สรุปหลกั ธรรมที่มกั ออกสอบในวชิ าธรรมะศึกษา
เรียบเรียงโดย
พระตรี ติกฺขปญฺโญ (พระอาจารย์เอก)
วดั บา้ นแป้น ตาบลบา้ นสา อาเภอแจห้ ่ม จงั หวดั ลาปาง
รายวิชาพระพทุ ธศาสนา โรงเรียนบา้ นแป้น ปี การศึกษาท่ี 1/2565
หลกั ธรรมคาสอนของพทุ ธศาสนา
ศาสนาพทุ ธมีหลกั ธรรมคาสอนท่ีพทุ ธศาสนิกชนยดึ ถือ และใชเ้ ป็น
แนวทางในการดาเนินชีวติ หลาย ประการ ไดแ้ ก่ อริยสัจ 4 ทิศ 6
ธรรมคุณ 6 สัปปุริสธรรม 7 อิทธิบาท 4 อบายมุข 6 เป็นตน้
1.อริยสัจ 4
คือ ความจริงสุดยอดซ่ึงพระพทุ ธเจา้ ไดท้ รงตรัสรู้และ ได้ แสดงต่อจาก
โอวาทปาติโมกข์ ความจริงสุดยอดอนั ประเสริฐ มี 4 ประการ ไดแ้ ก่
1. ทุกข์ ความไมส่ บายกายไม่สบายใจ ทาใหเ้ กิดปัญหาแก่ การดาเนิน
ชีวิต แบ่งเป็น 2 ประเภท ใหญ่ ๆ คือ สภาวทุกข์ หมายถึง ทุกขป์ ระจา ท่ี
เป็นไปตามธรรมชาติคือ เกิด แก่ เจบ็ ตาย ปกิณณกทุกข์ หมายถึง ทุกข์
จร ท่ีอาจเกิดข้ึนเพราะเหตุต่าง ๆ เช่น ความเศร้าโศก นอ้ ยใจ ตรอมใจ
เจบ็ ป่ วยไมส่ บายกาย การประสพกบั ส่ิงที่ไมร่ ัก การพลดั พรากจากสิ่งท่ี
รัก และความไม่สมปรารถนา
2. สมทุ ยั สาเหตุที่ทาใหเ้ กิดความทุกข์ ไดแ้ ก่ ตณั หา (ความอยาก) มี 3
ลกั ษณะคือ
(1) กามตณั หา คือ ความอยากได้ อยากมี อยากเป็นในส่ิงที่ไมเ่ คยได้ ไม่
เคยมี และ ไมเ่ คยเป็น
(2) ภวตณั หา หมายถึง ความอยากใหค้ งอยู่ เช่น เกียรติยศ ช่ือเสียง
อานาจ คาสรรเสริญ อยากใหส้ ิ่งเหลา่ น้นั ดารงอยกู่ บั ตนเองตลอดไป
(3) วภิ วตณั หา หมายถึง ความไมอ่ ยากมี ไม่อยากเป็น เช่น ความไม่
พอใจในสถานะ ท่ีตนมีอยู่ เป็นอยใู่ นปัจจุบนั
3. นิโรธ หมายถึง ความดบั ทุกขค์ ือ การละตณั หา 3 ประการดงั กล่าว
เมื่อละตน้ เหตุของทุกข์ เสียได้ ความทุกขย์ อ่ มไมม่ ี
4. มรรค หมายถึง วิธีดบั ทุกข์ เป็นแนวทางปฏิบตั ิเพอ่ื ที่จะละตณั หาซ่ึง
เป็นตน้ เหตุของทุกข์ มี 8 ประการดงั น้ี
2. มรรค 8 (แนวทางดบั ทุกข์ มี 8 ประการดงั น้ี)
(1) สมั มาทิฐิ (ความเห็นชอบ) ไดแ้ ก่ การมีความเห็นท่ีถกู ตอ้ ง เช่น
