The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pps., 2023-02-15 08:45:17

Dreamnesia

Dreamnesia 15 6-5

หน้าปก


ก คำนำ มนุษย์ทุกคนล้วนเคยฝัน แต่จะมีสักกี่คนที่ฝันถึงเรื่องเดิม ๆ ซ้ำ ๆ จนเหตุการณ์นั้นฝังอยู่ในใจ ถ้าหากคุณเป็นหนึ่งนั้นคุณเคยสงสัยบ้างไหมว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น บางทีเรื่องราวในนั้นอาจเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นกับเราจริง ๆ ในช่วงชีวิตใดชีวิตหนึ่งก็เป็นได้หากแต่เรื่องราวเหล่านั้นไม่ได้สลักสำคัญอะไร จนในที่สุดเราก็หลงลืมมันไปทิ้งไว้เพียงตะกอนเบาบางในความทรงจำเท่านั้น เรื่องสั้นเรื่องนี้จะพาทุก ๆ คนร่วมเดินทางค้นหาความจริงไปกับ ตัวละครว่า สรุปแล้วความฝันที่เกิดขึ้นเกิดมาจากอะไรกันแน่ หวังว่าทุกคนมี ความสุขกับการเดินทางในครั้งนี้ pps.


ข สารบัญ เรื่อง หน้า คำนำ ………………………………………………………………………………………. ก สารบัญ ……………………………………………………………………………………. ข อารัมภบท ……………………………………………………………………………….. 1 ตอนที่ 1 คนในความฝัน …………………………………………………………….. 2 2 คนในภาพถ่าย …………………………………………………………….. 7 3 คนในความทรงจำ ……………………………………………………….. 11 4 คนในความเป็นจริง ………………………………………………………. 21 10 Facts about Dreamnesia …………………………………………………. 37 จากใจผู้เขียน …………………………………………………………………………… 40 ประวัติผู้เขียน ………………………………………………………………………….. 42


1 อารัมภบท ความฝัน…คือเรื่องราวอันลึกลับที่เกิดขึ้นในสมองของมนุษย์ขณะนอนหลับ เป็นการแสดงออกของความคิด ความรู้สึก หรือแม้กระทั่งเรื่องราวที่ถูกฝังกลบ ไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของจิตใจ เพราะความลึกลับนี้เอง ทำให้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันว่า ผู้คน เหตุการณ์และ สถานที่ในความฝันนั้นมีที่มาจากสิ่งใด บางทฤษฎีกล่าวไว้ว่าสมองของมนุษย์เราไม่สามารถสร้างคนใหม่ๆ ขึ้นมา ปรากฎในความฝันได้…ถ้าอย่างนั้นแล้วชายแปลกหน้าที่มักปรากฏตัวขึ้นใน ความฝันของเธอเป็นใครกันแน่ บ้างก็ว่าใครคนนั้น คือ ตัวตนที่ซ่อนอยู่ของเรา บ้างก็ว่าเป็นความปรารถนาลึก ๆ ในใจ แต่บางทีใครคนนั้นก็อาจจะเป็น…คนที่เราเคยพบหน้ามาก่อน อย่างไรก็ตาม…ความลึกลับนี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกเรื่องราว บางอย่างที่ควรถูกเก็บซ่อนไว้ตลอดกาล


2 บทที่ 1 คนในความฝัน ‘ไม่ไปไม่ได้หรอ’ ‘ไม่ได้หรอกถึงเวลาของฌอนแล้ว’ ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด เฮือก ฝันแบบนี้อีกแล้ว ภาพของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ค่อย ๆ สลายไปยังคงติดอยู่ในใจของฉัน ไหนจะ ความผูกพันธ์ความเศร้า และความโหยหาพวกนี้อีก นี่เป็นครั้งที่ 5 แล้วที่ฉันฝันถึงคนเดิม สถานการณ์เดิม เวลาเดิม แต่น่าแปลกที่ ฉันกลับจำรายละเอียดในความฝันนั้นแทบไม่ได้เลย ครืด ระหว่างที่ฉันพยายามคิดทบทวนรายละเอียดของเหตุการณ์ที่พึ่งฝันถึง เสียงแจ้ง เตือนโทรศัพท์ก็ดังพร้อมกับหน้าจอที่สว่างขึ้น ‘6 ธันวาคม 25xx : วันเกิด’ ปกติวันนี้ก็เป็นแค่วันธรรมดาวันหนึ่งนั่นแหละ แต่เมื่อห้าปีก่อนอยู่ดีๆ วันนี้ก็ กลายเป็นวันที่ฉัน แม่และอลิสเพื่อนสนิทของฉันจะขนของในห้องเก็บของไป บริจาคที่มูลนิธิเป็นการทำบุญวันเกิดแทนการจัดงานฉลองตามปกติ


3 ที่ประหลาดไปกว่านั้นคือ ในคืนก่อนเข้าสู่วันนี้ของทุกปีจะเป็นคืนที่ฉันฝันถึง ผู้ชายคนหนึ่งเสมอ ตอนแรกฉันก็คิดว่ามันคงเป็นฝันธรรมดา ๆ นั่นแหละ จนเมื่อเข้าปีที่ 3 ฉันก็เริ่มสังเกตว่าวันที่ฉันฝันถึงเขาจะเป็นคืนก่อนวันเกิดของ ฉันเสมอ ช่างเถอะ สงสัยไปก็คงไม่ได้คำตอบอะไรอยู่ดีบางทีเขาอาจจะเป็นเนื้อคู่ของฉัน จากชาติที่แล้วเหมือนที่เคยอ่านในนิยายก็ได้ เอ๊ะ นอกจากแจ้งเตือนวันเกิดแล้วยังมีแจ้งเตือนข้อความเข้าด้วยนี่นา ‘วันนี้ไม่ต้องไปมูลนิธิก็ได้นะลูก แม่ต้องมาช่วยงานที่บ้านป้าแต่เช้าน่าจะกลับ มืด’ ‘ไว้เดี๋ยวตอนเย็นแม่จะซื้อเค้กเข้าไปกินด้วยกันนะ’ ‘ริณ วันนี้ฉันไม่ว่างไปบริจาคของกับแกนะ’ ‘พอดีพี่ชายเรียกกลับบ้านอ่ะ TT’ อ้าว ทิ้งกันไปหมดเฉยเลย แต่ไหน ๆ ก็เคลียร์งานมาแล้ว ไปบริจาคของคนเดียวมันจะไปยากตรงไหน! อือ ยากทุกตรงนั่นแหละ ขาเรียวก้าวเข้าสู่ห้องเก็บของครั้งแรกในรอบหลายปีดวงตากลมโตมองสำรวจ รอบห้องก่อนที่คิ้วจะขมวดแน่น ไหนแม่กับอลิสบอกว่าห้องเก็บของฝุ่นเยอะอย่าเข้ามาไง นี่อะไร สะอาดยังกับ ห้องที่มีคนอยู่อย่างนั้นแหละ เป็นอีกครั้งที่เธอต้องเก็บความสงสัยของเธอลงไป ก่อนที่นัยน์สีน้ำตาลเข้มจะเริ่ม มองหาของที่สามารถนำไปบริจาคได้


4 เธอค่อย ๆ รวบรวมของทีละนิดแล้วบรรจุใส่ลังกระดาษที่วางไว้กลางห้องจนได้ ปริมาณที่เพียงพอต่อการบริจาค แค่นี้ก็พอแล้วแหละ ขืนเยอะกว่านี้ขนไปไม่ไหวกันพอดี เอ๊ะ กล่องนั่นคืออะไรน่ะ ก่อนที่เธอจะก้าวขาออกจากห้อง หางตาของเธอเหลือบไปเห็นลังกระดาษอีกลัง ที่วางไว้ในมุมอับจึงตัดสินใจวางลังในมือลง และค่อย ๆ ก้าวเท้าไปยังลังอีกใบ ราวกับมีแรงดึงดูดบางอย่างดึงเธอให้เดินเข้าไปใกล้ มือเรียวเอื้อมมือไปเปิดลังออก ในนั้นมีของเก่าเก็บไว้มากมายแต่สิ่งที่สะดุดตา ของเธอที่สุดก็คือม้วนฟิล์มม้วนหนึ่ง เธอจึงหยิบมันขึ้นมาพลิกหน้าหลังเพื่อเป็น การสำรวจ ถ่ายไปแล้วด้วยหนิคนในบ้านนี้ไปเล่นกล้องฟิล์มกันตั้งแต่เมื่อไหร่นะ แล้วทำไมวันนี้ถึงมีแต่เรื่องที่น่าสงสัยล่ะ แต่ครั้งนี้เธอจะไม่ยอมปล่อยให้ความ สงสัยค้างคาอีกแล้ว เธอจึงตัดสินใจว่าจะนำฟิล์มม้วนนี้ไปล้างก่อนเดินทางไป บริจาคของที่มูลนิธิแล้วค่อยวนมารับอีกทีเมื่อบริจาคของเสร็จ “สวัสดีค่ะคุณเกศริน วันนี้มาคนเดียวหรอคะ” เสียงเจ้าหน้าที่มูลนิธิดังทักทาย ทันทีที่ร่างบางเปิดประตูเข้ามา “ใช่ค่ะ พอดีคนอื่นติดธุระกันหมดเลย” “อ๋อ งั้นเชิญคุณเกศรินมาเซ็นเอกสารรายละเอียดทางนี้ก่อน เท่านี้ก็เสร็จสิ้น แล้วค่ะ” “ขอบคุณมากค่ะ”


5 การเซ็นเอกสารและตรวจสอบของบริจาคเป็นไปอย่างราบรื่น เกศรินกล่าว ขอบคุณเจ้าหน้าที่พร้อมรอยยิ้ม ก่อนเดินออกมาเพื่อวนรถกลับไปรับรูปที่ร้าน ล้างฟิล์ม ในที่สุดก็ถึงเวลาที่รอคอยสักทีจะได้รู้แล้วว่ารูปที่อยู่ในฟิล์มนั้นคืออะไรกันแน่ กริ๊ง กริ๊ง “สวัสดีครับ ใช่คุณลูกค้าคิว 020 ที่นำม้วนฟิล์มมาล้างใช่มั้ยครับ” เจ้าของร้าน ถามขึ้นเมื่อเธอก้าวเข้ามาในร้าน “ใช่ค่ะ ตอนนี้สามารถรับของได้รึยังคะ” “สามารถรับได้เลยครับ แต่ผมต้องขอชี้แจงก่อนว่าม้วนฟิล์มที่คุณลูกค้านำมา ล้างในวันนี้ถูกเก็บไว้เป็นระยะเวลานาน ทำให้รูปภาพอาจมีปัญหาเล็กน้อยนะ ครับ” “อ๋อ ไม่เป็นไรค่ะ” “ทั้งหมด 150 บาทครับ” “นี่ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ” ร่างบางเอื้อมมือไปรับซองกระดาษที่บรรจุรูปถ่ายประมาณ 36 รูปมาไว้กับตัว ก่อนเดินออกจากร้านมุ่งไปยังรถยนต์ส่วนตัวเพื่อเดินทางกลับบ้าน การฝ่าการจราจรตอนบ่าย 2 ในกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องตลกแม้ว่าจะเป็นวันอังคาร ก็ตาม หลังจากใช้เวลากว่าสองชั่วโมงบนท้องถนน ในที่สุดเกศรินก็สามารถนำรถ เข้าจอดที่โรงจอดรถได้ขาเรียวก้าวลงจากรถแล้วสาวเท้ามุ่งไปยังห้องนั่งเล่น ด้วยความรู้สึกตื่นเต้น


6 เธอรีบหย่อนตัวนั่งลงบนโซฟา หยิบซองกระดาษขึ้นและสอดมือเข้าไปในซอง แล้วดึงรูปถ่ายทั้งหมดออกมา นี่มันอะไรกัน เธอค่อย ๆ ไล่สายตาดูทีละรูป มีทั้งรูปของตัวเธอเอง รูปทิวทัศน์ "ฉันเคยไปที่นี่ด้วยหรอ จำไม่เห็นได้ละ.." และ.. รูปคู่ระหว่างเธอกับคนคนหนึ่ง...


