รายงาน
เรือ่ ง ความเชอื่ เรอื่ งนรกสวรรค์ ท่ีมอี ิทธิพลกับคนไทยต้งั แตอ่ ดตี จนถงึ ปัจจบุ ัน
เสนอ
คุณครู สายฝน โหจันทร์
โดย
นางสาว พุทธพร ทองสอดแสง ช้นั ม.๖/๓ เลขท่ี ๓๒
นางสาว ชนันท์ภทั ร์ ณชั ญาทินันท์ ชั้น ม.๖/๓ เลขที่ ๑
นางสาว อภสิ รา จนิ ตนสนธิ ชน้ั ม.๖/๓ เลขท่ี ๔
นางสาว ศภุ ิสรา สราญวฒั น์ ชนั้ ม.๖/๓ เลขท่ี ๑๕
นางสาว เสาวรกั ษ์ ยงศริ วิ รรณ ชั้น ม.๖/๓ เลขที่ ๓๔
รายงานนี้เป็นส่วนหนงึ่ ของวชิ าภาษาไทยพน้ื ฐาน (ท๓๓๑๐๑)
ภาคเรยี นที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๕
โรงเรยี นมารยี อ์ ปุ ถัมภ์ อ.สามพราน จ.นครปฐม
ก
คำนำ
รายงานเลม่ น้ีจดั ทำข้ึนโดยมีจุดมงุ่ หมายเพื่อการศึกษาหาความรู้ที่ไดจ้ ากเร่ืองความเชื่อสวรรค์นรกท่ีมี
อิทธิพลต่อการดำรงชีวิตของคนไทยในอดีตจนถึงปัจจุบัน ขอบข่ายเนื้อหามีดังน้ี ความหมายของความเช่ือ
ความสำคัญของความเชื่อ นรก สวรรค์ เเละตัวอยา่ งความเชอื่ นรกสวรรค์ในต่างประเทศ โดยไดศ้ กึ ษาผ่าน
เเหลง่ ความรู้จากเวบ็ ไซตต์ า่ งๆ และได้ศึกษาอยา่ งเขา้ ใจเพ่ือเปน็ ประโยชน์กับการเรยี นมากย่งิ ข้ึน
ผู้จัดทำหวังอย่างยิ่งว่า การจัดทำรายงานเล่มนี้จะมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับนักเรียน หรือผู้ที่สนใจ
ศกึ ษาความเช่อื สวรรค์นรก หากมีขอ้ เสนอเเนะประการใด ผู้จัดทำขอน้อมรบั ไว้ ณ ท่นี ี้
คณะผ้จู ดั ทำ
๑๑/๐๘/๒๕๖๕
สารบญั ข
เรอื่ ง หนา้
คำนำ ก
สารบญั ข
บทนำ ค
๑. ความเช่อื ๒
๒
๑.๑ ความหมายของความเชื่อ ๓
๑.๒ ความสำคัญของความเชื่อ ๕
๒. นรก ๕
๒.๑ ความหมายของนรก ๖
๒.๒ ประเภทของนรก ๘
๒.๓ ความเชื่อเกี่ยวกบั นรก ๙
๒.๔ อิทธพิ ลของความเชื่อเร่อื งนรกตั้งแต่อดีตจนถึงปจั จุบัน ๑๑
๑๒
๒.๔.๑ อทิ ธพิ ลจากวรรณคดีไทย ๑๒
๒.๔.๒ อิทธิพลจากแนวคิดตา่ งชาติ ๑๒
๓. สวรรค์ ๑๓
๓.๑ ความหมายของสวรรค์ ๑๖
๓.๒ ประเภทของสวรรค์ ๑๗
๓.๓ ความเช่อื เกีย่ วกบั สรรค์ ๒๒
๓.๔ อิทธพิ ลของความเชื่อเรอ่ื งสวรรค์ตัง้ แตอ่ ดีตจนถงึ ปจั จบุ นั ๒๒
๔. ตวั อยา่ งความเชื่อนรกสวรรค์ในตา่ งประเทศ ๒๓
๔.๑ ตวั อย่างเก่ียวกบั ความเช่อื เรอื่ งนรกสวรรค์ในประเทศญี่ปนุ่ ๒๖
๔.๒ ตวั อยา่ งเก่ียวกบั ความเชื่อเรอ่ื งนรกสวรรคใ์ นประเทศจีน ๒๗
บทสรุป
บรรณานุกรม
ภาคผนวก
ค
บทนำ
ในอดีตมีความเชื่อมากมายที่สืบทอดมาถึงในยุคปจั จุบนั ความเชื่อเรือ่ งนรกและสวรรค์ มีอิทธิพลตอ่
คนไทย โดยส่วนมากหากไม่มีความเช่ือเรื่องนรก-สวรรค์ ทกุ คนกจ็ ะสามารถกระทำความทผ่ี ิดและถูกได้ แต่ถ้า
หากเรามีความเชื่อ เรื่องนรก-สวรรค์ ทุกคนก็จะสามารถรู้ได้ว่า การกระทำใดถูก และ การกระทำใดผิด
เนื่องจากหลักความเชื่อทางพระพุทธศาสนา มีหลักธรรมคำสอนที่ปลูกฝังให้เรามั่นกระทำความดีละเวน้ ความ
ชว่ั คนที่กระทำความดจี ะไดข้ ึน้ สวรรค์
จึงเป็นที่มาของการทำรายงานเล่มนี้ เนื่องจากรายงานเล่มนี้เป็นทางเลือกอีกหนึ่งทางสำหรับคนที่มี
ความเชื่อเรื่องนรก-สวรรค์ นั้นจึงเป็นความสนใจส่วนตัวของผู้จัดทำรายงาน ที่อยากจะศึกษาเรื่องนรก-สวรรค์
ซงึ่ มเี นื้อหาเกี่ยวกบั ความเชอ่ื และอทิ ธิพลของความเชอ่ื เร่ืองนรก-สวรรค์ ดังน้นั ผ้จู ดั ทำจงึ ได้มคี วามคิดทจ่ี ะ
นำเอารปู แบบความเชอ่ื มาใชใ้ นการเผยแพร่ความรูด้ งั กล่าวสูผ่ ู้ทสี่ นใจต่อไป
สารบญั ภาพ ๒
ภาพที่ นรกขุมที่ ๑ สัญชีวนรก หน้า
ภาพที่ ๑ นรกขมุ ที่ ๒ กาฬสุตตนรก ๔๒
ภาพท่ี ๒ นรกขุมท่ี ๓ สังฆาฏนรก ๔๒
ภาพที่ ๓ นรกขุมท่ี ๔ โรรุวนรก ๔๒
ภาพท่ี ๔ นรกขุมที่ ๕ มหาโรรุวนรก ๔๓
ภาพท่ี ๕ นรกขุมที่ ๖ ตาปนรก ๔๓
ภาพท่ี ๖ นรกขมุ ที่ ๗ มหาตาปนรก ๔๓
ภาพที่ ๗ นรกขุมที่ ๘ อเวจีนรก ๔๔
ภาพที่ ๘ สวรรค์ชน้ั ที่ ๑ จาตมุ หาราชิกา ๔๔
ภาพที่ ๙ สวรรค์ช้ันท่ี ๒ ดาวดงึ ส์ ๔๔
ภาพที่ ๑๐ สวรรคช์ ั้นท่ี ๓ ยามา ๔๕
ภาพที่ ๑๑ สวรรคช์ น้ั ที่ ๔ ดสุ ติ ๔๕
ภาพท่ี ๑๒ สวรรคช์ ัน้ ที่ ๕ นมิ มานรดี ๔๖
ภาพที่ ๑๓ สวรรคช์ น้ั ที่ ๖ ปรนมิ มติ วสวตั ดี ๔๖
ภาพที่ ๑๔ ๔๗
๓
รายงานเร่อื ง ความเชอ่ื นรกสวรรคท์ มี่ อี ิทธิพลต่อการดำรงชวี ติ ของคนไทยในอดีตจนถึงปัจจุบนั มีหวั ข้อหลกั
หัวขอ้ ยอ่ ยดังนี้
หวั ข้อหลกั
๑.ความเช่ือ
๒. นรก
๓. สวรรค์
๔. ตวั อยา่ งความเชอื่ เกี่ยวกับนรกสวรรค์ในต่างประเทศ
หัวข้อย่อย
๑.๑ ความหมายของความเช่ือ
๑.๒ ความสำคญั ของความเชื่อ
๒.๑ ความหมายของนรก
๒.๒ ประเภทของนรก
๒.๓ ความเช่อื ของนรก
๒.๔ อทิ ธิพลของนรกท่ีมีต่อคนไทยในอดีตและปจั จุบนั
๓.๑ ความหมายของสวรรค์
๓.๒ ประเภทของสวรรค์
๓.๓ ความเชื่อของสวรรค์
๓.๔ อทิ ธิพลของสวรรคท์ ี่มีต่อคนไทยในอดีตและปจั จบุ ัน
๔.๑ ตัวอย่างเก่ยี วกบั ความเช่ือเรื่องนรกสวรรคใ์ นประเทศญี่ป่นุ
๔.๒ ควตัวอยา่ งเกี่ยวกบั ความเช่อื เรอ่ื งนรกสวรรคใ์ นประเทศจนี
๔.๓ ตัวอยา่ งเกยี่ วกับความเชื่อเรอื่ งนรกสวรรค์ของประเทศในแถบยุโรป
๑. ความเชือ่
๑.๑ ความหมายของความเชือ่
มานิต มานิตเจริญ (๒๕๑๔) ได้ให้ของคำว่า "ความเชื่อ" ว่ามีความหมายอยู่หลายความหมาย
นักวิชาการและผู้รู้ได้ให้ความหมายของความเชื่อไว้ในแง่มุมต่างๆ ดังนี้ ความเชื่อ คือ การยอมรับว่าสิ่งใดสิ่ง
หนึ่งเป็นความจริงหรือเป็นสิ่งที่เราไว้ใจ ความจริงหรือความไว้วางใจที่เป็นรูปของความเชื่อนั้น ไม่จำเป็นว่า
จะต้องเป็นความจริงที่ตรงตามหลักเหตุผลหรือหลักวิทยาศาสตร์ใดๆ คนที่เชื่อในฤกษ์ยามก็จะถือว่า วันเวลา
การโคจรของดวงดาวจะก่อให้เกิดผลต่อตัวมนุษย์ คนที่เชื่อเครื่องรางของขลังก็จะมีความยึดมั่นว่า เครื่องราง
ของขลังให้คุณให้โทษแก่ตนได้จริง ตัวอย่างของความเชื่อ ได้แก่ ไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ โชคลาง ของขลัง ผี
สาง นางไม้ ความเช่ือ อำนาจลึกลับ สิ่งศกั ดิ์สทิ ธิ์ อิทธฤิ ทธิ์ปาฏหิ ารยิ ์ เหลา่ นี้เป็นต้น
๔
ความเชื่อ หมายถึง เห็นตามด้วย มั่นใจ ไว้ใจ นับถือ และในลักษณะคล้ายกันนี้ มานิต มานิตเจริญ
กล่าวว่าความเชื่อหมายถึง เห็นจริงด้วย วางใจ ไว้ใจ มั่นใจ และนับถือ อนึ่ง พจนานุกรมศัพท์สังคมวิทยา
อังกฤษ – ไทย ใหค้ วามหมายเกยี่ วกบั ความเช่ือไว้ ๒ นยั ด้วยกนั คือ
๑. การยอมรบั ขอ้ เสนอข้อใดข้อหนึ่งไดว้ า่ เปน็ ความจริง การยอมรับเชน่ นโ้ี ดยสารัตถะสำคญั แล้วเป็นการรับเชิง
พุทธิปัญญา แม้ว่าจะมีอารมณ์สะเทือนใจเข้ามาประกอบร่วมด้วย ความเชื่อจะก่อให้เกิดภาวะทางจิตขึ้นใน
บุคคลซึ่งอาจจะเป็นพื้นฐาน สำหรับการกระทำโดยสมัครใจของบุคคลนั้น ความเชื่ออาจจะมีพื้นฐานจาก
หลักฐานขอ้ เท็จจริงทเี่ ชื่อไดห้ รือมีพื้นฐานจากความเดยี ดฉันท์จากการนึกรู้เอาเอง หรอื จากลกั ษณะท่ีทำให้เกิด
ความเข้าใจไขว้เขวก็ได้ เพราะฉะนนั้ ความเช่ือจงึ มิได้ขึ้นอยู่กบั ความจริงเชงิ วัตถุวสิ ยั ในเน้ือหาความเชื่อแปลก
วิตถารก็ได้ คนเราอาจจะกระทำการอย่างแข็งขันจริงจัง หรืออย่างบ้าคลั่งด้วยความเชื่อที่ผิดได้เท่าๆ กับที่ทำ
ด้วยความเชื่อที่ถูกต้อง อย่างไรก็ดี การทำที่ใช้สติปัญญาใดๆ ก็ตาม ย่อมต้องอาศัยความเชื่ออยู่ด้วยเสมอ แต่
สติปญั ญาเองนัน้ อาจใช้มาทดสอบความเชอ่ื และตรวจดูความสมบรู ณ์ถูกต้องพ้ืนฐานความเชอ่ื นัน้ ได้
๒. การยอมรับข้อเสนอขอ้ ใดข้อหน่ึงวา่ เปน็ จรงิ โดยทีย่ ังมไิ ดพ้ สิ จู นไ์ ดโ้ ดยวธิ กี ารของวิทยาศาสตร์
จากคำจำกัดความต่างๆ ข้างต้น จึงพอสรุปความหมายของความเชื่อไว้ว่า "ความเชื่อ" หมายถึง การยอมรับ
ตา่ งๆ ว่าเปน็ จรงิ มีอยู่จริง และมอี ำนาจทีจ่ ะบนั ดาลให้เกิดผลดีหรอื ผลร้ายต่อการดำรงชีวติ ของมนุษย์ ถึงแมว้ า่
สงิ่ น้นั จะไม่สามารถพสิ จู น์ไดว้ า่ เป็นความจริงด้วยเหตผุ ล แตเ่ ป็นทีย่ อมรับกันในกลมุ่ ชนหรือสังคม
ทัศนีย์ ทานตวณชิ (๒๕๒๓) กล่าววา่ “ความเชื่อคือการยอมรบั นับถือวา่ เป็นความจริง หรือมีอยู่จริง
การยอมรับหรือการยึดมั่นนี้ อาจมีหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ หรืออาจไม่มีหลักฐานพิสูจน์สิ่งนั้นให้เห็น
จรงิ ได”้
สุนทรี โคมิน (๒๕๓๙) กลา่ ววา่ “ความเชอื่ เป็นความนึกคิดยึดถือ โดยทีเ่ จา้ ตัวจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม
เป็นส่งิ ทส่ี ามารถจะศกึ ษาและวัดได้จากคำพดู และการกระทำของคน”