ยอมรับเรื่องบาป บุญ กรรมดี กรรมชวั่ ชาติน้ีและชาติหนา้ ในระดบั ท่ี
ละเอียดอ่อนข้ึนไปอีกคือ ความเขา้ ใจในอริยสัจ 4
(2) สมั มาสงั กปั ปะ (ความดาริชอบ) ไดแ้ ก่ การคิดเพื่อที่จะใหจ้ ิตใจของ
ตนเองเป็นอิสระคือ คิดปลีกตวั ออกจากกาม ไมต่ กเป็นทาศของรูป รส
กล่ิน เสียง สมั ผสั จนเกินไป ไมค่ ิดพยาบาท และ ประการสุดทา้ ยคือ ไม่
คิดเบียดเบียนผอู้ ่ืน
(3) สมั มาวาจา (วาจาชอบ) การเวน้ จากวจีทุจริต 4 คือ เวน้ จากการพูด
เทจ็ (มสุ าวาจา) เวน้ จากการพูดส่อเสียด (ปี สุณาวาจา) เวน้ จากการพดู คา
หยาบ (ผรุสวาจา) เวน้ จากการพดู เพอ้ เจอ้ ไร้สาระ (สมั ผปั ปลาปวาจา)
(4) สัมมากมั มนั ตะ (การกระทาชอบ) ไดแ้ ก่ การงดเวน้ จากกายทุจริต คือ
การไมฆ่ า่ สตั ว์ ไม่ลกั ทรัพย์ และไม่ประพฤติ ผดิ ในกาม
(5) สมั มาอาชีวะ (การเล้ียงชีวิตชอบ) ไดแ้ ก่ การประกอบอาชีพที่ไมผ่ ิด
ศีลธรรมและ ไม่ เบียดเบียน ผอู้ ่ืน รวมความไปถึง การไม่อยเู่ ฉย ๆ โดย
ไร้ประโยชน์ ตอ้ งเป็นผทู้ ี่ทางานประกอบอาชีพ
(6) สมั มาวายามะ (ความเพยี รชอบ) ไดแ้ ก่ การเพียรระวงั ไมใ่ หค้ วามชว่ั
เกิดข้ึน หรือเพยี ร ขจดั ความชว่ั ท่ีไดเ้ กิดข้ึนแลว้ เพยี รสร้างความดีให้
เกิดข้ึน และเพยี รรักษาความดีที่มีอยแู่ ลว้ ใหค้ งอยู่ ตลอดไป
(7) สมั มาสติ (ความระลึกชอบ) คือ การกาหนดรู้พฤติกรรมของจิต
ระลึกไดต้ ลอดเวลาวา่ ตนเองกาลงั คิดอะไร ทาอะไร ไม่เป็นคนใจลอย
ไมป่ ระสาท มีความรอบคอบ
(8) สัมมาสมาธิ (ความต้งั ใจชอบ) ไดแ้ ก่ การต้งั จิตใหม้ น่ั คง สามารถ
ควบคุมอารมณ์ได้ จนกระทงั่ สามารถบงั คบั จิตใจ ใหห้ ยดุ น่ิงอยกู่ บั
อารมณ์อนั เดียวทิศ 6
ทิศ 6 หรือการปฏิบตั ิชอบระหวา่ งบุคคลผมู้ ีอุปการะคุณตอ่ กนั 6 พวกคือ
3. สัปปุริสธรรม 7
สัปปุริสธรรม 7 คือ หลกั ธรรมของคนดีหรือหลกั ธรรมของสตั ตบุรุษ 7
ประการ ไดแ้ ก่ รู้จกั เหตุ รู้จกั ผล รู้จกั ตน รู้จกั ประมาณ รู้จกั กาล รู้จกั
ปฏิบตั ิ และรู้จกั บุคคล
1. รู้จกั เหตุหรือธมั มญั ญุตา หมายถึง ความเป็นผรู้ ู้จกั เหตุ รู้จกั วิเคราะห์
