The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เนื้หา_ศาสตร์พระราชา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sandee review, 2020-04-27 07:53:02

เนื้หา_ศาสตร์พระราชา

เนื้หา_ศาสตร์พระราชา

~1~

บทที่ 6
ศาสตรพ์ ระราชาสกู่ ารพัฒนาอย่างย่ังยนื

๑. ท่ีมาและความสาคัญศาสตรพ์ ระราชา
การสืบสานศาสตรพ์ ระราชาสู่การพัฒนาท่ียงั่ ยนื เปน็ กระบวนการนาศาสตร์พระราชาไปสู่การ

ปฏิบัติให้เกิดผล หรือเรียกง่าย ๆ ว่าการนาความรู้ในศาสตร์ทั้ง ๓ ด้าน หรือ ๓ มิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม
วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม สู่การพัฒนาประเทศให้มั่นคง ยั่งยืน ไปสู่การปฏิบัติจรงิ หรือเดินตามรอยเท้าพ่อ
ในการปฏิบัติตน ปฏิบัติงาน เพ่ือการพัฒนาประเทศอย่างย่ังยืน ประกอบด้วย การนาองค์ความรู้ ด้านการกาหนด
เป้าหมายของการเรยี นรู้หรือการพัฒนางาน องคค์ วามรู้ด้านเน้ือหา ความรจู้ ากโครงการพระราชดาริ และอน่ื ๆ
รวมทั้งการนาองค์ความรู้ในวิธีทรงงานมาใช้ในการดาเนินชีวิต การทางานของบุคคล ครอบครัว ชุมชน หรือ
ขององค์กร มูลนิธิ หน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่าง ๆ เพ่ือการพัฒนาตนเอง พัฒนางานดาเนินชีวิต
ดาเนินงานในหน้าที่ความรับผิดชอบด้วยองค์ความรู้ตามศาสตร์พระราชา หรือเรียกอีกอย่างหน่ึงว่า “เดินตาม
รอยเท้าพอ่ สานตอ่ งานทพี่ อ่ ทา”

นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติเป็น
ประมุขแห่งประเทศไทยเป็นต้นมา พระองค์ได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจในด้านต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์
แก่ชาวไทยตลอดพระชนมายุของพระองค์ โดยพระราชกรณียกิจท่ีสาคัขของพระองค์ คือ การเสด็จพระราชดาเนิน
เยือนประชาชนในท้องถ่ินต่าง ๆ ของประเทศ ดังในปฐมพระบรมราชโองการในระหว่างพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชน
ชาวสยาม” ซึ่งในขณะนั้นสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ยังคงบอบช้าจากสงครามโลกครั้งที่ ๒
ประชาชนเดือดร้อน ชีวิตความเป็นอยู่แย่ลง ฐานะยากจน ดังนั้น เมื่อ เสด็จฯ กลับจากการไปศึกษาที่
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ จึงได้พระราชทานพระราชดาริในการช่วยเหลือพสกนิกรใหม้ ีสภาพ
ความเป็นอยู่ท่ดี ขี ึ้น

การทรงงานพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ ัว รชั กาลที่ ๙ ในแต่ละช่วงเวลาน้ัน
พระองค์ทรงใช้ศาสตร์ความรู้แขนงต่าง ๆ มาบูรณาการหลักการทรงงานของพระองค์เพ่ือให้ประชาชนของ
พระองคน์ ้นั ไดร้ ับประโยชนส์ ูงสุด

~2~

“ศาสตร์พระราชา คือ การลงไปศึกษาเรียนรู้จากชุมชน ให้ชุมชนบอกว่าปัญหาคืออะไร
ความตอ้ งการของประชาชนคอื อะไร โดยต้องคานงึ ถงึ ความตอ่ เนื่องและย่ังยนื ”

ซ่งึ แสดงใหเ้ ห็นไดว้ ่าเป้าหมายในการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ คือ
การพัฒนาท่ียั่งยืนเพ่ือปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของคน โดยไม่ทาลายส่ิงแวดล้อม ให้คนมีความสุข โดยต้อง
คานึงเร่อื งสภาพภูมิศาสตร์ ความเชื่อทางศาสนา เช้อื ชาติ และภูมิหลงั ทางเศรษฐกิจ สังคม แม้วา่ วธิ ีการพัฒนา
มีหลากหลาย แต่ที่สาคขั คอื การพัฒนาจะต้องมีความรัก ความหว่ งใย ความรบั ผดิ ชอบ และการเคารพในเพ่ือน
มนษุ ย์จะเหน็ ไดว้ า่ การพัฒนาเกี่ยวข้องกบั มนุษยชาติ และเปน็ เร่อื งของจิตใจ

๒. หลกั ๒๓ ขอ้ ในการทรงงานของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยูห่ ัว รชั กาลที่ ๙
หลกั การทรงงานของพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ ๙ ที่เรียบง่ายเน้นการปรับใช้ภูมิปัขขาท้องถิ่นที่ราษฎร
สามารถนาไปปฏิบัติได้และเกิดประโยชน์สูงสุดพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยหู่ วั รัชกาลที่ ๙ ทรงท่มุ เทพระวรกายตรากตราและมุ่งม่ัน
เพ่ือแก้ไขปัขหาความเดือดร้อนให้แก่พสกนิกรไม่ว่าจะเช้ือชาติใด
ศาสนาใดอยู่ห่างไกลสักเพียงใด ก็มิทรงย่อท้อ เข้าไปช่วยเหลือ
ราษฎรท้ังด้านสาธารณสุข การศึกษา สาธารณูปโภคข้ันพ้ืนฐาน
การเกษตรการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งดิน น้า
ป่าไม้ และพลังงานหรือแม้กระทั่งการจราจร ทรงคิดค้นหาแนวทางแก้ไข
ปขั หาได้อย่างแยบยลการทรงงานของพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๙ ทรงยึดการดาเนินงานในลักษณะทางสายกลางที่สอดคล้องกับสิ่งที่อยู่รอบตัวและสามารถปฏิบัติ
ได้จริง ทรงมีความละเอียดรอบคอบ และทรงคิดค้นหาแนวทางพัฒนาเพื่อมุ่งประโยชน์ต่อประชาชนสูงสุด
มีคุณค่าและควรยึดเป็นแบบอย่างในการเจริขรอยตามเบื้องพระยุคลบาท นามาปฏิบัติเพื่อให้บังเกิดผล
ต่อตนเอง สังคม และประเทศชาติสืบไปหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙
มีดังตอ่ ไปนี้

๑. ศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทรงศึกษาข้อมูลรายละเอียดอย่างเป็นระบบ ทั้งจากข้อมูล
เบ้ืองต้น จากเอกสาร แผนท่ี สอบถามจากเจ้าหน้าท่ี นักวิชาการและราษฎรในพ้ืนที่ เพื่อให้ได้รายละเอียด
ที่ถูกต้อง เพื่อทจ่ี ะพระราชทานความช่วยเหลอื ไดอ้ ย่างถูกตอ้ งและรวดเรว็ ตรงตามความต้องการของประชาชน

๒. ระเบิดจากข้างใน พระองค์ทรงมุ่งเน้นเร่ืองการพัฒนาคนทรงตรสั ว่า “ต้องระเบิดจากขา้ งใน”
หมายความว่า ต้องสร้างความเข้มแข็งให้คนภายในชุมชน ให้มีสภาพพร้อมที่จะร่วมพัฒนาเสียก่อนแล้ว
จึงออกมาสู่สังคมภายนอก มิใช่การนาเอาความเจริขหรือบุคคลจากสังคมภายนอกเข้าไปหาชุมชนในหมู่บ้าน
ท่ียงั ไม่ทนั ได้มีโอกาสไดต้ ั้งตัวหรือเตรยี มพร้อม

๓. แก้ปัญหาท่ีจุดเล็ก ทรงแก้ปัขหาในภาพรวม (Macro) ก่อนเสมอ แต่การแก้ปัขหาของ
พระองคจ์ ะเร่มิ จากจุดเลก็ ๆ (Micro) คือ การแกไ้ ขปัขหาเฉพาะหน้าท่คี นมักจะมองข้าม

“ ถา้ ปวดหัวคดิ อะไรไมอ่ อก ก็ตอ้ งแก้ไขการปวดหัวนีก้ อ่ น มันไมไ่ ดแ้ กอ้ าการจรงิ
แต่ต้องแก้ปวดหวั ก่อน เพ่ือจะให้อยู่ในสภาพทคี่ ิดได้...”

~3~

๔. ทาตามลาดับข้ันตอน ทรงเร่ิมต้นจากสิ่งที่จาเป็นของประชาชนที่สุดก่อน ได้แก่ สุขภาพ
สาธารณสุขเม่ือมีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงแล้วก็จะสามารถทาประโยชน์ด้านอ่ืน ๆ ต่อไปได้ จากน้ันจึงเป็นเร่ือง
สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และสิ่งจาเป็นในการประกอบอาชีพ อาทิ ถนน แหล่งน้าเพื่อการเกษตร การอุปโภค
บริโภคที่เอื้อประโยชน์ต่อประชาชนโดยไม่ทาลายทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการให้ความรู้ทางวิชาการและ
เทคโนโลยี เน้นการปรับใชภ้ ูมปิ ขั ขาท้องถิน่ ท่รี าษฎรสามารถนาไปปฏบิ ตั ไิ ด้ และเกิดประโยชนส์ ูงสุด

“ การพัฒนาประเทศจาเปน็ ตอ้ งทาตามลาดบั ขัน้ ต้องสร้างพ้นื ฐาน คือ ความพอมี พอกนิ พอใช้
ของประชาชนส่วนใหญเ่ ป็นเบื้องต้นก่อน ใช้วธิ ีการและอุปกรณท์ ป่ี ระหยดั แต่ถูกต้องตามหลกั วชิ า

เม่อื ได้พืน้ ฐานที่ม่นั คงพร้อมพอสมควร และปฏิบตั ิได้แล้วจึงค่อยสรา้ งเสริมความเจริญ
และฐานะเศรษฐกจิ ขั้นท่ีสงู ข้ึนโดยลาดบั ตอ่ ไป...”

