สรปุ ความรวู้ ทิ ยาศาสตร์
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 4
เร่อื ง การจาแนกสงิ่ มชี วี ติ รอบตวั
นักวิทยาศาสตร์จัดกลุ่มสิ่งมีชีวิตเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ กลุ่มพืช
กลุ่มสัตว์ กลุ่มที่ไม่ใช่พืชและสัตว์ เรียกว่า จุลินทรีย์ แต่ละกลุ่มสามารถ
จาแนกเป็น กลุ่มย่อยได้หลายกลุ่ม นอกจากนี้ยังศึกษาโครงสร้างของพืชท่ี
ทาหนา้ ที่ตา่ ง ๆ เพื่อใหพ้ ชื สามารถดารงชีวิตอยูไ่ ด้
1.การจาแนกกลมุ่ ส่ิงมชี วี ติ
สิ่งมีชวี ิตบนโลกมีหลายชนดิ มขี นาดใหญจ่ นถึงขนาดเลก็ ทไ่ี มส่ ามารถ
มองเห็นด้วยตาเปล่า เชน่ แบคทีเรีย ไวรัส เราสามารถจาแนกสง่ิ มชี วี ิตเป็นกลมุ่
ใหญ่ ๆ ได้ 3 กลมุ่ คือ กลุ่มพืช กลมุ่ สัตว์ กลุ่มทไ่ี มใ่ ช่พชื และสตั ว์ ท่เี รียกว่า
จลุ นิ ทรีย์ เชน่ เห็ด รา แบคทีเรยี และไวรัส
เกณฑท์ ีใ่ ช้จาแนกกลุม่ สง่ิ มีชีวติ มหี ลายเกณฑ์ เชน่ การสรา้ งอาหารได้ และ
ไมไ่ ด้ โดยพชื สร้างอาหารได้ สัตวแ์ ละจุลนิ ทรียส์ ร้างอาหารไมไ่ ด้ การเคล่ือนที่
ไดแ้ ละไมไ่ ด้ การตอบสนองต่อสง่ิ เร้า การมีประโยชน์ หรือโทษ
ขา้ ว (พชื ) ผีเสอ้ื (สัตว)์
แบคทเี รยี (จลุ ินทรยี )์ รา (จุลินทรยี )์ เห็ด (จลุ นิ ทรยี )์
2.การจาแนกกล่มุ สตั ว์
สัตว์ทีอ่ ยู่บนโลกมหี ลายชนิด อาศัยอยทู่ ัง้ ในน้า และบนบก สตั วแ์ ต่ละชนิดจะมี
โครงสรา้ ง อวยั วะ และลกั ษณะเฉพาะตวั ที่เหมาะสมกบั สภาพแวดลอ้ ม และแหล่งที่
อยู่อาศัย แตโ่ ครงสร้าง อวัยวะ และลกั ษณะเฉพาะตวั บางอยา่ งอาจจะคล้ายกนั หรือ
ต่างกนั ก็ได้ นกั วิทยาศาสตรจ์ ึงนามาใชเ้ ปน็ เกณฑใ์ นการจาแนกกลุ่ม
นกั วิทยาศาสตรจ์ าแนกสตั ว์เป็นกลุ่มโดยใช้เกณฑ์ตา่ ง ๆ
เชน่ การมกี ระดกู สนั หลงั ซ่งึ จะแบง่ สตั ว์เป็น 2 กลุ่ม คอื
1.สัตวไ์ มม่ กี ระดกู สนั หลงั สตั วท์ ่ไี มม่ กี ระดกู แข็งเปน็ โครงสรา้ งของรา่ งกาย
ลาตวั มีลักษณะออ่ นนิ่ม แบ่งได้ 7 ประเภท
1.ฟองนา้ 2.สัตวท์ มี่ ลี าตวั กลวง
มีลกั ษณะคล้ายพชื เกาะติดอยู่ ลาตวั ใสคลา้ ยวนุ้ มรี ปู รา่ ง
กบั ที่ ลาตัวเป็นโพรง มีช่อง คลา้ ยทรงกระบอก ตรงกลาง
เปิดด้านบน มีรูพรนุ โดยรอบ ลาตวั เป็นโพรง
ฟองน้า แมงกะพรนุ
4.สตั วท์ มี่ ลี าตวั เปน็ ปลอ้ ง
ลาตัวกลมยาว เปน็ ปลอ้ งคล้าย
วงแหวนตอ่ กัน ผิวหนังเปยี กชืน้
3.หนอนและพยาธิ หนอนตวั แบน ไสเ้ ดอื นดนิ
ลาตวั นม่ิ กลมยาว ไมม่ ีขา
ผวิ เรยี บ ไมเ่ ป็นปลอ้ ง หมึกยกั ษ์
แมงปอ่ ง
5.สตั วท์ ะเลผิวขรขุ ระ 6.หอยและหมกึ ทะเล
ตามผิวลาตัวหยาบ ขรุขระ มโี ครงแข็งอยูใ่ นลาตัว
มสี ารหนิ ปูนเป็นองค์ประกอบ เคลอื่ นที่โดยใช้หนวด
ไมม่ สี ่วนหวั ลาตัวแยกเป็นแฉก
7.สตั วท์ ม่ี ขี าเปน็ ขอ้
มขี าตอ่ กันเป็นข้อ ๆ มีเปลอื ก
แขง็ หุ้มลาตวั
ปู
2.สตั วม์ กี ระดกู สนั หลงั เปน็ สตั วท์ ่มี ีกระดกู เรยี งต่อกนั เป็นข้อๆ ทาหนา้ ท่ีเปน็ แกนกลาง
อยภู่ ายในรา่ งกาย แบง่ ได้ 5 ประเภท
1.กลุม่ ปลา เป็นสัตว์เลือดเย็น มีรูปร่าง 2.กลุ่มสัตว์สะเทินน้าสะเทินบก เป็นสัตว์
เรียวยาว ลาตัวค่อนข้างแบน เพื่อให้มี เลือดเย็น มีขา 2 คู่ ไม่มีขน ไม่มีคอ ผิวหนัง
ลักษณะท่เี หมาะสมกบั การเคล่ือนที่ในนา้ บางและไม่มีเกล็ด ตาโปนและกลม มีหูแต่ไม่
มีรหู ู มีรูจมกู อยู่ดา้ นบนของปาก มฟี นั ซเี่ ลก็ ๆ
เช่น กบ เขยี ด คางคก และองึ่ อ่าง
ปลา กบ
3.กลุ่มสัตว์เลื้อยคลาน เป็นสัตว์เลือดเย็น 4.กลุ่มนก เป็นสัตว์เลือดอุ่น มีขา
ผิวหนังหนา มีเกล็ดแข็งแห้ง ปกคลุมลาตัว 2 ขา มีเกล็ดที่ขาและนิ้วเท้า และมี
หรือมีกระดองแข็งหุ้มลาตัว เช่น จระเข้ จิ้งจก ปกี 1 คู่ รา่ งกายปกคลุมด้วยขนเป็น
เตา่ และงู แผงและเป็นปุย ปากเป็นจะงอย
แหลม ไม่มีฟัน กระดูกทั่วร่างกาย
เป็นโพรงกลวงและเบา มีถุงลมติด
กับปอด เช่น นก เป็ด
จระเข้ นก
5.กลุม่ สัตวเ์ ลี้ยงลกู ดว้ ยนา้ นม เป็นสตั วเ์ ลือดอ่นุ
มีลกั ษณะพเิ ศษ คอื ตวั เมียจะมตี ่อมนา้ นมไว้สาหรับ
เลย้ี งลูกอ่อน มขี นแบบเสน้ ผมปกคลุมตามร่างกาย
มีหู และใบหู เชน่ หนู กระต่าย ช้าง
กระตา่ ย
3.การจาแนกกลุ่มพชื
พชื แต่ละชนิดมโี ครงสรา้ งและลกั ษณะเฉพาะตวั ที่เหมาะสมกบั
สภาพแวดล้อม หรอื แหล่งทีอ่ ยอู่ าศัย แต่โครงสร้าง และลักษณะเฉพาะตัว
อาจจะมลี ักษณะ คล้ายกนั หรอื ต่างกัน จึงนามาใช้เปน็ เกณฑ์ในการจาแนก
กลมุ่ ได้
พืชสามารถจดั กลมุ่ โดยใช้เกณฑ์ต่าง ๆ ได้หลายเกณฑ์ แตถ่ ้าหากจัดกลมุ่ พืช
โดยใช้การมีดอกเป็นเกณฑจ์ ะจาแนกได้ 2 กลุ่ม คือ
1. พืชไมม่ ดี อก เป็นพชื ชนั้ ตา่ ขยายพนั ธุ์ดว้ ยสปอรส์ ามารถสร้างอาหารได้
เหมือนพชื ดอก เชน่ มอสส์ เฟิน อบั สปอร์
มอสส์
อับสปอร์
เฟนิ
2. พชื ดอก เปน็ พชื ท่ีมีดอกเพอ่ื ใช้ในการสบื พันธ์ุ เช่น กุหลาบ บวั ชบา
ชบา กหุ ลาบ
บัว
**** พืชดอกจาแนกออกเปน็ 2 กลมุ่ โดยใชจ้ านวน
ใบเลยี้ งทอี่ ยใู่ นเมลด็ เปน็ เกณฑ์ คือ
1. พชื ใบเลี้ยงเดยี่ ว มใี บเลย้ี งในเมลด็ 1 ใบ เส้นใบเรยี งขนาน กลีบดอก มี 3 กลบี