หาสาเหตุ ของส่ิงตา่ ง ๆ
2. รู้จกั ผลหรืออตั ถญั ญุตา หมายถึง ความเป็นผรู้ ู้จกั ผลท่ีจะเกิดข้ึนจาก
การกระทา
3. รู้จกั ตนหรืออตั ตญั ญุตา หมายถึง ความเป็นผรู้ ู้จกั ตน ท้งั ในดา้ น
ความรู้ คุณธรรม และความ สามารถ
4. รู้จกั ประมาณหรือมตั ตญั ญุตา หมายถึง ความเป็นผรู้ ู้จกั ประมาณ รู้จกั
หลกั ของความ พอดี การดาเนินชีวิต พอเหมาะพอควร
5. รู้จกั กาลเวลาหรือกาลญั ญุตา หมายถึง ความเป็นผรู้ ู้จกั กาลเวลา รู้จกั
เวลาไหนควรทา อะไร แลว้ ปฏิบตั ิใหเ้ หมาะสม กบั เวลาน้นั ๆ
6. รู้จกั ปฏิบตั ิหรือปริสัญญุตา หมายถึง ความเป็นผรู้ ู้จกั ปฏิบตั ิ การปรับ
ตน และแกไ้ ขตน ใหเ้ หมาะสมกบั สภาพของ กลมุ่ และชุมชน
7. รู้จกั บุคคลหรือบุคคลญั ญุตา หมายถึง ความเป็นผรู้ ู้จกั ปฏิบตั ิตนให้
เหมาะสมกบั บุคคล ซ่ึงมีความแตกตา่ งกนั การท่ี บุคคลใดนาเอาหลกั สปั
ปุริสธรรม 7 มาใชใ้ นการดาเนินชีวิต จะช่วยให้ ชีวติ พบกบั ความสุข ใน
ชีวติ ได้
4.อิทธิบาท 4
อิทธิบาท 4 คือ หลกั ธรรมท่ีนาไปสู่ความสาเร็จแห่งกิจการ มี 4 ประการ
คือ ฉนั ทะ วริ ิยะ จิตตะ วมิ งั สา
1. ฉนั ทะ คือ ความพอใจ ใฝ่รัก ใฝ่ หาความรู้ และใฝ่สร้างสรรค์
2. วริ ิยะ คือ ความเพียรพยายาม มคี วามอดทนไมท่ อ้ ถอย
3. จิตตะ คือ ความเอาใจใส่และต้งั ใจแน่วแน่ในการทางาน
4. วิมงั สา คือ ความหมนั่ ใชป้ ัญญาและสติในการตรวจตราและคิด
ไตร่ตรอง
5.กศุ ลกรรมบท 10
กศุ ลกรรมบท 10 เป็นหนทางแห่งการทาความดีงาม ทางแห่งกศุ ลซ่ึง
เป็นหนทางนาไปสู่ความสุข ความเจริญ แบง่ ออกเป็น 3 ทางคือ
กายกรรม 3 วจีกรรม 4 และมโนกรรม 3
1. กายกรรม 3 หมายถึง ความประพฤติดีท่ีแสดงออกทางกาย 3 ประการ
ไดแ้ ก่
(1) เวน้ จากการฆ่าสัตว์ คือ การละเวน้ จากการฆ่าสัตว์ การเบียดเบียนกนั
เป็นผมู้ ีเมตตา กรุณา
(2) เวน้ จากการลกั ทรัพย์ คือ ละเวน้ จากการลกั ขโมย เคารพในสิทธิของ
ผอู้ ่ืน ไมห่ ยบิ ฉวย เอาของคนอื่นมาเป็นของตน
(3) เวน้ จากการประพฤติผิดในกาม คือ การไม่ลว่ งละเมดิ สามีหรือ
ภรรยาผอู้ ื่น ไมล่ ่วง ละเมิด ประเวณีทางเพศ