๕. ภูมิสังคม การพัฒนาใด ๆ ต้องคานึงถึงสภาพภูมิประเทศของบริเวณนั้นว่าเป็นอย่างไร
และสงั คมวทิ ยาเก่ยี วกบั นิสัยใจคอของคนตลอดจนวัฒนธรรมประเพณใี นแต่ละท้องถนิ่ ท่ีมีความแตกตา่ งกัน

“การพฒั นาจะตอ้ งเป็นไปตามภูมิประเทศทางภมู ิศาสตร์ และภูมิประเทศทางสงั คมศาสตร์
ในสังคมวิทยา คอื นิสัยใจคอของคนเรา จะไปบงั คับให้คนอน่ื คดิ อย่างอนื่ ไมไ่ ด้ เราตอ้ งแนะนา เราเข้าไป
ดวู า่ เขาต้องการอะไรจริง ๆ แลว้ ก็อธิบายให้เขาเข้าใจหลักการของการพัฒนาน้กี จ็ ะเกิดประโยชน์อย่างยงิ่ ”

๖. องค์รวม ทรงมีวิธีคิดอย่างองค์รวม (Holistic) หรือมองอย่างครบวงจรในการที่จะ
พระราชทานพระราชดาริเก่ียวกับโครงการหน่ึงน้ันจะทรงมองเหตุการณ์ท่ีจะเกิดข้ึนและแนวทางแก้ไขอย่างเช่อื มโยง
ดังเช่น กรณีของ “ทฤษฎีใหม่” ที่พระราชทานให้แก่ปวงชนชาวไทยเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพ
แนวทางหนึ่งที่พระองค์ทรงมองอย่างองค์รวมตั้งแต่การถือครองที่ดินโดยเฉลี่ยของประชาชนคนไทย
ประมาณ ๑๐ - ๑๕ ไร่การบริหารจัดการที่ดินและแหล่งน้าอันเป็นปจั จยั พ้ืนฐานที่สาคัขในการประกอบอาชีพ
เมื่อมีน้าในการเกษตรแล้วจะส่งผลให้ผลผลิตดีขึ้นและหากมีผลผลิตมากขึ้นเกษตรกรต้ องรู้จักวิธีการจัดการ
และการตลาดรวมถึงการรวมกลุ่มรวมพลังชุมชนให้มีความเข้มแข็งเพื่อพร้อมที่จะออกสู่การเปลี่ยนแปลง
ของสังคมภายนอกไดอ้ ย่างครบวงจรนน้ั คอื ทฤษฎีใหม่ ขัน้ ที่ ๑, ๒ และ ๓

๗. ไม่ติดตารา มีลักษณะของการพัฒนาที่อนุโลม และลอมชอมกับสภาพธรรมชาติ
สิ่งแวดล้อมและสภาพของสังคม จิตวิทยาแห่งชุมชน “ไม่ติดตารา” ไม่ผูกมัดติดกับวิชาการและเทคโนโลยี
ที่ไม่เหมาะสมกบั สภาพชีวิตความเป็นอยูท่ แ่ี ท้จริงของคนไทย

๘. ประหยัด เรียบง่าย ได้ประโยชน์สูงสุด ในเรื่องของความประหยัดนี้ประชาชนไทย
ทราบกันดีว่าเร่ืองสว่ นพระองค์ก็ทรงประหยัดมาก ดังท่เี ราเคยเห็นว่าหลอดยาสีพระทนต์น้ัน ท่านทรงใช้อย่างคุ้มค่า
อย่างไร หรือ ฉลองพระองค์แต่ละองค์ทรงใชอ้ ยู่เป็นเวลานาน ขณะเดียวกันในการพัฒนาและช่วยเหลอื ราษฎร
ทรงใช้หลักในการแก้ปัขหาด้วยความเรียบง่าย และประหยัด ราษฎรสามารถทาได้เอง หาได้ในท้องถิ่น และ
ประยกุ ต์ใช้สิง่ ทม่ี อี ยู่ในภมู ภิ าคนนั้ มาแก้ไขโดยไม่ต้องลงทนุ สงู หรือใชเ้ ทคโนโลยีทไ่ี มย่ ุ่งยากนัก

๙. ทาให้ง่าย (Simplicity) ทรงคิดค้น ดัดแปลง ปรับปรุงและแก้ไขงาน การพัฒนาประเทศ
ตามแนวพระราชดาริดาเนินการไปได้โดยง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน และท่ีสาคัขอย่างยิ่ง คือ สอดคล้องกับสภาพ
ความเป็นอยแู่ ละระบบนิเวศโดยรวม ตลอดจนสภาพสังคมของชมุ ชนน้ัน ๆ ทรงโปรดท่ีจะทาสิ่งทย่ี ากใหก้ ลายเป็นง่าย
นาสิ่งทส่ี ลับซบั ซอ้ นให้เข้าใจงา่ ยอนั เปน็ การแก้ปขั หาดว้ ยการใช้กฎธรรมชาติเปน็ แนวทางนั่นเองแต่การทาส่ิงที่

~4~

ยากใหก้ ลายเปน็ ง่ายนั้นเปน็ ของยาก ฉะน้ันคาวา่ “ทาใหง้ า่ ย” หรอื Simplicity จงึ เป็นหลักคิดสาคขั ท่สี ุดของ
การพฒั นาประเทศในรปู แบบของโครงการอันเนอ่ื งมาจากพระราชดาริ

๑๐. การมีส่วนร่วม ทรงเป็นนักประชาธิปไตย จึงทรงนา “ประชาพิจารณ์” มาใช้ในการ
บรหิ าร เพือ่ เปดิ โอกาสให้สาธารณชน ประชาชนหรือเจ้าหนา้ ที่ทุกระดบั ได้มาร่วมกันแสดงความคิดเหน็ เก่ียวกับ
เรื่องทีจ่ ะต้องคานงึ ถงึ ความคดิ เห็นของประชาชนหรอื ความต้องการของสาธารณชน

“สาคญั ทีส่ ุดจะต้องหดั ทาใจใหก้ วา้ งขวาง หนักแน่น รู้จกั รับฟงั ความคดิ เหน็
แม้กระทั่งความวพิ ากษ์วจิ ารณ์จากผอู้ ื่นอยา่ งฉลาดนน้ั แท้จริงคอื การระดมสติปัญญาและประสบการณ์

อนั หลากหลายมาอานวยการปฏิบตั ิบริหารงานใหป้ ระสบผลสาเร็จท่ีสมบรู ณน์ ่นั เอง”

๑๑. มุ่งประโยชน์คนส่วนใหญ่เป็นหลัก “การปฏิบัติงานทุกอย่างของข้าราชการมีผล
เกี่ยวเนื่องถึงประโยชน์ส่วนรวมของบ้านเมืองและประชาชนทุกคน เพราะฉะนั้น จึงจาเป็นที่ข้าราชการทุกคน
จะต้องทาหน้าที่ทุก ๆ ประการให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ โดยเต็มกาลังสติปัขขาความรู้ความสามารถ เพ่ือผลการ
ปฏิบัติราชการทุกอย่างจักได้บรรลุความสาเร็จอย่างสูง และบังเกิดประโยชน์อย่างดีท่ีสุดแก่ตน แก่หน้าท่ี และ
แกแ่ ผน่ ดนิ ”

๑๒. บริการรวมท่ีจุดเดียว (One Stop Services) ทรงมีพระราชดาริให้บริการ “ศูนย์ศึกษา
การพัฒนาทั้ง ๖ แห่ง” ให้เป็น “การบริการรวมที่จุดเดียว” เป็นรูปแบบการบริหารแบบเบ็ดเสร็จที่เกิดข้ึนเป็น
ครั้งแรกในระบบบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทยโดยทรงให้ “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจาก
พระราชดาริ”เป็นต้นแบบในการบริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว เพ่ือประโยชน์ที่จะมาขอใช้บริการจะประหยัดเวลา
และค่าใช้จ่ายโดยจะมีหน่วยงานราชการต่าง ๆ มาร่วมดาเนินการ และให้บริการประชาชน ณ ท่ีแห่งเดียว โดยทรง
เนน้ เรอ่ื งรู้รกั สามัคคแี ละการร่วมมือรว่ มแรงร่วมใจกันดว้ ยการปรบั ลดชอ่ งวา่ งระหวา่ งหนว่ ยงานท่เี กย่ี วข้อง

๑๓. ทรงใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ ทรงเข้าใจถึงธรรมชาติและต้องการให้ประชาชนใกล้ชดิ
กับธรรมชาติ ทรงมองอย่างละเอียดถึงปัขหาธรรมชาติ หากเราต้องการแก้ไขธรรมชาติ จะต้องใช้ธรรมชาติ
เข้าช่วยเหลือ เช่น การแก้ไขปัขหาป่าเสื่อมโทรมได้พระราชทานพระราชดาริ “การปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก”
ปล่อยใหธ้ รรมชาตชิ ่วยในการฟ้ืนฟธู รรมชาติ หรอื แมก้ ระท่ังการปลูกป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง เพื่อทาให้
มนษุ ย์และธรรมชาตเิ กอื้ กูลกัน

