The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานการค้นคว้าอิสระกระบวนการPIDRE

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Hercules-39, 2020-04-07 10:23:41

รายงานการค้นคว้าอิสระกระบวนการPIDRE

รายงานการค้นคว้าอิสระกระบวนการPIDRE

1

faa

ฝศน.2.6 2

รายงานการศึกษาคน้ ควา้ อสิ ระ
เร่อื ง กระบวนการนิเทศแบบ PIDRE

โดย
นางสาวนรศิ รา แสงจันทร์
ผ้ฝู ึกประสบการณน์ ิเทศการศกึ ษา

รายงานการศกึ ษาคน้ ควา้ นี้ เป็นส่วนหน่งึ ของการฝกึ ประสบการณน์ เิ ทศการศกึ ษา
ก่อนแต่งตงั้ ใหด้ ารงตาแหนง่ ศกึ ษานิเทศก์
สานกั งานคณะกรรมการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน

3

คานา

รายงานการค้นคว้าอิสระ เร่ือง กระบวนการนิเทศแบบ PIDRE จัดทาข้ึนเพ่ือรายงานผลจาก
การศึกษาค้นคว้า เก่ียวกับกระบวนการนิเทศแบบ PIDRE ประกอบด้วย บทนา วัตถุประสงค์ ประโยชน์ที่
คาดว่าจะได้รบั หลกั การ ทฤษฎี แนวคดิ เนื้อหาสาระ/องค์ความรตู้ ่าง ๆ การนาไปพัฒนางาน/การเช่ือมโยง
ประยุกต์ใช้ และผลที่เกิดขึ้น ในอันจะเป็นประโยชน์สาหรับนาไปสู่การพัฒนาการนิเทศการศึกษา การ
วางแผนการนิเทศ การสร้างสื่อการนิเทศ และเครื่องมือการนิเทศ สาหรับใช้ในการปฏิบัติการนิเทศเพื่อ
พฒั นาครู ผบู้ รหิ าร และสถานศึกษาใหส้ ามารถจัดการเรยี นการสอน และจดั การศกึ ษาท่ีมีคณุ ภาพมากยิ่งข้ึน
และเผยแพรแ่ ละขยายผลให้กับศกึ ษานเิ ทศก์ ผู้บริหาร สถานศึกษา หน่วยงานต้นสงั กัด และผู้สนใจ

ขอขอบคุณศึกษานิเทศก์พี่เลี้ยง ท่ีได้ให้คาปรึกษา แนะนา ให้ความช่วยเหลือในการศึกษาค้นคว้า
และการจดั ทารายงานฉบบั น้จี นสาเร็จลลุ ่วงลงด้วยดี

นรศิ รา แสงจันทร์

สารบัญ 0

เรอ่ื ง หน้า
บทนา 1
ความเปน็ มาและความสาคัญ 1
วัตถปุ ระสงค์ 3
ขอบเขตของการศกึ ษา 3
ประโยชน์ทค่ี าดว่าจะได้รับ 4
ทฤษฎีและเอกสารที่เกีย่ วข้อง 5
วธิ ีดาเนนิ การศกึ ษา 11
ผลการศึกษา 13
การนาไปพฒั นางาน/การเชอ่ื มโยงประยกุ ต์ใช้ 21
ผลทีเ่ กิดขนึ้ 22
เอกสารอ้างอิง 24
ภาคผนวก 26

1

บทนา

ความเปน็ มาและความสาคญั

การศกึ ษาเป็นรากฐานสาคัญในการสร้างความม่ันคง และความเจรญิ ก้าวหนา้ ของประเทศชาติหากจัด
การศึกษามคี ณุ ภาพดีแล้ว ประชาชนสว่ นใหญ่ย่อมจะมีประสทิ ธิภาพ มีความรู้ ความสามารถ มีปญั ญาสามารถ
พ่ึงตนเองได้ การศึกษากล่าวได้ว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้เพ่ือความเจริญงอกงามของบุคคล และสังคมโดย
ถ่ายทอดความรู้ การฝึกอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรมและสร้างสรรค์ จรรโลง ความก้าวหน้าทางวิชาการ
การสร้างองค์ความรู้ อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อม สังคมการเรียนรู้ และปัจจัยเก้ือหนุนให้บุคคลเรียนรู้
อย่างต่อเน่ืองตลอดชีวติ และแนวการจัดการศึกษาที่กาหนดว่าการจัดการศึกษาต้องยึดหลกั ว่า ผู้เรียนทุกคนมี
ความสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้ ถือว่าผู้เรียนมีความสาคัญท่ีสุด การเรียนรู้เชิงรุก เป็นแนวการ
จัดการเรียนรู้ที่มีพื้นฐานจากทฤษฎีการสร้างความรู้ (Constructivism) นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียน สร้าง
องค์ความรู้ จัดระบบการเรยี นรู้ ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง เกิดกระบวนการคิดในระดับสูง การคิดวิเคราะห์ การ
คิดสังเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้อภิปรายความรู้ และมี
ปฏิสัมพันธ์ในการเรียนรู้ร่วมกัน โดยที่การเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) ให้ความสาคัญกับกระบวนการ
เรียนรู้ มากกว่าเน้ือหาของรายวิชา ทาให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาอย่างถ่องแท้ และเข้าใจในเชิงลึก และทาให้
นักเรียนเห็นประโยชน์จากสิ่งที่เรียนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกสามารถทาได้ทั้งในและนอกห้องเรียน รวมท้ัง
สามารถใช้ได้กับผู้เรียนทุกระดับ ท้ังการเรียนรู้เป็นรายบุคคลและการเรียนรู้แบบกลุ่ม ส่งเสริมให้ผู้เรียน
สามารถพฒั นาตามธรรมชาติ และเตม็ ศักยภาพ และการจดั การเรยี นรู้ใหส้ ถานศึกษาและหนว่ ยงานท่เี กยี่ วข้อง
ดาเนนิ การ คือจัดเน้อื หา สาระ และกจิ กรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผเู้ รยี น โดยคานงึ ถึง
ความแตกต่าง ระหว่างบุคคล เพ่ือฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการศึกษา การเผชิญสถานการณ์และการ
ประยุกต์ความรู้มาใชเ้ พ่ือป้องกัน และแกไ้ ขปัญหาและการจดั กิจกรรมให้ผเู้ รียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง
ฝึกการปฏิบัติให้ทาได้ คิดเป็น ทาเป็น แก้ปัญหาเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง และการจัด
การศึกษาต้องยึดนโนบายของกระทรวงศึกษาธิการ ในการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนและ
กระบวนการติดตาม นิเทศการจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมทรัพยากรบุคคลให้มีความรู้ ความคิด
รู้จักวิเคราะห์ และทันต่อเหตุการณ์ มีความสามารถทางการสอน และการนิเทศอย่าง ต่อเน่ือง
(กระทรวงศึกษาธิการ, 2560) ปัจจุบันงานในด้านการศึกษาเจริญก้าวหน้าไปมาก โดยมีการเปล่ียนแปลง
หลายๆ ประการ เปล่ียนแปลงหลักสูตร ความรู้ในสาขาวิชาการต่างๆ เพิ่มขึ้น แนวความคิดและแนวการเรยี น
การสอนใหม่ๆ เพ่ิมขึ้น ตลอดจนการเปล่ียนแปลงจุดมุ่งหมายของการศึกษา แต่ยังพบว่า ผู้บริหาร ครู และ
ผู้เกี่ยวข้องบางคน ยังไม่สามารถปรับเปล่ียนให้ทันต่อความเปล่ียนแปลง ปัญหาดังกล่าวข้างต้น สามารถจะ
แก้ไขไดโ้ ดยอาศัยผู้นิเทศ หรอื ศกึ ษานิเทศก์ ซึ่งมีหน้าทน่ี ิเทศการศึกษาให้ครูมีความเจริญ งอกงามทางวชิ าการ

2

สามารถพ่ึงตนเองได้และนาความรู้เหล่านี้ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาการเรียน การสอนตาม
วัตถุประสงค์ท่ีวางไว้ ดังนั้นเร่ืองการนิเทศการศึกษาจึงเป็นเร่ืองสาคัญท่ีศึกษานิเทศก์ ควรจะได้ศึกษาและทา
ความเขา้ ใจในหลกั การกระบวนการและวิธกี ารของการนเิ ทศการศกึ ษา เพือ่ นามาใชใ้ นการพัฒนาการเรยี นการ
สอน ทาให้เกิดความเข้าใจในเร่ืองของการนิเทศการศึกษาดีขึ้น แต่การศึกษาที่ผ่านมาพบว่าการนิเทศของ
ศึกษานิเทศก์ยังคงมีปัญหาและอุปสรรคหลายด้าน เช่น ผู้นิเทศไม่ได้รับการยอมรับและไว้วางใจเชื่อถือจากครู
ครูต่อต้านการนิเทศ การขาดแคลน ศึกษานิเทศก์ที่มีความรู้ ความชานาญเฉพาะสาขาวิชา ศึกษานิเทศก์มี
จานวนน้อยและไม่ครบกลุ่มสาระการเรียนรู้ และช่วงช้ัน นอกจากนี้ศึกษานิเทศก์ได้รับมอบหมายงานอ่ืนมาก
เกนิ ไป ทาให้ไม่สามารถปฏิบตั ิงาน ตามบทบาทหน้าท่ีได้อย่างเต็มที่ การนิเทศการสอนไม่ทวั่ ถึง ดงั นนั้ รปู แบบ
การนิเทศที่นามาใช้ในการขับเคลอ่ื นการพัฒนาการศึกษาและการจัดการเรียนการสอนของครู จึงจาเป็นต้องมี
รปู แบบการนิเทศทท่ี าให้ครยู อมรับ เกดิ การพัฒนาการทางาน กระบวนการนิเทศแบบ PIDRE เป็น
กระบวนการนาเอาหลักการและแนวคิดเก่ียวกับกระบวนการนิเทศการศึกษาของต่างประเทศมาใช้ ได้พบว่า
สภาพพืน้ ฐานเก่ยี วกับความเข้าใจในแนวคดิ ทางการนิเทศสมยั ใหม่ของบุคลากรในประเทศไทยยังไม่ดีพอจึงทา
ให้การดาเนินงานส่งเสริมการนิเทศการศึกษา ให้เกิดข้ึนในโรงเรียนและสถานศึกษาต่างๆ ไม่ประสบผลสาเร็จ
เทา่ ที่ควร จากจดุ อ่อนดังกล่าวมาแลว้ ดร.สงัด อทุ รานันท์ จงึ ได้พยายามพัฒนากระบวนการนิเทศการศึกษาซ่ึง
สะท้อนแนวทางในการปฏิบัติ โดยเสนอรูปแบบของการนิเทศในลักษณะของ “กระบวนการ” ซ่ึงต้องทาอย่าง
เป็นขั้นตอนทาเป็นระบบ มีความต่อเนื่อง และไม่มีการหยุดนิ่ง หากยุติกระบวนการเม่ือใดก็ถือว่าได้หยุดการ
นิเทศเมื่อน้ัน ให้ผู้บริหารการศึกษาตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อการจัดการจัดนิเทศการศึกษา ว่าเป็นงาน
ของผู้บริหารโดยตรง และพบว่าการให้แรงเสริมกาลังใจจะมีส่วนทาให้การนิเทศประสบผลสาเร็จสูงกว่า ไม่มี
การเสริมแรง หากจะพิจารณาสภาพการทางานในสังคมไทยซึ่งเป็นสังคมเกษตรกรรม มีความผูกพันฉันท์มิตร
สงู กว่าสงั คมตะวนั ตกก็ย่อมจะมีความต้องการแรงเสริม กาลังใจในการทางานเป็นอย่างยงิ่ ดงั นน้ั จึงเห็นว่าการ
เสริมกาลังใจของผู้บรหิ ารจะทาให้ผรู้ ับการนิเทศรวมทง้ั ผู้ให้การนิเทศมีกาลังใจในปฏิบัติงาน จึงได้จดั ให้มีการ
เสริมแรงหรือการส่งเสริมกาลังใจ (Reinforcement) เป็นขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการนิเทศการศึกษาสาหรับ
การศึกษาสังคมไทย (สงัด อุทรานันท์, 2530) ซึ่งการนิเทศการศึกษามีความจาเป็นอย่างย่ิง ต่อสถานศึกษา
เนื่องจากสังคมโลกมีการเปล่ียนแปลง อย่างรวดเร็ว ท้ังทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ซ่งึ สง่ ผลใหก้ ารศึกษา ตอ้ ง มีการเปลีย่ นแปลงตาม เพ่ือใหส้ อดคลอ้ งกบั นโยบาย จุดหมาย หลกั การ
โครงสร้างและมาตรฐาน หลักสูตรของ ชาติ ผู้ท่ีมีบทบาทสาคัญในการนา การเปลี่ยนแปลงไปสูก่ ารพัฒนาการ
เรียนการสอน คือ ครูผู้สอน การช่วยเหลือครูผู้สอนให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลง จะส่งผลต่อคุณภาพของ
นักเรียนให้ดี ต่อไป ดังนั้น เพื่อเป็นการพัฒนาการจัดการเรียนการเรียนรู้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงมีความ
จาเป็นต้องมีการนเิ ทศการสอนเพ่ือ ช่วยใหค้ รูมคี วามเชื่อม่ันในตนเอง ได้แลกเปล่ยี นประสบการณ์ซ่ึงกนั ละกัน

3

ครูผู้สอนแต่ละคนสามารถสังเกตการณ์ทางานหรือการสอนของครูคนอ่ืนๆ เพ่ือนามาปรับปรุงการสอนของ

ตนเอง และยังได้แลกเปล่ียนวัสดุอปุ กรณก์ ารสอน และไดร้ บั รูว้ ธิ กี ารใหม่ ๆ เพอื่ ปรบั ปรงุ การสอนของตนเอง

ศึกษานิเทศก์ต้องมีความรู้พื้นฐานท่ีจาเป็นเก่ียวกับแนวคิดและหลักการนิเทศ ความหมายการนิเทศ

จดุ ม่งุ หมายของการนิเทศ บทบาทหน้าท่ีของศึกษานิเทศก์ กระบวนการนิเทศ กิจกรรมการนิเทศ และเทคนิค

วิธีการนิเทศ มีความสาคัญสาหรับศึกษานิเทศก์มืออาชีพ ศึกษานิเทศก์จะต้องเรียนรู้และพัฒนาตนเองด้วย

กระบวนการทเ่ี หมาะสม สอดคล้องกับภาระงานที่รับผิดชอบการสังเคราะห์งานวจิ ัย เปน็ เทคนคิ วธิ กี ารที่นาผล

การศึกษาจากหลาย ๆ งานวิจัยที่ศึกษาวิจัยในประเด็นเดียวกัน มาศึกษาวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติ หรือ

วิธีการวิเคราะหข์ ้อมูลเชิงคุณภาพและนาเสนอขอ้ สรุป อย่างมีระบบทาให้ได้คาตอบ/ องค์ความรู้ที่

ต้องการซึ่งมีลักษณะที่กว้างขวางและลึกซึ้งย่ิงข้ึน งานวิจัยท่ีนามาสังเคราะห์แต่ละเรื่องให้ข้อค้นพบแต่ละมุม

ของปรากฏการณ์ที่ต้องการศึกษา และเม่ือนาผลการวิจัยมาสังเคราะห์รวมกัน ผลการสังเคราะห์ที่ได้รับจะมี

ความกว้างขวางและลุ่มลึกมากกว่าที่จะได้รับจากรายงานการวิจัยแต่ละเร่ือง เพ่ือให้ได้ข้อความรู้ในเชิงสรุป

ผลการวิจยั ทม่ี ีอยูก่ ระจดั กระจายให้มคี วามชดั เจน และไดข้ อ้ ยุติ

ดังนั้นผู้ศึกษาค้นคว้าจึงดาเนินการค้นคว้าอิสระ เรื่อง กระบวนการนิเทศแบบ PIDRE เพื่อนาองค์