หรอื จานวนทวีคณู สาม รากเป็นรากฝอย ลาตน้ มีทอ่ ลาเลยี งกระจายไมเ่ ปน็ ระเบียบ
เช่น หญ้า ขา้ ว มะพร้าว และกล้วย
2. พชื ใบเลยี้ งคู่ มใี บเลี้ยงในเมล็ด 2 ใบ เสน้ ใบเป็นแบบร่างแห กลบี ดอกมี 4-5 กลบี
หรือจานวนทวคี ูณสีห่ รือทวีคณู ห้า รากเป็นรากแก้ว ลาต้นมที ่อลาเลยี งเรยี งกัน
เป็นวง เชน่ ถ่ัว มะม่วง มะละกอ กุหลาบ และชบา
ตารางเปรยี บเทยี บความแตกตา่ งระหวา่ งพชื ใบเลยี้ งเดยี่ วและพชื ใบเลยี้ งคู่
ลกั ษณะ พชื ใบเล้ียงเดย่ี ว พชื ใบเล้ยี งคู่
จานวนกลบี ดอก ดอกทวีคูณ 3 ดอกทวคี ณู 4 หรือ 5
การจัดระเบยี บ เสน้ ใบเรียงขนาน เส้นใบเปน็ ร่างแห
ของเสน้ ใบ รากฝอย รากแกว้
ระบบราก
ลาตน้
ลาต้นมที ่อลาเลยี งกระจาย ลาต้นมีท่อลาเลยี งเรียงกัน
ไมเ่ ปน็ ระเบียบ เปน็ วง
สรปุ ความรูว้ ทิ ยาศาสตร์
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 4
เรื่อง ส่วนตา่ งๆของพชื
ใบ
ผล
ดอก
ลาต้น
ราก
พืชมสี ว่ นประกอบทสี่ าคญั ดงั นี้
1.ราก รากของพืชสว่ นมาก จะฝังอยู่ในดนิ และใต้น้า มีหน้าทีด่ ดู น้าและ
อาหาร และช่วยยึดลาตน้ ไว้ให้เกาะตดิ ดนิ
2.ลาตน้ ส่วนมากโตข้ึนมาเหนือพื้นดินเพ่ือรบั แสงแดด มหี น้าท่ลี าเลียงน้าและ
แรง่ ธาตุจากรากไปสู่สว่ นตา่ งๆของพชื และช่วยชูกิง่ ก้าน ใบ และดอกใหไ้ ด้รับ
แสงแดดด้วย
3.ก่งิ กา้ น เป็นสว่ นชใู บ ดอกและผล
4.ใบ เป็นส่วนท่งี อกออกจากกงิ่ ก้านของพชื สว่ นมากใบมีสเี ขยี วและมีรูปร่าง
ลกั ษณะแตกตา่ งกนั ไปตามชนดิ ของพชื ใบมีหนา้ ทีห่ ายใจ คายนา้ และสรา้ งอาหาร
5.ดอก มขี นาด รปู รา่ ง และสสี ันต่างๆ กันไป มหี นา้ ทล่ี ่อแมลงใหม้ าผสมเกสร
6.ผล และเมล็ด มีหนา้ ที่แพรพ่ นั ธุ์ เรานาเมล็ดไปปลูกเป็นต้นใหม่ได้
หนา้ ทข่ี องสว่ นประกอบพชื ดอก
รากและลาตน้
พืชดอกมรี ากทาหนา้ ทคี่ า้ จนุ ลาต้น ดูดน้า และแรธ่ าตุจากดินเขา้ ส่ลู าตน้ ลาเลียง
ไปยงั สว่ นตา่ ง ๆ เพ่ือนาไปใชก้ ารดารงชวี ิตของพืช ถ้าพืชขาดนา้ อาจทาใหพ้ ืชเหีย่ ว
และตายได้
พชื ดอกมีสว่ นประกอบภายนอกที่ประกอบดว้ ย ราก ลาต้น ใบ ดอก และผล
ส่วนประกอบเหล่านีจ้ ะทาหน้าท่ีแตกต่างกัน ดงั น้ี
ราก (root) เปน็ ส่วนของพชื ที่อยู่ในดนิ หรือน้า เชน่ ผกั ตบชวา จอก รากมีหน้าที่
ดูดน้า และแรธ่ าตุในดนิ และยึดลาต้นใหต้ ั้งอยูไ่ ด้ รากพืชบางชนดิ จะมหี นา้ ท่พี เิ ศษ
เช่น รากยึดเกาะของกลว้ ยไม้ รากเก็บสะสมอาหารของมนั แกว และหัวไชเทา้ รากค้าจุนลาตน้
ของโกงกาง
รากพชื ทีม่ หี นา้ ทดี่ ูดน้า และแรธ่ าตุในดินมี 2 แบบ คอื
1) รากแกว้ คอื รากทีเ่ จรญิ มาจากการงอกของเมลด็ โดยจะมรี ากแขนงแตกย่อย
และแผอ่ อกไปตามแนวขนานของพืน้ ดนิ พบในพชื ใบเล้ียงคู่ เช่น พริก มะเขือ กหุ ลาบ มะมว่ ง
2) รากฝอย คอื รากทเ่ี จรญิ มาจากสว่ นลาตน้ พบในพชื ใบเลย้ี งเดยี่ ว เช่น ผักบุ้ง หญา้ หอม
ทง้ั รากแก้ว และรากฝอยจะมสี ่วนประกอบท่สี าคญั คอื ขนราก มลี ักษณะเป็นเส้นยาว และ
บาง มีขนาดเลก็ มาก มีหนา้ ทดี่ ดู นา้ และแรธ่ าตุจากดนิ เขา้ สูร่ ากไปยงั ลาตน้ และส่วนตา่ ง ๆ
ของพชื โดยลาเลยี งผา่ นท่อลาเลียงนา้ หรอื ไซเล็ม (xylem)
ขนราก
ลาตน้ (stem) เป็นอวัยวะของพชื ซง่ึ ส่วนใหญ่จะเจริญขน้ึ มาเหนอื ดนิ แต่กม็ พี ืช
บางชนดิ ทล่ี าต้นอยูใ่ ต้ดิน ลาต้นประกอบด้วยสว่ นสาคญั 2 สว่ น คอื
1. ข้อ (node) เป็นส่วนของลาต้นท่ีมีตา(bud)ซ่ึงจะเจรญิ ไปเป็นก่ิง ดอก หรือใบ
2. ปลอ้ ง (internode) เป็นส่วนของลาตน้ ท่ีอยรู่ ะหวา่ งข้อ
พืชใบเลี้ยงเดี่ยวจะสังเกตส่วนของข้อปล้องได้อย่างชัดเจนตลอดชีวิต เช่น ต้นไผ่
ต้นอ้อย ข้าวโพด เป็นต้น ส่วนพืชใบเลี้ยงคู่นั้นส่วนใหญ่แล้วข้อปล้องจะสังเกตได้ไม่
ชัดเจนทั้งนี้ เพราะเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่แล้วมักจะมี เนื้อเยื่อชั้นคอร์ก (cork) มาหุ้ม
โดยรอบเอาไว้ การจะสังเกตอาจจะสังเกตในขณะที่พืชยังอ่อนอยู่ แต่ก็ยังมีพืชใบเลี้ยงคู่
บางชนิดทีส่ ามารถสังเกตเห็นข้อปล้องได้อยา่ งชดั เจนตลอดชีวิตเหมือนกับพืชใบเลี้ยงเดี่ยว
ไดแ้ ก่ พวกไม้ล้มลุกตา่ งๆ เชน่ ต้นตาลึง ฟกั ทอง และผักบ้งุ เปน็ ต้น
ไผ่ (พืชใบเลย้ี งเด่ยี ว) มะมว่ ง (พืชใบเลย้ี งคู่)
ใบ (Leaves) เป็นอวยั วะท่ีเจริญออกไปบริเวณดา้ นข้างโดยมีตาเหนง่
อยทู่ ขี่ ้อปล้องของต้น และกง่ิ ใบส่วนใหญม่ กั แผแ่ บน มสี เี ขียวของคลอโรฟลิ ล์
ทาหนา้ ที่หลกั ในการสังเคราะหด์ ว้ ยแสง (Photosynthesis) และคายนา้
(Transpiration) รูปร่าง และขนาดของใบแตกตา่ งกันไปตามชนดิ ของพืช
หนา้ ทีห่ ลกั ของใบคือใช้ในการสงั เคราะหแ์ สง การหายใจ และการคายนา้
ภาพส่วนประกอบของใบ
ซอกใบ ปลายใบ
ขอบใบ
แผ่นใบ
เส้นใบ
เส้นกลางใบ
โคนใบ
ก้านใบ
ลกั ษณะของเสน้ ใบแบบขนานหรอื แบบร่างแห ซง่ึ เป็นความแตกต่างของ
พชื ใบเลยี้ งเดย่ี ว และพืชใบเลี้ยงคู่
ลกั ษณะเสน้ ใบของพชื ใบเลย้ี งเดยี่ ว และพชื ใบเลยี้ งคู่
ใบไผ่มเี ส้นใบแบบขนาน ใบโพธิม์ ีเสน้ ใบแบบร่างแห
พืชสร้างอาหารได้
อยา่ งไรนะ ???