๑๔. ใชอ้ ธรรมปราบอธรรม ทรงนาความจริงในเร่ืองความเป็นไปแห่งธรรมชาตแิ ละกฎเกณฑ์
ของธรรมชาติเป็นหลักการ แนวปฏิบัติที่สาคัขในการแก้ปัขหาและปรับปรุงเปลย่ี นแปลงสภาวะท่ีไม่ปกติเข้าสู่
ระบบท่ีเป็นปกติ เช่น การทาน้าดีขับไล่น้าเสีย หรือเจือจางน้าเสียให้กลับเป็นน้าดีตามจังหวะการขึ้นลงตาม
ธรรมชาติของน้า การบาบัดนา้ เน่าเสียโดยใช้ผักตบชวา ซึ่งมีตามธรรมชาติให้ดูดซึมส่ิงสกปรกปนเปื้อนในน้า
ดังพระราชดารสั ความวา่ “ใช้อธรรมปราบอธรรม”

๑๕. ปลูกป่าในใจคน เป็นการปลูกป่าลงบนแผ่นดินด้วยความต้องการของมนุษย์ ทาให้
ตอ้ งการบริโภคและใชท้ รัพยากรธรรมชาติอย่างสิน้ เปลืองเพื่อประโยชน์ของตนเองและสรา้ งความเสยี หายให้แก่
สิ่งแวดล้อมไม่รู้จักพอ ปัขหาความไม่สมดุลจึงบังเกิดขึ้นดังนั้นในการฟื้นฟูธรรมชาติให้กลับคืนมาจะต้อง
ปลูกจิตสานึกในการรกั ผืนปา่ ให้แก่คนเสยี กอ่ น

~5~

“เจ้าหน้าทีป่ า่ ไม้ควรจะปลกู ต้นไมล้ งในใจคนเสยี กอ่ น
แล้วคนเหล่านั้นก็จะพากนั ปลกู ต้นไม้ลงบนแผน่ ดนิ

และจะรกั ษาต้นไม้ดว้ ยตนเอง”

๑๖. ขาดทนุ คือ กาไร (Our loss is gain) การเสีย คือ การได้ ประเทศชาติกจ็ ะกา้ วหนา้ และ
การทีค่ นอย่ดู ีมีสุขน้นั เปน็ การนบั ท่ีเน้นมลู คา่ เงนิ ไม่ได้ จากพระราชดารสั ดังกลา่ ว คือหลักการในพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว รชั กาลที่ ๙ ทมี่ ีตอ่ พสกนกิ รไทย “การให”้ และ “การเสยี สละ” เปน็ การกระทาอันมผี ลเปน็ กาไร
คอื ความอย่ดู มี สี ขุ ของราษฎร ซ่ึงสามารถสะท้อนใหเ้ ห็นเปน็ รปู ธรรมชดั เจนได้

“...ถ้าเราทาอะไรทเ่ี ราเสีย แตใ่ นทส่ี ุดเราเสียนั้นเป็นการได้ทางอ้อม...
ในไมช่ า้ ประชาชนจะไดร้ ับผล ราษฎรมรี ายได้ รัฐบาลกเ็ กบ็ ภาษไี ดส้ ะดวก

เพอื่ ให้รัฐบาลได้ทาโครงการต่อไป...
ถ้ารรู้ ักสามัคคี ร้เู สยี สละ คอื การได้ ประเทศชาตกิ จ็ ะก้าวหน้า
และการทค่ี นอยู่ดีมีสขุ น้ัน เป็นการนบั ที่เป็นมูลค่าเงินไมไ่ ด.้ ..”

๑๗. การพ่ึงพาตนเอง การพัฒนาตามแนวพระราชดาริเพ่ือการแก้ไขปัขหาในเบ้ืองต้นด้วย
การแกไ้ ขปัขหาเฉพาะหน้า เพ่ือให้มีความแข็งแรงพอที่จะดารงชวี ติ ได้ต่อไปแล้ว ขน้ั ตอนต่อไปก็คือ การพัฒนา
ใหป้ ระชาชนสามารถอยูใ่ นสงั คมได้ตามสภาพแวดล้อมและสามารถ “พง่ึ ตนเองได”้ ในท่ีสุด

๑๘. พออยู่พอกิน ให้ประชาชนสามารถอยู่อย่าง “พออยู่พอกิน” เสียก่อน แล้วจึงค่อยขยับ
ขยายให้มีขีดสมรรถนะที่ก้าวหน้าต่อไป การพัฒนาเพื่อให้พสกนิกรทั้งหลายประสบความสุขสมบูรณ์ในชีวิต
ได้เร่ิมจากการเสด็จฯ ไปเยี่ยมประชาชนทุกหมู่เหล่าในทุกภูมิภาคของประเทศไทยได้ทอดพระเนตรความเป็นอยู่
ของราษฎรด้วยพระองค์เองจึงทรงสามารถเข้าพระราชหฤทัยในสภาพปัขหาได้อย่างลึกซ้ึงในการพัฒนาน้ัน
หากมองในภาพรวมของประเทศมิใช่งานเล็กน้อยแต่ต้องใช้ความคิดและกาลังของคนทั้งชาติจึงจะบรรลุผล
สาเร็จด้วยพระปรีชาขาณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ จึงทาให้คนทั้งหลายได้ประจักษ์ว่า
แนวพระราชดาริในพระองค์นั้น “เรียบงา่ ยปฏิบัตไิ ดผ้ ล” เปน็ ที่ยอมรับโดยทั่วกนั

๑๙. เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชขาท่ีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๙ มีพระราช
ดารัสช้ีแนะแนวทางการดาเนินชวี ติ แก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกวา่ 30 ปี ต้งั แต่ก่อนเกิดวกิ ฤตการณ์
ทางเศรษฐกิจ และเม่ือภายหลังได้ทรงย้า แนวทางการแก้ไข เพื่อให้รอดพ้นและสามารถดารงอยู่ได้อย่างม่ันคง
และย่ังยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ดังปรัชขาของเศรษฐกิจพอเพียงท่ีได้
พระราชทานไวด้ งั น้ี

ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจาเป็นท่ีจะต้องมี
ระบบภูมิค้มุ กนั ในตัวทีด่ ีพอสมควร ตอ่ มามีผลกระทบใด ๆ อนั เกดิ จากการเปลย่ี นแปลงทั้งภายนอกและภายใน
ท้ังน้ี ต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบและความระมัดระวังอย่างย่ิงในการนาวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการ
วางแผนและการดาเนินการทุกข้ันตอนขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพ้ืนฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะ
เจ้าหน้าท่ีของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสานึกในคุณธรรมและความซื่อสัตย์สุจริต ดาเนินชีวติ
ด้วยความอดทน ความเพียร มีสติปัขขาและความรอบคอบ เพ่ือให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการ
เปลย่ี นแปลงต่าง ๆ อยา่ งรวดเรว็ และกวา้ งขวางทั้งด้านวัตถุ สงั คม สิง่ แวดลอ้ มและวัฒนธรรมจากโลกภายนอก
ได้เปน็ อยา่ งดี

~6~

๒๐. ความซ่ือสัตย์สุจริต จริงใจต่อกัน “คนที่ไม่มีความสุจริต คนที่ไม่มีความมั่นคงชอบแต่
มักง่ายไม่มีวันจะสร้างสรรค์ประโยชน์ส่วนรวมที่สาคัขอันใดได้ผู้ที่มีความสุจริตและความมุ่งมั่นเท่านั้น จึงจะ
ทางานสาคัขยง่ิ ใหข่ที่เปน็ คณุ เปน็ ประโยชน์แทจ้ รงิ ทีส่ าเร็จ”

“ผู้ท่ีมีความสุจริตและบริสุทธ์ิใจแม้จะมีความรู้น้อยก็ย่อมทาประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม
ไดม้ ากกวา่ ผู้ที่มีความรูม้ ากแต่ไม่มคี วามสุจรติ ไมม่ ีความบริสทุ ธิ์ใจ”

“ผู้ว่า CEO ต้องเป็นคนท่ีสุจริต ทุจริตไม่ได้ถ้าทุจริตแม้แต่นิดเดียวก็ขอแช่งให้มีอัน
เป็นไปข้าราชการหรือประชาชนที่มีการทุจริต ถ้ามีทุจริตแล้วบ้านเมืองพังที่เมืองไทยพังมาเพราะมีการ
ทจุ รติ ”

๒๑. ทางานอย่างมีความสุข ทรงพระเกษมสาราขทรงมีความสุขทุกคราท่ีจะช่วยเหลือ
ประชาชน ซง่ึ เคยรับสง่ั ครง้ั หนึ่งว่า “ทางานกับฉนั ฉันไม่มีอะไรจะให้ นอกจากการมีความสุขร่วมกัน ในการ
ทาประโยชนใ์ ห้กับผูอ้ ื่น”