สถาพร ศรสัจจงั (๒๕๓๓) ให้ความหมายของความเช่ือไว้ว่า “ความเชื่อหมายถงึ การยอมรับข้อเสนอ
อย่างใดอย่างหนึ่งว่าเป็นความจริง การยอมรับนี้อาจจะเกิดจากสติปัญญา เหตุผลหรือศรัทธา โดยไม่ต้องมี
เหตุผลใดๆมารองรับกไ็ ด้”
ธวัช ปุณโณทก (๒๕๒๘) ได้กล่าวถึงความเชื่อไว้ว่า ความเชื่อ คือ การยอมรับอันเกิดอยู่ในจิตสำนึก
ของมนุษย์ต่อพลังอํานาจเหนือธรรมชาติ ที่เป็นผลดีหรือผลร้ายต่อ มนุษย์น้ันๆ หรือสังคมมนุษย์นั้นๆ แม้ว่า
พลังอำนาจเหนือธรรมชาติเหลา่ นนั้ ไมส่ ามารถทจ่ี ะพิสูจน์ไดว้ ่าเปน็ ความจรงิ แตม่ นุษย์ในสังคมหนึง่ ยอมรับและ
ให้ความเคารพเกรงกลวั สิ่งเหล่าน้ี เรียกวา่ ความเช่อื ฉะน้ันความเช่ือจึงมีขอบเขตกวางขว้างมาก ไม่เพียงแต่จะ
หมายถงึ ความเชื่อในดวงวิญญา ไมเ่ พยี งแต่จะหมายถึงความเช่ือ ในดวงวญิ ญาณท้งั หลาย (belief in spiritual
beings) ภูตผี คาถาอาคม โชคลาง ไสยเวท ตา่ งๆ ยังรวมถงึ ปรากฏการณ์ธรรมชาติท่ีมนุษย์ยอมรับนับถือ เช่น
ต้นไม้ (ต้นโพธ์ิ ตน้ ไทร) ป่าเขา
๕
สรุปไดว้ ่า ความเช่ือ หมายถึง ความคิด ความเขา้ ใจและการยอมรับ นบั ถอื เชอ่ื มน่ั ในสิ่งหนึ่งสิ่งใด
โดยไม่ต้องมีเหตุผลใดมาสนับสนุนหรือพิสูจน์ ทั้งนี้บางอย่างอาจมีหลักฐานอย่างเพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ หรือ
อาจจะไมม่ ีหลักฐานท่จี ะนำมาใชพ้ สิ จู น์ให้เห็นจรงิ เก่ียวกบั สงิ่ นนั้ กไ็ ด้
๑.๒ ความสำคญั ของความเช่อื
ลัญจกร นิลกาญจ์ (๒๕๖๑) ได้กล่าวไว้ว่า วัฒนธรรมความเชื่อ เป็นแนวการดำเนินชีวิตในกรอบ
ความคิดตามความศรัทธาต่อความเชื่อ และยอมรับในพลังอำนาจเหนือธรรมชาติของบุคคล กลุ่มคนที่อยู่ใน
ชุมชนท่มี ีความศรัทธา เป็นพลังกล่มุ ใหเ้ ขา้ รว่ ม กจิ กรรมหรือแสดงพฤติกรรมตามความเช่ือ จะเข้ามามีบทบาท
ในการจัดการเก่ียวกับบรเิ วณพื้นที่ กระบวนการตามขั้นตอนทีค่ วรจะเป็น ซึ่งความเข้มข้นของพลังศรัทธาจะมี
ผลต่อรูปแบบการจัดการ รวมถึงการจดั เตรียมปัจจยั ที่เกี่ยวข้องกับความเชือ่ การจัดการศรัทธาของชุมชนจงึ มี
ความสำคัญทีจ่ ะสง่ ผลตอ่ เน่อื งระยะยาวในชมุ ชน
ความเชื่อในพลงั อำนาจเหนือธรรมชาตทิ ี่มีผลต่อสภาพจติ ใจและมีบทบาทในการกำหนดพฤติกรรม การกระทำ
ต่าง ๆ ในทิศทางของความเชื่อนั้น เป็นสิ่งปรากฏอยู่ในกลุ่มคน และในกลุ่มพื้นที่ พลังความเชื่อมีผลต่อความ
ศรัทธาที่มีระดับตั้งแต่ไม่มากนัก จนถึงขั้นมากชนิดที่ยอมเสียสละทุกอย่างที่มี รวมถึงยอมตายเพื่อปฏิบัติตาม
ความเช่ือนน้ั
ความเชื่อในชุมชนจะเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่กำหนดให้กลุ่มคนที่มีความเชื่อนั้นแสดงพฤติกรรม หรือทำ
กิจกรรมต่าง ๆ ชุมชนเป็นเขตพืน้ ทที่ ่ีมคี รอบครวั จำนวนมากมาต้งั บา้ นเรือนพักอาศยั ชุมชนแต่ละแห่งมักจะมี
ลักษณะสาธารณูปโภค และบริการสาธารณะตามความจำเป็นพื้นฐานของชีวิต แต่จะมีลักษณะเฉพาะตาม
บริบททางสังคม แต่ละชุมชนจะมีการเรียนรู้ พัฒนาและปรับตัว สร้างวัฒนธรรมชุมชนขึ้นมา กำหนดวิถีการ
ดำเนินชีวติ ในชุมชน ในส่วนน้ีจะมีความเชอ่ื เข้ามามอี ิทธพิ ลตอ่ สมาชิกในชมุ ชนอย่ดู ้วย
ความเชื่อมีมาตั้งแต่มีเริ่มมีมนุษยชาติ แล้วค่อยๆพัฒนามาเป็นระบบความเชื่อที่ชัดเจน เป็นเรื่องของอำนาจ
เหนือธรรมชาติ ที่มีอยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์และยอมรับในพลังอำนาจด้วยการเคารพบูชา ประกอบ
พิธีกรรม และประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในกรอบกติกาที่เห็นว่าเหมาะสมกับความเชื่อน้ัน อิทธิพลและพลังของ
ความเชอื่ อาจจะผนั แปรไปตามสถานการณ์ทางสังคมบา้ งแต่บทบาท ของความเชอื่ จะอยู่ในจิตสำนึกของกลุ่ม
คนทม่ี คี วามเชือ่ น้นั ค่อนข้างยาวนาน
นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ (๒๕๖๐) ได้กล่าวไว้ว่า จากการศึกษาทางด้านมานุษยวิทยาของ Brain Morris
(๒๕๔๙) ในประเด็นความเชื่อเร่ืองสิ่งศักดิส์ ิทธิ์ ได้พบวา่ ความเช่ือเปน็ ปจั จยั สำคัญทสี่ ง่ ผลต่อกระบวนทัศน์ของ
สงั คม ดังนี้
๑. กระบวนทัศนห์ นา้ ทีน่ ิยม
ในสงั คมชนเผ่าความเช่ือในรูปแบบของเวทมนตร์คาถาทำให้มนุษย์รสู้ ึกสบาย ใจในสง่ิ ท่คี วบคุมไม่ได้ ในขณะท่ี
Alfred Radcliffe-Brown ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ความเชื่อมีหน้าที่ในการจัดระเบียบสังคมให้เกิดเป็นเอกภาพ
จึงสรุปได้วา่ ความเช่อื ถกู ใชเ้ พื่อแก้ปญั หาต่างๆทเ่ี กดิ ข้นึ ในชีวิต
๒. กระบวนทัศน์จิตวิเคราะห์
๖
มนุษย์ยังคงหวาดกลัวต่อสิ่งที่มีอำนาจเหนือกว่า ไม่สามารถเข้าใจได้ และเป็นนามธรรม การจัดตั้งพิธีกรรม
การเซน่ ไหวต้ ามความเชื่อ กส็ ามารถกำจัดความรู้สกึ หวาดกลวั และวิตกกังวลของมนุษย์ได้ จึงสรุปได้ว่า มนุษย์
ไดใ้ ช้ความเชอ่ื เพอ่ื สร้างความรู้สึกมัน่ คง มั่นใจและปลอดภยั จากส่ิงท่ีมองไมเ่ หน็
๓. กระบวนทัศน์โครงสร้างนิยม
ความเชื่อชว่ ยจัดระเบียบทางสังคมได้ทั้งหมด ๓ ลกั ษณะ ได้แก่ ความคิด, การกระทำ และการแสดงออก ช่วย
ใหม้ นุษยส์ ามารถอธบิ ายหลักปรชั ญาชวี ิตที่ซบั ซ้อนไดแ้ ละสรา้ งความม่ันใจในตนเองได้ จงึ สรปุ ไดว้ ่า ความเช่อื มี
บทบาทในการสรา้ งกฎเกณฑ์และระเบยี บภายในสงั คม
๔. กระบวนทศั น์สญั ลกั ษณน์ ิยม
ความเชื่อในหลายครั้งถูกนำไปใช้ในรูปแบบของสัญลักษณ์ เพื่อแสดงอารมณ์ ความรู้สึก และความปรารถนา
และแรงบันดาลใจในการจัดระเบยี บชวี ติ ของตน จึงสรปุ ไดว้ า่ ความเชื่อสามารถออกมาในรูปแบบรูปธรรมเพื่อ
สรา้ งความมนั่ ใจให้กบั มนษุ ย์
๕. กระบวนทัศนน์ ิเวศนว์ ัฒนธรรม
เนอื่ งจากความเช่ือเปลยี่ นแปลงไปตามวัฒนธรรม และสงิ่ แวดล้อมท่ีแตกตา่ งกนั ในพื้นท่ีตา่ งๆทว่ั โลก ความเช่ือ
จงึ ทำใหท้ ราบวา่ สิง่ แวดลอ้ มของสงั คมนนั้ ๆเปน็ อยา่ งไร
๖. กระบวนทัศน์อำนาจ/ความรู้
การอธิบายเร่ืองท่ซี ับซอ้ น เช่นการมชี วี ิต การดำรงอยจู่ ำเป็นที่จะต้องมีความเช่อื เขา้ มาเกี่ยวข้อง
ภรมิ า วินธิ าสถิตย์กุล และ พระมหาจริ ฉันท์ จิรเมธี (๒๕๕๘) ไดก้ ลา่ วไว้ว่า ความสำคัญและบทบาท
ของความเช่ือมีดงั นี้
๑. ความเชื่อชว่ ยใหท้ ราบถึงสภาพสังคม การดำรงชีวิตและสิ่งแวดลอ้ มของสงั คมนั้นๆต้ังแต่อดีตจนถึงปัจจบุ นั
จากการสบื ทอดรุ่นสู่รนุ่
๒. ความเชื่อหลายครั้งถูกนำมาใช้ในการอบรมสั่งสอนคนรุ่นหลัง โดยส่วนมากจะปรากฎในรูปแบบของกุศโล
บาย
๓. ความเชือ่ ถกู ใชเ้ ป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นเอกภาพ ความสามมัคคี และความภาคภูมิใจให้กับสังคม
นนั้ ๆ
๔. ความเชื่อช่วยในการสร้างความมั่นใจให้สมาชิกในสังคมนั้นๆ เป็นที่ยึดเหนี่ยวที่ช่วยคลี่คลายความรู้สึก
เครียด ความรสู้ ึกไมป่ ลอดภัย และความวิตกกังวลได้
๕. ความเช่อื ช่วยควบคุมสงั คมและจดั ระเบียบสังคม สร้างค่านยิ มให้เป็นไปตามบรรทดั ฐานตามความเชื่อน้ันๆ
ความเชื่อนั้นอยู่คู่กับสังคมมนุษย์มาตั้งแต่เริ่มต้น มนุษย์ไม่อาจใช้ชีวิตโดยขาดความเชื่อได้ เนื่องจาก
ความเชื่อนั้นมีบทบาทสำคัญต่อสภาพจิตใจ การตัดสินใจ และการจัดระเบียบของสังคมมนุษย์เป็นอย่างมาก
ส่วนใหญ่ความเชื่อนั้นจะอยู่ในประเด็นของอำนาจเหนือธรรมชาติ เนื่องจากเมื่อมนุษย์ไม่สามารถอธิบายสิ่งที่
ตนควบคุมไม่ได้ก็จะนำความรู้หรือประสบการณ์และจินตนาการเท่าที่ทราบมาอธบิ ายเรื่องที่ไม่เข้าใจเหลา่ นน้ั
เพื่อให้เกิดความรู้สึกปลอดภัย และสบายใจ นอกจากความเชื่อในระดับบุคคลแล้ว ความเชื่อในระดับสังคมยงั
๗
เป็นปัจจัยสำคญั ทส่ี รา้ งกฎเกณฑ์ และค่านิยมเพ่ือให้ไปสอดคล้องกับบรรทัดฐานของความเชื่อน้ันๆ จากข้อมูล
ข้างต้นที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นได้ชัดว่าความเชื่อนั้นมีบทบาทสำคัญ และอิทธิพลต่อสังคมมนุษย์เป็นอย่าง
มาก โดยหนึ่งในนั้นก็มีประเทศไทยเช่นกัน ความเชื่อส่วนมากที่ถูกสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน และมีอิทธิพล
มากที่สุด คงไม่พ้นจากเรื่องภูติ ผี เทวดา ปีศาจที่ได้รับมาจากศาสนาต่างๆ แต่หากจะกล่าวถึงความเชื่อที่
มีอิทธอิพลต่ออสภาพจิตใจ การตัดสินใจ และการจัดระเบียบสังคมของมนุษย์ ก็คงเป็นเรื่องของนรกและ
สวรรค์ ทผ่ี กู พันธ์และตดิ ใจคนไทยมาจากพุทธศาสนามากทส่ี ดุ
๒. นรก