การสร้างอาหารของพืช หรือเรียกว่า การสังเคราะห์แสง คือ กระบวนการ
นาเอาพลงั งานแสงสว่างมาใช้ในการสร้างอาหาร พวกคาร์โบไฮเดรตของพืช
สีเขียว จากวัตถุดิบแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และน้า ผลที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยา
การสงั เคราะห์ดว้ ยแสง คอื น้าตาลโมเลกลุ เดี่ยว นา้ และแกส๊ ออกซิเจน
ซง่ึ สรปุ เปน็ สมการเคมไี ดด้ ังน้ี
กระบวนการสร้างอาหารของพืช
สว่ นประกอบของดอก
เกสรตวั ผู้ อับเรณู (Anther) ยอดเกสรเพศเมยี (Stigma) เกสรตวั เมีย
(stamen) (pistil)
กา้ นชอู บั เรณู กา้ นชเู กสรเพศเมยี (Style)
(Filament)
รงั ไข่ (Ovary)
ออวลุ (Ovule)
กลบี ดอก (petal)
กลบี เลยี้ ง (Sepal)
ก้านดอก
ฐานรองดอก
ดอก (flower) เป็นอวัยวะที่สาคัญของพืชใชใ้ นการสบื พันธดุ์ อก อาจอย่บู รเิ วณ
ก่ิงก้าน หรือท่ีปลายยอด ดอกแตล่ ะชนิดมรี ูปร่างลกั ษณะและสีแตกต่างกนั ซง่ึ เปน็
ลกั ษณะเฉพาะตัวดอกจะมีส่วนประกอบ 4 ส่วน แต่ละส่วนทาหนา้ ท่ีตา่ งกันดังนี้
1.กลบี เลยี้ ง (Sepal) เปน็ กลบี เลก็ ๆ สเี ขียว อยูล่ ่างสดุ ของดอก ทาหน้าท่ีหอ่ หุ้มดอกตมู
และปอ้ งกันอันตรายให้กลีบดอกในขณะท่ียังออ่ นอยู่
2. กลีบดอก (petal) เปน็ สว่ นทอี่ ยู่ขึน้ มาจากกลีบเลี้ยง สว่ นใหญ่จะมีสตี ่าง ๆ บางชนดิ มี
กลน่ิ หอม มีตอ่ มน้าหวานอยทู่ ี่โคนกลบี ทาหน้าที่ห่อหมุ้ เกสรขณะทเี่ กสรยงั ออ่ นอยู่ หรอื
มีกล่นิ หอมเพ่อื ช่วยลอ่ แมลงใหม้ าผสมเกสร
3. เกสรตวั ผู้ (stamen) มีลกั ษณะคลา้ ยหลอดอันเล็กๆ มสี ีขาว ปลายหลอดจะมีอับ
ละอองเรณสู ีเหลืองอยู่ ละอองเรณูมรี ูปรา่ งคอ่ นข้างกลม เกสรตัวผ้อู ยู่ถัดจากกลีบดอก
เขา้ มาขา้ งในดอก กา้ นของเกสรตวั ผู้อาจจะตดิ กับกลีบดอก หรอื แยกออกมาต่างหากกไ็ ด้
อาจมีเกสรตวั ผ้ตู ง้ั แต่หนึ่งอันไปจนถึงหลาย ๆ อนั เกสรเพศผ้ปู ระกอบด้วย
1. อับเรณู (Anther) คอื มีลักษณะเปน็ กระเปาะ เปน็ แหลง่ สรา้ ง และเก็บละอองเรณู
ซ่ึงเป็นเซลล์สืบพนั ธ์ุเพศผู้
2. ละอองเรณู คือ เซลลส์ ืบพันธเุ์ พศผู้ เป็นละอองเลก็ ๆ
3. ก้านชอู บั เรณู (Filament) คือสว่ นที่ชอู ับเรณู มลี กั ษณะเป็นก้านยาว ด้านปลายติด
กบั อับเรณู ทาหนา้ ที่ชูอับเรณู
4. เกสรตวั เมยี (pistil) เป็นสว่ นที่อยดู่ ้านในสุด ตรงกลางของดอกประกอบดว้ ย
1. ยอดเกสรเพศเมยี (Stigma) อยบู่ รเิ วณสว่ นบนสดุ ของเกสรเพศเมยี ลกั ษณะ
เปน็ ปมุ่ มขี น หรือยางเหนียว ๆ สาหรบั จบั ละอองเรณทู ่ีปลิวมา หรือแมลงพามา
2. กา้ นชเู กสรเพศเมยี (Style) ทาหน้าทชี่ ยู อดเกสรเพศเมยี
3. รังไข่ (Ovary) อยู่บริเวณส่วนกลางสุดของเกสรเพศเมยี มลี กั ษณะเป็น
กระเปาะภายในมี ออวุล (Ovule) ซึ่งมีเซลล์ไข่เป็นเซลลส์ ืบพันธ์เุ พศเมียอยูภ่ ายใน
สรปุ ความรวู้ ทิ ยาศาสตร์
ช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 4
เรื่อง แรงและการเคลอื่ นที่
แรง (force) หมายถึง สิ่งที่ทาให้วัตถุเปลี่ยนแปลงลักษณะ
หรือสภาพการเคลื่อนที่ เช่น ทาให้วัตถุเกิดการเคลื่อนที่ หรือทาให้วัตถุที่
กาลังเคลื่อนที่มีความเร็วเพิ่มขึ้น ช้าลง หยุดนิ่ง รวมทั้งยังทาให้วัตถุ
เปลี่ยนแปลงรปู รา่ งได้ เนือ่ งจากแรงเป็นปรมิ าณท่มี ที ง้ั ขนาด และทิศทาง
แรงท่ีรจู้ กั กนั ในปจั จุบัน แบง่ ออกเปน็ 3 ประเภท คอื
1.แรงทเี่ กดิ จากธรรมชาติ เช่น แรงลม แรงน้า แรงโนม้ ถว่ ง เปน็ ต้น
2.แรงทเ่ี กดิ จากกลา้ มเนอื้ คอื แรงท่เี กดิ จาการเคลือ่ นไหว ซ่งึ อาจเป็นแรง
จากกลา้ มเน้อื ของเรา เชน่ การยกของ ขวา้ งก้อนหิน แรงดงึ แรงผลัก เป็น
ตน้
3.แรงทไี่ ดจ้ ากเครอื่ งจกั รกล เปน็ แรงทเ่ี กดิ จากมนษุ ย์ประดิษฐข์ ้ึน
เช่น แรงจากเครอ่ื งกล ไดแ้ ก่ รถยนต์ เรือ รวมไปถึงแรงทเ่ี กดิ จาก
เคร่อื งผอ่ นแรงทั้งหลาย เชน่ ลูกรอก เปน็ ต้น
แรงโนม้ ถว่ งของโลก (Gravity)
แรงโนม้ ถว่ งของโลก (Gravity) คือ แรงดึงดดู ของโลก หรือแรงของโลก
ทก่ี ระทาต่อมวลของวัตถทุ ุกชนดิ บนโลกและวัตถุทีอ่ ยู่ใกลผ้ ิวโลก โดยจะ
ดงึ ดดู วตั ถซุ ่ึงกนั และกันเข้าสศู่ นู ยก์ ลางของโลกทาให้วัตถุต่างๆ ตกลงสู่
พ้นื โลกเสมอและทาให้วตั ถุมีน้าหนัก
แรงโนม้ ถว่ งของโลกเปน็ แรงซ่ึงโลกกระทาตอ่ วตั ถุทุกชิน้ โดยมที ิศทาง
เข้าส่ศู นู ย์กลางโลก เป็นแรงทย่ี ดึ เหนีย่ ววัตถุให้ตดิ อยกู่ ับพื้นโลก มิฉะนนั้
วัตถุ หรอื แมก้ ระทงั้ บรรยากาศจะหลุดปลิวไปในอากาศ
นิวตนั ได้คน้ พบธรรมชาตพิ ้นื ฐานของแรงดงึ ดดู โน้มถว่ งระหวา่ ง
วตั ถุใดๆ สองวัตถุ
วัตถุต่าง ๆ ที่ปล่อยจากที่สูง จะตกลงสู่ผิวโลกเสมอ เพราะแรงโน้ม
ถ่วงของโลก หรือแรงดึงดูดของโลก (Gravitational force) เป็นแรงที่
โลกกระทาต่อวัตถุ มีทิศทางเข้าสู่ศูนย์กลางโลก และเป็นแรงไม่สัมผัส โดย
แรงดึงดูดที่โลกกระทากับวัตถุหนึ่งๆ ทาให้วัตถุตกลงสู่พื้นโลกและทาให้
วัตถุมี น้าหนัก (Weight) โดย เซอร์ ไอแซก นิวตัน สงสัยว่าแรงอะไรทา
ใหผ้ ลแอปเปล้ิ ตกสู่พื้นดิน และตรึงดวงจันทร์ไว้กับโลก สิ่งนี้เองนาไปสู่การ
ค้นพบกฎแรงโน้มถว่ ง 3 ข้อ หรอื ท่เี รยี กวา่ กฎของนิวตัน (Newton’s La)
มวล (Mass)
มวล คือ ปริมาณของเนื้อวัตถุ ซึ่งมีผลต่อความยากง่ายในการเปลี่ยนแปลง การ
เคล่ือนทีข่ องวัตถุ วัตถุท่ีมมี วลมากจะเปลีย่ นแปลงการเคลอ่ื นที่ได้ ยากกว่าวัตถุที่มีมวล
น้อย ดังนั้น มวลของวัตถุนอกจากจะหมายถึง ปริมาณของเนื้อวัตถุนั้นแล้วยัง หมายถึง
การตา้ นการเปลย่ี นแปลงการเคลอ่ื นท่ี ของวตั ถุนั้นดว้ ย
แรงโนม้ ถว่ งของโลก
แรงโนม้ ถว่ งของโลกนกั เรียนเคยสงั เกตบา้ งหรอื ไม่ว่าเม่ือส่งิ ของ
หล่นจากที่สูงหรอื ผลไมห้ ลน่ จากตน้ ทาไมจึงตกลงสู่พน้ื ดนิ หรอื ทาไม
