The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานโครงงาน ม.5 2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Mint Hello, 2020-12-25 11:30:11

รายงานโครงงาน ม.5 2

รายงานโครงงาน ม.5 2

รายงานโครงงาน IS

เรอ่ื ง การเปรียบเทยี บการเจรญิ เตบิ โตของพืชจากนา้ หมกั
ผลไม้ 3 ชนดิ

จดั ท้าโดย

นาย ธชั ชัย ชาเทพ เลขท่ี 4 ม.5/3

นางสาว ธนพร แววคล้ายหงษ์ เลขท่ี 11 ม.5/3

นางสาว พฤษภาดา จติ อารี เลขที่ 14 ม.5/3

นางสาว วิชะยาดา ชยั รตั น์ เลขท่ี 19 ม.5/3

นางสาว ศิริกรรญา ภกู ันแกว้ เลขที่ 23 ม.5/3

นางสาว ขวัญจิรา ค้าสวัสดิ์ เลขท่ี 25 ม.5/3
ครูทปี่ รกึ ษา

ครญู ดาวสั เอีย่ มก้าแพง
รายงานฉบบั นเี ป็นส่วนหน่งึ ของรายวชิ า IS รหสั วิชา I32101

ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2562
โรงเรียนมาบตาพุดพนั พิทยาคาร

คา้ นา้

โครงงานวทิ ยาศาสตรเ์ รอื่ ง การเปรียบเทียบการ
เจรญิ เตบิ โตของพืชจากน้าหมกั ผลไม้ 3 ชนดิ เป็นสว่ นหน่ึงของการเรยี น
รายวชิ า IS กลุ่มของขา้ พเจา้ จดั ท้าขนึ เพ่ือน้าเสนอวิธีการเรง่ การ
เจริญเติบโตของพืชจากนา้ หมกั ธรรมชาติท่ีมาจากผลไม้ 3
ชนดิ เพื่อใหท้ ุกคนได้ทราบถงึ ประโยชนข์ องนา้ หมัก โครงงานนไี ด้
รวบรวมเนือหามาจากอินเตอรเ์ น็ตและแหลง่ ความรูไ้ ด้ทอ้ งถิ่น

คณะผจู้ ัดทา้ ต้องขอขอบคุณครู ที่ให้ความรู้เกี่ยวกบั การทา้
โครงงาน คณะผจู้ ดั ทา้ หวงั เปน็ อย่างย่ิงว่าผ้ทู ่อี ่านโครงงานจะไดร้ ับ
ความรจู้ ากโครงงานเรอื่ งนีและหวังว่าจะเปน็ ประโยชน์กับท่านผอู้ ่าน
ทกุ ๆท่าน โครงงานเลม่ นอี าจมีสิ่งใดผิดพลาดก็ขออภยั มา ณ โอกาสนี

คณะผจู้ ดั ทา้

สารบญั
บทที่ 1 บทนา้ ………………………………………………..1

1.1 ท่ีมาและความส้าคญั ……………………………...1
1.2 วตั ถปุ ระสงค…์ ……………………………….…..2
1.3 สมมตุ ฐิ าน………………………………………...2
1.4 ผลทค่ี าดว่าจะไดร้ บั ………………………………3
บทที่ 2 เอกสารท่เี ก่ยี วขอ้ ง………………………………….4
บทท่ี 3 วธิ ีการดา้ เนนิ งาน…………………………………..24

3.1 วตั ถุประสงค…์ ………………………………..24
3.2 ขนั ตอนการดา้ เนนิ งาน……………………25-26
บทที่ 4 ผลการดา้ เนนิ งาน………………………………….27
บทที่ 5 สรปุ ผลและขอ้ เสนอแนะ……………………………29
5.1 สรปุ ผลการดา้ เนนิ งาน………………………..29
5.2 อธปิ รายผลการดา้ เนนิ งาน………………..29-30
5.3 ขอ้ เสนอแนะ................................................30

1

บทท่ี 1

บทนา้

ทีม่ าและความส้าคญั

ในปัจจบุ ันมเี กษตรกรจ้านวนมาก นิยมใช้สารเคมเี พ่ือช่วย
เรง่ การเจริญเตบิ โตของพืชผักต่าง ๆ สาเหตุหลักๆมาจากเกษตรกรต้อง
เร่งเพ่มิ ผลผลิตใหเ้ พียงพอตอ่ การตลาด จงึ ท้าให้มีสารเคมีในการตกค้าง
อย่ใู นพืชผัก และคนเมอ่ื รบั ประทานเข้าไปก็จะสะสมและส่งผลเสียตอ่
รา่ งกายก่อใหเ้ กดิ โรคร้ายๆต่าง ๆตามมาและเม่อื ได้มกี ารศึกษาพบว่ามี
แนวทางการแกไ้ ขปญั หาหลีกเหลี่ยงการใช้สารเคมีโดยการใชน้ ้าหมัก
ชวี ภาพจากแหล่งต่าง ๆซ่งึ มีผลไดป้ ระสิทธิภาพเทียบเท่ากับการใช้
สารเคมแี ต่น้าหมักชวี ภาพผลิตไดจ้ ากแหลง่ วัตถดุ บิ หลากหลายชนิดซึง่
มีผลต่อพืชผกั แต่ละชนดิ แตกตา่ งกนั เรง่ การเจรญิ เตบิ โตไม่เหมือนกัน
กล่มุ ของเราจึงมีความสนใจศกึ ษาวธิ ีการทา้ น้าหมักจากผลไม้ 3 ชนดิ

เพอื่ เปรยี บเทียบการเจรญิ เติบโตของพืช จากนา้ หมักผลไม้ทงั 3 ชนิด
ได้แก่ กลว้ ย สปั ปะรด และมะละกอ

ทางกลุ่มของเราได้เลอื กผลไม้มา 3 ชนดิ ในการทา้ น้าหมกั

ชวี ภาพ คือ กล้วย สปั ปะรด และมะละกอ โดยผลไม้ทัง 3 ชนดิ นีหาได้
ง่ายตามท้องตลาดและมีราคาย่อม เยาว์ตอ่ การซือและชว่ ยลดปญั หา
กลว้ ยล้นตลาดเนื่องจากมีสนิ คา้ มากกวา่ ความต้องการของผู้บรโิ ภคทา้
ใหก้ ลว้ ยเกดิ การเน่าเสยี กลมุ่ ของเราจึงนา้ กล้วย สัปปะรด และมะละกอ
มาทา้ น้าหมักชวี ภาพ พืชที่เลอื กมาท้าการทดลองคือ ผักบุ้ง โดยจะใช้
น้าหมกั จากผลไม้ 3 ชนิด ในการเปรียบเทียบการเจรญิ เติบโตของพืช

จากน้าหมักผลไม้ 3 ชนิด ปัจจยั ทจี่ า้ เป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช คือ
น้า แสงแดด ดิน อากาศ อณุ หภูมิ โดยจะสงั เกตการเจริญเติบโตของพชื
ทค่ี วามสูงของต้นพืช ใบท่อี อกมา ขนาดและความยาวของลา้ ต้น ว่ามี
การเจริญเตบิ โตมากนอ้ ยเพยี งใด

2

ดังนนั จากปัญหาข้างตน้ ท่ีกลา่ วมาจากปัญหาด้านสารเคมีตกค้าง
และการใชส้ ารเคมีในการเร่งการเจริญเติบโตและจากการศึกษาข้อมลู
จากการท้านา้ หมักชีวภาพ จากน้าหมักผลไม้ 3 ชนิด เพื่อชว่ ยเรง่ การ
เจริญเตบิ โตของพืชเราจงึ สนใจศึกษาโครงงาน เร่อื ง การเปรยี บเทียบ
การเจรญิ เตบิ โตของพืชจากน้าหมักผลไม้ 3 ชนดิ คอื กลว้ ย สปั ปะรด
และมะละกอ

วตั ถปุ ระสงค์

1. เพื่อศกึ ษาผลของชนดิ ของสารเร่งจากนา้ หมักจากผลไม้สเี หลือง
ได้แก่ มะละกอ สบั ปะรด กล้วย และผลไมส้ ีเหลืองทงั 3ชนดิ ตอ่ การ
เจรญิ เตบิ โตของพืช

2. เพ่ือเปรยี บเทยี บประสทิ ธภิ าพของสารเรง่ การเจรญิ เติบโตของพืชจาก
สารเคมีและสารเร่งจากนา้ หมักจากผลไมส้ เี หลือง

3. ลดการใชป้ ๋ยุ และสารเคมีท่ีช่วยทา้ ให้พืชเจริญเตบิ โต

4. ลดต้นทนุ การซือปุย๋ ที่มีสารเคมี

5. เพ่ือต้องการใชเ้ วลาวา่ งใหเ้ กดิ ประโยชน์และสามารถน้าไปประกอบ
อาชีพได้

สมมตฐิ าน

1. ถา้ ชนดิ ของน้าหมักผลไมม้ ผี ลตอ่ การเร่งการเจริญเติบโตของพชื
แลว้ ดงั นันชนิดของน้าหมักผลไม้ตา่ งกันจะเร่งการเจรญิ เตบิ โต
ของพืชไดต้ า่ งกนั

2. สารเรง่ จากนา้ หมกั ผลไมส้ เี หลอื งมปี ระสิทธิภาพดีกวา่ การใชส้ าร
เรง่ การเจริญเตบิ โตของพืชจากสารเคมี