2. วจีกรรม 3 หมายถึง การเป็นผมู้ ีความประพฤติดีซ่ึงแสดงออกทาง
วาจา 4 ประการ ไดแ้ ก่
(1) เวน้ จากการพูดเทจ็ คือ พดู แต่ความจริง ไม่พูดโกหก หลอกลวง
(2) เวน้ จากการพูดส่อเสียด คอื พดู แต่ในสิ่งท่ีทาใหเ้ กิดความสามคั คี
กลมเกลียว ไม่พดู จา ในส่ิงท่ีก่อใหเ้ กิดความ แตกแยก แตกร้าว
(3) เวน้ จากการพูดคาหยาบ คือ พูดแตค่ าสุภาพ ออ่ นหวาน อ่อนโยน กบั
บุคคลอ่ืนท้งั ต่อหนา้ และลบั หลงั
(4) เวน้ จากการพูดเพอ้ เจอ้ คือพดู แต่ความจริง มีเหตุมีผลเนน้ เน้ือหา
สาระท่ีเป็น ประโยชน์ พูดแต่สิ่งที่จาเป็นและพูดถูกกาลเทศะ
3. มโนกรรม 3 หมายถึง ความประพฤติท่ีเกิดข้ึนในใจ 3 ประการ ไดแ้ ก่
(1) ไมอ่ ยากไดข้ องของเขา คือ ไมค่ ิดจะโลภอยากไดข้ องผอู้ ่ืนมาเป็น
ของตน
(2) ไมพ่ ยาบาทปองร้ายผอู้ ่ืน คือ มีจิตใจดี มีความปรารถนาดี อยากให้
ผอู้ ่ืนมีความสุข ความเจริญ
(3) มีความเห็นท่ีถกู ตอ้ ง คือ มีความเช่ือในเรื่องการทาความดีไดด้ ี ทาชวั่
ไดช้ ว่ั และมี ความ เช่ือวา่ ความพยายามเป็นหนทางแห่งความสาเร็จ
6.อกุศลกรรมบท 10.
อกศุ ลกรรมบท 10 เป็นหนทางแห่งการทาความชว่ั ความไมด่ ี 10
ประการ แบ่งออกเป็น 3 ทางคือ กายกรรม 3 วจีกรรม 4 และมโนกรรม
3
7.สงั คหวตั ถุ 4
สังคหวตั ถุ 4 เป็นหลกั ธรรมคาสอนทางพุทธศาสนาท่ีเป็นวธิ ีปฏิบตั ิเพ่ือ
ยดึ เหนี่ยวจิตใจคนอ่ืนท่ียงั ไมเ่ คยรักใคร่นบั ถือ ใหเ้ กิดความรัก ความนบั
ถือ สงั คหวตั ถุเป็นหลกั ธรรมท่ีช่วยผกู ไมตรีซ่ึงกนั และกนั ให้ แน่นแฟ้
นยง่ิ ข้ึน ประกอบดว้ ย ทาน ปิ ยวาจา อตั ถจริยา สมานตั ตตา
1. ทาน คือ การใหป้ ันสิ่งของของตนใหแ้ ก่ผอู้ ่ืนดว้ ยความเตม็ ใจ เพอื่ ให้
ประโยชน์แก่ผรู้ ับ การใหเ้ ป็นการยดึ เหน่ียวน้าใจกนั อยา่ งดียงิ่ เป็นการ
สงเคราะห์สมานน้าใจกนั ผกู มิตรไมตรีกนั ใหย้ งั่ ยนื
2. ปิ ยวาจา คือ การเจรจาดว้ ยถอ้ ยคาไพเราะออ่ นหวาน พดู ชวนใหค้ นอ่ืน
เกิดความรักและ นบั ถือ คาพดู ที่ดีน้นั ยอ่ มผกู ใจคน ใหแ้ น่นแฟ้น