น้าจึงไหลจากที่สงู ลงสู่ที่ตา่ ทเี่ ปน็ เชน่ นี้ เพราะมีแรงชนดิ หนึ่งกระทา
ตอ่ สิ่งตา่ งๆทอ่ี ยบู่ นโลกแรงน้ี เรยี กว่า แรงโนม้ ถ่วงของโลก
การท่แี รงโนม้ ถว่ งของโลกดึงดูดให้ส่งิ ต่างๆตกลงสพู่ นื้ โลก ทาให้
ตวั เรา และวัตถุต่างๆนั้นมีน้าหนกั เชน่ เดียวกัน เพราะถ้าโลกไมม่ ีแรง
โนม้ ถ่วงแล้วตัวเรา และส่ิงของตา่ งๆก็จะอยูใ่ นสภาพไร้นา้ หนัก
เชน่ ในอวกาศจะมีสภาพไร้น้าหนกั คน และวตั ถตุ า่ งๆจึงอยใู่ น
สภาพไรน้ า้ หนกั ทาใหล้ อยเคว้งคว้าง และเคลอ่ื นไหวลาบาก
เรอ่ื งนา่ รู้
นิวตัน หรือเซอร์ไอแซก นิวตัน เป็นนักคณิตศาสตร์ นักฟิสิกส์ นักดาราศาสตร์
นักปรัชญาชาวอังกฤษ เขาได้ศึกษาการเคลื่อนที่ของวัตถุ และตั้งกฎการเคลื่อนที่
ขึ้นมา 3 ขอ้ เพื่ออธบิ ายธรรมชาตขิ องการเคลือ่ นทข่ี องวตั ถุต่างๆ เรยี กว่า
กฎการเคล่ือนทีข่ อง นวิ ตัน (Newton's Laws) ได้แก่
กฎขอ้ ที่ 1 วตั ถใุ ดๆ กต็ ามจะรกั ษาสภาพหยดุ นิง่
หรือเคลอ่ื นทีด่ ้วยความเรว็ คงที่ในทศิ ทางเดิม ก็ตอ่ เมื่อ
แรงลพั ธท์ มี่ ากระทาตอ่ วัตถมุ ีค่าเทา่ กับศูนย์
กฎขอ้ ที่ 2 ความเรง่ ของวัตถุใดๆ ขนึ้ กบั ตัวแปร 2 ตัว ได้แก่
แรงลพั ธท์ ่ีมากระทาต่อวัตถุ และมวลของวตั ถุ โดยความเรง่ แปรผนั
ตรงกับแรงลพั ธท์ ี่มากระทา แตจ่ ะแปรผกผนั กับมวลของวัตถุ
กฎขอ้ ท่ี 3 ทกุ ๆ แรงกริ ยิ า จะมแี รงปฏิกิริยาในปริมาณท่ีเท่ากัน
แต่ทิศทางตรงกันขา้ มกระทากลับมา หรือ แรงกิริยาเท่ากบั แรงปฏิกิริยา
แรงโนม้ ถว่ งของโลกเกยี่ วขอ้ งกบั การใชช้ วี ติ ประจาวนั
ของเราซง่ึ อาจทาใหเ้ กดิ ประโยชนแ์ ละทาใหเ้ กดิ ขอ้ จากดั ตา่ ง ๆ
กับเราไดด้ งั นี้
ประโยชนข์ องแรงโนม้ ถว่ งของโลก ขอ้ จากดั ของแรงโนม้ ถว่ งของโลก
4. ทาใหฝ้ นตกลงมาสพู่ ้ืนโลกเพ่อื ให้ 4. การทากิจกรรมบางอย่างทีส่ วนทางกบั
ความช่มุ ช้ืนแกพ่ ชื นอกจากนยี้ ังทาให้ แรงโนม้ ถ่วงของโลกจะรสู้ กึ เหนือ่ ย และทา
เกดิ แหลง่ น้าตา่ งๆ
ไดล้ าบาก
3. ทาให้น้าไหลจากที่สงู ลงสู่ท่ีตา่
3. ทาให้มนุษย์ไม่สามารถกระโดดให้
2. ทาใหว้ ัตถหุ รือสงิ่ ของต่างๆ
ไมล่ อยไปมาในอากาศ สงู ข้ึนไปมากๆ ได้
1. ทาให้เรายืนอยบู่ นพน้ื ได้โดย 2. ทาให้ยกสิง่ ทมี่ ีนา้ หนัก
ไมล่ อยไปมา มากๆ ไมไ่ ด้
1. เมือ่ ทาส่ิงของบางอย่างหลน่
พน้ื จะทาให้ชารุด
ตวั อยา่ งประโยชนข์ องแรงโนม้ ถว่ ง ตัวอยา่ งโทษของแรงโนม้ ถว่ ง
สรุปความรวู้ ทิ ยาศาสตร์
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 4
เรื่อง แสง
แสง คอื พลงั งานรูปหนึ่งท่ไี ม่มีตัวตน แต่สามารถทางานได้ แสงช่วยให้
เรามองเห็นสิ่งต่างๆ แสงเปลี่ยนมาจากพลังงานรูปหนึ่งแล้วยังเปลี่ยนไปเป็น
พลงั งานรปู อ่นื ได้ แสงสว่างมปี ระโยชนต์ อ่ การดารงชีวิตของมนุษย์ทั้งทางตรง
และทางอ้อม
ประโยชนท์ างตรง ประโยชนท์ างออ้ ม
ช่วยในการมองเห็นสงิ่ ชว่ ยทาให้เกิดจกั รของน้า
ต่างๆ
ชว่ ยใหผ้ า้ ที่ตากไว้แหง้ ช่วยใหเ้ กิดกระแสไฟฟา้ จากโซล่าเซลล์
ชว่ ยในการถนอมอาหาร หรือเซลล์สุริยะ
ชว่ ยในการสงั เคราะห์ดว้ ยแสงของพืชซง่ึ เปน็
อาหารของมนุษย์ และสัตวต์ า่ ง ๆ
ทาใหม้ ีการประดษิ ฐ์ส่งิ ท่ใี ช้
เก่ยี วกบั แสง ได้แก่ ทัศนูปกรณต์ ่างๆ
เช่น กลอ้ งถ่ายรูป
การเคลอ่ื นทข่ี องแสง
แสงมคี วามสาคญั กับเรามาก สง่ิ แรกท่ีเราทาเมื่อเข้าไปในห้องมืด คือ
การเปดิ ไฟ หรือจดุ เทยี นแสงช่วยใหเ้ รามองเหน็ วตั ถตุ า่ งๆได้
แสงเป็นแหล่งแหล่งพลังงานพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตบนโลก ช่วยให้พืช
สร้างอาหารได้ทาให้คนเราทากิจกรรมต่างๆ ได้ แสงมีผลกระทบต่อ
สิ่งมีชีวิตเกือบทุกชนิดในโลกการเรียนรู้ธรรมชาติของแสงจะช่วยให้เรานา
ความร้เู กยี่ วกับแสงไปใช้ประโยชน์ได้ถูกตอ้ ง
การเดินทางของแสงแหล่งกาเนิดแสงทีส่ าคัญท่ีสุดท่ีเราร้จู ัก คือ ดวงอาทติ ย์
เราทราบแลว้ ว่าแสงจากดวงอาทิตย์เดินทางมายงั โลกของเราได้ แสงจากดวงไฟใน
ห้องสอ่ งมากระทบสิง่ ของตา่ ง ๆ ในหอ้ งของเราได้แสงเดนิ ทางจากทห่ี นึ่งไปยงั อกี ที่
หนึ่งได้
แสงเดนิ ทางเป็นเสน้ ตรงออกจากแหล่งกาเนิดแสงทุกทิศทางแหลง่ กาเนิด
แสงมที ง้ั ทเี่ กิดตามธรรมชาติและมนษุ ย์สร้างขน้ึ ดวงอาทติ ยเ์ ปน็ แหลง่ กาเนิดแสง
ตามธรรมชาติทสี่ าคัญ
# สมบตั ขิ องแสง
•แสงเป็นคลน่ื แม่เหล็กไฟฟา้ ไม่ตอ้ งอาศัยตวั กลางในการเคลือ่ นที่
•แสงเดินทางเป็นเสน้ ตรง ดว้ ยอตั ราเร็ว 3 คูณ 10 ยกกาลงั 3 เมตรตอ่ วินาที
หรอื 186,000 ไมลต์ ่อวนิ าที
แหลง่ กาเนดิ แสง
1. ดวงอาทติ ย์ เป็นแหล่งกาเนดิ แสงตามธรรมชาติที่ใหญท่ ี่สุด และ
สาคัญทส่ี ดุ
เม่ือปี พ.ศ. 2209 เซอร์ไอแซก นวิ ตัน นกั วทิ ยาศาสตรช์ าวอังกฤษ
ได้ทดลองเกี่ยวกบั เร่ืองแสง พบวา่ ถ้าให้แสงอาทติ ยส์ ่องผ่านปริซึม แสงจะ
เกิดการหักเหออกมาเปน็ แสงสตี ่าง ๆ 7 สี เรียกว่า “สเปกตรัม” เริ่มจากแสง
ท่ีมีความยาวคล่นื สัน้ ไปหาแสงสีทม่ี ีความยาวคล่นื ยาวได้ดงั น้ี คือ ม่วง คราม
นา้ เงิน เขียว เหลอื ง แสด และแดง ทส่ี ามารถมองเห็นได้ นอกจากนี้ยังมีรังสี
อืน่ ๆ ท่ไี ม่สามารถมองเหน็ ได้ ไดแ้ ก่ รงั สีเหนือม่วง หรอื รังสอี ัลตราไวโอเลต
เป็นรังสีที่มคี วามถีส่ งู กว่าแสงสีมว่ ง และรงั สีใตแ้ ดงหรอื รงั สีอนิ ฟาเรด เปน็
รงั สีที่มีความถ่ีต่ากวา่ แสงสีแดง
2. สงิ่ มชี วี ิต เชน่ หง่ิ หอ้ ย ปลาบางชนิด
3. เทียนไข คบเพลงิ หลอดไฟฟา้ เปน็ แหล่งกาเนิดท่ีมาจากการเปล่ียนแปลงพลงั งาน
รปู อ่ืนมาเปน็ พลงั งานแสง ปรมิ าณพลงั งานแสงที่สอ่ งออกมาจากแหล่งกาเนิดแสงใด ๆ
ตอ่ หนึ่งหนว่ ยเวลาหรืออตั ราการให้พลังงานแสงของแหลง่ กาเนดิ แสง มีหน่วยการวดั