3. พืชจะเจริญเติบโตได้อย่างเต็มทแี่ ละไดผ้ ลผลติ อยา่ งมี
ประสทิ ธภิ าพ

3

ผลทคี่ าดวา่ จ้าไดร้ บั

1. สามารถท้าสารเรง่ จากนา้ หมักผลไม้สีเหลอื งใช้ได้เอง
2. เกิดความรบั ผิดชอบและสามคั คีภายในกลุ่ม
3. ลดสารเคมีท่ใี ชใ้ นการเกษตร
4. เกษตรกรหนั มาสนใจเร่อื งการใช้ปยุ๋ ชีวภาพเพิ่มมากขึน
5. ได้เรยี นรวู้ ่าผลไม้แต่ละชนิดมีประสิทธิภาพในการเร่งการ

เจริญเติบโตแตกต่างกนั

บทท่ี 2 4
เอกสารทเ่ี กย่ี วขอ้ ง

มะละกอ

มะละกอ (Carica papaya)

วงศ์ Caricaceae

ช่ืออื่นไดแ้ ก่ มะก๊วยเทศ (เหนอื ) มะกลว้ ยเต็ด (พายัพ) มะหงุ่ (ลา้ นชา้ ง)
บกั หุ่งหรือหมากห่งุ (เลย นครพนม) สะกุยแส (แม่ฮ่องสอน) กล้วยลา
(ยะลา) แดงตน้ (สตลู ) มะเตะ๊ (ปัตตานี) ลอกอ (ภาคใต้และมลาย)ู ภาษา
ฮินดูเรยี ก Papya, Mclan Tree, Paw Paw

มะละกอเป็นไม้ผลล้มลกุ ตน้ สงู ประมาณ 5-10 เมตร มถี ่นิ ก้าเนดิ ในทวปี
อเมริกากลาง เข้ามาในหมเู่ กาะฟิลิปปินส์และเอเชียราวปลายศตวรรษที่
10 ที่ฟิลปิ ปินส์

ผลดบิ มีสีเขียว เมื่อสุกแล้วเนือจะมสี ีเหลืองถึง ส้ม นิยมน้าผลสดมากินสด
และน้าไปปรงุ อาหารได้ด้วยมะละกอมีลา้ ต้นตรงไม่มีกง่ิ ก้าน ล้าต้นนิ่มมีสี
เทาและมรี อ่ งรอยของใบทหี่ ลุดรว่ งไป

ใบเปน็ ใบเด่ียวมแี ฉกลึก 5-9 แฉก กา้ นใบยาว เรียงตัวแบบสลบั เกาะ
กลมุ่ อยดู่ ้านบนสดุ ของลา้ ต้น ภายในก้านใบและใบมยี างเหนียวสีขาว

ชอ่ ดอกเพศผู้มีกา้ นดอกยาว กลีบดอกเชอื่ มติดกันเปน็ หลอดยาว 1.5-
2.5 เซนติเมตร ปลายแยกเปน็ 5 กลีบ เม่ือบานเสน้ ผ่านศูนย์กลาง 1.5-
2.5 เซนติเมตร เกสรเพศผมู้ ี 10 อัน ดอกเพศเมียก้านดอกสนั หรอื มีมี
กา้ นดอกเลย ดอกเพศเมียและดอกสมบูรณ์เพศเดี่ยวหรือ 2-3 ดอก กลีบ
ดอก 5 กลีบ ดอกมีขนาดใหญ่กวา่ ดอกเพศผู้ มะละกอบางต้นอาจมีดอก

5

เพยี งเพศเดียว แต่บางตน้ อาจมดี อกทังสองเพศกไ็ ด้ ผลดบิ มีเนอื สีขาวอม
เขยี วมีนา้ ยางสขี าวสะสมอยทู่ ่ีเปลือก

ผลสุกมเี นือสีแดงส้ม เนอื หนาออ่ นนุ่ม รสหวาน มีเมล็ดรปู ไข่สีนา้ ตาลผิว
ดา้ ขรขุ ระมถี ุงเมือกหุ้มจ้านวนมากมะละกอเป็นไมผ้ ลดิบนา้ มาปรงุ อาหาร
ใช้ปรุงสม้ ต้า แกงส้ม แกงเหลือง แกงอ่อม ผดั ไข่ ตจ้ ิมนา้ พรกิ ผลสุกกนิ
สด น้ามีรสชาตหิ วานหอม มีวิตามนิ เอและแคลเซียมสงู

นอกจากจะมีการกินภายในประเทศแลว้ ปจั จุบันยังมีการสง่ มะละกอไป
จา้ หนา่ ยตลาดต่างประเทศอีกดว้ ย เนือกรอบ ต้าสม้ ตา้ ได้รสชาตดิ พี ันธุ์
ในประเทศใช้กินผลสกุ ทไ่ี ด้รบั ความนิยมคือพันธุ์แขกด้า ปัจจุบนั นกี าร
พัฒนาพันธค์ุ รงั่ ใช้กินเก็บได้

ผลดตี อ่ สขุ ภาพ

มะละกอมไี ขมันอิ่มตวั คอเลสตอรอล และกลือโซเดยี มต่้า เป็นแหลง่ ที่ดี
ของเส้นใยอาหาร ธาตุโพแทสเซียม วิตามินเอ ซี และโฟเลต แต่ร้อยละ
92 ของพลงั งานจากมะละกอสกุ มาจากคารโ์ บไฮเดรต

ผูท้ ค่ี วบคมุ อาหารแปง้ และนา้ ตาลจงึ ไมค่ วรกนิ มะละกอมาก
เกนิ ไป

สีแดงอมสม้ ท่ีพบในมะละกอสุกมรสารไลโคพีนซึง่ เปน็ สารชว่ ยลดความ
เสียงในการเกดิ มะเรง็ ตอ่ ลกู หมากอกี ด้วยมะละกอสกุ อดุ มดว้ ยสารต้าน
อนุมูลอิสระ ไดแ้ ก่ แคโรทนี วติ ามินซี สารฟลาโวนอยด์ สารโฟเลต กรด
แพนโทแทนิก ธาตุโพแทสเซียม และเส้นใยอาหารเหล่านบี ้ารุงสขุ ภาพ
ของระบบหัวใจและหลอดเลือด และป้องกนั การเกิดมะเร็งลา้ ไส้ใหญ่อกี
ด้วย นอกจากนีมะละกอมีเอนไซม์ปาเปน สามารถน้ามาใชด้ ้าน
การแพทยเ์ พ่อื รักษาอาการบาดเจ็บทางกีฬานอกจากนีนักวจิ ัยจาก
มหาวิทยาลยั อินสบรุ๊ค ปนะเทศออสเตรยี พบวา่ มะละกอมีสารตา้ นอนุมลู
อสิ ระ สูงสดุ เม่อื สกุ งอม เน่ืองจากคลอโรฟิลล์สเี ขียวเปล่ยี นเป็นสารไมม่ ีสี
ทม่ี ีฤทธิ์ต้านอนุมูลอสิ ระอย่างยอดเยี่ยมอีกชนิดหน่งึ เรียก NCCs

(nonflucrescingn cholorophyll catabolytes) สะสมบรเิ วณเปลือกผล

และใตผ้ วิ เปลอื ก เวลาปอกมะละกอสุกจึงไม่ควรกรีดรวิ บริเวณใตเ้ ปลือก 6
เพราะจะสูญเสียคุณคา่ อาหารนไี ป

ปอ้ งกนั โรคหวั ใจและหลอดเลอื ด

มะละกออาจช่วยป้องกนั โรคหลอดเลือดแข็งตัวและโรคหวั ใจท่ีมีสาเหตุ
จากโรคเบาหวานไดด้ ี มะละกอมีวิตามินซี วติ ามนิ อีและวิตามินเอ(ในรปู
ของสารแคโรทีนอยด)์ ซง่ึ เป็นสารตา้ นอนุมูลอิสระท่ีมีความสา้ คญ้ ชว่ ย
ปอ้ งกันการเกิดอนุมูลอิสระของคอเลเตอรอล เชื่อว่าวิตามนิ ซีและอชี ่วย
การท้างานของเอนไซมพ์ าราออกโซเนสซง่ึ หยดุ การเกิดอนมุ ูลอิสระของ
คอเลเตอรอล เสน้ ใยอาหารในมะละกอชว่ ยลดคอเลเตอรอลส่วนกรดโฟ
ลิกใชเ้ ปลีย่ นกรดอะมโิ ฮโมซิสเทอนี ท่ีไมม่ ีพษิ ภยั อะไร ถา้ มโี ฮโมซสิ เทอี
นอย่มู ากกรดอะมิโนนจี ะทา้ ลายผนงั หลอดเลอื ด เกิดความเส่ียงของ
อาการหัวใจวายหรือหลอดเลอื ดสมองอดุ ตันได้

ชว่ ยระบบทางเดนิ อาหาร

สารอาหารในมะละกอช่วยป้องกนั การเกิดโรคมะเร็ง ลา้ ไส้ใหญ่ เส้นใย
อาหารจากมะละกอสามารถจับกบั สารพษิ กอ่ มะเรง็ ในลา้ ไสใ้ หญ่และพา
สง่ ออกท้าใหเ้ กดิ การสมั ผสั กับผนงั เซลล์ลา้ ไสใ้ หญ่น้อยที่สดุ และสารโฟ
เลต บีตาแคโรทนี วิตามินซแี ละอี ทีพบในมะละกอจะมีสว่ นชว่ ยลดความ
เส่ยี งการเกิดมะเรง็ ลา้ ไส้ใหญโ่ ดยลดการถกู ท้าลายของสารพนั ธุกรรม
ในเซลล์ดงั กล่าวด้วยอนมุ ลู อิสระ

ฤทธด์ิ า้ นอักเสบ

มะละกอมีเอนไซม์ปาเปนและโคไมปาเปนชว่ ยย่อยโปรตีน เอนไซม์
เหล่านีสามารถช่วยลดการอกั เสบและกระตนุ้ การสมานแผลไฟไหม้นา้
ร้อนลวกได้ งานวจิ ัยจากประเทศมาเลเซยี พบวา่

