ ลว้
ละมนั ไปเรือย จงึ เรียกวา่ ทาํ วิปัสสนา สว่ นของวิปัสสนานนั ไดส้ อนไว้ ไดแ้ สดงธรรมไวใ้ นเรอื งอิทธิบาท
๔ กบั พละ ๕ ซงึ ต่อจากรูปฌาน ๔ นไี วแ้ ลว้
9
ทีแสดงมานีเราทกุ คนจงปลกุ ศรทั ธาใหม้ นั คง มีความอดทนเป็นสงิ สาํ คญั มีสจั จะคือความ
จรงิ ใจ ทจี ะกระทาํ ทจี ะปฏิบตั ิ อยา่ เป็นคนเหลวไหลหละหลวม ผดั วนั ประกนั พรุง่ อย่าเป็นคนเกียจ
ครา้ นและรกั ษาศีลใหด้ ใี หเ้ รียบรอ้ ย คือขดั เกลากิเลสหยาบ ธรรมะคอื สมาธิขดั เกลากิเลสอยา่ งกลาง
เมือเรารกั ษาศีลดเี ราก็จะนงั สมาธิไดเ้ รว็ คือ ศลี วิสทุ ธิ จติ กจ็ ะวสิ ทุ ธิไปดว้ ย จติ คือสมาธินนั เอง เมือจิต
เราวสิ ทุ ธิ ทฏิ ฐิก็วสิ ทุ ธิ ทฏิ ฐิก็คอื ปัญญานนั เอง กลา่ วโดยสรุป ศลี สมาธิ ปัญญา เป็นองคข์ องมรรค ๘
ซงึ ย่อลงมา ถา้ เราปฏิบตั ิตรงแลว้ ทกุ อย่าง เช่นรกั ษาศลี ไวใ้ หม้ นั แลว้ มีสมาธิฌานเกิดขนึ แลว้ กจ็ ะ
เกิดปัญญานาํ ไปสกู่ ารละกิเลส จึงขอเนน้ ว่าจงทาํ ตามทีสงั สอนนีขนึ ไปตามขนั ตอน ทาํ ใหส้ งู ขึนไป
เรอื ยๆ ตรงตามคาํ สงั สอนของพระพทุ ธเจา้
ทีอาจารยป์ ฏิบตั ิอย่นู รี ูแ้ น่ชดั ขอยืนยนั ไวก้ บั ศษิ ยท์ กุ คนว่าไม่มีคาํ สงั สอนใดทอี าจารยค์ ดิ ขนึ
เอง อาจารยท์ าํ ตามคาํ สงั สอนของพระพทุ ธองคค์ รบถว้ นทงั สิน จึงสามารถสอนพวกเราได้ ถา้ ไม่รูจ้ รงิ
อาจารยไ์ มก่ ลา้ สอนพวกเรา เพราะนรกเป็นของมีจรงิ การสอนใหศ้ ษิ ยท์ าํ ผิด ครูบาอาจารยเ์ ป็นผลู้ ง
นรก ศษิ ยไ์ มเ่ ท่าไหรห่ รอก นีเป็นหลกั สาํ คญั จะอวดดอี วดเก่งไม่ไดใ้ นการทีปฏบิ ตั ิธรรมของ
พระพทุ ธเจา้ พระพทุ ธองคก์ ่อนทีจะสอนศิษยข์ องพระองค์ พระองคก์ ไ็ ดต้ รสั รูแ้ ลว้ เป็นพระอรหนั ตแ์ ลว้
และพระอรหนั ตต์ า่ งๆ เช่น พระสารีบตุ ร พระโมคคลั ลานะ พระกสั สปะเถระ ลว้ นเป็นพระอรหนั ต์
ระดบั อคั รสาวก มีอภิญญา ๖* ปฏสิ มั ภทิ าญาณ ๔* ทงั สิน การเขยี นตาํ ราใดๆ ขนึ ใหมโ่ ดยอตั โนมตั ิ
เพอื สงั สอนผอู้ ืนทีคิดวา่ ดวี เิ ศษยงิ กวา่ คาํ สงั สอนของพระพทุ ธองคท์ ีมีอยใู่ นอภธิ รรมนนั เป็นสงิ ทไี ม่
สมควรกระทาํ รูท้ ใี จ ไมใ่ ชจ่ ากการพดู
* อภญิ ญา ๖ เป็นความรูช้ นั สงู อนั เกิดจากการปฏิบตั สิ มถวิปัสสนา ประกอบดว้ ย
๑. อทิ ธิวิธี แสดงฤทธิได้
๒. ทพิ พโสต มหี ทู พิ ย์
๓. เจโตปริยญาณ สามารถทายใจคนอนื ได้
๔. ปุพเพนิวาสานุสสตญิ าณ ระลกึ ชาตไิ ด้