๒.๑ ความหมายของนรก
พงษ์ เจรญิ (๒๕๕๕) ไดก้ วา่ ไว้วา่ คำวา่ “นรก” ตามความหมายของรูปศพั ท์และทัศนะของนกั วิชาการ
ทางพระพุทธศาสนา นรก (นะ-) น. แดนหรือภมู ิที่เช่ือกนั ว่าผู้ทาบาปจะต้องไปเกดิ และถูกลงโทษ, โดย ปริยาย
หมายถงึ แดนท่ีมีแต่ความทกุ ข์ทรมาน
นิรย (ปุ) ประเทศที่มีความเจริญออกแล้ว, ประเทศมีความเจริญไปปราศแล้ว, ประเทศ ไม่มีความเจริญ,
ประเทศปราศจากความเจริญ, ภพไม่มีความเจรญิ , ภพไม่มคี วามสุข, โลกไมม่ คี วาม เจริญ,โลกไม่มคี วามสุข.วิ.อ
โยอิฏฺฐผล,โสนิคฺคโตอสฺมาตินิรโย (ผลที่ปรารถนาชื่อว่าความ เจริญ, ความเจริญนั้น ไปปราศแล้ว จากภพนี้
เหตนุ ัน้ ภพนี้ ชอ่ื ว่า เป็นทีไ่ ปปราศแล้วจากความ เจริญ)
คำว่า “นรก” มาจากคาบาลี “นิรยะ” แปลว่า สภาพที่ไม่มีความเจริญ สภาพที่ไม่มี ความสุข สภาพหรือภูมิที่
ไม่มีความยินดี ไม่มีความเบาใจ นรกคือภูมิเป็นที่เสวยทุกข์ของคนผู้ทำบาปตายแล้วไปเกิด เป็นเหวแห่งความ
ทุกข์ ไร้เสยี ซง่ึ ความสขุ และความเจริญ เป็นภาวะท่ีรอ้ นรน
(๒๕๖๐) ได้กล่าวว่า นรก เป็นคำแปลของศัพท์ว่านิรยะซึ่งแปลว่าภูมิคือภพที่ไร้ความสำราญไร้ความ
ยินดี หรือไร้ความเจริญไร้ความสุขลำพังคำว่า “นรก” แปลว่า “เหว” เท่านั้น แต่ใช้เป็นคำแปลนิรยะที่เข้าใจ
กันดี กล่าวโดยเนื้อความก็คือ ภมู ิภพทไ่ี มม่ สี ิ่งอันเป็นทีน่ ่ารักใคร่ปรารถนาพอใจเสียเลยทีเดียว ถ้าเป็นรูปก็เป็น
รูปที่พึงเกลียดพึงชัง ถ้าเป็นเสียงก็เป็นเสียงที่พึงกลัว ถ้าเป็นกลิ่นก็เป็นกลิ่นที่พึงรังเกียจ ถ้าเป็นรสก็เป็นรสที่
เป็นพิษแรงร้าย ถ้าเป็นสิ่งที่กายถูกต้องก็เป็นสิ่งที่ทำให้เจ็บปวดรวดร้าว รวมความว่าล้วนเป็นส่ิงที่ไม่พึงยินดี
พอใจ ไม่เปน็ สง่ิ ที่สำราญตา หู เป็นต้น ท้ังสิ้น เป็นส่ิงที่ทำใหเ้ กิดความทกุ ข์แต่ส่วนเดยี ว
ศิริพจน์ เหลา่ มานะเจริญ (๒๕๖๐) ได้กลา่ วไวว้ ่า “นรก” กเ็ ป็นประดิษฐกรรมทางความคิดอีกช้ินหนึ่ง
ที่ค่อยๆ ถูกแต่งเติมต่อยอดตลอดมาควบคู่กบั ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาตนิ ับแต่อดีต มนุษย์มักจะหมกม่นุ ใน
เรื่องของชีวิตหลังความตายน่าสังเกตว่าเราเชื่อว่าเมื่อสิ้นลมหายใจไปแล้วเราก็ยังมี “ชีวิต” อยู่ แต่เป็นชีวิตท่ี
อยู่ใน “โลก” อีกมิติหนึ่งซึ่งโลกในมิติที่ว่าสามารถเชื่อมโยงเข้ากับโลกในมิติปัจจุบันด้วยวิถีทางใดวิถีทางหน่ึง
ตวั อย่างเชน่ ความตอนตน้ ในพงศาวดารล้านช้างอ้างว่า “กาลเมอื่ กอ่ นน้นั กเ็ ป็นดนิ เปน็ หญ้าเป็นฟ้าเปน็ แถน ผี
แลคนเที่ยวไปมาหากันบ่ขาด”“ผี” ในที่นี้ไม่ได้เที่ยวแลบลิ้นปลิ้นตาหลอกใครๆ เหมือนในหนังนะครับ ข้อมูล
ในวรรณคดียุคเก่าแก่หลายเรื่องแสดงให้เหน็ ว่า ผีอาจเป็นได้ทั้งเทวดาหรือชีวิตใหม่ของบรรพบุรุษที่อยู่ในโลก
อกี มติ ิหน่ึงจึงเห็นได้ชัดว่าในโลกทัศน์ของชาวอษุ าคเนย์ (อย่างนอ้ ยท่สี ุดกใ็ นกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลไท-ลาว)
๘
ในยุคเก่าก่อนที่จะยอมรับเอาวัฒนธรรมศาสนาพุทธ-พราหมณ์จากชมพูทวีปมานั้น พื้นที่สำหรับคนตายยังไม่
ถกู แยกออกไปตา่ งหากจากโลกของคนเปน็ ผที ่ตี ายไปแลว้ สามารถให้คณุ ให้โทษกบั ลูกหลานท่ียังมีชีวติ อย่ไู ด้ ไม่
ต่างอะไรกับเทวดาถา้ เซ่นไม่ดีพลีไมถ่ ูกและแน่นอนว่าย่ิงไมม่ ีพื้นทีจ่ ำแนกเฉพาะสำหรับผีที่ก่อนตายประพฤตดิ ี
และผที ีก่ อ่ นตายประพฤติชวั่ อย่าง “สวรรค์” หรือ “นรก”
นรก เป็นทอี่ ยู่ของคนทำบาปทจ่ี ะต้องไปเกดิ เพอื่ ถูกลงโทษ นอกจากนน้ี รกยงั แบ่งออกเป็นหลาย
ประเภทอีกด้วย
๒.๒ ประเภทของนรก
พงษ์ เจริญ (๒๕๕๕) ได้กล่าวไว้ว่า นรกที่ปรากฏในคัมภีร์พระไตรปิฎกโดยมากจะกระจัดกระจายอยู่
ตามพระสตู รตา่ ง ๆ ที่ ปรากฏเปน็ ช่อื ของนรกโดยตรงก็มี เช่น โลหกุมภนี รก เปน็ ต้น กล่าวถงึ สภาพของนรกก็มี
เช่น แม่ น้าเวตตรณี มีน้าเป็นกรด หยาบแข็ง เผ็ดร้อน ข้ามได้ยาก ปกคลุมไปด้วยบัวเหล็กมีใบคมไหลไป อยู่
เป็นต้น ทำให้ยากต่อการศึกษาค้นคว้าและเรียงลำดับจัดประเภท ที่ปรากฏในคัมภีร์อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา
และปกรณ์วิเสสศึกษาเข้าใจได้ง่ายกว่าและสามารถบอกประเภทและจำนวนได้ด้วย มี หลักฐานเกี่ยวกับมหา
นรก ๘ ขุม อุสสทนรก ซึ่งเป็นบริวารของมหานรก และยมโลกนรก ปรากฏ ในคัมภีร์ปกรณ์วิเสสประเภท
จักรวาลวทิ ยาแนวพุทธ ดงั น้ี
นรกอันน่าสะพรึงกลัวนัก เป็นแดนสยดสยอง ๘ ขุมเหล่านี้ คือ สัญชีวนรก ๑, กาฬ สุตตนรก ๑, สังฆาตนรก
๑, โรรุวนรก ๑, มหาโรรุวนรก ๑, ตาปนนรก ๑, มหาตาปนนรก ๑, อเวจีนรก ๑ นรกเหล่านี้ ๔ มุม ๔ ประตู
จาแนกไว้เป็นสัดส่วน มีกาแพงเหล็กล้อม โดยรอบ ถูกครอบมิดชิดด้วยเหล็ก พื้นของนรกเหล่านั้นปูด้วยแผ่น
เหล็ก มีไฟรุ่งเรอื ง ประกอบด้วยความรอ้ นแผ่ไปถึง ๑๐๐ โยชน์โดยรอบ ดารงอย่ใู นกาลทง้ั ปวง เกล่อื นกล่น ดว้
ยผู้มีกรรมชั่ว แต่ละขุมมีอุสสทนรก ๑๖ ขุม อนึ่ง ภายในของนรกเหล่าน้ัน โดยกว้าง โดย ยาวและส่วนสูง
ปรมิ าณโดยรอบมีถึง ๘๐๐ โยชน์ทีเดยี ว บณั ฑติ พงึ ทราบอย่างน้ี แผน่ ฝามี ส่วนหนาประมาณ ๙ โยชน์ ข้างบน
มีแผ่นกระเบื้องทาด้วยเหล็ก แม้ข้างล่างก็มีพื้นเหล็ก ขนาดนั้น โดยรอบกับอุสสทนรกแต่ละขุมมีประมาณ
๑๐,๐๐๐ โยชน์ นรกเหล่านั้นมี ประมาณ ๑๐,๐๐๐ โยชน์ทีเดียว นรกเหล่านี้พึงมี ๓,๖๐๐ ขุมโดยอานาจการ
รวมทั้งหมด อนึ่ง ในทิศทั้ง ๔ ของนรกทั้ง ๘ ขุมเหล่านี้ แต่ละทิศมียมโลก (นรก) อยู่ทิศละ ๑๐ แห่ง ยมโลก
(นรก) ๑๐ เหล่านี้ คือ หม้อโลหะ (โลหกุมภีนรก), ป่าไม้งิ้ว (ลิมพลีวันนรก), สัตว์ มีเล็บเป็นดาบ (อสินขนรก )
น้าทองแดง (ตามโพทกนรก), สวนเหล็กแดง (อโยคุฬนรก), ภูเขาเนื้อ (ปิสสปัพพตนรก), แม่น้าแกลบ (ถุสนที
นรก), แม่น้าเย็น (สีตโลลิตนรก), หมา นรก (สุนขนรก), แผ่นศิลายนต์ (ยันตปาสาณนรก), อนึ่งในทิศแม้ทั้ง ๔
ของมหานรก ๘ ขุมเหล่านี้ มียมราช ๔ ท่าน แม้อามาตย์ชื่อสิริคุตก็มีจานวน ๔ ท่านเท่ากัน พยายมและ อา
มาตย์สิรคิ ุตพจิ ารณาเร่อื งควรและไม่ควร ตัดสนิ ไปตามกรรม”
(๒๕๕๙) “นรก” ในคัมภีร์พระไตรปิฎก มีทั้งหมด ๘ ขุม ได้แก่ สัญชีวนรก กาลสูตรนรก สังฆาฏนรก
โรรุวนรก มหาโรรุวนรก ตาปนรก มหาตาปนรก และมหาอเวจีนรก มหานรก ๘ ขมุ นัน้ มสี ณั ฐานกวา้ งและยาว
ได้ ๗ โยชน์ดุจกัน มีฝาแลผนังแลพื้นก็แล้วไปด้วยเหล็กมีประตูทั้ง ๔ ทิศ มีพญายมราชเป็นใหญ่อยู่ทิศละองค์
พญายมราชนั้นจะมีแตอ่ งค์เดียวหามิได้ มหานรกทั้ง ๘ ขุมนั้นมีพญายมราชอยู่ขุมละ ๔ พระองค์ สิริเป็นพญา
๙
ยมราชถงึ ๓๒ พระองค์ มีนิรยคุตอำมาตยส์ ำหรบั ถือบัญชีอยู่องค์ละคนๆ และพญายมราชนั้นก็นับเป็นเวมานิก
เปรตจำพวกหนึ่ง เหตุที่บางครั้งก็ได้เสวยทิพสมบัติเป็นเทวดาอยู่ในวิมานแก้ววิมานทอง บางคราวก็ต้องไป
เท่ยี วตรวจตราว่ากล่าวสัตวน์ รก กจิ แห่งพญายมราชอันจะต้องเท่ียวไปเอาใจใสด่ ้วยพระองค์เองนั้นมีกำหนดแต่
ในยมโลกนรก อันเปน็ บรวิ ารแหง่ มหานรกชั้นนอก
ศรัณย์ ทองปาน (๒๐๒๐) ได้กล่าวไว้ว่า ตามคติจักรวาลแบบเขาพระสุเมรุ พื้นที่ของนรกภูมิ
ประกอบด้วย “นรกใหญ่” หรือ “มหานรก” แปดขุม ซ้อนกันเป็นชั้นๆ จากสูงสุดสู่ต่ำสุด หรืออีกนัยหนึ่งคือ
เปน็ นรก “แนวดง่ิ ” ทำนองเดียวกับสวรรค์ ตง้ั ซอ้ นๆ กนั อยเู่ หมือนถาดลกู ช้นิ ถาดผกั ในรา้ นสกุ ี้ ไล่เรยี งจากนรก
ช้ันสัญชีวะที่อยบู่ นสุด ไปจนถึงอเวจีอนั อยลู่ กึ ล่างสดุ ดังนี้
๑. สัญชีวะ หรือสัญชีพ (คืนชีวิตขึ้นเอง) นิรยบาลถืออาวุธคอยสับฟันทิ่มแทง เมื่อสัตว์นรกตายตกไปแล้วจะมี
ลมพัดมาให้กลบั ฟนื้ คนื ชีวิต
๒. กาฬสุตตะ (เส้นดำ) สัตว์นรกถูกจับมัดติดกับพื้น แล้วนิรยบาลเอา “สายบรรทัดเหล็กใหญ่เท่าลำตาล” ดีด
ลงเหมือนเป็นชา่ งไม้ ถูกตรงไหนร่างกายก็แตกตลอดแนว ไม่กถ็ กู ขวานถากผา่ เปน็ ช้นิ ๆ “ดุจถากไม”้
๓. สังฆาฏะ (กระทบกัน) สัตว์นรกมีร่างกายเป็นคน หัวเป็นสัตว์ ถูกทรมาทรกรรมเหมือนคนเฆี่ยนตีสัตว์
พาหนะต่างๆ นอกจากนนั้ ยงั มีภูเขาเพลิงกลิง้ หลุนๆ เข้ามาบดรา่ งใหแ้ หลกละเอียด
๔. โรรวุ ะ (ร้องครวญคราง) สัตว์นรกบังเกิดในดอกบวั เหล็กที่ลกุ เปน็ ไฟ มีหนามแหลมคม
๕. มหาโรรุวะ (รอ้ งมากขน้ึ อีก) นรกดอกบวั เหลก็ อีกขุมหนึง่ ยิ่งอ้ืออึงด้วยเสียงรอ้ งครวญครางมากขึน้ ไปอีก