๒๒. ความเพียร : พระมหาชนก จากพระราชนิพนธ์ “พระมหาชนก” เป็นพระราชนิพนธ์ท่ี
ทรงใช้เวลาคอ่ นขา้ งนานในการคดิ ประดษิ ฐ์ดว้ ยการทาให้เขา้ ใจงา่ ยปรับเปล่ียนให้เข้ากับสภาพสังคมปัจจุบันอีก
ทั้งภาพประกอบและคติธรรมต่าง ๆ ได้ส่งเสริมให้หนังสือเล่มนี้มีความศักด์ิสิทธิ์ท่ีหากคนไทยน้อมรับมาศึกษา
วเิ คราะหแ์ ละปฏิบัติตามรอยพระมหาชนก กษัตรยิ ์ผ้เู พียรพยายาม แมจ้ ะไม่เหน็ ฝง่ั ก็ยังว่ายน้าต่อไปเพราะถ้าไม่
เพียรว่ายก็จะตกเป็นอาหารปูปลาและไม่ได้พบกับเทวดาท่ีมาช่วยเหลือมิให้จมน้า เช่นเดียวกับพระบาทสมเดจ็
พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ท่ีทรงริเริ่มทาโครงการต่าง ๆ ในระยะแรกท่ีไม่มีความพร้อมในการทางานมากนัก
และทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ท้ังส้ิน แต่พระองค์ก็มิได้ท้อพระราชหฤทัยมุ่งมั่นพัฒนาบ้านเมืองให้
บงั เกดิ ความรม่ เยน็ เป็นสขุ

๒๓. รู้ รัก สามัคคี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๙ มีพระราชดารัสในเร่ือง “รู้ รัก
สามัคคี”มาอยา่ งต่อเนื่อง ซ่ึงเปน็ สามคาท่มี คี า่ และมคี วามหมายลกึ ซ้ึงพรอ้ มทง้ั สามารถปรับใช้ได้ทุกยุคทุกสมยั

รู้ : การที่เราจะลงมือทาส่ิงใดน้ัน จะต้องรู้เสียก่อน รู้ถึงปัจจัยท้ังหมด รู้ถึงปัขหา และรู้
ถึงวธิ กี ารแก้ปัขหา

รกั : คือ เม่อื เรารู้ครบดว้ ยกระบวนการความแลว้ จะต้องมีความรักการพิจารณาท่ีจะเข้า
ไปลงมอื ปฏิบตั แิ กไ้ ขปขั หาน้ัน ๆ คือ การสร้างฉนั ทะ

สามัคคี : การท่ีจะลงมือปฏิบัติน้ัน ควรคานึงเสมอว่าเราจะทางานคนเดียวไม่ได้
ตอ้ งทางานรว่ มมอื ร่วมใจเป็นองค์กรเป็นหม่คู ณะ จึงจะมพี ลงั เข้าไปแกป้ ัขหาใหล้ ุลว่ งไปได้ดว้ ยดี

การทรงงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทรงยึดการดาเนินงานในลักษณะ
ทางสายกลางที่สอดคล้องกับสิ่งที่อยู่รอบตัว และสามารถปฏิบัติได้จริง ทรงมีความละเอียดรอบคอบและ
ทรงคิดค้นหาแนวทางพฒั นาเพอ่ื มงุ่ ส่ปู ระโยชน์ตอ่ ประชาชนสูงสดุ

~7~

3. ขน้ั ตอนการทรงงานตามศาสตร์พระราชา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๙ ทรงศึกษาข้อมูลต่าง ๆ เป็นขั้นเป็นตอนอย่างละเอียด

กอ่ นทุกคร้ังในการจัดวางแผนโครงการใดโครงการหนึ่ง ก่อนจะมีพระราชดารินน้ั ข้นั ตอนตา่ ง ๆ พอจะกล่าวได้
ดังตอ่ ไปน้ี

๑. การศกึ ษาขอ้ มูล
ก่อนจะเสด็จพระราชดาเนินยังพื้นท่ีใด ๆ น้นั จะทรงศึกษาข้อมูลจากเอกสารและแผนที่ต่าง ๆ

ทมี่ ีอยู่ เพอื่ ให้ทราบถงึ สภาพในท้องถน่ิ นน้ั ๆ อยา่ งละเอยี ดกอ่ นเสมอ
๒. การหาขอ้ มลู ในพ้ืนท่ี
เม่ือเสด็จฯ ถึงพ้ืนที่น้ัน ๆ จะทรงหาข้อมูลรายละเอียดเพ่ิมเติมอีกคร้ังหน่ึง เพ่ือให้ได้

ข้อเทจ็ จริงและข้อมลู ลา่ สุด อาทิเช่น
๑) ทรงสารวจพื้นท่ี เสด็จพระราชดาเนินทอดพระเนตรพ้ืนที่จริงที่คาดว่าควรจะดาเนินการ

พฒั นาได้
๒) ทรงสอบถามเจ้าหน้าที่ เม่อื ทรงศึกษาจากขอ้ มูลเอกสาร และทรงได้ข้อมูลจากพน้ื ท่ีจริง

แล้วจะทรงปรึกษากับเจ้าหน้าท่ีฝ่ายต่าง ๆ ถึงความเหมาะสม ความเป็นไปได้อีกคร้ังหน่ึง พร้อมท้ังคานวณ
วิเคราะห์ทันที ด้วยว่าเมื่อดาเนินการแล้วจะได้ประโยชน์อย่างไร และคุ้มค่ากับการลงทุน หรือไม่เพียงใด
อย่างไรแล้ว จึงพระราชทานพระราชดาริให้เจ้าหน้าที่ท่ี เกี่ยวข้องไปพิจารณาในข้ันรายละเอียดตามขั้นตอน
ตอ่ ไป

๓. การศกึ ษาขอ้ มูลและการจดั ทาโครงการ
เมื่อเจา้ หนา้ ทีผ่ ูเ้ กย่ี วขอ้ งได้รบั พระราชทานพระราชดาริแลว้ จะไปศึกษาข้อมลู รายละเอียด

ตา่ ง ๆ อกี คร้ังหนึ่ง เพือ่ ประกอบการจดั ทาโครงการใหเ้ ปน็ ไปตามแนวทางพระราชดารทิ ไี่ ดพ้ ระราชทานไว้ อยา่ งไรก็ตาม

~8~

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๙ ได้มีพระราชดาริอยู่เสมอว่า พระราชดาริของพระองค์เป็นเพียง
ข้อเสนอแนะเท่าน้ัน เมื่อรัฐบาลได้ทราบแล้ว ควรไปพิจารณาวิเคราะห์กล่ันกรองตามหลักวิชาการก่อน เมื่อมี
ความเป็นไปได้และมีประโยชน์คุ้มค่า และเห็นควรทา เป็นเร่ืองท่ีจะต้องพิจารณาตัดสินใจเอง และในกรณีที่
วิเคราะห์พิจารณาแลว้ เหน็ ว่าไมเ่ หมาะสมสามารถลม้ เลกิ ได้

๔. การดาเนนิ งานตามโครงการ
เมอื่ จัดทาโครงการเสร็จเรยี บร้อย และผา่ นการพิจารณาจากหนว่ ยเหนือตามลาดบั ขั้นตอน

จนถึงการอนุมัติโครงการและงบประมาณแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดาเนินการปฏิบัติงานในทันที โดยมี
สานักงานคณะกรรมการพิเศษเพ่ือประสานงานโครงการอันเน่ืองมาจากพระราชดาริ (สานักงาน กปร.) เป็น
หน่วยงานกลางในการประสานงานและประสานแผนต่าง ๆ ให้แต่ละหน่วยงานได้ดาเนินการสนับสนุน
สอดคล้องกัน และ/หรืออาจจัดต้ังองค์กรกลางที่ประกอบด้วยแต่ละฝ่ายที่เก่ียวข้อง เป็นผู้ควบคุมดูแลให้การ
ดาเนินการตา่ งเป็นไปด้วยความเรยี บรอ้ ย มีประสทิ ธภิ าพ

๕. การตดิ ตามผลงาน
ในการติดตามผลงานการดาเนินงานนั้น แต่ละหน่วยงานรวมทั้งสานักงานคณะกรรมการ

พิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริจะได้มีการติดตามประเมินผลเป็นระยะ ๆ แต่ท่ี
สาคัขคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ จะเสด็จฯ กลับไปยังโครงการนั้นด้วยทุกครั้งเม่ือมีโอกาส
เพ่ือทอดพระเนตรความก้าวหน้าและติดตามผลงานต่าง ๆ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ในกรณีที่เกิดมีปัขหา
อปุ สรรคตา่ ง ๆ จะทรงช้ีแนะแนวทางการแกไ้ ขปัขหาน้ัน ใหส้ าเรจ็ ลลุ ่วงไป

การนาหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๙ มาเป็นแนวทางใน
การปฏบิ ตั งิ านได้ดังน้ี