๕. ทพิ พจกั ขุ (จุตปู ปาตญาณ) มตี าทิพย์
๖. อาสวกั ขยญาณ คอื ทาํ ใหอ้ าสวะกิเลส (กิเลสละเอียด) หมดสนิ ไป
10
๕ อยา่ งแรก เป็นโลกียอภิญญา เสอื มไดย้ งั ไม่ถึงพระนิพพาน อย่างที ๖ คือ อาสวักขยญาณ
เป็นโลกตุ ตระอภญิ ญา ทาํ ใหก้ ิเลสหมดสนิ บรรลถุ งึ มรรคผลนิพพานได้
* ปฏิสมั ภทิ าญาณ ๔ คอื ปัญญาแตกฉาน มี ๔ อยา่ งดว้ ยกนั คอื
๑. อตั ถปฏิสัมภทิ า แตกฉานในทางอรรถ
๒. ธัมมปฏิสัมภทิ า แตกฉานในทางธรรม
๓. นิรุตติปฏิสมั ภทิ า แตกฉานในทางนิรุตติ หรือภาษา
๔. ปฏภิ าณปฏสิ ัมภทิ า แตกฉานในทางปฏิภาณ
***** บทความ ”หลกั การทาํ สมาธิคือรูปฌาน” นีอา้ งองิ จากหนงั สือ “โลกกตุ ระ” ธรรมปฏบิ ตั ิเพือถงึ ซงึ ความดบั ทกุ ข์ โดย
ขวญั เมือง เรอื งรอง และจากเทปธรรมหลวงพอ่ สรวง “มว้ นที A. .ก.ย รูปฌาน .mp3”*****
11
ปี ติ ๕
๑. ขุททกาปี ติ มีลกั ษณะ คือ
๑. เกิดอาการคลา้ ยหนงั หวั พองและขนลกุ เป็นดงั อาบนาํ ในเวลาหนาว
๒. เกิดปรากฏเป็นดงั เสน้ ผมตาํ และคายเพยี งเลก็ นอ้ ย
๓. เกิดในหทยั วตั ถใุ หส้ นั ระรวั เป็นดงั ปันผลหมาก
๔. เกิดในกายใหเ้ นือตวั หนกั มนึ ตงึ และเวียนอยู่
๒. ขณกิ าปี ติ มลี กั ษณะ คือ
๑. ใหป้ รากฏในจกั ขุทวารเป็นดงั ฟา้ แลบและเป็นประกายดงั ตีเหล็กไฟ
๒. เกิดในกายทวารเป็นดงั ปลาซิวตอดในเวลาอาบนาํ
๓. เกิดเนือเตน้ และเอ็นกระตกุ
๔. เกิดในกายใหต้ วั รอ้ นทวั ไป
๕. เกิดแสบทวั กาย ใหก้ ายแขง็ อยู่
๖. เกิดเป็นดงั แมลงเม่าไตต่ อมตามตวั
๗. เกิดในอกใหห้ วั ใจและทอ้ งรอ้ น
๘. เกิดในใจสนั หวนั ไหว
๙. เกิดในกายใหเ้ หน็ กายเป็นสเี หลอื ง สขี าว เป็นไฟไหม้ นาํ มนั ยางลามไปในนาํ
๓. โอกกนั ติกาปี ติ มลี ักษณะ คอื
๑. กายไหวดงั คลืนกระทบฝัง
๒. เป็นดงั นาํ กระเพือมเกิดเป็นฟองนาํ
๓. เกิดเป็นดงั ขีเรือขา้ มนาํ มีระลอก
๔. กายและใจเป็นดงั ไมป้ ักไวก้ ลางสายนาํ ไหล สนั ระรวั อยู่
๕. เป็นดงั นาํ วน
๖. เป็นดงั หวั อก ไหล่ และทอ้ งนอ้ ยหนกั ผดั ผนั อยู่
๗. เกิดวาบขนึ เป็นดงั ไฟลกุ
๘. เกิดเป็นดงั ลมพดั ขนึ ทวั กาย
12
๔. อพุ เพงคาปี ติ มีลกั ษณะ ๘ คอื
๑. เกิดพองกายเนือตวั ทงั มวลหวนั ไหวอยู่
๒. เกิดเตน้ เหยงๆ ขนึ และลกุ แลน่ ไป
๓. เกิดรอ้ นทวั ตวั และทวั สนั หลงั ศรี ษะ สะเอว และทอ้ งนอ้ ย
๔. เกิดแสบรอ้ นเป็นไอขนึ ทงั ตวั เป็นดงั ไอขา้ วสกุ รอ้ น