ความรู้/ข้อมูลที่ได้จากการสังเคราะห์แนวคิด หลักการท่ีเกี่ยวข้องกับกระบวนการนิเทศแบบ PIDRE นามา

กาหนดกระบวนการพฒั นาการนเิ ทศสู่วธิ ปี ฏิบตั ิที่ดี นาไปใช้พัฒนาตนเองในการปฏิบตั ิงานนิเทศในสภาวะปกติ

ของงานไปใช้ในการวางแผนการนเิ ทศ ให้เกดิ ผลอยา่ งมีคุณภาพ และเกดิ ผลงานทางวิชาการที่มีคณุ คา่ ต่อไป

วตั ถุประสงค์

1. เพอ่ื ศึกษาขอ้ มลู สงั เคราะห์งานวจิ ัย และสร้างองค์ความรู้ เก่ียวกบั กระบวนการนิเทศแบบ PIDRE
2. เพ่อื กาหนดแนวทางการนเิ ทศแบบแบบ PIDRE ไปประยุกตใ์ ชใ้ นงานนเิ ทศการศึกษา

ขอบเขตของการศกึ ษา

การศึกษากระบวนการนเิ ทศแบบ PIDRE มีขอบเขตการศึกษา ดังน้ี
1. ขอบเขตด้านเนื้อหา

ข้อมูล และงานวิจัย เก่ียวกับกระบวนการนิเทศแบบ PIDRE
2. ขอบเขตด้านระยะเวลา

เวลาท่ใี ช้ในการศกึ ษาค้นควา้ 17 มกราคม – 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

4

ประโยชนท์ ีค่ าดวา่ จะได้รับ

1. ได้องค์ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการนิเทศแบบ PIDRE อันจะนาไปสู่การพัฒนาการนิเทศการศึกษา
การวางแผนการนิเทศ การสรา้ งสอ่ื การนิเทศ และเคร่ืองมอื การนิเทศ

2. นาองค์ความรู้ท่ีได้รับไปใช้ในการปฏิบัติการนิเทศเพ่ือพัฒนาครู ผู้บริหาร และสถานศึกษา ให้
สามารถจัดการเรียนการสอน และจัดการศึกษาทีม่ ีคุณภาพมากย่ิงข้ึน

5

ทฤษฎีและเอกสารทเี่ ก่ียวข้อง

การสงั เคราะหง์ านวิจยั
การสังเคราะห์งานวิจัย ผู้ศึกษาค้นคว้าได้ทบทวนเอกสารเก่ียวกับความหมายของการสังเคราะห์

งานวิจัยไว้หลายท่าน การสังเคราะห์องค์ความรู้เป็นวธิ ีการวิจัย ที่ใช้ในการศึกษาอย่างเป็นระบบ เพือ่ เช่ือมโยง
องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัย สงั เคราะห์เปน็ องค์ความรใู้ หมอ่ ย่างเป็นระบบและนาไปสู่การปฏบิ ตั ิการสังเคราะห์
งานวจิ ัยมีหลกั การ ทฤษฎี แนวคิด และวธิ กี ารปฏบิ ตั ิ ซึง่ ผรู้ ายงานขอนาเสนอเป็นหัวข้อ ดงั น้ี

1. ความหมายของการสงั เคราะห์งานวจิ ัย
กรมวิชาการ (2542) กล่าวว่า การสังเคราะห์งานวิจัย (Synthesis of research) เป็นระเบียบวิธี
การศกึ ษาหาขอ้ เท็จจริงเพ่ือตอบปัญหาใดปญั หาหนึ่ง โดยการ รวบรวมงานวิจัยเกีย่ วกบั ปญั หานัน้ หลายๆ เรื่อง
มาศกึ ษา วิเคราะห์และนาเสนอข้อสรปุ อย่างมรี ะบบให้ได้ คาตอบปญั หาทีเ่ ปน็ ขอ้ ยุติ
นงลกั ษณ์ วิรัชชัย (2542) กลา่ วว่า การสังเคราะหง์ านวจิ ัย หมายถึง การวิจยั ท่ีเป็นการศึกษา รายงาน
วิจัยจานวนมากท่ีศึกษาปัญหาวิจัยเดียวกัน เพ่ือสรุปผลการวิจัย และสรุปความคล้ายคลึงและ ความแตกต่าง
ระหว่างงานวิจัยแต่ละเรื่อง รวมท้ังการอธิบายถึงสาเหตุท่ีมาของความแตกต่างเหล่าน้ัน ให้ได้องค์ความรู้ท่ีจะ
สามารถนาไปใชเ้ ป็นประโยชน์อย่างกว้างขวาง
กัลยานี ภาคอต และคณะ (2547) กล่าวว่า การสังเคราะห์งานวิจัยหมายถึง การศึกษารวบรวม
งานวิจัยท่ีมีอยู่แล้วนามาอธบิ ายสรุปให้เป็นประเด็นสาคัญท่ีพบจากการวิจัยเหล่านั้น เพื่อให้เห็นภาพรวม ของ
การวิจัยเร่ืองใดเร่ืองหนึ่ง หรือเพ่ือให้เห็นแบบแผนของปรากฏการณ์อย่างใดอย่างหน่ึงอันเป็นผลมา จาก
งานวิจัยเหลา่ น้ัน และในการที่จะสงั เคราะหง์ านวิจยั ได้น้นั ตอ้ งผา่ นกระบวนการของการวิเคราะห์ มากอ่ น
สนานจิตร สุคนธทรัพย์ และคณะ (2551) กล่าวว่า การสังเคราะห์งานวิจัยเป็นกระบวนการศึกษา
วิเคราะห์งานวิจัยท่ีนามาสังเคราะห์อย่างเป็นระบบ ผลจากการสังเคราะห์จะได้ข้อสรุปท่ีมีความหมายและ
สามารถนาไปใชป้ ระโยชนม์ ากกว่าข้อสรปุ ของงานวิจัยแตล่ ะเร่ือง
สานักเทคโนโลยีการศึกษา. (2553) กล่าวว่า การสังเคราะห์งานวิจัยเป็นระเบียบวิธีที่ใชใ้ น การศึกษา
หาข้อเท็จจริงเพื่อตอบปัญหาการวิจัยท่ีนักวิจัยศึกษา โดยทาการรวบรวมงานวิจัยหลายเรื่องท่ี เกี่ยวข้องกับ
ปัญหานน้ั ๆ มาวเิ คราะห์เพ่อื หาข้อสรปุ ทีแ่ ท้จริงซ่งึ จะเป็นคาตอบใหก้ ับปญั หาวจิ ัยน้นั
จากความหมายของการสังเคราะห์งานวจิ ัยที่กล่าวมาข้างต้นสรปุ ได้ว่า เปน็ การวิจยั ท่ีศึกษา งานวจิ ัยที่
สนใจประเด็นเดียวกันหรือคล้ายกันหลายๆ เร่ือง นาข้อมูลมารวบรวมและสังเคราะห์ข้อมูลอย่าง เป็นระบบ
เพ่ือสรุปผลการวิจัยโดยสรุปทั้งในด้านความคล้ายคลึงและความแตกต่าง และนามาสรุปรวม ให้เป็นเร่ือง
เดียวกนั จนเกิดเปน็ องค์ความรใู้ หม่

6

2. ลกั ษณะสาคัญของการสังเคราะห์งานวิจัย
การสงั เคราะห์งานวิจัยมขี อบเขตการดาเนินงานครอบคลุมในเรอื่ งต่าง ๆ ไดแ้ ก่ การสงั เคราะห์

แนวคิด ทฤษฎี หลักการของศาสตร์ การสังเคราะห์ระเบียบวิธีวิจัย และการสังเคราะห์ข้อค้นพบจาก
ผลงานวิจยั การสงั เคราะหง์ านวจิ ยั จะมีลักษณะสาคัญอยา่ งน้อย 5 ประการ ได้แก่ (Glass and others. 1981)
การนาแนวคิด ทฤษฎี และหลักการของศาสตร์ท่ีหลากหลายในหัวข้อเรื่องเดียวกันมาทาการสรุปให้เห็นเป็น
แนวคิด ทฤษฎี ตัวแบบใหม่ขึ้นมา การสังเคราะห์งานวจิ ยั จะเป็นการสังเคราะห์มาจากผลงานวจิ ัยตัง้ แต่ 2 เรื่อง
ขึ้นไปในหัวข้อเร่ืองเดยี วกัน การสังเคราะห์งานวิจยั มจี ุดประสงค์เพื่อหาข้อสรปุ รว่ มจากผลงานวิจัยตา่ ง ๆ หรือ
กล่าวอีกนัยหน่ึงเป็นการตกผลึกความคิดท่ีได้มากจาผลงานวิจัยหลายช้ิน เพ่ือให้ได้ข้อสรุปร่วมในหัวข้อเรื่องท่ี
ศึกษาการสังเคราะห์งานวจิ ัยเป็นการมุ่งหาข้อสรุปหรอื ข้อเสนอแนะทั่วไป (Generalization) ในหัวข้อท่ีศึกษา
โดยใช้เหตุผลเชงิ อุปมาน (induction Reasoning) ซึ่งการใชเ้ หตผุ ลเชงิ อุปมานเป็นวิธีการศึกษาท่ีใชว้ ิธีการ นา
ข้อค้นพบที่ได้ปรากฏการณ์ต่าง ๆ เป็นจานวนมากมาหาเป็นข้อสรุปท่ัวไป เช่น ในการสังเคราะห์งานวิจัยเรื่อง
ความสาเร็จของการบริหารงานเชิงยทุ ธศาสตร์ โดยศกึ ษาจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่ประสบผลสาเรจ็ ปัจจยั หนึ่งที่
สาคัญท่ีพบว่ามีอิทธิพลต่อความสาเร็จของ การบริหารงานเชิงยุทธศาสตร์ก็คือ ผู้นา ผู้ที่ทาหน้าท่ีสังเคราะห์
งานวจิ ัยจะต้องหาขอ้ สรุปร่วมกนั ให้ไดว้ า่ ผู้นาแต่ละหน่วยงานทป่ี ระสบผลสาเรจ็ ลว้ นใชส้ ไตล์ ผู้นาอย่างไร เชน่
เน้นการสร้างวิสัยทัศน์ร่วม เน้นการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกข้ันตอนเน้นการบริหาร การ
เปล่ียนแปลงเน้นการจูงใจ เป็นต้น การสังเคราะห์การวิจัยเป็นการค้นหาความเป็นจริงของปรากฏการณ์ร่วม
โดยใชร้ ะเบียบวิธกี ารศกึ ษาท่ีไดจ้ ากการสังเกตปรากฏการณ์หรือข้อคน้ พบจากงานวจิ ัยข้ันตา่ ง ๆ มีการนามาใช้
เหตุผลเชิง อุปมาน รวมถึงอาจมีการนาข้อสรุปร่วมหรือข้อสรุปทั่วไปหรือต้นแบบใหม่ไปทดลองหรือทดสอบ
เพือ่ หาความจริงแท้ต่อไป

3. ประเภทของการสังเคราะห์งานวจิ ยั
อุทุมพร จามรมาน (2531: 1-8) ได้แบ่งการสังเคราะห์งานวิจัยออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การ

สังเคราะห์เชิงคณุ ลักษณะ และการสงั เคราะห์เชงิ ปริมาณ มรี ายละเอียดดงั น้ี
1. การสังเคราะหเ์ ชิงคุณลักษณะ คอื ขอ้ มลู เชงิ คณุ ลักษณะท่ีเปน็ การบรรยาย สภาพการณ์ คุณลกั ษณะ

ความรู้สึก ความรู้ความสามารถของคน สัตว์ ส่ิงของ ปรากฏการณ์ ส่วนอีก ชนิดหนึ่งคือ ข้อมูลเชิงคุณลักษณะ
ที่จัดกระทาในรูปตัวเลข เช่น ความสามารถท่ีจัดกระทาในรูป คะแนนทดสอบ ความรู้ท่ีจัดกระทาในรูปค่า ซ่ึง
ข้อมูลทง้ั สองชนดิ นี้ มีวธิ ีวิเคราะห์ท่ีแตกต่างกัน

1.1 วัตถุประสงค์ของการวิเคราะห์ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณลักษณะแบบตัวเลข และแบบ
บรรยายน้ี จะทาได้ดีและเหมาะสมต้องพิจารณาจากวัตถุประสงค์ของการวิเคราะห์สรุปได้ 4 ประการ คือ 1)
เพื่อการบรรยาย พรรณนา สรุป 2) เพ่ือบอกความสัมพันธ์ หรืออธิบายความสัมพันธ์ 3) เพ่ือเปรียบเทียบความ
คลา้ ยคลึงกนั และความแตกต่างกัน 4) เพอ่ื ทานายผลท่ีจะเกดิ ขน้ึ

7

1.2 การแปลงข้อมูลเชิงคุณลักษณะเป็นเชิงปริมาเข้อมูลเชิงคุณลักษณะQualitative Data)
ประกอบด้วยคาต่างๆ ในขณะที่ข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Data) ประกอบด้วยตัวเลขต่างๆ การแปลง
ข้อมูลเชิงคุณลักษณะเป็นเชิงปริมาณทาได้ดังน้ี 1) การแจงนับตามจานวนครั้งท่ีเกิดขึ้นํซ้า ๆ กัน ตามหัวข้อ
แบบแผน และผลการวิเคราะห์ 2) การจัดจาแนกตามบุคคล พฤติกรรม เหตุการณ์ 3) การจัดจาแนกตามตัว
แปร ตามความสมั พันธ์ เช่น ปัจจัยทเ่ี ก่ียวข้องกบั การกนิ ของคนในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือหรือความสัมพันธ์
ระหว่างนกั เรยี นกบั คร4ู ) การประเมนิ เช่น การประเมนิ ความรสู้ ึก ในทางบวกและลบ การประเมินความสาเรจ็

กล่าวโดยสรุป การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณลักษณะ อาจทาได้โดยการวิเคราะห์เน้ือสาระหรือ อาจทา
เปน็ ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยการแจงนับจานวน หรือการตีออกมาเป็นคา่

1. การสังเคราะห์เชิงปริมาณ (Quantitative Synthesis) เป็นการวิเคราะห์ตัวเลข หรือ ค่าสถิติท่ี
ปรากฏในงานวิจัย เพ่ือหาข้อสรุปให้เป็นที่ยุติ การสังเคราะห์เชิงปริมาณ จึงเป็นการวิเคราะห์ ผลวิเคราะห์
(Analysis of analysis) หรือ การวิเคราะห์เชิงผสมผสาน (Integrative Analysis) หรือ การวิจัยงานวิจัย
(Research of Research) การสังเคราะห์เชิงปริมาณ มี 3 วิธี ได้แก่ วิธีการนับ คะแนนเสียง วิธีการทดสอบ
นัยสาคัญทางสถิติของผลการวิจัยรวม วิธีวิเคราะห์เมตต้าจากการศึกษาค้นคว้าและรวบรวมเอกสารเก่ียวกับ
ประเภทของการสังเคราะห์งานวิจัย สรุป ได้ว่า การสังเคราะห์งานวิจัย แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่
1) การสังเคราะห์เชิงคุณภาพ คือ การอ่านวิจัยหลาย ๆ เรื่อง แล้วนามาสรุปเข้าด้วยกัน 2) การสังเคราะห์เชิง
ปริมาณ คือ การวิเคราะห์ ตัวเลขในงานวิจัยแต่ละเรื่อง เป็นการวิเคราะห์ผลวิเคราะห์ของงานวิจัยแล้วหา
ข้อสรปุ

4. ลกั ษณะของการสงั เคราะหง์ านวิจัย
การแบ่งประเภทของกลุ่มข้อมูล จะช่วยให้เกิดความเข้าใจในการวิเคราะห์ข้อมูลในลักษณะ

ตา่ ง ๆ ได้มากย่ิงขนึ้ ศริ ิยุพา พลู สวุ รรณ (2541) แบง่ การสงั เคราะห์งานวิจยั เป็น 5 ลักษณะไดแ้ ก่
4.1 Primary analysis คือ การวิเคราะห์ข้อมูลจากข้อมูลดิบที่ผู้วิจัยเก็บรวบรวม

