รายงานผลการวิจัยชนั้ เรียน
การจดั การเรยี นรูแ้ บบใชโ้ ครงงานเปน็ ฐาน (Project - Based Leaning)
เพ่ือพัฒนาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นและความสามารถในการใชโ้ ปรแกรม
นาเสนอออนไลน์ (Prezi) ของนกั เรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 1 ปกี ารศึกษา 2564
นายธนพล วงศ์สุวรรณ
ตาแหนง่ ครู วทิ ยฐานะ ครูชานาญการ
โรงเรียนบา้ นแมห่ ลา่ ย (ประชานสุ รณ)์
หมู่ท่ี 2 ตาบลแม่หลา่ ย อาเภอเมือง จงั หวดั แพร่ 541000
สังกดั สานักงานเขตพ้นื ท่กี ารศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 1
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พื้นฐาน
กระทรวงศึกษาธกิ าร
รายงานผลการวิจัยชนั้ เรียน
การจดั การเรยี นรูแ้ บบใชโ้ ครงงานเปน็ ฐาน (Project - Based Leaning)
เพ่ือพัฒนาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นและความสามารถในการใชโ้ ปรแกรม
นาเสนอออนไลน์ (Prezi) ของนกั เรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 1 ปกี ารศึกษา 2564
นายธนพล วงศ์สุวรรณ
ตาแหนง่ ครู วทิ ยฐานะ ครูชานาญการ
โรงเรียนบา้ นแมห่ ลา่ ย (ประชานสุ รณ)์
หมู่ท่ี 2 ตาบลแม่หลา่ ย อาเภอเมือง จงั หวดั แพร่ 541000
สังกดั สานักงานเขตพ้นื ท่กี ารศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 1
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พื้นฐาน
กระทรวงศึกษาธกิ าร
1
เร่ือง การจดั การเรยี นรแู้ บบใชโ้ ครงงานเป็นฐาน (Project - Based Leaning)
เพ่อื พฒั นาผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนและความสามารถในการใชโ้ ปรแกรมนาเสนอออนไลน์ (Prezi)
ช่อื ผวู้ ิจยั ของนักเรยี นช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2564
ปกี ารศึกษา นายธนพล วงศส์ วุ รรณ
2564
บทคัดย่อ
การวิจัยคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project - Based Leaning)
เพ่อื พฒั นาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นและความสามารถในการใชโ้ ปรแกรมนาเสนอออนไลน์ (Prezi) ของนกั เรียนชน้ั
มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564 โรงเรียนบ้านแม่หล่าย(ประชานสุ รณ)์ มปี ระสทิ ธภิ าพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อ
ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนจากคะแนนท่ีได้จากการทาแบบทดสอบก่อนและหลังเรียน โดยการ
เรียนแบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project - Based Leaning) ประชากร ได้แก่ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาค
เรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนบ้านแม่หล่าย(ประชานุสรณ์) จานวน 9 คน เคร่ืองมือในการวิจัย
ประกอบด้วย 1) บทเรียนแบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project - Based Leaning) 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน รายวิชาวิทยาการคานวณ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านแม่หล่าย (ประชา
นุสรณ์) ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 ซ่ึงเป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 10 ข้อ
โดยใช้เป็นแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉล่ีย ร้อยละ และส่วน
เบ่ียงเบนมาตรฐาน
ผลการวจิ ยั พบว่า
1. จดั การเรยี นรู้แบบใชโ้ ครงงานเป็นฐาน (Project - Based Leaning) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิท์ างการ
เรียนและความสามารถในการใชโ้ ปรแกรมนาเสนอออนไลน์ (Prezi) ของนักเรียนช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 1 ปีการศึกษา
2564 โรงเรยี นบ้านแม่หล่าย(ประชานสุ รณ์) ทผ่ี ู้วจิ ัยศึกษาขน้ึ มีประสิทธิภาพเทา่ กบั 80.14/81.05 ซงึ่ สงู กวา่ เกณฑ์
ท่กี าหนดไว้คอื 80/80
2. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบใช้
โครงงานเป็นฐาน (Project - Based Leaning) เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการใช้
โปรแกรมนาเสนอออนไลน์ (Prezi) ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ปีการศึกษา 2564โรงเรียนบ้านแม่หล่าย
(ประชานุสรณ์) มคี ะแนนเฉลี่ย (µ=12.61) และ (µ=16.21) ตามลาดับ และเม่อื เปรียบเทียบระหวา่ งคะแนนก่อน
และหลงั เรยี น พบว่า คะแนนการทดสอบหลงั เรียนสงู กว่าก่อนเรียนคะแนนเฉล่ีย (µ=3.60) คิดเป็นร้อยละ 17.98
และมคี ่าของสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐานของความก้าวหน้าคิดเปน็ (Ơ=1.84)
2
กติ ติกรรมประกาศ
การจัดการเรยี นรู้แบบใชโ้ ครงงานเปน็ ฐาน (Project - Based Leaning) เพือ่ พฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรียนและความสามารถในการใชโ้ ปรแกรมนาเสนอออนไลน์ (Prezi) ของนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 1 ปี
การศกึ ษา 2564 โรงเรยี นบา้ นแมห่ ลา่ ย(ประชานุสรณ)์ สาเร็จลุล่วงได้ดว้ ยความกรณุ าจาก ท่านผู้อานวยการ
สมบูรณ์ จงรกั ษ์ ผู้อานวยการโรงเรียนบา้ นแมห่ ล่าย(ประชานสุ รณ์) ได้ใหค้ าเสนอแนะ แนวคดิ ตลอดจนแกไ้ ข
ข้อบกพรอ่ งตา่ งๆ มาโดยตลอด จนงานวิจัยชน้ั เรยี นฉบบั นีเ้ สร็จสมบรู ณ์ ผู้ศึกษาจึงขอขอบพระคุณเปน็ อย่างสูง
ขอขอบคุณเจา้ หนา้ ทห่ี อ้ งคอมพวิ เตอร์ ท่ีให้คาปรึกษาและสนับสนุนในการหาขอ้ มูลเพอื่ ประกอบการ
ทางานวิจยั น้ี
สดุ ท้ายขอบคุณเพอ่ื นๆ ท่ีชว่ ยใหค้ าแนะนาดีๆ เกีย่ วกับการทาโครงงาน
นายธนพล วงศ์สุวรรณ
ผู้จดั ทา
สารบัญ 3
กติ ตกิ รรมประกาศ หน้า
บทคัดยอ่ 1
สารบัญ 2
บทที่ 1 บทนา แนวคิดทีม่ าและความสาคญั 3
4
วัตถปุ ระสงค์ 5
ขอบเขตการศกึ ษา 5
ผลที่คาดว่าจะไดร้ ับ 5
บทท่ี 2 เอกสารทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง 6
การจดั การเรียนรูแ้ บบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project - Based Leaning) 6
โปรแกรม Prezi คอื อะไร 13
โปรแกรม Prezi ต่างจากโปรแกรม Power Point อยา่ งไร 17
การใชง้ านโปรแกรม Prezi และเทคนคิ การใชง้ าน 18
บทที่ 3 วิธีการดาเนินการ
วสั ดุอปุ กรณ์ เครือ่ งมอื หรอื โปรแกรมทใี่ ช้ในการพฒั นา 23
ข้ันตอนการดาเนินงาน 23
บทท่ี 4 ผลการดาเนินโครงงาน 24
ผลการนาเสนอประยุกต์ใช้ Prezi เปน็ ส่อื การเรียนการสอน 24
การทดสอบสอ่ื การเรียนการสอนดว้ ยโปรแกรม Prezi
ผลการประเมนิ ประสิทธภิ าพ 31
บทที่ 5 สรปุ ผลการดาเนนิ งาน และข้อเสนอแนะ 33
สรปุ ผลการนาเสนอเร่อื ง การประยกุ ต์ใช้ Prezi เปน็ ส่อื การเรียนการสอน 35
การทดสอบการนาเสนอเรอื่ ง การประยกุ ต์ใช้ Prezi เปน็ สอ่ื การเรยี นการสอน 37
ผลการประเมินประสทิ ธิภาพ 39
อปุ สรรคในการพัฒนา และขอ้ เสนอแนะและแนวทางในการพัฒนา 40
เอกสารอา้ งอิง 41
ภาคผนวก
4
บทที่ 1
บทนา
แนวคิด ที่มา และความสาคัญ
สานักงานคณะกรรมการการประถมศกึ ษาแหง่ ชาติ (2543 อ้างถึงใน วัฒนา มังคสมัน, 2551) ได้ให้
ความหมายของการสอนแบบโครงงานไวว้ า่ เปน็ การจดั ประสบการณ์การเรยี นรใู้ ห้ผเู้ รยี นได้เลือกและสร้าง
กระบวนการเรยี นรเู้ รอื่ งใดเรอื่ งหนึง่ อยา่ งลุ่มลึกดว้ ยตนเองโดยใช้วธิ กี ารและแหล่งการเรยี นรู้ทหี่ ลากหลายและ
สามารถนาผลการเรยี นร้ไู ปใชใ้ นชวี ติ ได้
รูปธรรม (ดุษฎี โยเหลาและคณะ, 2557: 19-20) การจัดการเรียนรแู้ บบใช้โครงงานเป็นฐาน หมายถงึ การ
จัดการเรยี นรทู้ ่มี ีครูเป็นผู้กระตุ้นเพือ่ นาความสนใจทเ่ี กิดจากตวั นกั เรยี นมาใชใ้ นการทากิจกรรมค้นคว้าหาความรู้
ดว้ ยตวั นักเรียนเอง นาไปสู่การเพม่ิ ความรู้ที่ไดจ้ ากการลงมอื ปฏบิ ัติ การฟงั และการสังเกตุจากผูเ้ ชีย่ วชาญ โดย
นักเรียนมีการเรียนรผู้ า่ นกระบวนการทางานเปน็ กลุ่ม ท่ีจะนามาส่กู ารสรุปความรู้ใหม่ มีการเขยี นกระบวนการ
จดั ทาโครงงานและได้ผลการจัดกจิ กรรมเปน็ ผลงานแบบ
ทิศนา แขมมณี (2560) ให้ความหมายของการจัดการเรยี นการสอนโดยใชโ้ ครงการเป็นหลักไว้ว่า เป็นการ
จดั สภาพการณ์ของการเรียนการสอน โดยใหผ้ เู้ รยี นได้ร่วมกนั เลอื กทาโครงการทีต่ นสนใจ โดยร่วมกันสารวจ สงั เกต
และกาหนดเรือ่ งทต่ี นสนใจ วางแผนในการทาโครงการรว่ มกนั ศกึ ษาหาข้อมูลความร้ทู ่ีจาเป็น และลงมือปฏบิ ัตงิ าน
ตามแผนงานทวี่ างไวจ้ นไดข้ อ้ ค้นพบหรอื สิง่ ประดษิ ฐใ์ หม่ แลว้ จึงเขียนรายงานและนาเสนอต่อสาธารณชน เก็บ
ขอ้ มลู แล้วนาผลงานประสบการณท์ ้ังหมดมาอภิปรายแลกเปล่ยี นความรู้ ความคดิ กัน และสรุปผลการเรียนรู้ที่
ได้รับจากประสบการณท์ ี่ได้รบั ท้งั หมด
สรุปได้ว่า การจัดการเรยี นรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน คือ กจิ กรรมทใ่ี ห้ นกั เรยี นรูจ้ ักวธิ กี ารทาโครงงานวิจยั
เล็กๆ ผ้เู รยี นลง มือปฏิบัติเพ่ือพฒั นาความรู้ทกั ษะ และสรา้ ง ผลผลิตท่ีมีคุณภาพ ระเบียบวิธีดาเนนิ การเปน็ ระบบ
ใชว้ ิธีการทางวทิ ยาศาสตร์จุดประสงคห์ ลักของการ สอนแบบโครงงานตอ้ งการกระต้นุ ให้นกั เรียนรจู้ ัก สังเกต ร้จู กั
ตงั้ คาถาม รจู้ ักตงั้ สมมติฐาน รจู้ ักวธิ ี แสวงหาความรดู้ ้วยตนเอง เพอ่ื ตอบคาถามที่ตน อยากรู้ รู้จกั สรุป และทาความ
เข้าใจกับสิ่งที่คน้ พบ โครงงานอาจจดั ในเวลาเรยี น หรอื นอกเวลาเรียนก็ ไดโ้ ดยไม่จากัดสถานทอ่ี าจทาเปน็