7 บทที่ 2 คนในภาพถ่าย นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย ทำไมถึงมีรูปถ่ายของฉันในสถานที่ที่ฉันไม่เคยไป แถมยังมีรูปคู่กับใครก็ไม่รู้อีก ใครก็ไม่รู้ที่แปลว่าไม่รู้จริง ๆ เพราะฟิล์มเจ้าปัญหานี่ถูกเก็บไว้นานเกินไป ภาพถ่ายจึงเสียหายจนไม่สามารถระบุหน้าตาของคนคนนั้นได้แต่จากการ พิจารณารูปร่างเท่าที่เห็น คนคนนี้น่าจะเป็นผู้ชาย ใครกันนะ ทำไมถึงไม่มีความทรงจำช่วงนี้อยู่ในหัวเลย แกรก "ริณเพื่อนรักก โทษทีวันนี้อเล็กซ์เป็นบ้าอะไรไม่รู้อยู่ดีๆ ก็เรียกกลับบ้านเฉย" เสียงของ 'อลิส' ปลุกเกศรินขึ้นจากภวังค์ "ม ไม่เป็นไร ๆ ฉันไปคนเดียวได้หน่า" "อ้าวสรุปแกเอาของไปบริจาคหรอ คนเดียวเนี่ยนะ วันนี้คุณน้าก็ไม่ว่างนี่" "โตมาจนอายุยี่สิบเจ็ด ถ้าแค่เอาของไปบริจาคคนเดียวไม่ได้ก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว" "อือ ๆ ถ้าแกว่างั้นก็โอเค แล้วนั่นอะไรน่ะ" “กล่องในห้องเก็บของอันนั้นเป็นกล่องของใคร” เธอเลือกที่จะไม่ตอบแต่ถาม คำถามกลับไปแทน “ก กล่องอะไร” “กล่องที่วางอยู่ที่มุมห้องไง บอกมาเถอะฉันรู้ว่าแกรู้”


8 “ฉันไม่รู้จริง ๆ ถ้าแกที่เป็นเจ้าของบ้านยังไม่รู้แล้วฉันจะไปรู้ได้ยังไง” “…” เอศราที่เห็นเพื่อนสนิทตัวเองนิ่งไปก็นึกกังวลว่าเพื่อนจะโกรธจึงรีบเสริมต่อว่า “ฉันไม่รู้จริง ๆ นะริณ เอางี้ แกพอจะเล่าได้มั้ยว่าในนั้นมีอะไรบ้างจะได้ช่วยกัน หาเจ้าของไง” เกศรินมองคนที่พยายามแสดงความบริสุทธิ์ใจตรงหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่งก่อน จะถอนหายใจออกมา “เห้อ ฉันเชื่อใจแกนะ” “คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้…..” เธอเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่เข้าไปเก็บของ บริจาคแล้วเจอลังกระดาษนั่น จนถึงตอนที่เธอตัดสินใจนำม้วนฟิล์มปริศนา ไปล้าง เอศราฟังเรื่องราวทั้งหมดพลันใจสั่นระรัว ก่อนตั้งสติแล้วเอ่ยถามว่า “งั้นแสดงว่า…รูปพวกนี้คือรูปที่แกล้างมาจากฟิล์มอันนั้นหรอ” “ใช่แล้วที่แปลกคืออะไรรู้มั้ย” เอศราส่ายหน้าอย่างช้า ๆ “รูปส่วนใหญ่ในนี้เป็นรูปของฉัน แต่ฉันดันไม่เคยไปสถานที่ที่อยู่ในรูปเลยสักที่ แถมยังมีรูปนี้” ร่างบางยื่นรูปถ่ายใบสุดท้ายให้อีกฝ่ายดูอีกคนจึงยื่นมือมารับ เมื่ออลิสก้มมอง รูปถ่ายในมือก็ร้องอุทานออกมาอย่างตกใจ “เห้ย นี่มันรูปแกกับใครเนี่ย แอบมีแฟนไม่บอกกันหรอ”


9 “แกจะบ้ารึไง ถ้าฉันมีแฟนจริง ๆ ไม่มีทางมั้ยที่แกจะไม่รู้แล้วอีกอย่างมันก็ เป็นไปไม่ได้ด้วยที่ฉันจะลืมแฟนตัวเองขนาดนี้นั่นคนทั้งคนเลยนะ มันจะไม่ทิ้ง ความทรงจำอะไรไว้ในหัวเลยรึไง” “ถ้าแกไม่รู้จักเขาแล้วแกไปถ่ายรูปคู่เขาได้ยังไง” “ก็บอกอยู่ว่าจำไม่ได้ๆ คิดยังไงก็คิดไม่ออก แต่รู้สึกคุ้นมากเลยนะขนาดเห็นแค่ เสื้อผ้า” แล้วเสียงพูดคุยก็เงียบลงเมื่อทั้งสองต่างจมอยู่กับความคิดของตนเอง “ฉันรู้แล้ว!” เกศรินโพล่งขึ้น “อะไร นึกออกแล้วหรอ” เอศราถามอย่างกระตือรือร้น “บางทีนี่อาจจะเป็นรูปของฉันในโลกคู่ขนานรึเปล่า ที่ตรงนั้นอาจจะเป็นพื้นที่ ทับซ้อนระหว่างมิติเวลาก็ได้” อลิสได้ยินดังนั้นก็มองร่างตรงหน้าด้วยสายตา เอือมระอา “ฉันถามจริง ๆ เลยนะ นี่คือคำพูดของคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับคณิตศาสตร์มาครึ่งชีวิต หรอ เอาเวลาห้าวิของฉันคืนมา” “ล้อเล่นหน่า แต่ถ้านึกไม่ออกเราก็ต้องหาคำตอบกันเองมั้ย” “ก็ใช่…เดี๋ยวก่อนนะ เมื่อกี้แกใช้สรรพนามว่าเราหรอ” “ใช่ ทำไม แกจะปล่อยให้ฉันตามหาเขาคนเดียวจริง ๆ หรอ • - •” เกศรามอง เพื่อนด้วยสายตาอ้อนวอน “โอ้ย ฉันเคยไม่ช่วยแกด้วยรึไง” “ไม่ต้องมาทำหน้าตาอย่างงั้นเลย บอกมาดีกว่าว่าแกจะตามหาเขายังไง”


10 “ฉันว่าเราต้องลองไปตามสถานที่ในรูปก่อน เผื่อจะคุ้น ๆ บ้าง” “แล้วรู้มั้ยว่ามันคือที่ไหนบ้าง” “นั่นคือสาเหตุที่ฉันใช้คำว่าเรายังไงล่ะ ไหน ๆ แกก็เป็นคอมลัมนิสต์การ ท่องเที่ยวอยู่แล้ว หาให้ฉันหน่อยนะ ๆ” “เห้อ เอารูปมาดูชัด ๆ อีกรอบซิ” เอศรารับรูปมาไล่ดูทีละรูป ก่อนจะเลือกรูปมาสามใบแล้วหยิบโทรศัพท์ออกมา พิมพ์อะไรบางอย่าง ในตอนนั้นเกศรินทำได้เพียงมองเพื่อนรักที่กำลังจ้องหน้าจอโทรศัพท์สลับกับ รูปภาพไปมาด้วยความคาดหวัง ช่วงเวลานั้นเพียงสิบนาทีกลับยาวนานราวกับ สิบชั่วโมงในความรู้สึก จนในที่สุดเอศราก็เงยหน้าขึ้นพร้อมกล่าวด้วยความ ตื่นเต้นว่า “ได้แล้ว ๆๆ โห ตามยากเอาเรื่องนะเนี่ย” “มันคือที่ไหนบ้างอ่ะ” “หลัก ๆ ที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวฉันเห็นอยู่สามที่นะ อยู่ไม่ไกลกันมาก” “ที่แรกกับที่ที่สองอยู่เชียงใหม่ส่วนที่สุดท้ายอยู่ลำปาง” “พอดีเลย อาทิตย์หน้าหยุดยาวพอดีเดี๋ยวฉันไปลาเพิ่มสักสองสามวันที่บอน่าจะ ให้แหละ” “โอเค ช่วงนี้หน้าหนาวพอดีเดี๋ยวฉันขึ้นไปเขียนคอลัมน์ที่นั่นก็ได้” “เยี่ยม งั้นเรื่องโปรแกรมการเดินทางฉันฝากแกด้วยนะ”