เปน็ ลูเมน หลอดไฟฟา้ ที่นิยมใช้กนั ตามบา้ นเรอื นมี 2 ชนดิ คอื หลอดไฟฟ้าแบบไส้ และ
หลอดเรืองแสง หรอื หลอดฟลอู อเรสเซนต์ ในจานวนวตั ต์ทีเ่ ท่ากัน หลอดเรืองแสงให้
ความสว่างมากกว่าหลอดไฟฟา้ แบบไสป้ ระมาณ 3-4 เท่า
ตัวกลางของแสง
การแบง่ ชนดิ ของตวั กลางโดยการดทู างเดนิ ของแสงผา่ นวตั ถตุ า่ งๆ
จะแบง่ ไดเ้ ป็น 3 ชนดิ คอื
1. ตัวกลางโปร่งใส เป็นตัวกลางที่ยอมให้แสง
ผ่านได้หมดหรือเกือบทั้งหมดอย่างเป็น
ระเบียบ สามารถมองเห็นวัตถุอีกชนิดได้
ชัดเจน เช่น กระจกใส อากาศ น้า กระดาษ
แก้วใส แผ่นพลาสตกิ ใส เป็นตน้
2. ตวั กลางโปร่งแสง เป็นตวั กลางทยี่ อมใหแ้ สงผา่ นได้
บ้างและไม่เปน็ ระเบียบ ทาให้การมองเห็นวัตถุด้านตรง
ข้ามไม่ชัดเจน เช่น กระจกฝ้า กระดาษไข แผ่นพลาสติก
ขนุ่ เป็นต้น ตวั กลางนี้ถ้านาไปขวางทางเดินของแสงจะ
ทาใหเ้ กิดเงาดาไมช่ ัดเจน(เงามวั )
3. ตัวกลางทบึ แสง เปน็ ตวั กลางทไี่ ม่ยอมให้แสงทะลุผ่าน แต่สะทอ้ นได้
หรือบางชนิดดดู กลืนแสงได้ เช่น ไม้ เหลก็ กระเบอื้ ง สมดุ เปน็ ตน้
ตัวกลางนถ้ี ้านาไปขวางทางเดนิ ของแสงจะทาใหเ้ กดิ เงาดาชดั เจน (เงามดื )
สรุปความรวู้ ทิ ยาศาสตร์
ช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 4
เร่อื ง วัสดุและสสาร
วัสดุ หมายถึง สิ่งของต่าง ๆ ที่ถูกนามาใช้เพื่อนวยความสะดวก ซึ่งอาจเป็น
วัสดุธรรมชาติ เช่น หิน ไม้ ยางพารา ดินเหนียว ขนสัตว์ เขาสัตว์ หนังสัตว์ และนุ่น
หรือเป็น วัสดุสังเคราะห์ เช่น พลาสติก เส้นใยสังเคราะห์ หนังเทียม และยาง
สังเคราะหซ์ ึ่งสังเคราะห์ขึน้ มาใชเ้ ปน็ วสั ดทุ ดแทนวสั ดุธรรมชาติทเ่ี หลืออยู่น้อย และ
การนาวัสดุมาใช้ทาวตั ถุ หรอื ส่งิ ของจะต้องคานึงถงึ ความเหมาะสม
สมบตั ทิ างกายภาพของวสั ดุ
ความแขง็ ของวสั ดุ
ความแข็ง หมายถึง ความทนทานต่อการดัด การกด หรือการขูดขีด และเป็นการบ่ง
บอกถงึ ความคงทนตอ่ การเปลยี่ นรูปร่างของวสั ดุที่มีแรงมากระทาต่อวสั ดุนนั้
ดงั นั้น วัสดใุ ดท่มี ีความแข็งมากก็สามารถทนทานต่อแรงดึง หรือแรงกด ซึ่งจะไม่เกิด
รอย หรือเกิดรอยได้ยากความแข็งของวัสดุไม่สามารถบอกด้วยน้าหนัก ความยาว หรือเวลา
แตไ่ ด้จากกระบวนการทดสอบความแขง็ วัสดแุ ต่ละชนิดมีความแข็งไม่เท่ากัน ถ้าต้องการให้
สิ่งของเครื่องใช้มีความแข็งแรงทนทาน และไม่เกิดรอยขีดข่วนได้ง่ายต้องเลือกใช้สิ่งของ
เครอ่ื งใช้ทีท่ าจากวสั ดทุ ีม่ ีความแขง็ เชน่ โลหะ แกว้ และกระเบอ้ื ง
โตะ๊ โลหะ กระเบือ้ งหลังคา
ความเหนยี วของวสั ดุ
ความเหนยี ว หมายถงึ ความทนทานตอ่ แรงดึงทีม่ ากระทาตอ่ วสั ดุ โดยความ
เหนยี วสงู สดุ ของวสั ดุดไู ด้จากความทนทานต่อแรงดึงสงู สดุ กอ่ นทีเ่ นอ้ื วัสดุจะแยกออก
จากกัน
ดงั นนั้ วัสดทุ ีม่ คี วามเหนียวมากกว่าจะทนต่อแรงดึงที่มากระทาได้มากกว่าวัสดุ
ที่มีความเหนียวน้อยกว่า สมบัติความเหนียวของวัสดุสามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้
หลายอย่าง เช่น การใช้เส้นเอ็นทาสายเบ็ดตกปลา เนื่องจากเส้นเอ็นมีความเหนียว
มาก สามารถทนแรงดึง หรือรบั นา้ หนักของปลาไดม้ าก เหล็กมีความแข็ง และเหนียว
จึงนามาใช้ทาวัตถุที่ทนทาน และรับนา้ หนกั ได้มาก เชน่ ขาเหล็กของมา้ นั่ง
ราวสะพานเหล็ก และโซ่เหลก็
ซองพลาสตกิ เสน้ เอน็
โซเ่ หลก็
ความยดื หยนุ่ ของวสั ดุ
ความยดื หยนุ่ หมายถึง สมบัตขิ องวัสดุท่ถี ูกแรงกระทาแล้วสามารถ
เปลยี่ นรูปรา่ ง หรอื ขนาดของวสั ดุ และเม่อื เราหยุดออกแรงกระทาวัสดุน้นั จะ
กลับคนื สู่สภาพเดมิ เช่น ถุงมอื ยาง ยางยืด ฟองน้า ส่วนวสั ดทุ เี่ ม่ือหยดุ ออกแรง
กระทาแลว้ ไมส่ ามารถกลับคืนสู่สภาพเดิม แสดงว่าวัสดุไมม่ ีความยดื หยุ่น หรือ
หมดสภาพยดื หยุ่น เช่น ดินนา้ มัน ไม้ แผ่นพลาสติกกระดาษ
เรานาสมบัตคิ วามยืดหยุ่นของวสั ดมุ าใชใ้ นชีวติ ประจาวนั เช่น ยางรดั ผม
ยางยืดทาขอบกางเกง เส้นเอ็นทาไม้แบดมนิ ตันหรือไม้เทนนิส
ลกู บอลยาง หนังยาง
ฟองน้า
การนาความรอ้ นของวสั ดุ
ความรอ้ นเป็นพลงั งานรูปหน่ึงท่ีสามารถถา่ ยโอนผ่านตัวกลางจากบริเวณ
ท่ีมอี ณุ หภมู สิ ูงหรือบริเวณที่ร้อนไปยังบริเวณที่มอี ณุ หภมู ิต่า หรือบรเิ วณที่เยน็
กว่า ซงึ่ การถา่ ยโอนพลังงานความรอ้ นผ่านตัวกลางน้ีเรยี กว่า การนาความรอ้ น
นกั วทิ ยาศาสตรไ์ ดน้ าความรเู้ กย่ี วกับการนาความร้อนมาประดษิ ฐ์เครอื่ งมือและ
เครื่องใชอ้ ยา่ งหลากหลาย โดยวสั ดแุ ต่ละประเภททน่ี ามาใชเ้ ป็นตวั กลางจะมี
การยาความร้อนท่ีแตกต่างกัน
การนาความรอ้ น หมายถงึ สมบตั ขิ องวสั ดุในการถ่ายโอนความรอ้ นผ่าน
ตัวกลาง ซงึ่ วัสดสุ ่วนใหญเ่ ปน็ ของแข็ง โดยการถา่ ยโอนความร้อนจะเกิดขน้ึ จาก
บรเิ วณทมี่ อี ณุ หภูมสิ งู ไปยงั บรเิ วณทมี่ อี ณุ หภมู ิตา่ กว่าวัสดุท่ีสามารถนาความรอ้ นไดด้ ี
เรยี กวา่ ตัวนาความรอ้ น เช่น เหลก็ อะลมู เิ นียม ทองแดง จากสมบัติการนาความ
ร้อนที่ดนี ั้นจงึ ถกู นามาใช้สรา้ งเครื่องมอื อานวยความสะดวกหลายชนดิ เช่น หม้อหุง
ข้าว กระทะ เตารีด นอกจากน้ียงั มีวัสดทุ น่ี าความรอ้ นไดไ้ มด่ ี หรือนาความรอ้ นไมไ่ ด้
เรยี กว่า ฉนวนความรอ้ น จะถกู นามาใช้ประโยชน์เพอื่ ไมใ่ ห้เกดิ การถ่ายโอนความ
รอ้ นมายงั ผู้ใชง้ าน เช่น พลาสตกิ นามาทาเป็นหหู ม้อหรอื ด้ามจับกระทะ
ฉนวนความรอ้ น
ตัวนาความรอ้ น
การถา่ ยโอนความรอ้ น
เปน็ การถ่ายเทพลังงานความรอ้ นระหวา่ ง 2 บรเิ วณท่ีมีอุณหภูมแิ ตกต่างกนั
วิธกี ารถ่ายโอนความรอ้ นแบง่ ออกเป็น 3 วิธีดงั น้ี
1. การนาความรอ้ น เปน็ วธิ ีการถา่ ยโอนพลังงานความรอ้ น โดยพลงั งานความรอ้ น
เคล่อื นทีเ่ ข้าไปในตวั กลางหรอื วัตถุจากบริเวณทม่ี ีอุณหภมู ิสงู ไปยังบริเวณอณุ หภูมิ