ด้วยตนเอง แล้ววิเคราะห์สรุปผล ซ่ึงวิธีนี้จะเกิดความคลาดเคล่ือนต่า เนื่องจากผู้วิจัยเป็นผู้รวบรวมข้อมูลดว้ ย
ตนเอง

4.2 Secondary analysis คือ การวิเคราะห์ข้อมูลจากข้อมูลท่ีมีผู้รวบรวมไว้แล้ว ซึ่งผู้วิจัย
นามาวิเคราะหเ์ พื่อตอบปัญหาการวิจัยใหม่ เช่น ข้อมูลจากสานกั งานสถติ แิ หง่ ชาติ เป็นต้น

4.3 Meta-analysis หรือการสังเคราะห์งานวิจัย เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลจากงานวิจัย
เพื่อที่จะอธิบายเกี่ยวกับปรากฏการณ์ของข้อมูลในงานวิจัยเหล่านั้น จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับ Secondary
analysis แตข่ ้อมูลคือรายงานการวิจยั

4.4 Best Evidence analysis เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการทา Meta-analysis แต่ใช้
เฉพาะงานวิจัยที่มีคุณภาพมาทาการวิเคราะห์สังเคราะห์ ดังน้ัน จึงเกิดปัญหาว่าการใช้เฉพาะงานวิจัย

8

ท่มี ีคณุ ภาพจะทาให้ได้ข้อมูลเกีย่ วกับปัญหาการวิจยั ทั้งหมดหรือไม่ เพราะอาจมีการละเลยงานวิจัยบางเร่ืองไป
หรอื ในช้ันของการประเมินคุณภาพงานวจิ ัยอาจะเกิดความลาเอียงจากผวู้ จิ ยั ได้

4.5 Best Case analysis คือ การทา Meta-analysis ที่ไม่ได้ใช้ข้อมูลจากงานวิจัย
แต่ย้อนกลับไปใช้ข้อมูลดิบจากงานวิจัยเดิม ซึ่งมีลักษณะคล้าย ๆ กับ Secondary analysis แต่ข้อมูลเหล่าน้ี
มาจากงานวิจัยหลาย ๆ เรื่อง โดยสมมุติว่างานวิจัยเดิมอาจมีการวิเคราะห์ข้อมูลดิบผิดพลาดหรือให้ค่าสถิติ
ผิดพลาด ซ่ึงวิธีการน้ีสามารถแก้ปัญหาในประเด็นนี้ได้ วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ จะข้ึนอยู่กับลักษณะของ
ข้อมลู โดยวธิ กี ารวิเคราะหแ์ ต่ละรูปแบบกม็ จี ุดเด่นและจุดด้อยแตกตา่ งกนั ไป

5. ขนั้ ตอนของการสังเคราะห์งานวจิ ัย
ขั้นตอนการสังเคราะห์งานวิจัยเหมือนกับการทาวิจัยท่ัวไป คือ การกาหนดปัญหาวิจัย การรวบรวม
ข้อมูล การวิเคราะห์แปลผล และการนาเสนอผล ในข้ันต้นนักสังเคราะห์งานวิจัยจะต้อง ระบุสาระที่สนใจ
ต้องการศึกษาให้ได้ ในทีน่ ้คี อื การกาหนดปัญหาการวิจัย ซ่งึ รวมถึงการระบตุ ัวแปร สมมตฐิ าน และวัตถปุ ระสงค์
ในการศึกษา ต่อมาก็คือการเสาะแสวงหาข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ หลังจาก นี้ก็คือ การวิเคราะห์ สั งเคราะห์
ตดิ ตามและนาเสนอผลตามวัตถปุ ระสงค์
คูเปอร์ และ ลินด์เซย์ (1997) ได้เสนอถึงข้ันตอนการสังเคราะห์งานวิจัย ซ่ึงแบ่งออกเป็น 5 ข้ันตอน
ดังนี้
ข้ันตอนที่ 1 การกาหนดหัวข้อปัญหา การสังเคราะห์งานวิจัยเริ่มต้นจากการกาหนด ปัญหาการวิจัย
ซึ่งตอ้ งเปน็ ปญั หาที่มีการทาวิจัยแล้วอย่างน้อยสองราย นักวจิ ยั มกั จะสนใจและทาการ วจิ ยั กบั ปัญหาท่ีมีคุณค่า
และเปน็ ปัญหาท่ยี งั ไม่มคี าตอบท่แี น่ชดั และมีหลายเรือ่ งท่ใี หผ้ ลแตกต่างกนั
ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาเอกสารทฤษฎีท่ีเก่ียวข้อง เม่ือกาหนดปัญหาแล้วนักสังเคราะห์ งานวิจัยต้อง
นิยามและวิเคราะห์ปัญหาให้ชัดเจน ศึกษาแนวคิด หลักการ และทฤษฎีท่ีเกี่ยวข้องกับ ปัญหาเพื่อเป็นการ
กาหนดแบบแผนและสมมุติฐานการวจิ ัย
ขนั้ ตอนที่ 3 การรวบรวมงานวจิ ัย การดาเนนิ การขัน้ ตอนนี้ประกอบด้วย วธิ ดี าเนนิ การ 3 ขน้ั ตอน คือ
1) การสืบค้นงานวิจัย นักสังเคราะห์งานวิจัยต้องค้นคว้า และเสาะแสวงหางานวิจัย ท้ังหมดเก่ียวกับปัญหาท่ี
กาหนดไว้ การสืบค้นงานวิจัยส่วนใหญ่ได้จากเอกสาร เช่น รายงานการวิจัย ปริญญานิพนธ์ บทคัดย่อปริญญา
นิพนธ์ วารสาร ดัชนีค้นวารสาร ศูนย์ทรัพยากรข้อมูลทางการศึกษา (Educational Resource Information
Center หรือ ERIC) เป็นต้น 2) การคัดเลือกงานวิจัย นักสังเคราะห์ งานวิจัยต้องอ่าน ศึกษา และตรวจสอบ
งานวิจัยแต่ละเรื่องอย่างละเอียด ต้องสร้างเกณฑ์ในการคัดเลือก งานวิจัยให้ได้งานวิจัยท่ีมีคุณภาพดีมีความ
ตรงภายใน และความตรงภายนอกสูเรมเกณฑ์ที่ได้กาหนดไว้ และ 3) การรวบรวมผลงานวิจัย อาจใช้การจด
บันทึก การถ่ายเอกสาร หรือการกรอกแบบฟอร์มก็ได้ ทั้งน้ี นักวิจัยต้องใช้ความระมัดระวังเก็บรวบรวมข้อมูล
ให้ไดข้ อ้ มลู ทีเ่ ท่ียงตรง เชอื่ ถือได้ และครบถว้ น สมบูรณ์
ขั้นตอนท่ี 4 การวิเคราะห์เพ่ือสังเคราะห์ผลการวิจัยและตีความหมาย ขั้นตอนนี้เน้นการ จัดกระทา
และวิเคราะห์ข้อมูล ซ่ึงประกอบด้วย ผลการวิจัย รายละเอียดลักษณะและวิธีการวิจัยจาก งานวิจัยทั้งหมด

9

เพื่อสังเคราะห์หาข้อสรุปท่ีเป็นข้อยุติและทดสอบว่าสอดคล้องตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ หรือไม่ จากนั้นแปลหรือ
ตีความหมายผลการวเิ คราะห์เพอื่ ตอบปญั หาการวิจยั

ขั้นตอนที่ 5 การเสนอและเผยแพร่รายงานผลการสังเคราะห์งานวิจัย การเขียนรายงาน การ
สังเคราะห์งานวิจัยมีหลักการเช่นเดียวกับการเขียนรายงานการวิจัยโดยท่ัว ๆ ไป นักสังเคราะห์ งานวิจัยต้อง
เสนอรายละเอียดวิธีการดาเนินงานทุกข้ันตอนพร้อมท้ังสรุปข้อค้นพบ และ ข้อเสนอแนะ จากการสังเคราะห์
งานวิจยั โดยใชภ้ าษาทีถ่ กู ต้องและชดั เจน

จากการศึกษาค้นคว้าและรวบรวมเอกสารเก่ียวกับขั้นตอนการสังเคราะห์งานวิจัย สรุปได้ว่า ขั้นตอน
การสังเคราะห์ มี 5 ขัน้ ตอน ดังนี้

1. กาหนดหัวข้อปัญหา เกิดจากการกาหนดปัญหาการวิจัย เนื่องจากงานวิจัยที่สนใจยัง ไม่มีการ
แกป้ ัญหาทแ่ี นช่ ัด เปน็ ปัญหาทม่ี นี ักวจิ ัยสนใจเปน็ จานวนมาก

2. นยิ ามปญั หาใหช้ ดั เจน จากการศึกษาจากทฤษฎี เอกสารต่าง ๆ
3. คดั เลือกงานวิจยั และรวบรวมงานวิจัย ผู้วจิ ยั ตอ้ งคดั เลือกงานวิจัยทมี่ ีความเทีย่ งตรง สงู ท้งั ภายนอก
และภายใน แล้วรวบรวมข้อมูลท่ีผ้วู ิจัยสนใจอยา่ งเป็นระบบ
4. วิเคราะหง์ านวจิ ัย เป็นการจัดกระทาและวิเคราะหข์ อ้ มูลจากผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู ของงานวิจยั แต่
ละเรอื่ ง แล้วสังเคราะห์เพ่ือหาขอ้ ยตุ ิ จากน้นั แปลความหมายการวิเคราะห์เพอ่ื ตอบ คาถามการวิจยั
กระบวนการนิเทศแบบ PIDRE
สงดั อทุ รานันท์ (2530) เสนอกระบวนการนเิ ทศการศึกษาที่เหน็ ว่าสอดคล้องกับสงั คมไทย 5 ขน้ั ตอน
ซ่งึ เรียกกนั วา่ “PIDRE” คือ
1. การวางแผนการนเิ ทศ (Planning-P) เปน็ ขน้ั ตอนทผี่ ู้บริหาร ผูน้ เิ ทศ และผู้รับ การนเิ ทศ จะทาการ
ประชุมปรึกษาหารือ เพ่อื ใหไ้ ดม้ าซ่งึ ปญั หาและความต้องการจาเปน็ ทจ่ี ะต้องมี การนิเทศ รวมทัง้ วางแผนถึง
ขนั้ ตอนการปฏิบัติเกี่ยวกับการนิเทศท่จี ดั ขึน้
2. ใหค้ วามรูก้ อ่ นการนิเทศ (Informing-I) เปน็ ขั้นตอนของการให้ความรู้ความเขา้ ใจ ถึงสง่ิ ทจี่ ะ
ดาเนนิ การวา่ จะต้องอาศัยความรูค้ วามสามารถอยา่ งไรบ้างจะมีขัน้ ตอนในการดาเนินงานอยา่ งไร และจะ
ดาเนินการอย่างไรถงึ จะให้ผลงานออกมาอย่างมคี ุณภาพ ข้ันตอนนจี้ าเปน็ ทุกครงั้ สาหรับการเริ่มการนิเทศท่ี
จัดข้ึนใหม่ไมว่ ่าจะเปน็ เร่ืองใดก็ตาม และมคี วามจาเปน็ สาหรบั งานนิเทศท่ียังเป็นไปอยา่ งไมไ่ ดผ้ ลหรอื ได้ผลไม่
ถึงขั้นที่พอใจ ซง่ึ จาเปน็ ทจี่ ะต้องทบทวนให้ความรู้ในการปฏบิ ตั งิ านท่ีถูกตอ้ งอีกครง้ั หนึ่ง
3. การดาเนนิ การนิเทศ (Doing-D) ประกอบดว้ ยการปฏบิ ัติงาน 3 ลักษณะ คือ การปฏิบัติงานของ
ผู้รบั การนิเทศ การปฏบิ ัติงานของผใู้ ห้การนิเทศ การปฏบิ ัติงานของผสู้ นับสนุนการนิเทศ
4. การสร้างเสริมกาลังใจแกผ่ ู้ปฏบิ ัตงิ านนิเทศ (Reinforcing-R) เปน็ ขั้นตอน ของการเสริมแรงของ
ผบู้ รหิ าร ซึ่งให้ผูร้ ับการนเิ ทศมคี วามมั่นใจ และบงั เกดิ ความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน ขั้นนอ้ี าจดาเนินไป
พรอ้ มๆ กับท่ผี ู้รับการนเิ ทศกาลงั ปฏบิ ัติงานหรือการปฏิบัตงิ านเสร็จสิ้น
5. การประเมินผลการนิเทศ (Evaluating-E) เปน็ ข้ันตอนที่ผู้นิเทศทาการประเมนิ ผล การดาเนนิ งาน
ทไ่ี ด้ดาเนินการผ่านไปแลว้ วา่ เปน็ อยา่ งไร หลังจากการประเมนิ ผลการนิเทศหากพบวา่ มีปญั หาหรอื อปุ สรรค

10

อยา่ งหนึง่ อยา่ งใดทท่ี าให้การดาเนนิ งานไมไ่ ด้ผล สมควรทจี่ ะต้องปรับปรุงแก้ไข อีกครั้งให้ดาเนินการปรับปรงุ
การดาเนินงานทง้ั หมด แต่ถา้ ประเมินผลแลว้ ประสบผลสาเรจ็ ตามทตี่ ้ังไว้ และต้องการจะดาเนินการนิเทศ
ตอ่ ไปกส็ ามารถทาได้เลยไม่ต้องให้ความร้ใู นเรื่องท่ีปฏบิ ตั ิอีก ซ่งึ เสนอเป็นแผนภูมิไดต้ ง้ั นี้

แผนภมู ทิ ี่ 1 กระบวนการนเิ ทศแบบ PIDRE

สรุปไดว้ ่า กระบวนการนเิ ทศการศึกษา คือ วธิ กี ารทางานอยา่ งมีขนั้ ตอนเปน็ ระบบ เพื่อแก้ปญั หาการ
จัดการเรยี นการสอนในโรงเรียน และพัฒนากระบวนการทางานอยา่ งมีประสิทธภิ าพและประสิทธิผล โดยการ
พัฒนาครใู ห้เปน็ ครมู ืออาชีพและนกั เรียนมีพฒั นาการเหมาะสมตามวยั และให้ถึงขีดสุดของศักยภาพ ซง่ึ จาก
สภาพการปฏิบตั งิ านของการนิเทศในคร้ังน้ี ผฝู้ ึกประสบการณ์นิเทศการศึกษาจงึ เลือกกระบวนการนิเทศแบบ
PIDRE มาใช้ในการศึกษาคร้งั น้ี

11

วิธดี าเนนิ การศกึ ษา

ในการสงั เคราะห์งานวจิ ัยกระบวนการนิเทศแบบ PIDRE ในครั้งนี้ ผ้ศู ึกษาเลอื กใช้ขน้ั ตอนการ

สังเคราะห์งานวิจยั ของ คูเปอร์ และ ลินด์เซย์ (1997) ซึ่งมี 5 ขั้นตอน ดังนี้

ข้ันท่ี 1 การกาหนดหัวข้อปัญหา
การกาหนดหัวข้อปัญหาจากการศึกษาวิเคราะห์แผนพัฒนาตนเอง (ID Plan) ซึ่งจากการประเมิน
ตนเอง ประเมินโดยผรู้ ว่ มงาน และประเมินโดยผบู้ ังคับบญั ชา พบว่า สมรรถนะที่มผี ลการประเมนิ อย่ใู นระดับ
ตา่ ที่สุด คือ สมรรถนะประจาสายงาน ทักษะการสังเคราะห์ขอ้ มูลอยูใ่ นระดบั ตา่
ข้นั ท่ี 2 การวิเคราะห์ปัญหา
การสังเคราะห์ข้อมูล หรือการสังเคราะห์งานวิจัย เป็นทักษะที่สาคัญของศึกษานิเทศก์ ในการสังเคราะห์
ข้อมูลสารสนเทศเก่ียวกับสภาพการจัดการศึกษาในบริบทต่าง ๆ และผลการวิจัย เพ่ือใช้วางแผน จัดทาแผนงาน
เพ่ือการนิเทศการศึกษา และจัดทารายงานการนิเทศ การสังเคราะห์ข้อมูลอย่างมีระบบจะช่วยให้การดาเนินงาน
ประสบความสาเร็จ
ขัน้ ที่ 3 การสบื ค้น คดั เลอื ก และรวบรวมงานวิจัย
รวบรวมงานวิจัยเก่ียวกับกระบวนการนิเทศแบบ PIDRE จากงานวิจัยฉบับสมบูรณ์หรืองานวิจัยท่ี