๕. เกิดปวดทอ้ ง และปวดนอ่ งเป็นดงั ลงทอ้ งเป็นบดิ
๖. กายและเนือตวั เบาและสงู ขนึ
๗. หนกั แขง้ ขา บนั เอว ศรี ษะ เป็นดงั ไขจ้ บั
๘. เกิดเป็นสมาธิหนกั และเยน็ อยู่
๕. ผรณาปี ติ มีลกั ษณะ ๘ คอื
๑. เกิดในจกั ขทุ วาร ดกู ายเนือตวั นนั แผ่ไป ดใู หญ่ และสงู ขนึ
๒. เกิดแผ่ไปทวั กาย ใหต้ วั เย็นเป็นดงั ลงแชน่ าํ
๓. กายยบิ ๆ แยบๆ เป็นดงั ไรไต่
๔. เป็นดงั ประกายไฟพงุ่ ออกจากกระบอก
๕. กายเบาเป็นดงั นงั และนอนอยเู่ หนอื สาํ ลี
๖. กายหนาวสนั ตวั งอ และหนกั หางตาเป็นดงั อาบนาํ ในฤดหู นาว
๗. กายอ่นุ และเป็นไอขนึ
๘. กายเย็นซาบซา่ นทวั ตวั
13
ร้อยกรองรูปฌาน ๔
(เพอื จดจาํ งา่ ย)
ฌานหนึงนนั จติ หมดจด งดนกึ คิด
สตติ ิด ตามตรวจตรา อย่าใหห้ ลง
ฌานสองกาย สนั สะทา้ น อย่างมนั คง
มนี ามตรง ว่าอพุ เพงค์ ปีติฌาน
ฌานสามนนั พลนั ใจกาย ใหเ้ กิดสขุ
ไมม่ ีทกุ ข์ แสนสบาย ใครไ่ ขขาน
ฌานทสี ี จิตเป็นหนึง นานแสนนาน
กายจิตบาน ลอยละลอ่ ง ท่องเมฆินทร์
14
คาํ ถามเกียวกบั การทาํ ฌาน ๔
๑. ถาม เวลาภาวนา เกศา โลมา จะกาํ หนดจติ ไวท้ ไี หน
ตอบ เรืองกาํ หนดจิตเป็นเรอื งของวิปัสสนา ในทางสมถไมต่ อ้ งกาํ หนด ธรรมชาติของจติ
ตามพระอภิธรรมว่าอย่ทู ีตรงยอดแหลมของกระดกู ทรวงอก โตประมาณนวิ กอ้ ย ยาว
จนหมดกระดกู ซีโครงมาเสียบติดในกระดกู นนั เมือผา่ แลว้ จะมีนาํ อย่ขู า้ งใน สีของนาํ
เป็นไปตามจรติ ของแตล่ ะบคุ คล ถา้ บคุ คลใดมีราคะ โทสะ โมหะ มาก นาํ ก็จะมสี ขี นุ่ สี
มวั ถา้ มีจรติ ทางพทุ ธ สีก็จะใส จิตไมม่ ตี วั ตนแสงสจี บั ตอ้ งไมไ่ ด้ เรารูว้ า่ จติ อยตู่ รงทรวง
อกก็เพราะเวลาเราตกใจอยา่ งแรง เราจะเผลอยกมอื ขนึ มากมุ ทรวงอก เราทาํ ไปโดย
สญั ชาตญาณเอามอื ไปป้องกนั จติ เพราะจิตมนั กลวั ธรรมชาติของจิตเป็นผรู้ ู้ เมอื ไดย้ นิ
เสียงกจ็ ะไปรบั เสียงเขา้ มาทางหู เรยี กว่าโสตวิญญาณ ฯลฯ แลว้ แปลความหมายวา่
เป็นเสียงอะไร ไพเราะหรือไมไ่ พเราะ เวลาทาํ วปิ ัสสนาก็ตอ้ งรูว้ า่ จติ ไปรบั อะไร รูแ้ ลว้ ก็
ใหล้ ะเสีย เพราะถา้ ไปยินดวี า่ เสยี งนนั ไพเราะกเ็ ป็นราคะ ถา้ ไม่ไพเราะก็เป็นโทสะ เรา
ปฏิบตั เิ พอื ละราคะ โทสะ ถา้ ละไดโ้ มหะกห็ มดไป แต่ถา้ ไม่รูจ้ กั ผสั สะก็เป็นโมหะ เมอื
เราปฏิบตั สิ มถกรรมฐานไมต่ อ้ งไปกาํ หนดจติ มนั จะนึกคิดตรกึ ตรองอะไรกใ็ หร้ ู้ ไป