๖. ตาปนะ (ร้อน) มีหลาวเหล็กไว้เสียบแทงสัตว์นรก “ดุจเนื้ออันเสียบไม้” พอสุกได้ที ประตูนรกจะเปิด มีฝูง
หมาตวั เทา่ ชา้ ง เขีย้ วเปน็ เหล็ก เข้ามารุมกนิ บฟุ เฟต์จนส้ินเลือดสนิ้ เน้อื แล้วก็กลับไปเกิดใหม่อีก
๗. มหาตาปนะ (ร้อนจดั ) นิรยบาลไลต่ อ้ นสัตว์นรกให้หนีข้ึนเขาที่มลี มพดั แรง พลดั ตกลงมาก็ถูกหลาวเหล็กลุก
เป็นไฟเสียบอีก
๘. อวีจิ หรืออเวจี (ไม่มีระหว่าง หรือไม่เวน้ ว่าง) สัตว์นรกถกู หลาวเหล็กเสียบตรึงไว้จนขยบั ไมไ่ ด้ ทุกหนแห่งมี
เปลวเพลงิ ลกุ ทว่ มตลอดเวลา
นรกมีการแบ่งออกเปน็ หลายขมุ แตล่ ะขุมจะไดร้ ับโทษอยา่ งรนุ แรงตามกรรมทีเ่ คยกระทำไว้ ตาม
ความเชอื่ ของคนไทย
๒.๓ ความเช่อื เก่ียวกบั นรก
ศสิวมิ ล เตม็ เจรญิ กจิ (๒๕๖๑) ไดก้ ล่าวไวว้ า่ ความเช่อื เร่อื งนรก ทีม่ ีผลต่อการกระทำความผดิ โดยพบ
ความแตกต่างดงั นี้
๑.) กลุ่มตวั อย่าง ซ่ึงเปน็ ผู้ไมเ่ คยมีประวัติในการกระทำผดิ มคี วามเชอ่ื ในเรื่องการกระทำไมด่ ียอ่ มสง่ ผลต่อ โลก
หลังความตาย คือการลงนรก และการกระทำความดีเพื่อข้ึนสวรรค์ จะมีอัตราการกระทำความผิด ที่น้อยกว่า
กลุม่ ตวั อย่างท่เี ปน็ ผ้ตู ้องขงั ในเรือนจำ
๒.) กลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้ต้องขังในเรือนจำก่อนหน้าที่ได้ กระทำความผิดยังเกิดความสับสนในเรื่องความเช่ือ
ตามหลกั ศาสนา และเมือ่ ได้รับการอบรมโดยมีเง่ือนไข ในการอบรมเพื่อปรบั ชัน้ นักโทษ เพื่อขอลดหยอ่ นโทษ ก็
๑๐
พบว่าผู้ต้องขังได้มีการปรับพฤติกรรมดีขนึ้ แต่อาจ เปน็ แคเ่ พียงช่วั คราวเทา่ นัน้ หากเมื่อผูต้ อ้ งขังพ้นโทษออกไป
เมื่อเจอสภาพส่ิงแวดล้อมแบบเดิมมาเป็นส่ิงเร้า ก็อาจทำให้ไม่มีภูมิคุ้มกันทางด้านความยับยั้งชั่งใจ และหัน
กลับมาสู่เส้นทางในการกระทำความผิด ซ้ำซากได้ ดังน้ันการให้ความสำคัญในเรื่องศาสนาที่เป็นส่ิงยึดเหนี่ยว
ทางด้านจิตใจ สร้างความเข้าใจ ทางศาสนาในแบบท่ีทุกคนสามารถเข้าถึงและสามารถปฏิบัติได้ สื่อให้เห็นวา่
ศาสนาไม่ใช่เรื่องยาก และไม่ใช่สิ่งที่ไกลตัว ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มผู้ต้องขังในเรือนจำ หรือ ผู้ท่ีไม่เคยมีประวัติใน
การกระทาความผิด ซึ่งเป็นส่ิงสำคัญบนพื้นฐานความเป็นมนุษย์ที่มนุษย์ทุกคนควรมี เพื่อทำให้มนุษย์มีความ
สมบูรณ์มากขึ้น เพื่อส่ิงที่ประกอบการตัดสินใจในการกระทำทุกๆ การกระทำ ที่อาจจะส่งผลท้ังในโลกนี้และ
โลก หลังความตายความความเชื่อของศาสนาทตี่ นได้นบั ถือ
เบญจมาศ ขุนประเสริฐ (๒๕๖๒) ได้กล่าวไว้ว่า ไตรภูมิกถา หรือไตรภูมิพระร่วง พระราชนิพนธ์ของ
พญาลิไทย เป็นวรรณคดีทางพุทธศาสนาท่ี สำคัญ เล่มหนึ่งของไทย แสดงให้เห็นพระปรีชาสามารถและ
อจั ฉริยภาพของบรรพบรุษไุ ทยในการนิพานธ์ วรรณคดีทสี่ ดงขอ้ คดิ เหน็ เก่ยี วกับหลักในพทุ ธศาสนาตลอดจนให้
เหน็ ถงึ ผลบาปและผลบญุ ท่คี นทง้ั หลายได้กระทำไว้ ไตรภมู ิพระรว่ งเปน็ วรรณคดีท่ีนอบน้อมจติ ใจประชาชนให้
ยึดมั่นอยู่ในคุณธรรมความ ดีตามหลักธรรมะ ด้วยเหตุน้ีแม้หนังสือเรื่องไตรภูมิพระร่วงนี้จะเกิดข้ึนในสมัย
โบราณนานนับร้อยปีแล้ว แต่คุณค่าสาระ ของหนังสือเรื่องนี้น่าศึกษา น่าค้นคว้า เพราะนอกจากจะให้ความรู้
ทางศาสนา แลว้ ยงั ใหค้ วามรทู้ างด้านอักษรศาสตร์ ภาษาศาสตร์ จารตี ประเพณี และวฒั นธรรมอืน่ ๆอีกเป็นอัน
มาก พญาลไิ ทยทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเพอื่ เทศนาแก่พระราชมารดาและมงุ่ สอนศาสนาแก่ประชาชน ท่ัวไป ไตร
ภูมิกถานี้มีที่มาจากพระอรรถกถา อรรถฎีกา พระอภิธรรมมาวดาร พระอภิธรรมสังคห พระ อรรถกถาฎีกา
พระวนิ ยั พระธรรมบท พระมิลนิ ทปญั หา พระธรรมชาดก ฯ ซ่ึงนำเอาพระธรรมเหลา่ น้ี มาสมมตชิ ่ือว่า ไตรภูมิ
กถา
นรกภมู ิในไตรภมู ิกถา
ฝงู สัตว์ทีต่ อ้ งไปเกิดในนรก ผลของการกระทำบาปโดยอกุศลจิต ๑๒ ดวง คอื
๑. กระทำกรรมทีไ่ ม่รูว้ า่ เป็นบาปดว้ ยใจท่ยี ินดี
๒. กระทำกรรมท่ไี ม่รวู้ ่าเปน็ บาปเม่ือมผี ชู้ ักชวน
๓. กระทำกรรมทรี่ วู้ ่าเปน็ บาปและกระทำดว้ ยใจทย่ี นิ ดี
๔. กระทำกรรมทร่ี วู้ า่ เปน็ บาปและกระทำดว้ ยใจทยี่ นิ ดีเมือ่ มีผู้ชักชวน
๕. กระทำกรรมที่ไมร่ ้วู ่าเปน็ บาปและกระทำด้วยใจท่วี างเฉยไม่ยินดยี นิ ร้าย
๖. กระทำกรรมทีไ่ มร่ ้วู ่าเป็นบาปเม่อื มผี ู้ชักชวนและกระทำด้วยใจที่วางเฉย
๗. กระทำกรรมทร่ี วู้ ่าเป็นบาปและกระทำดว้ ยใจท่วี างเฉย
๘. กระทำกรรมทร่ี วู้ ่าเป็นบาปเมอ่ื มีผูช้ ักชวนและกระทำดว้ ยใจที่วางเฉย
๙. กระทำบาปด้วยความโกรธและกระทำดว้ ยใจทยี่ นิ ดแี ละใจรา้ ย
๑๐. กระทำบาปดว้ ยความโกรธกระทำเมอื่ มีผู้ชักชวน
๑๑. กระทำบาปโดยไมเ่ ช่ือในบาปบญุ และกระทำด้วยใจท่วี างเฉย
๑๑
๑๒. กระทำบาปด้วยจิต ฟุ้งซ่านเปรียบเหมือนเอาก้อนหินทุ่มทิ้งลงกองเถาให้ฟุ้งกระจายและกระทำด้วยใจ ท่ี
วางเฉย
อกุศลจิตทัง้ ๑๒ ดวงนห้ี ากเกดิ แก่ผู้ใด คนนัน้ ไปเกดิ ในท่ีที่ทุกข์ทรมาน ซง่ึ เรยี กวา่ อบายภมู ิ 4 เหตุท้ังท่ีให้สัตว์
ทั้งหลายมีใจร้ายยและทำใหส้ ัตว์ทั้งหลายไปเกิดในอบายภูมิ 4นั้น มี อยู่ 3 ประการ คือ ความโลภ ความโกรธ
และความหลง ซึ่งชักจูงใหคน้ ทำบาป ความโลภ คอื ความอยากได้ในทรพั ย์สินของผู้อ่ืน จึงฆ่าหรือทำรา้ ยผ้อู ื่น
เพอ่ื แยง่ เอาทรัพยส์ ิน ความโกรธ คือ ความขดั เคอื งผอู้ ่นื ความเกลียด ชังผ้อู ่นื ความเบียดเบยี นผ้อู ่ืน การจบั ผิด
ใส่รา้ ยผ้อู ื่น ความหลง คือ ความไมร่ ้ใู นพระธรรม มจี ติ ใจเป็น พาล หลงงมงาย ใจบาป ไมย่ ุติธรรม และความไม่
รู้จกั อ่มิ
ว.วชิรเมธี (๒๕๖๒) ได้กล่าวไว้ว่า นรก – สวรรค์ในมิติจิตใจ คือ สภาวะของจิตใจที่เกิดขึ้นอยู่ใน
ปัจจุบนั ขณะ เชน่ ถา้ กำลังร้สู ึกมีความสขุ ความปลอดโปร่งโล่งเบา
นรกในมิติสถานที่ในชีวิตนี้ คือ สถานที่ใดก็ตามที่คนชั่วกำลังได้รับผลแห่งกรรมชั่วของตนอยู่ในที่นั้น สถานท่ี
เช่นนเ้ี อง คอื นรก
นรก ในมิติหลังจากตายแล้ว คือ สภาพชีวิตท่ีเราแต่ละคนได้ประสบในภพนั้น ๆ หลังจากล่วงลับดับ
ขันธ์ไปแล้ว ความเช่ืของคนไทยมีมาตั้งแต่อดีต ทำให้คนไทยกลัวที่จะกระทำผิดจึงส่งผลต่ออิทธิพลในการใช้
ชวี ิตของคนไทยในอดีตจนถึงปัจจุบัน
๒.๔ อิทธพิ ลของความเชื่อเรื่องนรกตั้งแต่อดีตจนถึงปจั จุบัน
เบญจวรรณ ชยางกูร (๒๕๕๙) ไดก้ ลา่ วไว้วา่ การอธบิ ายนรกและสวรรคข์ องสังคมไทยในอดีต แนวคิด
เรื่องนรกและสวรรค์ตามทปี่รากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนามุ่งเน้นเป็นอุทาหรณ์สอนธรรมใหค้นละชั่วและทา
ความดซี ึง่ เปน็ แนวคดิ ทสี่ อดคล้องกบั ความเช่ือหรอื อุดมคตขิ องคนในยคุ นนั้ แต่เม่ือสงั คมมนุษย์เข้าสูย่ ุคของการ
เปลย่ีนแปลงความรู้ทางโลกวิทยาศาสตร์ของฝากคิดตะวันตกได้แทรกซึมสู่กระแสความคิดของคนไทยในยุค
ปัจจุบัน ทั้งนี้พัฒนาการความคดิการอธิบายนรก และสวรรค์ได้มีแนวโน้มมาตั้งแตส่มัยสุโขทัยอยุธยารัตนโกสิ
นทรจ์นถึงสงั คมปัจจบุ นั โดยมีรายละเอียด ดังน้ี
๑. สมัยสุโขทัย พระพุทธศาสนามคีวามสาคญั ต่อการดาเนินชีวิตของคนไทยมาตั้งแตส่ มัย สุโขทัยดังปรากฏใน
วรรณคดีไทยเรื่อง เตภูมิกถาหรือไตรภูมิพระร่าง ที่พระมหาธรรมราชาลิไทยทรงพระราชนิพนธ์เพื่อปลูกฝัง
ศรัทธาในศาสนาโดยใช้อบรมและปลูกฝงั จิตสานึกของประชาชนในการทากรรมดีละเว้นกรรมชัว่ เกดิ เป็นเอ
กลกั ษณข์ องสงั คมไทยในเรื่องการทาบุญ ให้ทาน รักษาศีล มี ความกตญัญูยกย่องและเกรงใจผู้มีอาวุโสมีใจ
เมตตากรณุายกย่องคนดีตลอดจนทานุบารุงพระพุทธศาสนาไตรภูมิพระร่วงได้ร้บ การถ่ายทอดเป็นรูปธรรม
ด้วยการวาดภาพเป็นจิตรกรรมฝาผนังตามโบสถ์และวิหารเป็นส่ือปลูกฝังความเช่ือเรื่องนรกสวรรค์และ กรรม
ในสังคมสุโขทัยพระพุทธศาสนามีความสาคัญ ในการสร้างความสงบสุขและมั่นคง หลักธรรม คาสอนทาง
พระพุทธศาสนาท่ี สรา้ งไว้อย่างเปน็ ระบบในสมัยพระมหาธรรมราชาลไทิ ยไดร้บั ถ่ายทอดมาสสู่ งัคมสมยั อยุธยา
๒. สมัยอยุธยา ความเช่อื เรอ่ื งกรรมมีอิทธิพลตอ่ การด าเนนิ ชวี ติ ประจาํ ผู้ท่ีทาํ กรรมดี มีเป้าหมายของชีวิตที่ดี
ในชาตติ ่อๆไป และการดบั ทุกข์ ละกิเลส บรรลพุ ระนพิ พาน หรือปรารถนาการถึงความ เป็นพระพุทธเจ้า(เร่ือง
๑๒
เดยี วกนั , หนา้ ๔๕) ดงั มหี ลักฐาน ปรากฏในวรรณคดีไทย เช่น ลลิ ติ พระลอ พระมาลยั คำหลวงและมหาชาติคํา