11 บทที่ 3 คนในความทรงจำ วันที่ 10 ธันวาคม 25xx ท่าอากาศยานลำปาง “เราจะเริ่มกันที่วัดพระธาตุดอยพระฌานที่แม่ทะ ส่วนพรุ่งนี้ค่อยนั่งรถไป เชียงใหม่เที่ยวที่สวนพฤกษศาสตร์จบที่ไปวัดบ้านเด่นมะรืนนี้” คอลัมนิสต์ คนเก่งที่ตอนนี้ผันตัวมาเป็นไกด์นำเที่ยวชั่วคราวพูดสรุปภาพรวมของทริปให้ ลูกทัวร์เพียงคนเดียวของเธอฟัง “อลิสของฉันเก่งที่สุด นำทางไปเล้ยย” ทั้งสองเรียกแท็กซี่เพื่อไปลงยังจุดหมายที่วางแผนไว้การเดินทางไปยังสถานที่ แรกใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ในที่สุดพวกเธอก็มองเห็นยอดพระธาตุอยู่ไกล ๆ เมื่อทั้งสองอยู่ในระยะที่สามารถมองเห็นตัววัดได้ทั้งหมดก็อุทานขึ้นมาด้วยความ ประทับใจอย่างพร้อมเพรียง “ว้าวว วัดนี้สวยมากเลย ทำไมฉันถึงไม่เคยได้ยินชื่อกันนะ” “เขาว่ากันว่าที่นี่คืออันซีนของลำปางเลยนะ คนในรูปภาพของเธอนี่ดูแล้วน่าจะ ชอบเที่ยวน่าดู” อลิสว่าพลางยกกล้องขึ้นมาถ่ายภาพเพื่อนำไปเขียนในคอลัมน์ ของเธอ “นั่นสิเพราะถ้าให้มาเองฉันคงไม่คิดจะเลือกที่นี่แน่” ‘วัดนี้สวยจังเลย ทำไมริณถึงไม่เคยได้ยินชื่อกันนะ’ ‘แน่นอนอยู่แล้ว ที่นี่น่ะเป็นอันซีนของลำปางเลยนะ ฌอนว่าแล้วว่าริณต้อง ชอบ’


12 อยู่ดีๆ ภาพบทสนทนาระหว่างเธอและชายคนหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว เกศริน รู้สึกปวดหัวจี๊ดจนเผลอมองข้ามความรู้สึกบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นในจิตใจ เอศราที่เห็นว่าถึงที่หมายแล้วจึงหันมาเรียกคนข้าง ๆ พบว่าเพื่อนของเธอกำลัง เอามือกุมหัวพร้อมหลับตาแน่น “ริณ โอเคมั้ย เจ็บตรงไหนรึเปล่า” “ฉันโอเค ๆ เราลงไปเดินเที่ยวกันเถอะ” เกศรินตอบเมื่อความเจ็บปวดที่ศีรษะ บรรเทาลง “แกโอเคแน่นะ” “ฉันโอเคจริง ๆ ไม่เป็นอะไรแล้ว” ได้ยินดังนั้นเอศราจึงหยิบเงินค่าโดยสารจ่ายให้คนขับแท็กซี่แล้วพยุงเกศรินลงมา จากรถ “เข้าไปข้างในกันเถอะ” เกศรินว่า เมื่อก้าวเข้ามาในวัด ทั้งสองรู้สึกราวกับต้องมนต์สะกดและหลุดเข้าไปในอีกโลก หนึ่ง ทั้งราวบันไดรูปพญานาค ซุ้มประตูทางเข้า และตัวพระธาตุต่างสร้างขึ้น ด้วยลายไทยอย่างวิจิตรงดงาม มีสีเขียวและสีเหลืองทองตัดกับกำแพงวัดที่เป็น สีส้มอิฐ ทั้งหมดนี้เข้ากันได้ดีกับท้องฟ้าสีฟ้าสดใสและภูเขาสีเขียวขจีที่ทอดตัวอยู่ เบื้องหลัง และแน่นอนว่าคอลัมนิสต์สาวคนสวยไม่ยอมพลาดสิ่งเหล่านี้แน่ เธอยกกล้อง ขึ้นมาถ่ายภาพในหลาย ๆ มุมพร้อมกล่าวว่า “วัดนี้สร้างด้วยศิลปกรรมแบบล้านนาเลยนะ สวยใช่มั้ยล่ะ” เกศรินพยักหน้ารับ พลางมองไปรอบ ๆ


13 “ส่วนตรงนั้นคือจุดชมพระอาทิตย์ไว้ประมาณห้าโมงเรามาดูพระอาทิตย์ตกกัน” ไกด์จำเป็นชี้ไปที่ลานทางด้านซ้ายประกอบคำอธิบาย “แต่ตอนนี้เราไปไหว้พระธาตุกันก่อนเถอะ แล้วค่อยลงมาเดินเล่นกัน” “ยังไม่หมดแค่นี้นะ ทางด้านนั้นจะเป็นวัดที่สร้างเลียนแบบมาจากวัดญี่ปุ่นด้วย” เอศรากล่าวขึ้นหลังจากที่ทั้งสองได้ผลัดกันถ่ายรูปจนทั่วบริเวณวัดแล้ว “รับทราบ เชิญนำไปเลยค่ะคุณไกด์คนสวย” เกศราว่าพลางหัวเราะร่วน “โห เหมือนวัดญี่ปุ่นจริง ๆ ด้วย ทั้งเสา ทั้งซุ้มทางเข้า” ร่างบางเอ่ยขึ้นระหว่าง เดินลอดผ่านซุ้มเสาสีแดง “ใช่มั้ยล่ะ แล้วพอเดินเข้ามาแกจะเจอพระใหญ่ไดบุตสึซึ่งก็คือพระองค์นั้น ส่วนที่ข้างหน้าเป็นกระถางธูปสำหรับขอพรเรื่องความสำเร็จ แถมยังมีให้แขวน กระดิ่งกับเขียนกระดาษขอพรด้วยนะ” “โห สมแล้วที่เป็นคอลัมนิสต์ของนิตยสารท่องเที่ยวชื่อดัง ข้อมูลแน่นเวอร์” “ไม่ต้องมาแซวเลย ถึงแล้วเนี่ยไปไหว้พระขอพรได้แล้ว” ทั้งสองเดินขึ้นบันไดเพื่อสักการะพระใหญ่จากนั้นเดินลงมาเพื่อเขียนกระดาษ ขอพร “เดี๋ยวแกเขียนคำขอของแกใส่กระดาษแล้วเอาไปแขวนที่ต้นไม้ตรงนั้นนะ” เอศรากล่าวจากนั้นทั้งคู่ก็แยกย้ายกันไปเขียนคำอวยพรของตน ‘ขอให้ฉันตามหาเขาคนนั้นพบด้วยเถอะ’


14 ในระหว่างที่เกศรินกำลังแขวนใบขอพรกับต้นไม้จู่ๆ ก็มีภาพเหตุการณ์บางอย่าง ปรากฎขึ้นในหัว ‘มาเขียนคำอธิษฐานก่อนเร็ว เขียนเสร็จแล้วเอาไปแขวนที่ต้นไม้นะ อะนี่ใบของ ริณ’ ‘ริณเขียนใบเดียวกับฌอนไม่ได้หรอ’ ‘จะมาขอพรใบเดียวกันได้ไง555’ ‘ก็คำขอของริณคือการขอให้พรของฌอนเป็นจริงนี่’ “ริณ! แกร้องไห้ทำไม” เฮือก ร่างบางสะดุ้งตื่นจากภวังค์และรู้สึกได้ถึงน้ำตาที่ไหลผ่านพวงแก้มจึงยกมือขึ้นมา ปาดออก นั่นสิร้องไห้ทำไมกันนะ แต่ว่า..ความรู้สึกแบบนี้อีกแล้ว ความรู้สึกที่เหมือนกับตอนที่ตื่นขึ้นมาจากฝัน ประหลาดนั่น แต่ความรู้สึกผูกพันกับโหยหามันชัดเจนกว่านั้นมาก “ริณ แกโอเคใช่มั้ย แปลก ๆ ตั้งแต่บนรถแล้วนะ” เป็นเอศราที่ดึงสติเธอกลับมา อีกครั้ง “ไม่ค่อยเท่าไหร่ฉันอยากเข้าที่พักแล้ว” เพราะมวลความรู้สึกต่าง ๆ ที่ถาโถม เข้ามาทำให้เธอเผลอหลุดปากตอบไปตามความจริง “โอเค ๆ งั้นเรากลับกันเถอะ เดี๋ยวฉันเรียกรถแปบนึงนะ” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ร่างบางจึงเรียกสติกลับมาได้เต็มที่


15 “แล้วแพลนดูพระอาทิตย์ตกของแกล่ะ ต้องถ่ายรูปลงคอลัมน์ด้วยไม่ใช่หรอ” “ไม่ต้องแล้วก็ได้รูปที่ถ่ายกันเมื่อตอนกลางวันมีที่ใช้ได้เยอะแยะ ไหนจะรูปจาก ที่อื่นอีก แค่นี้ก็พอแล้ว” จากนั้นเอศราก็โทรเรียกแท็กซี่มารับพวกเธอกลับที่พัก เกศรินจ้องมองเพื่อนสนิทตัวเองด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย แต่มีความรู้สึกหนึ่ง ที่ชัดเจนขึ้นมากว่าความรู้สึกอื่น ๆ คือ ขอบคุณ ขอบคุณ..ที่ช่วยเหลือกันแม้เป็นเรื่องที่คนอื่นอาจมองว่าไร้สาระ ขอบคุณ..ที่ยอมเหนื่อยหาข้อมูลและจัดทริปนี้ขึ้นมาอย่างเต็มใจ และขอบคุณ..ที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกของเธอมากกว่าเรื่องใด ๆ เสมอ ถ้าถามเกศรินว่าเรื่องที่โชคดีที่สุดในชีวิตของเธอคืออะไร เธอคงตอบออกไปโดย ไม่ลังเลเลยว่า สิ่งโชคที่ดีที่สุดคือการได้รู้จักและเป็นเพื่อนกับเอศรา “รักแกนะ อลิส” “อะไรของแก ป่วยจริง ๆ ใช่มั้ยเนี่ย ทำไมพูดอะไรน่าขนลุก” อือ โชคดีจริง ๆ นั่นแหละ วันต่อมา สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ “อะแฮ่ม ๆ และตอนนี้นะคะ เราก็วาบมาอยู่เชียงใหม่เรียบร้อยแล้ว เย่” ผู้จัดทริปสาวหันมาพูดกับลูกทัวร์อย่างร่าเริง “เล่นอะไรเป็นเด็กไปได้หน่า” “โธ่ มาเที่ยวทั้งทีก็ทำตัวให้สบาย ๆ เข้าไว้สิ”


16 “ก็ได้ๆ อะแฮ่ม ที่นี่คือสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์นะคะ” อลิสแกล้งกระแอมไอพร้อมกล่าวอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ดัดให้ต่ำลง “ยังจะเล่นอีก” “โอเค ๆ ไม่เล่นแล้ว” “ถ้าอิงจากรูปฟิล์มนั่น วิวที่ถ่ายคือวิวบนทางเดินลอยฟ้า เพราะงั้นเราไปเดินดู แถว ๆ เรือนกระจกกันก่อนมั้ย” “ขึ้นไปบนนั้นเลยไม่ได้หรอ” “ก็เผื่อแกมีอาการแปลก ๆ อีก เดี๋ยวมาเสียเที่ยวนะ ไปดูที่อื่นให้ทั่วก่อนเถอะ” เมื่อตกลงกันได้ดังนั้น ทั้งสองจึงพากันเดินชมเรือนกระจกต่าง ๆ ที่เต็มไปด้วย พืชนานาชนิด จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงบ่ายสาม “เดินกันจนทั่วแล้ว เราขึ้นไปที่ทางเดินลอยฟ้าเลยมั้ย แกพร้อมรึเปล่า” อลิสเอ่ย ถาม “พร้อมอยู่แล้ว แกว่าถ้าขึ้นไปตอนนี้จะอยู่ถึงพระอาทิตย์ตกได้มั้ย จะได้ชดเชยที่ เมื่อวานอดดูด้วย” “ช่างเรื่องนั้นเถอะ ถ้ามีบุญก็คงได้เห็นเองแหละ ตอนนี้ไปกันได้แล้ว” “สุดท้ายก็ได้อยู่ถึงพระอาทิตย์ตกจริง ๆ ด้วย พวกเรานี่มีบุญกันจริง ๆ” เกศริน กล่าวด้วยความยินดีเธอยังคงรู้สึกผิดที่ทำให้เพื่อนพลาดการถ่ายรูปพระอาทิตย์ ตกเมื่อวาน