รายบคุ คลหรอื เป็นกลมุ่ ได้หากเน้อื หาหรือขอ้ สงสัยเปน็ ไปตาม รายวชิ าใดหรือสาระใด จะเรยี กว่าโครงงานใน
รายวิชาน้นั ๆ เชน่ โครงงานวทิ ยาศาสตร์โครงงาน คณติ ศาสตร์โครงงานคุณธรรมจรยิ ธรรม เปน็ ตน้
การนาเสนอผลงานในลกั ษณะ Multimedia Presentation รูปแบบออนไลน์สามารถสรา้ งความสนใจ
แก่ผูเ้ รียนและชว่ ยใหเ้ กดิ ความเข้าใจในเน้อื หาท่ตี ้องการส่ือสารไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งโปรแกรม PREZI
เปน็ โปรแกรมทส่ี ามารถสรา้ งงานดา้ นการนาเสนอในรปู แบบทนั สมยั และสามารถผสมผสานกบั โปรแกรม
ทางด้านการจัดการภาพและเสียงไดห้ ลายประเภทสรา้ งเป็นผลงานท่นี าไปประยกุ ตใ์ ชไ้ ดห้ ลากหลาย อาทิ
5
การนาเสนอขอ้ มูลหน่วยงาน ผลการดาเนนิ งานงาน และสอื่ การเรียนการสอน รวมถงึ สามารถเผยแพร่ผลงานและ
ทางานร่วมกนั ออนไลนไ์ ดโ้ ดยการแชรผ์ า่ นลิงก์
ผจู้ ดั ทาจงึ ไดท้ าการวิจัยเรอื่ ง การจัดการเรยี นรูแ้ บบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project - Based Leaning)
เพือ่ พัฒนาผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นและความสามารถในการใชโ้ ปรแกรมนาเสนอออนไลน์ (Prezi) ของนกั เรยี นชน้ั
มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564 น้ี โดยใชร้ ูปแบบการสอนแบบโครงงานซงึ่ เป็นกระบวนการหนึ่งของการ
จดั การเรยี นการสอนรปู แบบ Active learning ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบตั ิอย่างเปน็ ระบบ ได้เหน็ ถึงความสาคัญของ
การถา่ ยทอดองคค์ วามรู้ดา้ นเทคนิคการผลิตสือ่ Multimedia Presentation อันจะเป็นประโยชนต์ อ่ การเรยี นการ
สอน จึงได้จัดทางานวจิ ัยเร่ืองนข้ี ้ึนมา
วตั ถุประสงค์
1. เพือ่ พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนร้แู บบใช้โครงงานเปน็ ฐาน (Project - Based Leaning)
2. เพือ่ ศกึ ษาผลสมั ฤทธ์ิของผู้เรียนในจดั การเรยี นรู้แบบใชโ้ ครงงานเปน็ ฐาน (Project - Based Leaning)
3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจตอ่ การจัดการเรียนรแู้ บบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project - Based Leaning)
ขอบเขตการศึกษา
1. ศกึ ษาดา้ นเนื้อหา เรอ่ื ง โปรแกรม Prezi ซงึ่ ประกอบดว้ ย โปรแกรมPrezi คืออะไร
โปรแกรม Prezi ตา่ งจากโปรแกรมPower Point อยา่ งไร การใช้งานโปรแกรมPrezi การนาเสนอให้ดึงดูด
ความสนใจ การนาไปใช้เปน็ สอื่ การสอน
2. โปรแกรมทีใ่ ช้ในการดาเนินงาน ได้แก่ โปรแกรม Prezi ในรปู แบบออนไลน์
ผลที่คาดวา่ จะไดร้ บั
1. ได้รูปแบบการจดั การเรียนรู้แบบใชโ้ ครงงานเปน็ ฐาน (Project - Based Leaning) ทม่ี ีประสทิ ธิภาพ
2. ผู้เรียนมีผลสัมฤทธ์ขิ องผู้เรียนในจดั การเรยี นรูแ้ บบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project - Based Leaning)
ตามเป้าหมาย
3. ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการจดั การเรยี นรู้แบบใชโ้ ครงงานเปน็ ฐาน (Project - Based Leaning)
6
บทที่ 2
เอกสารทีเ่ กย่ี วข้อง
การจัดทางานวิจยั ชนั้ เรียนเร่ือง จัดการเรียนรู้แบบใชโ้ ครงงานเป็นฐาน (Project - Based Leaning)
เพ่อื พัฒนาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นและความสามารถในการใช้โปรแกรมนาเสนอออนไลน์ (Prezi) ของนกั เรยี นช้ัน
มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564 ผู้จดั ทาไดศ้ ึกษาเอกสารทเ่ี กยี่ วข้อง ดังตอ่ ไปน้ี
1. จัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project - Based Leaning)
2. โปรแกรม Prezi คอื อะไร
3. โปรแกรม Prezi ต่างจากโปรแกรมPower Point อยา่ งไร
4. การวดั และประเมนิ ผล
5. การศึกษาความพงึ พอใจตอ่ ผเู้ รยี น
1. จดั การเรียนรแู้ บบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project - Based Leaning)
1.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบใชโ้ ครงงานเป็นฐาน (Project - Based Leaning)
สานกั งานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหง่ ชาติ (2543 อ้างถึงใน วฒั นา มังคสมัน, 2551) ไดใ้ ห้
ความหมายของการสอนแบบโครงงานไวว้ ่า เป็นการจดั ประสบการณก์ ารเรยี นรใู้ ห้ผู้เรยี นได้เลือกและสร้าง
กระบวนการเรียนรูเ้ ร่ืองใดเรื่องหน่งึ อยา่ งลมุ่ ลึกด้วยตนเองโดยใชว้ ธิ กี ารและแหลง่ การเรยี นรทู้ ่ีหลากหลายและ
สามารถนาผลการเรียนรไู้ ปใชใ้ นชีวติ ได้
รปู ธรรม (ดษุ ฎี โยเหลาและคณะ, 2557: 19-20) การจัดการเรยี นรู้แบบใช้โครงงานเปน็ ฐาน หมายถงึ การ
จัดการเรียนรูท้ ีม่ ีครูเปน็ ผูก้ ระตุน้ เพ่ือนาความสนใจท่ีเกิดจากตวั นักเรยี นมาใชใ้ นการทากิจกรรมค้นควา้ หาความรู้
ดว้ ยตัวนกั เรียนเอง นาไปส่กู ารเพิม่ ความรู้ทีไ่ ด้จากการลงมือปฏิบัติ การฟังและการสังเกตุจากผ้เู ชย่ี วชาญ โดย
นกั เรียนมีการเรยี นรู้ผา่ นกระบวนการทางานเปน็ กลุ่ม ท่จี ะนามาสกู่ ารสรปุ ความรู้ใหม่ มกี ารเขียนกระบวนการ
จดั ทาโครงงานและไดผ้ ลการจดั กจิ กรรมเปน็ ผลงานแบบ
ทิศนา แขมมณี (2560) ให้ความหมายของการจดั การเรยี นการสอนโดยใช้โครงการเปน็ หลักไวว้ ่า เป็นการ
จดั สภาพการณข์ องการเรยี นการสอน โดยใหผ้ เู้ รียนได้ร่วมกนั เลอื กทาโครงการทตี่ นสนใจ โดยร่วมกนั สารวจ สังเกต
และกาหนดเรือ่ งทต่ี นสนใจ วางแผนในการทาโครงการรว่ มกนั ศกึ ษาหาขอ้ มูลความรูท้ ี่จาเปน็ และลงมือปฏบิ ตั ิงาน
ตามแผนงานทีว่ างไวจ้ นไดข้ อ้ คน้ พบหรือสิ่งประดษิ ฐ์ใหม่ แล้วจงึ เขยี นรายงานและนาเสนอต่อสาธารณชน เกบ็
ขอ้ มลู แล้วนาผลงานประสบการณ์ท้ังหมดมาอภิปรายแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดกนั และสรุปผลการเรยี นรทู้ ่ี
ไดร้ ับจากประสบการณ์ทไ่ี ด้รับทงั้ หมด
สรปุ ได้วา่ การจดั การเรยี นรู้แบบใชโ้ ครงงานเปน็ ฐาน คือ กิจกรรมทใี่ ห้ นกั เรียนรจู้ กั วิธีการทาโครงงานวจิ ยั
เล็กๆ ผ้เู รยี นลง มอื ปฏบิ ัติเพอ่ื พัฒนาความรทู้ กั ษะ และสรา้ ง ผลผลิตทีม่ ีคุณภาพ ระเบยี บวิธดี าเนนิ การเปน็ ระบบ
ใชว้ ิธีการทางวิทยาศาสตร์จดุ ประสงคห์ ลกั ของการ สอนแบบโครงงานต้องการกระตุ้นให้นักเรียนรจู้ กั สังเกต ร้จู ัก
ตัง้ คาถาม รู้จกั ตงั้ สมมตฐิ าน รจู้ ักวิธี แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง เพือ่ ตอบคาถามท่ตี น อยากรู้ รูจ้ ักสรุป และทาความ
เขา้ ใจกับส่ิงที่คน้ พบ โครงงานอาจจัดในเวลาเรยี น หรอื นอกเวลาเรียนก็ ไดโ้ ดยไมจ่ ากดั สถานทอ่ี าจทาเป็น
7
รายบุคคลหรือ เป็นกลุ่มได้หากเน้ือหาหรือขอ้ สงสัยเป็นไปตาม รายวิชาใดหรอื สาระใด จะเรยี กวา่ โครงงานใน
รายวิชาน้ัน ๆ เชน่ โครงงานวิทยาศาสตรโ์ ครงงาน คณิตศาสตร์โครงงานคณุ ธรรมจรยิ ธรรม เปน็ ต้น
1.2 ลักษณะของโครงงาน
สานกั งานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหง่ ชาติ (2541 อา้ งถึงใน อังคณา ตงุ คะสมติ , 2559) ไดก้ าหนด
ลกั ษณะสาคัญของโครงงาน
ไว้ 7 ประเดน็ ดังน้ี
1. เป็นวิธีการเรยี นร้ทู ่บี รู ณาการหลกั สูตรกับการจัดการเรยี นรู้ได้อย่างกลมกลนื กัน
2. เปน็ การเรียนรู้ท่เี กิดจากความสนใจใคร่ร้คู าตอบของตัวผู้เรยี นเอง
3. เป็นวธิ กี ารเรยี นรทู้ ่ผี ู้เรยี นสามารถสรา้ งความรู้ (Construct) ดว้ ยตนเอง
4. เป็นวธิ ีการเรียนรู้เรือ่ งใดเรื่องหนงึ่ อยา่ งลกึ ซึ้งลุ่มลกึ ดว้ ยวิธีการ มีระบบ เปน็ ข้นั ตอน และตอ่ เน่ือง
5. เปน็ วธิ กี ารเรียนรู้ที่แสวงหาความรแู้ ละสรปุ ความรู้ด้วยตนเอง
6. เป็นวธิ กี ารทนี่ าเสนอผลการศกึ ษาค้าคว้าดว้ ยวธิ กี ารทเ่ี หมาะสม กระบวนการผลงานทพ่ี บ
7. สาหรับขอ้ ค้นพบ สิง่ ท่ีค้นพบสามารถนาไปใชใ้ นชีวิตประจาวนั ได้ “เป็นการหาคาตอบข้อสงสยั โดยใช้
ทกั ษะการเรยี นรูแ้ ละปัญญาหลาย ๆ ด้าน”
1.3 วัตถุประสงคจ์ ากการจัดการเรียน
วัฒนา มงั คสมนั (2551) กล่าวถงึ วัตถปุ ระสงค์ของการจดั การเรียนร้โู ดยใชโ้ ครงงานเป็นฐานไว้ 4 หลักการ
คือเม่ือใช้รปู แบบการจัดการเรียนรู้โดยใชโ้ ครงงานเปน็ ฐานแล้ว ผู้เรียนมีลกั ษณะสาคัญดังน้ี
1. สามารถพัฒนากระบวนการคดิ ของตนเอง
2. สามารถลงมอื ปฏบิ ตั ิกจิ กรรมได้ด้วยตนเอง
3. สามารถแก้ไขปญั หาได้อยา่ งเป็นกระบวนการ
4. เห็นคุณค่าในตนเอง
การสอน แบบโครงาน
ทมี่ า https://www.kruachieve.com/-project-based-learning-
8
1.4 ประเภทของโครงงาน
ปราชญ์ รตั นานันท์ (2553) ได้แบ่งประเภทของโครงงานเปน็ 4 ประเภท ดังน้ี
1. โครงงานสารวจ เปน็ โครงงานท่ศี ึกษาโดยการสารวจและรวบรวมข้อมูลเร่ืองใดเรอ่ื งหนึ่ง ภายใต้
ประเดน็ หวั ขอ้ ท่ีศึกษา แล้วนาความรู้ทไ่ี ดม้ าทาการวเิ คราะห์เพ่อื ใหท้ ราบถงึ ผลการศกึ ษา และการนาเสนอ
โครงงานประเภทนอ้ี าจนาเสนอในรูปแบบของตาราง แผนภมู ิ แผนผัง หรือกราฟ
ตวั อย่างโครงงานสารวจ
o โครงงานการสารวจแหล่งทอ่ งเท่ียวทางทะเลของภาคใต้
o โครงงานสารวจความคิดเห็นของเยาวชนต่ออาชีพดารา เป็นตน้
2. โครงงานศึกษา คน้ คว้า ทดลอง เปน็ โครงงานท่ศี กึ ษาและคน้ คว้าเรอื่ งใดเร่ืองหนงึ่ ทผี่ ้เู รยี นสนใจและ
ตอ้ งการรูเ้ รอ่ื งราวรายละเอียด
อยา่ งลกึ ซ้งึ อาจจะพฒั นามาจากโครงงานสารวจแลว้ ต้องการศึกษาค้นควา้ หรอื ทดลองเพิม่ เตมิ
ตัวอย่างโครงงานศกึ ษา คน้ คว้า ทดลอง
o โครงงานสุสานโจโฉมีจรงิ หรอื ไม่ ?
o โครงงานสมเดจ็ พระเจา้ ตากสินเป็นชาวจนี จริงหรือ ?