สารสกดั จากเปลอื กผลมะละกอดบิ เรง่ อตั ราเรว็ ของการสมาน
แผลในหนทู ดลอง ได้เรว็ กว่าการใช้ยาทา Solcoseryl ถึง 1 สปั ดาห์

บตี าแคโรทนี วิตามินซีและอใี นมะละกอก็มีฤทธลิ์ ดการอกั เสบเชน่ กัน
ดงั นนั ผปู้ ว่ ยโรคหอบหืด โรคข้อเส่ือม และข้ออักเสบรูมาตอยด์จะได้

ประโยชน์จากการกินมะละกอเพื่อลดอาการของโรคดงั กล่าว ปจั จบุ ันมี 7
การใชเ้ อนไซม์จากมะละกอดังกลา่ วผลิตเป็นยาเมด็ ลดอาการบวม การ
อกั เสบจากบาดแผลหรือการผ่าตัดแล้ว

ชว่ ยระบบภมู คิ มุ้ กนั

ร่างกายมนุษย์สามารถเปล่ยี นบีตาแคโรทีนทีไ่ ด้จากมะละกอสกุ เป็น
วติ ามนิ เอและซไี ด้ เน่ืองจากรา่ งกายต้องการวติ ามนิ ทงั สองเพ่ือเสริม
สร้างระบบภูมิคมุ้ กัน ใหท้ ้าหน้าท่ไี ดร้ าบรื่นจงึ พบว่าการกินมะละกอเปน็
ประจา้ อาจลดความถ่กี ารเกดิ ไขห้ วัดและการตดิ เชือในช่องหไู ด้

การปอ้ งกนั ภาวะจอประสาทตาเสอ่ื ม

งานวิจัยตีพมิ พใ์ นต่างประเทศกลา่ ววา่ การกนิ ผลไม้ 3ครงั ตอ่ วนั อาจลด
ความเสยี่ งของภาวะจอประสาทตาเส่ือมในผูส้ งู อายุ อนั เป็นสาเหตุของ
การเสียการมองเห็นในผสู้ ูงอายุ เน่ืองจากคนไทยกนิ มะละกอทงั ดิบหรอื
สุกอยู่เปน็ ปกติ ดังนนั เราจงึ มคี วามเสี่ยงในการเกิดโรคดังกลา่ วลดลงใน
ยามชรา

ปอ้ งกนั โรคถงุ ลมโปง่ พอง

งานวจิ ัยของมหาวิทยาลัยรัฐแคนซสั สหรัฐอเมรกิ าพบว่า สารกอ่ มะเรง็
จากบุหรี(่ benzoza(a)pyrene) ทา้ ให้เกดิ การขาดวิตามินเอใน
สตั ว์ทดลองทไี่ ด้รบั อาหารปกติ และเกิดอาการถงุ ลมปอดโปง่ พอง แต่
สตั ว์ที่ได้รบั วติ ามินเอปรมิ าณมากแต่ไดร้ บั สารดังกล่าว ไม่พบว่ามอี าการ
ถุงลมปอดโปง่ พอง ผูว้ จิ ยั จึงเชื่อวา่ ผู้ที่สบู บหุ รี่หรือไดร้ บั ควนั บุหรเี่ ปน็
นิตยค์ วรป้องกนั ตนเองโดยการกินอาหารท่มี ีวิตามินเอสูงเป็นประจา้
และมะละกอสุกก็เป็นหนึ่งในอาหารดงั กลา่ ว

เมลด็ มะละกอใชร้ ักษามะเรง็

ท่ปี ระเทศอินเดียกล่าวสืบทอดกนั มาแต่บรรพบุรษุ ว่า เมล็ดมะละกอใช้
รกั ษาโรคมะเร็งไดว้ จิ ยั จากประเทศญี่ปนุ่ รายงานเมอ่ื เดอื นมกราคม
พ.ศ.2550 นีว่าเมล็ดมะละกอมเี อนไซม์ไมโรซเิ นส และสารเบนซิลกลูโค

ชโิ นเลตในปริมาณมาก สารเบนซิลกลูซิโนเลตนสี ่วนใหญ่พบในพืชวงศ์ 8
คะน้า มฤี ทธิ์ขบั ไล่สัตว์กินพืชโดยธรรมชาติ แต่มนุษย์ยอ่ ยสารนีโดยใช้
เอนไซมไ์ มโรซเิ นส

ไดส้ ารต้านมะเร็ง งานวจิ ยั พบว่าสารสกดั เฮกเซนของเมล็ดมะละกอมี
ฤทธ์ิยับยงั การสรา้ งสาร ซูเปอรอ์ อกไซด์ และมีฤทธิ์ฆา่ เซลล์มะเรง็
แบบอะป็อปโทซิสจะเห็นว่าเมลด็ มะละกอมีฤทธ์ิต้านมะเรง็ ได้จรงิ ตามภูมิ
ปญั ญาการแพทย์อินเดยี แต่ตอ้ งใช้เวลาอกี มากกว่าจะมีการพฒั นาเปน็
ยาแผนปัจจบุ นั ได้ต่อไป

จากมะละกอมาเปน็ เครอ่ื งดมื่ เพอื่ สขุ ภาพ

มะละกอ นอกจากกินเป็นผลไมไ้ ดอ้ รอ่ ยแลว้ ยังน้าไปทา้ เป็นน้ามะละกอ
หรือชามะละกอได้ ชว่ ยลดกรดในกระเพาะอาหาร ช่วยในการทา้ งาน
ของลา้ ไส้ ทา้ ความสะอาดไตและยงั เป็นยาระบายอ่อนๆอย่างดีอกี ดว้ ย
สว่ นชามะละกอดบิ ช่วยลา้ งระบบดดู ซึมสารอาหารคือ ล้างคราบไขมันที่
ผนงั ลา้ ไส้ซึง่ เกาะตัวท่ีผนงั ล้าไส้ ที่ขดั ขวางการดูดซมึ สารอาหารและ
วิตามนิ ทเี่ ปน็ ประโยชน์ตอ่ รา่ งกาย มีฤทธลิ์ ดนนา้ ตาลในเลือดดว้ ย
ปัจจบุ นั มนี ้ามะละกอหมักจ้าหนา่ ยแพร่หลายในประเทศญี่ปนุ่ ทที่ า้ เป็นผง
บดแห้งกม็ แี ตป่ ระเทศไทยปลูกมะละกอได้ผลตลอดปเี ราท้าน้ามะละกอ
สดด่มื กนั เองดีกวา่

นา้ มะละกอสกุ

เลอื กมะละกอท่ีสกุ ก้าลงั ดี เนอื ไมแ่ ขง็ หรือและจนเกนิ ไป เนอื เนียน รส
หวาน นา้ มะละกอสุกหน่ั เอาแตเ่ นือครงึ่ ถว้ ย นา้ เยน็ จดั 1 ถ้วย ผงอบเชย

1/8 ช้อนชา เกลอื ป่น 1/4 น้ามะนาว 2 ชอ้ นชา ปนั่ มะละกอกับน้าเย็นจัด
เกลือ นา้ มะนาวเข้าด้วยกนั รนิ ใส่แก้วโรยด้วยผงอบเชยดื่มเย็นๆทันที

ชามะละกอจากผลมะละกอดบิ ใชม้ ะละกอดิบไม่อ่อนเกินไปครง่ึ ผล

ชาเขียวหรือชาจนี หรือชาใบหม่อนอย่างใดอยา่ งหนึ่งเพ่ิมดอกเก๊กฮวย
ใบเตย หรือรากเตยไปดว้ ยถา้ มี

9

ดอกเก๊กฮวยและใบเตยมสี รรพคณุ บ้ารุงหัวใจ สว่ นรากเตยชว่ ยฟืน้ ฟตู บั
ออ่ นใหม้ ีกา้ ลังปอกเปลอื กมะละกอล้างน้าใหส้ ะอาดแล้วห่ันแบบชนิ ฟัก
นาชนิ มะละกอใสห่ มอ้ เติมน้า 3-4 ลิตร ตังไฟ(ใสด่ อกเกก๊ ฮวยหรือใบเตย
หรอื รากเตยตามชอบ) เมอื่ นา้ เดือดสักพักหนง่ึ ยกหม้อลง ตกั มะละกอและ
ดอกเก๊กฮวยออก ทิงไวใ้ ห้เย็นดมื่ ได้ทันที หรือบรรจุขวดเกบ็ ไว้ในตู้เยน็
ได้ประมาณ 3 วนั สตู รโบราณจากอนิ เดยี ท่ใี ช้กนั อยู่ในปัจจุบนั ใหเ้ คียว
เมลด็ จากผลสุกสบิ เมล็ดพร้อมกลืนชว่ ยกระตนุ้ ระบบน้าดี ย่อยไขมัน ล้าง
ระบบทางเดนิ อาหาร และช่วยกระตนุ้ การทา้ งานของตับ

มะละกอเสรมิ ความงามผวิ พรรณ

เอนไซมป์ าเปนทีพ่ บในมะละกอ ถูกนา้ มาใชใ้ นอุตสาหกรรมอย่าง
แพร่หลาย ทงั ดา้ นเภสัชกรรม โรงผลิตเบยี ร์ โรงงานเคร่ืองหนัง
อุตสาหกรรมเครือ่ งส้าอางและผลิตภณั ฑส์ ปา เอนไซมป์ าเปนถกู ใชใ้ น
เครอ่ื งสา้ อางไดเ้ นือ่ งจากเอนไซมด์ ังกลา่ วสามารถย่อยสลายคอลลาเจน
ได้ ช่วยเร่งการผลัดเปลย่ี นเซลลผ์ ิวจงึ ใช้ทดแทนสารสังเคราะห์
แอลฟาไฮดรอกซีแอซิด(alphahydroxy acids; AHA)ได้ และมี
คณุ สมบัติช่วยยอ่ ยโมเลกุลของโปรตนี ดว้ ย ที่ผา่ นมาประเทศไทยต้อง
นา้ เข้าเอนไซมป์ าเปนจากตา่ งตา่ งประเทศ ปจั จุบนั สา้ นกั งานนวัตกรรม
แห่งชาติได้สนบั สนุนภาคเอกชนไทยผลิตเอนไซมป์ าเปนจากมะละกอ
ดบิ พฒั นาเคร่ืองส้าอางและผลิตภณั ฑ์สปา ทดแทนกรดผลไม้ที่มคี า่
ความเปน็ กรดสูง พร้อมลดการน้าเข้าจากตา่ งประเทศปีละกว่า 60