ตีพมิ พ์ลงวารสารวิชาการ เอกสารจากแหล่งข้อมูลต่างๆ รวมถึงขอ้ มลู จากอนิ เทอร์เนต็ ดงั น้ี

ตารางท่ี 1 แสดงข้อมูลรายงานการวิจยั /เอกสารท่เี กี่ยวข้อง

ช่อื งานวิจัย/เอกสารที่เก่ียวข้อง ผวู้ จิ ยั ปี พ.ศ.
2553
1. การพัฒนาสมรรถภาพครูผู้สอนโรงเรยี นขนาดเล็กในการจัดการ นางสาวปาริชาติ เภสชั ชา
2556
เรียนการสอนด้วยเทคโนโลยีมัลตพิ อยท์ โดยการประยกุ ต์ใช้
2557
กระบวนการนิเทศแบบ PIDRE และเทคนคิ Coaching
2559
2. การนิเทศแบบ PIDRE ผสานเทคนิค Coaching เพือ่ พัฒนาการ นางดวงทพิ ย์ เพช็ รนลิ

จัดประสบการณก์ ารเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตรด์ ว้ ยกจิ กรรมบา้ น

นักวิทยาศาสตร์น้อยสาหรบั ครูปฐมวยั

3. รายงานการนิเทศ ติดตามผลการจดั กิจกรรมสง่ เสริมนิสัยรักการ นางกรัณฑา อัมพธุ

อ่านโรงเรยี นในสงั กดั สานักงานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษาประถมศึกษา

ลาพนู เขต 2 โดยใชก้ ระบวนการนเิ ทศแบบ PIDRE

4. การพฒั นารปู แบบการบริหารวิชาการโดยใชก้ ระบวนการนเิ ทศ นายเกอ้ื กูล กุลชมุ ภู

ด้วยการจดั ทาวิจัยในชั้นเรยี นของครู และบคุ ลากรทางการศกึ ษาเพื่อ

เพ่ิมผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น

12

ตารางที่ 1(ต่อ) แสดงข้อมูลรายงานการวิจัย/เอกสารทเี่ กี่ยวข้อง

ช่ืองานวิจัย/เอกสารท่เี กี่ยวข้อง ผ้วู จิ ัย ปี พ.ศ.
2559
5. รายงานผลการนเิ ทศโดยใช้กระบวนการนิเทศแบบ PIDRE ผสาน นางฉวีวรรณ ศลิ ปะ
2559
เทคนิคการชีแ้ นะ (Coaching) ในการขับเคล่อื นหลักปรัชญาของ 2561

เศรษฐกจิ พอเพียงสู่สถานศกึ ษา สานกั งานเขตพืน้ ทีก่ ารศกึ ษา 2561
2561
ประถมศึกษาตรงั เขต 1
2561
6. รายงานผลการนิเทศตามรูปแบบ PIDRE เพอื่ ส่งเสรมิ สมรรถภาพ นายญตินันท์ แก้วงาม
2561
การวิจยั ในช้ันเรยี นของครโู รงเรียนบ้านเขาตมู จงั หวดั ปตั ตานี

7. การศกึ ษากระบวนการนเิ ทศแบบ PIDRE ผสานเทคนคิ การนิเทศ นางสาวรตั ติยา ภมู สิ ายดร

แบบช้ีแนะ (Coaching) ด้านการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ของครผู ู้สอน

ภาษาอังกฤษ

8. การพัฒนาการจัดการเรียนรแู้ บบโครงงาน โดยใชก้ ระบวนการ นางปญิ ดา กิติบุตร

นเิ ทศแบบ PIDRE

9. การพฒั นาการนิเทศภายใน ดว้ ยกระบวนการนิเทศแบบ PIDRE นางสจุ ิตรา แซ่จิว

โดยใช้การสร้างชุมชนแหง่ การเรียนรทู้ างวิชาชพี โรงเรยี นเทศบาล

ชมุ ชนวิมลวทิ ยา เทศบาลเมืองตราด

10. การนเิ ทศกระบวนการจดั การเรยี นการสอนโดยใช้ นายปิยะ จะเฮงิ

สอื่ การศึกษาทางไกลผา่ นดาวเทยี ม (Distance Learning

Television: DLTV) โดยใชก้ ระบวนการ PIDRE

11. การพฒั นารูปแบบการการนเิ ทศโดยการจัดทาวิจยั ในช้ันเรียน นางพัชรนิ ทร์ ชยั จนั ทร์

ของครูและบุคลากรทางการศึกษาเพอ่ื เพิม่ ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น

โรงเรียนเทศบาล 3 ยุวบูรณ์บารุง

ข้ันที่ 4 การวิเคราะห์เพ่ือสังเคราะหผ์ ลการวจิ ยั
ผู้ศึกษาค้นคว้าสังเคราะห์ผลการวิจัย และเอกสารที่เกี่ยวข้อง โดยใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหา
(Content analysis) ทาการสังเคราะห์ เช่ือมโยงกับแนวคิดทฤษฎี จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อ
สรปุ เปน็ องคค์ วามรู้/นวตั กรรมในมิตินั้น ๆ
ขน้ั ที่ 5 การเสนอรายงานการสังเคราะหง์ านวิจยั
เขียนรายงานการศกึ ษาค้นควา้ การสงั เคราะหง์ านวจิ ยั และนาเสนอผลการสังเคราะหง์ านวิจยั

13

ผลการศกึ ษา

เน้ือหาสาระ/องค์ความรู้
เนื้อหาสาระ/องค์ความรู้เก่ียวกับกระบวนการนเิ ทศแบบ PIDREจากการสงั เคราะห์

งานวิจัย และเอกสารที่เกี่ยวข้อง จานวน 11 เรื่อง ใช้การสังเคราะห์แบบการสังเคราะห์เชิงคุณลักษณะ
(Qualitative Synthesis) สังเคราะห์เนื้อหาสาระเฉพาะส่วนที่เป็นข้อค้นพบของรายงานการวิจัยด้วยวิธีการ
บรรยาย เก็บรวบรวมข้อมูลจากข้อมูลประเภท Meta-analysis คือรวบรวมข้อมูลจากรายงานการวิจัย ซึ่งมี
รายละเอยี ด ดังนี้

การนิเทศแบบ PIDRE
ดร.สงัด อุทรานันท์ (2530) ได้พัฒนากระบวนการนิเทศการศึกษาซึ่งสะท้อนแนวทางในการปฏิบัติ

โดยการกระทาตอ่ ไปนี้
1. เสนอรูปแบบของการนิเทศในลักษณะของ “กระบวนการ” ซึ่งต้องทาอย่างเป็นข้ันตอนทาเป็น

ระบบ มีความต่อเนื่อง และไมม่ กี ารหยุดนิง่ หากยุติกระบวนการเมื่อใดก็ถือว่าไดห้ ยดุ การนิเทศเม่ือนั้น
2. ให้ผู้บริหารการศึกษาตระหนักถึงความรบั ผิดชอบต่อการจัดการจัดนเิ ทศการศึกษาว่าเปน็ งานของ

ผู้บรหิ ารโดยตรง ซ่งึ เรยี กช่อื ยอ่ ของกระบวนการนเิ ทศการศึกษาว่า “PIDRE”
3. จากการวิจัยในต่างประเทศ เช่น ฟาวเลอร์ -ฟินน์ (Fowler Finn, 1980) และเฮดเลย์

(Hadley,1982) ได้พบว่าการให้แรงเสริมกาลังใจจะมีส่วนทาให้การนิเทศประสบผลสาเร็จสูงกว่าไม่มีการ
เสริมแรง หากจะพิจารณาสภาพการทางานในสังคมไทยซ่ึงเป็นสังคมเกษตรกรรม มีความผูกพันฉันท์มิตรสูง
กว่าสังคมตะวันตกก็ย่อมจะมีความต้องการแรงเสริมกาลังใจในการทางานเป็นอย่างยิ่ง ดังน้ันจึงเห็นว่าการ
เสริมกาลังใจของผู้บริหาร หรือ ศึกษานิเทศก์ จะทาให้ผู้รับการนิเทศรวมทั้งผู้ให้การนิเทศมีกาลังใจใน
ปฏิบัติงาน จึงได้จัดให้มีการเสริมแรงหรือการส่งเสริมกาลังใจ (Reinforcement) เป็นขั้นตอนหนึ่งใน
กระบวนการนิเทศสาหรับการศึกษาสงั คมไทย สาหรับกระบวนการนเิ ทศการศึกษาดังท่ีกล่าวมาแล้ว มขี ั้นตอน
ดังนี้

ข้ันที่ 1 วางแผนการนิเทศ (Planning-P) เป็น ข้ันที่ผู้บริหารผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศจะทาการ
ประชุมปรึกษาหารือเพื่อ ให้ได้มาซ่ึงปัญหาและความต้องการจาเป็นที่จะต้องมีการนิเทศ รวมท้ังวางแผนถึง
ข้ันตอนการปฏบิ ัติงานเกย่ี วกับการนิเทศทจ่ี ะจัดขึ้นอกี ดว้ ย

ข้ันที่ 2 ให้ความรู้ในสิ่งท่ีจะทา (Informing-I) เป็นข้ันตอนของการให้ความรู้ความเข้าใจถึงสิ่งท่ีจะ
ดาเนินงานว่าจะต้องอาศัย ความรู้ความสามารถอย่างไรบ้าง จะมีข้ันตอนในการดาเนินการอย่างไร และจะทา
อย่างไรจงึ จะทาให้ได้ผลงานออกมาอยา่ งมีคุณภาพ ข้นั นจ้ี าเป็นทุกคร้ังสาหรับการเริ่มการนเิ ทศท่ีจัดขน้ึ ใหม่ไม่
ว่าจะเป็น เรื่องใดก็ตาม และก็มีความจาเป็นสาหรับงานนิเทศที่ยังไม่ได้ผล หรือได้ผลไม่ถึงขน้ั ที่พอใจซึ่งจาเปน็
จะตอ้ งทาการทบทวนใหค้ วามร้ใู นการ ปฏิบตั งิ านทถ่ี กู ตอ้ งอีกครง้ั หน่ึง

14

ขนั้ ท่ี 3 การปฏิบตั ิงาน (Doing -D) ประกอบด้วยงานใน 3 ลกั ษณะคอื
3.1 การปฏบิ ตั งิ านของผู้รับนเิ ทศเป็นข้ันที่ผรู้ บั การนิเทศลงมือปฏิบัติงานตาม ความรู้ ความสามารถท่ี
ไดร้ ับมาจากดาเนินการในขนั้ ที่ 2
3.2 การปฏิบัติงานของผู้ให้การนิเทศ ขั้นนี้ผู้ให้การนิเทศจะทาการนิเทศและควบคุมคุณภาพให้ งาน
สาเร็จออกมาทันตามกาหนดเวลาและมีคุณภาพสูงความสาร 3.3 การปฏิบัติงานของผู้สนับสนุนการนิเทศ
ผู้บริหารก็จะให้บริการสนับสนุนในเร่ือง วัสดุ อุปกรณ์ ตลอดจนเครื่องใช้ต่าง ๆ ท่ีจะช่วยให้การปฏิบัติงาน
เป็นไปอยา่ งได้ผล
ขั้นที่ 4 การสร้างขวัญและกาลังใจ (Reinforcing-R) ข้ันน้ีเป็นขั้นของการเสริมกาลังใจของ ผู้บริหาร
เพื่อให้ผรู้ บั การนิเทศมี ความม่ันใจและบังเกิดความพงึ พอใจ ในการปฏิบัติงานขั้นน้ีอาจจะ ดาเนินการไปพร้อม
ๆ กนั กับผูท้ ร่ี ับการนเิ ทศกาลังปฏิบัตงิ านหรอื การปฏิบตั งิ านไดเ้ สรจ็ ส้นิ ลงไป แลว้ กไ็ ด้
ข้ันท่ี 5 ประเมินผลผลิตของการดาเนินงาน (Evaluating-E) เป็นข้ันที่ผู้นิเทศทาการประเมินผล การ
ดาเนินการซ่ึงผ่านไปแล้วว่าเป็นอย่างไร หลังจากการประเมินผลการนิเทศหากพบว่ามีปัญหาหรือ อุปสรรค
อย่างหนึ่งอย่างใด ท่ีทาให้การดาเนินงานไม่ได้ผลก็สมควรจะต้องทาการปรับปรุงแก้ไข ซึ่งการ ปรับปรุงแก้ไข
อาจจะทาได้โดยการให้ความรู้ในสิ่งท่ีทาใหม่อีกครั้ง หนึง่ สาหรับกรณีที่ผลงาน ออกมายงั ไม่ถงึ ขน้ั ทพ่ี อใจ หรอื
ดาเนินการปรับปรุงการดาเนินงานทั้งหมดสาหรับกรณีการดาเนินงานเป็นไปไม่ ได้ผลและ ถ้า หากการ
ประเมินผลได้พบวา่ ประสบผลสาเร็จตามที่ได้ต้ังไว้หากจะได้ดาเนนิ การ นิเทศต่อไปก็สามารถทาไปได้ เลยโดย
ไม่ตอ้ งให้ความร้ใู นเรื่องนัน้ อกี
กล่าวโดยสรุป กระบวนการนิเทศการศึกษาแบบ PIDRE หมายถงึ ระบบการนเิ ทศการสอน การชี้แนะ
ชว่ ยเหลอื ด้านการจดั เรยี นการสอน ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ไดแ้ ก่ ขน้ั ที่ 1 การวางแผนการนเิ ทศ (P-Planing)
ขั้นที่ 2 ให้ความรู้ในสิ่งที่จัดทา (I-Informing) ข้ันท่ี 3 การปฏิบัติงาน (D-Doing) ข้ันท่ี 4 การ สร้างขวัญ และ
กาลังใจ (R-Reinforcing) ข้ันท่ี 5 ประเมินผล (E-Evaluation) มกี ระบวนการสาคัญท่ผี ู้ศึกษาได้สังเคราะห์จาก
งานวจิ ัย ดงั รายละเอยี ดต่อไปนี้

กระบวนการของการนิเทศแบบ PIDRE
กระบวนการของการนิเทศแบบ PIDRE เป็นกระบวนการท่ีช่วยให้บุคคลได้รู้จักช่วยเหลือตนเอง จาก

การศึกษา วิเคราะห์และสังเคราะห์เอกสารงานวิจัยต่าง ๆ จานวน 11 เรื่อง มีนักวิจัยนาเสนอกระบวนการ
ชี้แนะทห่ี ลากหลาย สรุปกระบวนการของการนิเทศแบบชี้แนะได้ ดงั นี้

ตารางท่ี 2 การสังเคราะห์กระบวนการของนเิ ทศแบบ PIDRE 15

ขน้ั ตอน ผ้ศู ึกษา/วจิ ยั
ที่ การนเิ ทศแบบ PIDRE
นางสาวปาริชา ิต เภสัชชา
นางดวงทิพ ์ย เ ็พชรนิล
นางกรัณฑา อัม ุพธ
นายเกื้อกูล กุลชุมภู
นางฉ ีววรรณ ศิลปะ
นายญ ิตนันท์ แก้วงาม
นางสาวรัตติยา ภูมิสายดร
นาง ิปญดา กิ ิต ุบตร
นางสุจิตรา แซ่ ิจว
นาย ิปยะ จะเฮิง
นาง ัพชรินทร์ ชัย ัจนทร์