3. โครงงานส่ิงประดิษฐ์ เป็นโครงงานทีส่ ร้างหรือประดิษฐ์สง่ิ ใหม่ โดยนาองค์ความรู้ทมี่ อี ยเู่ ป็นพน้ื ฐาน มา
ผสมผสานกบั ความคิดสรา้ งสรรคท์ มี่ ีและยงั ไมม่ ใี ครเคยคดิ ประดษิ ฐ์มาก่อน อาจจะไดม้ าจากการสารวจ ศึกษาและ
ค้นควา้ จากทฤษฎีท่มี มี าก่อน หรอื พัฒนาขึน้ จากส่ิงประดิษฐ์ท่ีมีมาก่อน
ตัวอย่างโครงงานสิ่งประดษิ ฐ์
o โครงงานสมุดภาพประวตั ิศาสตร์ไทยสมัยสุโขทยั
o โครงงานประดษิ ฐเ์ ครื่องกดเจลล้างมือดว้ ยไมไ้ ผ่
4. โครงงานทฤษฎี เป็นโครงงานทีส่ รา้ งทฤษฎีใหม่เกีย่ วกบั เรื่องใดเรอ่ื งหน่งึ ที่สนใจ หรือเป็นการขยาย
แนวคิด หรอื พสิ จู นท์ ฤษฎีเดมิ เพือ่ หาขอ้ เท็จจริง โดยทฤษฎีใหม่ทเี่ สนอนผ้ี ้เู สนอต้องมีความรู้ในทฤษฎีน้นั ๆ อย่าง
ลึกซ้ึง และตอ้ งผ่านการพิสูจนด์ ว้ ยกฎเกณฑท์ ่ีเปน็ ท่ยี อมรับของคนทัว่ ไป
ตัวอย่างโครงงานทฤษฎี
o โครงงานแควน้ สุวรรณภมู คิ อื อาณาจักรไทยใช่หรอื ไม่
1.5 ขน้ั ตอนการจดั การเรยี นรแู้ บบโครงงาน
อังคณา ตงุ คะสมติ (2559) กล่าวถึงขน้ั ตอนการจดั การเรียนรโู้ ดยใชโ้ ครงงานเปน็ ฐานไว้ดงั นี้
(1) ก่อนดาเนนิ การสอน
ข้นั ที่ 1 ขั้นกระตุน้ ความสนใจ เปน็ การสรา้ งส่งิ ซ่ึงเรา้ ใหน้ กั เรยี นเกดิ ความสนใจ โดยควรเริ่มจากการ
สรา้ งบรรยากาศในชนั้ เรียนก่อน ควรสรา้ งบรรยากาศทีเ่ ปน็ กันเองไม่เครยี ด เพือ่ นกั เรียนเกดิ ความพรอ้ มในการ
เรยี นรู้ จากนน้ั จบั กลุ่มนกั เรียนด้วยวิธีการทีท่ าให้นักเรยี นเกดิ ความสนกุ สนาน มคี วามสุข และเกิดความสนใจใน
เรือ่ งท่จี ะเรียน สาหรบั วธิ กี ารจับกลมุ่ สามารถกระทาได้โดยวิธีท่หี ลากหลาย เช่น การใช้เกม ใช้เน้อื เพลง ใชเ้ น้ือหา
ทจี่ ะเรยี น จับฉลาก เปน็ ต้น
9
ขัน้ ท่ี 2 ขน้ั กาหนดปญั หา เปน็ การเลอื กกาหนดปญั หาทีจ่ ะศกึ ษา ซง่ึ ตอ้ งเริ่มจากความสนใจของนกั เรียน
ครพู ยายามให้นกั เรียนไดเ้ ลอื กศกึ ษาปัญหาท่เี หมาะสมกบั ความรู้ความสามารถของนักเรยี น และมีแนวทางที่
สามารถพสิ ูจน์ ทดสอบ หาคาตอบได้ ครูควรกระต้นุ ให้นกั เรียนเกิดความกระตือรือร้นในการกาหนดปญั หาด้วย
วิธีการทีห่ ลากหลายดังน้ี
v การตั้งคาถามจากเร่อื งใกล้ตวั
v ใชก้ ารสารวจ โดยการมอบหมายให้นักเรียนไปสารวจในทอ้ งถิ่น
v ใช้การศกึ ษานอกสถานที่ เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศในหอ้ งเรยี นและนกั เรียนไดร้ ับประสบการณต์ รงท่ี
หลากหลาย
v การสรา้ งบรรยากาศที่เออ้ื ให้เกิดปัญหาและความสงสัยกบั ตวั ผู้เรยี น เชน่ การจัดสภาพหอ้ งเรียน สอ่ื ป้าย
นิเทศ เปน็ ต้น
ข้ันเลือกหรือกาหนดปญั หานี้เป็นขนั้ ทคี่ รูต้องใชค้ วามพยายามในการกระตุ้นนักเรียน แม้ปญั หาที่นกั เรียน
รว่ มกันกาหนดจะมคี วามหลายหลาย ครูต้องพยายามตะลอ่ มใหน้ ักเรยี นเลอื กปญั หาท่ีสอดคล้องกับหนว่ ยการ
เรียนร้ทู ีว่ เิ คราะห์ไว้
ขน้ั ที่ 3 ขนั้ วางแผน เป็นขนั้ ที่ครูให้นกั เรียนร่วมกนั เขียนโครงร่างของโครงงาน โดยผสู้ อนใชก้ ารสนทนา
ประกอบท่ีแสดงข้นั ตอนของโครงงาน เพอ่ื ใหเ้ กิดความชัดเจนในภาพรวมของโครงงานแต่ละข้นั อยา่ งตอ่ เนอื่ งดว้ ย
การเรมิ่ ทลี ะขัน้ ตอนดงั นี้
3.1 การกาหนดปัญหา แต่ละกล่มุ เขยี นปญั หาหรอื ความสาคัญของปัญหาใหช้ ัดเจนถงึ 1) สาเหตุของ
ปญั หา
2) ความสาคัญของปญั หา 3) แนวทางการแกไ้ ข
3.2 การตั้งสมมติฐาน เป็นการหาแนวโน้มและคาดคะเนคาตอบไวล้ ว่ งหน้า เป็นการกระตุน้ นักเรยี นให้
ตอ้ งการทราบถึงผลลัพธ์ทไ่ี ดว้ า่ ตรงกับสมมติฐานที่ตงั้ ไว้หรือไม่
3.3 วางแผนการรวบรวมข้อมูล เปน็ การวางแผน กาหนดหนา้ ทข่ี องสมาชกิ ในการศกึ ษาข้อมูล ความรู้
และกาหนดวธิ กี ารศึกษาทห่ี ลากหลายเพ่ือเป็นหนทางสคู่ าตอบ เชน่ การสงั เกต การสัมภาษณ์ การทดลอง การ
คน้ คว้าจากอนิ เทอร์เน็ต การศกึ ษานอกสถานที่ เป็นตน้ โดยนกั เรยี นควรเลือกตามความถนดั หรอื ความเหมาะสม
3.4 วางแผนการวเิ คราะหข์ ้อมูล เปน็ การนาขอ้ มลู ที่ได้มาจัดเรียบเรยี งอย่างเปน็ ระบบ และทาการ
วิเคราะห์ โดยขอ้ มูลจากการวเิ คราะหอ์ าจทาเปน็ คาอธบิ าย ตวั เลข ตารางเปรียบเทียบ ค่าสถติ ิ เปอรเ์ ซน็ ต์ เป็นต้น
3.5 วางแผนการนาเสนอขอ้ งมลู โดยครูอาจนารปู เลม่ และแผงโครงงานไดศ้ ึกษาเป็นตัวอย่าง เพื่อให้
นักเรียนเกิดความเขา้ ใจวิธกี ารนาเสนอและนาเสนอได้อย่างถูกต้อง
ขน้ั ที่ 4 ขนั้ ลงมอื ปฏบิ ัติ เปน็ ข้นั ท่ีมคี วามสาคัญมาก คอื การดาเนินการ หรอื ลงมือปฏิบัติตามแผนท่ีวาง
ไว้ในข้ันท่ี 3 ครตู ้องใชก้ ารเสรมิ แรงและสนับสนนุ ใหน้ กั เรียนเลือกวธิ กี ารตามท่ีนกั เรียนต้องการ แต่ต้องอยบู่ น
พ้นื ฐานของการนาขอ้ มลู มาจัดหมวดหมู่ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และเชอ่ื มโยงขอ้ มลู ต่าง ๆ
ขนั้ ท่ี 5 ขน้ั สรุปและนาเสนอ เป็นการให้นกั เรยี นสรุปข้อมูลจากการวเิ คราะห์ และสังเคราะห์เปน็ ผลงาน
นาเสนอข้อมูลและเผยแพร่ข้อมลู โดยนักเรยี นสามารถนาเสนอในสว่ นท่ีเปน็ กระบวนการ วิธีการ ขั้นตอนและ
ผลลพั ธห์ รอื ผลท่ีไดจ้ ากการศึกษา ครูควรให้คาแนะนา กระตุน้ ให้เกดิ การซกั ถามภายในช้นั เรยี น และควรมกี าร
นาเสนอผลงานตอ่ โรงเรยี น ชมุ ชน เขตพน้ื ทก่ี ารศึกษา หรอื ในระดบั อ่ืน ๆ
10
ข้นั ท่ี 6 การประเมินผล เปน็ การประเมนิ จากการปฏบิ ัติของนกั เรยี นสามารถประเมนิ ได้เป็นสองสว่ น
คือ 1) สว่ นของนักเรยี นท่ปี ระเมนิ การเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยดทู ี่คุณภาพเป็นเกณฑ์ ลักษณะและวิธกี ารท่ีใชใ้ นการ
ประเมนิ ใช้การอภปิ รายจากการทางานและชนิ้ งาน ซึ่งในสว่ นนนี้ กั เรียนจะเป็นผมู้ บี ทบาทในการแสดงความคดิ เห็น
พรอ้ มใหค้ ่าคะแนนตามเกณฑท์ ี่ตกลงร่วมกัน และ 2) ส่วนท่คี รูประเมินการทาโครงงาน ซงึ่ ครูจะประเมนิ ในดา้ น
ของเนอื้ หาสาระของโครงงาน กระบวนการทางาน การนาเสนอโครงงาน โดยใช้วธิ ใี หค้ ะแนนตามเกณฑท์ ี่สรา้ งข้ึน
และควรให้ผเู้ รยี นรบั ทราบเกณฑด์ ังกล่าวดว้ ยเพือ่ ความเข้าใจที่ตรงกัน
1.6 การนาเสนอโครงงานโดยแผงโครงงาน
สมาคมวิทยาศาสตร์แหง่ ประเทศไทย (2527 อ้างถงึ ใน องั คณา ตงุ คะสมิต, 2559) ได้กาหนดหลักเกณฑ์ใน
การจัดแผงโครงงานวิทยาศาสตรต์ ้องประกอบดว้ ย 3 ดา้ น คอื ด้านกลางและด้านขา้ ง 2 ด้าน ด้านหน้าเปดิ ให้ผู้ชม
สามารถชมผลงานได้สะดวก แผงโครงงานทง้ั 3 ด้าน ใชต้ ิดแผนภาพ แผนภมู ิ หรอื คาอธบิ ายแสดงถงึ รปู แบบ
โครงงาน ควรมีขนาดกวา้ ง 220 เซนตเิ มตร สูง 120 เซนติเมตร โดยปีกซ้ายและขวากว้างดา้ นละ 50 เซนติเมตร
ส่วนดา้ นกลางกว้าง 120 เซนติเมตร เพือ่ ให้สามารถพับเก็บไดแ้ ละสะดวกต่อการเคลอื่ นยา้ ย
ตวั อย่างแผงโครงการ (อังคณา ตุงคะสมิต, 2559)
11
ทง้ั นเ้ี ปน็ เพียงแนวทางในการจดั แผงโครงงานโดยสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ครูผู้สอนสามารถ
กาหนดขนาดคร่าว ๆ ได้ด้วยตนเอง เพื่อให้เปน็ ไปในทศิ ทางเดยี วกนั แต่ไม่ควรจากัดรูปแบบทีต่ ายตัวหรอื อาจให้
ผ้เู รยี นออกแบบขนาดของผังโครงงานได้ด้วยตนเอง เพอ่ื ใหน้ กั เรยี นแสดงความคดิ สร้างสรรค์ได้อย่างเตม็ ท่ี
1.7 การนาเสนอโครงงานดว้ ยวาจา
พมิ พนั ธ์ เดชะคุปต์ และคณะ (2553) กลา่ วถงึ การนาเสนอโครงงานหรือการพดู ต่อท่ีชุมชนโดยการใช้
ศาสตรว์ าทศาสตร์ หรอื วาทศิลป์ ซึ่งได้กล่าวถึงหลักการนาเสนอและบุคลิกภาพของผนู้ าเสนอไว้ดังน้ี
1. หลกั การนาเสนอ
1.1 การวางแผน (Planning) ผูน้ าเสนอจะตอ้ ง 1) รอบรเู้ ร่อื งที่จะนาเสนอ 2) รู้จกั วิเคราะห์ผ้ฟู งั 3)
รเู้ ป้าหมายการนาเสนออย่างชัดเจน
1.2 การเตรยี มการ (Preparation) 1) เลือกเน้อื หา 2) เรียงลาดบั เนอื้ หา 3) กาหนดเวลา 4) เสนอ
กจิ กรรม 5) เตรียมสอ่ื ประกอบการนาเสนอ 6) เขียนแผนการนาเสนอ ซึง่ ประกอบด้วย จุดประสงค์ การกาหนด
เนื้อหา ข้ันตอนนาเสนอการดาเนินการ 7) ซักซอ้ มการนาเสนอ
1.3 การนาเสนอ (Presentation) 1) แนะนาตัว 2) บอกความจาเปน็ ท่ีต้องนาเสนอ 3)
บอกหัวขอ้ ทีน่ าเสนอ 4) ดาเนินการนาเสนอ 3 ขน้ั ตอนคือ
1. ขนั้ ต้นควรใหต้ ืน่ เตน้ เรา้ ความสนใจผู้ฟงั 5-10%
2. ขั้นเสนอควรใหก้ ลมกลนื 80-90%
3. ขนั้ สรปุ ควรให้จับใจ 5-10%
1.8 บทบาทครแู ละนกั เรียนในการจดั การเรียนรู้โดยใชโ้ ครงงานเปน็ ฐาน
ลดั ดา ศิลานอ้ ย และองั คณา ตุงคะสมติ (2556) ไดก้ ล่าวถึงบทบาทครูและนกั เรียนในการจัดการเรยี นรู้โดย
ใช้โครงงานเปน็ ฐานในแตล่ ะขัน้ ตอนของการทาโครงงานไวด้ ังนี้
ขัน้ ตอนการทาโครงงาน บทบาทของนกั เรียน บทบาทของครู
1. การคดิ และเลือกหัวข้อท่ี
ตอ้ งการศกึ ษา - สัมผสั สถานการณ์ที่เปน็ ปัญหา - จัดกจิ กรรมต่าง ๆ ทจี่ ะช่วยใหน้ กั เรียน
2. การวางแผนในการทา - เชอ่ื มโยงความรู้และประสบการณ์เดิม สัมผสั กับสถานการณท์ เ่ี ปน็ ปัญหา
โครงงาน
กบั สถานการณใ์ หม่ - การอภิปรายและสนทนากบั นกั เรยี น
- ตระหนกั ถงึ ปัญหา
- เกิดความสนใจท่ีจะคน้ คว้าหาคาตอบ
- กาหนดปญั หาและขอบเขตของปัญหา - ให้ความคดิ เหน็ ในเรือ่ งความเป็นไปได้
- ตงั้ วตั ถปุ ระสงค์ของการศึกษาค้นคว้า ของโครงงาน
- ศึกษาเอกสารทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง - ช้ีแนะแหลง่ ขอ้ มลู และเอกสารเก่ยี วข้อง
- ตงั้ สมมติฐาน - ให้ความคิดเห็นตชิ มความสมเหตสุ มผล
- ออกแบบการทดลอกาหนดตัวแปรตา่ ง ๆ ของสมมตฐิ าน
12
- วางแผนการทาโครงงาน - ให้ขอ้ ตชิ มแผนการทาโครงงาน
3. การลงมือทาโครงงาน - สรา้ งหรอื จดั หาเคร่อื งมอื ทใี่ ช้ในการ - จัดหาส่งิ อานวยความสะดวก
รวบรวมขอ้ มูล รวมท้งั แบบทดสอบคุณภาพ - ตดิ ตามโครงงานของนักเรียนทุกระยะ
ของเคร่ืองมอื - ใหค้ าปรึกษาและใหก้ าลังใจนักเรียน
- ดาเนินการทดลองหรอื รวบรวมขอ้ มลู - ใหข้ อ้ ตชิ มวเิ คราะห์ขอ้ มูลและแปล
- วิเคราะหข์ อ้ มลู และแปลความหมาย ความหมาย
4. การบนั ทึกผลการ - สรปุ ขอ้ คน้ พบ - อภิปรายรว่ มกับนกั เรียนเกี่ยวกบั ความ
ปฏิบตั ิงาน - ตรวจสอบความถูกต้องของข้อคน้ พบ ถูกต้องของข้อคน้ พบ
โดยการทดลองซา้
- อภปิ รายผลและให้ข้อเสนอแนะ
5. การเขียนรายงาน - เขยี นรายงาน - แนะนาและใหข้ อ้ ติชมการเขียนรายงาน
6. การนาเสนอโครงงาน - เสนอผลงานจากการศึกษาค้นคว้าใน - จดั กจิ กรรมใหน้ ักเรยี นได้แสดงผลงาน
รูปแบบต่าง ๆ - ส่งผลงานนักเรยี นเข้าร่วมแสดงหรือ
ประกวด - ประเมินผลของนกั เรียน
ตารางท่ี 1 บทบาทครูและนกั เรยี นในการจัดการเรียนร้โู ดยใชโ้ ครงงานเปน็ ฐาน
(ลัดดา ศิลาน้อย และอังคณา ตุงคะสมิต, 2556)
1.9 การประประเมนิ ผลการจัดการเรียนรู้โดยใชโ้ ครงงานเป็นฐาน
บญุ เลีย้ ง ทมุ ทอง (2548) กล่าวถงึ การวัดและการประเมินผลการเรยี นรู้โครงงาน โดยใช้การประเมินผลตาม
สภาพจรงิ ดังนี้
1. ประเมนิ ผลในขณะผู้เรียนแสวงหาความรู้
2. ประเมินผลการใช้ภาษาในการถาม – ตอบของผเู้ รยี น ในทกุ ข้นั ตอนของการเรยี น โดยยึดหลกั ทีว่ า่ “ยงิ่
พดู ยงิ่ อธบิ ายมาก ย่ิงถามมาก ย่ิงสงสัยมากกย็ ง่ิ ไดค้ ะแนนมากเท่านั้น”
3. ประเมินผลจากการทดสอบที่กาหนด 2 ช่วงคือ กลางภาค และปลายภาค
องั คณา ตงุ คะสมิต (2559) กล่าวถึงการประเมินโครงงานท่ใี ช้เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนสามารถ
ประเมินได้ 2 ส่วนคือ 1) ส่วนของนักเรยี นทป่ี ะเมินตนเอง และ 2) ส่วนท่คี รใู ช้ประเมินคณุ ภาพของโครงงาน การ
ทางานของนกั เรยี น ประเมนิ ความก้าวหนา้ ในระหว่างการทางานและเม่อื โครงงานสิน้ สุด โดยมขี ้อคานึงในการ
ประเมิน ดงั น้ี
1. ต้องใหน้ กั เรยี นเปน็ ผู้ประเมินหลกั
2. อาจใชก้ ารอภิปรายเปน็ กระบวนการประเมนิ ความกา้ วหนา้ ของนกั เรียน
3. อาจให้นกั เรยี นเขยี นแสดงความรู้สึกต่อผลงานของตนเองหรอื ท่ีเรียกวา่ Reaction sheet
13
1.10 ประโยชนข์ องการจัดการเรยี นรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน
ลดั ดา ศิลาน้อย และอังคณา ตงุ คะสมิต (2556) ได้กล่าวถงึ คณุ คา่ ของการจัดการเรยี นรูโ้ ดยใชโ้ ครงงานเปน็
ฐานต่อการเรยี นร้ขู องนักเรียนไว้ดงั นี้
1. การเรยี นร้มู ิไดเ้ กิดจากการสอนของครูอย่างเดียว แตเ่ กิดจากตัวของนกั เรียนเอง
2. นกั เรยี นได้เรียนรู้จากการเชื่อมโยงความรเู้ ดิมกับประสบการณใ์ หม่
3. การเรียนอยา่ งต่อเน่อื งจากการทาโครงงาน ทาใหน้ กั เรียนเกิดการเรยี นรู้จากรปู ธรรมเปน็ นามธรรมได้
4. การเรยี นรู้เกิดจากการลงมอื ปฏบิ ัติของนกั เรียนเอง โดยผา่ นขัน้ ตอนการทางานทเ่ี ป็นกระบวนการซึ่งจะชว่ ย
สรา้ ง
ความเชือ่ มมนั่ ใหก้ บั ตนเอง
5. เกดิ การเรยี นรทู้ มี่ ปี ระสิทธิภาพ เพราะการทางานของนักเรยี นตอ้ งมกี ารตชิ ม วิพากษว์ ิจารณ์ และให้ขอ้ มลู
ยอ้ นกลับเพอ่ื การปรบั ปรุงแก้ไขทดี่ ขี ้นึ
6. ความคาดหวังของนักเรียนที่มตี อ่ ผลงาน เพราะในกระบวนการของการทาโครงงาน นกั เรียนจะต้องมีการ
วางแผนอยา่ งเป็นระบบเพอื่ ใหบ้ รรลวุ ัตถปุ ระสงค์
7. นักเรียนได้พัฒนาความสามารถทมี่ องสะทอ้ นตวั เองได้ (Self-reflection) โดยฝึกการติดตามความคิด
ตรวจสอบ
ความคิด ติดตามงานและฝกึ แก้ปญั หาจากผลของการติดตามงานนั้น ๆ
2. โปรแกรม Prezi คืออะไร
Prezi เป็นโปรแกรมทาพรีเซนต์เตชนั่ ออนไลน์ ที่มีเอกลกั ษณ์เด่นสุดคือการ ซมู เข้าซูมออกไดน้ อกจากนี้
ยงั มีลกั ษณะพิเศษอืน่ ๆ ดังเช่น Prezi เป็น Non-linear presentation นน่ั คือ การเดินทางของงานนาเสนอไม่ได้
เปน็ เสน้ ตรงท่มี งุ่ ไปข้างหน้า หรือถอยหลังทลี ะสไลด์ ต่อไป Prezi จะซูมเข้า ซมู ออก กระโดดไปโน่น กระโดดไปน่ี
แลว้ แตเ่ ราออกแบบ Prezi สามารถใส่รูปภาพ เสียง วดิ โี อ และไฟล์ PDF PPT เป็นตน้ Prezi สามารถแก้ไขไดโ้ ดย
วธิ อี อนไลน์ (ฟรี) บนเว็บ http://prezi.com ขณะเดียวกนั ก็สามารถ นาเสนอแบบ online ได้ หรอื สามารถดาวน์
โหลดลงมาเพื่อนาเสนอแบบ offline และไฟล์ทไ่ี ดจ้ ะมีนามสกลุ .exe ซึ่งเปดิ ไดก้ บั ทุกเครอื่ ง
3. โปรแกรม Prezi ต่างจากโปรแกรมPower Point อย่างไร
3.1 PowerPoint นาเสนอแบบ linear คอื หน้าที่หน่งึ หนา้ ทสี่ อง หน้าท่ีสาม...ไปเรอื่ ยๆ
3.2 Prezi นาเสนอแบบ zoom คอื ไม่ไดไ้ ปหน้าหน่งึ หน้าสองตามลาดบั แต่สามารถกระโดดไปยงั
ขอ้ มูลท่ีเราต้องการจะนาเสนอไดท้ นั ที
3.3 Prezi สามารถสรา้ งงานนาเสนอออนไลนไ์ ด้เลย หรือถ้าไมส่ ะดวกกส็ ามารถ ก็สามารถดาวน์
โหลดมาใช้ท่ีคอมตวั เองก็ได้
3.4 Prezi แทรกรูปภาพได้ เสยี งก็ได้ วดิ ีโอกไ็ ดด้ ้วย
3.5 ไม่ตอ้ งกงั วลว่าจะเปิดไมไ่ ด้ หากไปใชค้ อมพิวเตอรเ์ คร่ืองอ่นื เพราะไฟลง์ านจะถูกแปลงเป็น
.exe สามารถเปิดได้บนคอมพวิ เตอร์ทุกเคร่ือง
14
3.6 การใช้งานโปรแกรม Prezi และเทคนิคต่างๆ เรมิ่ ตน้ ใช้งาน Prezi เปิดเวบ็ ไซต์ http://prezi.com
ตอ้ งเร่มิ การใช้งานด้วยการเขา้ ไปที่ www.Prezi.com จากน้นั ทาการสมคั รสมาชกิ หรือจะลงทะเบียน
ผ่าน FACEBOOK กไ็ ดเ้ ชน่ กัน
เมื่อล็อกอินเขา้ มาแลว้ ใหค้ ลิกไปท่ี + New Prezi เพอ่ื เรม่ิ สร้างงานนาเสนอใหม่
จากนั้นรอสักครู่ จะเข้าส่หู นา้ ของ Template ให้เลอื กรูปแบบของการนาเสนอ ซง่ึ ในสว่ น
ของ Template น้ีเป็นส่ิงสาคญั มากๆ ในการใชง้ าน Prezi เพราะรูปแบบการนาเสนอจะแตกตา่ งกัน
ระหว่าง Template ลองเลือกหวั ขอ้ ทีต่ รงกับเนื้อหาของคุณ เชน่ เราจะลองใช้งาน Template ที่ช่ือ From Roots
to Results ทว่ี ่าดว้ ยเร่อื งของการวางรากฐานท่สี ง่ ผลไปยังผลลัพธ์ ซึง่ Template นีก้ จ็ ะมีการแสดงผล นาเสนอ
ในรปู แบบนนั้ ๆ เลือกรปู Template ที่ต้องการแล้วกด Choose
15
สามารถนามาปรบั แตง่ ใหเ้ ข้ากบั เนื้อหาท่ีตอ้ งการนาเสนอ ลองทดลองหลายๆ รปู แบบ หรือจะสรา้ งใหม่
จาก Template เปลา่ ซึ่งสง่ิ สาคญั คือการทางานของ Prezi น้ันจะเป็นการซมู เขา้ ไปดูรายละเอียดของภาพนั้นๆ
ดงั นน้ั คณุ สามารถใสข่ ้อความ รูปภาพ หรอื โลโก้ รวมไปถงึ วดิ ิโอต่างๆ แล้วจดั ลาดับของการนาเสนอได้ด้วยตวั เอง
เมอ่ื เลอื ก Template แล้วกจ็ ะเปน็ การใส่ขอ้ ความไปยงั บรเิ วณต่างๆ ของภาพ โดยสามารถดลู าดบั ของ
การนาเสนอ (หรอื ลาดับสไลด์) ไดท้ แ่ี ผงควบคมุ ด้านซ้ายมือ
ใส่ข้อความตา่ งๆ ให้เข้ากับ Template เพ่ือการนาเสนอทต่ี รงกับความต้องการของคุณ โดยสามารถใส่
รายละเอยี ดอ่นื ๆ ได้ผา่ นแผงด้านบนท่มี ีใหเ้ ลอื กใส่ ลาดับภาพ พร้อมลูกศรทห่ี วั ขอ้ Frames & Arrows
16
ใส่วัตถอุ น่ื ๆ อยา่ งภาพ สญั ลักษณ์ แผนภาพ (Diagram) วิดโี อจาก YouTube เสยี งประกอบ หรอื แมก้ ระ
ท้งั ไฟล์ PDF และ PowerPoint
ทาการเซฟเมอ่ื การปรบั แตง่ ของคุณเสรจ็ ส้นิ พร้อมนาเสนอไฟลน์ ้นั ไดท้ นั ทที ี่หัวข้อ Present
นอกจากนั้นในหวั ขอ้ Share คุณยงั สามารถทาการนาเสนองานออนไลนไ์ ด้ (Start Online
Presentation) หรือจะชวนเพ่ือนๆ เข้ามาปรบั แตง่ (Invite to Edit) ไปจนถึงการแชรไ์ ฟล์นนั้ ไปที่ Facebook
17
สาหรับผู้ทีต่ ้องการใช้งานแบบออฟไลน์ก็สามารถดาวโหลดไฟลน์ นั้ ในรปู แบบ PDF ทห่ี ัวข้อ Download
as PDF หรือจะนาเสนอเป็นภาพเคลื่อนไหวไดด้ ว้ ยหวั ข้อ Download as portable Prezi ซงึ่ ถือว่าสะดวกและใช้
งานงา่ ยมากๆ ทีเดยี ว
ท้งั หมดนัน้ ก็เปน็ การทางานของเว็บไซต์ Prezi ซ่งึ เปน็ บริการการนาเสนอแบบออนไลนท์ ีต่ อ้ งบอกวา่
นา่ ชน่ื ชมตรงท่ีคณุ สามารถทาการพรเี ซนต์ทใี่ ชเ้ วลานานแบบเดมิ ๆ ไดอ้ ยา่ งรวดเร็วและสวยงาม
4. การประเมนิ ผลตามสภาพจรงิ
การประเมนิ ผลตามสภาพจริง (Authentic Assessment) หมายถงึ กระบวนการสงั เกต บนั ทกึ และการ
รวบรวมขอ้ มลู จากผลงาน วธิ ีการ หรอื สิ่งทีผ่ ู้เรยี นปฏิบตั ิ เพอ่ื เปน็ พืน้ ฐานของการตัดสนิ ใจต่อตวั ผู้เรียน การ
ประเมนิ ผลตามสภาพจรงิ จะไมเ่ นน้ การประเมนิ เฉพาะทกั ษะพืน้ ฐาน แต่จะเนน้ ประเมินทกั ษะการคดิ ทซ่ี บั ซ้อนใน
การทางาน ความสามารถในการแกป้ ัญหาและการแสดงออกทีเ่ กิดจาการปฏบิ ตั ใิ นสภาพจริง ในการเรียนการสอน
ทีเ่ นน้ ผเู้ รียนเป็นสาคญั ดว้ ย
การวดั และประเมินตามสภาพจรงิ มกี ระบวนการวัดผลการเรียนร้ตู ามแนวทาง 3 ประการ คอื
1. วดั ครบถ้วนตามจดุ ประสงค์การเรียนรไู้ ดจ้ รงิ วัดความสามารถทางความรู้ ความคดิ ได้จริง
(Cognitive Ability) วดั ความสามารถในการปฏิบัตไิ ดจ้ รงิ (Performance/Practice Ability) และวัดคุณลักษณะ