ส้าหรบั ผทู้ ี่มผี ิวแห้ง หรอื มีปญั หาเรอื่ งสิวบนใบหนา้ สามารถทา้ มากสก์
มะละกอสุกใช้เอง เพ่อื ผวิ หน้าท่ีออ่ นนุ่มไดต้ ามสตู รขา้ งล่างนี

สตู รท1่ี ใชม่ ะละกอสุกปอกเปลอื กหั่นเป็นชินๆ สกั 2-3 ชิน บดขยดี ว้ ย
ชอ้ นจนละเอียด แล้วน้ามะละกอดงั กล่าวบดมาทาให้ท่ัวใบหนา้ ยกเวน้
รอบดวงตาทิงไวส้ ัก 10-15 นาที แล้วล้างออกนา้ สะอาดใชส้ ัปดาห์ละ
ครงั ผิวทแ่ี ห้งจะเริ่มชุ่มชืน่ นมุ่ นวล กระชับขนึ เป็นสูตรโบราณจาก
ประเทศอินเดียใชล้ บรวิ รอยได้ดี

10

สตู รท2ี่ เหมือนสูตรข้างบน แต่เมอื่ บดเนือมะละกอ แล้วให้ผสมโยเกริ ์ต
รสธรรมชาติปริมาณพอขน้ ใหเ้ ข้ากนั ทงิ ส่วนผสมไว้สัก 5 นาที นา้ มา
พอกหนา้ และคอ แขน มือ ทิงไว้ 10-15 นาที ล้างออกดว้ ยน้าสะอาด
เสร็จแลว้ ทาครีบบ้ารงุ ทันที ผวิ จะนมุ่ และใส่ขนึ เรอื่ ยๆ ใช้สัปดาห์ละ 1-2
ครงั จะลบรวิ รอยได้ มะละกอผลไม้ธรรมดาๆ แต่มากได้ด้วยคณุ ค่า บรรพ
บุรษุ คนไทยน่ชี า่ งฉลาดหลกั แหลมจริงๆท่ีปลูก มะละกอไวก้ นิ กนั แทบทุก
บ้านเลย ประกอบอาหารได้ทังคาว หวาน แถมใชบ้ ้ารุงความงามไดอ้ กี
อยา่ ลืม ลองสูตรมาสก์พอกหนา้ กันนะคะ ของดขี องไทยยุคเศรษกจิ
พอเพยี ง

11

สบั ปะรด

สับปะรดถอื เป็นหน่ึงในผลไมท้ ม่ี คี ุณประโยชนห์ ลากหลาย สามารถ
นา้ มาแปรรปู เป็นผลิตภัณฑ์ทม่ี ีคุณคา่ ได้มากมาย ทงั ท่ีเป็นอาหารและ
ไมใ่ ชอ่ าหาร ซ่ึงสับประรด 1 ผลใหน้ ้าและเนอื ประมาณ ร้อยละ 52 ส่วน
รอ้ ยละ 48 คือใบและเปลอื ก สว่ นใหญผ่ ลติ ภัณฑ์สบั ประรดทผี่ บู้ รโิ ภค
นิยม ไดแ้ ก่ สับประรดไลต์ แว่น ชินบรรจุกระป๋อง น้าสับประรด เพยี วเร่
ฟรดุ๊ สลดั ไซรัป แอลกอฮอล์ รวมถึงกรดซิดริก ซ่งึ เป็นผลติ ภัณฑ์ที่เพมิ่
มูลคา่ การส่งออกอยา่ งมหาศาล แตอ่ ย่างไนก็ตาม ดว้ ยกระบวนการผลิต
ในหลายขนั ตอน มีสว่ นท้าให้ผลิตภัณฑท์ ี่ได้มคี ุณค่าทางโภชนาการ
ลดลง ดังนัน เทคโนโลยีใหม่จะถกู พัฒนาไปในทศิ ทางทีจ่ ะเกบ็ รกั ษา
คุณคา่ ทางโภชนาการมากยง่ิ ขึนเชน่

-การทอดแบบสญุ ญากาศ (Vacuum frying) ในกระบวนการผลิต ชปิ
สบั ประรด (Pineapple Chips) สามารถรักษาสแี ละคุณคา่ ทาง
โภชนาการได้เปน็ อยา่ งดี(Perez-Tinococtal 2008)

-การฉายรงั สี (Radia tion Proccssing) ซึ่งจะใช้ในปรมิ าณทเ่ี หมาะสม
และปลอดภัยต่อผ้บู รโิ ถค (Hajare eial 2006)

-อลั ตรา้ ซาวน์ (Ultasound) เปน็ ขันตอนการรักษาคณุ ภาพสบั ประรด
กอ่ นขันต้นการอบแห้ง ช่วยให้ประมาณน้าตาลเพ่มิ สงู ขึนนและช่วยให้
ความชนื กระจายตัวอยา่ งสม่้าเสมอ(Fcrnandesetla 2008)

-การระเหยแบบออสโมตกิ (Osmotic evporation) พบมากในการผลิต
นา้ สบั ประรดเข้มข้น (Conccntratc) โดยจะใช้อณุ หภูมิปานกลางและ
ความดันสูง ทา้ ให้คณุ คา่ สารโภชนาการยงั ครบถว้ นและรสสัมผสั ที่ดี
(Hongvalccratetal 2008)

12

-เทคโนโลยแี รงดนั สูง (High Presstne Tecchnology)นยิ มใช้ใน
กระบวนการที่จุสินทรีย์และเอฯ็ ไซม์ถูกท้าลายท่ีอุณหภมู ิต้า่ เพื่อให้
คณุ ภาพผลติ ภณั ฑ์ยงั สมบรู ณค์ รบถ้วน (Deliza et al 2005)

งานวจิ ยั ทเี่ กยี่ วขอ้ งกับเทคโนโลยแี ละนวตั กรรมของผลติ ภัณฑส์ บั ปะรด
ในชว่ ง 10 ปีทผ่ี า่ นมา แบง่ ตามประเภทผลติ ภณั ฑ์ สรปุ ไดด้ งั นี

1) สบั ปะรดสดตดั แตง่ (Fresh-cut Pineapples) จากการ

สืบค้นข้อมลู งานวจิ ัยจากฐานข้อมูล Science Dicet พบ
ขอ้ มลู ทเ่ี กี่ยวข้องทังสนิ 10 เรอื่ ง โดยพบวา่ งานวจิ ัยส่วน
ใหญม่ ่งุ เนน้ ไปทกี่ ารวิจัยและพัฒนาสบั ปะรดตดแตง่ ให้มี
คณุ ภาพทดี่ ีขนึ เช่น การลดการเกดิ สีน้าตาลในสบั ปะรดตดั
แตง่ พร้อมรับประทาน การใชฟ่ ลิ ์มไคโดซานในการรักษา
คุณภาพของสับปะรด การศึกษาอณุ หภูมหิ ้องเย็นเปน็ ตน้
นอกจากนี มงี านวิจัยหลายขนึ ท่ศี กึ ษาเกีย่ วกับการยึดอายุ
การเก็บรักษา (Shelf-life) สับปะรดตัดแต่งใหย้ าวนานขึน

เช่นการใช้เทคโนโลยกี ารบรรจุ (Packaging) เพื่อยึดอาวธุ
การเก็บรกั ษา และการประเมินอายุการเกบ็ รกั ษาสบั ปะรดตัด
แต่งโดยใชจ้ มูกอจั ฉริยะ (Elcctronic nose) เปน็ ตน้

2) นา้ สบั ปะรด (Pincapples Juices) จากการสืบคน้ ขอ้ มลู

งานวจิ ยั จากหลักบานขอ้ มูล Seience Direct พบข้อมูลท่ี
เก่ยี วข้องทังสิน 17 เร่อื ง โดยพบวา่ งานวิจัยส่วนใหญ่มงุ่
ศกึ ษาเรอ่ื งสมบตั ิขององคป์ ระกอบของสารที่อยใู่ นนา้
สบั ปะรด เช่น นา้ ตาล สารให้กลิ่น และสารด้านอนุมูลอสิระ
เป็นตน้ และมกี ารศึกษาคณุ สมบัติของนา้ สับปะรดในการ
นา้ ไปใช้ประโยชน์ด้านตา่ งๆ เชน่ การใชน้ า้ สับปะรดเป็น
สารตงั ต้นในการผลติ เอทานอลและการใชน้ า้ สับปะรดใน
การป้องกนั การเกิดสีนา้ ตาลในผลไม้ประเภทต่างๆเปน็ ต้น

13

3) สบั ปะรดอบแหง้ (Dreied Pineapples) จากการสืบค้นข้อมลู
งานวิจยั สว่ นใหญ่มุ่งศกึ ษาวธิ กี ารอบแห้งโดยใชเ้ ทคโนโลยี
ประเภทต่างๆ เช่น การศกึ ษาการใช้เครอื่ งอบแห้งพลังงาน
แสงแบบอุโมงค์ (Solar tumcl drier) ในการผลติ สับปะรด