๑. เปน็ แนวทางในการดาเนินชีวติ ประจาวัน ใหส้ ามารถอยรู่ ่วมกับคนในหนว่ ยงานไดอ้ ย่างมคี วามสขุ
๒. ยดึ ความประหยดั ตดั ทอนค่าใช้จ่ายทไ่ี มจ่ าเป็น ลดความฟุ่มเฟือย รู้จกั คาวา่ “พอ” โดยไม่
เบยี ดเบยี นทง้ั ตนเองและผูอ้ ่นื
๓. มีความสุขและความพอใจกับงานที่ปฏิบัติ กับชีวิตที่พอเพียง ยึดทางสายกลางในการ
ดาเนินชีวติ
๔. พยายามใช้ทรัพยากรท่ีเก่ียวข้องกับการปฏิบัติงาน และชีวิตประจาวันอย่างประหยัด
เพือ่ ให้เกดิ ประโยชนม์ ากทสี่ ดุ
๕. ควรมกี ารวางแผนการทางานประจาวนั ให้ดี โดยพจิ ารณาถงึ งานทคี่ า้ งจากวันก่อน งานท่ียัง
ไม่เสร็จในวันน้ี และงานท่ีต้องทาในวันต่อไป โดยให้มีการเขียนรายการของงานท่ีตอ้ งปฏิบัติลงในแผ่นกระดาษ
หรือสมดุ บันทกึ ประจาวัน ทง้ั น้ีควรระบุใหช้ ัดเจน ว่ามีงานอะไรบา้ งทตี่ อ้ งทาให้วนั นน้ั ๆ
๖. ควรมีการบริหารเวลาโดยจัดลาดับความสาคัขของงาน ซึ่งในแต่ละวันมีงานหลายอย่าง
ดงั น้ัน ควรจัดลาดบั ความสาคัขของงานว่าจะทาอะไร กอ่ น – หลัง เพ่ือใหม้ คี วามเหมาะสมกับเวลา

~9~

ศาสตร์ของพระราชา เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวคิดที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร
มหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานให้กับปวงชนชาวไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ เพื่อเป็นแนวทางท่ีจะนา
ประเทศไทยไปส่กู ารพัฒนาทส่ี มดุลและยัง่ ยนื

“หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ที่ประมวลจากพระราชดารัสของพระบาทสมเด็จ
พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เก่ียวกับการพัฒนาที่ได้พระราชทานในหลายโอกาสต้ังแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๗
และหลังวิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๔๐ จนถึงปัจจุบัน หมายถึง “การดารงชีวิต และการบริหารจัดการท่ีตั้งอยู่
บนพื้นฐานของ “ทางสายกลาง” และความไม่ประมาท มุ่งประโยชน์ส่วนรวม มากกว่าประโยชน์ส่วนตน
และคานึงถึงผลตอบแทนในระยะยาวมากกว่าระยะสั้น” โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความสมดุลระหว่าง
“ความอยากได้อยากมี” กับ “ความต้องการข้ันพ้ืนฐานและทรัพยากรที่เรามีอยู่อยา่ งจากัด” ซึ่งทาให้เรามีชีวิต
ที่ม่ันคงได้ หลักปรัชขาของเศรษฐกิจพอเพียงใช้ “ความรู้” และ “คุณธรรม” เป็นฐานโดยกล่ันกรองกระบวนการ
ความคิดในการจัดการ ผ่านหลักของ “ความพอประมาณ” “มีเหตุผล” และ “มีภูมิคุ้มกัน” ซึ่งจะนาไปสู่
การตัดสินใจท่ีรอบคอบ ระมัดระวัง ถูกต้องและเหมาะสมสาหรับตวั เราและสถานการณ์ต่าง ๆ ทาให้เกิดความ
สมดลุ และยง่ั ยนื ในชวี ติ

แนวคิดของความพอเพียงจะช่วยทาให้เกิดความสมดุลครอบคลุมท่ัง ๔ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น
“เศรษฐกิจ” “สังคม” “ส่ิงแวดล้อม” และ“วัฒนธรรม” เม่ือเกิดความสมดุล เราจะสามารถพึ่งตนเองได้ มีภูมิต้านทาน
และอยู่ดีมีสุข สามารถปรับตัว เมื่อเผชิขกับความยากลาบากได้ “ความสมดุล” ทาให้เกิดความม่ันคงและมี
ความต้านทานต่อวิกฤตต่าง ๆ ซึ่งนาไปสู่ความยั่งยืนในที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความยั่งยืนในแง่ของการพัฒนาประเทศ
หรือในชีวิตของแต่ละบุคคลก็ตาม

~ 10 ~

หลกั แนวคิดของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
การพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลาง

และความไม่ประมาท โดยคานึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันท่ีดีในตัวตลอดจนใช้
ความรู้ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตดั สนิ ใจและการกระทา

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชขาช้ีถึงแนวการดารงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ

ตั้งแตร่ ะดับครอบครวั ระดับชมุ ชน จนถงึ ระดับรัฐท้ังในการพัฒนาและบรหิ ารประเทศให้ดาเนนิ ไปในทางสายกลาง
โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภวิ ัฒน์ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ
ความมีเหตุผลรวมถึงความจาเป็นที่จะต้องมีระบบภมู ิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการกระทบใด ๆ อันเกิดจาก
การเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอก ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบและความระมัดระวังอย่างยิ่ง
ในการนาวิชาการต่างๆมาใช้ในการวางแผนและการดาเนินการ ทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้าง
พ้ืนฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าท่ีของรัฐนักทฤษฎีและ นักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสานึกในคุณธรรม
ความซ่ือสัตย์สุจริตและให้มีความรอบรู้ท่ีเหมาะสม ดาเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติปัขขาและ
ความรอบคอบเพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็วและ กว้างขวางทั้งด้านวัตถุ
สงั คม ส่ิงแวดล้อม และวฒั นธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดีประกอบดว้ ยคุณสมบัติดังน้ี

๑. ความพอประมาณ หมายถงึ ความพอดีทีไ่ มน่ ้อยเกนิ ไปและไมม่ ากเกินไปโดยไมเ่ บียดเบียน
ตนเองและผู้อนื่ เช่นการผลติ และการบรโิ ภคทอ่ี ย่ใู นระดับพอประมาณ

๒. ความมเี หตุผล หมายถงึ การตดั สินใจเกยี่ วกบั ระดับความพอเพยี งนัน้ จะตอ้ งเปน็ ไปอย่างมี
เหตุผลโดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องตลอดจนคานึงถึงผลท่ีคาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทานั้นๆ อย่าง
รอบคอบ

๓. ภูมิคุ้มกัน หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปล่ียนแปลงด้านต่างๆ
ทจี่ ะเกิดขน้ึ โดยคานงึ ถึงความเปน็ ไปไดข้ องสถานการณต์ ่าง ๆ ทคี่ าดว่าจะเกิดขึน้ ในอนาคต

โดยมเี งอื่ นไขของการตัดสนิ ใจและดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อย่ใู นระดับพอเพียง ๒ ประการ ดังนี้
๑. เงือ่ นไขความรู้ ประกอบดว้ ยความรอบรเู้ กี่ยวกบั วิชาการตา่ ง ๆ ที่เก่ียวขอ้ งรอบดา้ นความ
รอบคอบที่จะนาความรเู้ หล่านั้นมาพจิ ารณาให้เชือ่ มโยงกันเพอื่ ประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในการปฏิบัติ
๒. เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วยมีความตระหนักในคุณธรรมมีความ
ซื่อสัตยส์ จุ ริตและมคี วามอดทนมคี วามเพียรใช้สตปิ ขั ขาในการดาเนินชีวติ

~ 11 ~

การดาเนินชวี ิตแบบพอเพียงตามแนวพระราชดาริ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง รัชกาลที่ ๙ เข้าใจถึงสภาพสังคมไทยดังน้ันเมื่อได้พระราชทาน

แนวพระราชดาริหรือพระบรมราโชวาทในด้านต่าง ๆ จะทรงคานึงถึงวิถีชีวิต สภาพสังคมของประชาชนด้วย
เพือ่ ไม่ใหเ้ กิดความขัดแย้งทางความคดิ ท่ีอาจนาไปสู่ความขัดแย้งในทางปฏิบัติได้ แนวพระราชดาริในการดาเนินชีวิต
แบบพอเพียงมดี งั น้ี

๑. ยึดความประหยัด ตดั ทอนคา่ ใช้จ่ายในทกุ ด้าน ลดละความฟมุ่ เฟือยในการใช้ชวี ิต
๒. ยดึ ถือการประกอบอาชีพดว้ ยความถูกต้อง ซ่ือสัตย์สุจริต
๓. ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชนแ์ ละแขง่ ขันกนั ในทางการคา้ แบบต่อส้กู ันอยา่ งรนุ แรง
๔. ไม่หยุดนิ่งที่จะหาทางให้ชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ยากด้วยการขวนขวายใฝ่หาความรู้
ใหม้ ีรายไดเ้ พมิ่ พนู ข้นึ จนถึงขนั้ พอเพียงเปน็ เป้าหมายสาคัข
๕. ปฏิบตั ติ นในแนวทางทดี่ ี ลดละส่งิ ชวั่ ประพฤติตนตามหลกั ศาสนา

ประเทศไทยกบั เศรษฐกจิ พอเพียง
เศรษฐกิจพอเพียง มุ่งเน้นให้ผู้ผลิต หรือผู้บริโภค พยายามเร่ิมต้นผลิต หรือบริโภคภายใต้

ขอบเขต ข้อจากัดของรายได้ หรือทรัพยากรที่มีอยู่ไปก่อน ซ่ึงก็คือ หลักในการลดการพ่ึงพา เพ่ิมขีดความสามารถ
ในการควบคุมการผลิตได้ด้วยตนเอง และลดภาวะการเสี่ยงจากการไม่สามารถควบคุมระบบตลาดได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ

เศรษฐกิจพอเพียงมิใช่หมายความถึงการกระเบียดกระเสียรจนเกินสมควร หากแต่อาจ
ฟุ่มเฟือยได้เป็นคร้ังคราวตามอัตภาพ แต่คนส่วนใหข่ของประเทศ มกั ใช้จ่ายเกินตวั เกนิ ฐานะท่หี ามาได้