ทางจิตใจไดจ้ รงิ (Affective Characteristics)
2. วดั ไดต้ รงความเป็นจรงิ คอื สิง่ ทีว่ ดั ได้น้นั เป็นข้อมลู เป็นการแสดงพฤตกิ รรมที่สะท้อนความสามารถ
ทแ่ี ท้จรงิ ของผู้เรียน ท้งั ความสามารถทางความรู้ ความคดิ ความสามารถในการปฏิบัตแิ ละคุณลักษณะทางจิตใจ
มคี วามคลาดเคลื่อนผดิ พลาดนอ้ ยท่ีสดุ ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ดอ้ ยความสามารถไดค้ ะแนนสูง ตดั ความผิดพลาดที่ผู้มี
ความสามารถสูงกลบั ได้คะแนนนอ้ ย
3. เลอื กสรร คิดคน้ เคร่อื งมอื และเทคนิคการวดั ผลที่เป็นการวัดพฤติกรรมท่แี ท้จริงทีแ่ สดงออกซงึ่
ความสามารถของผู้เรียน (Ability to do) ซงึ่ อาจได้จากการสังเกตุพฤติกรรมผู้เรียน สังเกตจากการปฏบิ ัติภาระ
งาน (Tasks) ทจี่ ัดใหป้ ฏิบัติในสถานการณ์ท่ีผ้สู อนจะกาหนด สังเกตจากรอ่ งรอยหลักฐานผลการปฏิบัตภิ าระงาน
ของผเู้ รยี น เปน็ ตน้
เทคนิควิธกี ารประเมนิ ตามสภาพจริง 7 วธิ ี ซงึ่ จะช่วยใหก้ ารวัดและการประเมินผลตามสภาพจริงมี
ประสิทธภิ าพ ซ่ึงไดแ้ ก่
18
1. การสังเกต เป็นการเก็บขอ้ มลู พฤติกรรมดา้ นการใช้ความคดิ การปฏิบัตงิ าน อารมณ์ ความรู้สึก
และลักษณะนสิ ยั โดยสามารถทาไดท้ กุ ที่ทุกเวลา ทง้ั ในห้องเรียน นอกหอ้ งเรียน หรือในสถานการณอ์ น่ื นอก
โรงเรียน ซงึ่ มีวิธีดาเนนิ การอยูส่ องลกั ษณะคือ การสงั เกตทาได้โดยตัง้ ใจ กับการสังเกตท่ีทาโดยไม่ต้ังใจ การสังเกต
โดยต้งั ใจหรอื มโี ครงการสรา้ งหมายถึงการทค่ี รูกาหนดพฤติกรรมทต่ี ้องสังเกต รวมถึงชว่ งเวลาและวธิ กี ารสังเกต
ส่วนการสังเกตแบบไมต่ ้ังใจ หรือไมม่ โี ครงสรา้ งนนั้ หมายถงึ ไมม่ กี าหนดรายการสังเกตไว้ลว่ งหนา้ ครอู าจมีกระดาษ
แผ่นเล็ก ๆ ติดตวั ไวต้ ลอดเวลาเพ่อื บนั ทึกเมื่อพบพฤติกรรมการแสดงออกที่มคี วามหมาย
2. การสมั ภาษณ์ เป็นอกี วิธีหนึง่ ทใ่ี ชเ้ ก็บขอ้ มูลพฤติกรรมของนกั เรยี นในดา้ น ความคดิ สตปิ ญั ญา
ความร้สู ึก กระบวนการขน้ั ตอนในการทางาน และวิธีแกป้ ญั หาตา่ งๆได้ดี ซ่ึงเปน็ วิธีทอ่ี าจใช้ประกอบการสงั เกต
เพ่ือให้ได้ข้อมูลทม่ี นั่ ใจมากยิง่ ข้นึ โดยกอ่ นทค่ี รจู ะสมั ภาษณ์นั้น ควรหาขอ้ มูลเกีย่ วกับภมู ิหลงั ของนกั เรยี นและ
เตรียมชุดคาถามลว่ งหน้าเสยี กอ่ น เพื่อทาใหก้ ารสัมภาษณ์เจาะตรงประเด็นและไดข้ อ้ มลู เพิ่มมากขน้ึ และขณะ
สัมภาษณ์ครคู วรใช้วาจา ทา่ ทาง นา้ เสยี งที่อบอุน่ เปน็ กันเอง เพือ่ นักเรียนรู้สกึ ปลอดภัย และมีแนวโน้มจะใหข้ ้อมลู
ตา่ งๆ ควรสัมภาษณน์ กั เรยี นด้วยคาถามที่เข้าใจงา่ ย และอาจใช้การสัมภาษณ์กลั บุคคลใกล้ชดิ นักเรียนร่วมดว้ ย
เพื่อใหไ้ ดข้ ้อมูลเก่ียวกับนักเรยี นเพิ่มเตมิ
3. การตรวจงาน เป็นการวัดและประเมินผลท่ีเนน้ การนาผลการประเมนิ ไปใชท้ ันทีใน 2 ลักษณะ คอื
เพ่อื การช่วยเหลือนักเรยี นและเพอ่ื ชว่ ยปรบั ปรงุ การสอนของครู จงึ เป็นการประเมนิ ท่คี วรดาเนินการตลอดเวลา
และควรมลี กั ษณะที่ครูสามารถประเมินพฤติกรรมระดบั สงู ของนักเรยี นได้ เช่น การตรวจแบบฝกึ หัด ผลงาน
ภาคปฏิบัติ โครงการ/โครงงานตา่ งๆ เปน็ ตน้
4. การรายงานตนเอง เปน็ การใหน้ ักเรยี นเขียนบรรยายหรือตอบคาถามส้นั ๆ หรือ ตอบแบบสอบถาม
ทค่ี รูสรา้ งขน้ึ เพ่ือสะทอ้ นถึงการเรยี นรู้ของนกั เรียนท้ังความรู้ ความเขา้ ใจ วิธีคิด วิธที างานความพอใจในผลงาน
ความตอ้ งการพัฒนาตนเองใหด้ ียงิ่ ขน้ึ
5. การใชบ้ ันทกึ จากผ้ทู ่เี ก่ียวข้อง เปน็ การรวบรวมข้อมูลความคิดเหน็ ท่ีเกี่ยวขอ้ งกับตวั นกั เรยี นผลงาน
นกั เรยี น โดยเฉพาะความกา้ วหน้าในการเรียนรู้ของนกั เรยี นจากแหล่งตา่ ง ๆ เชน่ จากเพ่อื นครหู รือผู้ปกครอง เปน็
ต้น
6. การใชข้ ้อสอบแบบเนน้ การปฏิบตั ิจรงิ คือการใชแ้ บบทดสอบเพอื่ วัดสิ่งที่นักเรียนได้ปฏิบตั จิ รงิ ซึ่ง
ขอ้ สอบนั้นจะต้องมคี วามหมายต่อผู้เรยี น เลียนแบบสภาพความเปน็ จริง ครอบคลุมความสามารถของผเู้ รียนและ
เน้ือหาตามหลกั สตู ร เน้นให้มีหลายคาตอบและหลายวิธหี าคาตอบ และมีเกณฑ์การให้คะแนนทชี่ ดั เจน
7. การประเมินโดยใชแ้ ฟม้ สะสมงาน แฟม้ สะสมงานหมายถงึ สงิ่ ที่ใช้สะสมงานของนกั เรยี นอยา่ งมี
จดุ ประสงค์ อาจเปน็ แฟ้ม กลอ่ ง แผ่นดิสก์ หรืออัลบัม้ ก็ได้ แฟ้มสะสมผลงานนี้ จะเป็นหลกั ฐานสะทอ้ นใหเ้ ห็นถึง
ความพยายาม ความกา้ วหน้า และผลสัมฤทธ์ขิ องนักเรียน
19
วธิ กี ารประเมนิ ตามสภาพจริงทีไ่ ดก้ ลา่ วแลว้ น้นั ถา้ จะให้ไดม้ าซง่ึ ผลการเรียนรทู้ ี่แท้จรงิ ของนักเรยี นนน้ั ครู
ควรจะใช้วิธีการเกบ็ ขอ้ มลู หลายๆ วิธรี วมกนั เพื่อให้ได้ข้อมูลท่ีหลากหลาย และครอบคลมุ พฤติกรรมทุกดา้ น
รวมถงึ มีเกณฑ์การประเมนิ ชดั เจน และมีจานวนมากเพียงพอที่จะประเมินผลที่เกดิ ขึน้ ในตวั นักเรยี นอย่างม่นั ใจจึง
จะถอื วา่ เปน็ การวัดและประเมนิ ผลตามสภาพจริงอยา่ งมีประสิทธภิ าพและสามารถนาไปอา้ งอิงได้นนั้ เอง
5. การหาประสทิ ธิภาพสื่อ
การหาประสทิ ธิภาพมวี ธิ ีการ ดงั นี้ คอื
1. การให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบตรวจสอบด้านเน้ือหา และสอ่ื ประเมินความตรงของเนอ้ื หา ว่ามีความเหมาะสม
หรอื ไม่ ประเมินความเชื่อมน่ั วา่ มีความเช่อื มัน่ เพียงไรตรวจสอบ ดา้ นตัวสอื่ ดา้ นการออกแบบคอมพวิ เตอร์
ประเมินลักษณะของส่อื อกั ษร ภาพ ภาพเคลือ่ นไหว กราฟิกเนวิเกชัน่ และอ่นื ๆ
2. การหาประสทิ ธภิ าพ หมายถงึ การหาคุณภาพของส่อื ตามเกณฑ์ท่กี าหนด โดยไปวดั จากผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน
ของกลุม่ ตวั อยา่ ง ซึ่ง อาจเปน็ กลมุ่ เลก็ 3 คน มีเด็กเก่ง 1 คน กลาง 1 คน อ่อน 1 คน กลมุ่ กลาง 9 คน มเี ด็กกลุ่ม
เกง่ 3 คน กลมุ่ กลาง 3 คน กลุ่มออ่ น 3 คน กลมุ่ ใหญ่ 30 คน มเี ด็กกลุ่ม เก่ง 10 คน กลมุ่ กลาง 10 คน กล่มุ อ่อน
10 คนเมอ่ื ได้เรยี นจนจบบทเรยี นแล้ว การหาประสิทธิภาพของบทเรียน
2.1 โดยการหา E1/E2 และสามารถบอกได้ว่าส่อื ของเราสามารถใชก้ ับเด็ก ท้งั 3 กลุ่ม E1 คือ คะแนน
กิจกรรมระหว่างเรยี น E2 คือ คะแนนทดสอบหลังเรยี นซึง่ E2 อาจจะแบ่งแบบทดสอบหลงั จากการเรยี นจบหนง่ึ
หน่วยเลยก็ได้ เช่น การทดสอบท้ายบทเรยี นแต่ละหน่วย และ E1/E2ที่ได้จะเป็นเท่าใดกไ็ ด้แต่ใหส้ ูงกวา่ เกณฑท์ ีต่ ้งั
ไว้ และ E1ควรสงู กวา่ E2
2.2 การประเมินด้วยการทดสอบกอ่ นเรียนและหลงั เรียนและแบบทดสอบที่สรา้ งต้องผ่านการประเมิน
แบบทดสอบก่อนในการวดั ผลการเรียนรูผ้ ูส้ อนต้องมีความแนใ่ จว่าเครอ่ื งมือที่วัดน้ันมีคุณภาพดีพอก่อนนาไปใชจ้ รงิ
ซ่ึงลกั ษณะของเครือ่ งมอื วดั ผลการเรียนร้ทู ด่ี คี วรมลี กั ษณะดังน้ี 1. มีความเท่ียงตรง ( validity ) ค่า IOC แต่ละข้อ
ต้องมคี า่ มากกว่า 0.5 ซ่ึงหมายถงึ วดั ได้ตรงตามจดุ ประสงคข์ องการวัด 2. มคี วามเช่อื มน่ั ( Reliability ) ของ
แบบทดสอบทัง้ ฉบับมีค่าไม่ตา่ กวา่ 0.7 ซงึ่ แสดงวา่ เคร่อื งมอื วดั ให้ผลการวัดทสี่ ม่าเสมอ แน่นอน คงที่ แมจ้ ะวดั กี่
ครัง้ ก็ตาม
3. มคี ่าความยากระหว่าง 0.2 - 0.8 ไม่ควรยากเกินไปและไมง่ ่ายเกินไป
4. มคี ่าอานาจจาแนก ระหว่าง 0.2 – 1.0 เพราะค่ายง่ิ มากยิ่งดี ซงึ่ ต้องผา่ นการตรวจสอบจากผเู้ ช่ียวชาญ
20
6. สถิตทิ ใี่ ช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มูล
6.1 สถิติพนื้ ฐาน มดี งั น้ี
6.1.1 สถติ สิ าหรับการบรรยายลักษณะของคะแนนจากแบบประเมินคุณภาพ โดยผู้เช่ยี วชาญ และแบบ
ประเมินความพึงพอใจหรับนักเรียนท่ีเรียนรู้โดยใช้บทเรียนอีเลิร์นน่ิง (e-Learning) ล้วน สายยศ และอังคณา
สายยศ (2543, น. 73) ใชส้ ูตรมีดงั น้ี
1.1.1 คา่ เฉลี่ยของคะแนน ( ̅ )
̅ = X
N
เม่อื ̅ แทน คา่ เฉล่ีย
X แทน ผลรวมของคะแนนท้ังหมด
N แทน จานวนขอ้ มลู ทง้ั หมด
1.1.2 สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
S.D. N X2 ( X )2
N (N -1)
เม่ือ S.D. แทน สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน
N แทน จานวนผ้ตู อบแบบสอบถาม
X แทน ผลรวมของคะแนนในชุดข้อมูล
X 2 แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละตัวยกกาลังสอง
6.2 สถิตทิ ่ใี ชใ้ นการหาคณุ ภาพของเครอ่ื งมอื
6.2.1 การหาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบแต่ละข้อ โดยใช้สูตร IOC บุญธรรม กิจปรีดา
บริสทุ ธ์ิ (2542, น.114)
IOC = ∑R
N
เม่อื IOC แทน ดชั นคี วามสอดคล้องของข้อสอบกับจุดประสงคก์ ารเรียนรู้กับเนื้อหาหรอื ระหว่างข้อสอบกับ
จุดประสงค์
R แทน ผลรวมคะแนนความคิดเหน็ ของผู้เชย่ี วชาญท้ังหมด
N แทน จานวนผูเ้ ช่ยี วชาญ
ซึ่งถ้าคา่ IOC ต่ากวา่ 0.50 ข้อสอบจะถกู ตัดออก
6.2.2 ค่าความยากง่ายของแบบทดสอบ
(ศิรชิ ัย กาญจนวาส,ี 2546, หน้า 7) โดยใช้สตู ร
21
P=R
N
เมอ่ื P แทน ค่าความยากง่ายของข้อสอบแต่ละขอ้
R แทน จานวนของผู้ตอบถกู ในขอ้ นัน้ ถกู
N แทน จานวนคนท้งั หมด
ขอ้ สอบที่ดคี วรมีค่าความยากงา่ ย (P) เทา่ กับ 0.20-0.80
6.2.3 การหาคา่ อานาจจาแนกของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น ศิรชิ ยั กาญจนวาสี (2546, น.