ตา่ โลหะนาความร้อนไดด้ ีส่วนอโลหะและอากาศนาความร้อนไดไ้ มด่ ี
2. การพาความรอ้ น เป็นวธิ กี ารถา่ ยโอนพลงั งานความรอ้ น โดยพลงั งานความร้อน
เคลอ่ื นท่ไี ปพร้อมกบั ตวั กลางหรือวัตถุ ของเหลวและแกส๊ จะพาความร้อนได้ดี
เนอื่ งจากเคลื่อนท่ีได้
3. การแผร่ งั สคี วามรอ้ น เป็นวธิ ีการถ่ายโอนพลงั งานความรอ้ นไดท้ กุ ทศิ ทาง โดย
ไม่ตอ้ งอาศยั ตวั กลางในการถา่ ยโอนพลังงาน
ดงั นนั้ การแผ่รังสีความรอ้ นจึงสามารถถา่ ยเทพลงั งานความร้อนผา่ นอวกาศได้
เช่น การแผ่รังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์มายงั โลก การอยใู่ กลก้ องไฟ
การนาไฟฟา้ ของวสั ดุ
ไฟฟ้าเป็นพลังงานรปู หน่ึงและเปน็ สมบัตทิ างกายภาพของวัสดุท่ยี อมใหป้ ระจุไฟฟ้า
ไหลผ่านได้ นกั วิทยาศาสตร์ไดน้ าความรู้เร่ืองการนาไฟฟา้ ของวัสดมุ าประดิษฐ์เครอื่ งมอื
และเครื่องใชอ้ ย่างหลากหลาย และวสั ดุชนดิ ต่าง ๆ จะมีการนาไฟฟ้าได้ไมเ่ ทา่ กัน
การนาไฟฟ้า หมายถึง สมบัติของวัสดุที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่าน เรียก วัสดุประเภท
นีว้ า่ ตวั นาไฟฟา้ ส่วนใหญ่เปน็ โลหะ เชน่ ทองแดง เงิน เหล็ก และอะลูมิเนยี ม
นอกจากนยี้ งั มีวัสดุที่เป็นอโลหะบางชนิดที่สามารถนาได้เช่นกัน เช่น ไส้ดินสอ ส่วนวัสดุท่ี
กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้น้อย หรือไหลผ่านไม่ได้ เรียกว่า ฉนวนไฟฟ้า เช่น ผ้า กระดาษ
พลาสติก ไม้ แกว้ และยาง
ตัวนาไฟฟา้
ฉนวนไฟฟา้
สสารรอบตวั เรา
วัตถตุ ่าง ๆ ที่อยู่รอบตวั เรามคี วามหลากหลายทง้ั ขนาด รปู ร่าง สี กลิ่น
ทแ่ี ตกตา่ งกัน เราเรยี กวตั ถุตา่ ง ๆ เหลา่ นัน้ ว่า สสาร (matter)
ส่วนคาวา่ สาร (substance) ทเ่ี ราคุ้นเคยนน้ั ใชเ้ รียกสารท่มี สี มบตั ิ
จาเพาะ เจาะจง เช่น นา้ ตาลทราย เกลอื แอลกอฮอล์
วัตถุต่าง ๆ ทอี่ ย่รู อบตัวเราจะมรี ปู ร่าง ขนาด สี ทแ่ี ตกต่างกนั
แต่วตั ถุต่าง ๆ เหลา่ นนั้ ลว้ นแล้วแตม่ สี ่ิงท่ีเหมอื นกนั คอื เป็นสิ่งทีม่ ีมวล
และตอ้ งการที่อยู่ ซง่ึ เรียกวา่ สสาร โดยสสารรอบตัวเรานัน้ สามารถ จดั จาแนก
ไดเ้ ปน็ ๓ สถานะ คอื ของแขง็ ของเหลว และแกส๊
ของแขง็ ของเหลว แก๊ส
สถานะของสสาร
สถานะของแขง็
ของแขง็ ( Solid ) เป็นสถานะหนง่ึ ของสาร ซ่งึ จะมีอนภุ าคเลก็ ๆ อย่ชู ิดกัน และเรียงตวั กนั
อย่างหนาแน่น และไม่สามารถเปลี่ยนรูปร่างตามภาชนะที่บรรจุได้ จึงมีรูปร่างลักษณะเป็น
ก้อนทาใหส้ ามารถหยบิ จับได้ เชน่ เหล็ก อะลูมิเนียม ทองแดง เงนิ เปน็ ต้น
สรุปสถานะของแขง็
1. มมี วล ตอ้ งการทอี่ ยู่ สามารถสมั ผสั ได้
2. มีรูปรา่ งและปรมิ าตรคงที่
3. มีอนุภาคยึดกนั อย่างหนาแน่นเรยี งตัวชดิ กนั
ไม่สามารถเคล่อื นท่ีได้
การจัดเรียงอนภุ าคของของแขง็
สถานะของเหลว
ของเหลว (Liquid) เป็นสถานะหนงึ่ ของสารซงึ่ จะมีอนภุ าคเล็ก ๆ
อยชู่ ิดกนั และเรยี งตวั กันอย่างหนาแนน่ แต่น้อยกว่าของแข็ง และ
สามารถเปลีย่ นรูปรา่ งไดต้ ามภาชนะท่ีบรรจจุ ึงมีสมบัตเิ ปน็ ของไหล
เช่น นา้ แอลกอฮอล์ โบรมีน
สรุปสถานะของเหลว
1. มมี วล ตอ้ งการท่อี ยู่ สามารถสมั ผัสได้
2. มรี ปู ร่างและปรมิ าตรคงที่
3. มรี ูปร่างเปล่ียนแปลงตามภาชนะที่บรรจุ
4. มีปรมิ าตรคงที่
5. มอี นภุ าคอยหู่ ่างกนั มากกวา่ ของแขง็ ทาให้เคล่ือนทไ่ี ดม้ ากขน้ึ
6. ระดับผวิ หนา้ ของของเหลว จะอยู่ในแนวราบเสมอ
สถานะของแกส๊ การจดั เรยี งอนภุ าคของ
ของเหลว
แก๊ส (Gas) เป็นสถานะหนึ่งของสารมีอนุภาคเรียงตัวอยู่ห่างกันมาก จึงมีความ
หนาแน่นน้อยกว่าของแข็ง และของเหลว ทาให้อนุภาคเคลื่อนที่ได้มาก และสามารถ
ไหลได้ดังนั้น แก๊สจึงมีรูปร่าง และปริมาตรไม่คงที่โดยเปลี่ยนไปตามภาชนะที่บรรจุ
เช่น แกส๊ ออกซเิ จน แก๊สไฮโดรเจน แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์
สรุปสถานะของแกส๊
1. มีมวล ต้องการทีอ่ ยู่ สามารถสมั ผสั ได้
2. มีรูปรา่ งและปริมาตรเปลีย่ นแปลงตามภาชนะทีบ่ รรจุ
3. มีรปู รา่ งเปลี่ยนแปลงตามภาชนะท่บี รรจุ
4. มอี นุภาคกระจายอยู่หา่ งจากกนั มากกว่าของเหลว
ทาให้เคลือ่ นทไ่ี ด้ทกุ ทิศทาง
การจัดเรยี งอนภุ าค
ของแก๊ส
สรปุ ความรวู้ ทิ ยาศาสตร์
ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 4
เรือ่ ง ระบบสรุ ยิ ะและปรากฏการณด์ วงจนั ทร์
ดวงจนั ทร์
ดวงจันทรเ์ ป็นดาวบรวิ ารของโลกจะโคจรรอบโลกและดวงอาทิตย์ แต่ดวงจันทร์
ที่มองเห็นจะมีรูปร่างปรากฏแตกต่างกันไปในแต่ละคืน ดวงจันทร์มีลักษณะเป็น
ทรงกลม ดวงจันทรไ์ ม่มแี สงสวา่ งในตวั เอง แสงสว่างที่มองเห็นเป็นการสะท้อนแสง
มาจากดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์จะขึ้นทางขอบฟ้าทิศตะวันออกและจะตกลับขอบฟ้า
ทางทิศตะวันตก วันที่ดวงจันทร์สว่างเต็มดวงเรียกว่า คืนจันทร์เพ็ญ ในวันถัดไป
รูปร่างปรากฏของดวงจันทร์จะเปลี่ยนไป โดยส่วนสว่างจะลดลงเรื่อย ๆ แต่ส่วนมืด
จะเพิ่มขึ้นจนมองไม่เห็นดวงจันทร์ เรียกว่า คืนจันทร์ดับ หลังจากนั้นจะเริ่มเห็นดวง
จนั ทร์มลี กั ษณะเปน็ เสยี้ วจากเลก็ ไปจนถึงเห็นเต็มดวง ปรากฏการณ์ดังกล่าวเรียกว่า
วัฏจักรของดวงจันทร์
ระบบสรุ ยิ ะ
ระบบสรุ ยิ ะเป็นระบบที่ประกอบดว้ ยดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง และมีดาวเคราะห์
8 ดวง เรยี งลาดบั จากท่ีอยใู่ กล้ดวงอาทิตย์ไปยังดาวทอ่ี ยูไ่ กลจากดวงอาทิตยม์ ากทส่ี ดุ คอื
ดาวพธุ ดาวศกุ ร์ โลก ดาวองั คาร ดาวพฤหสั บดี ดาวเสาร์ ดาวยเู รนสั และดาวเนปจนู
นอกจากนร้ี ะบบสุริยะยงั มดี าวเคราะห์น้อย ดาวหาง หรอื อาจเรยี กว่า ดาวตก หรอื ผพี งุ่ ไต้
และยังมดี วงจันทรท์ เี่ ปน็ บรวิ ารของดาวเคราะห์ต่าง ๆ โคจรรอบดวงอาทิตย์