1 ขั้นท่ี 1 วางแผนการนเิ ทศ (Planning-P)  

- การศกึ ษา/สารวจสภาพปัญหา และความต้องการ

ในการพฒั นาจากสภาพจรงิ

- การเลือกเทคนิควธิ ีการจดั การเรยี นรู้

- การเยยี่ มช้นั เรยี น

- การวางแผนการจัดการเรียนรู้

- วิเคราะหข์ ้อมลู จัดลาดบั ความสาคญั

- กาหนดรูปแบบกิจกรรม/วัตถุประสงค์/เป้าหมาย

- การจดั ทาข้อมูลสารสนเทศ

- การวางแผนการนเิ ทศและเครอ่ื งมือนเิ ทศ

2 ขั้นท่ี 2 ใหค้ วามรูใ้ นสง่ิ ที่จะทา (Informing-I)           

- ให้ความรู้ความเขา้ ใจ/แลกเปล่ียนเรยี นรู้

3 ขนั้ ท่ี 3 การปฏบิ ตั ิงาน (Doing-D) 

- การปฏิบัติงานของผู้รับนิเทศเปน็ ขน้ั ทผี่ ู้รบั การ

นิเทศลงมือปฏบิ ตั งิ านตาม ความรคู้ วามสามารถท่ี

ไดร้ บั มาจากดาเนินการในขน้ั ท่ี 2

- การปฏิบัตงิ านของผู้ให้การนเิ ทศ ขัน้ นีผ้ ้ใู ห้การ

นิเทศจะทาการนิเทศและควบคมุ คุณภาพให้งาน

สาเรจ็ ออกมาทนั ตาม กาหนดเวลาและมีคุณภาพสูง

- การปฏิบัติงานของผู้สนับสนุนการนิเทศ

ผู้บรหิ ารก็จะใหบ้ ริการสนับสนนุ ในเรอื่ งวสั ดุ

อุปกรณ์ ตลอดจนเคร่ืองใช้ต่างๆ ทจ่ี ะช่วยใหก้ าร

ปฏิบัติงานเปน็ ไปอย่างได้ผล

16

ตารางท่ี 2 (ต่อ) การสังเคราะห์กระบวนการของนิเทศแบบ PIDRE ผู้ศึกษา/วจิ ยั

ช้ันตอน นางสาวปาริชาติ เภสัชชา
ท่ี การนิเทศแบบ PIDRE นางดวง ิทพ ์ย เ ็พชรนิล
นางกรัณฑา อัม ุพธ
นายเก้ือกูล กุลชุมภู
นางฉ ีววรรณ ศิลปะ
นายญตินันท์ แก้วงาม
นางสาวรัตติยา ภู ิมสายดร
นาง ิปญดา กิติ ุบตร
นางสุจิตรา แซ่ ิจว
นาย ิปยะ จะเฮิง
นาง ัพชรินทร์ ชัย ัจนทร์

4 ขั้นท่ี 4 การสรา้ งขวัญและกาลังใจ 
(Reinforcing-R) 
- การเสรมิ กาลังใจเพื่อให้ผูร้ ับการนเิ ทศมคี วาม
มน่ั ใจและบงั เกดิ ความพึงพอใจ ในการปฏิบตั งิ าน

5 ขน้ั ที่ 5 ประเมนิ ผลผลิตของการดาเนนิ งาน
(Evaluating-E)
- การประเมินผลการนเิ ทศ
- สรุปและเผยแพร่ความรู้
- ติดตามผลการพฒั นา

จากตารางท่ี 2 กระบวนการของการนิเทศแบบ PIDRE สรุปรายละเอียดกระบวนการของการนิเทศ
แบบ PIDRE เพอื่ นาไปใช้ในการวางแผนการนิเทศ ประกอบด้วย

ข้นั ที่ 1 วางแผนการนิเทศ (Planning-P)
ขน้ั ที่ 2 ใหค้ วามร้ใู นสงิ่ ทจ่ี ะทา (Informing-I)
ขน้ั ท่ี 3 การปฏบิ ตั ิงาน (Doing -D)

3.1 การปฏิบัติงานของผู้รับนิเทศเป็นข้ันท่ีผู้รับการนิเทศลงมือปฏิบัติงานตาม ความรู้
ความสามารถท่ีได้รบั มาจากดาเนนิ การในขน้ั ท่ี 2

3.2 การปฏบิ ตั ิงานของผใู้ ห้การนิเทศ ขัน้ นี้ผู้ให้การนิเทศจะทาการนิเทศและควบคุมคุณภาพ
ใหง้ านสาเรจ็ ออกมาทนั ตาม กาหนดเวลาและมีคณุ ภาพสูง

3.3 การปฏิบัติงานของผู้สนับสนุนการนิเทศ ผู้บริหารก็จะให้บริการสนับสนุนในเร่ืองวัสดุ
อุปกรณ์ ตลอดจนเคร่ืองใชต้ ่างๆ ที่จะช่วยใหก้ ารปฏิบตั งิ านเปน็ ไปอย่างไดผ้ ล

ขัน้ ท่ี 4 การสรา้ งขวญั และกาลงั ใจ (Reinforcing-R)
ข้นั ท่ี 5 ประเมนิ ผลผลติ ของการดาเนนิ งาน (Evaluating-E)

17

การดาเนนิ งานแตล่ ะข้นั ตอน มดี งั น้ี
ขน้ั ที่ 1 วางแผนการนเิ ทศ (Planning-P)
การวางแผนการนิเทศ เป็นขั้นตอนท่ีกาหนดไว้อย่างมีระบบ เพ่ือให้บรรลุเป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์
ที่ต้องการภายใตเ้ งือ่ นไขและข้อมลู ในการประกอบการตดั สินใจ ซงึ่ มขี ั้นตอนการปฏิบตั ิ ดงั น้ี
1. การศึกษาและรวบรวมข้อมูลและสารสนเทศของสถานศึกษาเพ่ือใช้ในกระบวนการให้คาช้ีแนะ
ปัจจุบันข้อมูลสารสนเทศมีความจาเป็นอย่างยิ่ง การมีข้อมูลและระบบสารสนเทศที่ดี ถูกต้องเป็นปัจจุบัน จะทาให้
ตัดสินใจได้ถูกต้อง แม่นยา ทันเหตุการณ์มากข้ึน โดยเฉพาะในการวางแผนการศึกษา และการยกระดับคุณภาพ
การศึกษา ข้อมูลสารสนเทศจะใช้เป็นเคร่ืองมือในการบริหารจัดการโดยมีเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
ของผู้เรียนให้มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพย่ิงขึ้น ข้อมูลและระบบสารสนเทศที่ดีควรครอบคลุมองค์ประกอบ
พ้ืนฐานของการจัดการศึกษา และต้องมีการจัดเก็บอย่างเป็นระบบ ง่ายต่อการนาไปใช้อันจะส่งผลให้เกิด
ประโยชน์สูงสดุ ตามนโยบายการจัดการศึกษา ซ่ึงอาจแบ่งได้ดงั นี้
1.1 ข้อมูลและสารสนเทศพ้ืนฐานของสถานศึกษา ได้แก่ ข้อมูลท่ัวไปของสถานศึกษาและชุมชน
อาคารเรียน อาคารประกอบ และสิ่งอานวยความสะดวกท่ีมีอยู่ในสถานศึกษา เช่น ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ
วสั ดุ อุปกรณก์ ารเรียนการสอน ห้องสมดุ ตลอดถึงแหล่งเรยี นรทู้ ง้ั ในและนอกสถานศกึ ษาเป็นต้น
1.2 ข้อมูลและสารสนเทศที่เก่ียวกับผู้เรียน ผู้เรียนเป็นองค์ประกอบท่ีสาคัญ ของสถานศึกษา การ
เก็บรวบรวมขอ้ มูลของผู้เรียนรายบคุ คล เช่น ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน คอื NT/O-NET แล้วยังตอ้ งเก็บรวบรวม
ข้อมูลเก่ียวกบั ด้านภมู หิ ลังทางครอบครวั และชมุ ชนท่ีนักเรยี นอาศัยอยู่
1.3 ข้อมูลและสารสนเทศท่ีเก่ียวกับครูและการจัดการเรียนการสอน เช่น จานวนครู ช่ือ คุณวุฒิ
การศึกษา ตาแหน่งหน้าที่ วิชาท่ีสอน ผลงานทางวิชาการ การจัดแผนการเรียน/ช้ันเรียน อุปกรณ์การสอน
แหล่งข้อมูลเรียนรู้ ระเบียนสะสม ตารางสอน และผลการปฏิบัติงานของครู ข้อมูลในด้านกระบวนการเรียนการ
สอน ได้แก่ ลักษณะของวิธีการสอน ตารางสอน การมีส่วนร่วมของนักเรียน การใช้ตาราเรียน สื่อการสอน การ
ประเมินผลการเรียนการสอน การรายงานผลการเรียนการสอนซ่อมเสริม วิธีและการใช้เคร่ืองมือประเมิน การ
วางแผนการวดั และประเมนิ ผลการเรียนนาไปพัฒนาผเู้ รยี น เป็นต้น
1.4 ข้อมูลและสารสนเทศท่ีเก่ียวกับการบริหารงานวิชาการ ซ่ึงจัดเป็นหัวใจของงานด้านการศึกษา
ผู้ปกครอง ชุมชนและหน่วยงานต่าง ๆ ให้ความสนใจและต้องการทราบข้อมูลที่ถูกต้องรวดเร็ว เช่ือถือได้ เช่น
หลกั สูตร แผนการสอน คมู่ ือ การพัฒนาหลักสูตรการสารวจความต้องการของชุมชน และการใช้ตาราเรียนของ
ครูและนักเรยี น การจัดทาคลังขอ้ มลู คลงั ข้อสอบท่ีเปน็ ระบบและเป็นปัจจบุ นั เป็นตน้
2. สารวจและประเมินความต้องการของครู โดยการสนทนาซักถาม เก็บข้อมูลในช้ันเรียนดูจากผลงาน
นักเรยี น เปน็ ตน้
3. จดั ลาดับความสาคัญของปญั หาและความต้องการ

18

4. วิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา และจัดลาดับความสาคัญของสาเหตุ กาหนดทางเลือกในการ
แกป้ ัญหาและการดาเนินการตามความต้องการ

5. วางแผนการนิเทศและเครอ่ื งมือการนิเทศ
การวางแผนเป็นงานท่ีสาคัญ และจาเป็นต่อความสาเร็จของงานท่ีจะปฏิบัติเพราะว่า ถ้ามีการ

วางแผนดี มีความรัดกุม และสามารถนาไปปฏิบัติได้น้ันเท่ากับงานนั้นประสบผลสาเร็จไปแล้วคร่ึงหน่ึง การ
วางแผนการนเิ ทศจงึ เป็นขัน้ ตอนทีจ่ ะนาเอาผลมาวิเคราะห์ หรือหาทางเลือกมากาหนดวัตถปุ ระสงค์ เปา้ หมาย
ในการปฏบิ ัติงาน กจิ กรรมที่จะต้องปฏิบัติและรายละเอียดต่าง ๆ ใหช้ ดั เจนในแผนการนิเทศอาจมีองค์ประกอบ
ต่าง ๆ ได้แก่ วัน/เดือน/ปี จุดประสงค์การนิเทศ เรื่อง/สาระการนิเทศ กิจกรรมสื่อ/เครื่องมือนิเทศ แนว
ทางการตดิ ตาม/ประเมนิ ผล ผู้รับการนเิ ทศ

ส่ือและเครื่องมือการนิเทศเป็นสิ่งท่ีจะช่วยให้การนิเทศมีประสิทธิภาพยิ่งข้ึนและเป็นสิ่งที่จะช่วย
เก็บรายละเอียดที่ผู้รับการนิเทศไม่สามารถแสดงออกมาได้ และสามารถเก็บข้อมูล นามาเปรียบเทียบผลที่
เกิดขึ้น เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการพัฒนาการศึกษา และส่ิงที่ทาให้มีความเข้าใจตรงกันระหว่างผู้นิเทศและ
ผู้รับการนิเทศ และเป็นสิ่งสาคัญที่จะชว่ ยเพิ่มประสิทธิภาพในการนิเทศ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการได้อกี
ดว้ ย เครอื่ งมือการนิเทศ จาแนกตามลักษณะใช้งานได้ 2 ชนดิ คอื

1) เคร่อื งมอื สาหรับตรวจสอบคณุ ภาพการศึกษา เชน่
1.1 แบบทดสอบ เป็นเครอื่ งมือที่จัดทาขึน้ เพ่ือตรวจสอบความพร้อมความรู้พืน้ ฐานด้านการเรียน
ของนกั เรยี น หรือทดสอบครผู ู้สอนเก่ยี วกับหลกั สตู รการเรยี นการสอน
1.2 แบบสอบถาม แบบสารวจ แบบประเมนิ เป็นเครอื่ งมอื ทใ่ี ชร้ วบรวมข้อมูล และรายละเอียดที่
ตอ้ งการ เช่น ข้อมูลส่วนตัว ความคิดเห็น เจตคติ ซ่งึ อาจใชส้ อบถามครูผ้สู อน และบุคลากรทีเ่ กยี่ วข้อง
1.3 แบบสังเกต เป็นเคร่ืองมือที่ใช้สังเกตการสอนของครู ใช้สังเกตการจัดกิจกรรมการเรียนการ
สอนของครผู ้สู อน
2) เครื่องมือสาหรับส่งเสริมคุณภาพการศึกษา ใช้ในการนิเทศการศึกษาเพ่ือพัฒนาด้านการเรียน
การสอน ผู้นิเทศจาเป็นต้องใช้เคร่ืองมือ เพื่อให้ผู้รับการนิเทศมองเห็นทางเลือกท่ีเหมาะสมกับตน ปรับปรุง
แก้ไขปัญหาการทางานของตนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เช่น เอกสารหลักสูตร เอกสารเสริมการเรียนการสอน
เอกสารคู่มอื ครู เป็นต้น

19

ในการสร้างเครื่องมือการนิเทศ ควรคานึงถึงหลกั การต่าง ๆ ไดแ้ ก่

1. ตัดสินใจว่าจะเลือกใช้เครื่องมือใดบ้าง โดยพิจารณาจากข้อมูลการศึกษาสภาพปัจจุบัน

กลุ่มเป้าหมายที่ให้ข้อมูล ปัญหา และความต้องการว่ามีปัญหาเรื่องใด ควรปรับปรุงแก้ไขอย่างไร ปัญหามี

สาเหตมุ าจากอะไร แล้วจึงเลือกเครอ่ื งมอื ให้เหมาะสมกับความต้องการ

2. ศึกษารายละเอียดของเคร่ืองมือ ที่พิจารณาเลือกไว้ในข้อแรกว่ามีรายละเอียดปลีกย่อย

จดุ เดน่ จดุ ด้อยอะไร

3. ดาเนินการสร้างเคร่ืองมือ โดยมีเกณฑ์ว่าต้องตรวจสอบได้ ตามมาตรฐาน และต้องคานึงถึง

เร่ืองต่าง ๆ ได้แก่ กาหนดวัตถุประสงค์ กาหนดขอบข่าย/กรอบเนื้อหา การดาเนินการ เก็บ

รวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการนาข้อมูลไปใช้/การรายงานผล การทดลองใช้เครื่องมือ ทุก

ชนดิ ทส่ี รา้ งขึ้นทุกครงั้ ก่อนนาไปใช้ตอ้ งนาไปทดลองใช้กับกลมุ่ ตวั อยา่ งเพื่อหาข้อบกพร่อง และการประเมินผล

การใช้เครอื่ งมอื ควรคานงึ ถงึ การนาผลที่ได้ไปปรับปรงุ พฒั นางาน

ขัน้ ที่ 2 ให้ความรู้ในสิง่ ทีจ่ ะทา (Informing-I)