อบแห้ง และการประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยอี ัลตราซาวด์ (Ultra

sound) ในกระบวนการอบแห้งเพื่อลดการสูญเสยี น้าไม่ให้
มากเกินไปทา้ ให้ได้เนอื สบั ปะรดแหง้ ท่มี คี ุณภาพทด่ี ี เปน็ ตน้
รวมทัง มีงานวจิ ัยหลายขนึ ไดศ้ กึ ษาเก่ียวกบั ปจั จัยต่างๆ ท่ีมี
ความเหมาะสมต่อกระบวนการผลืตสบั ปะรดอบแหง้ เพ่ือใหม้ ี
คุณภาพทีด่ ี เชน่ การศึกษาสภาพทเ่ี หมาะสมตอ่ กระบวนการ
ผลติ สับปะรดอบกรอบ(Crispy air-dried pineapplerings)

และการศึกษาการดูดซบั น้าของการสับปะรดผง (Pineapple

pulp powder) โดยใชเ้ ทคโนโลการอบแหง้ รปู แบบตา่ งๆ

ไดแ้ ก่ การทา้ แห้งแบบฟลฮู ิตไดซแ์ บบสนั สะเทือน (Vibro-

fluidized drying) การทา้ แฟหว้ แบบพ่นฝอย (Spray

drying) การทา้ แห้งแบบแช่เยือ้ากแข็. (Freez Drying) และ

หาร้าแห้งแบบสญุ ญษกาศ (Vacuurndrying) เปน็ ต้น
นอกจากนี จากการสบื คน้ งานวิจยั ของไทย โดยการสืบค้นจ่
กห้องสมุดงานวจิ ัย ส้านกั งานคณะกรรมการวจิ ัยแหง่ ชาติ
พบงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับสบั ปะรดอบแหง้ จา้ นวน 2 เรอื่ ง
ได้แก่ การทา้ แหง้ สับปะรดดว้ ยวธิ อี อสโมซิส และ การศึกษา
ตัวแปรทมี่ ีผลต่อการท้าแหง้ สบั ปะรดด้วยวิธีออสโมซสิ ใน
ซโู ครสไซรัป

4) ผลติ ภณั ฑส์ บั ปะรดทไ่ี ดจ้ ากการหมกั (Fermentcd

Pineapplcs) จาการสืบค้นข้อมูลงานวิจยั จาก Science

14

Direct พบข้อมูลทเ่ี กี่ยวข้แงทังสนิ จ้านวน 2 เรอ่ื ง ไดแ้ ก่ การ
วิเคราะห์องคป์ ระกอบทางเคมขี องสารระเหยในไวนส์ ับปะรด
และการศึกษาวธิ ีการทา้ ให้ไวนส์ บั ปะรดมคี วามใสโดยวิธี
MicroFiltration นอกจกานี มีงานวิจัยของไทยที่เกีย่ วขอ้ ง
กับสบั ปะรดทไ่ี ด้จากากรหมัก จ้านวน 5 เรื่อง ท่ีสืบค้นจาก
หอ้ งสมดุ งานวิจยั ส้านกั งานคณะกรรมการวิจยั แห่งชาติ
โดยพบว่า ส่วนใหญ่เปน็ งานวจิ ยั ท่ีท้าการศกึ ษามาตงั แต่ปี
พ.ศ.2520 โดยศึกษาเกี่ยวกบั การผลิตนา้ ส้มสายดว้ ยวธ๊
ตา่ งๆไดแ้ ก่

-การศกึ ษาเก่ยี วกับการผลิตกบั การผลติ น้าส้มสายชูจากน้าสบั ปะรดโดย
วิธีการหมักแบบเร็ว / ศุกมาศ ภมรบุตร. 2520

-การศึกษาเครื่องหมกั แบบหลายชนั ในการผลิตน้าส้มชูจากไวน์สบั ปะรด
/ ศิรวิ รรณ จงจิระศริ ิ 2527

-การผลิตนา้ สม้ สายชหู มกั จากเปลอื ยและแกนสับปะรดประดษิ ฐ์ครุ
วณั ณา 1.2528

-การศกึ ษาการผลติ นา้ ส้มสายชหู มักจากน้าคนั เปลอื กสับปะรด / วลัย หุ
ตะโกวิท .2547

5) เสน้ ใยอาการ (Dietary fiber) จากสับปะรด พบงานวิจัยเกย่ี วกับเสน้

ใยอาหาร (Dietary fiber) จากสับปะรด จากฐานข้อมูลการประชุม
วิชาการ มหาวลิ ัยเกษตรศาสตร์ จา้ นวน 2 เร่อื ง ได้แก่

-การผลติ เสน้ ใยอาหารจากถากสบั ปะรดและน้าไปใชป้ ระโยชน์โดยการ
ไปในผลิตภัณฑอ์ าหารไดแ้ ก่ เครือ่ งดมื เบเอกรี่ และไส้กรอกซงึ่ ผล
การศึกษาพบวา่ เม่ือเดมิ เส้นใยลงไปในผลติ ภัณฑจ์ ะได้ผลติ ๓ณฑท์ ี่มี
คุณลกั ษณะทดี่ ขี นึ และผู้บรโิ ภคมคี วามพึงใจ / ธีรวัมน์ เทพใจกาศ;
นิรมล อดุ มอ่าง.2544

15

-การผลติ เส้นใยอาหารจากถากสับปะรดทีเ่ หลอื จากการคันน้า
(Pineapple pulp) ซึง่ สามารถนา้ ไปใชเ้ ปน็ เสน้ ใยอาหารเพอ่ื น้ามาใช้

เปน็ ส่วนผสมอาหาร (Functiornl ingredicnts) ในผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่ง
ผลการศึกษาพบว่า เส้นใยอาหารจากสบั ปะรดมีศกั ยภาพและมคี วาม
เปน็ ไปได้สูงในการนา้ มาผลติ เป็นเส้นใย อาหารผงเมอ่ื น้ามาสกัดดว้ ยวิธี
ตม้ ล้างดว้ ยน้า แช่ในสารละลายแอทานอล อบแหง้ ละบดเป็นผง จากนนั
เม่อื เทยี บกบั เสน้ ใยอาหารผงที่ผลิตทางการคา้ ยี่หอ้ งนงึ่ พบว่า เสน้ ใยที่
สกัดจากสับปะรด มีปริมาณเสน้ ใยใกล้เคยี งกัน และมคี วามสามารถใน
การอมุ้ นา้ สงู กวา่ / เบญขา ชตุ ินทราศี, ภาคภมู ิ หวานคง, อาภาพร
อรรถศภุ ผล และสปุ ัญญา ยมศรีเคน.2552

-ผลติ ภณั ฑ์สบั ปะรดทนี่ า้ ไปใชใ้ นอตุ สาหกรรมเกยี่ วเนอ่ื อนื่ ๆ

1) โบรมเี ลน (Bromelain) จากการสืบคน้ ขอ้ มลู งานวิจยั จากฐานข้อมลู

Seience Direcct พบข้อมูลที่เก่ียวข้อง ทังสิน 122 งานวิจัย โดยพบว่า
งานวจิ ยั ส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปทกี่ ารพัฒนาวธิ กี ารผลติ โบรมีเลนบรสิ ุทธิ์
และการนา้ เอ็น”ซม์โบรมีเลนไปใชป้ ระประโยชนด์ า้ นการแพทย์ เช่น
การทดลองใหโ้ บรมเี ลนกบั สัตว์ทดลองสามารถสลายไขมนั ท่ีอุดตนั ใน
หลอดเลือกและสามารถดา้ นการรวมตันกันของเกล็ดเลอื ด ชกั นา้ ใหเ้ กิด
การหล่ังไซโทไคนท์ ่กี ระตุ้นให้เซลล์เม็ดเลอื ดขาวกา้ จัดเซลล์มะเร็งได้
เปน็ ต้น ส้าหรับงานวิวิจยั ที่เก่ียวข้องกับโบรมเี ลนในประเทศไทย จาก
การสืบค้นข้อมลู ในฐานข้อมลู ส้านักงานคณะกรรมการวิจัยแหง่ ชาติ
(วช.) พบงานวจิ ัยท่ีเก่ยี วข้องทังสิน 12 งานวจิ ยั โดยพบว่า งานวิจัยส่วน
ใหญม่ ่งุ เนน้ ไปที่การพัฒนาวิธกี ารผลติ เอ็นไซม์โบรมีเลนจากสว่ นตา่ งๆ
ของสับปะรดเพ่ือใหไ้ ด้เอน็ ไซมท์ ่ีมคี วามบรสิ ุทธ์ิคณุ ภาพสูง และศึกษา
การใช้ประโยชนจ์ ากเอ็มไซมโ์ บรมีเลนในกระบวนการปอกหนงั เปน็ ตน้
และจากการสืบคน้ ขอ้ มลู ในฐานข้อมูลการประชุมวิชาการ มหาวลิ ัย
เกษตรศาสตร์ พบงานวจิ ัยท่ี เก่ียวข้องทังสนิ 5 งานวิจยั โดยพบว่า
งานวจิ ัยสว่ นใหญ่มุ่งเนน้ ไปทกี่ ารใชป้ ระโยชนจ์ ากเอ็นไซมฌ์ บรมีเลน

16

ในการผลติ ผลติ ภัณฑน์ า้ ปลา นา้ ผลไม้ และเครื่องสา้ อาง(ครมี พอกหน้า)
และการศึกษาปฎิกิริยาการท้างานของเย็นไซม์โบรมีเลนที่ไดม้ าจาก
ส่วนต่างๆของสับปะรดเป็นต้น