กาํ หนดนกึ คิดอะไรขนึ มา สงั ขารขนั ธก์ ็ปรุงแต่ง ถา้ จติ มนั วา่ งไมม่ อี ารมณน์ ึกคดิ เป็นจิต
ทหี ยดุ นิงสงบเป็นนิพพานชวั ขณะ หรอื ตทงั คนิพพาน ถา้ หยดุ นิงสงบนานๆ หลายๆ
ชวั โมงกเ็ ป็น วกิ ขมั ภนนิพพาน แตย่ งั ไมส่ งบตลอดสายเป็นสมจุ เฉท จงึ ตอ้ งทาํ
วิปัสสนาเมือถึงขนั สดุ ทา้ ยตดั สงั โยชน์ ๑๐ ไดเ้ ป็นสมจุ เฉท ก็จะถงึ พระนพิ พานทีแทจ้ รงิ
๒. ถาม ถา้ เอาจติ ไว้ทคี าํ ภาวนาเวลาจติ สงบแลว้ ก็จะทงิ คาํ ภาวนา เมือไม่ท่องคาํ ภาวนา
แลว้ กาํ หนดจิตไว้ตรงไหน
ตอบ คาํ ภาวนาเป็นเพียงอบุ ายใหจ้ ิตมีทยี ืดเพือจติ จะไดส้ งบลงโดยงา่ ย เมือจิตสงบแลว้ กจ็ ะ
ทิงคาํ ภาวนา จากนนั ไมต่ อ้ งไปกาํ หนดใหม้ นั อยตู่ รงไหน ปลอ่ ยใหม้ นั เป็นไปของมนั
โดยปกตแิ ลว้ จติ จะไม่ทิงกาย มนั อาจจะไปคิดถงึ อะไรสกั ครูก่ จ็ ะกลบั มาทกี าย ถา้ มนั
ทิงกายไปสกั ชวั โมงก็แย่แลว้ กลายเป็นวา่ นงิ เป็นหวั ตอโดยไมร่ ูอ้ ะไร การกาํ หนดจิตให้
15
๓. ถาม อยตู่ รงไหนนนั เป็นเรอื งคนคิดกนั เอง จติ มนั จะอยตู่ ามธรรมชาติของมนั เมอื สตแิ ก่กลา้
ตอบ ตอนปฏบิ ตั ถิ งึ พละ๕ สตจิ ะทนั จิตหมด ไมว่ ่าจิตจะคดิ อะไรก็รูเ้ ท่าทนั
๔. ถาม ในองคฌ์ านทงั ๔ นัน เรมิ จากฌาน ๑ มีวติ ก-วจิ าร ปี ติ สุข เอกคั คตา ฌาน ๒
ตอบ มี ปี ติ สุข เอกคั คตา ฌาน ๓ มี สุข เอกคั คตา และฌาน ๔ มี เอกคั คตา
อุเบกขา แต่หลวงพอ่ สอนว่าฌาน ๑ มีวติ ก-วจิ าร ฌาน ๒ มี ปี ติ ฌาน ๓
มี สุข ฌาน ๔ มเี อกคั คตา อเุ บกขา เหตุใดจงึ เป็ นเช่นนัน
ถา้ สอนวา่ ฌาน ๑ มีวติ ก-วจิ าร ปีติ สขุ เอกคั คตา กจ็ ะไปสงสยั ว่าอนั ไหนเป็นวิตก-
วิจาร เป็นปีติ เป็นสขุ เป็นเอกคั คตา ทาํ ใหเ้ กิดความย่งุ ยากสบั สน วา่ ฌาน ๑ อยู่
ตรงไหน จงึ ยอ่ ใหเ้ ขา้ ใจงา่ ย ใหจ้ าํ เพยี งวา่ ฌาน ๑ อย่ทู ีวติ ก-วิจาร เมือหยดุ วติ ก-วจิ าร
หรือหยดุ คิดแลว้ ก็เขา้ ถงึ ฌาน ๑ เหมือนเรานงั เขยี นหนงั สืออยู่ จติ จดจอ่ อย่กู บั การ
เขยี นหนงั สอื ก็เป็นฌาน ๑ ถา้ เติมปีติ สขุ เอกคั คตา กจ็ ะเกิดความสงสยั ขนึ มาวา่ แลว้
ฌาน ๑ อยตู่ รงไหน อนั ทีจรงิ แลว้ กาํ ลงั ของฌาน ๑ ก็อย่ตู รงวิตก-วจิ าร หมายความวา่
พอหยดุ นึกคิดไดจ้ ติ กเ็ ขา้ ถึงฌาน ๑ ถา้ ภาวนาต่อไปพอมีขนลกุ ขนพองขนึ มากแ็ สดง
วา่ ปีติเกิดขนึ แลว้ เป็นฌาน ๒ กใ็ หข้ นึ ฌาน ๒ ไปเลย เมอื ขนึ จนถงึ อพุ เพงคาปีติ หรือ