8) โดยใช้สูตรดังนี้
r= −
เม่อื r แทน ค่าอานาจจาแนก
RH แทน จานวนคนกลมุ่ สงู ทตี่ อบถกู
RL แทน จานวนคนกลุม่ ต่าที่ตอบถูก
NH แทน จานวนคนในกลมุ่ สูงหรือกลุ่มต่าซึง่ เทา่ กนั
ข้อสอบทดี่ แี ละใช้ได้ ควรมคี ่า r ตัวถูก ต้ังแต่ .20 ข้ึนไป
6.2.4 วิเคราะห์หาความเชอื่ มัน่ ของแบบทดสอบ
โดยใชส้ ูตร KR-20 ของคูเดอร์ รชิ ารด์ สัน (Kuder - Richardson) ดังนี้ สมนึก ภัททยิ ธนี (2546, น. 223)
rtt n pq
1
n 1 S2
เม่ือ rtt แทน ความเชอ่ื มั่นของแบบทดสอบทง้ั ฉบบั
n แทน จานวนขอ้ ของแบบทดสอบทง้ั ฉบับ
แทน ผลรวม
p แทน อตั ราส่วนของผู้ตอบถกู ในแตล่ ะข้อ
q แทน อัตราสว่ นของผตู้ อบผดิ ในแตล่ ะขอ้
S2 แทน ความแปรปรวนของคะแนนท้งั ฉบับ
6.3 สถติ ทิ ีใ่ ชว้ เิ คราะห์ประสทิ ธิภาพของการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
สถิติที่ใช้วิเคราะห์ประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามเกณฑ์ 80/80 ใช้สูตร E1/E2 เผชิญ
กจิ ระการ (2544,น. 49) ดงั น้ี
6.3.1 สูตรหาค่า E1
∑X
E1 = N ×100
A
เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ
22
X แทน คะแนนรวมของแบบประเมินพฤติกรรมการเรยี นรู้ ระหวา่ งเรยี น
N แทน จานวนผ้เู รียน
A แทน คะแนนเต็มของแบบประเมินพฤติกรรมการเรยี นรูร้ ะหวา่ งเรยี น
3.2 สตู รหาคา่ E2
∑X
E2 = N ×100
B
เมื่อ E2 แทน ประสทิ ธภิ าพของผลลัพธ์
Y แทน คะแนนรวมของผลลพั ธห์ ลังเรียน
N แทน จานวนผู้เรียน
B แทน คะแนนเต็มของการสอบหลงั เรยี นด้วยแผนการจัดการเรยี นรู้
6.4 สถติ ทิ ่ีใช้ในการทดสอบสมมติฐาน มีดังนี้
6.4.1 ทดสอบความแตกต่างระหว่างคะแนนเฉลี่ยที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนอีเลิรน์ นง่ิ
(e-Learning) กับการจดั การเรยี นรแู้ บบปกติระหวา่ งกล่มุ ทดลองและกลุ่มควบคมุ โดยใชส้ ถติ คิ ่าทีแบบอิสระจากกัน
(t-test independent sample) โดยตง้ั เกณฑอ์ ยา่ งมีนัยสาคัญทางสถิตทิ ่ีระดับ .05 จากสตู ร
t = x̅1−x̅2
√S2p(n11+n12)
เมอื่
x̅1 , x̅2 แทน คา่ เฉลี่ยของกลมุ่ ตัวอยา่ งกล่มุ ท่ี 1, 2
Sp2 แทน ความแปรปรวนรว่ ม (Pooled variance)
Sp2= (n1−1)S21+(n2−1)S22
n1+n2−2
n1, n2 แทน ขนาดของกลุ่มตัวอย่างกลุม่ ท่ี 1, 2
df = n1+ n2- 2
เมอ่ื
df แทน ช้ันแห่งความเปน็ อิสระ (degree of freedom)
23
บทท่ี 3
วธิ กี ารดาเนินการ
การทาวิจัยชัน้ เรยี นเรอื่ ง การจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project - Based Leaning) เพอื่
พฒั นาผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นและความสามารถในการใช้โปรแกรมนาเสนอออนไลน์ (Prezi) ของนักเรียนชนั้
มธั ยมศึกษาปที ่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2564 มีวิธกี ารดาเนนิ การพฒั นาตามข้ันตอนตอ่ ไปน้ี
1. วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือหรือโปรแกรมที่ใช้ในการพฒั นา
1.1 เครือ่ งคอมพวิ เตอร์ พร้อมเชอื่ มต่อระบบเครอื ขา่ ยอินเทอร์เน็ต
1.2 คมู่ ือการใช้งานโปรแกรม Prezi (www.prezi.com)
1.3 แบบทดสอบก่อน-หลงั เรยี น
2. ขัน้ ตอนการดาเนนิ งาน
2.1 วเิ คราะหค์ วามต้องการของผู้เรียนในการใช้งานงานโปรแกรม Prezi (www.prezi.com)
2.2 ศึกษาและคน้ คว้าข้อมลู ทีเ่ ก่ียวขอ้ งกับเร่อื งที่สนใจ คือเร่ืองการประยกุ ตใ์ ช้โปรแกรมPrezi เป็นส่ือการ
เรียนการสอน และศกึ ษาคน้ ควา้ เพมิ่ เติมจากเว็บไซตต์ า่ ง ๆ และจดั เก็บข้อมูลเพือ่ จดั ทาเนือ้ หาต่อไป
2.3 ศกึ ษาการใชง้ านโปรแกรม Prezi จากเว็บไซตต์ า่ ง ๆ ทเ่ี สนอเทคนคิ และวธิ ีการสรา้ ง
2.4 จดั ทาโครงรา่ งงานวจิ ยั เพ่ือกาหนดขอบเขตงานวจิ ยั
2.5 การจดั ทาวิจยั ชน้ั เรยี นเรอ่ื ง การจัดการเรียนรู้แบบใชโ้ ครงงานเป็นฐาน (Project - Based Leaning)
เพอื่ พฒั นาผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นและความสามารถในการใชโ้ ปรแกรมนาเสนอออนไลน์ (Prezi) ของนกั เรียนชัน้
มัธยมศึกษาปที ่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564
2.6 นาเสนอรายงานความกา้ วหนา้ ให้ผู้บังบังคบั บัญชาไดต้ รวจสอบ รบั คาปรกึ ษาและใหข้ ้อเสนอแนะตา่ ง
ๆ เพื่อให้จดั ทาเนือ้ หาและการนาเสนอท่นี า่ สนใจ ทัง้ น้เี ม่อื ได้รับคาแนะนาก็จะนามาปรบั ปรุงแก้ไขใหเ้ ปน็ ทีน่ ่าสนใจ
ยิ่งข้นึ
2.7 จดั ทาเอกสารรายงานวจิ ยั ช้นั เรยี นเรื่อง การจัดการเรียนร้แู บบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project - Based
Leaning) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นและความสามารถในการใชโ้ ปรแกรมนาเสนอออนไลน์ (Prezi) ของ
นกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 1 ปีการศึกษา 2564
2.8 ประเมินผลวจิ ยั ชั้นเรยี นเรื่อง การจดั การเรียนรูแ้ บบใชโ้ ครงงานเปน็ ฐาน (Project - Based Leaning)
เพอ่ื พัฒนาผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนและความสามารถในการใชโ้ ปรแกรมนาเสนอออนไลน์ (Prezi) ของนกั เรยี นชั้น
มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564
24
บทที่ 4
ผลการดาเนินงาน
การจดั ทาวิจัยชน้ั เรียนเรอื่ ง การจดั การเรยี นรู้แบบใชโ้ ครงงานเปน็ ฐาน (Project - Based Leaning) เพื่อ
พฒั นาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นและความสามารถในการใช้โปรแกรมนาเสนอออนไลน์ (Prezi) ของนกั เรียนชนั้
มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 ปีการศึกษา 2564
1. ผลการนาเสนอประยกุ ต์ใช้ Prezi เปน็ ส่อื การเรยี นการสอน
หน้าแรกเมื่อเปิดลงิ คเ์ ขา้ มาทสี่ ือ่ https://prezi.com/tej0muidw3or/untitled-prezi/
หนา้ ที่ 2 เป็นรปู ของโปรแกรม Prezi
หน้าที่ 3 อธบิ ายรายละเอียดโปรแกรม วา่ โปรแกรม Prezi คอื อะไร?