17 เอศราพยักหน้ารับพลางยกกล้องขึ้นเก็บภาพบรรยากาศยามที่ท้องฟ้าถูกย้อม เป็นสีส้มแดง พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าแล้วเหมือนกับใจของเธอที่หล่นวูบ เมื่อได้ยินเพื่อนสนิทของตนเอ่ยบางสิ่ง “แกว่ามันแปลกมั้ยที่เราจะฝันถึงคน ๆ นึง ในช่วงเวลาเดิมของทุกปี” เกศริน ตัดสินใจเล่าฝันประหลาดให้เพื่อนฟัง เธอเก็บมันไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว “ฉันรู้สึกเจ็บตรงนี้ทุกครั้งตอนตื่นขึ้นมา แล้วตอนอยู่ที่ลำปางมันก็เจ็บมากกว่า เดิมอีก” เธอเล่าพลางชี้ไปที่บริเวณหัวใจ “และมันก็แปลกมากที่ฉันรู้สึกเหมือนเคยเห็นวิวนี้มาก่อน ทั้ง ๆ ที่มันดูจะไม่ใช่ สไตล์การเที่ยวของฉันด้วยซ้ำ” เพราะสายตาของเธอกำลังทอดมองทิวทัศน์ ตรงหน้า ทำให้ไม่อาจสังเกตเห็นแววตาของเอศราที่วูบไหวก่อนจะกลับมาปกติ อย่างรวดเร็ว “ฉันตอบไม่ได้หรอกว่าแปลกมั้ย แต่คำตอบของบางคำถามบางทีอาจต้องใช้ เวลาในการค้นหานะ อาจจะเป็นเดือน เป็นปีสิบปีหรืออาจใช้เวลาทั้งชีวิตของ แก เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปฝืนหรือรู้สึกแย่กับมันหรอก เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ทุกคำตอบจะวิ่งมาหาแกเอง” อลิสกล่าวปลอบใจ “อืม ฉันจะพยายามไม่จมอยู่กับมันจนเกินไปแล้วกัน” วันต่อมา วัดเด่นสะหลีศรีเมืองแกน (วัดบ้านเด่น) อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ “วัดอีกแล้วหรอ” เกศรินเอ่ยถามทันทีที่ทั้งสองเดินทางมาถึงสถานที่สุดท้าย “ใช่ดูเหมือนใครคนนั้นของแกน่าจะชอบศิลปะของไทยนะ ที่นี่ก็ศิลปะล้านนา อีกแล้ว” “แกรู้ได้ไงว่าเขาชอบศิลปะ เขาอาจจะชอบทำบุญก็ได้”


18 “แล้วถ้าแค่ชอบทำบุญจะถ่อมาถึงนี่ทำไม วัดอื่นที่ดังเรื่องการทำบุญมีเยอะแยะ แต่กลับเลือกไปแต่วัดที่เด่นเรื่องสถาปัตยกรรม ดูยังไงก็เป็นคนที่ชอบศิลปะ ล้านนาชัด ๆ” “เห้ย เพื่อนฉลาดอีกแล้วอ่ะ สุดยอดเลย” เกศรินว่าพลางชูนิ้วโป้งสองข้างให้ เพื่อน เอศราส่ายหน้าพลางดันร่างบางเข้าไปในวัดเพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเดินชม ความงดงามภายใน เมื่อเดินเที่ยวจนพอใจแล้วทั้งสองจึงตัดสินใจมานั่งพักบริเวณม้านั่งที่ทางวัด จัดเตรียมไว้ “นี่อลิส ฉันถามอะไรหน่อยได้มั้ย” “อะไรล่ะ” “เมื่อวันก่อน แกเขียนอะไรลงไปในกระดาษขอพรหรอ” “เอ้า มาถามกันอย่างนี้ได้ไง แกก็บอกของแกมาก่อนดิ” “ตอนนี้ฉันจะขออะไรได้นอกจากขอให้ตามหาคนคนนั้นเจอ” “เห้ย นี่บอกจริงดิรู้มั้ยว่าเขามีความเชื่อว่าอย่าบอกสิ่งที่ตัวเองเขียนให้คนอื่นฟัง มันจะไม่สมหวัง” “ก็แกบอกให้ฉันบอ..” ‘ฌอนน เธอเขียนอะไรในกระดาษอวยพรอ่ะ’ ‘จะบอกได้ไง เขาว่าถ้าบอกสิ่งที่ตัวเองขอแล้วจะไม่สมหวังนะ’ ‘งั้นแลกกัน ๆ เดี๋ยวริณจะทำให้คำขอฌอนเป็นจริงเอง’


19 ‘ก็ได้ๆ ฌอนขอให้ได้เป็นจิตรกรที่ทำให้ศิลปะไทยดังในระดับโลก แล้วก็ขอให้ เราได้อยู่ด้วยกันตลอดไป’ ‘เหมือนกันเลย! ริณก็ขอให้รูปวาดของฌอนดัง ๆ แล้วก็ขอให้เรารักกันตลอดไป’ “ริณ” “ริณ” “เกศริน!!” “โอ้ย แกจะเสียงดังทำไมเนี่ย” “แกนั่นแหละ เหม่ออะไรอีกแล้ว” “ฉันเห็นภาพอีกแล้ว เหมือนกับที่ฉันเคยเห็นที่ลำปาง” “ภาพเหตุการณ์ที่ทับซ้อนของแกกับคนนั้นหรอ” “ใช่ มันแปลกมาก” “ทั้ง ๆ ที่ฉันในตอนนั้นดูมีความสุขมากแท้ๆ ทำไมตอนนี้ถึงได้รู้สึกเศร้าขนาดนี้ นะ” เอศราสวมกอดเพื่อนทันทีเมื่อได้ยินดังนั้น เธอยกมือขึ้นลูบหลังของหญิง สาวเพื่อเป็นการปลอบประโลม “ไม่เป็นไรนะ ฉันว่าตอนนี้แกคงเหนื่อย เรากลับที่พักกันเถอะ” “อื้อ” “แกเข้าห้องแล้วนอนพักซะ ยังไงพรุ่งนี้ก็เหลือวันลาอยู่เดี๋ยวฉันจะพาไปคาเฟ่ อะนี่ชื่อร้าน”


20 เอศราหันหน้าจอโทรศัพท์ให้ริณเห็นชื่อร้านที่เป็นจุดหมายในวันพรุ่งนี้ก่อนจะ เก็บกลับใส่กระเป๋า “แกเที่ยวแบบที่คนคนนั้นชอบมาหลายวันแล้ว มาปิดท้ายด้วยการเที่ยวแบบที่ แกชอบเถอะ ฝันดีนะ บาย” เธอว่าก่อนจะหันกลับเข้าห้องของตัวเอง ปล่อยให้เกศราเข้าห้องมาด้วย ความรู้สึกแปลก ๆ ต่อคำพูดของเธอ ช่างเถอะ นอนพักเอาแรงก่อนดีกว่า สองสามวันมานี้เหนื่อยเอาเรื่องเลย


21 บทที่ 4 คนในความจริง ‘เธอ ๆ ที่ตรงนี้ว่างมั้ย’ เสียงของชายหนุ่มและแรงสะกิดที่ไหล่ซ้ายเรียกให้ เกศรินที่ฟุบหน้าอยู่เงยหน้าขึ้นมามอง ‘ว่าง ๆ’ เธอตอบ ‘งั้นเราขอนั่งด้วยได้มั้ย พอดีที่อื่นถูกคนจองไปหมดแล้ว’ ‘ได้สิเราชื่อริณนะ ยินดีที่ได้รู้จัก’ ‘ครับ เราชื่อฌอน ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันนะ’ ฌอนเป็นผู้ชายตัวสูง รูปร่างเพรียว ผิวขาว แถมยังหน้าตาดีสุด ๆ ทำนายได้เลย ว่าต่อไปจะต้องเป็นคนดังของโรงเรียนแน่ๆ ‘เราไม่เคยเห็นหน้านายเลย พึ่งย้ายมาหรอ’ ‘ใช่พึ่งย้ายมาตอนม.4 นี่แหละ เธอเป็นเด็กเก่าหรอทำไมถึงได้นั่งคนเดียวล่ะ’ ชายหนุ่มถามก่อนจะชะงักแล้วเอ่ยแก้อย่างลนลาน “คือเราไม่ได้หมายความอย่างนั้นนะ แค่เห็นพวกเด็กเก่าชอบจับกันเป็นกลุ่ม เฉย ๆ เลยสงสัยน่ะ” ‘ไม่ต้องรีบพูดขนาดนั้นก็ได้เรายังไม่ได้ว่าอะไรเลย555’ เมื่อเห็นหญิงสาว หัวเราะ จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่ามือไม้มันเกะกะแปลก ๆ จึงได้แต่ยกมือขวาขึ้นมาเกา หลังคอแก้เก้อ เกศรินเห็นดังนั้นก็หัวเราะออกมามากกว่าเดิมพร้อมพูดเสริมว่า ‘พอดีเพื่อนสนิทเรามันย้ายไปเรียนสายศิลป์น่ะ เลยได้นั่งคนเดียว’