หลวง เรื่องพระมาลัยคําหลวง เป็นวรรณคดีทีที่เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับนรกและสวรรค์ มีอิทธิพลต่อความรู้สึก
ของคนไทยในเรื่องบาป บุญ นรกและสวรรค์ เช่นเดียวกับไตรภูมิพระร่วงต่อมาสังคมไทยได้รับความเชื่อจาก
ศาสนาพราหมณ์และไสยศาสตร์เข้ามาผสมผสานกับหลักธรรมในพระพุทธศาสนาเพื่อสนอง ความต้องการของ
สังคม โดยมีการผสมผสานอิทธิปาฏิหาริย์เข้าไปในหลักธรรมเกดิการยอมรับว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลัก
พระพุทธศาสนาในสมัยอยุธยากล่าวได้ว่าสมัยอยุธยาการอธิบายเรื่องนรกและสวรรค์กก็ยังคงอาศัยการผ่าน
เรื่องเล่าวรรณคดีซึ่ง สะท้อนให้เห็น บาป บุญ คณุ โทษ ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวยังถูกแฝงเรน้ ไปด้วยความเชื่อ
ของศาสนาพราหมณ์ เน้นเรื่อง อิทธิปาฏิหาริย์ และผลที่จะได้รับจากการทําทาน ประกอบกับอิทธิพลทาง
ตะวันตกที่ม่งุ เน้นด้านวตั ถุ
๓. สมัยกรุงธนบรุ แี ละกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยกรุงธนบุรีและสมัยกรุงรัตนโกสินทรส์ มัยกรุงธนบุรีและ รัชกาลท่ี
๑-๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้ทรงนำ”ไตรภูมิพระร่วง”มาเป็นแนวทางในการหลักธรรมเรื่องกรรมเพื่อให้เกิด
ความละอายชั่วกลัวบาปเป็นการควบคุมพฤติกรรมของประชาชนให้อยู่ในศีลธรรมเช่นเดยี วกับ สมัยสุโขทัย
และอยธุ ยา และในสมัยรชั กาลที่ ๒ คำว่า “กรรม” ได้ กลายเปน็ คำท่ีมีความหมายถึงผลของการ กระทำท่ีเป็น
การกระทำที่ไม่ดี และทำไว้ในอดีตชาติ เช่น “ตามกรรมที่ทำไว้” “กรรม สิ่งใดเลย ซัดมาให้” และ “ชะรอย
กรรมเวรตามมาทัน” ดังที่มีปรากฏอยู่ในวรรณคดี เรื่อง “อิเหนา”และ”รามเกียรติ์”สมัยรัชกาลที่ ๔–๗ ใน
สมัยรัชการที่ ๔ ทรงได้รับอิทธิพลทางความคิดจากวิทยาการทางตะวันตก สมัยใหม่ที่เข้ามาจึงไม่ยอมรับเรื่อง
ไตรภมู พิ ระร่วงทำให้เกิดการปฏิเสธไตรภูมพิ ระร่วงในทางด้านภูมิศาสตร์แตย่ งั ทรงคงยอมรับสาระเรื่องของการ
เวียนว่ายตายเกิดซึ่งเชื่อเรื่อง กรรมและผลของกรรมที่ให้ผลในชาตินี้และ ชาติหน้า โดยให้ความสําคัญของ
กรรมในชาติปัจจุบัน มากที่สุด โดยผลของบุญหรือบาป นั้นอยู่ที่ใจของ ผู้กระทําดังที่รัชกาลที่ ๔ ตรัสไว้ว่า
“สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ที่ใจ รัชกาลที่ ๕ นําหลักกรรมมาเป็นพื้นฐานการดํารงชีวิตในลักษณะเดยีวกับสมัย
รัชกาลท4่ี หลักธรรมเรื่องกรรมในสมัยน้ถี ูกนามาสอนในลกั ษณะผลของกรรมท่ีเกี่ยวเน่ืองกบั ความสุขและความ
ทุกขข์ องบคุ คลและ สงั คมในชาตปิ จั จบุ ัน ยอมรบั กรรมท่เี ป็นกระแสการเวียนว่ายตายเกดิ อันเป็นความเช่ือ
พืน้ ฐานของสังคมไทย และในสมัยน้มี กี ารขยายตัวทางการศึกษาเพ่อื พฒั นาสังคมและชาติตามกระแสวิทยาการ
ตะวันตก ด้วยการปรับ โครงสร้างทางสังคมและขยายตัวทางการศึกษา ทำให้มีคนเข้ารับราชการเป็นจํานวน
มาก จึงมีผลให้มีการเลื่อน ชั้นทางสังคมหลักธรรมเรื่องกรรมได้ถูกนำมาสอนเพื่อให้เกิดสํานึกในฐานะและ
หน้าที่ของตนที่จะต้องปฏิบัติ ต่อสังคม และในความหมายที่บุคคลจะ เจริญขึ้นหรือเสื่อมลงได้ เพราะการ
กระทําของตนเอง ทําให้เกิดปรัชญา ทางการศึกษาไทยขึ้น ใหม่ คือ “ความรู้คู่ คุณธรรม”แทน“ความรู้คือคณุ
ธรรม”สมัยรัชกาลท่ี6-7เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงกับระบบการปกครองของไทยเป็นอย่างมากและ ความ
เจริญตามกระแสตะวันตกเข้ามาอย่างรวดเร็ว แต่เป็นการพัฒนาด้านวัตถุ ตลอดจนกระแสวตั ถุนิยมตาม
รูปแบบตะวันตกการอธิบายหลักธรรมเรื่องกรรมที่เกี่ยวกับการได้รับความทุกข์หรือความสุ ขนั้นมากจากการ
ประพฤติชั่วและการประพฤติดีของตนเองจึงไม่เพียงพอ ความขัดแย้งกับหลักคำสอนในสิ่งท่ีคนไทยพบเห็น
ตามความเป็นจริงในสังคม ทำให้คนไทยบางส่วนไม่เชื่อกฎแห่งกรรม ผลที่ตามมาสังคมเกิดความเดือดร้อน
๑๓
วุ่นวาย ด้วยผู้คนไม่เกรงกลัวและละอายต่อบาป แต่ทำทุกอย่างเพ่ือประโยชน์ตน ตลอดจนการศึกษาไทยใน
ปรัชญาใหม่ ไม่มีการสอนพระพุทธศาสนาในโรงเรียนคนไทยรุ่นใหม่ห่างไกลจากหลักคำสอนในพุทธศาสนา
เป็นสาเหตุให้รัชกาลที่ ๗ ทรงให้ความสําคัญของหลักธรรมเรื่องกรรม ที่ควรได้รับการสอนและปลูกฝังให้กับ
เด็กไทย ดังที่พระองค์ตรสั ไว้ว่า “. . .สําหรับพระพุทธศาสนานั้น ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า สิ่งที่เราจะสอนให้
เข้าใจและใหเ้ ช่อื ม่นั เสีย
ตั้งแต่ต้นทีเดียว คือ สิ่งที่เป็นหลักสําคัญของพระพุทธศาสนานั่นคือ วัฏสงสาร และ กรรม ทําดีไดัดี ทําช่ัวได้
ชั่ว ... เพราะหนทางปฏิบัตขิ องพระพุทธศาสนากเ็ พื่อให้พ้นจากวฏั สงสาร... แตสง่ิ ทีด่ ี ประเสริฐยงิ่ คอื ความเช่ือ
ในกรรม แต่ จะสอนเฉพาะเรื่องกรรมอย่างเดียว ไม่สอนเรื่องวัฏสงสารด้วยก็ไม่ สมบูรณ์ ความเชื่อในเรื่อง
กรรม
๒.๔.๑ อิทธพิ ลจากวรรณคดีไทย
พระพุทธศาสนา มีความสำคัญตอ่ การดำเนนิ ชีวิตของคนไทยมาตัง้ แตส่ มยั สโุ ขทัย ดงั ปรากฎ
ในวรรณคดีไทย เรื่อง เตภูมิกถา หรือไตรภูมิพระร่วง ที่พระมหาธรรมราชาลิไทยทรงพระราชนิพนธ์ เพ่ือ
ปลูกฝังศรัทธาในศาสนา โดยใช้อบรมและปลูกฝังจิตสานึกของประชาชนในการทำกรรมดีละเว้นกรรมชั่ว การ
นำหลกั นรกและสวรรค์มาเผยแผ่ผ่านววรรณคดี เร่อื งเล่า ช่วยให้สามารถอธบิ ายลักษณะนรกและ สวรรค์ให้กับ
ประชาชน ซึ่งในยุคนั้น การศึกษายังไม่ทั่วถึง จำเป็นต้องสร้างเรื่องเพื่ออธิบายให้คนทั่วไปสามารถ เข้าใจถึง
บาป บุญ คุณ โทษ ได้โดยง่าย ความเชื่อเรื่องกรรมมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันผู้ที่ทำกรรมดี มี
เป้าหมายของชีวิตที่ดีในชาติตอ่ ๆ ไป และการดับทุกข์ ละกิเลส บรรลุพระนิพพาน หรือปรารถนาการถึงความ
เป็นพระพุทธเจ้า เช่น ลิลิตพระลอ พระมาลัยคำหลวงและมหาชาติคำหลวงเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับนร กและ
สวรรค์มีอทิ ธิพลต่อความรสู้ กึ ของคนไทยในเรื่องบาป บุญ นรกและสวรรค์
จะเห็นไดว้ า่ ในอดีต แนวคดิ เร่ืองนรกและสวรรค์ สืบทอดผ่านวรรณคดี โดยเฉพาะวรรณคดี
ชิ้นเอก ไตรภูมิพระร่วงซึ่งเช่ือมโยงกับแนวคิดเรื่องหลักกรรม ทำให้คนในสมัยนั้น จะคิดทำการใดๆก็เกรงกลัว
เรือ่ งเวรกรรมตามทนั
๒.๔.๒ อิทธพิ ลจากแนวคิดตา่ งชาติ
ว.วชริ เมธี (๒๕๖๒) เมอื่ ระดบั ผนู้ ำประเทศได้รับอทิ ธพิ ลทางการศกึ ษาจากวทิ ยาการตะวันตก
ซ่งึ มคี วามเชอ่ื เรื่องการใชเ้ หตุผลมากกว่าความเช่อื ที่เกิดจากศรัทธาส่งผลให้ระบบการศึกษาและการปลูกฝังได้
เปลี่ยนแปลงไปเป็นการอธิบายเรื่องแนวคิด นรกและสวรรค์ เชื่อมโยงกับปัจจุบันเป็นหลัก แนวคิดเรื่อง
คุณธรรมกับการศึกษาได้ถูกแยกออกจากกัน นั่นหมายถึง หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาได้ถูกแยกออกจาก
สังคม เป็นเรื่องของอุดมคติ ซึ่งไม่สามารถจับต้องได้ ประกอบ กับอิทธิพลพัฒนาการของโลกตะวันตก ความ
เจริญทางด้านวัตถุและการศึกษาได้แทรกซึมสู่กระบวนการศึกษาของไทย จึงส่งผลให้ความเชื่อเรื่องนรกและ
สวรรคข์ องคนไทยได้เลือนหายไปตามกาลเวลา
อิทธิพลสง่ ผลตอ่ การใชช้ วี ิตของคนไทย เนื่องจากคนไทยถูกปลกู ฝังใหก้ ลัวการกระทำบาปจึง
ไม่กล้าท่ีจะกระทำผดิ
๑๔
๓.สวรรค์
๓.๑ ความหมายของสวรรค์
(๒๕๖๕) ได้กล่าวไว้ว่า สวรรค์ในความเชื่อทางศาสนาพุทธ แปลว่า ภูมิหรือดินแดนที่มีอารมณ์เลิศ
ด้วยดี เป็นที่อยู่ของเทวดา เหตุที่ทำให้มาเกิดเป็นเทวดาเพราะได้ สร้างบุญกุศลไว้เมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์ เมื่อ
อบุ ัตขิ ้นึ กต็ ัง้ อยู่ในวยั หนุ่มสาวทันที งดงามตลอดเวลา จนกว่าจะถงึ เวลาจตุ ิ ไมม่ คี วามแกบ่ ังเกิดขึน้ เหมือนใน
เมอื งมนุษย์
(๒๕๖๔) สวรรค์ชัน้ ท่ีร้จู ักกันมากที่สุดคอื สวรรค์ชัน้ ดาวดึงส์และสวรรค์ช้นั ดสุ ิต สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็น
สวรรค์ที่พระอินทร์เป็นผู้ปกครอง มีจุฬามณีเจดีย์อยู่ที่สวรรค์ชั้นนี้ ส่วนสวรรค์ชั้นดุสิตเป็นสวรรค์ที่สถิตของ
พระโพธิสัตวก์ ่อนที่จะจุตลิ งมาเป็นพระพทุ ธเจา้
ไพบลู ย์ พลบั บริชชิง (๒๕๖๕) สวรรค์ คือ สภาพของชีวิตนิรนั ดรทม่ี ีส่วนรว่ มเป็นหนึง่ เดียวกับพระเจ้า