ตลอดไป หรือแสดงความเห็นอกเห็นใจ ใหก้ าลงั ใจ รู้จกั พูดใหเ้ กิด
ความเขา้ ใจดี สมานสามคั คี ยอ่ มทาใหเ้ กิดไมตรี ทาให้ รักใคร่นบั ถือ
และช่วยเหลือ เก้ือกูลกนั
3. อตั ถจริยา คือ การประพฤติส่ิงท่ีเป็นประโยชน์แก่กนั คือช่วยเหลือ
ดว้ ยแรงกายและ ขวนขวาย ช่วยเหลือกิจการตา่ ง ๆ ใหล้ ุล่วงไป เป็นคน
ไมด่ ูดาย ช่วยใหเ้ กิดสติสานึกในความผดิ ชอบชวั่ ดี หรือช่วย แนะนาให้
เกิดความรู้ ความสามารถในการ ประกอบอาชีพ
4. สมานตั ตตา คือ การวางตนเป็นปกติเสมอตน้ เสมอปลาย ไม่ถือตวั การ
วางตนให้ เหมาะสม กบั ฐานะของตนตามสภาพ ไดแ้ ก่ เป็นผใู้ หญ่
ผนู้ อ้ ย หรือผเู้ สมอกนั เอาใจใส่ปฏิบตั ิตามฐานะ ผนู้ อ้ ย คารวะนอบนอ้ ม
ยาเกรงผใู้ หญ่
8.อบายมุข 6
คาวา่ อบายมขุ คือ หนทางแห่งความเส่ือม หรือหนทางแห่งความหายนะ
ความฉิบหาย มี 6 อยา่ ง ไดแ้ ก่
1. การเป็นนกั เลงผใู้ หญ่ หมายถึง การเป็นคนมีจิตใจใฝ่ในเรื่องเพศ เป็น
คนเจา้ ชู้ ทาให้เสีย ทรัพยส์ ิน เงินทอง สูญเสีย เวลาและเสียสุขภาพ
2. การเป็นนกั เลงสุรา หมายถึง ผทู้ ่ีดื่มสุราจนติดเป็นนิสัย การด่ืมสุรา
นอกจากจะทาใหเ้ สียเงิน ทองแลว้ ยงั เสียสุขภาพ และบน่ั ทอนสติปัญญา
อีกดว้ ย
3. การเป็นนกั เลงการพนนั หมายถึง ผทู้ ี่ชอบเล่นการพนนั ทุกชนิด การ
เลน่ การพนนั ทาให้ เสียทรัพยส์ ิน เสียสุขภาพ การพนนั ไมเ่ คยทาใหใ้ คร
ร่ารวย มงั่ มีเงินทองไดเ้ ลย
4. การคบคนชวั่ เป็นมิตร หมายถึง การคบคนไม่ดีหรือคนชวั่ คนชว่ั มกั
ชกั ชวนใหท้ าในส่ิงท่ีไม่ ถกู ตอ้ ง และอาจนาความเดือดร้อนมาสู่ตนเอง
และครอบครัว
5. การเท่ียวดูการละเล่น หมายถึง ผทู้ ่ีชอบเที่ยวการละเลน่ กลางคืน ทา
ใหเ้ สียทรัพยแ์ ละ อาจทาใหเ้ กิดการ ทะเลาะเบาะแวง้ ในครอบครัว
6. เกียจคร้านทาการงาน หมายถึง ผไู้ ม่ชอบทางาน ข้ีเกียจ ไมข่ ยนั
ขนั แขง็
9.เบญจศีลเบญจธรรม
เบญจศีลเบญจธรรม คือ หลกั ธรรมท่ีควรปฏิบตั ิควบคู่กนั มงุ่ ใหบ้ ุคคล
ทาความดี ละเวน้ ความชวั่
เบญจศีล (สิ่งที่ควรละเวน้ )
เบญจธรรม (สิ่งที่ควรปฏิบตั ิ)
1. เวน้ จากการฆา่ สัตว์