2) เสน้ ใยสบั ปะรด (Pineapple fibres) จากการสืบค้นขอ้ มูลงานวจิ ัย

จากฐานข้อมลู Science Direct พบข้อมูลท่ีเก่ียวข้องทงั สนิ 14
งานวิจัย โดยพบว่า งานวจิ ัยใหญม่ ุ่งเน้นไปท่กี ารพฒั นาวิธีการเตรียม
เส้นใยจากใบสับปะรดในด้านตา่ งๆ เปน็ ตน้ นอกจาก

งานวจิ ัยท่ีสบื คน้ ไดจ้ ากฐานข้อมูลและวารสารนานาชาติแลว้ คณะวิจัย
ไดท้ า้ การสืบค้นข้อมูล สิทธบิ ัตรที่เก่ียวข้องสกบั สบั ปะรด เพือ่ ให้ทราบ
ขอ้ มลู ทางเทคโนโลยดี า้ นการสร้างคุณคา่ เพิ่มให้กบั ผลิตภัณฑ์สับปะรด
ในตลาดโลก จะนา้ ผลจากการวิเคราะหข์ อ้ มูลสิทธบิ ตั ร (Patent) ทีไ่ ด้

จากการสืบค้นและประมวลผลจากฐานขอ้ มลู Tbomson lrnovation
โดยได้รบั ร่วมมือจากสา้ นักงานพัฒนาวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
แห่งชาติ (สวทช.) ปัจจบุ ันฐานขอ้ มลู ดังกล่าวมกี ารนา้ มาใชเ้ ป็น
เคร่อื งมือวิเคราะห์ทศิ ทางเทคโนโลยีใหก้ ับภาคธรุ กจิ หรือหน่วยงานท่ี
เกี่ยวข้องเพอ่ื ช่วยในการตดั สินใจในการดา้ เนินธรุ กิจและการทจี่ ะ
แตกตา่ งจากเทคโนโลยีท่ีมีอย่ใู นปจั จุบนั และจะท้าใหเ้ ห็นแนวโนม้
ส้าหรับการพฒั นาแนวคดิ นวตั กรรมใหมไ่ ด้ในชดุ ฐานข้อมูล Tbomson

lrnovation นอกจากจะแสดงรายละเอียดสทิ ธบิ ัตรจากนานาชาติแลว้ นัน
ทสี่ า้ คัญไดม้ ีการจัดทา้ โบรแกรมเพ่ือการวเิ คราะหส์ ิทธบิ ัตร ทจ่ี ะสามารถ
ชว่ ยให้เกิดความเข้าใจแนวโนม้ ของเทคโนโลยไี ด้ชัดเจนมากยง่ิ ขนึ
โดยการแสดงเปน็ รูปภาพจากการรวบรวมงานยั ท่ีมีการจดสทิ ธบิ ัตรจาก
นานาชาตเิ บืองต้นจะน้าเสนอการวิเคราะห์สิทธยิ ัตรในอุสาหกรรม
สบั ปะรดทเี่ ป็นผลิตภณั พ์คณุ ค่าเพิ่มทงั ในสว่ นทน่ี า้ ไปใช้ในอุสาหกรรม
อาหาร (Food) และไมใ่ ช่อาหาร (Non-Food) พ่ือการแสดงใหเ้ พิ่ม

17

ทิศทางแนวโน้มของอสุ าหกรรมและประเทศชนั นา้ ท่ีมกี ารพัฒนา
เทคโนโลยใี นอสุ าหกรรมสับปะรกที่เก่ยี วข้องท่ีสา้ คญั ดังนี

1) แนวโน้มการนา้ โบรมีเลน ( Brome lain) ไปใชใ้ นอสุ าหกรรมผง

หมกั เนอื

พบเอกสารสิทธบิ ัตรที่เก่ียวข้องกับผงหมกั เนือ ( Meettender ) เร่อื ง
ไดแ้ ก่

-Nature meat tenderizer and ream hexagonal method using old
laying hen meat เปน็ สงิ่ ประดิษฐ์ท่ีใช้สา้ หรับหมักเนือให้นมุ่ ท้าใหเ้ นือ
นมุ่ ไมแ่ ห้งรว่ น และสามารถคงสภาพความนุ่มไว้ไดดห้ ลายชวั่ โมง โดย
มสี ่วนผสมหลักจากสับปะรด กวี ี ว่านหางจระเข้ หัวหอม กระเทยี ม ขิง
และนา้ โซดา ส่ิงประดิษฐ์ดังกลา่ วเป็นของHong.Seonghc

-Meat tenderizer with excellent tendcrizing xffect on tough meat
เปน็ ส่งิ ประดษิ ฐท์ ่ีใชส้ า้ หรับหมักเนือใหน้ ุม่ โดยมีส่วนผสมหลกั จาก หัว
หอม สับปะรด ผงใบหมอ่ น ใบมิสเทลิ โท และน้า สง่ิ ประดิษฐ์ดังกลา่ วเปน็
ของ Song ji ho

2) แนวโนม้ การนา้ โบรมเี ลน ( Brome lain) ไปใชใ้ นอุสาหกรรม
เคร่ืองส้าอาง

จากการสบื ค้นขอ้ มูลสทิ ธบิ ัตรนานาชาติดา้ นการสรา้ งครุ คา่ เพ่ิมให้กบั
ผลิตภัณฑ์สบั ปะรดจากฐาน Thomson Innovation โดยการสบื ค้น

สทิ ธบิ ัตรท่ีมกี ารน้าโบรมเี ลน ( Brome lain ) ไปใช้ในอสุ ากรรม
เครื่องสา้ อาง พบว่าตลอดระยะเวลา 10 ปีท่ีผา่ นมา โบรมเี ลนเปน็
ส่วนผสมสา้ คญั ที่มีการน้าไปใชใ้ นอสุ าหกรรมเคร่ืองส้าอาง ในปัจจบุ นั
มีจา้ นวนสิทธิบัตรท่ีเก่ียวข้องรวม 74 เร่ือง โดยมีแนวโนม้ เพมิ่ ขนึ อย่าง

18

ต่อเน่ืองสูงสดุ ในปี พ.ศ. 2553 มีจ้านวนเทคโนโลย/ี สิทธบิ ัตร 23
เทคโนโลยเี ปน็ การเพมิ่ ขึนอย่างกา้ วกระโดด จากปี พ.ศ. 2552 ที่มี
จา้ นวน 5 เทคโนโลยี โดยประกอบดว้ ยผผู้ ลิตรายสา้ คัญของโลก ไดแ้ ก่
สหรฐั อเมริกา มีสัดสว่ นจ้านวนเทคโนโลยีทจี่ ดสิทธบิ ัตรคิดเปน็ รอ้ ยละ
28 ของจ้านวนสิทธบิ ัตรทังหมด รองลงมาไดแ้ ก่ อิตาลีรอ้ ยละ 14 ญี่ปุน่
รอ้ ยละ 12 จนี ร้อยละ 10 และเกาหลีได้ ร้อยละ 9 และประเทศอืน่ ๆ เช่น
เยอรมนี ผรัง่ เศส สเปน และหน่วยงาน
World intellectual Property Organization ( WIPO )
( รายละเอยี ดดภู าพที่ 1 และ 2 )

ภาพที่ 1 แนวโน้มของเทคโนโลยีอุสาหกรรมเครื่องส้าอาง ในชว่ งปี
ค.ศ. 2001-2011

ทมี่ า : ฐานข้อมูล thomson innovation. สืบค้นวันที่ 14 มนี าคม 2555

19

ภาพท่ี 2 สดั ส่วนการจดสิทธิบตั รโบรมีเลนทีน่ ้าไปใช้ใน อุสาหกรรม
เครื่องส้าอาง จ้าแนกประเทศ ปี ค.ศ. 2001-2011

ที่มา : ฐานข้อมลู thomson innovation. สืบค้นวันที่ 14 มนี าคม 2555

3)แนวโนม้ การนา้ โบรมเี ลน ( Brome lain) ไปใชใ้ นอสุ าหกรรมของ
อาหารเสริม จากการสบื คน้ ข้อมูลสิทธิบตั รนานาชาติด้านการสรา้ ง
คุณค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์สบั ปะรดจากฐาน thomson innovation
โดยการสืบค้นสิทธิบตั รที่มีการน้าโบนมีเลนไปใชใ้ นอุสาหกรรมอาหาร
เสริม ( Dietay supplement ) ตลอดระยะเวลา 10 ปีท่ผี า่ นมา โบรมีเลน
น้ามาใช้เปน็ ส่วนผสมส้าคญั ในอุสาหกรรมอาหารเสรมิ มีแนวโน้ม
เพิม่ ขนึ อย่างต่อเนื่อง ปจั จุบันมีสทิ ธบิ ัตรทเี่ กย่ี วข้องจ้านวน 38 เร่ือง
สงู สดุ ในปี พ.ศ. 2551 มีจา้ นวนเทคโนโลยสี ิทธิบัตร 9 เทคโนโลยี
เพม่ิ ขนึ จาก ปี พ.ศ. 2550 ท่ีมจี า้ นวน 2 เทคโนโลยีเปน็ การเพมิ่ ขนึ อย่าง
กา้ วกระโดดเช่นเดียวกับอุสาหกรรมเครือ่ งสา้ อางโดยประกอบด้วย
ผผู้ ลิตรายส้าคญั ของโลก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ซานมาริโน ไทย และ
หน่วยงานในยุโรบทมี่ ีการจดสิทธบิ ัตรในเร่ืองนี คอื European Patent

office เปน็ ตน้ ( รายละเอียดดูภาพท่ี 3 และ 4 )

20

ภาพที่ 3 แนวโนม้ ของเทคโนโลยีโบรมีเลนในอุสาหกรรมอาหารเสรมิ
ในชว่ งปี ค.ศ. 2000-2012

ท่มี า : ฐานข้อมูล thomson innovation. สบื คน้ วันที่ 14 มนี าคม 2555
ภาพที่ 4 สัดส่วนการจดสทิ ธบิ ัตรโบนมเี ลนใช้ในอุสาหกรรมอาหาร