และทุกคนที่มีส่วนร่วมในชีวิตของพระองค์ ในสวรรค์เราจะได้รับ “ปัญญาญาณที่ให้บรมสุข”( the beatific
vision) เราจะ “เห็น” พระเจ้าอย่างที่พระองค์ทรงเป็น และการมองเห็นนี้จะนำความสุขมาให้เรา พระเจ้า
ทรงสรา้ งเราให้มีส่วนร่วมในชวี ติ พระเจ้า และพระเจ้าทรงสร้างเราเพ่ือให้มคี วามสุขชั่วนริ ันดร สวรรค์คือการ
บรรลุเป้าหมายสุดท้ายของมนุษย์อย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นสภาพความเป็นอยู่ท่ีทำให้เราได้เป็นไปตามที่เราถูกมุ่ง
หมายไว้อย่างสมบูรณ์ ดว้ ยการมคี วามยินดีเบกิ บานชั่วนิรนั ดร
สรุปได้ว่าสวรรค์คือสถานที่ เรารู้จักกันมานาน สวรรค์ในความเชื่อทางศาสนาพุทธ แปลว่า ภูมิหรือ
ดินแดนที่มีอารมณ์เลิศด้วยดี เป็นที่อยู่ของเทวดา เหตุที่ทำให้มาเกิดเป็นเทวดาเพราะได้ สร้างบุญกุศลไว้เม่ือ
ครงั้ ยังเป็นมนุษย์ เมอื่ อุบตั ิขนึ้ กต็ งั้ อยใู่ นวัยหนุม่ สาวทนั ที งดงามตลอดเวลา จนกวา่ จะถงึ เวลาจุติ ไม่มีความแก่
บังเกดิ ขน้ึ เหมือนในเมืองมนุษย์ และยงั เปน็ ทีจ่ ุตลิ งมาของพระพทุ ธเจ้าอีกด้วย
๓.๒ ประเภทของสวรรค์
อารยา ธงรัตกัมพล (๒๕๖๑) ไดก้ ล่าวว่า พจนานุกรมราชบัณฑติ ยสถาน ได้ให้ความหมายของ สวรรค์
ไว้ว่า โลกของเทวดา, เมืองฟ้า อาจหมายความว่า “สวรรค์” อยู่บนฟ้าและเป็นที่พำนักของเทวดา ซึ่งหนังสือ
ไตรภมู ิพระร่วงก็ได้อธบิ ายว่า สวรรคม์ ีอยหู่ กชนั้ ทั้งหมดนเี้ รียกวา่ “ฉกามาพจร”
ฉกามาพจร ทั้ง ๖ ชั้น มีช่ือดังนี้
ชน้ั ที่ ๑ จาตมุ หาราชิกา มีท้าวจตโุ ลกบาลดูแลรกั ษาโลกทงั้ สท่ี ิศ
ชน้ั ที่ ๒ ดาวดงึ ส์ (หรอื ไตรดรึงษ)์ เปน็ ที่อยขู่ องพระอินทร์ ผเู้ ป็นใหญ่กว่าเทวดาทั้งหลาย
ชั้นที่ ๓ ยามา อย่สู งู กว่าวิถีโคจรของพระอาทิตย์ มีแตเ่ วลาหรอื ยามดตี ลอดไปไม่มคี ำ่
ชนั้ ที่ ๔ ดุสิต เปน็ ที่อยขู่ องพระโพธสิ ัตว์ผสู้ ร้างสมภารอนั จะลงมาตรสั เปน็ พระพุทธเจ้า
ชัน้ ที่ ๕ นมิ มานรดี เหลา่ เทวดาในช้นั นี้ถ้าปรารถนาสิ่งใดก็เนรมิตไดเ้ องดงั ใจ ไมต่ ้องให้มีใครถวาย
ชั้นท่ี ๖ ปรนิมมิตวสวัตดี เป็นที่อยูข่ องเทวดาและมารด้วย สามารถจะเนรมติ สงิ่ ทปี่ รารถนาเองหรือจะใหผ้ ู้อื่น
เนรมติ แทนกไ็ ด้
๑๕
“ฉกามาพจร” มกี ารเกิดและดบั ไดอ้ ยู่เช่นเดยี วกับโลกมนษุ ย์ เทวดาท่อี ยูบ่ นสวรรค์เมื่อสิ้นบุญแลว้ กต็ อ้ งจุตไิ ป
เกิดตามกรรมของตน ตามพระพุทธวัจนะท่เี ร่ืองกามนิตได้อ้างไว้
โอฬาร เพยี รธรรม (๒๕๕๙) ไดก้ ล่าวไว้ว่า ๑.ช้ันจาตมุ หาราชกิ า สวรรค์ชน้ั น้ีอยใู่ กล้ชิดมนุษย์มากท่ีสุด
ประกอบด้วยเทวดาหลากหลายประเภท มผี ู้ปกครอง ๔ องค์ เรยี ก จตุโลกบาล โดยองคแ์ รกคือ ทา้ วกเุ วร หรือ
เวสสวุ ัณ อยดู่ ้านทิศเหนอื ผปู้ กครององค์ที่ ๒ คอื ท้าววฬิ ุหก อยู่ด้านทศิ ใต้ ผู้ปกครององคท์ ี่ ๓ ช่อื ท้าววริ ูปักษ์
อยู่ทิศตะวันตก ผู้ปกครององค์ที่ ๔ ชื่อ ท้าวธตรัฐ อยู่ทิศตะวันออก ปกครองพวก คนธรรพ์ รุกขเทวดา ภูมิ
เทวดา และอากาศเทวดา สวรรค์ช้นั นี้ครอบคลุมต้ังแตพ่ ้นื โลกมนุษยข์ ึน้ ไปถงึ ระยะประมาณ ๒๑,๐๐๐ โยชน์
(คณู ดว้ ย ๑๖ จะออกมาเปน็ กิโลเมตร )
๒.ชั้นดาวดึงส์ เป็นสวรรค์ชั้นที่คนไทยคุ้นชื่อมากที่สุด และมีการพรรณนาถึงความงดงามของสวรรค์ชั้นนี้กัน
มากมาย ในชั้นนี้มีสมเด็จพระอมรินทราธิราช หรือ พระอินทร์ เป็นผู้ปกครอง มีสวนสวรรค์อยู่ ๔ แห่ง
ครอบคลมุ ทั้ง ๔ ทศิ มีชอื่ ว่า นันทะ จติ รลดา สักกะ และผรสุ กะ สว่ นที่ต้ังของช้นั ดาวดึงสก์ อ็ ยู่สงู ขนึ้ ไปจากโลก
ประมาณ ๔๒,๐๐๐ โยชน์
๓.ชั้นยามา เป็นสวรรค์ท่ีเพียบพร้อมดว้ ยความงาม และความสุข มากกว่าชั้นดาวดึงสห์ ลายเทา่ ทิพยปราสาท
เป็นเงินและทอง มีรัศมีสว่างไสว กายทิพย์ของเทวดาก็มีรัศมีแผ่รอบกายเช่นกัน ผู้ปกครองสวรรค์ชั้นนี้ ช่ือ
สมเดจ็ พระสยามเทวาธิราช สำหรบั สถานทตี่ ้ังก็อยสู่ งู ขึ้นไปจากสวรรคช์ ั้นดาวดงึ ส์อีกประมาณ ๔๒,๐๐๐ โยชน์
๔.ชั้นดุสิต เป็นสวรรค์ชั้นที่มีความงดงามตระการตาเพิ่มขึ้นจากสวรรค์ชั้นยามาอีกมากมาย ที่สำคัญก็
คือ สวรรค์ชั้นนี้ เป็นสถานที่ที่พระโพธิสัตว์ ผู้ตั้งใจบำเพ็ญบารมี เพื่อจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า จะมาเกิดที่น่ี
๕.ชั้นนิมมานรดี เป็นสวรรค์ชั้นมีความงดงาม ประณีต เหนือกว่าสวรรค์ชั้นดุสิตขึ้นไปอีก ซึ่งยากจะบรรยาย
โดยใช้ภาษาที่พวกเราใช้กันตามปกติ เทพในชั้นนี้รัศมีเรืองรองสว่างไสว และความพิเศษของเทพในชั้นนี้ก็คือ
สามารถเนรมิตเอาอะไรก็ได้ ตามแต่ใจปรารถนา ผู้ปกครองสวรรค์ชั้นนี้ ชื่อ สมเด็จพระสุนิมมิตเทวาธิราช
๖.ชั้นปรนิมมติ วสวัตดี เป็นสวรรค์ชัน้ สูงสุดในฝา่ ยเทวโลก เป็นชั้นที่เทพผู้มาเกิดเสวยสุขทีล่ ะเอียดอ่อนยิ่งกว่า
ชั้นอื่นใด อยากได้อะไรก็จะมีเทพผู้เป็นบริวารมาคอยเนรมิตให้ ผู้ปกครองสวรรค์ชั้นนี้ ชื่อ สมเด็จพระปรนิม
มติ วสวัตดีเทวาธริ าช สถานทตี่ ัง้ ก็อยู่สงู ขน้ึ ไปจากสวรรค์ช้นั นิมมานรดอี ีกประมาณ ๔๒,๐๐๐ โยชน์
วิโรจน์ คุ้มครอง (๒๕๖๕) ไดก้ ลา่ วไว้วา่ ความปรารถนาของมนุษย์ระดับสวรรค์ชั้นกามาวจรภมู ิ ๕ ชั้น
มนษุ ย์ทุกคน เมอ่ื ทำคุณงามความดีแลว้ ก็มกั ปรารถนาสวรรคส์ มบัตใิ นระดบั
กามาวจรภูมิ ๕ ชน้ั เปน็ เบือ้ งตน้ ไดแ้ ก่
๑. เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา เป็นสวรรค์ชั้นแรกของเหลา่ เทวดา ผู้เล่นสนุกสนานดว้ ยกามคุณ ๕ เทวดาผู้เปน็
ใหญใ่ นการปกครองสวรรค์ชั้นนี้มี ๔ ทา่ น จงึ เรียกว่า จาตมุ หาราชกิ า แต่ละทา่ นลว้ นมบี ริวาร ผอู้ ยูใ่ ต้การบงั คบั
บญั ชาแตกตา่ งกันไปในทิศท้งั ๔ คือ
๑.) ทา้ วธตรฐ เปน็ มหาราชผูท้ รงยศเปน็ เจา้ เปน็ ใหญ่ ปกครองดา้ นทศิ ตะวนั ออก มีพวก คนธรรพ์เป็นบริวาร
แวดลอ้ ม
๒.) ท้าววริ ฬุ หก เปน็ มหาราชผ้ทู รงยศเป็นเจ้าเป็นใหญ่ ปกครองดา้ นทิศใต้ มพี วกกุมภณั ฑ์ เปน็ บรวิ ารแวดล้อม
๑๖
๓.) ท้าววิรูปกั ษ์ เปน็ มหาราชผทู้ รงยศเปน็ เจา้ เป็นใหญ่ ปกครองดา้ นทศิ ตะวนั ตก มีพวกนาค เป็นบรวิ าร
แวดล้อม
๔.) ทา้ วเวสสุวณั เปน็ มหาราชผูท้ รงยศเป็นเจา้ เปน็ ใหญ่ ปกครองด้านทิศเหนือ มีพวกยักษ์ เปน็ บริวารแวดล้อม
เหลา่ บรวิ ารของทา้ วมหาราชทั้ง ๔ นัน้ แม้ว่าจะอยู่ในสวรรคช์ ้ันเดียวกัน แต่ยงั มรี ะดับช้ันต่าง ๆ กันออกไปอีก
เช่น พวกยักษ์ที่เป็นบริวารของท้าวเวสสุวัณมหาราชปรากฏว่า มีการแบ่งเป็นยักษ์ชั้นสูง ชั้นกลาง และชั้นต่ำ
ยกั ษท์ ้ังสามระดับนี้ บางพวกเล่ือมใสต่อพระผู้มีพระภาค บางพวกไมเ่ ล่ือมใสพวกที่ไม่เล่ือมใส เป็นเพราะพระผู้
มพี ระภาคทรงแสดงธรรมเพื่องดเว้นจากปาณาตบิ าต อทนิ นาทาน กาเมสมุ ิจฉาจาร มสุ าวาท การด่ืมน้ำเมาคือ
สุราและเมรัยอันเป็นที่ถึงแห่งความประมาท พวกยักษ์ ส่วนมากมิได้งดเว้นจากสิ่งเหล่าน้ัน อย่างไรก็ตาม
ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าและพระสาวก มีวิธีสัมพันธ์แบบฉันมิตรมีไมตรีจิตกับยักษ์เหล่านั้น ด้วย
การเจริญอาฏานาฏิยรักขาทำให้ยักษ์เหล่านั้น เกิดความเลื่อมใสหันมาคุ้มครองรักษาไม่เบียดเบียนทำให้ภิกษุ
ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา อยู่เป็นสุข โดยทั่วกัน เทวดาในชั้นจาตุมหาราชกิ านี้มีความพิเศษในด้านต่าง ๆ เป็น
ต้นว่า มีเครื่องประดับสวยงาม ร่างกายสะอาดบริสุทธิ์ปราศจากมลทิน สามารถเนรมิตกายให้ใหญ่โตหรือเล็ก
เท่าไรก็ได้ตามความ ประสงค์ มีอาหารทิพยท์ ุกม้ือ ไม่รู้จักป่วยไข้ มีแต่ความสุขสำราญใจตลอดเวลา อยู่กับลูก
เมยี ด้วย ความสขุ เบกิ บานชว่ั กาลนาน นอกจากนยี้ งั มีนำ้ ท่ีใสย่ิงกวา่ แก้ว มีดอกบัวชนดิ บานอย่ใู นสระนำ้ มีกล่ิน
หอมราวอบไว้ มดี อกไมท้ สี่ วยงาม และต้นไม้ที่งามเลศิ มผี ลไม้รสอรอ่ ยย่ิงนกั ต้นไม้ดังกลา่ วนี้ออกดอก ออกผล
ตลอดทงั้ ปีไมร่ ูโ้ รย
๒. เทวดาชนั้ ดาวดงึ ส์ เป็นทอ่ี ยู่ของเหลา่ เทวดาที่เปน็ กามาพจร ตง้ั อย่เู หนือเขาสเิ นรรุ าช ภายใน สวรรคช์ น้ั นี้
ประดับดว้ ยอุทยานและสระโบกขรณี มปี ราสาทช่ือ เวชยันต์ สงู ๗๐๐ โยชน์ ประดบั ดว้ ย รัตนะทงั้ ๗ มีตน้ ไม้
ชอื่ ปาริฉัตตกะ มีปริมณฑลแผ่ไป ๑๐๐ โยชน์ ที่โคนตน้ ไม้มีแท่นศลิ าช่ือ บัณฑุกัมพล มีสดี ำ ดอกชยั พฤษ์ สี
คร่ัง และสีบัวโรย ยาว ๖๐ โยชน์ กวา้ ง ๕๐ โยชน์ หนา ๑๕ โยชน์ ยบุ ลงในเวลา ประทับนงั่ ฟขู นึ้ อีกเต็มทใ่ี น