2. เวน้ จากการลกั ทรัพย์
3. เวน้ จากการประพฤติผดิ ในกาม
4. เวน้ จากการพูดเทจ็
5. เวน้ จากการเสพของมึนเมา
1. มีความเมตตากรุณา
2. ประกอบอาชีพสุจริต
3. มีความสารวจในกาม
4. พดู ความจริง ไมพ่ ดู โกหก
5. มีสติสัมปชญั ญะ
10.โลกบาลธรรมหรือธรรมคุม้ ครองโลก
โลกบาลหรือธรรมคุม้ ครองโลก เป็นหลกั ธรรมที่ช่วยใหม้ นุษยท์ ุกคนใน
โลก อยกู่ นั อยา่ งมี ความสุข มีน้าใจ เอ้ือเฟ้ื อ มีคณุ ธรรมและทาแตส่ ่ิงท่ี
เป็นประโยชน์ ประกอบดว้ ยหลกั ธรรม 2 ประการ ไดแ้ ก่ หิริโอตตปั ปะ
1. หิริ คือ ความละอายในลกั ษณะ 3 ประการ แลว้ ไมท่ าความชว่ั (บาป)
คือ
(1) ละอายแก่ใจ หรือความรู้สึกท่ีเกิดข้ึนในใจตนเองแลว้ ไมท่ าความชว่ั
(2) ละอายผอู้ ่ืน หรือสภาพแวดลอ้ มต่าง ๆ แลว้ ไม่ทาความชว่ั
(3) ละอายต่อความชวั่ ท่ีตนจะทาน้นั แลว้ ไมท่ าความชว่ั
2. โอตตปั ปะ คือ ความเกรงกลวั หมายถึง
(1) เกรงกลวั ตนเอง ติเตียนตนเองได้
(2) เกรงกลวั ผอู้ ่ืนแลว้ ไมก่ ลา้ ทาความชวั่
(3) เกรงกลวั ตอ่ ผลของความชว่ั ท่ีทาจะเกิดข้ึนแก่ตน
(4) เกรงกลวั ต่ออาญาของแผน่ ดินแลว้ ไมก่ ลา้ ทาความชวั่
11.ไตรลกั ษณ์ คือ ลกั ษณะทวั่ ไปของส่ิงท้งั ปวง
1. อนิจจตา หรือ อนิจจงั ความไม่คงท่ี ไมเ่ ท่ียง ไม่ถาวร ไมแ่ น่นอน
2. ทุกขตา หรือ ทุกขงั สภาพท่ีอยใู่ นสภาวะเดิมไมไ่ ด้ ตอ้ งแปรปรวนไป
3. อนตั ตา ความไมใ่ ช่ตวั ตนแทจ้ ริง ไม่อยใู่ นอานาจบงั คบั บญั ชา ไมม่ ี
ใครเป็นเจา้ ของ
ในเร่ืองไตรลกั ษณ์ พระพุทธศาสนาถือวา่ เป็นคาสอนสูงสุด ซ่ึงทุกสิ่งใน
สากลจกั รวาลลว้ นเป็น
อนตั ตาท้งั สิ้น
12. กฎแห่งกรรม
หมายถึง กระบวนการกระทาและการใหผ้ ลการกระทาของมนุษย์ ซ่ึงมี
หลกั อยวู่ า่ “คนหวา่ นพชื เช่นใด ยอ่ มไดผ้ ลเช่นน้นั ผทู้ าความดียอ่ มไดร้ ับ
ผลดี ผทู้ ากรรมชว่ั ยอ่ มไดร้ ับผลชวั่ ”
กรรม คือ การกระทาทางกาย วาจา หรือใจ ท่ีประกอบดว้ ยเจตนา ดงั
พุทธวจนะตรัสวา่ “ ภิกษุ
ท้งั หลาย เรากล่าววา่ เจตนาเป็นกรรม บุคคลจงใจแลว้ ยอ่ มกระทาทาง
กาย ทางวาจาและทางใจ
13.พรหมวิหาร 4