22 ‘โห น่าอิจฉาเพื่อนเธอจัง ความจริงเราก็อยากเรียนสายศิลป์นะแต่พ่อขอให้มา เรียนวิทย์-คณิตแทน’ เกศรินพยักหน้าเชิงเข้าใจ ‘ฌอนชอบภาษาหรอ’ ‘เปล่าหรอก เราชอบวาดรูปอ่ะ สมุดเล่มแรกของโรงเรียนนี้ก็กลายเป็นสมุดวาด รูปเล่นไปละ’ ‘ไหน ๆ เราขอดูได้มั้ย’ ‘ได้อยู่แล้ว’ ฌอนว่าด้วยน้ำเสียงเอ็นดูพลางก้มหยิบสมุดเล่มหนึ่งออกมาจาก กระเป๋า ในจังหวะนั้นเองเกศรินเหลือบมองเห็นชื่อที่เขียนบนปกสมุด ‘ปราชญา วิจิตรภักดี’ เฮือก ฝันอีกแล้ว เวลาล่วงเลยมากว่าหนึ่งเดือนนับจากกลับมาจากทริปนั้น ฉันเริ่มฝันถึงผู้ชายคน เดิมถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ตอนแรกก็ทุก ๆ สามวัน มาเป็นวันเว้นวัน จนตอนนี้ฝันติดกัน ทุกวันมาสี่วันแล้ว ในแต่ละฝันจะเป็นเหตุการณ์ที่ต่างกันสลับไปมาระหว่างช่วงมัธยมปลายและ มหาวิทยาลัย และที่สำคัญเลยคือฉันสามารถจดจำรายละเอียดของฝันได้มากขึ้น จนพอจะสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวบางอย่างได้ แต่นี่เป็นครั้งแรก..ที่ฉันฝันเห็นทั้งหน้าตาและชื่อของเขา ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก เพียงแค่นึกถึงใบหน้าในฝัน หัวใจของเธอก็เต้นแรงขึ้นจนสามารถสัมผัสได้


23 นี่สินะ หน้าตาของคนที่ทำให้ฉันแทบเป็นบ้าเพราะความรู้สึกต่าง ๆ ที่ก่อกวนกัน มาตลอดหนึ่งเดือนนี้ คนที่เป็นทั้งชายที่เธอฝันถึงมาตลอดห้าปีทั้งชายปริศนาในรูปถ่าย และเป็น…คนรักที่หายไปของเธอ ใช่..คนรัก ตลอดหนึ่งเดือนที่เธอฝันถึงเหตุการณ์หลาย ๆ อย่าง ทำให้เธอ สามารถสรุปได้ว่าใครคนนั้นหรือ ‘ฌอน’ คือคนรักของเธอที่เจอกันครั้งแรกตอน ม.4 ก่อนจะขยับความสัมพันธ์เป็นคนรักกันตอนม.5 เราสองคนคบหากันนาน จนถึงชั้นมหาวิทยาลัย แต่ภาพความฝันที่เป็นเหตุการณ์ล่าสุดคือเรื่องราวตอนที่พวกเธออยู่ราวปีสี่ ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นยังคงเป็นปริศนาต่อไป ทำไมจู่ๆ ใครคนนั้นก็หายไปจากชีวิตเธอเหมือนไม่เคยมีตัวตนมาก่อน ทำไมเธอถึงจำเรื่องราวของเขาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ทั้ง ๆ ที่ในระยะเวลากว่า หนึ่งในสามของชีวิตเธอมีเขาเป็นหนึ่งในคนสำคัญเสมอ และที่สำคัญ…ทำไมอลิสถึงโกหกเธอ ความรู้สึกสับสนที่รู้ว่าเขาเป็นใครนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความรู้สึกผิดหวังในตัว เพื่อนสนิท ไม่มีทางที่อลิสจะไม่รู้จักคนที่เธอคบหาดูใจเป็นเวลากว่าเจ็ดปีแต่ทำไมเธอถึง เลือกที่จะโกหก เพราะความผิดหวังในครั้งนี้ทำให้เกศรินตัดสินใจไม่เล่าเรื่องใด ๆ เกี่ยวกับความ ฝันให้อลิสฟังอีก และเดินหน้าตามหาฌอนด้วยตัวเอง


24 “ปราชญา วิจิตรภักดีสินะ” ริมฝีปากบางพึมพำก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงมาพิมพ์ หาข้อมูลบางอย่างในคอมพิวเตอร์ด้วยใบหน้าเคร่งเครียด เวลาผ่านไปกว่าสามชั่วโมงในที่สุดคิ้วที่ขมวดอยู่ก็คลายตัวลง ริมฝีปากบางยก เป็นรอยยิ้มกว้าง “เจอแล้ว” นิทรรศการ Dreamnasia สถานที่ : RCB Galleria 2 ชั้น 2 River City Bangkok ศิลปิน : Pratchaya Vijitpakdee วันที่ : 23 ธันวาคม 25xx - 16 มกราคม 25xx พรุ่งนี้วันสุดท้ายนี่ต้องรีบไปแล้วล่ะ เธอคิดด้วยความตื่นเต้น ในที่สุดการรอคอยนี้ก็จะจบลงแล้วสินะ เพราะความตื่นเต้นแกมประหม่าทำให้เกศรินไม่สามารถข่มตานอนได้อีกต่อไป เธอจึงตัดสินใจลุกขึ้นมานั่งหน้าคอมพ์อีกครั้งเพื่อค้นหาข้อมูลอื่น ๆ ของ นายปราชญา “จบจาก Florence Classical Arts Academy ที่อิตาลีหรอเนี่ย ชอบศิลปะ แบบที่อลิสเคยพูดเลยนะ” เธอพูดพลางแค่นหัวเราะ ทำไมเธอจึงไม่เคยเอะใจ พฤติกรรมที่ดูเหมือนจะรู้อะไรหลาย ๆ อย่างของเพื่อนเลยนะ “หรือว่าที่หายไปจะเป็นเพราะไปเรียนต่อกัน” แม้จะพูดอย่างนั้นแต่จิตใต้สำนึก กลับร้องบอกว่านี่ไม่ใช่เหตุผลและแค่นี้คงไม่ทำให้ฉันลืมคนที่ใช้เวลาร่วมกันมา กว่าเจ็ดปีได้ “ว่าแต่..ไม่มีรูปหรือข้อมูลอื่นในเน็ตเลยหรอ นี่จิตรกรหรือสายลับกันแน่”


25 ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด อ๊ะ เช้าแล้วหรอเนี่ย ต้องรีบเตรียมตัวแล้วล่ะ เธอจัดการธุระส่วนตัวอย่างรวดเร็วก่อนเร่งรีบออกจากห้อง เพราะการเผื่อเวลา เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเวลาเดินทางในกรุงเทพ และเธอจะไม่ยอมให้อะไรมาเป็น อุปสรรคแน่ๆ เกศรินมองตึกสูงตรงหน้าพลางหายใจเข้าระงับความตื่นเต้น หากแต่มันไม่ค่อย ได้ผลเท่าไหร่นัก สังเกตได้จากมือที่เริ่มเย็นและมีเหงื่อออกของเธอ ความรู้สึกในตอนนี้ไม่อาจนิยามได้ว่าความตื่นเต้นซะทีเดียว มันเป็นความรู้สึกที่ ผสมปนกันไปหมดทั้งความตื่นเต้น ความกังวล และความคาดหวัง ก็นะ..จะได้เจอคนที่ฝันถึงมาตลอดห้าปีนี่นา ระยะเวลาที่จากกันไปมันนานมากจนเธอไม่ได้หวังให้ระหว่างเรากลับมาเป็น เหมือนเดิม ที่มาในวันนี้เพราะเพียงแค่อยากมาแสดงความยินดีพูดคุยถึงชีวิตที่ ผ่านมา และถามว่าทำไมถึงหายไปก็เท่านั้น พอมายืนหน้านิทรรศการแบบนี้แล้วก็อดรู้สึกตื้นตันไม่ได้ต่อให้เรื่องราวของเรา ในความทรงจำของเธอจะยังไม่กลับมาครบถ้วนมากนัก แต่เธอก็ภูมิใจที่ความฝัน ที่ดูจะเป็นไปได้ยากของเขาเป็นจริงขึ้นมา เก่งมาก ๆ เลยนะ ที่ผ่านมาเหนื่อยมากเลยใช่มั้ย ร่างบางค่อย ๆ เดินเข้าไปในส่วนนิทรรศการพลางมองซ้ายขวาเพื่อสำรวจ เมื่อได้มององค์ประกอบต่าง ๆ ที่นำมาจัดแสดง หัวใจที่พึ่งสงบได้ก็กลับมาเต้น แรงอีกครั้ง เธอสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติก่อนจะเดินดูแต่ละงานอย่างตั้งใจ


26 ภาพแรก คือภาพถ่ายของสมุด 2 เล่ม ถึงแม้ภาพจะเบลอมากจนบางคนอาจมอง ไม่ออกว่าคือสมุดอะไร แต่สำหรับเธอที่พึ่งเห็นมันเมื่อคืนนี้แม้จะเป็นในฝันก็จำ ได้ทันทีว่ามันคือสมุดเล่มนั้น.. เล่มที่ทำให้เธอกับเขาสนิทกัน เล่มที่ทำให้เธอจำชื่อของเขาได้ ไม่ใช่แค่ภาพแรก แต่ภาพถัดมา ถัดมา ก็ล้วนรูปภาพที่สื่อถึงเรื่องราวที่เธอเคย สัมผัสในความฝันมาแล้วทั้งสิ้น ทั้งรูปกล้องฟิล์มที่เคยถ่ายด้วยกัน ดอกไม้แห้งที่ เธอเคยให้เขาตอนครบรอบ 4 ปีสิ่งของต่าง ๆ ที่บรรจุความทรงจำระหว่างเรา ทั้งสอง จนมาถึงรูปถ่ายย้อนแสงของผู้หญิงคนหนึ่งที่หันหลังให้กล้องและมีฉาก หลังเป็นพระอาทิตย์ตก ถึงจะไม่ได้อยู่ดูพระอาทิตย์ตกเพราะความทรงจำที่แวบเข้ามาแต่เกศรินจำได้ เธอจำได้ว่านั่นคือมุมที่อลิสวางแผนให้เราได้ดูพระอาทิตย์ตกที่นั่น ร่างบางเดินผ่านรูปแล้วรูปเล่า จนกระทั่งมาถึงรูปสุดท้าย วินาทีนั้นเกศรินรู้สึกว่าหัวใจที่เคยเต้นแรงจนจะทะลุออกมาจากอกหยุดเต้น ราวกับโลกหยุดหมุน ทุกสรรพสิ่งรอบตัวอันตรธานหายไป เหลือเพียงแค่เธอกับ ภาพตรงหน้า ดวงคู่สวยค่อย ๆ ไล่สายตามองภาพวาดขนาด 90x90 อย่างอ้อยอิ่ง ดื่มด่ำไปกับ ทุกรายละเอียด ตอนนี้เธอไม่กล้าแม้แต่จะหายใจด้วยซ้ำ แต่แล้วความรู้สึก เหล่านี้กลับยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีกเมื่อได้อ่านชื่อผลงาน ‘P & K’