เวลาเสดจ็ ลุกขึน้ มีช้างทรงชอื่ เอราวัณ เปน็ เทพบตุ รเนรมิตกายเป็นชา้ ง จอมเทพผปู้ กครองสวรรค์ชน้ั นี้ทรง
พระนามวา่ ท้าวสกั กเทวราช สมดงั ข้อความท่ีพระผู้มพี ระภาครับส่ัง กับภิกษุทั้งหลายว่า
“ครัง้ น้นั ท้าวสกั กะ ผูเ้ ป็นจอมแห่งเทวดา ตรสั เรียกเทวดาชัน้ ดาวดงึ ส์มาสั่งว่า ท่านผนู้ ิรทุกข์ ท้ังหลาย หาก
ความกลวั ก็ดี ความหวาดเสยี วก็ดี ความขนพองสยองเกลา้ กด็ ี จะบงั เกดิ มีแก่พวกเทวดา ผู้ไปในสงครามไซร้
สมัยนนั้ พวกท่านจึงดยู อดธงของเราทีเดียว เพราะเม่ือพวกท่านแลดยู อดธงของเราอยู่ ความกลัว ความ
หวาดระแวง หรือความขนพองสยองเกล้าท่ีจักเกดิ ข้ึนจักหายไป” และมีข้อความดังทปี่ รากฏในอรรถกถา
อธบิ ายถงึ ท้าวสกั กะ ผเู้ ปน็ จอมแหง่ เทวดาทั้งหลาย เสวย ราชสมบัติเป็นอิสรยิ าธิปัตย์แห่งเทพท้งั หลายช้นั
ดาวดงึ ส์ ฉะน้ัน จงึ เรียกว่า “เทวานมนั ทะ” ผู้เปน็ จอม แห่งเทวดาท้ังหลาย และวา่ “ท้าวมฆวาน” ประเสรฐิ
ที่สุดในหมเู่ ทวดา
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีความหมายว่า แดนทีอ่ ยู่แห่งเทพ ๓๓ ตน มีท้าวสักกะหรือพระอนิ ทร์ เปน็ จอมเทพ บางที
เรยี กว่า ไตรตรงึ ส์ พระมเหสีของทา้ วสกั กะมี ๔ พระองค์ คอื นางสุธรรมา, นางสนุ ันทา, นางสจุ ติ รา และนาง
๑๗
สุชาดา
พระอินทร์ได้เสดจ็ ไปนมสั การพระเจดีย์พรอ้ มหมู่เทพยดาและนางฟา้ บริวารทั้งหลาย และทรง กระทำ
ประทักษณิ พระเจดียท์ กุ วัน กิจกรรมที่สำคัญยง่ิ ประการหนึ่งของเทวดาช้นั ดาวดึงส์ ก็คือ การฟงั ธรรมโดยใชส้ ุ
ธรรมเทวสภาเปน็ ทฟี่ ังธรรม มพี ระพรหมและเทวดาผ้รู ู้ธรรมผลดั กันเทศนาธรรม ตามวาระ ท่ีจรงิ แลว้ เทวสภา
ที่ชอื่ ว่าสุธรรมาน้เี กิดดว้ ยบญุ ของนางฟ้าท่ีบังเกิดบนสวรรค์ชั้นน้ี คือ นางสธุ รรมาผทู้ ำบุญไวเ้ ม่ือครั้งเป็นมนุษย์
พอตายแล้วก็ไปเกดิ ในภพดาวดงึ ส์ และเทวสภาชื่อวา่ สุธรรมา มีประมาณ ๕๐๐ โยชน์ ไดเ้ กิดแล้วแกน่ าง ณ ที่
นน้ั ท่สี ภาแหง่ นี้มกี ารฟังธรรมของเหลา่ เทวดาในวนั อัฏฐมี (ดิถที ี่ ๔) แห่งเดือน เม่ือถึงวาระการฟังธรรม สนัง
กุมารพรหมจะลงมาจากพรหมโลกเพอ่ื เทศนา ธรรมให้เทวดาทั้งหลายไดร้ ับฟัง ในบางคร้ังทีห่ นงั กุมารพรหมไม่
มาแสดงธรรม เหลา่ เทพทงั้ หลาย ก็จะเชญิ เทวดาทร่ี ู้ธรรมใหแ้ สดงธรรม และบางคร้งั ท้าวสกั กเทวราชผู้เป็น
จอมแห่งเทวดาทั้งหลาย ทรงแสดงธรรมเอง
สวรรค์ช้ันดาวดึงส์จัดวา่ มคี วามพเิ ศษตา่ งจากสวรรคช์ ัน้ อ่ืนตรงท่มี ธี รรมสภาของเทวดา มกี าร แสดงธรรม การ
ฟงั ธรรมอยู่เป็นประจำ แมพ้ ระสมั มาสัมพุทธเจา้ เคยเสดจ็ ไปจำพรรษาและแสดงธรรม บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
กล่าวคือ ในพรรษาท่ี ๗ หลังจากตรัสรอู้ นตุ ตรสมั มาสมั โพธญิ าณ พระพุทธเจา้ ทรงทำยมกปาฏหิ าริย์ในวันขน้ึ
๑๕ คำ่ เดือน ๘ ณ กรงุ สาวัตถี หลังจากทรงทำยมกปาฏหิ าริย์แล้ว ไดเ้ สด็จไปจำพรรษาบนสวรรคช์ ้ันดาวดึงส์
ทรงแสดงพระอภธิ รรมปฎิ กโปรดพระพุทธมารดาเป็นเวลา ๓ เดือน ในเวลาแสดงธรรมจบ เทวดา ๔ หมืน่ โกฏิ
ไดบ้ รรลธุ รรมสว่ นพระพทุ ธมารดาไดด้ วงตาเหน็ ธรรมเป็นพระโสดาบัน
๓. เทวดาช้นั ยามา คือ สวรรคช์ ้นั ท่ี ๓ มีช่ือวา่ ยามา แปลว่า แดนแหง่ เทพผปู้ ราศจากความทกุ ข์ เป็นสวรรคท์ ี่
ปราศจากความลำบากโดยประการทั้งปวง เหลา่ เทวดาผอู้ ยู่บนสวรรคช์ ั้นนี้เป็นผู้ถึงซึง่ ความสขุ อนั เปน็ ทิพย์
จอมเทพผปู้ กครองสวรรคช์ ้นั ยามามีนามวา่ ท้าวสุยามเทพบตุ ร สถานทตี่ ้ังของ สวรรค์ชั้นยามานอ้ี ยูเ่ หนือ
สวรรค์ช้นั ดาวดงึ สข์ ้ึนไปเบอื้ งบนไกล ๘๔,๐๐๐ โยชน์ มปี ราสาทเงินปราสาท ทองเป็นวมิ านที่อยขู่ องเหล่า
เทพยดาและปราสาทวมิ านน้ันสวยงามวิจิตรตระการตากว่าชั้นดาวดึงส์ มกี ำแพงแกว้ ล้อมรอบวมิ าน มีอทุ ยาน
และสระโบกขรณีอนั เปน็ ทิพย์ ท่ีสวรรค์ช้นั ยามานไ้ี มเ่ หน็ แสงพระอาทติ ย์เลย เพราะอยสู่ ูงกวา่ พระอาทิตยม์ าก
นัก เหลา่ เทวดามองเหน็ ได้ด้วยแสงรัศมีจากแก้ว ท้ังหลาย และรัศมจี ากตัวของเทวดานน่ั เอง สว่ นจะรู้ว่าเช้า
หรอื ค่ำไดก้ ็อาศยั ดจู ากดอกไม้ทิพย์ ถ้าเห็น ว่าดอกไม้ทิพย์บานจงึ รวู้ า่ รุ่งเชา้ ถ้าเหน็ วา่ ดอกไม้นน้ั หุบจึงรวู้ ่าเป็น
ยามกลางคนื ๕. สวรรค์ชน้ั นิมมานรดี คอื สวรรค์ชน้ั ที่ ๕ เป็นที่อยู่ของเทวดาเหล่ากามาวจร คำว่านมิ มานรดี
แปลวา่ แดนทีอ่ ยู่แห่งเทพผู้มีความยนิ ดใี นการเนรมติ ถือกนั วา่ เทวดาชนั้ นป้ี รารถนาส่งิ หนึ่งสิ่งใดกเ็ นรมิต ได้เอง
จอมเทพผ้ปู กครองสวรรคช์ ้นั นีค้ อื ทา้ วสุนมิ มิตเทพบุตร ที่ต้งั ของสวรรคช์ นั้ นมิ มานรดอี ยู่เหนือ ชนั้ ดุสติ ขน้ึ ไป
๓๓๖,๐๐๐ โยชน์ มีวมิ านเป็นปราสาทแก้วปราสาททอง มกี ำแพงแก้วกำแพงทอง ล้อมรอบ มแี ผ่นดนิ เป็นทอง
ราบเรยี บเสมอกันทุกแห่ง มสี ระน้ำมีสวนแก้วสวยงามยงิ่ ข้ึนไปกว่าสวรรค์ ชนั้ ดสุ ติ และนอกจากอาภรณ์ทพิ ย์ท่ี
มีอย่โู ดยปกติแล้วหากปรารถนาสงิ่ ใดก็สามารถเนรมติ ส่งิ นั้นข้นึ มาเองตามใจปรารถนาไดท้ กุ ประการ เทวดา
ทง้ั หลายในสวรรค์ชั้นน้ตี า่ งสนุกสนานอยกู่ ับนางฟ้าทัง้ หลาย ดว้ ยใจนนั่ เองจงึ เรยี กสวรรค์นวี้ ่านิมมานรดี
สรุปไดว้ ่า“สวรรค์” อยบู่ นฟ้าและเปน็ ท่ีพำนกั ของเทวดา ซึ่งหนงั สอื ไตรภมู พิ ระรว่ งก็ไดอ้ ธบิ ายว่า
๑๘
สวรรคม์ อี ยู่หกชั้น ทงั้ หมดนเ้ี รียกว่า “ฉกามาพจร”
ฉกามาพจร ทัง้ ๖ ชนั้ มีชือ่ ดังน้ี
ช้ันท่ี ๑ จาตมุ หาราชกิ า มีทา้ วจตโุ ลกบาลดแู ลรกั ษาโลกท้ังสี่ทิศ
ชั้นที่ ๒ ดาวดึงส์ (หรือ ไตรดรึงษ์) เปน็ ที่อยู่ของพระอนิ ทร์ ผเู้ ป็นใหญก่ วา่ เทวดาท้ังหลาย
ช้นั ที่ ๓ ยามา อยสู่ งู กว่าวถิ ีโคจรของพระอาทิตย์ มีแตเ่ วลาหรอื ยามดตี ลอดไปไม่มีค่ำ
ช้ันที่ ๔ ดสุ ติ เปน็ ท่อี ยขู่ องพระโพธิสัตว์ผู้สรา้ งสมภารอันจะลงมาตรัสเป็นพระพุทธเจา้
ชน้ั ท่ี ๕ นิมมานรดี เหลา่ เทวดาในช้นั นี้ถ้าปรารถนาสิง่ ใดก็เนรมิตไดเ้ องดังใจ ไม่ต้องให้มีใครถวาย
ชัน้ ที่ ๖ ปรนมิ มติ วสวตั ดี เป็นท่อี ยู่ของเทวดาและมารด้วย สามารถจะเนรมิตส่งิ ทป่ี รารถนาเองหรอื จะใหผ้ ู้อน่ื
เนรมติ แทนกไ็ ด้
๓.๓ ความเช่ือเก่ียวกับสวรรค์
ประยุทธ์ ปยุตโต (๒๕๔๗) นรก-สวรรค์หลังจากตายนี้มักจะมีในรูปเอ่ยถึง เอ่ยถึงแล้วไม่ค่อยมีคำ
บรรยาย พระไตรปิฎกเรื่องนี้หาได้ทั่วไป ในแง่สวรรค์บอกว่า เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก หมายความว่า
เมอื่ แตกกายทำลายขนั ธล์ ว่ งลับดับชพี ไปแลว้ กจ็ ะเข้าถงึ สุคตโิ ลกสวรรค์ น่ีฝา่ ยดี
ดุษฎี โยเหลา (๒๕๒๖) ในปจั จุบันมีหลายคนคลางแคลงใจวา่ ทำดีได้ดี ทำชว่ั ไดช้ ่ัว จรงิ หรอื ในเมอ่ื คน
ประพฤตชิ วั่ หลายรายล้วนแตร่ ่ำรวยเงินทอง ยศ วาสนา เห็นไดอ้ ย่มู ากมาย นนั่ เป็นแต่เพยี งผล ช่ัวคราวในเวลา
น้ี ซึง่ อาจจะเปน็ ไปได้ว่ากรรมดที ี่เขาเคยทำมาในอดีตอยบู่ า้ งยงั ส่งผลอยู่ แตค่ วามช่ัว ทเ่ี ขาทำในปัจจบุ ันย่อมจะ
ส่งผลร้ายให้แก่เขาจนได้ในอนาคต อย่างน้อยที่สุดก็ไม่สามารถใช้ทรัพย์สิน เงินทองที่ได้มาโดยทุจริตน้ั นได้
อย่างสนิทใจ วงศ์ตระกูลลูกหลานก็เป็นที่ดูถูกเหยียดหยามของ ต่อให้ร่ำรวย มียศวาสนาเพียงใดก็ตามก็หนี
กรรมทต่ี นเองเป็นผู้กอ่ ไว้ไม่พ้น
เตชปญฺโญ ภิกขุ ได้กล่าวไว้ว่า พอเวลาจะตายก็ให้นิมนต์พระมาใหเ้ รารบั ศีลเรารบั ศีลเสร็จ เราขาดใจ
ตายจิตมนั ก็ไปหนว่ งเหน่ยี วอารมณท์ ี่เป็นความดี เพราะฉะน้ันเวลาเราขาดใจตายเราก็ไปเกิดสมมติว่าไปเกิดใน
ดาวดึงส์อย่างนี้มีอายุพันปีทิพย์ แต่ที่นี้บุญเรามันไม่ถึงเราสร้างไม่เต็มอัตราศึกของ ๑๐๐๐ ปีทิพย์มันก็ไม่ถึง
เกิดได้ไม่นานแลว้ กต็ อ้ งจุติใหม่ พอจุตเิ ราก็ตอ้ งมาชดใช้กรรมตามท่ีเราเคยสร้างไว้ เพราะฉะนน้ั ท่านท้ังหลาย
ไม่ต้องไปไปรู้สึกสับสนกับเรื่องของเวรกรรม บางคนบอกทำดีได้ดีมีที่ไหนทำชั่วได้ดีมีถมไป ดูสิฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
มามากมาย ทำไมเวลาตายตายแล้วขึ้นสวรรค์มันต้องตกนรกซิ อันนี้ต้องดูด้วยว่าเขาทำอนันตริยกรรม คือ
การฆ่าแม่ ฆ่าพ่อ ฆ่าพระอรหนั ต์ ทำร้ายพระพุทะเจา้ จนห้อเลือด รึทำลายสงฆ์ให้แตกกนั รึเปล่า ถ้าเขาทำ