25
หนา้ ที่ 4 คาอธิบายลายละเอยี ดโปรแกรม (ตอ่ )
หนา้ ท่ี 5 คาอธิบายลายละเอยี ดโปรแกรม (ต่อ)
หน้าท่ี 6 อธบิ ายขอ้ แตกตา่ งระหวา่ งโปรแกรมPrezi กบั โปรแกรม PowerPoint
26
หนา้ ที่ 7 อธิบายข้อแตกตา่ งระหวา่ งโปรแกรมPrezi กับโปรแกรม PowerPoint (ต่อ)
หน้าท่ี 8 อธบิ ายข้ันตอนการใชง้ านคร้ังแรก ของโปรแกรมPrezi
หน้าที่ 9 อธิบายขัน้ ตอนการใช้งาน ของโปรแกรมPrezi
27
หนา้ ท่ี 10 อธิบายขน้ั ตอนการใชง้ าน ของโปรแกรมPrezi (ต่อ)
หนา้ ท่ี 11 อธิบายข้นั ตอนการใช้งาน ของโปรแกรมPrezi (ตอ่ )
หนา้ ที่ 12 อธิบายข้นั ตอนการใช้งาน ของโปรแกรมPrezi (ตอ่ )
28
หนา้ ท่ี 13 วิดโิ อนาเสนอโปรแกรม Prezi ในYoutube
2. การทดสอบสอ่ื การเรยี นการสอนดว้ ยโปรแกรมPrezi
ในการทดสอบ ส่อื การเรียนการสอนด้วยโปรแกรม Prezi เรื่องการประยุกต์ใช้ Prezi เปน็ ส่อื การ
เรยี นการสอน ผจู้ ัดทาไดใ้ ช้วิธกี ารทดสอบ โดยผ้จู ัดทาทดสอบโดยการทาแบบทดสอบ การศกึ ษาเนื้อหา ข้อมูลท่ี
นามาทดสอบเป็นข้อมลู ท่ีถูกตอ้ ง
จากการทดสอบ พบวา่ ส่อื การเรยี นการสอน เรือ่ งการประยกุ ต์ใช้ Prezi เปน็ สื่อการเรียนการสอน ท่ี
ไดพ้ ฒั นาขึ้นนส้ี ามารถทางานได้ครบถว้ นตามความตอ้ งการของผใู้ ช้ คือ ทาแบบทดสอบกอ่ นเรียน ศกึ ษา
เน้อื หา ทาแบบทดสอบหลงั เรียนได้ และการทดลองใชโ้ ปรแกรมPrezi
29
3. การวเิ คราะห์ข้อมูล
ผลการประเมินประสิทธิภาพของสื่อการเรยี นการสอนดว้ ยโปรแกรมPrezi แสดงค่าระดับ
ประสิทธิภาพ / ของกลุม่ ตัวอยา่ งของผู้ใชง้ านจานวน 9 คน มดี ังต่อไปน้ี
3.1 ผลการวิเคราะหก์ ารทดลองแบบเดี่ยว
ตารางท่ี 3.1 แสดงค่าประสิทธิภาพ ของส่ือการเรียนการสอนดว้ ยโปรแกรมPrezi เรือ่ งการ
ประยกุ ตใ์ ช้ Prezi เป็นสือ่ การเรยี นการสอน ที่ 1 ในการทดลองแบบเดย่ี ว
ชื่อ คะแนนสอบระหวา่ ง คะแนนสอบหลัง
เรยี น (10 คะแนน) เรยี น (10 คะแนน)
เดก็ ชายเกรยี งไกร อุปกิจ
เด็กชายดลฤทธิ์ วลิ ัย 9 10
เด็กชายศุภณฐั ลือโฮง้ 8 9
เด็กชายกนั ตพงศ์ ศรีทา 8 10
เด็กหญงิ วริ าวรรณ กาปัน 7 8
เดก็ หญงิ ปุณยาพร แดนนมิ ติ 8 10
เด็กหญงิ ปภาวรินท์ หวงั แผนกลาง 6 9
เด็กชายสรุ พศ กุดาสี 7 10
เดก็ หญิงรลติ า เริงไม 7 9
7 9
รวมคะแนน 67 84
คานวณค่าประสทิ ธภิ าพของกระบวนการ (E1) จากสูตร
E1 = ( Σ x 100 ) / A
E1 = ประสิทธภิ าพของกระบวนการ
Σ x = ผลรวมของคะแนนแบบฝกึ หัดระหว่างเรียน
A = คะแนนเต็มของแบบฝกึ หดั
แทนค่าในสูตร = 80
คานวณคา่ ประสทิ ธิภาพของกระบวนการ (E2) จากสูตร
E2 = ( Σ x x100) / A
E2 = ประสทิ ธิภาพของกระบวนการ
Σ x = ผลรวมของคะแนนแบบฝกึ หัดหลงั เรียน
A = คะแนนเต็มของแบบฝกึ หดั
แทนคา่ ในสูตร = 94
30
จากการทดลองการใชก้ ารพัฒนาสอ่ื การเรียนการสอนด้วยโปรแกรมPrezi มาใชใ้ นการพฒั นา
ประสิทธิภาพของกระบวนการและผลลพั ธ์ (E1/E2) ได้ผลดงั น้ี
ตาราง สรปุ ผลการวเิ คราะห์ E1/E2
รายการประเมนิ
ผลการวเิ คราะห์ E1/E2 เปรยี บเทยี บกบั เกณฑ์ประเมิน
ผลการวิเคราะห์ เกณฑ์การประเมิน ผลการประเมนิ
80 80 ผา่ น
คา่ ประสทิ ธภิ าพของกระบวนการ E1
94 80 ผา่ น
ค่าประสทิ ธิภาพของผลลพั ธ์ (E2)
31
บทท่ี 5
สรปุ ผลการดาเนินงาน และขอ้ เสนอแนะ
การวิจัยชน้ั เรียนเรือ่ ง การจดั การเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project - Based Leaning) เพอ่ื
พฒั นาผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นและความสามารถในการใช้โปรแกรมนาเสนอออนไลน์ (Prezi) ของนักเรียนชัน้
มธั ยมศึกษาปที ี่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2564 สรุปผลการดาเนนิ งานโครงงานและขอ้ เสนอแนะ ไดด้ งั น้ี
1. สรุปผลการวจิ ยั ชัน้ เรยี นเรอื่ ง การจัดการเรียนร้แู บบใชโ้ ครงงานเป็นฐาน (Project - Based Leaning) เพ่อื
พฒั นาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นและความสามารถในการใช้โปรแกรมนาเสนอออนไลน์ (Prezi) ของนักเรยี นชนั้
มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ซ่ึงมรี ายละเอยี ด ดงั น้ี
1.1 หนา้ หลกั
1.2 แนะนาการใช้โปรแกรม Prezi
1.3 แหล่งอ้างอิง
1.4 ผู้จัดทา
1.5 จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1.6 แบบทดสอบก่อนเรยี น
1.7 เน้อื หาบทเรียน
1.8 แบบทดสอบหลงั เรียน
2. การทดสอบการนาเสนอเรือ่ ง การประยกุ ต์ใช้ Prezi เปน็ สอ่ื การเรยี นการสอน
ในการทดสอบการนาเสนอส่ือ เร่ืองการประยกุ ตใ์ ช้ Prezi เป็นส่อื การเรยี นการสอน ผ้จู ัดทา ได้ใช้
วธิ กี ารทดสอบ โดยผู้จัดทาทดสอบโดยการการทาแบบทดสอบกอ่ นเรียน การศึกษาเน้อื หาข้อมูล การศกึ ษา
สอ่ื การทดลองใช้โปรแกรมPreziแบบง่ายๆ โดยการนาประวตั แิ นะนาตัวเอง และการทาแบบทดสอบหลงั เรยี น
จากการทดสอบ พบวา่ การนาเสนอสอ่ื เรื่องการประยกุ ตใ์ ช้ Prezi เปน็ สอื่ การเรียนการสอน ทีไ่ ด้
พฒั นาขึ้นน้สี ามารถทางานไดค้ รบถว้ นตามความต้องการของผใู้ ช้ คอื ทาแบบทดสอบกอ่ นเรยี น ศึกษาเน้อื หา และ
ทาแบบทดสอบหลังเรียนได้
3. ผลการประเมนิ ประสทิ ธิภาพ
ผลการประเมนิ ประสิทธภิ าพของ การนาเสนอสอื่ เร่อื งการประยุกตใ์ ช้ Prezi เปน็ สอื่ การเรียนการ
สอน มีคา่ เฉล่ียรวม อยูใ่ นระดับดีมาก
4. อปุ สรรคในการทาโครงงาน
การนาเสนอสื่อ เรอื่ งการประยุกตใ์ ช้ Prezi เปน็ ส่ือการเรียนการสอน และไดม้ กี ารทดลองใชง้ านทาใหพ้ บ
ปญั หาตา่ งๆ ดังนี้
1. รปู แบบตัวอกั ษรในโปรแกรม Prezi มีรปู แบบตัวอักษรใหเ้ ลอื กน้อย อาจอ่านไดไ้ ม่ชัดเจน
2. การเข้าโปรแกรมจะช้า โปรแกรมยังไมค่ ่อยเสถียรเทา่ ท่ีควร
5. ข้อเสนอแนะและแนวทางในการพฒั นาต่อ
1. ควรมีการเพ่มิ เนือ้ หาที่มีความหลากหลายใหม้ ากกว่าน้ี
32
แบบสอบถามวดั ความพงึ พอใจ
การวิจยั ช้นั เรยี นเร่ือง การจดั การเรยี นรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project - Based Leaning) เพือ่ พัฒนา
ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนและความสามารถในการใช้โปรแกรมนาเสนอออนไลน์ (Prezi) ของนกั เรียนช้นั มัธยมศึกษา
ปีท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2564
คาชแี้ จง ให้ทา่ นทาเครอ่ื งหมาย / ในช่องระดบั ที่ตรงกับความพึงพอใจของท่าน เพยี งชอ่ งเดยี วเท่านัน้
ตอนที่ 1 สถานภาพของบุคคล
เพศ ชาย หญิง
ตอนที่ 2 ความพงึ พอใจต่อการจัดการเรยี นรู้ ระดบั ความพงึ พอใจ
ขอ้ ขอ้ ความ
1 อธบิ ายเนื้อหาเขา้ ใจง่าย มากทีส่ ดุ มาก ปานกลาง น้อย นอ้ ยทสี่ ดุ
(5) (4) (3) (2) (1)
2 เนอื้ หาสอดคลอ้ งกับบทเรยี น
3 สามารถทบทวนบทเรียนได้
4 การนาเสนอต่อเนื่อง
5 ความชดั เจนของFont ในโปรแกรม Prezi
6 เข้า – ออก โปรแกรม Prezi ไดส้ ะดวก
7 คาอธิบายตวั อยา่ งการชดั ง่ายตอ่ การฝกึ
8 ความสะดวกในการเรยี นบทเรียน
9 ความเหมาะสมภาพ+เนอ้ื หาสอดคล้อง
10 การนาเอาโปรแกรม Prezi มาประยกุ ต์ใช้ใน
การเรยี นการสอน
ข้อเสนอแนะอืน่ ๆ.........................................................................................................................................
....................................................................................................... .............................................................
............................................................................................................................. .........................................
33
การประเมนิ ผลแบบสอบสอบ
ตอนที่ 1 สถานภาพของผู้ตอบ
การวิจยั ชั้นเรียนเรือ่ ง การจดั การเรยี นรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project - Based Leaning) เพอื่ พัฒนา
ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นและความสามารถในการใชโ้ ปรแกรมนาเสนอออนไลน์ (Prezi) ของนกั เรยี นชัน้ มัธยมศึกษา
ปีที่ 1 ปีการศึกษา 2564 การวเิ คราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถาม โดยการวิเคราะห์ค่าเฉลย่ี คาตอบของกลุ่ม
ตัวอยา่ ง กลุม่ ตัวอย่าง นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 จานวน 9 คน
ตอนท่ี 2 ความพึงพอใจตอ่ โครงการ
การหาคา่ เฉล่ียของกลุม่ ตวั อย่างแต่ละข้อ หาได้โดยการเฉลี่ยจากค่าน้าหนกั ของข้อมูลท่ไี ด้ เพราะข้อมูลทไี่ ดม้ า มี
น้าหนักตา่ งกนั จึงต้องใชส้ ูตรจากการคานวณสถิติ คอื
Mean X = (W1 X1 + W2 X2+ W3 X3 + . . . + W n X n )
ขอ้ คิดเห็น ระดบั ความพงึ พอใจ
มากทสี่ ดุ มาก ปานกลาง น้อย นอ้ ยทส่ี ุด
(5) (4) (3) (2) (1)
ขอ้ 1. 3 2 0 0 0
ข้อ 2. 3 0 2 0 0
ขอ้ 3. 4 1 0 0 0
ขอ้ 4. 4 1 0 0 0
ข้อ 5. 0 2 2 1 0
ข้อ 6. 5 0 0 0 0
ข้อ 7. 5 0 1 0 0
ข้อ 8. 4 1 0 0 0
ขอ้ 9. 3 2 0 0 0
ข้อ 10. 5 0 0 0 0
ค่าระดับความคดิ เห็น มากท่ีสุด มคี ่าเป็น 5
มาก มคี า่ เป็น 4
ปานกลาง มคี า่ เปน็ 3
นอ้ ย มีคา่ เป็น 2
นอ้ ยท่สี ุด มีคา่ เป็น 1
34
หาคา่ เฉลีย่ ของแต่ละขอ้ ในที่นี้ จานวนผูต้ อบแบบสอบถาม 9 คน จงึ ได้ n = 9
A B C D EF G
1 ขอ้ คดิ เห็น (5) (4) (3) (2) (1)
2 ขอ้ 1. 3 2 0 00
3 ข้อ 2. 3 0 2 00
4 ข้อ 3. 4 1 0 00
5 ข้อ 4. 4 1 0 00
6 ขอ้ 5. 0 2 2 10
7 ขอ้ 6. 5 0 0 00
8 ขอ้ 7. 5 0 1 00
9 ข้อ 8. 4 1 0 00
10 ข้อ 9. 3 2 0 00
11 ขอ้ 10. 5 0 0 00
ท่ี G2 จึงต้องใช้สตู ร Mean X = (W1 X1 + W2 X2+ W3 X3 + . . . + WnXn ) / n
นน่ั คือสูตร = [ (B2*5) + (c2*4) + (D2*3) + E2*2) + (F2*1) ] / 5
คานวณ ข้ออน่ื ๆ เช่นกนั จะได้ B C D E FG
A (5) (4) (3) (2) (1) คา่ เฉลีย่
3 2 0 0 0 4.6
1 ข้อคิดเห็น 3 0 2 0 0 4.2
2 ข้อ 1. 4 1 0 0 0 4.8
3 ข้อ 2. 4 1 0 0 0 4.8
4 ขอ้ 3. 0 2 2 1 0 3.2
5 ขอ้ 4. 5 0 0 0 05
6 ขอ้ 5. 5 0 1 0 0 4.6
7 ขอ้ 6. 4 1 0 0 0 4.8
8 ขอ้ 7. 3 2 0 0 0 4.6
9 ข้อ 8. 5 0 0 0 05
10 ขอ้ 9.
11 ข้อ 10.