กายสนั หรอื ใหย้ กมือขึนสนั เพอื ใหเ้ กิดอพุ เพงคาปีติ ซงึ จะเป็นอบุ ายใหเ้ กิดกาํ ลงั หนนุ
ใหม้ ฤี ทธิ มีอาํ นาจ มีตบะ การใหย้ กมอื ขึนสนั เป็นการชว่ ยเบอื งตน้ สาํ หรบั ผทู้ เี รมิ ฝึก
ปฏบิ ตั ิ เมือมนั เกิดขนึ เองไดแ้ ลว้ ก็ไม่จาํ เป็นทีจะตอ้ งไปชว่ ยอะไร เพยี งแตน่ ึกถึงฌาน ๒
เท่านนั กายก็สนั เองได้ หรือถา้ ยงั ไม่ชาํ นาญดใี ชม้ ือสนั ช่วยทีเดยี วกายกส็ นั ขึนไดเ้ อง
ผ้ไู ดป้ ี ตอิ ่อนๆ อาจจะอย่ใู นฌาน ๑ ไมถ่ งึ ฌาน ๒ ในทาํ นองเดยี วกนั ผทู้ ไี ด้สุข
อ่อนๆ กอ็ าจจะอยูใ่ นฌาน ๒ ไม่ถึงฌาน ๓ กไ็ ด้ ใชห่ รือไม่
ไมใ่ ช่ ฌาน ๑ กค็ อื ฌาน ๑ ฌาน ๒ กค็ อื ฌาน ๒ คือจติ นีสามารถเขา้ ออกไดอ้ ยทู่ กุ
ขณะ ฉะนนั ตอ้ งมีความละเอยี ด คอื สติใหร้ ูช้ ดั ว่าจติ มีอารมณอ์ ยา่ งไร อยใู่ นฌาน ๑
หรอื ฌาน ๒ ตอ้ งรูใ้ หช้ ดั โดยอาศยั ความสงั เกตของเราเอง ถา้ จิตหยดุ นกึ คดิ ได้
ชวั ขณะๆ ก็อยใู่ นฌาน ๑ และถา้ มปี ีติเกิดขนึ เชน่ อาการขนลกุ ขนพอง หรอื กายโยกไป
16
๕, ถาม มา กอ็ ย่ใู นฌาน ๒ แลว้ ถา้ มีการโยกหนา้ หลงั กบ็ งั คบั ใหห้ ยดุ เสียอย่าปลอ่ ยใหโ้ ยก
ตอบ แรงเดยี วหวั จะโขกพืนหรอื หงายหลงั ไปเสยี ใหเ้ ปลียนเป็นโยกซา้ ยขวาแทน ถา้ รูส้ กึ วา่
กายสบาย สบายใจหรือรูส้ กึ เฉยๆ กแ็ สดงวา่ จติ อย่ใู นฌาน ๓ ลกั ษณะของฌาน ๓ จิต
๖. ถาม มี ๒ อารมณ์ คอื สขุ หรือเฉยๆ ไม่มีทกุ ข์ จติ จะตงั มนั ไดน้ านกว่าฌาน ๒ ถา้ ท่องเกศา
ตอบ โลมา ชา้ ๆ จติ กจ็ ะละเอียดขนึ ถา้ เรมิ รูส้ กึ ว่านิวมือชาหรือเทา้ ชา หรอื รมิ ฝีปากชา ก็
แสดงว่าฌาน ๓ แกก่ ลา้ ขนึ ถา้ อาการชาชดั เจนและลามขนึ มาถึงกึงกลางมือถงึ ขอ้ มือ
และตวั เกรง็ ขนึ มากแ็ สดวงว่าจติ เขา้ ถงึ ฌาน ๔ แลว้ พอถงึ ฌาน ๔ สขุ ก็จะไม่มี มีแต่
อเุ บกขา เมอื เราทาํ ฌาน ๔ สมบรู ณท์ กุ อยา่ งแลว้ จากประสบการณท์ ีพบมาจิตมนั จะ
เขา้ ออกในฌานต่างๆ ไดค้ ลอ่ งทงั ฌาน ๑, ๒, ๓, ๔ พระพทุ ธองคส์ อนวา่ ธรรม
ทงั หลายเราทาํ ใหม้ ีใหเ้ ป็นขนึ เพราะฉะนนั ทเี รานงั ภาวนา เกศา โลมา กเ็ ป็นการทาํ ให้
มี ใหเ้ ป็น พอทาํ เป็นฌานแลว้ หรอื ทาํ ใหม้ ีใหเ้ ป็นแลว้ ก็จะเป็นธรรมขนึ มา เรียกวา่
“ธรรมในธรรม"
การทาํ ฌาน ๒ โดยใชม้ ือสันชว่ ย เพอื ให้เกิดอพุ เพงคาปี ตอิ ยา่ งแรง เมอื ทาํ
ไปแล้วไม่แน่ใจว่าการมอื สันหรือกายสันนัน เกิดจากจากการใชก้ าํ ลงั กายชว่ ย