การให้ความรู้ เป็นการถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจของผู้นิเทศไปสู่รับการนิเทศ ซ่ึงผู้นิเทศอาจให้

ความรู้แก่ผู้รับการนิเทศในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ การบรรยาย (Lecturing) เป็นการถ่ายทอดความรู้ท่ีใช้เพียง

การพูดและการฟังเท่านั้น การบรรยายโดยใช้ส่ือประกอบ (Visualized Lecturing) เป็นการบรรยายที่ใช้ส่ือ

เข้ามาช่วย เช่น สไลด์ แผนภูมิ แผนภาพ สื่อนิเทศ ฯลฯ การบรรยายเป็นกลุ่ม (Panel presenting) เป็นการ

ให้ข้อมูลเป็นกลุ่มที่มีจุดเน้นที่การใหข้ ้อมูลตามแนวความคิดหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซ่ึงกันและกัน การให้

ดูภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ (Viewing film and television) เป็นการใช้เคร่ืองมือท่ีส่ือทางสายตา ได้แก่

ภาพยนตร์ โทรทัศน์ วิดีโอเทป การฟังคาบรรยายจากเทป วิทยุ และเครื่องบันทึกเสียง (Listening to tape,

radio recordings) เปน็ การใช้เคร่ืองบันทึกเพ่ือนาเสนอแนวความคดิ ของบุคคลหนึ่งไปสผู่ ู้ฟังคนอ่ืน ซ่ึงผ้นู ิเทศ

สามารถเลอื กใชใ้ หเ้ หมาะสมกบั กลมุ่ เป้าหมาย

ขนั้ ที่ 3 การปฏบิ ตั งิ าน (Doing -D)

3.1 ครูดาเนินการจัดทาแผนการสอนตามขั้นตอนท่ีได้รับความรู้จากเอกสารประกอบการนิเทศโดย

ร่วมกันวเิ คราะห์

3.2 ครูจัดกิจกรรมการสอนตามแผนการสอน

3.3 ผู้นิเทศสังเกตการสอน สัมภาษณ์ ตรวจผลงาน ตามแบบบันทึกการนิเทศ แบบสังเกตการณ์สอน

แบบทกึ พฤติกรรมครู พฤติกรรมผ้เู รยี น ตามข้นั ตอนทีไ่ ดร้ ับความรู้

3.4 ร่วมกันสรุปผลการจัดกิจกรรมการสอนตามรูปแบบ โดยให้คุณครู ช่วยสะท้อนคิดเก่ียวการจัด

กจิ กรรมการสอน ถงึ จดุ เดน่ และจดุ ท่คี วรพัฒนาในคร้ังต่อไป

20

ข้ันที่ 4 การสร้างขวญั และกาลงั ใจ (Reinforcing-R)
4.1 ผู้นเิ ทศช่ืนชมผลงานนักเรียนที่เกิดจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามขนั้ ตอนท่ีไดร้ ับความรู้

และให้คาชน่ื ชมยินดีในความสาเรจ็
4.2 ผู้นเิ ทศตรวจผลงาน ประเมนิ แผนการจัดการเรียนรู้ คัดเลือกแผนการจัดการเรยี นรู้ท่ีเป็นเลิศ

เผยแพร่เพื่อเป็นขวัญและกาลังใจในการปฏิบัติงาน แนะนาให้ความรู้แก่ครูเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดกิจกรรม
สง่ เสริมผู้เรียน

ข้ันที่ 5 ประเมนิ ผลผลติ ของการดาเนินงาน (Evaluating-E)
การประเมินผลการนิเทศ เป็นข้ันตอนที่มีความสาคัญยิ่งในการควบคุมและพัฒนาคุณภาพการจัด
ก า ร ศึ ก ษ า ผู้ นิ เ ท ศ ค ว ร ส ร้ า ง ข้ อ ต ก ล ง ร่ ว ม กั น ใ น ก า ร ก า ห น ด เ ก ณ ฑ์ ก า ร ป ร ะ เ มิ น ผ ล ซึ่ ง ก า ร ป ร ะ เ มิ น ผ ล
ควรจะประเมินระหว่างการ ดาเนินงานเป็นระยะ ๆ เพื่อการพัฒนางานให้บรรลุวัตถุประสงค์และ
ควรประเมินผลเม่ือส้ินสุดโครงการเพื่อดู ผลผลิตและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นว่าสนองตามข้อกาหนด เป้าหมาย
และตัวช้ีวัดหรือไม่ซ่ึงจะทาให้ผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศมีข้อมูลเพ่ือการพัฒนางานอย่างต่อเนื่องทาให้การ
ดาเนินงานมีประสิทธิภาพย่ิงข้ึน ซึ่งสามารถประเมินผลจากระดับการรับรู้ในเน้ือหา สาระ รายละเอียดของ
วิธีการจัดการเรียนรู้ ความสามารถในการจัดการเรียนรู้ของครู การใช้ส่ือ/แหล่งเรียนรู้ ปัญหา อุปสรรค และ
ข้อเสนอแนะ ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนการพัฒนาต่อไป เช่น การวางแผนการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษา การกาหนดสภาพความสาเรจ็ ของการพฒั นาไว้อย่างต่อเนื่อง รวมถงึ การนาเสนอผลการปฏบิ ัติงานที่
เป็นเลศิ (Best Practices) ของครูและสถานศกึ ษานาเสนอและเผยแพร่ต่อไป

21

การนาไปพฒั นางาน/การเชือ่ มโยงประยุกตใ์ ช้

จากการสังเคราะห์งานวิจัย และเอกสารที่เก่ียวข้อง เก่ียวกับกระบวนการนิเทศแบบ PIDRE ผู้ศึกษา
ค้นคว้าได้นาผลการสังเคราะห์งานวิจัย และเอกสารท่ีเก่ียวข้องไปประยุกต์ใช้ในการจัดทาแผนการนิเทศ การ
จัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามแนวคิดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ด้วยกระบวนการนิเทศแบบ
“PIDRE” พัฒนาครูผู้สอนคณิตศาสตร์ จานวน 5 คน โรงเรียนอนุบาลพิจิตร อาเภอเมือง จังหวัดพิจิตร สังกัด
สานกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษาพจิ ติ ร เขต 1 ประกอบดว้ ย

ข้นั ท่ี 1 วางแผนการนิเทศ (Planning-P)
ขัน้ ที่ 2 ให้ความรใู้ นสิ่งที่จะทา (Informing-I)
ข้นั ท่ี 3 การปฏิบตั งิ าน (Doing -D)

3.1 การปฏิบัติงานของผู้รับนิเทศเป็นขั้นท่ีผู้รับการนิเทศลงมือปฏิบัติงานตาม ความรู้
ความสามารถทไี่ ดร้ บั มาจากดาเนนิ การในขน้ั ที่ 2

3.2 การปฏบิ ตั ิงานของผู้ให้การนิเทศ ขัน้ นผ้ี ู้ให้การนิเทศจะทาการนเิ ทศและควบคุมคุณภาพ
ให้งานสาเร็จออกมาทนั ตาม กาหนดเวลาและมคี ุณภาพสงู

3.3 การปฏิบัติงานของผู้สนับสนุนการนิเทศ ผู้บริหารก็จะให้บริการสนับสนุนในเร่ืองวัสดุ
อุปกรณ์ ตลอดจนเครือ่ งใช้ต่างๆ ท่จี ะช่วยให้การปฏิบัตงิ านเปน็ ไปอย่างไดผ้ ล

ขั้นท่ี 4 การสรา้ งขวัญและกาลังใจ (Reinforcing-R)
ขน้ั ท่ี 5 ประเมนิ ผลผลติ ของการดาเนนิ งาน (Evaluating-E)
ขน้ั ท่ี 1 วางแผนการนิเทศ (Planning-P)
1. ศึกษาและรวบรวมข้อมูลและสารสนเทศของโรงเรียนอนุบาลพิจิตร เกี่ยวกับหลักสูตร บริบท
จุดเดน่ จดุ ท่ีควรพฒั นา จากรายงาน SAR ของโรงเรยี น และศึกษาขอ้ มลู เกี่ยวกบั การจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์
ตามแนวคิดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ระดับช้ัน ป.4-ป.6 ความต้องการในการพัฒนาการจัดการ
เรียนรูค้ ณติ ศาสตร์ตามแนวคิดการเรยี นรเู้ ชิงรกุ (Active Learning) สนทนาซกั ถามครู ผูบ้ ริหาร และการเย่ียม
ช้ันเรียน
2. จดั ลาดับความสาคญั ของปญั หาและความต้องการ
3. วางแผนการนิเทศ สื่อการนเิ ทศ และเคร่ืองมอื การนิเทศ ประกอบด้วย

3.1 แผนการนิเทศ การจดั การเรียนรู้คณติ ศาสตรต์ ามแนวคดิ การเรยี นรูเ้ ชิงรุก (Active Learning)
ด้วยกระบวนการนเิ ทศแบบ “PIDRE”

3.2 แนวทางการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามแนวคิดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)
ด้วยกระบวนการนิเทศแบบ “PIDRE”

3.3 เครอ่ื งมอื นเิ ทศ

22

ขน้ั ท่ี 2 ให้ความรู้ในสง่ิ ท่จี ะทา (Informing-I)
การศึกษาความร้เู ดิมของครู โดยสังเกตจากแผนการจัดการเรียนรู้ และการสงั เกตการจัดการเรียนรู้ใน
ช้ันเรียน พูดคุยสอบถามกับครูผสู้ อน การใหค้ วามรู้ เปน็ การถ่ายทอดความรู้ ความเขา้ ใจของผู้นเิ ทศไปสูร่ ับการ
นิเทศ ซงึ่ ผนู้ ิเทศใหค้ วามร้แู กผ่ ู้รบั การนิเทศในรปู แบบเอกสารประกอบการนิเทศในรูปแบบออนไลน์
ขน้ั ที่ 3 การปฏิบตั ิงาน (Doing -D)
ครูดาเนินการจัดทาแผนการจดั การเรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์ตามแนวคดิ การเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)
ตามขนั้ ตอนที่ได้รับความร้จู ากเอกสารประกอบการนิเทศแบบออนไลน์และรว่ มกนั วิเคราะห์ ครูจัดกิจกรรมการ
เรยี นการสอนตามแผนการจัดการเรียนรคู้ ณติ ศาสตร์ตามแนวคิดการเรยี นรูเ้ ชงิ รุก (Active Learning) ผู้นเิ ทศสงั เกต
การสอน สัมภาษณ์ ตรวจผลงาน ตามแบบบนั ทึกการนิเทศ แบบสังเกตการณ์สอน แบบทึกพฤติกรรมครู พฤติกรรม
ผเู้ รยี น ตามข้ันตอนที่ไดร้ ับความรู้ รว่ มกันสรุปผลการจัดกิจกรรมการสอนตามรูปแบบ โดยให้คุณครู ชว่ ยสะท้อน
คิดเกี่ยวการจัดกิจกรรมการสอน ถึงจุดเด่นและจุดท่ีควรพฒั นาในคร้งั ต่อไป
ขั้นท่ี 4 การสรา้ งขวญั และกาลงั ใจ (Reinforcing-R)
ผ้นู ิเทศชืน่ ชมผลงานนกั เรยี นท่เี กิดจากการจดั กจิ กรรมการเรยี นรตู้ ามแนวคิดการเรียนรู้เชงิ รกุ (Active
Learning) ตามขั้นตอนที่ได้รับความรู้ และให้คาชื่นชมยินดีในความสาเร็จ ผู้นิเทศตรวจผลงาน ประเมิน
แผนการจัดการเรยี นรู้ตามแนวคิดการเรียนรเู้ ชิงรกุ (Active Learning) คัดเลือกแผนการจัดการเรียนรู้ที่เป็น
เลศิ เผยแพรเ่ พื่อเป็นขวัญและกาลงั ใจในการปฏิบัติงาน แนะนาใหค้ วามรู้แก่ครูเพ่มิ เติมเกย่ี วกับการจดั กจิ กรรม
ส่งเสรมิ ผเู้ รียน
ขั้นที่ 5 ประเมินผลผลิตของการดาเนินงาน (Evaluating-E)
ประเมนิ ผลจากระดบั การรับร้ใู นเนื้อหาสาระ รายละเอยี ดของวิธกี ารจัดการเรยี นรู้ ความสามารถใน
การจดั การเรียนรู้ของครู การใช้สอ่ื /แหลง่ เรยี นรู้ ปญั หา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ

ผลทเ่ี กดิ ขึ้น

1. ผลที่เกดิ กับผู้นิเทศ
ผูน้ เิ ทศสามารถปรับปรุงและพัฒนาระบบการจัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธภิ าพยิ่งขึ้น สามารถช่วยเหลือครู
ในการสะทอ้ นจุดเด่น และจดุ ท่ยี ังมีปญั หาของการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ของครไู ด้อย่างแท้จรงิ และครูสามารถนา
ข้อมูลต่างๆ จากผู้นิเทศไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้มีคุณภาพ ผู้นิเทศสามารถ
รับรู้ความคาดหวัง สภาพและปัญหา อุปสรรคในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครูซ่ึงจะนาไปสู่ข้อมูลเกี่ยวกับ
ความต้องการในการนิเทศอย่างแท้จริง เป็นการสร้างสัมพันธภาพที่ดีในการทางานระหว่างผู้นิเทศและผู้รับการ
นิเทศ

23

2. ผลทเ่ี กดิ กับครผู ูร้ ับการนเิ ทศ
ครูสามารถจัดกระบวนการจัดการเรียนรู้แนวคิดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และคานึงถึงผู้เรียน
เปน็ สาคัญให้กับผเู้ รยี นได้อยา่ งมีคณุ ภาพ มคี วามรู้ ความเข้าใจเกยี่ วกับผู้เรียน มองเห็นปญั หา และความต้องการ
และธรรมชาติของผู้เรียนได้รับรู้ถึงปัญหา หรืออุปสรรคที่เกิดข้ึน ในการจัดการเรียนรู้ร่วมกับผู้นิเทศ และมีส่วน
ร่วมกับผู้นิเทศ ในการพิจารณา แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นมีความรู้และทักษะในการวิเคราะห์ปัญหาการจัด
ประสบการณ์ของตนเอง และ ประเมินผลงานได้ดีข้ึน พัฒนากระบวนการทางานร่วมกัน ซ่ึงส่งผลให้ครูมี
ความสามารถในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างมีเป้าหมาย และมีวัตถุประสงค์ชัดเจน ครูสามารถประเมิน
ตนเอง รูจ้ กั ตนเองมากขน้ึ วา่ ตนเองมีความสามารถใดบ้าง และตอ้ งปรับปรงุ แกไ้ ขด้านใด
3. ผลท่เี กิดกบั สถานศกึ ษา
สถานศึกษามีผลการพัฒนาคุณภาพและการจัดการศึกษาเป็นไปตามมาตรฐานตามหลักสูตร มีความ
พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในยุค 4.0 เน่ืองจากการได้รับการนิเทศทาให้ครูมีความพร้อมต่อการ
เปลี่ยนแปลงต่างๆ โดยเฉพาะในด้านของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดเชิงรุก (Active Learning) ให้
ผ้เู รยี นได้พัฒนาตนเองในดา้ นต่างๆ ซึง่ ผู้เรียนเป็นผู้ลงมือปฏิบัติตามกิจกรรมการเรยี นรูต้ ามแนวคิดเชิงรุก (Active
Learning)

24

เอกสารอา้ งอิง

กรัณฑา อมั พธุ . (2557). รายงานการนิเทศ ติดตามผลการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสยั รักการอา่ นโรงเรยี นใน
สังกดั สานักงานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาลาพูน เขต 2 โดยใชก้ ระบวนการนเิ ทศแบบ
PIDRE. ลาพนู . สานักงานเขตพื้นที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาลาพูน เขต 2.