ธรรมสาหรับผเู้ ป็นใหญ่ ผปู้ กครอง พ่อแม่ จาเป็นตอ้ งมีไวเ้ ป็นเคร่ืองยดึ
เหน่ียวสาหรับดาเนินชีวติ ไดแ้ ก่
1. เมตตา ความรักใคร่ ปรารถนาจะใหเ้ ป็นสุข
2. กรุณา ความสงสาร ตอ้ งการท่ีจะช่วยบุคคลอ่ืน สัตวอ์ ่ืนใหห้ ลุดพน้
จากความทุกข์
3. มุทิตา ความช่ืนชมยนิ ดีเมื่อเห็นบุคคลอื่นเขาไดด้ ี
4. อุเบกขา ความวางเฉยไมด่ ีใจไมเ่ สียใจ เมื่อบุคคลอ่ืนประสบความ
วิบตั ิ
14.อปั ปมาท
ธรรมท่ีกลา่ วถึงความไมป่ ระมาท คือ การดาเนินชีวติ ท่ีมีสติเป็นเคร่ือง
กากบั ความประพฤติปฏิบตั ิและการกระทาทุกอยา่ ง ระมดั ระวงั ไม่ถลา
ตวั ไปในทางเสื่อมเสีย พระพุทธเจา้ ทรงมีพระดารัสเก่ียวกบั ความไม่
ประมาทวา่ “ ความไมป่ ระมาท ยอ่ มเป็นประโยชนย์ งิ่ ใหญ่”
15.ฆราวาสธรรม 4
หลกั ธรรมสาหรับผคู้ รองเรือน ไดแ้ ก่
1. สัจจะ การมีความซื่อตรงต่อกนั
2. ทมะ การรู้จกั ข่มจิตของตน ไม่หุนหนั พลนั แลน่
3. ขนั ติ ความอดทนและใหอ้ ภยั
4. จาคะ การเ สียสละแบ่งปันของตนแก่คนที่ควรแบง่ ปัน
16.บุญกิริยาวตั ถุ 10 หลกั ธรรมแห่งการทาบุญ
ทางแห่งการทาความดี 10 ประการ
1. ทานมยั บุญสาเร็จดว้ ยการบริจาคทาน
2. ศีลมยั บุญสาเร็จดว้ ยการรักษาศีล
3. ภาวนามยั บุญสาเร็จดว้ ยการเจริญภาวนา
4. อปจายนมยั บุญสาเร็จดว้ ยการประพฤติอ่อนนอ้ มถ่อมตนต่อผใู้ หญ่
5. เวยยาวจั จมยั บุญสาเร็จดว้ ยการช่วยเหลือขวนขวายในกิจการงาน
ตา่ งๆ
6. ปัตติทานมยั บุญสาเร็จดว้ ยการใหส้ ่วนบุญ
7. ปัตตานุโมทนามยั บุญสาเร็จดว้ ยการอนุโมทนาส่วนบุญ
8. ธมั มสั สวนมยั บญุ สาเร็จดว้ ยการฟังธรรม
9. ธมั มเทสนามยั บญุ สาเร็จดว้ ยการแสดงธรรม
10. ทิฏฐุชุกมั ม์ บุญสาเร็จดว้ ยการทาความคิดความเห็นของตนใหต้ รง
17.กตญั ญูกตเวที เป็นเครื่องหมายของคนดี
คาวา่ “กตญั ญู” แปลวา่ “การรู้คุณคน” ส่วนคาวา่ “กตเวที” แปลวา่ การ
ตอบแทนผมู้ ีบุญคุณ กบั เรา ดงั น้นั คาวา่ กตญั ญูกตเวที จึงหมายถึง “การ
รู้คุณคนและตอบแทนผมู้ ีบุญคุณกบั เรา”บุคคลผมู้ ีอุปการะคุณแก่คนเรา
น้นั มีมากมาย แบ่งกวา้ ง ๆ ได้ 5 กลมุ่ ประกอบดว้ ย