เศรษฐกิจพอเพียง สามารถนาไปสู่เป้าหมายของการสร้าง
ความม่ันคงในทางเศรษฐกิจได้ เช่น โดยพื้นฐานแล้ว ประเทศ
ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เศรษฐกิจของประเทศ จึงควร
เน้นท่ีเศรษฐกิจการเกษตร เน้นความมั่นคงทางอาหาร เป็น
การสร้างความม่ันคงให้เป็นระบบเศรษฐกิจในระดับหน่ึง จึง
เป็นระบบเศรษฐกิจที่ช่วยลดความเส่ียง หรือความไม่ม่ันคง
ทางเศรษฐกจิ ในระยะยาวได้
เศรษฐกจิ พอเพียง สามารถประยุกตใ์ ช้ได้ในทุกระดับ ทกุ สาขา
ทุกภาคของเศรษฐกิจ ไม่จาเป็นจะต้องจากัดเฉพาะแต่ภาคการเกษตร หรือภาคชนบท แม้แต่ภาคการเงิน
ภาคอสังหาริมทรัพย์ และการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ โดยมีหลักการที่คล้ายคลึงกันคือ เน้นการเลือก
ปฏบิ ตั อิ ยา่ งพอประมาณ มเี หตมุ ีผล และสร้างภูมิค้มุ กันใหแ้ ก่ตนเองและสังคม

~ 12 ~

จิตอาสา “ทาความดดี ้วยหัวใจ” ในรชั กาลที่ 10
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงห่วงใยและทรงคานึงถึง

ความอยู่ดีมีสุขของประชาชนเปน็ สาคัข พระองค์จึงทรงมีพระราชปณิธานแน่วแน่ที่จะทาใหป้ ระเทศชาติมนั่ คง
และประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ท่ีดีข้ึน ประกอบกับ มีพระราชประสงค์ท่ีจะสืบสาน รักษา และต่อยอด
โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริและแนวพระราชดาริต่าง ๆ ของรัชกาลที่ 9 ในการบาบัดทุกข์และบารุง
สุขให้ประชาชนและพัฒนาประเทศให้เจริขก้าวหน้า ดังน้ัน ในปี ๒๕๖๐ เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา
28 กรกฎาคม 2560 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หน่วยราชการ
ในพระองค์ ร่วมกับหน่วยราชการต่าง ๆ และประชาชนทุกหมู่เหล่าที่มีจิตอาสา บาเพ็ขสาธารณประโยชน์
ในพ้ืนที่ต่าง ๆ เพ่ือบรรเทาความเดือดร้อน และแก้ไขปัขหาให้แก่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นปัขหาน้าท่วมในเขตชุมชน
ปัขหาการจราจร และอ่ืน ๆ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
บรมนาถบพติ ร โดยเปิดใหป้ ระชาชนทวั่ ประเทศ สมคั รเข้ารว่ มโครงการจติ อาสา “เราทาความดี ดว้ ยหัวใจ” ซง่ึ
มีประชาชนให้ความสนใจและสมคั รเขา้ ร่วมจานวนมาก

ถือได้ว่า โครงการจิตอาสา “เราทาความดี ด้วยหัวใจ” เป็นโครงการที่ประสบความสาเร็จสูงยิ่ง
ท่ีสาคัขทาให้คนไทยรู้จักจิตอาสา “เราทาความดีด้วยหัวใจ” อย่างเป็นรูปธรรมจากความสาเร็จดังกล่าว
สมเด็จพระเจ้าอยหู่ ัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร จึงทรงโปรดให้เปิดรับสมัคร โครงการ “จิตอาสา
เฉพาะกิจ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ” ขึ้นด้วย เพราะทรงมีพระราชอนุสรณ์คานึงถึง
พระมหากรุณาธิคุณของพระบรมชนกนาถ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
และทรงรับรู้จากพระราชหฤทัยของพระองค์ถึงพลังแห่งคุณค่าของความรัก ความศรัทธาเทิดทูนและความจงรักภกั ดี
ของปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ดังน้ัน เพ่ือทรงสนองตอบต่อความรัก และน้าใจอันประเสริฐสุดของประชาชน
ท้ังหลาย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณให้ประชาชนทุกภาคส่วน ได้มีส่วนร่วม
ถวายความอาลัยรัก น้อมส่งเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
ในหว้ งเดอื นตลุ าคม 2560

~ 13 ~

เพ่ือเป็นการรวมพลังความรักอันมีค่า รวมพลังน้าใจของปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าท่ีจะน้อม
ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก่อนเสด็จสู่สวรรคาลัย โดยระหว่างวันท่ี 1 - 30 กันยายน ๒๕๖๐
ประชาชนไทยท่ัวประเทศ และที่พานักอยู่ต่างประเทศ สมัครเป็นจิตอาสาเฉพาะกิจฯ เพื่อปฏิบัติงานตาม
ความสามารถและความสมัครใจ โดยแบ่งงานเป็น 8 ประเภท ได้แก่ งานดอกไม้จันทน์, งานประชาสัมพันธ์,
งานโยธา, งานขนส่งเพ่ือความปลอดภัยของประชาชน, งานบริการประชาชน, งานแพทย์, งานรักษาความ
ปลอดภัย และงานจราจร ปรากฏว่า ยอดรวมผู้สมัครจิตอาสาเฉพาะกิจฯ ทุกประเภท นับตั้งแต่วันที่ 1 - 30
กันยายน 2560 มีจานวนทั้งส้ิน 4,006,825 คน จานวนเพิ่มข้ึนหลายเท่าตัวและได้ร่วมปฏิบัติเป็นจิตอาสา
เฉพาะกิจ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ รัชกาลท่ี 9 อย่างสมพระเกียรติ เรียบร้อย งดงาม ตาม
ราชประเพณี ณ ปัจจุบันนี้ อาจกล่าวได้ว่าจิตอาสา “ทาความดีด้วยหัวใจ” ตามพระราชดาริของสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ได้กระจายอยู่ในทุกพื้นท่ีของประเทศ และมีกิจกรรม
ชว่ ยเหลอื สังคมสว่ นรวมอย่างต่อเน่อื ง

ยกตัวอย่างเช่น เม่ือเกิดปฏิบัติการชว่ ยเหลือ 13 ชีวิต ทีมหมูป่าติดถ้าหลวง - น้าขุนนางนอน
จ.เชียงรายนอกเหนือจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้ง
พระราชทานกาลงั ใจไปยงั ครอบครัวผูป้ ระสบภยั ทกุ คนแลว้ อาสาสมัครในโครงการจิตอาสา ทาความดีดว้ ยหัวใจ
ได้เข้าไปมีบทบาทในการช่วยเหลือตามท่ีถูกร้องขออย่างเต็มที่ซ่ึงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงให้จัดตั้งโรงครัว
พระราชทาน อาหาร เคร่ืองดื่มแก่จิตอาสาและผู้ปฏิบัติหน้าที่ให้ประสบความสาเร็จโดยสวัสดิภาพ และเม่ือ
ปฏบิ ตั กิ ารกูช้ ีวิตประสบความสาเรจ็ สมเด็จพระเจ้าอยหู่ ัว ยังทรงมพี ระราชกระแส ความวา่

“น่าชื่นชมยินดีย่ิงนัก ท่ีปฏิบัติการช่วยเหลือนักฟุตบอลเยาวชนและผู้ฝึกสอนทีมหมูป่าอะคา
เดมีออกจากถ้าหลวง วนอุทยานถ้าหลวง-ขุนน้านางนอน จังหวัดเชียงราย ประสบความส้าเร็จอย่างงดงาม
เมื่อวันท่ี 10 กรกฎาคม 2561 เหตุการณ์ท่ีเกิดขึนครังนีเป็นเรื่องสุดวิสัย และไม่มีผู้ใดคาดคิด ปฏิบัติการ
ค้นหาและช่วยเหลือ จึงต้องกระท้าอย่างปัจจุบันและเร่งด่วนแต่ทุกคนทุกฝ่ายท่ีเก่ียวข้องก็สามารถบริหาร
จัดการสถานการณ์ได้อย่างดีเย่ียมและทุกภาคส่วนก็ระดมสรรพก้าลังกันมาช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ

~ 14 ~

ภาคเอกชน ภาคประชาชน ทังจากในประเทศและต่างประเทศ ต่างยอมเสียสละก้าลังกาย ก้าลังปัญญา
ก้าลังทรัพย์ และยอมสละแม้ชีวิตของตนส่วนผู้ประสบภัยนันต่างก็ดูแลช่วยเหลือซ่ึงกันและกันเป็นอย่างดี
ตลอดระยะเวลาที่เกิดเหตุ ประกอบกับการท่ีประชาชนท่ัวโลกก็ส่งก้าลังใจมายังผู้ประสบภัยและผู้ปฏิบัติการ
ช่วยเหลืออย่างท่วมท้นจึงกล่าวได้ว่า ปฏิบัติการครังนีแม้จะมีความยากลา้ บาก แต่ก็มีสิ่งท่ีดีและมีคุณค่าบัง
เกิดขึนอย่างไม่อาจประมาณได้ข้าพเจ้าขอขอบใจทุกคนทุกฝ่ายเป็นอย่างยิ่ง และหวังว่าเหตุการณ์ครังนีจะ
เป็นเครื่องเตือนใจที่จะท้าให้ทุกคนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ว่า การบริหารจัดการที่ ดี การใช้ความรู้
ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ ให้พอเหมาะพอดีกับสถานการณ์ การปฏิบัติตนและปฏิบัตกิ ารอย่างรอบคอบ
มีวินัย มีสติ ตลอดจนการรู้หน้าที่ของตน และปฏิบัติหน้าที่ให้ประสานส่งเสริมกับทุกคนทุกฝ่ายโดยเต็มก้าลัง
เป็นเคร่ืองมืออย่างสา้ คัญ ที่จะสามารถนา้ ไปใช้แก้ไขอุปสรรคปัญหา รวมทังพัฒนาบ้านเมืองของเราได้ และ
การช่วยเหลอื ซ่ึงกันและกัน ด้วยความรัก ความปรารถนาดีต่อกันนัน เป็นพลังอันย่ิงใหญ่ ท่ีจะท้าให้มวลมนุษยชาติ
อยู่รว่ มกนั ไดอ้ ย่างผาสุกย่ังยืนตลอดไป”