หรอื เกิดจากอุพเพงคาปี ตอิ นั เป็ นผลของสมาธิ
ถา้ มนั สนั แรงเรว็ ก็แสดงวา่ เกิดขนึ เอง และถา้ มนั เกิดขนึ แลว้ กจ็ ะสนั อยนู่ นั แหละ หาก
ไมข่ นึ ไปฌาน ๓ หรอื ลงมาฌาน ๑ กจ็ ะไม่หยดุ
ขณะทาํ ภาวนาถา้ มที กุ ขเวทนาหรอื ความปวดขนึ จะละคาํ ภาวนามากาํ หนดรู้
ความปวด หรอื ไมต่ อ้ งสนใจความปวด ยังคงทอ่ งคาํ ภาวนาตอ่ ไปอยา่ งไหนจงึ
จะดี
เมือมีทกุ ขเวทนาเกิดขนึ ไมต่ อ้ งไปกาํ หนดหรอก มนั รูข้ องมนั เอง เมอื รูแ้ ลว้ ก็ละเสยี ถึง
เราจะยงั ไมข่ นึ วิปัสสนาเราก็ละได้ หรือจะใชข้ นั ติคือความอดทนเอากไ็ ต้ ใหม้ คี วาม
อดทนโดยไม่ถอยไม่ออก แมป้ วดจนนาํ ตาไหลก็ช่างมนั เพราะการตรสั รูข้ อง
พระพทุ ธเจา้ นนั ตรสั รูท้ กุ ข์ ตอ้ งทกุ ขถ์ ึงทีสดุ จึงจะพบนพิ พานได้ จะนงั ยิมๆใหส้ บาย
17
๗. ถาม จนถึงนพิ พานนนั ไมม่ ีหรอก ส่วนคาํ ถามทีว่าถา้ มนั ปวดแลว้ ไมต่ อ้ งไปสนใจความปวด
ตอบ แต่ทอ่ งคาํ ภาวนาต่อไปจะดีหรือไม่ อนั นจี ิตมนั ไม่ฟังหรอก เพราะมนั รูว้ า่ กาํ ลงั ปวดอยู่
จติ มนั รูแ้ ทนกาย กายไม่รูว้ ่ามนั ปวด ระหว่างจติ กบั กาย มนั ต่างโงด่ ว้ ยกนั ทงั นนั จิตคดิ
๘. ถาม ว่ากายเป็นตวั มนั กายหรือรูปก็ไม่รูอ้ ะไร ไมร่ ูค้ วามเจบ็ ปวด ถงึ เอาขวานมาฟันขาด ๒
ท่อน กายกไ็ ม่รูส้ กึ เจ็บปวด จิตตา่ งหากเป็นผรู้ ูค้ วามเจ็บปวด เพราะไปยดึ เอากายมา
เป็นของตน เป็นอปุ าทานทจี ิตยืดถือมาหลายภพชาติ เพราะฉะนนั ถา้ จะปฏิบตั ิใหถ้ ึง
นพิ พานตอ้ งใหจ้ ติ ละขนั ธ์ ๕ ใหไ้ ดเ้ สียกอ่ น เรียกว่าละอปุ ทานขนั ธ์ ถา้ จิตหยดุ สนใจ
ปวดเมือไรปวดนนั ก็ดบั ทนั ที ฉะนนั คาํ ว่าใหจ้ ิตละคอื ใหห้ ยดุ ความสนใจ และคาํ ว่าละ
นีเป็นตวั วิปัสสนา เมือจติ ละได้ ทกุ ขห์ รอื สขุ กด็ บั ไป อยา่ งไรก็ตามเมือปวดมากๆ ละ
แลว้ ไมด่ บั แมจ้ ะ บงั สกุ ลุ ก็ยงั ไมด่ บั หากเป็นเช่นนกี ็ใหอ้ ดทน ใหท้ นจนถงึ ทสี ุด เมือทน
ถงึ ทีสดุ แลว้ ความปวดก็จะเกิดขนึ ไมไ่ ด้ ธรรมอนั หนึงอนั ใดก็จะเกิดขนึ เราจะไดเ้ หน็
ธรรมดีๆ เช่น ตอนทีเราจะเขา้ ถงึ ฌาน ๔ มนั ปวดเหลอื เกิน แตถ่ า้ เราทนถงึ ทีสดุ จน
ความปวดดบั ไปเรากจ็ ะถงึ ฌาน ๔ กายเกรง็ ขนึ แข็งทงั ตวั รูส้ กึ ชาถึงหวั ไหล่
เวลาปฏิบัติอาจารยผ์ สู้ อนจะบอกให้ขนึ ฌาน ๑ แลว้ สักพักขนึ ฌาน ๒ จากนัน
ขนึ ฌาน ๓ แล้วตอ่ ฌาน ๔ ในทางปฏิบัตผิ ูท้ สี มาธิยงั ไมแ่ ข็งพออาจจะขึนตาม