27 อยู่ๆ ความหวังที่เธอไม่กล้าหวังก็ถูกจุดขึ้น ราวกับต้นไม้ในทะเลทรายที่ใกล้ตาย เพราะเผชิญความแห้งแล้งมาแรมปีทว่าเมื่อได้รับฝนเพียงน้อยนิดกลับเพียงพอ แล้วที่จะทำให้มันผลิดอกออกผลได้ ถ้ามันเป็นอย่างที่เธอคิด…เรื่องของเราจะยังมีหวังมั้ยนะ ถ้าผลงานทั้งหมดในนิทรรศการนี้สื่อถึงความทรงจำระหว่างเรา ถ้าชื่อเต็มของภาพเหมือนผู้ชายที่หน้าตาคล้ายเขาและผู้หญิงที่หน้าตาคล้ายเธอ ตรงหน้าคือชื่อจริงของเราทั้งสองคน ถ้าเป็นอย่างนั้น…นั่นหมายถึงเขาเองก็กำลังหวังให้มี ‘เรา’ เกิดขึ้นอีกครั้งรึเปล่า นะ ตึก ตึก ตึก เสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามา ทำให้โลกของเธอกลับมาหมุนอีกครั้ง “สวัสดีครับคุณเกศริน ยินดีที่ได้พบอีกครั้งนะครับ” เสียงที่คุ้นเคยเรียกให้เธอละสายตาจากภาพตรงหน้าไปยังต้นเสียงทันที เมื่อเธอสบตากับร่างโปร่งตรงหน้าอัตราการเต้นของหัวใจก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เสียงหายใจเริ่มกระชั้นขึ้นเรื่อย ๆ เหงื่อซึมออกมาตามกรอบหน้าอย่างเห็นได้ชัด “ริณ” ใครคนนั้นตะโกนออกมาอย่างตกใจสุดขีดก่อนจะวิ่งมาประคองร่างบางที่ ตอนนี้ไม่มีแรงแม้แต่จะทรงตัว แต่หารู้ไม่ว่าการกระทำเหล่านั้นกลับยิ่งทำให้เธอทรมานมากขึ้น ภาพความ ทรงจำต่าง ๆ ที่เธอเคยและไม่เคยฝันถึงหลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็วจนทำให้เกิด อาการปวดหัวรุนแรง น้ำตามากมายพรั่งพรูออกมาเพราะความทรมาน


28 เกศรินแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าเธอทรมานเพราะความเจ็บปวดทางร่างกายหรือ เพราะภาพความทรงจำใหม่ๆ แต่ตอนนี้เธอทนไม่ไหวแล้ว มันยากเกินไปสำหรับการประคองสติให้คงอยู่ ภาพสุดท้ายที่เธอรับรู้คือภาพ ใบหน้าของชายหนุ่มที่เธอรอมานานกำลังร้องเรียกเธอทั้งน้ำตา และเสียง กระทบของรองเท้าส้นสูงที่วิ่งมาทางนี้ “ริณ!!” ‘นี่ทริปวันเกิดริณหรือทริปสนองความต้องการฌอนกันแน่เนี่ย พามาทั้งวัด ทั้งสวนพฤกษศาสตร์’ ‘แล้วริณไม่ชอบหรอ ฌอนว่าวิวของทุกที่มันสวยมากเลยนะ’ ‘ก็ชอบแหละ วัดก็สวย พระอาทิตย์ก็สวย แถมได้ขอพรให้เรารักกันตลอดไป ด้วย’ ‘ริณหยุดจีบฌอนก่อน เขินไปหมดแล้วครับ’ ‘ไม่หยุดหรอก เขาบอกว่าให้ใช้ชีวิตเหมือนทุกวันเป็นวันสุดท้าย เพราะงั้นริณจะ จีบกับบอกรักฌอนทุกวันเลยย’ ‘ขอบคุณครับ ฌอนก็รักริณนะ’ ‘ไหน ๆ พรุ่งนี้ก็วันเกิดริณแล้ว ฌอนจะตามใจด้วยการพาไปคาเฟ่แบบที่ริณชอบ แล้วกัน’ ‘น่ารักที่สุดเลย ขอดูได้มั้ยว่าคือที่ไหน’ ‘ได้ครับ ร้านนี้รีวิวดีอยู่นะ’ ชายหนุ่มว่าพลางหันหน้าจอโทรศัพท์ให้ร่างบางเห็นชื่อร้าน


29 ‘สุขสันต์วันเกิดนะริณ ขอบคุณที่เกิดมาให้ฌอนรักนะครับ’ คำพูดแรกที่ได้ยิน หลังตื่นนอนในเช้าวันเกิดทำให้เกศรินรู้สึกว่าวันนี้ต้องเป็นอีกวันที่ดีมากแน่ๆ ‘ขอบคุณค่ะ ริณรักฌอนนะ’ ‘รักเหมือนกันครับ ปะเตรียมตัวไปเที่ยวคาเฟ่กัน’ ทั้งคู่จัดการธุระส่วนตัวก่อนจะออกเดินทางไปยังจุดหมายสุดท้ายของทริปนี้ ระหว่างการเดินทาง บนรถเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยอย่างมีความสุข ทั้งเรื่องลมฟ้า อากาศ เรื่องสถานที่ที่พึ่งไปมาด้วยกัน แต่…ช่วงเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปไวเสมอ ปริ๊นนนน!! ภาพรถบรรทุกที่เสียหลักจนหมุนคว้างข้ามเลนมาดึงสายตาของทุกคนที่อยู่ใน บริเวณนั้น โดยไม่มีแม้แต่สัญญาณให้เตรียมตัว ปราชญารวบรวมกำลังทั้งหมด เพื่อหักหลบรถคันนั้น หากแต่ว่า โครม!! เฮือก “ฌาน ฌาน ริณฟื้นแล้วแกไปตามหมอเร็ว” ความวุ่นวายตรงหน้า เสียงเรียกของเพื่อนสนิท การเดินเข้าออกของหมอและ พยาบาลก็ไม่อาจทำให้เธอสลัดภาพที่อยู่ในหัวได้ ภาพของคนรักที่เห็นว่าคงหักหลบรถบรรทุกไม่ทันแน่ จึงตัดสินใจหักพวงมาลัย ให้ฝั่งคนขับรับแรงกระแทกแทนที่จะเป็นคนนั่ง


30 “ริณ ฮึก แกเจ็บตรงไหน ฮึก แกเจ็บตรงไหนบอกฉันมาฉันจะไปตามหมออีก รอบ” ภาพเหตุการณ์อันเลวร้ายค่อย ๆ สลายไป ปรากฎเป็นใบหน้าที่เต็มไป ด้วยน้ำตาของเพื่อนสนิท ไม่รู้ว่าเธอกำลังแสดงสีหน้าแบบไหนออกมาเอศราถึงได้ร้องไห้หนักขนาดนี้ เกศรินโผเข้ากอดเอศราพร้อมร้องไห้โฮออกมา “ฉะ ฉัน อึก ฉันจำได้อึก หมะ หมดแล้ว” เกศรินเอ่ยเจือเสียงสะอื้น “แกบอกฉันมาสิอึก บะ บอกมาว่าฌอนรอดใช่มั้ย จากอุบัติเหตุนั่น เขายังอยู่ ใช่มั้ย” อลิสหลับตาลงอย่างเจ็บปวดเมื่อได้ยินคำถามนั้น ทุกสิ่งเงียบสงัดเหลือเพียงแต่เสียงสะอื้นของเจ้าของคำถาม เอศรานิ่งไปก่อนจะ เอ่ยตอบอย่างยากลำบากว่า “เขายังอยู่สิเขาจะยังอยู่ในใจของพวกเราเสมอนะ” เธอว่าพลางลูบหลังปลอบ ประโลมร่างในอ้อมกอดเมื่ิอสัมผัสได้ถึงแรงสะอื้นที่มากขึ้น แอดด เสียงเปิดประตูดึงความสนใจของทั้งสองคนพร้อมกับร่างสูงโปร่งของชายหนุ่ม คนหนึ่งที่เดินเข้ามา หากอลิสไม่รู้มาก่อนว่าเขาคือใครคงจะกรี๊ดลั่นโรงพยาบาล ไปแล้ว เพราะผู้เข้ามาใหม่ใส่ทั้งแมส แว่นตาดำ หมวกบักเก็ต แล้วคลุมด้วยฮู้ด อีกทีนึงเพื่อปิดบังใบหน้า แต่ก็พอเข้าใจอยู่หรอก ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าริณจะยังมีอาการแพนิคตอนเห็นหน้า ฌานอีกมั้ย ถึงเจ้าตัวจะบอกว่าจำเรื่องราวทั้งหมดได้แล้วก็เถอะ “นั่น..ฌานใช่มั้ย” แม้ไม่เห็นหน้าอลิสก็สัมผัสได้ถึงความตกใจของชายตรงหน้า เธอจึงพยักหน้าพร้อมกล่าวเสริมว่า


31 “ริณจำเรื่องทั้งหมดได้แล้ว” ได้ยินดังนั้นชายหนุ่มก็รีบหันมาถามหญิงสาวด้วย ความเป็นห่วงทันที “ริณ…โอเคมั้ย” เกศรินส่ายหน้าพร้อมปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมาโดยไม่มี ความคิดที่จะเช็ดออก “ไม่ ไม่โอเคเลยซักนิด ทำไมถึงเป็นฉันที่อยู่ตรงนี้ล่ะ ทำไมเป็นฉันที่ถูกทิ้งให้อยู่ ตรงนี้แค่คนเดียว” “แกไม่เคยอยู่คนเดียวเลยนะริณ แกมีฉัน มีคุณน้า แล้วก็มีฌานที่อยู่ข้างแก คอยเป็นห่วงแกเสมอ” แต่มันไม่เหมือนกัน ไม่เคยเหมือนกันเลย เกศรินหลับไปแล้วเพราะฤทธิ์ยาและเหนื่อยจากการร้องไห้อย่างหนัก “ฉันสงสารริณอ่ะแก ทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับพวกมันด้วย” อลิสเอ่ย ทำลายความเงียบ “อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดแหละ แต่เราทำถูกแล้วแน่หรอที่พยายามช่วยให้ ความจำของริณกลับมาแบบนี้” ฌานที่ตอนนี้ถอดแมส แว่นและหมวกออกแล้ว ตอบ “ใจนึงฉันก็คิดว่าถูกแล้ว ริณคงจะอยากเก็บฌอนไว้ในความทรงจำมากกว่าที่จะ ลบออกไป แต่พอเห็นมันร้องไห้ขนาดนี้ฉันก็สงสัยเหมือนกันว่าตัวเองทำถูกมั้ย” “เธอว่าพรุ่งนี้เราเล่าทุกอย่างให้ริณฟังดีมั้ย บางทีการรู้ทุกอย่างอาจจะช่วยให้ ริณไม่ต้องจมอยู่กับความสงสัยก็ได้นะ” เอศราคิดตามคำพูดนั้นก่อนจะตอบว่า “เฮ้อ โอเค แกช่วยฉันคิดวิธีง้อริณด้วยแล้วกัน ปิดบังไว้ซะเยอะ”