กัลยานี ภาคอัตและคณะ. (2547). แนวคิดท่ัวไปเกยี่ วกบั การศกึ ษาคน้ ควา้ อสิ ระ ในประมวลสาระชดุ วิชา
การศาสนา. กรุงเทพมหานคร. การศกึ ษาค้นควา้ อิสระ หน่วยท่ี 1 หน้า 1-1 ถึง 1-74 สาขาวชิ า
วิทยาการจดั การ

กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรับปรงุ
พ.ศ. 2560). กรุงเทพฯ: โรงพมิ พ์ชมุ นมุ สหกรณ์การเกษตรแหง่ ประเทศไทย จากดั .

กรมวิชาการ. (2542). การสังเคราะหง์ านวจิ ยั เก่ยี วกบั การเรียนการสอนคณิตศาสตร์ ระดบั
ประถมศกึ ษา. เอกสารอดั สาเนา.

เกื้อกูล กลุ ชุมภู. (2559). การพัฒนารูปแบบการบรหิ ารวิชาการโดยใช้กระบวนการนิเทศด้วยการจดั ทา
วิจัยในชัน้ เรยี นของครู และบคุ ลากรทางการศึกษาเพ่ือเพม่ิ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน. กระบี่.

ฉวีวรรณ ศลิ ปะ. (2559). รายงานผลการนเิ ทศโดยใชก้ ระบวนการนิเทศแบบ PIDRE ผสานเทคนคิ การ
ชี้แนะ (Coaching) ในการขบั เคลื่อนหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสสู่ ถานศึกษา สานกั งาน
เขตพืน้ ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาตรงั เขต 1. ตรงั . สานกั งานเขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษาตรงั
เขต 1.

ญตนิ ันท์ แก้วงาม. (2559). รายงานผลการนเิ ทศตามรปู แบบ PIDRE เพือ่ สง่ เสริมสมรรถภาพการวิจัยในชนั้
เรยี นของครโู รงเรยี นบา้ นเขาตมู จังหวัดปัตตานี. ปตั ตานี.

ดวงทพิ ย์ เพช็ รนลิ . (2556). การนเิ ทศแบบ PIDRE ผสานเทคนิค Coaching เพือ่ พัฒนาการจัด
ประสบการณก์ ารเรียนรู้วทิ ยาศาสตรด์ ว้ ยกจิ กรรมบ้านนักวทิ ยาศาสตร์นอ้ ยสาหรับครูปฐมวัย.
สุพรรณบรุ ี. สานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรีเขต 1.

นงลักษณ์ วิรชั ชัย. (2542). การสงั เคราะหง์ านวจิ ัยทางการศกึ ษาดา้ นการวเิ คราะห์
อภิมานและการวิเคราะหเ์ นอ้ื หา. สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแห่งชาต.ิ สานัก
นายกรัฐมนตรี.

ปาริชาติ เภสัชชา. (2553). การพัฒนาสมรรถภาพครูผสู้ อนโรงเรียนขนาดเล็กในการจัดการเรยี นการสอน
ดว้ ยเทคโนโลยมี ลั ติพอยท์ โดยการประยกุ ตใ์ ชก้ ระบวนการนิเทศแบบ PIDRE และเทคนคิ
Coaching. เชียงใหม.่ สานักงานเขตพ้ืนทีก่ ารศกึ ษาเชยี งใหม่ เขต 5.

ปิญดา กติ บิ ตุ ร. (2561). การพฒั นาการจัดการเรยี นรูแ้ บบโครงงาน โดยใช้กระบวนการนิเทศแบบ PIDRE.
สระบุรี. สานกั งานเขตพ้นื ที่การศึกษาประถมศึกษาสระบรุ เี ขต 1.

25

เอกสารอา้ งองิ (ตอ่ )

ปยิ ะ จะเฮิง. (2561). การนเิ ทศกระบวนการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ส่ือการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม
(Distance LearningTelevision: DLTV) โดยใช้กระบวนการ PIDRE. น่าน. สานักงานเขตพื้นที่
การศกึ ษาประถมศึกษาน่านเขต 1.

พัชรินทร์ ชยั จันทร์. (2561). การพฒั นารปู แบบการการนิเทศโดยการจดั ทาวิจัยในชนั้ เรียนของครูและ
บคุ ลากร ทางการศกึ ษาเพอื่ เพม่ิ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นโรงเรยี นเทศบาล 3 ยุวบูรณบ์ ารุง.
หนองคาย.

รัตตยิ า ภมู สิ ายดร. (2561). การศึกษากระบวนการนเิ ทศแบบ PIDRE ผสานเทคนคิ การนิเทศแบบชีแ้ นะ
(Coaching) ด้านการจดั กิจกรรมการเรยี นรูข้ องครูผูส้ อนภาษาองั กฤษ. กาฬสินธ.ุ์ สานกั งานเขต
พนื้ ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษากาฬสนิ ธ์ุเขต 1.

ศริ ยิ พาุ พลสู ุวรรณ. (2541) การศกึ ษาประสทิ ธภิ าพของสื่อการสอนโดยการวเิ คราะหอ์ ภิมาน.
ปรญิ ญานพิ นธ์การศึกษาดุษฎีบณั ฑิต บณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยศรนี รินทรวิโรฒ.

สงัด อทุ รานนั ท.์ (2530). การนิเทศ : หลกั การทฤษฎแี ละการปฏิบัติ.พมิ พ์คร้งั ที่ 2.กรงุ เทพมหานคร :
มติ รสยาม.

สนานจติ ร สุคนธทรพั ย์ และคณะ. (2551). การสงั เคราะห์งานวจิ ยั แนวทางการส่งเสริมการมีสว่ นร่วม
ของเอกชนในการจัดการศึกษาขัน้ พื้นฐาน. บริษัทพรกิ หวานกราฟฟคิ จากัด. กรุงเทพมหานคร.

สจุ ิตรา แซ่จิว. (2561). การพัฒนาการนเิ ทศภายใน ดว้ ยกระบวนการนิเทศแบบ PIDRE โดยใช้การสรา้ ง
ชุมชนแหง่ การเรียนรู้ทางวชิ าชพี โรงเรียนเทศบาลชุมชนวมิ ลวทิ ยา เทศบาลเมืองตราด. ตราด.

สานักเทคโนโลยีการศึกษา. (2553). คู่มือการจัดการเรียนการสอนในระบบอิเลก็ ทรอนกิ ส์. นนทบุรี :
สานกั พมิ พ์มหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

อุทุมพร จามรมาน. (2531). การสงั เคราะหง์ านวิจัย: เชงิ ปริมาณ. โรงพมิ พ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั ,
กรุงเทพมหานคร.

Cooper, H. and Lindsay, J.J. (1997). “Research Systhesis and Meta- Analysis”.
In Bickman, L. and Rog, D.J. (eds.), Handbook of Applied Social Research Methods.
California : Sage Publication.

Glass, G.V., McGaw, B. and Smith, M.L. (1981). Meta-Analysis in Social Research.
Beverly Hills: Sage Publications.

26

ภาคผนวก

ภาพกิจกรรมนิเทศ

27

28

สมดุ นิเทศการศึกษาโรงเรยี นอนุบาลพจิ ติ ร

29

เอกสารประกอบการนเิ ทศการศึกษา

แบบสอบถามความต้องการพฒั นาของครูผสู้ อนเก่ียวกบั การจดั การเรยี นรเู้ ชิงรุก(Active learning)

แบบสอบถามความพงึ พอใจของครูผูส้ อนท่ีต้องการพฒั นาตอ่ เอกสารประกอบการนิเทศการจดั การเรยี นรู้
คณิตศาสตรต์ ามแนวคิดการเรียนรู้เชิงรกุ (Active Learning)

การประเมนิ ตนเองในการจดั การเรียนร้คู ณิตศาสตร์ตามแนวคิดการเรยี นรเู้ ชงิ รุก (Active Learning) ของ
ครูผู้สอนคณติ ศาสตร์

30

แผนการจัดการเรียนรคู้ ณติ ศาสตร์ Active Learning ช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 1

แผนการจดั การเรียนรคู้ ณติ ศาสตร์ Active Learning ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 4

คมู่ อื การจัดการเรยี นรู้ตามแนวทาง Active Learning

31

แบบนิเทศตดิ ตามการจดั การเรยี นรู้คณติ ศาสตร์ตามแนวคิดการเรียนรเู้ ชงิ รุก (Active Learning)
สานกั งานเขตพน้ื ทีก่ ารศึกษาประถมศกึ ษาพจิ ิตร เขต 1
โรงเรยี นอนบุ าลพจิ ิตร อาเภอเมอื ง จังหวัดพิจติ ร

คาช้ีแจง ใหศ้ ึกษาเอกสารหลกั ฐานร่องรอยเก่ียวกับประเด็นท่จี ะศึกษา แลว้ ให้ระบุ 1 เมื่อพบว่าได้มี
การดาเนนิ การแลว้ และระบุ 0 หากพบว่ายงั ไม่ดาเนินการ

ท่ี ประเดน็ การ
ดาเนินการ
1 ครูมีการนาสื่อหรือกจิ กรรมการเรยี นรู้ท่ีหลากหลายมาใชใ้ นการจัดการเรยี นการสอน
2 ครจู ัดการเรียนร้ทู ี่ใหน้ กั เรียนไดล้ งมอื ปฏบิ ัติจริง
3 ครจู ดั กิจกรรมทีส่ ่งเสริมให้นักเรยี นได้คดิ ได้แก้ปญั หา และไดน้ าความรไู้ ปประยกุ ตใ์ ช้

ชวี ิตประจาวันและการเรียนรใู้ นกลุ่มสาระตา่ งๆ
4 ครเู ปดิ โอกาสใหผ้ ู้เรียนได้มีสว่ นรว่ มในกระบวนการเรียนรู้
5 ครูวางบทบาทตนเองเปน็ ผู้อานวยความสะดวกในการจัดการเรียนรมู้ ากกวา่ ผสู้ อน และเปิด

โอกาสให้ผเู้ รยี นได้สรา้ งองคค์ วามรู้และจัดกระบวนการเรยี นรู้ ด้วยตนเอง
6 ครูสง่ เสริมใหเ้ กิดบรรยากาศในการเรียนแบบร่วมมือกันมกี ารแบ่งหนา้ ที่ ความรับผดิ ชอบ

มากกว่าการเรยี นแบบแข่งขนั
7 ครูจัดกจิ กรรมสง่ เสรมิ ใหผ้ เู้ รียนไดฝ้ กึ ปฏิบตั ิและเห็นความสาคญั ของความรับผดิ ชอบร่วมกัน

การมีวนิ ัยต่อการทางานตอ่ ตนเองและผู้อืน่
8 ครูมกี ารนากจิ กรรมการสอนแบบสถานการณ์ มาใหผ้ ้เู รียนได้ฝกึ อา่ น พดู ฟงั คิด
9 ครูจัดกิจกรรมที่ส่งเสรมิ ให้ผเู้ รียนไดใ้ ชท้ กั ษะการคิดขั้นสูง
10 ครจู ดั กิจกรรมที่เสรมิ ให้ผู้เรยี นไดบ้ ูรณาการข้อมูลข่าวสาร หรอื สารสนเทศ และหลักการ

ความคดิ รวบยอด การสร้างองคค์ วามรู้ และการสรุปทบทวนความรู้ ดว้ ยตนเอง

ลงช่อื ........................................ผู้นเิ ทศ
(นางสาวนรศิ รา แสงจันทร์)

32

แบบประเมนิ แผนการจดั การเรยี นร้เู ชงิ รกุ Active Learning

คาชีแ้ จง : โปรดทาเคร่อื งหมาย  ลงในชอ่ งทตี่ รงกบั ความคดิ เหน็ ของท่าน
4 หมายถงึ ผลงานมีคุณภาพในระดับดมี าก 3 หมายถงึ ผลงานมีคุณภาพในระดบั ดี
2 หมายถึง ผลงานมีคณุ ภาพในระดบั พอใช้ 1 หมายถึง ผลงานมีคุณภาพในระดบั ปรบั ปรงุ

ท่ี รายการ ระดบั คุณภาพ
1234
1 แผนการจัดการเรียนรสู้ อดคล้องสัมพันธ์กับหนว่ ยการเรยี นรู้ท่ีกาหนดไว้
2 แผนการจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบสาคัญครบถ้วนร้อยรัดสมั พนั ธ์กนั
3 การเขยี นสาระสาคัญในแผนถูกต้อง
4 ตวั ชวี้ ดั /จุดประสงค์ การเรียนรู้มีความชัดเจนครอบคลุมเนื้อหาสาระ
5 การเรียนรเู้ รยี งลาดับพฤติกรรมจากง่ายไปยาก
6 กจิ กรรมการเรยี นรู้สอดคลอ้ งกบั ตวั ชี้วดั /จุดประสงคแ์ ละเน้ือหาสาระ
7 กจิ กรรมการเรยี นรู้มีความหลากหลายและสามารถปฏบิ ัติไดจ้ รงิ
8 กิจกรรมการเรียนรู้เปน็ กิจกรรมท่สี ่งเสรมิ กระบวนการคิดของนกั เรยี น
9 กิจกรรมเน้นใหน้ ักเรยี นเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง
10 กิจกรรมการเรยี นรู้สอติแทรกคณุ ธรรมและคา่ นยิ มทีด่ ี
11 กจิ กรรมการเรยี นรู้เปิดโอกาสใหผ้ ู้เรยี นบรู ณาการข้อมลู ข่าวสาร

สารสนเทศ สู่การสร้างความคิดรวบยอด
12 กิจกรรมการเรียนร้ใู ห้ผ้เู รยี นเปน็ ผ้ปู ฏิบตั ดิ ้วยตนเอง ความรู้เกิดจาก

ประสบการณ์ การสร้างองคค์ วามรแู้ ละการสรปุ ทบทวนของผเู้ รียน
13 กิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริมให้ไดใ้ ช้ความรู้ ความคิด ในการสร้างสรรค์

ชน้ิ งาน/ภาระงาน
14 วัสดุอปุ กรณ์ สื่อและแหล่งเรยี นรู้มีความหลากหลายเหมาะสมกบั เนอื้ หา

สาระ นักเรยี นได้ใช้สอ่ื และแหล่งเรยี นรู้ด้วยตนเอง
15 มกี ารวดั และประเมินผลที่สอดคล้องกบั ตวั ชว้ี ัด/ผลการเรยี นรู้ ท้ังดา้ น

ความรู้ ทักษะ และคณุ ลักษณะ
รวมคะแนน

รวมสรปุ คะแนน

ลงช่ือ........................................ผู้ประเมิน
(นางสาวนรศิ รา แสงจนั ทร)์

33

แบบบันทึกการสังเกตการจัดการเรียนรู้

ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป
คาชแ้ี จง โปรดเตมิ ข้อความลงในช่องวา่ งท่ีกาหนดให้
โรงเรียนอนบุ าลพจิ ติ ร สังกดั สานกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาพจิ ติ รเขต 1
ช่ือครู..................................................................ตาแหน่ง............................วิทยฐานะ......... ...........................
กลมุ่ สาระการเรียนรู้...............................................................ชื่อวิชาทีส่ อน....................................................
ระดับชน้ั ....................................... วนั เดอื น ปี ทีส่ งั เกตการจดั การเรยี นรู้.....................................................
ตอนท่ี 2 สงั เกตกระบวนการจัดการเรียนรู้
คาชแ้ี จง ใหท้ ่านสังเกตกระบวนการจัดการเรียนรขู้ องครู แล้วทาเครอื่ งหมาย ลงในชอ่ งระดบั คุณภาพ
โดยใชเ้ กณฑ์ดังน้ี

5 หมายถงึ คุณภาพดีเยย่ี ม
4 หมายถงึ คุณภาพดีมาก
3 หมายถงึ คณุ ภาพดี
2 หมายถงึ คณุ ภาพพอใช้
1 หมายถงึ คุณภาพปรบั ปรุง