ไม่ทัน เช่น อาจารยบ์ อกให้ขนึ ฌาน ๔ แต่ผ้ปู ฏบิ ตั ยิ ังอยใู่ นระดบั ฌาน ๓
อ่อนๆ หากเป็ นเชน่ นีจะทาํ อย่างไร
กรณีเชน่ นถี า้ ผปู้ ฏบิ ตั คิ นไหนยงั ชนึ ไม่ไดก้ ไ็ ม่ตอ้ งขนึ ไปตาม เมอื เรารูว้ ่าฌาน ๓ ของเรา
ยงั ออ่ นยงั ไม่สมบรู ณ์ เราก็ทาํ ฌาน ๓ ของเราใหส้ มบรู ณ์ เมอื ฌาน ๓ สมบรู ณแ์ ลว้ จงึ
ขนึ ฌาน ๔ ไป การทีจะรูว้ ่าเราถงึ ฌานไหนแคไ่ หนนนั ตวั เราเองเป็นผรู้ ู้ ครูอาจารย์
ทา่ นสอนไปตามลาํ ดบั เพือใหค้ นทีมีความกา้ วหนา้ ไดก้ า้ วขนึ ไปเรอื ยๆ แต่ถา้ เรายงั กา้ ว
ไมถ่ งึ ก็ไมต่ อ้ งกา้ วไป
ทา่ นอาจารยบ์ อกวา่ ลักษณะของฌาน ๔ นัน นิวมอื นิวเท้า ปาก และใบหน้า
จะชา ขอเรียนถามวา่ อาการของฌาน ๔ มเี พยี งเทา่ นีหรือ
18
ตอบ ยงั มอี กี คอื ทงั กาย มือ และ เทา้ จะเกรง็ หมด และความชานนั จะชาจนถึงขอ้ ศอก
หวั ไหล่ ขา และสะโพก ปากจะบิดเบยี ว หรือปลายปากยนื แหลมออกเหมอื นปากนก
๙. ถาม ฟันกจ็ ะขบกนั ดงั กรอด ตวั เกรง็ จนขยบั ไม่ได้ ถา้ เราอย่ใู นฌาน ๔ นนั สกั ครงึ ชวั โมง
ตอบ แลว้ ออกทนั ทีโดยไมถ่ อยฌานลงตามลาํ ดบั จะออกไม่ได้ แมล้ ืมตาตวั ก็ยงั แข็งขยบั
มอื ออกไมไ่ ด้ ใหค้ นมาแกะมือ ๒ คน ก็ยงั แกะออกไม่ได้ ตอ้ งถอยฌานลงมา
๑๐. ถาม ตามลาํ ดบั คือ จาก ๔ ลง ๓, ๒, ๑ แลว้ สลดั หวั จงึ จะออกได้ เมอื ถึงฌาน ๔ เตม็ ที
ตอบ เสยี งฟ้าผา่ หรอื จดุ ประทดั ก็แทบจะไม่ไดย้ นิ ไดย้ ินเพียงเบาๆ ดงั เปรยี ะๆ เท่านนั เอง
เพราะขนั ธ์ ๕ มนั ดบั ไป หากเอาบหุ รหี รือไฟแดงๆ ไปจีทกี ายก็ไม่รูส้ กึ เจ็บ มีศิษยค์ น
๑๑. ถาม หนงึ เขา้ ถงึ ฌาน ๔ หลานเอาไมข้ นาดนวิ ครงึ หนา้ สาม ตีลงไปบนหวั ไมห้ กั แต่ผทู้ นี งั
ตอบ ฌานก็ยงั นงั เฉยโดยทหี วั ไม่แตก และไม่รูส้ กึ เจบ็ เลย
เมอื มีอาการปากชาหรือมอื ซาแตจ่ ติ ยังไหวอยบู่ า้ ง เช่น แวบไปคิดถึงเรืองใด
เรืองหนึงจะทาํ อยา่ งไร อาการอย่างนีจะเรียกว่าถึงฌาน ๔ ไดห้ รอื ไม่
ตอ้ งทอ่ งกรรมฐาน เกศา โลมา จนใหจ้ ติ อย่กู บั กรรมฐาน เราตอ้ งมีสติคมุ จติ ไว้
ตลอดเวลาเผลอเมือไรจติ กไ็ ปท่องเทียวตามเดมิ เพราะเป็นธรรมชาติของมนั อาการ
อย่างนจี ิตยงั ไม่เป็นเอกคั คตา เดียวมีอารมณเ์ ดยี วไมม่ อี ารมณ์ ยงั ไม่ถงึ ฌาน ๔ แท้
ตอ้ งทาํ ใหจ้ ิตละเอยี ดลงกวา่ นนั อีก
ลักษณะของเอกัคคตาจติ เป็ นอยา่ งไร