ดวงอาทติ ย์ (Sun) เป็นดาวฤกษ์ที่เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ
มดี าวเคราะห์ ๘ ดวง ดาวเคราะหแ์ คระ ดาวเคราะห์น้อย ดาวหาง และวัตถุอื่น ๆ ก็
เป็นบริวารที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์เป็นดาวทรงกลมขนาดใหญ่กว่า
โลกประมาณ ๑๐๐ เท่า ประกอบด้วยแก๊สไฮโดรเจนร้อยละ ๗๔ แก๊สฮีเลียมร้อย
ละ ๒๕ และท่ีเหลือเป็นธาตุชนิดอื่นร้อยละ ๑ บนพื้นผิวของดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิ
สูงประมาณ ๕,๕๑๕ องศาเซลเซียส เกิดขึ้นจากการมีปฏิกิริยาลุกไหม้ภายในดวง
อาทิตย์ ทาให้แก๊สไฮโดรเจนรวมตัวเป็นแก๊สฮีเลียม ส่งพลังงานแสงและความ
ร้อนจานวนมหาศาลมาถึงยังโลกได้ แม้ว่าดวงอาทิตย์จะอยู่ห่างจากโลกถึง ๑๔๙
ล้านกิโลเมตร
ดวงอาทติ ยเ์ ปน็ ดาวฤกษด์ วงหน่งึ ในจานวนหลายล้านดวงทีอ่ ยใู่ น
กาแลก็ ซี หรือดาราจกั ร (galaxy) ทีม่ ีช่อื วา่ ทางชา้ งเผอื ก (milky way)
กาแล็กซเี ป็นกลมุ่ ดาวจานวนมหาศาล ทงั้ ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ แกส๊ ฝุน่
และวัตถุอน่ื ท่รี วมตัวกันดว้ ยแรงโนม้ ถว่ ง กาแลก็ ซที างชา้ งเผอื ก เป็นหนึ่ง
ในหมื่นลา้ นกาแล็กซีท่อี ยใู่ นเอกภพ (universe) ซึ่งเปน็ ห้วงอวกาศอัน
กว้างใหญ่ท่ีปราศจากขอบเขต ในอวกาศเตม็ ไปด้วยดาว แกส๊ ตา่ ง ๆ วัตถุ
และฝุ่น
การเกิดจุดดับบนดวงอาทิตย์ (Sunspot) บางครั้งเราสามารถมองเห็น
ไดด้ ้วยตาเปลา่ และจะเห็นได้ชัดเจนเวลาดวงอาทิตย์ใกล้ตกดิน จุดดับของดวง
อาทติ ยจ์ ะอย่ปู ระมาณ 30 องศาเหนือ และใต้ จากเส้นศูนย์สูตรที่เห็นเป็นจุดสี
ดาบริเวณดวงอาทิตย์ เนื่องจากเป็นจุดที่มีแสงสว่างน้อย มีอุณหภูมิประมาณ
4,500 องศาเซลเซียส ต่ากว่าบริเวณโดยรอบประมาณ 2,800 องศาเซลเซียส
นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าก่อนเกิดจุดดับบนดวงอาทิตย์นั้น ได้รับอิทธิพล
จากอานาจแม่เหล็กไฟฟ้าบริเวณพื้นผิวดวงอาทิตย์มีการเปลี่ยนแปลง ทาให้
อุณหภูมิบริเวณดังกล่าวต่ากว่าบริเวณอื่นๆ และเกิดเป็นจุดดับบนดวงอาทิตย์
แสงเหนือ และแสงใต้(Aurora) เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดบริเวณขั้วโลกเหนือ
และข้ัวโลกใต้ มีลกั ษณะเป็นลาแสงท่ีมีวงโคง้ เป็นม่าน หรือเป็นแผ่น เกิดเหนือ
พน้ื โลกประมาณ 100 - 300 กโิ ลเมตร ณ ระดับความสูงดังกล่าวก๊าซต่างๆ จะ
เกิดการแตกตัวเป็นอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า และเมื่อถูกแสงอาทิตย์จะเกิด
ปฏิกริยาที่ซับซ้อนทาให้มองเห็นแสงตกกระทบเป็นแสงสีแดง สีเขียว หรือ สี
ขาว บริเวณขั้วโลกทั้งสองมีแนวที่เกิดแสงเหนือและแสงใต้บ่อย เราเรียกว่า
"เขตออโรรา" (Aurora Zone)
ดาวเคราะหห์ นิ ดาวเคราะหแ์ กส๊
ดาวพุธ (Mercury)
ดาวพธุ เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกลก้ ับดวงอาทิตย์มากทสี่ ดุ
สังเกตเหน็ ดว้ ยตาเปล่าได้ตอนใกลค้ ่าและ ช่วงรุง่ เช้า ดาวพุธไมม่ ี
ดวงจนั ทร์เป็นดาวบรวิ าร ดาวพธุ หมนุ รอบตวั เองจากทศิ ตะวันตก
ไปยังทศิ ตะวนั ออกกินเวลา ประมาณ 58 - 59 วัน และโคจรรอบ
ดวงอาทติ ย์ 1 รอบ ใช้เวลา 88 วนั
ดาวศกุ ร์ (Venus)
ดาวศุกรส์ งั เกตเห็นไดด้ ว้ ยตาเปล่า โดยสามารถมองเหน็ ไดท้ าง
ขอบฟา้ ด้านทิศตะวันตกในเวลาใกลค้ ่า เราเรียกว่า"ดาวประจาเมอื ง"
(Evening Star) สว่ นชว่ งเช้ามืดปรากฏให้เห็นทางขอบฟา้ ด้านทิศ
ตะวนั ออก เรียกว่า "ดาวรงุ่ " (Morning Star) เรามักสงั เกตเหน็ ดาว
ศกุ รม์ ีแสงสอ่ งสว่างมาก เน่อื งจากดาวศกุ รม์ ชี นั้ บรรยากาศท่ีประกอบ
ไปดว้ ยแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ มีผลทาใหอ้ ุณหภมู ิพ้ืนผิวสงู ขึ้น
ดาวศุกรห์ มนุ รอบตวั เองจากทิศตะวันออกไปยังทศิ ตะวนั ตก ไม่
มีดวงจันทร์เปน็ ดาวบรวิ าร
โลก (Earth)
โลกเป็นดาวเคราะห์ดวงเดียวที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่
เนื่องจากมีชั้นบรรยากาศและมีระยะห่าง จากดวงอาทิตย์ที่
เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและการดารงชีวิตของสิ่งมีชีวิต
นักดาราศาสตร์อธิบายเกี่ยวกับการเกิดโลกว่า โลกเกิดจากการ
รวมตวั ของกล่มุ แกส๊ และมีการเคลื่อนทสี ลับซับซอ้ นมาก
ดาวอังคาร (Mars)
ดาวองั คารอยหู่ ่างจากโลกของเราเพยี ง 35 ลา้ นไมล์ และ 234 ลา้ นไมล์
เนื่องจากมีวงโคจรรอบดวง อาทติ ย์เป็นวงรี พืน้ ผิวดาวอังคารมปี รากฏการณ์
เมฆและพายุฝนุ่ เสมอ เป็นท่นี ่าสนใจในการศกึ ษาของนักวทิ ยาศาสตร์เป็นอยา่ ง
มาก เน่อื งจากมลี กั ษณะและองคป์ ระกอบทีใ่ กลเ้ คียงกับโลก
เช่น มรี ะยะเวลาในการหมุนรอบตวั เอง 1 วัน เท่ากับ 24.6 ชว่ั โมง และ
ระยะเวลาใน 1 ปี เม่อื เทยี บกับโลกเท่ากับ 1.9 มกี ารเอียงของแกน 25 องศา
ดาวอังคารมีดวงจนั ทรเ์ ปน็ บริวาร 2 ดวง
ดาวพฤหสั บดี (Jupiter)
ดาวพฤหัสบดี(Jupiter) เป็นดาวเคราะห์ที่ใหญ่ที่สุดในระบบ
สรุ ิยะจกั รวาล หมนุ รอบตวั เอง 1 รอบใช้เวลา 9.8 ชั่วโมง ซึ่งเร็วที่สุด
ในบรรดาดาวเคราะหท์ ั้งหลาย และโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ ใช้
เวลา12 ปี นักดาราศาสตร์อธิบายว่า ดาวพฤหัสเป็นกลุ่มก้อนก๊าซ
หรือของเหลวขนาดใหญ่ที่ไม่มีส่วนที่เป็นของแข็งเหมือนโลก และ
เปน็ ดาวเคราะหท์ ี่มดี วงจนั ทร์เป็นดาวบริวารมากถึง 16 ดวง
ดาวเสาร์ (Saturn)
ดาวเสารเ์ ป็นดาวเคราะหท์ ี่เราสามารถมองเหน็ ได้ดว้ ยตาเปล่า เป็นดาว
ทีป่ ระกอบไปดว้ ยกา๊ ซและของ เหลวสีค่อนข้างเหลือง หมุนรอบตัวเอง 1 รอบ
ใช้เวลา 10.2 ชั่วโมง และโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบใช้เวลา 29 ปี