เสรมิ จ้าแนกประเทศปี พ.ศ. 2000-2012

ทีม่ า : ฐานข้อมลู thomson innovation. สบื ค้นวนั ท่ี 14 มีนาคม 2555

21

4)แนวโนม้ การนา้ โบรมเี ลน ( Brome lain) ไปใช้ในอุสาหกรรมยา จาก
การสืบคน้ สิทธิบัตรท่มี ีการนา้ โบรมีเลนไปใช้ในอุสาหกรรมยาในชว่ ง ปี
ทผ่ี ่านมา โบรมีเลน๔กนา้ ไปใชใ้ นอุสาหกรรมยาโดยมแี นวโนม้ เพ่ิมขนึ
เช่นเดียวกบั อุสาหกรรมเกยี่ วเนอื่ งอนื่ ๆ ปจั จบุ นั มีจ้านวนสิทธบิ ัตร ณ
วนั ที่ มีนาคม ปี พ.ศ. 2555 รวมทงั สิน 67 เรื่อง โดยมจี ้านวนสิทธิบัตร
สงู สุดในปี พ.ศ. 2551 มีจ้านวนเทคโนโลยี/สทิ ธบิ ัตร 36 เรอื่ ง เพ่ิมขึน
อยา่ งรวดเรว็ จากปี พ.ศ. 2550 ท่ีมีจ้านวน 16 เร่อื ง โดยประกอบด้วย
ผูผ้ ลติ รายส้าคญั ของโลกได้แก่ สหรัฐอเมริกา มีสัดส่วนจ้านวนมาก
เทคโนโลยที จ่ี ดสิทธิบัตรคดิ เปน็ ร้อยละ 39 ของจา้ นวนสิทธบิ ัตร ทงั หมด
รองลงมา ได้แก่ อิตาลี รอ้ ยละ 16 European Patent office ร้อยละ 13
สหราชอาณาจักร รอ้ ยละ 9 รัสเซยี ร้อยละ 7 เยอรมนี รอ้ ยละ 7 และ
อื่นๆ เช่นจีน สเปน และญป่ี นุ่
(รายละเอยี ดดูภาพท5ี่ และ6)

ภาพที่ 5 แนวโน้มของเทคโนโลยีโบรมีเลนในอสุ าหกรรมอาหารยา
ในช่วงปี

ค.ศ. 2002 – 2012

ท่มี า : ฐานข้อมูล thomson innovation. สืบคน้ วนั ที่ 14 มีนาคม 2555

22

ภาพท่ี 6 สัดส่วนการจดสทิ ธิบัตรโบรมเี ลนทน่ี า้ ไปใชใ้ นอสุ าหกรรมยา
จา้ แนกประเทศปี ค.ศ. 2002-2012

ท่ีมา : ฐานขอ้ มูล thomson innovation. สืบคน้ วันท่ี 14 มนี าคม
2555

5)แนวโนม้ โน้มการนา้ สบั ปะรดไปใชใ้ นอสุ าหกรรมสง่ิ ทอ จากการ
สบื ค้นสิทธิบัตรที่มีการนา้ สบั ปะรดไปใชใ้ นอุสาหกรรมสิ่งทอ ในช่วง 10
ปีที่ผา่ นมาจนถึง ปัจจบุ นั มจี ้านวนสทิ ธิบัตรที่เกีย่ วขอ้ ง ณ วันที่ 14
มนี าคม พ.ศ. 2555 รวมทังสิน 14 เร่อื ง โดยพบวา่ ปีทีม่ กี ารจดสทิ ธบิ ัตร
ทีเ่ ก่ียวข้องมากที่สุดคอื ปี ค.ศ. 2011 มจี ้านวน 4 เรื่อง ผู้ผลิตรายส้าคญั
ของโลก ได้แก่ เยอรมนี มีสัดส่วนจา้ นวนเทคโนโลยที ี่จดสิทธบิ ัตรคิด
เป็นรอ้ ยละ 36 ของจา้ นวนสิทธบิ ตั รทงั หมด รองลงมาไดแ้ ก่ญปี่ ่นุ รอ้ ยละ
29 สหรัฐอเมรกิ า ร้อยละ 14 จนี รอ้ ยละ 14 และบราซิลรอ้ ยละ 7
(รายละเอยี ดดูภาพท่ี 7 และ 8 )

ภาพท่ี 7 แนวโนม้ ของเทคโนโลยีท่ีใช้สบั ปะรดในอสุ าหกรรมสง่ิ ทอ
ในช่วงปี ค.ศ. 2002-2012

23

ทมี่ า : ฐานข้อมลู thomson innovation. สืบคน้ วนั ท่ี 14 มีนาคม 2555
ภาพท่ี 8 สดั ส่วนการจดสทิ ธบิ ัตรท่ีเก่ียวข้องกบั สับปะรดในอุสาหกรรม

สงิ่ ทอ
จ้าแนกประเทศ ปี ค.ศ. 2002-2012

ทม่ี า : ฐานข้อมูล thomson innovation. สืบค้นวนั ที่ 14 มีนาคม 2555

24

บทท่ี 3
วสั ดอุ ปุ กรณ์ วธิ กี ารทดลอง และขนั ตอนการทา้ งาน
อปุ กรณ์

1.กระถางปลูกผักคะนา้
2.ดินปลกู
3.ถังหมักมีฝาปดิ
4.มีด
5.เครอื่ งช่งั
6.ไมก้ วน
7.หลอดฉดี ยาขนาด 10 ml
8.บัวรดนา้
9.กระบอกตวงขนาด 1000 ml

10.บีกเกอรขนาด 100 ml

สารเคมี

1.มะละกอ
2.กล้วย
3.สปั ปะรด
4.นา้ ตาลทรายขาว
5.สารเคมีเร่งการเจริญเติบโตของพชื
6.นา้

25

วธิ กี ารทดลอง

การทดลองท่ี1 เพอื่ ศึกษาผลของชนิดของสารเร่งจากนา้ หมกั จากผลไม้
สเี หลอื งได้แก่ มะละกอ สปั ปะรด กล้วย และผลไมส้ ีเหลืองทัง 3 ชนิด ตอ่
การเจรญิ เตบิ โตของพชื และเปรียบเทยี บประสิทธภิ าพของสารเรง่ การ
เจริญเติบโตของพืชจากสารเคมีและสารเรง่ จากน้าหมักจากผลไม้สี
เหลอื ง

ตวั แปร

ตวั แปรตน้ ชนิดของสารเรง่ ได้แก่ นา้ หมกั จากผลไมส้ ีเหลือง

ชนดิ ต่างๆ สารเรง่ การเจรญิ เติบโตของพชื จาก สารเคมี

ตวั แปรตาม การเจริญเติบโตของพืช(ความสงู ที่เพิ่มขึนของผกั

(คะนา้ )

ตวั แปรควบคมุ อตั ราส่วนระหวา่ งปริมาณสารเรง่ กบั น้า ชนิดของ

ดนิ ชนิดของพืช เวลาทร่ี ด

1.นา้ ผลไมท้ งั สามชนิด มะละกอ สบั ปะรด กล้วยอย่างละหนงึ่ กโิ ลกรมั
มาสับหรือหน่ั ใหเ้ ล็ก

2.ชั่งมะละกอสบั จา้ นวน600 กรัม ผสมกบั นา้ ตาลทรายขาว 200 กรัม
(ทา้ น้าหมักมะละกอ)ลงในถังที่มฝี าปดิ ใบท1่ี ปดิ ไว้ 15 วัน

3.ท้าการทดลองเช่นเดยี วกบั ข้อ2แต่เปลยี่ นจากมะละกอเปน็ ชง่ั สับปะรด
จ้านวน 600 กรัม ผสมกับน้าตาลทรายขาว200 กรัม(ท้านา้ หมัก
สบั ปะรด)ชั่งกล้วยจ้านวน 600 กรมั ผสมกับน้าตาลทรายขาว 200 กรัม
(ท้าน้าหมักกลว้ ย)ชง่ั มะละกอสบั สับปะรดสบั กล้วยสบั อย่างละ200 กรัม
ผสมกับน้าตาลทรายขาว 200 กรมั (ท้าน้าหมกั ผลไม้สเี หลอื ง 3 ชนิด)
ลงในถังท่มี ีฝาปดิ ใบท่2ี 3และ4 ตามล้าดบั

26

4.เปิดฝาถงั ออก สงั เกตว่ามนี า้ หมกั ผลไมใ้ หเ้ อาไม้กวน แลว้ ตักด้วยบีก
เกอร์ บีกเกอรล์ ะ 1 ถัง ใช้หลอดฉีดยาดดู สารในบีกเกอรแ์ ต่ละบีกเกอร์
จา้ นวน 10 ml

5.ใช้กระบอกตวงขนาด 1000 ml ตวงนา้ ปรมิ าณ 10 ลิตรใสใ่ นภาชนะ

บวั รดน้า เดมิ นา้ หมักมะละกอจา้ นวน 10 ml ลงไปแล้วคนให้เข้ากนั
น้าไปรดต้นผักบงุ้ ในแปลงท่เี ตรียมไว้

6.ทา้ การทดลองเช่นเดียวกับ ข้อ 5 แต่เปลย่ี นจากนา้ มะละกอ เป็นนา้
สบั ปะรด น้าหมักกลว้ ย น้าหมักผลไม้สเี หลอื ง 3 ชนดิ สารเคมีเร่งการ
เจริญเตบิ โตของพืชและใชน้ ้าเปล่าตามลา้ ดับ