1. ทางสกุล ไดแ้ ก่ บิดา มารดา ป่ ู ยา่ ตา ยาย ลุง ป้า นา้ อา เป็นตน้
2. ทางการศึกษา ไดแ้ ก่ ครูบาอาจารย์ หรือบุคคลที่อบรมส่งั สอนเรา
3. ทางการปกครอง ไดแ้ ก่ พระมหา กษตั ริยแ์ ละเช้ือพระวงศท์ ุกพระองค์
4. ทางศาสนา ไดแ้ ก่ องคพ์ ระศาสดาของทุกศาสนา
5. ทางอื่น ไดแ้ ก่ ผมู้ ีอปุ การะคุณทางออ้ ม เช่น เพ่อื นฝงู เพอื่ นบา้ น
เจา้ หนา้ ท่ีบา้ นเมืองท่ี ปฏิบตั ิหนา้ ที่ดว้ ยความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นตน้
“ธรรมะ 4 ประการน้นั ก็มีสจั จะ - ความจริงใจ มีทมะ - การบงั คบั ตวั เอง
ขนั ติ - ความ อดกล้นั อดทน จาคะ - บริจาคสิ่งท่ีไมค่ วรมีอยใู่ นตน ก็
เรียกวา่ มีฆราวาสธรรมที่สมบูรณ์ จะเป็น เดก็ กด็ ี ผใู้ หญ่ก็ดี ผหู้ ญิงกด็ ี
ผชู้ ายกด็ ี คนหนุ่ม คนสาว คนแก่ คนเฒ่าก็ดี เป็นฆราวาสกด็ ี เป็นพระเจา้
พระสงฆก์ ็ดี ลว้ นแตอ่ าศยั ธรรมะท้งั 4 อยา่ งน้ีเป็นเคร่ืองกาจดั ซ่ึงส่ิงไม่
พงึ ปรารถนา ; แลว้ มาทาใหเ้ กิดส่ิงที่ พึงปรารถนาข้ึนมาอยา่ งครบถว้ น ก็
เป็นอนั วา่ จะไดร้ ับส่ิงที่ดีที่สุดเพ่ิมข้ึน ๆ จน จะถึงสิ่งท่ีดีที่สุด ท่ีสูงสุด ท่ี
มนุษยเ์ ราควรจะไดร้ ับ”
18.เป้าหมายของชีวติ
พระพุทธศาสนาวางเป้าหมายชีวิตไว้ 3 ระดบั
เป้าหมายระดบั พ้ืนฐาน (ทิฏฐธมั มิกตั ถะ) หมายถึง เป้าหมายประโยชน์
ในระดบั ชีวิตประจาวนั ท่ี
มนุษยใ์ นสงั คมตอ้ งการ คือ
– ขยนั หมนั่ เพยี ร (อุฏฐานสัมปทา)
– เกบ็ ออมทรัพย์ (อารักขสัมปทา)
– คบคนดีเป็นเพื่อน (กลั ยาณมิตตตา)
– ใชท้ รัพยเ์ ป็น (สมชีวิตา)
เป้าหมายระดบั กลาง (สัมปรายกิ ตั ถะ) เนน้ ที่ความเจริญงอกงามแห่ง
จิตใจ เป็นคุณค่าท่ีแทจ้ ริงของ
ชีวติ คือ
– มีศรัทธา เช่ือในพระรัตนตรัย เชื่อในกรรม และผลของกรรม
– มีศีล ความประพฤติทางกาย วาจา เรียบร้อย
– จาคะ ความเสียสละ
– ปัญญา รู้อะไรดีอะไรชวั่
3. เป้าหมายระดบั สูงสุด (ปรมตั ถะ) หมายถึง ประโยชน์ที่เป็นแก่นแท้
ของชีวติ เป็นจุดหมายสุดทา้ ยที่
ชีวิตจะพึงบรรลุ คือ การบรรลุนิพพาน