ถือเป็นกระแสรับสั่งท่ีทรงย้าถึงความสาเรจ็ ที่เกิดขึ้นนนั้ มาจากความร่วมมือร่วมใจซึ่งนนั่ ก็คอื
จิตอาสา น่ันเอง และจิตอาสาเหล่าน้ี ก็ได้อุทิศตนปฏิบัติภารกิจจนกระท่ังเสร็จส้ินโดยเหล่าจิตอาสาอีกกว่า
4,000 คน ซึ่งส่วนใหข่เป็นประชาชนในพื้นที่ ต่างเข้ามาช่วยทาความสะอาดในกิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งเดย์
ถ้าหลวงเพ่ือคืนความสมบูรณ์ของวนอุทยานถ้าหลวง - ขุนน้านางนอนนี่คือ ความงดงาม “ทาความดีด้วย
หัวใจ”จากความสาเรจ็ งดงามดังกลา่ ว โครงการจิตอาสา “ทาความดีด้วยหัวใจ” ได้ขยายตัวออกไปท่ัวประเทศ
อย่างต่อเนื่อง เป็นกาลังแห่งความดีท่ีสืบเน่ืองม่ันคงในรัชกาลท่ี 10 ต่อไป นอกจากน้ี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
รัชกาลท่ี ๑๐ ทรงได้ตระหนักถึงความสาคัขของการศึกษาและได้มีพระบรมราโชบายด้านการศึกษา มอบให้
ประชาชนชาวไทยนามาปฏิบัติ

พระบรมราโชบายด้านการศึกษา ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั รัชกาลที่ ๑๐
พระบรมราโชบายด้านการศึกษาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัววชริ าลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

ที่ควรทราบและน้อมนามาปฏบิ ตั ิ ดงั น้ี

การศกึ ษาต้องมงุ่ สรา้ งพน้ื ฐานใหแ้ กผ่ เู้ รียน ๔ ด้าน
๑. มีทัศนคติท่ีถูกต้องต่อบ้านเมือง ข้อน้ีมีคาขยายว่า ต้องมีความรู้ความเข้าใจที่มีต่อชาติ

บ้านเมอื งยดึ มน่ั ในศาสนา ม่ันคงในสถาบันพระมหากษัตริย์ และมีความเอ้ืออาทรต่อครอบครวั และชมุ ชนของตน
๒. มีพ้ืนฐานชีวิตท่ีมั่นคง มีคุณธรรม ข้อน้ีมีคาขยายว่าให้รู้จักแยกแยะส่ิงท่ีผิด – ที่ถูก

ส่ิงชั่ว-สิ่งดี เพอ่ื ปฏบิ ัติแตส่ ิง่ ที่ชอบทีด่ งี าม ปฏเิ สธสง่ิ ทผ่ี ิดท่ชี ่ัว เพื่อสร้างคนดใี หแ้ กบ่ า้ นเมอื ง
๓. มีงานทา มีอาชีพ ข้อนี้มีคาขยายว่าต้องให้เด็กรักงาน สู้งาน ทางานจนสาเร็จ อบรมให้

เรยี นรู้การทางาน ให้สามารถเล้ียงตัวและเล้ยี งครอบครัวได้
๔. เป็นพลเมืองดี ข้อนี้มีคาขยายว่า การเป็นพลเมืองดีเป็นหนา้ ที่ของทุกคน สถานศึกษาและ

สถานประกอบการต้องส่งเสริมให้ทุกคนมีโอกาสทาหน้าที่พลเมืองดี การเป็นพลเมืองดีหมายถึงการมีน้าใจ
มีความเออื้ อาทรต้องทางานอาสาสมัครงานบาเพ็ขประโยชน์ “เหน็ อะไรทจ่ี ะทาเพือ่ บา้ นเมืองไดก้ ต็ ้องทา”

พระบรมราโชบายท้ังหมดนี้ ไม่ใช่ส่ิงที่ยากเกินกว่าครูจะทาและส่ังสอนศิษย์ให้ทาได้ หากครู
ตั้งใจสร้างศิษย์ให้ได้ผลตามพระบรมราโชบายท้ัง ๔ ข้อน้ีก็จะทาให้ชาติบ้านเมืองเจริข ไม่มีคนท่ีนิ่งดูดายปล่อยให้
เกิดความช่ัว ความไม่ดีในบ้านเมือง ท่ีสาคัขประการหนึ่งคือ การรู้จักแยกแยะส่ิงท่ีถูกท่ีผิด สิ่งที่ดีที่ช่ัว และ
เลือกรับเลือกทาแต่ทางที่ถูกที่ดี เด็กไทยควรรู้จักใช้วิจารณขาณของตน ไม่ตามแฟชั่นตามสังคมโดยไร้สติ

~ 15 ~

อีกประการหน่ึงท่ีควรน้อมนามาใส่เกล้าฯ คือ พระบรมราโชบายที่ว่า เห็นอะไรที่ควรทาเพื่อบ้านเมือง
ก็ต้องทา คนไทยเหน็ อะไรท่คี วรทาเพ่อื บ้านเมอื งกต็ ้องลงมือทา ไมป่ ลอ่ ยให้ผ่านไปดว้ ยความคดิ ว่า “ธรุ ะไม่ใช่”
การจัดการเรียนรู้ตามแนวทางศาสตรพ์ ระราชา

เป็นการสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่องและเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อให้คนทุกกลุ่ม
ทุกวัย สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้ครบทุกคนด้วยแหล่งเรียนรู้ และองค์ความรู้ที่หลากหลาย เชื่อมโยงข้อมูล
ความรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ให้สามารถเรียนรู้ตามความสนใจ สามารถเรียนรู้ในสถานที่จริงได้หากมีความสนใจ
และความต้องการ ทาให้คนไทยมีแนวโน้มได้รับการศึกษามากข้ึน โดยการเรียนรู้เช่ือมโยงกับศาสตร์พระราชา
ทุกด้านตามบริบทและภูมิสังคมของแต่ละแห่ง เพ่ือยกระดับการศึกษาของประชาชนให้สูงข้ึน และพัฒนา
ศักยภาพคนไทยใหม้ ภี ูมิคุม้ กันต่อการเปล่ียนแปลงของสังคมโลก พฒั นากาลังแรงงานใหม้ ีความรู้และสมรรถนะ
ที่สอดคล้องกับโครงสร้างการผลิตและการบริการบนฐานความรู้และเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ด้วยกระบวนการ
เรียนรู้ตามวิธีทรงงานของพระราชา ใช้กระบวนการคิดข้ันสูงเชิงระบบ ประกอบด้วย การรวบรวมข้อมูล
(Gathering : G) จัดกระทาข้อมูลให้มีความหมายผ่านโครงสร้างการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์เพิ่มคุณธรรม
จริยธรรม ค่านิยม และการกระทา สรุปเป็นความรู้ระดับความคิดรวบยอด (Processing : P) ลงมือปฏิบัติจริง
จนนาสู่ผล แล้วสรุปความรู้ให้เป็นหลักการหรือองค์ความรู้ (Applying and Construction Knowledge :
Applying1) นาความรู้ระดับหลักการหรือองค์ความรู้ไปส่ือสาร นาเสนอให้เห็นเป็นภาพใหข่เชิงระบบ
(Applying and Communication : Applying2) การควบคุมกากับความคิด เพ่ิมค่านิยมการคิด ประเมินระบบ
ขยายคุณค่าคุณธรรม ค่านิยมข้ันสูง (Self-Regulation : S) เพ่ือให้ผู้เรียนเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ไปใช้เพ่ือ
เรียนรู้ สร้างความร้จู ากการปฏิบตั จิ รงิ ในชีวิตประจาวันและงานอาชีพในครอบครัวหรือท้องถน่ิ ของตน