7.รดน้าที่มีสารเรง่ ทกุ 3 วัน บนั ทกึ ความสงู ท่เี พ่ิมขึนของผกั บ้งุ ทกุ 7 วัน

27

บทที่ 4

ผลการดา้ เนนิ งาน

ตารางที่ 1 บันทึกครังท่ี 1

ลา้ ดับที่ สารเรง่ การเจรญิ เติบโตของพืชท่ไี ดจ้ าก ความสูงทีเ่ พม่ิ ขึนของตน้ ผกั บุง้
ภายใน 7 วันทใ่ี ช้สารเร่ง
1 สารเรง่ ทีข่ ายตามท้องตลาด
2 สารเรง่ จากน้าหมักมะละกอ ( cm )
3 สารเรง่ จากน้าหมักสบั ปะรด 5.00
4 สารเร่งจากนา้ หมกั กล้วย 4.00
5 สารเรง่ จากผลไม้ทังสามชนิดรวมกัน 3.50
6 ไมใ่ ช้สารเร่ง 5.00
10.00
3.00

ตารางที่ 2 บันทึกครงั ที่ 2

ล้าดบั ท่ี สารเร่งการเจรญิ เติบโตของพชื ทไ่ี ด้จาก ความสงู ที่เพมิ่ ขนึ ของต้นผกั บงุ้
ภายใน 7 วนั ทใี่ ช้สารเรง่
1 สารเรง่ ทข่ี ายตามท้องตลาด
2 สารเร่งจากน้าหมักมะละกอ ( cm )
3 สารเรง่ จากนา้ หมกั สับปะรด 6.00
4 สารเร่งจากนา้ หมกั กล้วย 4.00
5 สารเรง่ จากผลไม้ทังสามชนิดรวมกัน 3.70
6 ไมใ่ ชส้ ารเร่ง 5.00
12.00
4.00

28

ตารางท่ี 3 บันทึกครงั ท่ี 3

ล้าดบั ที่ สารเร่งการเจรญิ เติบโตของพชื ท่ีไดจ้ าก ความสูงทเ่ี พิ่มขนึ ของตน้ ผกั บงุ้
ภายใน 7 วันทใี่ ช้สารเร่ง
1 สารเร่งท่ีขายตามท้องตลาด
2 สารเรง่ จากนา้ หมกั มะละกอ ( cm )
3 สารเร่งจากนา้ หมักสบั ปะรด 6.00
4 สารเร่งจากนา้ หมกั กล้วย 4.00
5 สารเร่งจากผลไม้ทังสามชนดิ รวมกัน 3.70
6 ไมใ่ ช้สารเรง่ 6.00
12.2
4.30

ตารางท่ี 4 บันทึกผลเฉล่ีย

ล้าดับท่ี สารเรง่ การเจรญิ เติบโตของพืชทไ่ี ด้จาก ความสงู ทีเ่ พ่ิมขึนของต้นผักบุ้ง
ภายใน 7 วันทใ่ี ช้สารเรง่
1 สารเรง่ ทข่ี ายตามท้องตลาด
2 สารเรง่ จากน้าหมกั มะละกอ ( cm )
3 สารเรง่ จากนา้ หมกั สบั ปะรด 5.67
4 สารเร่งจากน้าหมกั กล้วย 4.00
5 สารเร่งจากผลไม้ทังสามชนดิ รวมกัน 3.40
6 ไมใ่ ชส้ ารเร่ง 5.33
11.40
3.76

29

บทที่ 5

สรุปผลและขอ้ เสนอแนะ

สรปุ ผลการดา้ เนนิ งานและอภปิ รายผลการด้าเนนิ งาน

จากผลการด้าเนินงานศึกษาผลของชนิดของสารเร่งจากน้า
หมักจากผลไม้ 3 ชนิด ได้แก่ มะละกอ สับปะรด กลว้ ย และผลไมส้ ี
เหลืองทัง 3 ชนดิ ต่อการเจริญเติบโตของพืชและเพอ่ื เปรียบเทียบ
ประสทิ ธภิ าพของสารเร่งการเจริญเติบโตของพืชจากสารเคมแี ละสาร
เรง่ จากนา้ หมักผลไมท้ งั 3 ชนดิ โดยการทดลองนา้ ผลไม้ทงั 3 ชนิด
ได้แก่ มะละกอ สับปะรด กล้วย มาท้าเปน็ นา้ หมกั ชวี ภาพโดยแยกเปน็
หมักทลี ะชนดิ และ 3 ชนดิ รวมกัน แล้วนา้ นา้ ปรมิ าณ 10 ml ผสมกับนา้

10 L ไปรดต้นผักบุ้งทีม่ อี ายปุ ระมาณ 7 วนั บนั ทึกการเจริญเติบโตเปน็
ระยะเวลา 7 วนั ต่อครัง จา้ นวน 3 ครงั ปรากฏวา่ คา่ เฉลีย่ จากการใช้
สารเรง่ การเจรญิ เติบโตของพืชจากสารเคมี ความสูงของต้นผกั บ้งุ
เพ่มิ ขึน 5.67 cm สารเร่งจากนา้ หมักมะละกอ ความสูงของต้นผกั บุ้ง 4

cm สารเร่งจากนา้ หมักสบั ปะรด ความสงู ของตน้ ผกั บุง้ เพิ่มขนึ 3.4 cm

สารเร่งจากนา้ หมักกล้วย ความสงู ของตน้ ผักบงุ้ เพ่มิ ขึน 5.33 cm สาร

เร่งจากผลไม้ทงั 3 ชนดิ รวมกนั ความสงู ของตน้ ผักบุ้งเพิ่มขึน 11.4 cm

และไม่ใช่สารเร่งความสงู ของต้นผักบุ้งเพิ่มขนึ 3.76 cm แสดงวา่ น้า
หมักจากผลไม้ทัง 3 ชนดิ รวมกนั เปน็ สารเรง่ ท่ีเหมาะสมท่ีสุดและจากการ
เปรียบเทียบประสทิ ธภิ าพของสารเรง่ การเจรญิ เติบโตของพชื จาก
สารเคมีและสารเร่งจากนา้ หมักจากผลไมส้ ีเหลือง ปรากฏว่าคา่ เฉลยี่ จาก
การใชส้ ารเรง่ การเจรญิ เติบโตของพืชจากสารเคมี ความสงู ของต้น
ผักบุ้งเพ่ิมขึน 5.67 cm และสารเรง่ จากผลไมท้ ัง 3 ชนิดรวมกัน ความ

สูงของตน้ ผกั บงุ้ เพ่ิมขึน 11.4 cm แสดงว่า สารเร่งจากน้าหมักผลไม้ทัง

30

3 ชนิด มีประสิทธิภาพดีกว่าการใชส้ ารเร่งการเจริญเตบิ โตของพืชจาก
สารเคมี

ดังนนั ผลการดา้ เนนิ งานสนับสนนุ สมมติฐานที่ว่า ชนดิ ของ
นา้ หมักผลไม้มีผลต่อการเรง่ การเจรญิ เติบโตของพืชและสารเร่งจากน้า
หมกั ผลไม้ทัง 3 ชนิดมีประสิทธิภาพดกี ว่าการใชส้ ารเรง่ การ
เจริญเติบโตของพืชจากสารเคมี

ขอ้ เสนอแนะ

1. ถา้ จะใช้สารเรง่ รดน้าทุกวนั ควรลดปริมาณของสารเร่ง
2. สามารถใช้เร่งการออกดอก หรือเร่งความหวานกรอบของผลไม้

ได้

เอกสารอา้ งองิ

กลุ่มแมบ่ ้าน. 2556 . สบั ปะรด (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก:
http://gura.-google.co.th.gura/thread ( วนั ท่สี ืบคน้ ขอ้ มูล:
25 กรกฏาคม 2562 )

ครูวทิ ย์. 2552 . คุณประโยชน์ของมะละกอ (ออนไลน)์ . เข้าถงึ ไดจ้ าก:
http://www.tistr.or.th/t/publication ( วนั ทสี่ ืบคน้ ข้อมลู :
28 กรกฏาคม 2562 )

นิภพ พิมวัชระชยั . การท้าปุ๋ยหมักจากธรรมชาติ. พิมพ์ครงั ที่ 2.
กรุงเทพฯ : โรงพิมพแ์ หง่ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั , 2550.

ศูนย์วทิ ยาศาสตรม์ หาวิทยาลยั มหิดล.ประโยชน์ผลไม้สีเหลอื ง
(ออนไลน์). เขา้ ถึงได้จาก:
http://www.physorg.com/news187870710.html
( วนั ที่สืบคน้ ข้อมูล: 1 สิงหาคม 2562)

ภาคผนวก

วธิ กี ารทดลอง

หนั่ ผลไมท้ ัง 3 ชนิด

ช่งั ผลไมท้ ัง 3 ชนิด แยกถัง ถังละ 600 กรมั พร้อมใสน่ ้าตาลทรายขาว
ลงไปถงั ละ 200 กรัม

เม่อื ถงึ 15 วนั ใหเ้ ปิดถังทงั 3 ออกเอาไมก้ วนแล้วตกั น้าหมกทัง 3 ใส่
บกี เกอรแ์ ล้วใช้หลอดฉดี ยาดดู สารทงั สามอยา่ งละ 10 ml แลว้ นา้ สารแต่
ละอย่างไปผสมน้าแยกกันใส่ในฝักบัวรดน้า 10 ลิตร แลว้ นา้ ไปรดตน้

ผกั บุ้ง

ใช้สารเร่งตามท้องตลาด

ใชส้ ารเรง่ จากสับปะรด
ใช้สารเรง่ จากมะละกอ
ใช้สารเรง่ จากกล้วย

ใช้สารเรง่ จากผลไม้ทัง 3 ชนิดรวมกัน
( รดนา้ ทม่ี ีสารเร่งทุก 3 วนั บันทึกความสงู ทเ่ี พ่ิมขึนของต้นผักบ้งุ )


Click to View FlipBook Version