32 “ไม่ต้องหรอกเราเชื่อว่าริณจะเข้าใจว่าเธอหวังดีบนโลกนี้นอกจากฌอนกับ คุณน้าก็ไม่มีใครรักริณเท่าเธอแล้ว” วันต่อมาเอศราและปรัชญาเดินทางมาโรงพยาบาลแต่เช้า ทั้งคู่ใช้เวลาทั้งคืน ไปกับการเตรียมใจและเรียบเรียงเรื่องราวต่าง ๆ ที่จะเล่าให้คนป่วยฟังในวันนี้ แอดด ภาพของเกศรินที่ตายังคงบวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนักกำลังทานอาหาร โรงพยาบาลอย่างช้า ๆ บีบหัวใจทั้งสองจนเกิดอาการเจ็บลึก ๆ ในอก “มาริณ ให้ฉันช่วยเถอะ” อลิสเดินเข้าไปใกล้แย่งช้อนมาถือแล้วตักข้าวต้มให้ คนป่วยทาน ทานไปได้ครึ่งถ้วยคนป่วยก็ออกอาการไม่อยากทานต่อจนพยาบาลจำเป็นตัดใจ แล้วส่งยาให้แทน “พวกแกช่วยเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดหลังจากนั้นให้ฉันฟังหน่อยได้มั้ย” คำถามนั้น ทำให้มือที่กำลังเก็บชามข้ามต้มอยู่ชะงัก เอศราหันไปมองหน้าผู้ชายเพียงหนึ่งเดียวของห้องเพื่อถามความเห็น เมื่อปรัชญาพยักหน้าเธอจึงหันกลับมาเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้เกศรินฟัง คิดมาแทบตายว่าจะเกริ่นเข้าเรื่องยังไง กลายเป็นว่าเจ้าเรื่องเปิดประเด็นเอง ซะงั้น แต่แบบนี้ก็ดีแล้วล่ะ “คือมันเป็นอย่างนี้….” ผลสรุปของเหตุการณ์ครั้งนั้นคือทั้งคนขับรถบรรทุกและปราชญาต่างเสียชีวิต คาที่ทั้งคู่เพราะแรงปะทะ แต่เนื่องจากมีพลเมืองดีรีบโทรแจ้งรถพยาบาล


33 ทำให้สามารถยื้อชีวิตของเกศรินกลับมาได้ทว่าภาพที่ปราชญาได้รับแรง กระแทกอย่างหนักกระทบกระเทือนจิตใจของเธอรุนแรงจนสูญเสียความทรงจำ ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับปราชญาไป นอกจากนี้เกศรินยังมีอาการแพนิคเมื่อเห็นหน้าของ ‘ปรัชญา’ น้องชายฝาแฝด ของปราชญาอีกด้วย ทำให้ปรัชญาตัดสินใจไปเรียนต่อด้านศิลปกรรมที่ประเทศ อิตาลีทั้งนี้เพื่อเป็นการสานต่อความฝันของพี่ชายที่อยากจะเป็นจิตรกรชื่อดัง ระดับโลก ฝ่ายแม่ของเกศรินและเอศราเมื่อเห็นเธอมีอาการดังนั้นจึงเก็บข้าวของของ ปราชญาทั้งหมดใส่กล่องแล้วเก็บไว้ในห้องเก็บของเพื่อรอวันที่เหมาะสม แต่ทุก อย่างไม่เป็นอย่างที่คิดไว้เมื่อเกศรินเข้าไปในห้องนั้นในวันเกิดปีที่ 27 “ตอนฉันเห็นแกถือรูปพวกนั้นฉันตกใจแทบแย่แต่อีกใจนึงก็ยินดีมากเหมือนกัน เพราะงั้นตอนแกขอให้ช่วยฉันถึงช่วยอย่างไม่ลังเล” “ฌอนเคยมาปรึกษาเรื่องทริปนี้กับฉัน ฉันเลยตั้งใจวางแผนทริปทั้งหมดให้ เหมือนกับตอนที่แกเคยไปกับฌอน แต่ตอนนั้นก็ลังเลนะว่าจะพาไปที่คาเฟ่ดีมั้ย” “พอแกเล่าให้ฟังว่าแกฝันถึงผู้ชายคนนึงมาตลอดห้าปีฉันถึงตัดสินใจได้ว่าฉันจะ ทำทุกวิถีทางให้แกจำฌอนให้ได้เลยตัดสินใจพาไปดีกว่า” เพราะความรักของ เกศรินยิ่งใหญ่มาก ขนาดร่างกายสั่งให้ลืมไปแล้วแต่ส่วนลึกในใจก็ยังคง จดจำฌอนเอาไว้เสมอและแสดงออกมาในรูปแบบของความฝัน เธอจึงช่วยอย่าง ไม่ลังเลแม้ว่าความจริงอาจจะทำให้เพื่อนของเธอเจ็บปวด “พอกลับมาจากทริปแกก็หายไปเลย ไม่อ่านแชท ไม่รับสาย จนฉันต้องโทรไป ถามคุณน้าว่าแกสบายดีมั้ย แล้วก็รู้ตัวว่าโดนแกโกรธซะแล้ว” “มันมีอยู่ไม่กี่เหตุผลหรอกที่แกจะโกรธนอกจากว่าแกรู้แล้วว่าเขาเป็นใคร


34 ฉันเลยรีบโทรหาฌานที่กำลังจะจัดนิทรรศการให้เปลี่ยนธีมงานทั้งหมดเป็นความ ทรงจำของพวกแกซะ” “แต่นั่นแหละ ฉันติดต่อแกไม่ได้เลยไม่รู้ว่าจะพาไปยังไง ตอนแรกเกือบถอดใจ แล้วจนเมื่อวานที่ฌานโทรมาบอกว่าแกไปที่นั่น” “เรื่องทั้งหมดก็มีประมาณนี้แหละ ขอโทษจริง ๆ นะที่ต้องปิดบังแก” “เราก็ขอโทษเหมือนกันครับกับทุก ๆ เรื่องเลย” “ไม่ต้องขอโทษหรอก ทั้งคู่เลย ที่ทำไปเพราะว่าหวังดีกันทั้งนั้น ขอบคุณนะ” เอศราได้ยินดังนั้นก็ร้องไห้ออกมา เธอกังวลมาทั้งคืนว่าเพื่อนรักจะไม่เข้าใจจน ต้องผิดใจกัน เมื่อได้ยินแล้วเหมือนยกภูเขาออกจากอก “แกร้องไห้ทำไมเนี่ย ยังไม่ได้ว่าอะไรเลย” “ก็ฉัน ฮึก กลัวแกโกรธ” “โอ๋ๆ ก็ไม่โกรธแล้วนี่ไง มากอดกันเร็ว” เกศรินอ้าแขนกว้างเพื่อรับเพื่อนเข้า มากอด ขอบคุณนะอลิส ขอบคุณที่มีแต่ความรัก ความหวังดีให้กันมาเสมอ ปรัชญามองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกยินดีก่อนจะชะงักเมื่อเกศรินพูด บางอย่าง “ฌาน แกลองเปิดหน้าได้มั้ย ฉันอยากรู้ว่าถ้าจำได้แล้วอาการแพนิคจะยังอยู่ รึเปล่า” “จะดีหรอ” “ดีสิอยู่ในโรงพยาบาลถ้าเกิดอะไรขึ้นก็แค่วิ่งไปตามหมอแค่นั้นเอง”


35 “เฮ้อ เธอนี่นะ” ปรัชญาถอนใจอย่างเหนื่อยอ่อนพลางถอนเครื่องปิดบังใบหน้า ทั้งหมดออก เกศรินมองหน้าที่คล้ายคลึงกับคนรักของเธอราวกับแกะแล้วรู้สึกหายใจติดขัด เล็กน้อย แต่ก็ยังสามารถควบคุมสติได้ “แกโอเคมั้ย” เอศราเห็นท่าไม่ดีก็รีบส่งสัญญาณให้ฌานใส่ทุกอย่างกลับไป เหมือนเดิม “ฉันโอเค แกไม่ต้องใส่แล้วก็ได้ฌาน” พอได้เห็นหน้าชัด ๆ เธอก็พึ่งสังเกตว่า ใต้ตาของเพื่อนทั้งสองดำคล้ำเหมือนคนไม่ได้นอน เธอจึงกล่าวว่า “ตอนนี้ฉันเริ่มง่วงแล้ว พวกแกก็กลับไปพักผ่อนเถอะ เมื่อคืนไม่ได้นอนกัน ใช่มั้ย” “นิดหน่อยน่ะ งั้นเดี๋ยวตอนเย็นพวกฉันเข้ามาใหม่นะ มีอะไรก็โทรมาได้ตลอด” ทั้งคู่รู้ว่าเกศรินต้องการเวลาอยู่คนเดียวจึงยอมกลับไปอย่างง่ายดาย เมื่อประตูห้องปิดลงความเงียบก็ปกคลุมห้องพักผู้ป่วยนี้อีกครั้ง เป็นความเงียบที่ ทำให้เกศรินได้อยู่กับตัวเอง คิดทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ จนสามารถตกตะกอน อะไรบางอย่างได้ หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดยอมรับเลยว่ามีแวบนึงที่เธอคิดขึ้นมาว่าการพยายาม ครั้งนี้มันดีจริง ๆ รึเปล่านะ ถ้าการจดจำทุกอย่างได้จะทำให้ทรมานขนาดนี้ การกลับไปเป็นเกศรินที่ลืมเรื่องราวทุกอย่างจะดีกว่ารึเปล่า แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นฌอนคงจะได้จากกันไปจริง ๆ จากกันไปแบบไม่เหลือแม้แต่ ร่องรอยใด ๆ ไว้ในความทรงจำอีกเลย แบบนั้นคงจะแย่น่าดู เธอเห็นแก่ตัวลบฌอนออกไปจากความทรงจำตั้งห้าปีแล้วยังจะมีความคิดที่ อยากจะลืมไปตลอดกาลอีกหรอ


36 บางทีที่อลิสพูดก็อาจจะจริง ถึงแม้ตัวของฌอนจะไม่ได้อยู่ที่นี่อีกแล้ว แต่ฌอนจะ ยังมีชีวิตอยู่ในความทรงจำของพวกเราทุกคนตลอดไป คิดได้ดังนั้นเธอจึงหลับตาลงและนึกถึงสิ่งที่เธออยากจะบอกกับคนรักมาตลอด หวังเพียงให้เขาได้ยินเสียงของเธออีกสักครั้ง ขอโทษนะฌอน รอนานเลยใช่มั้ย ขอโทษที่ปล่อยให้รอกันตั้งห้าปี ต่อจากนี้ริณจะไม่ลืมฌอนอีกแล้ว จะไม่ปล่อยให้ฌอนหายไปไหนอีกแล้ว ริณรักฌอนนะ รักเสมอเลย จะตอนที่จำได้หรือจำไม่ได้ก็ยังคงรักฌอนเสมอ หวังว่าฌอนคงจะได้ไปเป็นจิตรกรชื่อดังบนสวรรค์นะ คำขอของเรา ริณจะทำให้เป็นจริงเอง เราจะรักกันตลอดไป และฌอนจะอยู่ตรงนี้เสมอในความทรงจำ ในความรัก ของริณ แล้วพบกันใหม่ในสักวันหนึ่งนะ จบ