การจัดการเรียนรมู้ ติ ิของการพัฒนาคน เพอื่ การเรยี นรู้ตลอดชีวิตอยา่ งยั่งยืน ใช้ชมุ ชนเป็นฐาน
ในการจัดกิจกรรมจัดกระบวนการเรียนรู้ตามความต้องการของชุมชนตามบริบทและวิถีการดาเนินชีวิตของคน
ในชุมชนร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายแบบบูรณาการการทางานร่วมกันตามวิธีทรงงานของพระราชา มุ่งให้
ความสาคัขกับศาสตร์พระราชาทุกด้านของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
และพระราโชบายดา้ นการศึกษาของสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั มหาวชิราลงกรณ บดนิ ทรเทพยวรางกูร รัชกาลท่ี ๑๐
เพื่อเตรียมคนให้พร้อมรับมือและก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม ส่งเสริมเร่ืองทักษะชีวิตและความเป็น
พลเมืองดี ทันต่อความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พัฒนาคุณภาพคนไทยให้มีอาชีพมีคุณธรรม
เรียนรู้ตลอดชีวิต มีทักษะและการดารงชีวิตอย่างเหมาะสมในแต่ละช่วงวัยด้วยกระบวนการขัดเกลาและ
สร้างเสริมการเรียนรู้ของสถาบันทางสังคม ใช้ศูนย์เรียนรู้ แหล่งเรียนรู้หรือภูมิปัขขาของชุมชน บูรณาการ
การทางานร่วมกับภาคีเครือข่ายโดยเฉพาะสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนาและชุมชน
ท้องถิ่น องค์กรธุรกิจเอกชนดาเนินกิจการด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมทางานเชื่อมโยงกับภาครัฐมาร่วมจัด
กระบวนการเรียนรู้ ให้มีบทบาทในการบม่ เพาะและหล่อหลอมเด็ก เยาวชน และคนไทยให้เป็นคนดี มีคณุ ธรรม
และจริยธรรมอย่างเข้มแข็งมากย่ิงขึ้น สอดแทรกการพัฒนาคนตามศาสตรพ์ ระราชาให้คนมีการเรียนรู้ต่อเน่ือง
ตลอดชีวิต ต่อยอดสู่การสร้างนวัตกรรมที่เกิดจากการฝึกฝนเป็นความคิดสร้างสรรค์ ปลูกฝังการรับฟังความคิดเห็น
จากผู้อื่น เรียนรู้ในศาสตร์วิทยาการให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างหลากหลาย สอดคล้องกับแนวโน้ม
การจ้างงานและสรา้ งจิตสานึกให้คนไทยสร้างความรู้ เรียนร้ไู ดด้ ้วยตนเองตลอดชวี ิต มคี วามรับผิดชอบต่อสังคม
เคารพกฎหมาย หลักสทิ ธิมนุษยชน สร้างค่านิยมการผลติ และการบรโิ ภคทร่ี ับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม มแี นวโน้ม
ไปสู่การจัดการตนเองและพึ่งตนเองได้อย่างชัดเจน เป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชนที่สามารถรองรับกระแสการ
เปลย่ี นแปลงของโลกได้

~ 16 ~

บทสรปุ
ศาสตร์ของพระราชา เน้นการพัฒนาท่ีมุ่งสร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคม ส่ิงแวดล้อม

และวัฒนธรรม ตลอดจนสร้างความสุขแบบย่ังยืนภายใต้หลัก 3S ได้แก่ Survival (การอยู่รอด) Sufficiency
(พอเพียง) และ Sustainability (ย่ังยืน) การทางานต้องให้ประชาชนสามารถหารายได้ด้วยตนเองจากการเพิ่ม
มูลค่าทางการเกษตร พร้อมท้ังปกป้องส่ิงแวดล้อมไปพร้อม ๆ กัน ร่วมท้ังเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายทุก ๆ
คนได้เข้ามามีส่วนร่วมในทุก ๆ ข้ันตอนการพัฒนา เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ โดยเริ่มจากการระบุปัขหา
ความต้องการ และสิ่งที่เป็นความจาเป็นเร่งด่วน และร่วมกันออกแบบโครงการ วิธีการดาเนินงาน และ
การประเมินผล กระตุ้นให้ประชาชนรู้จักคิดและลงมอื ทาเอง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้มีส่วนได้สว่ นเสีย
ให้สามารถขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาได้ด้วยตัวเอง หลักการสาคัขอีกประการของศาสตร์พระราชาคือ
“การพัฒนาแบบองค์รวมและการบูรณาการ” เป็นความร่วมมือกันระหว่างหน่วยราชการต่าง ๆ ท้ังภาครัฐ
ภาคเอกชนและองค์กรท้องถ่ินโดยงานพัฒนาครอบคลุมต้ังแต่การสร้างความม่ันคงทางอาหารและน้า ไปจนถึง
การพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน การชลประทาน ถนนและไฟฟ้า เพื่อปูทางไปสู่โครงการพัฒนาใน
ระยะยาว นอกจากนั้นยังได้ให้ความสาคัขกับเร่ืองของการพัฒนาคน สุขภาวะ การดารงชีวิต และการศึกษา
อยา่ งมีบูรณาการและเป็นองค์รวม เพื่อใหเ้ กิดการแกป้ ขั หาท่ีรอบดา้ นและยง่ั ยนื

ผลของการใช้ศาสตร์ของพระราชา คอื การสามารถชว่ ยเหลอื ปลดแอกความทุกข์ยากและสร้าง
ความสุขที่ย่ังยืนให้กับประชาชน และท่ีสาคัขเกิดธุรกิจเพ่ือสังคมท่ีสามารถสร้างความยั่งยืนให้กับประชาชนได้
ในด้านสังคม ส่วนในด้านสิ่งแวดล้อม ประชาชนภายในพื้นท่ีเป็นผู้คิดเองทาเองและสามารถอยู่กับสิ่งแวดล้อม
ได้อย่างกลมกลืน ทั้งยังสามารถรักษามรดกทางวัฒนธรรม ได้รับศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจในตนเองกลับคืนมา
ตน้ แบบของการใช้ศาสตร์ของพระราชาในการพฒั นาเพ่ือความยั่งยนื ไม่เพียงปรากฏผลสัมฤทธ์ิเท่านั้น หากยังมี
การนาไปประยุกต์ใช้ในหน่วยงานตา่ ง ๆ โดยยังคงยึดหลักการและแนวทางในการปฏบิ ัติแบบเดียวกัน เพียงแต่
ปรับให้เหมาะสมกบั สภาพความเปน็ จริง ด้วยแนวคิดการพฒั นาท่ีเนน้ คนเปน็ ศูนย์กลาง

การนาศาสตร์พระราชานอกจากจะได้รับความสาเร็จภายในประเทศแล้ว ยังก้าวไปสู่ระดับสากล
โดยได้มีการริเร่ิมโครงการพัฒนาต้นแบบในอีกหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟกิ ได้แก่ประเทศอัฟกานิสถาน
เมียนมาร์ และอาเจะห์ - อินโดนีเซียจนทาให้ได้รับความสนใจจากประชาคมโลกมากยิ่งขึ้น ตลอดเวลาท่ีได้นา
ศาสตร์พระราชาต่อยอดสู่การปฏิบัติซึ่งได้รับการพิสูจน์และการยอมรับแล้วว่า สามารถนาไปใช้แก้ไขปัขหาต่าง ๆ
ได้จรงิ ทงั้ ในระดับประเทศและสากลโดยนายโคฟีอันนัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้ถวายรางวัลความสาเร็จ
สงู สุดด้านการพฒั นามนุษย์ ให้แกพ่ ระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ วั เมอื่ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2549 ดว้ ยแนวคิด
การพัฒนาที่เน้นคนเป็นศูนย์กลางและการสร้างอาชีพที่หลากหลาย นามาสู่วิถีการพัฒนาทางเลือกที่ทั่วโลก
ให้การยอมรับ

.......................................................................

~ 17 ~

บรรณานุกรม

คณะทางานจัดหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ตามศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติท่ียั่งยืน ในคณะกรรมาธิการ
การศึกษาและการกีฬา สภานิติบัขขัติแห่งชาติ. การจัดการศึกษาเพ่ือสืบสานศาสตร์พระราชา
ด้านการจัดหลกั สตู รและการจดั การเรียนร้ใู นสถานศึกษา. ๒๕๖๑.

มลู นิธิชัยพฒั นา. จุดเริ่มต้นแนวคดิ เศรษฐกิจพอเพียง. สืบคน้ เมื่อวันท่ี ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๑.จาก
http://www.chaipat.or.th/site_content/34-13/3579-2010-10-08-05-24-39.html

ฤทธิไกร ไชยงาม. ศาสตร์พระราชา _ ๐๑ : ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเน่ืองมาจากพระราชดาริ
(๑). สบื ค้นเมอ่ื วันท่ี ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๑. จาก https://www.gotoknow.org/posts/591192.

สานักงานคณะกรรมการพิเศษเพ่ือประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ (สานักงาน กปร.).
เศรษฐกจิ พอเพยี ง. สืบค้นเม่อื วนั ที่ ๒๐ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๑. จาก http://www.rdpb.go.th/

ศาสตราจารย์กิตติคณุ ดร.กาขจนา นาคสกลุ . (2560). พระบรมราโชบายดา้ นการศกึ ษาของสมเด็จ
พระเจา้ อยู่หัววชริ าลงกรณ บดินทรเทพยวรางกรู รชั กาลท่ี ๑๐.

สารานุกรมไทยสาหรับเยาวชนโดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว. กลวิธีในการพัฒนา
ชนบทตามแนวพระราชดาริ. สืบคน้ เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๑. จาก
http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=12&chap=6&page=t12-
6-infodetail04.html

โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย เขตสาทร กรุงเทพมหานคร. หลักการของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ.
สบื ค้นเม่ือวนั ท่ี ๒๐ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๑. จาก
http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/m6/sri09/html/project5.htm

มติชนออนไลน์. ศาสตร์พระราชา “เศรษฐกิจพอเพียง”. สบื คน้ เมอื่ วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๑. จาก.
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1322886834

มติชนสุดสปั ดาห์. บทความพิเศษ/จิตอาสา “ทาความดดี ้วยหัวใจ” ในรัชกาลท่ี 10 ขยายตัว-มน่ั คง-
สบื เนอ่ื ง. สบื คน้ เม่ือวนั ท่ี ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๑. จาก
https://www.matichonweekly.com/column/article_121298


Click to View FlipBook Version