35
และถ้ากาหนดเกณฑร์ ะดบั ความเห็นดว้ ยจากค่าเฉลยี่
คา่ เฉลีย่ ต้งั แต่ 3.00 ดมี าก
2.50 – 2.99 ดี
2.00 – 2.49 พอใช้
1.50 – 1.99 ควรปรับปรุง
นอ้ ยกวา่ 1.50 ควรปรับปรุงอยา่ งย่งิ
จะได้ดงั น้ี
A B C D EF G H
ค่าเฉลย่ี
1 ขอ้ คดิ เห็น (5) (4) (3) (2) (1) ดมี าก
4.6 ดีมาก
2 ข้อ 1. 3 2 0 0 0 4.2 ดมี าก
4.8 ดมี าก
3 ข้อ 2. 3 0 2 0 0 4.8 ดมี าก
3.2 ดีมาก
4 ขอ้ 3. 4 1 0 0 0 5 ดีมาก
4.6 ดมี าก
5 ขอ้ 4. 4 1 0 0 0 4.8 ดมี าก
4.6 ดีมาก
6 ขอ้ 5. 0 2 2 1 0 5
7 ขอ้ 6. 5 0 0 0 0
8 ขอ้ 7. 5 0 1 0 0
9 ข้อ 8. 4 1 0 0 0
10 ขอ้ 9. 3 2 0 0 0
11 ขอ้ 10. 5 0 0 00
ถ้าพิจารณา ค่าเฉลี่ยกับค่าเฉลี่ยของกลมุ่ ตัวอยา่ งแล้ว ค่าเฉลีย่ ของกลุม่ ตัวอย่าง หาได้จากคา่ เฉล่ยี ใน
คอลัมน์ G คอื ( G2 + G3 + G4 + . . . + G11 ) / 10 จะได้ที่ G 12
แลว้ เปรยี บเทียบค่าเฉล่ยี ในข้อต่างๆ เทียบกับ G12
ถ้าคา่ เฉลยี่ ขอ้ ใด มากกวา่ G12 ถอื ว่าความคดิ เห็นขอ้ น้ันใชไ้ ด้ ใหผ้ ลลัพธ์เปน็ +
ถา้ คา่ เฉลย่ี ขอ้ ใด น้อยกวา่ G12 ถอื ว่าควรปรบั ปรงุ ในข้อนนั้ ๆ ให้ผลลัพธเ์ ป็น -
36
A B C D EF G H I
1 ขอ้ คดิ เหน็ (5) (4) (3) (2) (1) คา่ เฉลยี่ +
-
2 ข้อ 1. 3 2 0 0 0 4.6 ดมี าก +
+
3 ขอ้ 2. 3 0 2 0 0 4.2 ดีมาก -
+
4 ขอ้ 3. 4 1 0 0 0 4.8 ดีมาก +
+
5 ข้อ 4. 4 1 0 0 0 4.8 ดมี าก +
+
6 ขอ้ 5. 0 2 2 1 0 3.2 ดมี าก
7 ข้อ 6. 5 0 0 0 0 5 ดมี าก
8 ข้อ 7. 5 0 1 0 0 4.6 ดีมาก
9 ขอ้ 8. 4 1 0 0 0 4.8 ดมี าก
10 ข้อ 9. 3 2 0 0 0 4.6 ดีมาก
11 ขอ้ 10. 5 0 0 0 0 5 ดีมาก
12 เฉลย่ี 4.56
37
แบบทดสอบ เรือ่ งการใชง้ านโปรแกรม Prezi
1. โปรแกรมPrezi มลี ักษณะเด่น คอื อะไร
ก. ซูมเขา้ -ซมู ออกได้
ข. เป็นโปรแกรมยอดฮิต
ค. สามารถใส่เสยี งได้
ง. สามารถใสภ่ าพได้
2. ข้อใดไมใ่ ช่ฟังก์ชนั่ การทางานของโปรแกรม PREZI
ก. Pan และ Zoom ตามแนวคดิ ทีว่ างแผนไว้
ข. Import media เชน่ ภาพ, วดิ โี อ หรอื สอื่ อ่ืนๆ
ค. Present online และ offline สามารถนาเสนอได้ทัง้ แบบออนไลน์ และนาเสนอในแบบ
ออฟไลน์
ง. เดินทางเป็นเส้นตรงแบบเดียว
3. การนาเสนอโปรแกรมPrezi สามารถนาเสนอได้ดงั น้ี ยกเว้นข้อใด
ก. นาเสนอบนคอมพวิ เตอร์
ข. ฝัง (Embed) อยูบ่ นเว็บเพจ
ค. instagram
ง. แบ่งปนั ไวบ้ น blog
4. เว็บไซต์การเขา้ สู่โปรแกรม Prezi คอื
ก. http://prezi.co.th
ข. http://prezi.ac.th
ค. http://prezi.com
ง. http://prezi.net
5. เมอ่ื ดาวน์โหลดไฟล์งาน เพอ่ื นาเสนอแบบ offline และไฟล์ที่ไดจ้ ะมนี ามสกลุ อะไร
ก. .prezi
ข. .exe
ค. .ave
ง. .avi
6. ข้อใดไม่ถูกตอ้ ง
ก. PowerPoint นาเสนอแบบ linear คือหน้าทหี่ นงึ่ หน้าทีส่ อง หน้าท่ีสาม...ไปเรือ่ ยๆ
ข. Prezi สามารถสร้างงานนาเสนอออนไลน์ไดเ้ ลย
ค. Prezi นาเสนอแบบ zoom ไมไ่ ด้
ง. PowerPoint เป็นโปรแกรมทต่ี อ้ งจา่ ยเงินซ้อื
38
7. Insert คือการ upload ไฟล์ทีต่ อ้ งการ มโี ปรแกรมรบั รองคอื
ก. Image, Video, PDF
ข. Image, Video, PPT
ค. Image, Video, DOC
ง. Image, Video, Java
8. เมอื่ เราบนั ทกึ แลว้ เราสามารถกลับไปแกไ้ ขไดอ้ ีกหรอื ไม่
ก. ได้ เพราะสามารถแก้ไขได้โดยวิธอี อนไลน์ บนเว็บ http://prezi.com
ข. ได้ เพราะ เราสามารถดาวโหลดแลว้ แกไ้ ขได้
ค. ไม่ได้ เพราะ บันทกึ ไปแลว้
ง. ไม่ได้ เพราะไมม่ ปี ุ่มใหก้ ดแกไ้ ข
9. Prezi กับ PowerPoint เหมือนกนั ตรงไหน
ก. เปน็ โปรแกรมฟรีเหมือนกนั
ข. เปน็ โปรแกรมท่อี ยู่ในค่าย Microsoft office
ค. สามารถซมู เข้า-ซูมออกได้
ง. เป็นโปรแกรม Presentation เหมือนกัน
10. เมอ่ื ลงทะเบียนใช้งาน คลกิ เลือก Student & Teacher โดยใช้ e-mail ของมหาวทิ ยาลยั จะไดส้ ทิ ธิ
พเิ ศษอยา่ งไร
ก. เพ่ือรองรบั ภาษาไทย
ข. เพ่ือการใชง้ านฟรี 3 ปี
ค. เพอื่ การสรา้ งงาน มี Frame มากขน้ึ
ง. เพ่อื จะไดพ้ นื้ ทีก่ ารทางานเพิ่มข้นึ
จาก 100 MB เป็น 500 MB
***************************
39
เฉลยแบบทดสอบ ก่อนเรียน และหลังเรียน
1. โปรแกรมPrezi มลี กั ษณะเด่น คอื อะไร
ก. ซมู เข้า-ซมู ออกได้
2. ขอ้ ใดไม่ใช่ฟังกช์ ั่นการทางานของโปรแกรม PREZI
ง. เดินทางเป็นเส้นตรงแบบเดียว
3. การนาเสนอโปรแกรมPrezi สามารถนาเสนอได้ดงั นี้ ยกเว้นขอ้ ใด
ค. instagram
4. เว็บไซตก์ ารเข้าสู่โปรแกรม Prezi คอื
ค. http://prezi.com
5. เมอื่ ดาวน์โหลดไฟลง์ าน เพอ่ื นาเสนอแบบ offline และไฟล์ทไี่ ด้จะมนี ามสกุลอะไร
ข. .exe
6. ข้อใดไม่ถูกต้อง
ค. Prezi นาเสนอแบบ zoom ไม่ได้
7. Insert คอื การ upload ไฟลท์ ี่ตอ้ งการ มีโปรแกรมรับรองคือ
ก. Image, Video, PDF
8. เมอื่ เราบนั ทึกแล้ว เราสามารถกลบั ไปแกไ้ ขได้อีกหรอื ไม่
ก. ได้ เพราะสามารถแก้ไขไดโ้ ดยวิธอี อนไลน์ บนเว็บ http://prezi.com
9. Prezi กบั PowerPoint เหมือนกันตรงไหน
ง. เปน็ โปรแกรม Presentation เหมือนกัน
10. เมอื่ ลงทะเบียนใช้งาน คลกิ เลอื ก Student & Teacher โดยใช้ e-mail ของมหาวิทยาลัย จะได้
สทิ ธพิ ิเศษอยา่ งไร
จ. เพอื่ จะไดพ้ นื้ ท่กี ารทางานเพิ่มขึ้น จาก 100 MB เป็น 500 MB
40
เอกสารอ้างองิ
ทิศนา แขมมณ.ี (2560). ศาสตร์การสอน องคค์ วามรู้เพอ่ื การจดั กระบวนการเรียนรทู้ ม่ี ีประสทิ ธิภาพ
(พมิ พ์ครั้งที่ 21). โรงพิมพแ์ หง่ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
บญุ เลยี้ ง ทุมทอง. (2548). แนวการออกแบบการจดั การเรียนรโู้ ครงงานคณิตศาสตร์.ในประมวลองคค์ วามรแู้ ละ
งานวิจยั หลักสูตรและการเรียนรู้. ฉนั ทนา กล่อมจติ ,
ลดั ดา ศิลาน้อย และพรชนิตว์ ลนี าราช. (บรรณาธิการ). ขอนแกน่ : คณะศึกษาศาสตร์มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ .
ปราชญ์ รตั นานันท์ (2553). คดิ โครงงานสังคมศกึ ษา (พมิ พ์ครั้งที่ 2). กรงุ เทพฯ: เป็นภาษาและศิลปะ.
พิมพนั ธ์ เดชะคุปต์ และคณะ. (2553). การสอนคิดด้วยโครงงาน การเรยี นการสอน
แบบบูรณาการ (พิมพค์ ร้ังที่ 2). กรงุ เทพฯ: สานักพมิ พ์แหง่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
ลดั ดา ศิลานอ้ ย และองั คณา ตุงคะสมิต. (2556). ยกระดับครสู งั คมศึกษาสู่ประชาคมอาเซียน
(ASEAN Community) ดว้ ยกระบวนการจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่21.ขอนแกน่ : สาขาวชิ าสังคม
ศกึ ษา คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น.
วฒั นา มงั คสมัน. (2551). การสอนแบบโครงการ (พมิ พค์ รง้ั ท่ี 2). กรุงเทพฯ: สานักพิมพแ์ ห่ง
จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
องั คณา ตงุ คะสมิต. (2559). สงั คมศกึ ษาในโลกอาเซียน Social studies in ASEAN
Community. ขอนแก่น: โรงพมิ พ์มหาวิทยาลยั ขอนแก่น.
พพิ ัฒน์ คณุ วงค.์ (2561).การจัดการเรยี นรโู้ ดยใชโ้ ครงงานเป็นฐาน (Project-based Learning).สืบค้น
เมื่อ 15 มีนาคม 2564.จาก http://pipatkhunwong2.blogspot.com/2018/02/project-based-
learning.html
เว็บไซต์
https://www.moe.go.th/main2/article/article-sagob/assess.htm
https://www.ipecp.ac.th/ipecp/cgi-binn/dacha50/unit7/content5.htm
https://www.gotoknow.org/posts/551020
41
ภาคผนวก ก.
ภาพภา่ ยการทาวจิ ัยช้นั เรยี นเรือ่ ง การจดั การเรยี นร้แู บบใชโ้ ครงงานเปน็ ฐาน (Project - Based Leaning)
เพ่ือพัฒนาผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนและความสามารถในการใช้โปรแกรมนาเสนอออนไลน์ (Prezi)
ของนกั เรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1 ปีการศึกษา 2564
42
ภาพภ่ายการทาวิจัยชัน้ เรยี นเรอื่ ง การจัดการเรียนรแู้ บบใช้โครงงานเปน็ ฐาน (Project - Based Leaning)
เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นและความสามารถในการใช้โปรแกรมนาเสนอออนไลน์ (Prezi)
ของนักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564
43
ภาพภ่ายการทาวิจัยชัน้ เรยี นเรอื่ ง การจัดการเรียนรแู้ บบใช้โครงงานเปน็ ฐาน (Project - Based Leaning)
เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นและความสามารถในการใช้โปรแกรมนาเสนอออนไลน์ (Prezi)
ของนักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564
44
ภาพภ่ายการทาวิจัยชัน้ เรยี นเรอื่ ง การจัดการเรียนรแู้ บบใช้โครงงานเปน็ ฐาน (Project - Based Leaning)
เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นและความสามารถในการใช้โปรแกรมนาเสนอออนไลน์ (Prezi)
ของนักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564
45
ภาพภ่ายการทาวิจัยชัน้ เรยี นเรอื่ ง การจัดการเรียนรแู้ บบใช้โครงงานเปน็ ฐาน (Project - Based Leaning)
เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นและความสามารถในการใช้โปรแกรมนาเสนอออนไลน์ (Prezi)
ของนักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564
46
ภาคผนวก ข.
ผลงานของนักเรยี น
47
ผลงานของนักเรยี น
การทาวิจยั ชน้ั เรยี นเรอื่ ง การจัดการเรียนรูแ้ บบใช้โครงงานเปน็ ฐาน (Project - Based Leaning)
เพอ่ื พัฒนาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนและความสามารถในการใชโ้ ปรแกรมนาเสนอออนไลน์ (Prezi)
ของนักเรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2564
48
ผลงานของนักเรยี น
การทาวิจยั ชน้ั เรยี นเรอื่ ง การจัดการเรียนรูแ้ บบใช้โครงงานเปน็ ฐาน (Project - Based Leaning)
เพอ่ื พัฒนาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนและความสามารถในการใชโ้ ปรแกรมนาเสนอออนไลน์ (Prezi)
ของนักเรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2564