37 10 Facts about Dreamnesia 1. นิยายเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความฝันของเพื่อนคนหนึ่ง (ใบ้ว่าชื่อขึ้นต้นด้วยณัฐ ลงท้ายด้วยนิชา) ที่นอกจากจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับ โครงเรื่องหลักของเราแล้ว ยังเป็นต้นแบบของชื่อตัวละครเอกถึง 3 คน!! โดย ‘ณัฐณิชา’ มีความหมายว่าฉลาดและบริสุทธิ์จึงเป็นที่มาของชื่อ นางเอก คือ เกศริน มาจากคำว่า Caitlyn ที่ในภาษากรีก โรมัน แปลว่า บริสุทธิ์ และคู่แฝดฝั่งชายมีชื่อว่า ปราชญา - ปรัชญา ที่สื่อถึงความฉลาดนั่นเอง 2. นอกจากชื่อจริงของคู่แฝดที่คล้ายกันแล้ว ชื่อฌอนกับฌานยังมี ความหมายที่เหมือนกันคือ ของขวัญจากพระเจ้า อีกด้วย 3. ยังไม่พ้นจากเรื่องชื่อ คราวนี้จะเป็นชื่อของเอศรา ตัวละครหลักอีก ตัวนั่นเอง ด้วยความที่ตัวละครนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นเพื่อนที่คอยช่วยเหลือ และหวังดีกับนางเองของเราอยู่เสมอ ดังนั้นจึงเลือกชื่อเอศรา ที่มาจากคำว่า Ezra แปลว่า ผู้ช่วยเหลือ 4. สุดท้ายที่เกี่ยวกับชื่อจริง ๆ แล้ว ที่ขาดไปไม่ได้ก็คือชื่อเรื่องของเรา Dreamnesia ความฝัน ภาพถ่าย และความทรงจำ ขอแยกเป็น 2 ข้อแล้วกัน ชื่ออังกฤษกับชื่อไทย เริ่มที่ชื่ออังกฤษกันดีกว่า คำว่า Dreamnesia มาจากคำ 2 คำ คือ คำว่า Dream ที่แปลว่าความฝัน กับ Amnesia ที่แปลว่า โรคความจำ เสื่อม หรือภาวะสูญเสียความทรงจำชั่วคราว เรียกได้ว่าสปอยกันมาตั้งแต่ชื่อ เรื่องเลยจริง ๆ 5. มาต่อกันที่ชื่อไทย ความฝัน ภาพถ่าย และความทรงจำ ตอนแรก ไม่ใช่ชื่อนี้แต่เป็นชื่อ ความรัก ความฝัน และความทรงจำ ที่ได้มาจากการปรึกษา เพื่อนว่าจะเอาชื่อไทยเป็นอะไรดีพอได้มาแบบนี้ก็เลยเอามาปรับแต่งนิดหน่อย


38 ให้สัมพันธ์กับชื่อตอนด้วย สุดท้ายเลยได้ออกมาเป็นชื่อล่าสุดที่ทุกคนเห็นกันนี่ แหละ 6. ตอนแรกวันเกิดของริณ หรือวันครบรอบวันตายของฌอนจะเป็น วันที่ 16 กันยายน แต่พอเปิดปฏิทินดูแล้วพบว่าเดือนกันยาไม่มีวันหยุดเลย สุดท้ายก็เลยเปลี่ยนเป็นวันที่ 6 ธันวาจะได้มีวันหยุดคือวันที่ 10 11 12 พอดี 7. ตอนแรกสถานที่ท่องเที่ยวมีที่นึงอยู่ที่ใต้เนื่องจากเราอยากไปเอง แต่พอเปลี่ยนวันที่มาเป็นช่วงเดือนธันวาทำให้ต้องลบออกเพราะช่วงนั้นภาคใต้ มักจะมีพายุเข้า และน้ำทะเลไม่สวย 8. ไม่รู้ว่ามีคนอยากรู้มั้ยแต่เราอยากบอก ในเรื่องจะมีฉากที่ริณถามถึง คำขอของอลิซแต่สุดท้ายก็ไม่ได้คำตอบใช่มั้ย เราจะมาเฉลยเดี๋ยวนี้แหละ! สิ่งที่อลิซเขียนในกระดาษคือ ‘ขอให้แกสามารถจดจำเขาได้อย่างมีความสุขนะ’ ฮือ ไอ้ต้าวซัฟพอร์ตเตอร์ของคุณแม่ มาหอมหัวปุปุเร็ว 9. อีกเรื่องที่น่าจะไม่เคยกล่าวถึงในนิยายคือ อาชีพของริณ นางเอกคน เก่งของเราเป็นที่ปรึกษาทางด้านธุรกิจให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง จริง ๆ มีแอบใบ้ๆ นิดนึง ตอนที่อลิสพูดว่า “นี่คือคำพูดของคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับคณิตศาสตร์มาครึ่ง ชีวิตหรอ” แต่เชื่อว่าคงไม่มีใครทายถูกแน่ ๆ 555 10. เดินทางมาถึงข้อสุดท้ายแล้วว มาพูดถึงความรักระหว่างฝาแฝด ฌอน - ฌานกันดีกว่า คือจริง ๆ แล้วฌานไม่ได้ชอบศิลปะขนาดนั้น แค่พอวาด รูปเล่น ๆ เป็นงานอดิเรกเฉย ๆ คนที่ชอบศิลปะมากจนถึงขั้นหลงใหลคือฌอน พอฌอนตายไปฌานเลยตัดสินใจที่จะไปเรียนต่อด้านศิลปะแทนการไปทำงาน ตามสายงานที่ตนจบมา (ฌอนเสียตอนทุกคนอยู่ปีสี่ ใกล้จบแล้ว) เพื่อทำตาม ความฝันแทนฌอน แต่ก็ไม่ได้ทิ้งตัวตนของตัวเองไปซะทีเดียว เพราะฌานเลือก


39 ที่จะเรียนเกี่ยวกับศิลปะยุโรปที่ตนชื่นชอบแทนที่จะเป็นศิลปะฝั่งไทยที่ฌอน หลงใหลนั่นเอง


40 จากใจผู้เขียน สวัสดีค่ะนักอ่านทุกคน ก่อนอื่นเลยก็ต้องขอขอบคุณทุกคนมาก ๆ ที่ร่วมเดินทางกับทุกตัวละครมาจนถึงตอนจบ อย่างที่เคยบอกไปใน 10 Facts ว่าเรื่องนี้ได้แรงบรรดาลใจมาจากฝันของเพื่อนคนหนึ่ง ดังนั้นคงต้องขอใช้พื้นที่ ตรงนี้ในการขอบคุณเพื่อน ๆ หลายคน เริ่มจากณัฐณิชาที่เป็นทั้งแรงบันดาลใจ ของเรื่องแล้วยังเป็นต้นแบบของชื่อตัวละครถึงสามจากสี่ตัวเลยทีเดียว แถมยัง คอยให้คำปรึกษาในด้านภาษาการเขียนอีกด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีจิราพัชรที่คอย ให้คำปรึกษาด้านรายละเอียดเล็ก ๆ และช่วยตรวจทานคำผิดกับปรับภาษาให้ดี ยิ่งขึ้น ตอนแรกที่เขียนเรื่องนี้ก็เพราะเป็นงานที่ต้องส่งแต่ไป ๆ มา ๆ ดันเขียน เป็นจริงเป็นจังซะได้เริ่มด้วยการวางแผนว่าจะใช้เวลาเขียนทั้งหมด 4 วัน แต่พอเข้าวันที่ 5 ดันพึ่งขึ้นบทที่ 2 ไปได้นิดเดียวเท่านั้น สรุปก็คือใช้เวลาแต่งไป ทั้งหมด 11 วัน เลยคุยกับเพื่อนว่าทำไมเราต้องจริงจังกับการแต่งขนาดนี้จนมัน ตอบมาว่า ตอนนี้มันไม่ใช่การแต่งส่งครูแล้ว มันคือการแต่งเพื่อสนองความ ต้องการของตัวเองมากกว่า555 ซึ่งมันก็จริงนั่นแหละ เพราะว่าส่วนตัวชอบ อ่านนิยายมาก ๆ มาตั้งแต่ป.5 เลยอดไม่ได้ที่จะมีความฝันว่าอยากแต่งนิยาย ของตัวเองสักเรื่อง เคยเขียนอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่เคยพ้นจากบทนำสักทีพอได้มา แต่งเรื่องนี้ที่มีกำหนดส่งชัดเจนเลยเหมือนเป็นการผลักดันว่าต้องเขียนให้จบให้ ได้เลยตั้งใจเขียนมาก ๆ และพอจบแล้วก็รู้สึกเหมือนกับได้ทำเป้าหมายเล็ก ๆ อันหนึ่งในชีวิตสำเร็จ เคยคิดว่าเวลาจะนิยายสักตอนคงต้องใช้สิ่งที่เรียกว่า ‘ฟีลลิ่ง’ ในการ เขียนแต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย เราสามารถเขียนมันได้ตลอดเวลา ตั้งแต่ตอนติว ฟิสิกส์ (สัญญากันว่าจะเก็บเป็นความลับ) ก่อนนอนที่ค่ายพุทธบุตร เวลาว่าง


41 เล็ก ๆ น้อย ๆ ทั้งตอนรอเพื่อนซื้อข้าว หรือรออาหารมาเสิร์ฟ ทุกเวลาว่าง สามารถนำมาเขียนนิยายได้หมดเลย แต่อารมณ์ในเรื่องอาจจะไม่ค่อยต่อเนื่อง สักเท่าไหร่555 สุดท้ายนี้ก็หวังว่านิยายเรื่องจะให้อะไรกับคนอ่านไม่มากก็น้อย ขอบคุณอีกครั้งที่อ่านกันมาถึงตรงนี้และหากเรื่องสั้นนี้มีข้อผิดพลาดประการใด ทางผู้เขียนก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย pps.


42 ประวัติผู้เขียน ชื่อ นางสาวปัณทิตา ศรีสง่าชัย ชื่อเล่น ปัณ ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6/5 เลขที่ 15 นามปากกา pps.


43


44 ปกหลัง


Click to View FlipBook Version