จติ มีอารมณเ์ ดียวหรอื อารมณว์ า่ ง หรือว่า เกศา โลมา นขา ทนั ตา ตโจ ไดต้ อ่ เนือง
ตลอดจนไมห่ ลง และไมไ่ ปคดิ ถึงเรืองอืน
จิตนิงอย่นู านสกั เทา่ ใด จงึ จะถอื วา่ เป็ นเอกคั คตาจติ
ซวั ขณะก็เป็นเอกคั คตาจิต ชวั ๓-๔ ชวั โมง หรอื ๑ วนั โดยไม่มอี ารมณอ์ ะไรเลยก็เป็น
เอกคั คตาจิต แลว้ แตว่ ่าอย่ใู นขนั ตาํ ขนั กลาง หรือขนั สงู เพราะฌานแตล่ ะฌานนนั มี ๓
19
ขนั แตใ่ นขนั นทาํ วิปัสสนาใหจ้ ิตตงั มนั อยเู่ ป็นขณะๆ กท็ าํ วิปัสสนาได้ เมอื ถึงฌาน ๔
แลว้ กท็ าํ วิปัสสนาได้ แตต่ อ้ งใหเ้ ขา้ ออกฌาน ๔ ไดค้ ลอ่ งเสยี กอ่ นจงึ ควรทาํ วิปัสสนา
๑๒. ถาม การโยกตัวนับเป็ นอบุ ายอย่างหนึงทที าํ ให้จติ ตืนตัว นอกจากนียงั ทาํ ให้นังได้
นานโดยไมป่ วดเมอื ยและจิตไม่ตกอยู่ในภวังค์ ขอเรยี นถามวา่ ถา้ ทาํ ฌาน ๒
โดยใช้วิธโี ยกตวั แทนการสนั มือจะไดห้ รอื ไม่
ตอบ การโยกตวั นนั ความจรงิ เป็นสภาวะธรรม เพราะเมือหลวงพอ่ ทาํ วิปัสสนานนั มนั จะโยก
ตวั ไปเอง หรอื ถา้ ใครนงั ฟังพระแสดงธรรมอยู่ กายก็จะโยกไปเอง แสดงวา่ จิตอยากจะ
ทาํ วิปัสสนาแลว้ การโยกตวั จะชว่ ยใหไ้ ม่ง่วง มสี มั ปชญั ญะอย่ตู ลอดเวลา สตนิ นั คมุ จติ
สมั ปชญั ญะคมุ กายใหร้ ูต้ วั จงึ ไม่ง่วง ภวงั คจิตคือจิตครงึ หลบั ครงึ ตืน มอี าการเคลมิ ๆ
คนทจี ะหลบั จะตกภวงั คก์ ่อนถา้ เขา้ ฌานแลว้ จติ จะตกอยใู่ นภวงั คค์ รงึ หลบั ครงึ ตืน ถา้
ตงั จติ ไวไ้ ดก้ จ็ ะไมง่ ว่ ง ถา้ ตงั ไมไ่ ดก้ ง็ ว่ งหลบั ไป ถา้ ขา้ มภวงั คจติ ได้ ก็จะตงั เป็นฌาน
มนั คง สว่ นทถี ามวา่ การทาํ ฌาน ๒ จะใชว้ ิธีโยกตวั แทนการสนั มือจะไดห้ รอื ไม่นนั ก็
ไดเ้ หมือนกนั แต่จะขาดฤทธิขาดกาํ ลงั เพราะไมม่ ีอพุ เพงคาปีติ ตวั อพุ เพงคาปีตเิ ป็น
ตวั ทีนาํ ไปสกู่ าํ ลงั เราตอ้ งปฏิบตั ิใหไ้ ดพ้ รอ้ ม การทกี ายสนั นนั ก็อย่ใู นคาํ สอนของ
พระพทุ ธเจา้ ไม่ใชค่ าํ สอนของหลวงพอ่ เราจะไปรงั เกียจอะไรกบั อาการของกายสนั ถา้
ทาํ ไดจ้ นชาํ นาญแลว้ กไ็ ม่จาํ เป็นจะตอ้ งไปยกมือชว่ ย พอนกึ ขนึ ฌาน ๒ กข็ นึ ไดเ้ อง
นอกจากนอี พุ เพงคาปีติกจ็ ะช่วยใหส้ มาธิละเอยี ดแนบแนน่ ดดี ว้ ย
*** คาํ ถามเกียวกบั การทาํ ฌานนีอา้ งอิงจากหนงั สอื “โลกกตุ ระ” ธรรมปฏิบตั ิเพือถึงซงึ ความดบั ทกุ ข์ โดย ขวญั เมือง
เรืองรอง และจากเทปธรรมหลวงพ่อสรวง “บ.บางกอกรบั เบอร์ (1) รูปฌาน 4-โคตรภู 12-13 พ.ค.37.MP3”***
20