ขอ้ กระบวนการจดั การเรยี นรู้ ระดับคุณภาพ บนั ทึกเพม่ิ เติม
54321
การนาเข้าสู่บทเรยี น
1 มกี ารใชส้ ่อื / อุปกรณ์ ประกอบการนาเขา้ สู่บทเรยี น
2 การเชอ่ื มโยงการสอนคร้ังก่อนมายังครั้งนี้
3 การชแี้ จงเป้าหมาย/จุดประสงค์การเรยี นรู้แกผ่ เู้ รยี น

การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
4 สอดคล้องกบั มาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ชีว้ ดั และจุดประสงค์

การเรยี นรู้
5 ใช้ส่ือ / อุปกรณ์ / แหลง่ เรยี นรู้ ประกอบการจัดกิจกรรม

การเรยี นรู้
6 ใชเ้ ทคนิค / กระบวนการเรยี นรทู้ เี่ น้นผเู้ รยี นเป็นสาคัญท่ีมีลีลา

น่าสนใจ เหมาะสมกบั ธรรมชาติวิชา
7 เปดิ โอกาสให้ผูเ้ รยี นไดร้ ่วมมือกันสรา้ งองค์ความรู้ดว้ ยตนเอง

34

ขอ้ กระบวนการจดั การเรียนรู้ ระดับคุณภาพ บันทกึ เพิ่มเติม
54321

8 มปี ฏสิ มั พนั ธร์ ะหวา่ งผู้สอนกบั ผู้เรียน และผูเ้ รียนกับผเู้ รยี น เช่น

มกี ารตัง้ คาถาม / ข้อสงสยั ในสง่ิ ทต่ี อ้ งการเรียนรอู้ ย่างมเี หตุผลและ

สรา้ งสรรค์

9 ผู้เรยี นมีบทบาทส่วนร่วมในการปฏิบัตกิ ิจกรรมการเรยี นรู้

10 ผเู้ รียนมีการศึกษาค้นคว้า สืบค้นข้อมูลจากแหล่งข้อมลู ตา่ งๆ

11 ผเู้ รยี นได้เรยี นรกู้ ระบวนการและเกิดผลงาน / ชน้ิ งาน

12 ผู้เรยี นมกี ารสอื่ สารและนาเสนอผลงานอย่างมปี ระสิทธภิ าพ

การสรปุ บทเรียน

13 มกี ารอภิปรายเพ่ือสรุปบทเรยี นโดยผสู้ อน / ผู้เรยี น

14 ผเู้ รยี นมีโอกาสสรุปบทเรียนด้วยตนเอง หรือ ดว้ ยกระบวนการกลุ่ม

15 ผเู้ รียนมีการนาองค์ความรู้ทีไ่ ดร้ ับไปประยุกตใ์ ช้สรา้ งสรรค์

ประโยชนต์ อ่ ตนเอง / เพ่ือน / สงั คม

การวดั ผลและประเมนิ ผล

16 วัดและประเมินผลด้วยวธิ กี ารท่หี ลากหลาย

17 วัดและประเมินผลสอดคลอ้ งกับมาตรฐานการเรยี นรู้ / ตัวชีว้ ัด /

จดุ ประสงค์การเรียนรู้

18 มผี ลงาน / ช้นิ งาน / ภาระงาน ซ่ึงเปน็ หลักฐานการเรียนรู้

19 จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ / กจิ กรรมการเรยี นรู้ และการวัด

ประเมนิ ผลการเรยี นรู้ สอดคล้องสัมพันธก์ นั

รวมคะแนน

คะแนนเฉลยี่ ระดบั .................

ระดับคุณภาพมีคะแนนเฉล่ยี ดังน้ี
4.50 – 5.00 = ดีเยีย่ ม
3.50 – 4.49 = ดีมาก
2.50 – 3.49 = ดี
1.50 – 2.49 = พอใช้
1.00 – 1.49 = ปรบั ปรงุ

ลงชอ่ื ........................................ผู้นเิ ทศ
(นางสาวนริศรา แสงจันทร์)

305

แผนการนเิ ทศการศึกษา

เร่ือง การจัดการเรียนรคู้ ณิตศาสตร์ตามแนวคดิ การเรียนรเู้ ชงิ รกุ (Active Learning)

ดว้ ยกระบวนการนเิ ทศแบบ “PIDRE”

โรงเรยี นอนบุ าลพจิ ติ ร สานักงานเขตพ้นื ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาพจิ ิตรเขต 1

วนั / โครงการ วัตถปุ ระสงค์ วธิ ดี าเนนิ งาน/ ส่อื /เครือ่ งมือ แนวทาง ผู้รบั ผนู้ เิ ทศ
เดอื น/ปี /กจิ กรรม การนิเทศ รูปแบบการนเิ ทศ การนเิ ทศ การตดิ ตาม/ การนเิ ทศ
การนเิ ทศ ประเมินผล
20 - 22
มกราคม 1. ศึกษาขอ้ มูล 1. เพอื่ ศึกษาและ ขั้นตอนท่ี 1 การ 1. แบบติดตาม 1. ผลการ ครูผสู้ อน นางสาว
2563
เก่ียวกบั โรงเรียน รวบรวมข้อมลู ความ วางแผนการนิเทศ นเิ ทศการจดั การ นิเทศติดตาม คณติ ศาสตร์ นริศรา

อนบุ าลพจิ ิตร ตอ้ งการของครูและ (P-Plan) เรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์ การจัดการ และครทู ่ี แสงจนั ทร์

และการจดั การ ผู้บริหาร 1. ศกึ ษาเอกสารที่ ตามแนวคดิ การ เรยี นรู้ เก่ียวขอ้ ง

เรยี นรู้ 2. เพ่อื วางแผนการ เก่ยี วข้อง เช่น รปู เลม่ เรียนรเู้ ชิงรกุ คณิตศาสตร์ โรงเรียน

คณติ ศาสตร์ของ นิเทศ รายงานของกลุ่มสาระ 2. แบบสารวจ ตามแนวคดิ อนุบาลพจิ ติ ร

ครูผสู้ อนใน 3. เพื่อสร้าง/เตรยี ม การเรยี นรคู้ ณิตศาสตร์ ความตอ้ งการ การเรยี นรู้ จานวน 8 คน

โรงเรียน เอกสาร รปู เลม่ รายงาน SAR พฒั นาของ เชงิ รกุ

2. สารวจความ ประกอบการนเิ ทศ เวบ็ ไซตโ์ รงเรียนและ ครผู สู้ อน 2. ผลการ

ตอ้ งการพัฒนา สารสนเทศ คณิตศาสตร์ สารวจความ

ของครูผู้สอน 2. วเิ คราะห์ขอ้ มลู / (แบบออนไลน์) ตอ้ งการ

คณิตศาสตร์ ปัญหา/สารวจความ พฒั นาของ

3. วางแผนการ ตอ้ งการพฒั นาการ ครูผสู้ อน

นิเทศ จัดการเรียนรู้ คณิตศาสตร์

4. สรา้ ง/เตรยี ม/ คณติ ศาสตร์

เอกสารประกอบ 3. วางแผนการนิเทศ

การนิเทศ 4. กาหนดการนเิ ทศ

5. ศกึ ษาเอกสาร

ประกอบการนเิ ทศ

6. เตรียม/สรา้ งเอก

สารประกอบการนเิ ทศ

: แนวทางการจดั การ

เรียนรคู้ ณติ ศาสตร์

7. ตรวจสอบคณุ ภาพ

เอก สารประกอบการ

นิเทศ : แนวทางการ

จัดการเรียนรู้

คณิตศาสตร์

316

วนั / โครงการ วัตถปุ ระสงค์ วธิ ดี าเนนิ งาน/ สือ่ /เคร่อื งมือ แนวทาง ผู้รบั ผนู้ เิ ทศ
เดอื น/ปี /กจิ กรรม การ การนิเทศ รปู แบบการนเิ ทศ การนเิ ทศ การติดตาม/ การนิเทศ
ประเมนิ ผล
23 นเิ ทศ 4. เพ่ือแลกเปล่ยี น
มกราคม 5. แลกเปลีย่ น เรยี นรกู้ บั ครผู ู้สอน ขน้ั ตอนท่ี 2. ให้ 1. คูม่ อื เร่ืองแนว ผลความพงึ ครผู สู้ อน นางสาว
2563 เรยี นรกู้ ับ คณิตศาสตร์
ครผู สู้ อน ความรูก้ ่อนการนเิ ทศ ทางการสอน พอใจตอ่ วชิ าคณิต นริศรา
คณิตศาสตร์
เรื่องการจัดทา (I-Informing) Active Learning เอกสารประ ศาสตร์ แสงจนั ทร์
แผนการเรยี นรู้
Active 1. ผ้นู เิ ทศนาเสนอ 2. แผนการจดั การ กอบการนเิ ทศ โรงเรยี น
Learning และ
รูปแบบกิจกรรม ความแตกตา่ งของ เรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์ (แบบออนไลน์) อนบุ าล
การจัดการเรยี น
การสอนแบบ แผนการจดั การเรยี นรู้ แบบ Active พจิ ิตร
Active
Learning เดมิ กบั Active Learning ที่ต้องการ
6. ครผู ้สู อนท่ี
ตอ้ งการพัฒนา Learning 3. แบบสอบถาม พัฒนา
จานวน 5 คน
ประเมนิ ความ 2. รปู แบบกิจกรรม พึงพอใจต่อเอก จานวน 5 คน
พึงพอใจต่อ
เอกสาร แบบ Active Learning สารประกอบการ
ประกอบ การ
นิเทศ มคี วามสาคญั อยา่ งไร นิเทศ

(แบบออนไลน์)

327

วนั / โครงการ วตั ถปุ ระสงค์ วิธีดาเนินงาน/ สือ่ /เครอ่ื งมอื แนวทาง ผ้รู ับ ผนู้ เิ ทศ
เดอื น/ปี /กจิ กรรม การ การนเิ ทศ รูปแบบการนิเทศ การนิเทศ การติดตาม/ การนิเทศ
ประเมนิ ผล
24 - 29 นิเทศ
มกราคม
2563 7. พูดคุยผา่ นทาง 5. เพอ่ื นิเทศ ข้นั ตอนที่ 3 การ แบบประเมิน ผลการ ครผู สู้ อนวิชา นางสาว

LINEเพอ่ื นิเทศ ตดิ ตาม ปฏิบตั กิ ารนิเทศ ตนเองในการ ประเมิน คณติ ศาสตร์ นริศรา

ติดตาม/การ เก่ียวกบั การจดั การ (D-Do) ใชเ้ ทคนคิ การ จดั การเรยี นรู้ ตนเองในการ โรงเรยี น แสงจนั ทร์

สมั ภาษณ/์ การ เรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์ นิเทศแบบ PIDRE คณติ ศาสตรต์ าม จัดการเรยี นรู้ อนบุ าลพิจติ ร

เยย่ี มช้นั เรยี น และรูปแบบออนไลน์ แนวคดิ การเรยี นรู้ คณติ ศาสตร์ ที่ตอ้ งการ

8. ครผู สู้ อน 1. ครูดาเนนิ การจดั ทา เชิงรุก (Active ตามแนวคดิ พฒั นา

คณิตศาสตร์ที่ แผนการสอนตาม Learning) ของ การเรยี นรู้เชิง จานวน 5 คน

ต้องการพัฒนา ข้ันตอนทไ่ี ด้รบั ความรู้ ครูผสู้ อน รุก (Active

จานวน 5 คน จากเอกสาร คณติ ศาสตร์ Learning)

ประเมนิ การ ประกอบการนเิ ทศโดย (แบบออนไลน)์ ของครูผ้สู อน

จดั การเรียนรู้ รว่ มกนั วเิ คราะห์ คณิตศาสตร์

คณติ ศาสตร์ตาม 2. ครจู ดั กจิ กรรมการ (แบบออนไลน)์

แนว คดิ การ สอนตามแผนการสอน

เรียนรเู้ ชงิ รุก 3. ผ้นู ิเทศสงั เกตการ

(Active สอน สัมภาษณ์ ตรวจ

Learning) ผลงาน ตามแบบ

บนั ทกึ การนิเทศ แบบ

สงั เกตการณส์ อน

แบบทกึ พฤตกิ รรมครู

พฤติกรรมผูเ้ รียน ตาม

ข้ันตอนท่ีได้รับความรู้

4. รว่ มกันสรปุ ผลการ

จดั กิจกรรมการสอน

ตามรูปแบบ โดยให้

คุณครู ชว่ ยสะทอ้ น

คดิ เก่ียวการจดั

กจิ กรรมการสอน ถึง

จุดเดน่ และจดุ ทค่ี วร

พัฒนาในครัง้ ตอ่ ไป

338

วนั /เดอื น/ โครงการ วัตถปุ ระสงค์ วธิ ดี าเนนิ งาน/ สือ่ /เครือ่ งมือ แนวทาง ผู้รับ ผู้นิเทศ
ปี /กิจกรรม การ การนเิ ทศ รปู แบบการนเิ ทศ การนิเทศ การตดิ ตาม/ การนเิ ทศ นางสาว
ประเมนิ ผล ครผู สู้ อนวชิ า นรศิ รา
30 - 31 นเิ ทศ 6. เพอื่ ขั้นตอนท่ี 4 การ แบบประเมิน ผลการประเมนิ คณิตศาสตร์ แสงจันทร์
มกราคม 9. การประเมนิ ประเมิน แผนการจดั การ โรงเรียนอนุบาล
2563 แผนการจดั การ แผนการ เสริมสร้างขวัญและ แผนการจดั การ เรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์ พิจติ รทต่ี ้องการ นางสาว
เรียนรู้ จดั การเรยี นรู้ พฒั นา จานวน นริศรา
1–2 คณิตศาสตร์ คณิตศาสตร์ กาลังใจ เรยี นรู้ ผลการสังเกตการ 5 คน แสงจันทร์
กมุ ภาพนั ธ์ จัดการเรยี นรู้
2563 (R-Reinforcing) คณติ ศาสตร์ คณติ ศาสตร์ตาม ครูผสู้ อนวิชา
แนวคิดการเรียนรู้ คณิตศาสตร์
1. ผู้นิเทศชื่นชมผลงาน เชิงรุก (Active โรงเรียนอนบุ าล
Learning) พิจิตรท่ีต้องการ
นักเรียนที่เกิดจากการ ของครูผ้สู อน พฒั นา จานวน
คณิตศาสตร์ 5 คน
จดั กิจกรรมการเรยี นรู้

ตามขนั้ ตอนท่ีได้รับ

ความรู้และให้คาช่ืนชม

ยินดใี นความสาเรจ็

2. ผู้นิเทศตรวจ

ผลงานประเมนิ

แผนการจดั การเรยี นรู้

คดั เลอื กแผนการ

จดั การเรยี นรู้ท่เี ป็น

เลิศเผยแพรเ่ พือ่ เป็น

ขวัญและกาลงั ใจใน

การปฏบิ ัตงิ าน

แนะนาใหค้ วามรู้แก่

ครเู พิม่ เตมิ เกย่ี วกับ

การจดั กจิ กรรม

ส่งเสริมผเู้ รียน

10. ติดตามการ 7. เพือ่ ประเมนิ ขน้ั ตอนที่ 5 การ แบบบนั ทกึ การ
จดั การ เรียนรู้ ผลการจดั การ
คณติ ศาสตร์ เรียนรคู้ ณติ ประเมินผลการนเิ ทศ สงั เกตการ
ของครูผู้สอน ศาสตร์ ของ
11. เขียนราย ครูผสู้ อน (E-Evaluation) จัดการเรยี นรู้
งานการนเิ ทศ 8. เพื่อรายงาน
การศึกษา ผลการนิเทศ 1. การประเมินผลการ คณติ ศาสตร์
12. นารายงาน
การนิเทศเผยแพร่ นเิ ทศ ตามแนวคดิ
ผ่านเครอื ขา่ ย
ออนไลน์ 2. สรปุ และเผยแพร่ การเรยี นรู้เชิง

ความรู้ รุก (Active

3. ติดตามผลการ Learning)

พฒั นา ของครูผสู้ อน

คณติ ศาสตร์

4


Click to View FlipBook Version