ลักษณะเด่นของดาวเสาร์ คือ มีวงแหวนล้อมรอบ ซึ่งวงแหวนดังกล่าวเป็น
อนุภาคเล็กๆ หลายชนิดที่หมุนรอบดาวเสาร์มีวงแหวนจานวน 3 ชั้น ดาว
เสาร์มีดวงจันทร์เป็นดาวบริวาร 1 ดวง และมีดวงจันทร์ดวงหนึ่งชื่อ Titan
ซงึ่ ถือว่าเป็นดวงจันทรท์ ใี่ หญท่ ่ีสดุ ในระบบสรุ ยิ ะจักรวาล
ดาวยเู รนสั (Uranus)
ดาวยเู รนัส (Uranus) หรอื ดาวมฤตยู หมุนรอบตวั เอง 1 รอบ
ใช้เวลา 16.8 ชัว่ โมง และโคจรรอบดวงอาทติ ย์ 1 รอบ ใชเ้ วลา 84 ปี
ดาวยูเรนัสประกอบดว้ ยแก๊ส และของเหลว เชน่ เดยี วกับดาวพฤหัส และ
ดาวเสาร์ 4.8 ดาวเนปจนู (Neptune) เป็นดาวเคราะห์ทม่ี ีระยะเวลาใน
การหมุนรอบตวั เอง 1 รอบ เท่ากับ 17.8 ชั่วโมง และระยะ เวลาในการ
โคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ เทา่ กับ 165 ปี มดี วงจันทร์เป็นดาว
บริวาร 2 ดวง
ดาวเนปจนู
ดาวเนปจนู (Neptune) หรือดาวสมุทร หรือดาวเกตุ เปน็ ดาวเคราะห์
น้าแข็งยกั ษ์ ( Ice Giant Planet) ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นอนั ดับที่ 8
มรี ะยะทางประมาณ 4.5 พนั ล้านกิโลเมตร เท่ากับไกลจากดวงอาทติ ย์ราว
30 เท่า เมอื่ เทียบกบั ระยะของโลก (Earth) จากดวงอาทิตยห์ รือต้องใชเ้ วลา
เกือบ 165ปี ในการโคจรหนงึ่ รอบของดวงอาทิตย์ ดาวเนปจนู เป็นดาวเคราะห์
ดวงแรกทอ่ี าศัยการคาดการณ์คณิตศาสตร์มากกว่าการสังเกตการณ์ทอ้ งฟา้
เพราะมรี ะยะทางท่ีไกล และมืดมาก
ดาวเคราะหแ์ คระ
➢ มวี งโคจรรอบดวงอาทติ ย์
➢ มีวงโคจรซ้อนทับหรือใกล้เคียงกบั วัตถอุ นื่
➢ ไม่มเี ปน็ บรวิ ารของดาวเคราะห์ดวงอน่ื
➢ มีวัตถทุ อ้ งฟา้ ทไ่ี ด้รับการรบั รองวา่ เป็นดาวเคราะห์ 5 ดวง ไดแ้ ก่
ดาวเคราะหน์ ้อย (asteroids)
ดาวเคราะหน์ ้อย (asteroids) เป็นวัตถุทางดาราศาสตรท์ ี่มีขนาดเลก็ กว่า
ดาวเคราะหแ์ ตม่ ีขนาดใหญ่กว่าสะเกด็ ดาว และไมใ่ ช่ดาวหาง หรอื อาจ เกดิ ขนึ้
จากกลมุ่ วตั ถทุ ไี่ ม่สามารถรวมตวั กันเป็นดาวเคราะหไ์ ดส้ าเรจ็ ดาวเคราะห์น้อย
จานวนมากอยูใ่ นวงโคจรรูปวงรี ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี เรยี กวา่
แถบดาวเคราะหน์ ้อย (asteroid belt)
ดาวหาง (Comet)
ดาวหาง (Comet) คือ วตั ถุที่มแี กนกลางหรอื นวิ เคลียส ประกอบด้วย
นา้ แข็ง แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน แอมโมเนยี และฝ่นุ มแี หล่งกาเนิด
จากขอบของระบบสรุ ิยะและโคจรรอบดวงอาทิตย์ เม่อื เขา้ ใกลด้ วงอาทติ ย์
ส่วนท่เี ปน็ น้าแขง็ จะระเหดิ เปน็ แกส๊ มีชนั้ ฝุ่นฝา้ มัวลอ้ มรอบ และลากยาว
ดูมลี ักษณะเปน็ หาง
ตน้ กาเนดิ ของ ดาวตก ผีพุ่งไต้ และอุกกาบาต ลว้ นมาจาก สะเกด็ ดาว (meteoroid)
ซึ่งเป็นชิ้นส่วนของหินหรือโลหะที่แตกหัก หรือหลุดมาจากดาวเคราะห์น้อย หรือดาว
หางในระบบสุริยะ เมื่อสะเก็ดดาวเคลื่อนที่เข้าสู่ ชั้นบรรยากาศของโลกจะทาให้เกิดการ
แตกตัวของไอออนของอนุภาค ในบรรยากาศ เกิดความร้อนและแสงสว่างจนทาให้
สะเกด็ ดาวเกิดการลกุ ไหม้ จนหมดกอ่ นตกลงบนพืน้ ผวิ โลก เรียกว่า ดาวตก หรือผีพุ่งไต้
(meteor)
หากสะเก็ดดาวจานวนมากเคลื่อนที่เข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลก พร้อม ๆ กันหรือใน
เวลาใกล้เคียงกันจะเกิด ฝนดาวตก (meteor shower) เป็นปรากฏการณ์ที่ทาให้เรา
เห็นดาวตกที่เกิดขึ้นจานวนมากในอัตราที่ถี่กว่าปกติหากแสงสว่างจากการลุกไหม้ของ
สะเกด็ ดาวจ้ามากจะเรียกว่า ลูกไฟ (fireball) อาจมีสีแตกตา่ งกนั ขนึ้ อยกู่ บั องคป์ ระกอบ
ทางเคมขี องสะเก็ดดาว
หากสะเก็ดดาวมีขนาดใหญ่จนทาให้เหลือเศษชิ้นส่วนจากการเผาไหม้ ตกลงบน
พนื้ ผวิ โลกจะเรียกว่า อุกกาบาต (meteorite) หากอุกกาบาต มีขนาดใหญ่มากย่อมทา
ให้เกิดความเสยี หายกับพืน้ ผิวโลกและสิ่งมีชีวิต บนโลกได้มาก ดังจะเห็นได้จากร่องรอย
หลุมอุกกาบาต
การขึน้ และตกของดวงจันทร์
ทิศการขนึ้ และตกของดวงจนั ทร์
เราจะเห็นดวงจนั ทรป์ รากฏขนึ้ จากขอบฟา้ ทางดา้ นทศิ ตะวันออก
และตกทางดา้ นทศิ ตะวนั ตก เหมอื นกับการข้ึน และตกของดวงอาทติ ย์
สาเหตกุ ารเกดิ ปรากฏการณก์ าร
ข้นึ และตกของดวงจนั ทร์
โลก และดวงจันทรห์ มนุ รอบตวั เองในทศิ ทวนเข็มนาฬิกา หรอื จากทศิ ตะวนั ตก
ไปทิศตะวนั ออก ขณะท่ีดวงจนั ทร์หมนุ รอบตัวเอง กเ็ คล่ือนทร่ี อบโลกจากทศิ ตะวันตก
ไปทิศตะวนั ออกด้วยเชน่ กัน ซง่ึ การเคลอื่ นทีข่ องดวงจันทร์รอบโลก เรียกว่า การโคจร
การหมุนรอบตัวเองของโลกจากทิศตะวนั ตกไปทศิ ตะวนั ออกในทิศทวนเขม็ นาฬิกา
ทาให้มองเห็นดวงจันทรป์ รากฏข้นึ ทางทิศตะวนั ออก และตกทางทิศตะวนั ตก
ดวงจนั ทรโ์ คจรรอบโลก ขณะเดยี วกนั โลกก็หมนุ รอบตวั เอง
จากทศิ ตะวนั ตกไปทิศตะวนั ออก หรือทศิ ทวนเข็มนาฬกิ า ซ่ึง
การหมนุ รอบตัวเองของโลกใช้เวลาประมาณ ๑ วนั จงึ ทาให้
คนบนโลกมองเห็นดวงจนั ทรป์ รากฏข้ึนอยบู่ นทอ้ งฟ้าทาง
ทิศตะวันออก และเหน็ ดวงจันทรต์ กทางทอ้ งฟ้าทศิ ตะวนั ตก
หมนุ เวยี นซา้ ๆ กันทกุ วัน
การเปลยี่ นแปลงรปู รา่ งของดวงจนั ทร์
ในแตล่ ะคนื เราจะเห็นดวงจันทรม์ รี ูปร่างปรากฏแตกตา่ งกัน ชว่ งท่ีมองไม่เหน็ ดวงจนั ทร์
เลยจนกระท่งั เหน็ เตม็ ดวง เรยี กว่า ข้างขน้ึ และช่วงที่เหน็ เต็มดวงแลว้ ค่อย ๆ เห็นเป็นคร่งึ ซกี
และเปน็ เสีย้ วจนกระท่งั มองไมเ่ ห็นดวงจนั ทร์เลย เรยี กวา่ ข้างแรม
ผลงานชน้ิ นเี้ ปน็ ลขิ สทิ ธ์ิ
ของเพจแบง่ ปนั Science teaching media
https://www.facebook.com/Science.Biology14/
• อนุญาตใหน้ าไปใชเ้ พือ่ การศกึ ษาเทา่ นนั้
• ไมอ่ นญุ าตให้นาไปจาหนา่ ยหรอื ดดั แปลงเพอ่ื การจาหน่าย
• ไม่อนุญาตให้นาไปอพั โหลดใหม่
• หากฝา่ ฝืนดาเนนิ การตามกฎหมาย แจง้ เป็นลายลกั ษณ์อกั ษร
ตอ่ ผู้บังคบั บญั ชาของท่านตอ่ ไป