๕ กรรมนี้ เวลาตายนี่ลงนรกสถานเดียว แต่ถ้าไม่ได้ทำกรรมพวกนี้มันก็ไม่แน่ ภพชาติมันไม่แน่ บางคนทำช่ัว
ตายแล้วขึ้นสวรรค์ คนทำดแี ล้วตกนรก ตอ้ งดตู อนจติ กำลังจะขาดใจตาย ถ้าเกิดทำความดีไว้นิดเดียว เช่น
รับศีลก่อนตาย ตายแล้วก็ไปเกิดในสวรรค์มัน ก็ไม่ถึงอยู่ได้ไม่นานเขาเรียกว่า สิ้นบุญ บุญทำมานิดเดียว อีก
อันหนึ่งก็คือเสพกามมากเกินนีอ่ ันน้ีสำคัญ เทวดาพอเวลาไปเกิด มีนางฟ้าเยอะๆบางทีก็เสพกามเยอะพอเสพ
กามมากๆ ลืมกนิ อาหารท่านท้ังหลายเทวดาเขากินอาหารทพิ ย์เรยี กว่า สุธาโภชนา อาหารทิพยถ์ า้ ลืมกนิ มัน
กแ็ ย่เหมือนกนั ร่างกายเทวดากจ็ ะแยเ่ หมอื นกนั ก็มาจุตไิ ด้เหมอื นกัน
๑๙
สรุปได้ความเชื่อของสวรรค์ ทุกคนคงได้ยินคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า การทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ซ่ึง
หมายความว่า คนเราทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น คำสอนนี้เป็นคำสอนต้นๆที่ฉันเชื่อว่าทุกคนต้องเคยได้มาตั้งแต่
เด็กจนถึงปัจจุบัน หากเราหมั่นขยันทำความดี ละเว้นความเชื่อเราก็จะได้ขึ้นไปอยู่ที่สวรรค์ ซึ่งเป็นสถานที่ ท่ี
เขาว่ากันว่ามีความสงบร่มเย็น ต่างจากในนรกอย่างมาก คนที่มีความเชื่อเกี่ยวกับสวรรค์และนรกจึงหมั่นทำ
ความดี สร้างสะสมบญุ กุศลเพอ่ื ใหต้ ัวเองได้ขน้ึ ไปอยู่ท่สี วรรค์ ซึ่งคนทีม่ ีความเชือ่ เรื่องสวรรค์นรกเลา่ ขานวา่ บน
สวรรค์ เป็นสถานทแ่ี ห่งความสุข ข้างบนนั้นมอี าหารให้กินเรารบั ประทานอยา่ งสขุ สำราญ ซึ่งอาหารพวกน้นั มา
จากการทำบญุ ของพวกเราท้งั ส้นิ
๓.๔ อทิ ธพิ ลของความเชือ่ เร่ืองสวรรค์ต้งั แต่อดตี จนถึงปจั จุบัน
ธมมทินโน พงษ์เจริญ (๒๕๕๕) พุทธศาสนิกชนมีความเชื่อเรื่องนรกและสวรรค์ตามคำสอน
พ ร ะ พ ุ ท ธ ศ า ส น า อ ิ ท ธ ิ พ ล ค า ส อ น เ ร ื ่ อ ง น ร ก แ ล ะ ส ว ร ร ค ์ ท ี ่ ม ี ต ่ อ ส ั ง ค ม ไ ท ย น ั ้ น ด ั ง นี้
๑. มีอิทธิพลด้านความเชื่อ คือทาให้พุทธศาสนิกชนมีความเชื่อว่านรกเป็นภาวะลงโทษ ผู้ทาความชั่ว สวรรค์
เปน็ สถานทสี่ ขุ สบายของผูท้ ากรรมดี ซงึ่ สอดคล้องกับงานศึกษาวจิ ัยเร่ือง การศกึ ษาเชงิ วิเคราะหเ์ รือ่ งกรรมและ
สงสารวัฏในพุทธปรัชญาเถรวาทที่มีต่อการดาเนิ นชีวิตของ พุทธศาสนิกชนไทยในปัจจุบัน ว่า
พุทธศาสนิกชนไทยในปัจจุบันมีความเชื่อเรื่องกรรมและสงสารวัฏ เนื่องจากได้รับ อิทธิพลจากพระไตรปิฎก
และจากวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาต่าง ๆ ได้แก่ ไตรภูมิ พระร่วงและภูมิวิลาสินี วรรณกรรมเหล่านี้ได้
กลา่ วถึงเรือ่ งนรกและสวรรคอ์ ันเปน็ สถานที่ อยอู่ าศัยของสตั ว์ทั้งหลายหลังจากตายไปแล้ว โดยแสดงให้เห็นว่า
นรกเป็นสถานที่ทรมาน สัตว์ที่ทาความชั่ว สวรรค์เป็นสถานที่สุขสบายของสัตว์ที่ทาความดี...๗๔
๒. มีอิทธิพลดา้ นพฤตกิ รรม คือทาใหม้ กี ารละเว้นความช่ัว เพราะกลัวการถูกลงโทษใน นรก และขวนขวายใน
การทำบญุ เพราะต้องการไปสวรรค์
๓. มีอิทธพิ ลด้านวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาเก่ยี วกับนรกและสวรรค์ เชน่ จักรวาล ทีปนี, ไตรภมู พิ ระร่วง,
ประเพณสี บิ สองเดือน (เกยี่ วกับการทาบญุ ) เปน็ ต้น
๔. มีอิทธิพลด้านการเมืองการปกครอง ซึ่งสอดคล้องกับงานศึกษาวิจัยเรื่อง อิทธิพลของ พระพุทธศาสนาเถร
วาทที่มีตอ่ แนวคดิ ทางการเมอื งการปกครองของพระเจา้ ลิไท วา่ ”ไตรภูมิพระ รว่ งแม้จะกล่าวว่าเปน็ วรรณกรรม
ทางพระพุทธศาสนาดังปรากฏอยู่ในบานแพนกถึงจุดมุ่งหมายของ การแต่ง แต่ก็เป็นพื้นฐานของสังคม เป็น
พื้นฐานของศีลธรรมและจริยธรรม ซึ่งนาไปสู่แนวความคิด ทางการเมื องและการปกครอง”
๕. มอี ิทธิพลด้านจิตกรรมเกี่ยวกับนรกและสวรรค์ คือ ภาพวาดเก่ยี วกบั การเสวยกรรม ของสัตว์นรก,
ภาพเขียนเกีย่ วกับการบาเพญ็ ทานของพระเวสสันดร เป็นตน้
๖. มีอิทธิพลด้านประตมิ ากรรม คือรูปปั้นเกยี่ วกบั นรกและสวรรค์ เช่น รูปปั้น เทพบุตร นางฟา้ เปน็ ต้น
เจญจวรรณ ชยางกูร ณ อยุธยา (๒๕๕๙) แนวคิดเรื่องนรกและสวรรค์ ตามที่ปรากฏในคัมภีร์
พระพทุ ธศาสนา มงุ่ เน้นเปน็ อทุ าหรณ์สอนธรรมให้คน ละชั่วและทาความดี ซึ่งเปน็ แนวคิดทส่ี อดคลอ้ งกับความ
เช่ือหรืออุดมคติของคนในยุคนั้น แต่เมอ่ื สงั คมมนษุ ยเ์ ขา้ สู่ ยคุ ของการเปล่ยี นแปลง ความรู้ทางโลกวทิ ยาศาสตร์
๒๐
ของฝากคิดตะวันตกได้แทรกซึมสู่กระแสความคิดของคนไทย ในยุคปัจจุบัน ทั้งนี้ พัฒนาการความคิดการ
อธบิ ายนรกและสวรรค์ไดม้ ีแนวโน้มมาต้ังแตส่ มยั สโุ ขทัย อยุธยา รตั นโกสนิ ทร์ จนถงึ สงั คมปัจจุบัน โดยมี
รายละเอียด ดังน้ี
๑. สมัยสุโขทัย พระพุทธศาสนามีความสาคัญตอ่ การดาเนินชีวิตของคนไทยมาตั้งแตส่ มยั สโุ ขทัย ดังปรากฏใน
วรรณคดีไทย เรื่อง เตภูมิกถา หรือไตรภูมิพระร่าง ที่พระมหาธรรมราชาลไิ ทยทรงพระราชนิพนธ์ เพื่อปลูกฝัง
ศรัทธาในศาสนา โดยใช้อบรมและปลูกฝังจิตสานึกของประชาชนในการทากรรมดีละเว้นกรรมชั่ว เกิดเป็น
เอกลักษณ์ของสงั คมไทยในเรื่องการทาบุญ ให้ทาน รักษาศลี มคี วามกตัญญูยกย่องและเกรงใจผู้มี อาวุโส มีใจ
เมตตากรุณา ยกยอ่ งคนดี ตลอดจนทานุบารุงพระพทุ ธศาสนา ไตรภมู ิพระรว่ งไดร้ ับการถ่ายทอด เป็นรูปธรรม
ดว้ ยการวาดภาพเป็นจิตรกรรมฝาผนงั ตามโบสถแ์ ละวหิ ารเปน็ สื่อปลูกฝังความเช่อื เร่ือง นรก สวรรค์ และกรรม
ในสังคมสุโขทัยพระพุทธศาสนามีความสาคัญในการสร้างความสงบสุขและมั่นคง หลักธรรม คาสอนทาง
พระพุทธศาสนาที่สร้างไว้อย่างเป็นระบบ ในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไทย ได้รับถ่ายทอดมาสู่ สังคมสมัย
อยุธยา (สุภาพรรณ ณ บางช้าง, พุทธธรรมทีเ่ ป็นรากฐานสังคมไทย ก่อนสมัยสุโขทัยถึงก่อนการ เปลี่ยนแปลง
การปกครอง. (กรงุ เทพมหานคร: โครงการเผยแพร่ผลงานวจิ ัย ฝ่ายวจิ ัยจุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , ๒๕๓๖),
หน้า ๔๕)
การนาหลักนรกและสวรรค์มาเผยแผ่ผ่านววรรณคดี เรื่องเล่า ช่วยให้สามารถอธิบายลักษณะนรกและ สวรรค์
ให้กับประชาชน ซ่งึ ในยุคน้ัน การศกึ ษายังไม่ทัว่ ถงึ จาเป็นต้องสร้างเรอ่ื งเพ่ืออธิบายให้คนท่ัวไปสามารถ เข้าใจ
ถึงบาป บุญ คุณ โทษ ได้โดยง่าย แนวทางการอธิบายและการเผยแผ่เป็นการมุ่งเน้นให้ประชาชนรู้จักการ ทา
ทาน ในฐานะเครือ่ งมอื ไปสูส่ วรรค์ เป็นกระบวนการปลูกฝังศรัทธาและความเช่ือ ซ่ึงมีอทิ ธิพลสอดรบั กับ สงั คม
ยคุ น้ัน ไดเ้ ป็นอย่างดี
๒. สมยั อยุธยา ความเชื่อเร่ืองกรรมมอี ทิ ธิพลตอ่ การดาเนินชีวิตประจา ผูท้ ่ีทากรรมดี มเี ปา้ หมายของชวี ติ ที่ดีใน
ชาติต่อๆ ไป และการดับทุกข์ ละกิเลส บรรลุพระนิพพาน หรือปรารถนาการถึงความ เป็นพระพุทธเจ้า (เรื่อง
เดียวกัน, หนา้ ๔๕) ดงั มหี ลกั ฐานปรากฏในวรรณคดีไทย เช่น ลลิ ติ พระลอ พระมาลัยคา หลวงและมหาชาติคา
หลวง เร่ืองพระมาลยั คาหลวง เปน็ วรรณคดีทดี่ ี เปน็ เรื่องเลา่ เก่ยี วกับนรกและสวรรค์ มอี ทิ ธพิ ลตอ่ ความรสู้ ึก
ของคนไทยในเร่ืองบาป บุญ นรกและสวรรค์ เช่นเดยี วกบั ไตรภูมพิ ระรว่ ง
ต่อมาสังคมไทยได้รับความเชื่อจากศาสนาพราหมณ์และไสยศาสตร์เข้ามาผสมผสานกั บหลักธรรม ใน
พระพุทธศาสนาเพื่อสนองความต้องการของสังคม โดยมีการผสมผสานอิทธิปาฏหิ าริย์เข้าไปในหลักธรรม เกิด
การยอมรับว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนาในสมัยอยุธยา มีการค้าขายกับชาวต่างชาติ ทั้งชาติ
ตะวันตกและตะวนั ออก ทาให้มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ขุนนางและผู้เกี่ยวข้องกับการค้ามีฐานะดีขึ้น ได้รับ
การยอมรบั ยกยอ่ ง และการเล่ือนช้นั ทางสงั คม เกิดการแยง่ ชิงผลประโยชน์ทางวัตถุ ความเช่อื เรอ่ื งกรรม เริ่ม
เปล่ียนไป “ทำดีไดด้ ี ทำชั่ว ได้ชัว่
๓. สมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยกรุงธนบุรีและ รัชกาลที่ ๑-๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้ทรงนา”
ไตรภูมิพระร่วง” มาเป็นแนวทางในการหลักธรรมเรื่องกรรม เพื่อให้เกิดความละอายชั่ว กลัวบาป เป็นการ
๒๑
ควบคุมพฤติกรรมของประชาชนให้อย่ใู นศีลธรรมเช่นเดียวกับ สมยั สโุ ขทัย และอยธุ ยา และในสมยั รัชกาลท่ี ๒
คาว่า “กรรม” ได้กลายเป็นคาที่มีความหมายถึงผลของการ กระทาที่เป็นการกระทาที่ไม่ดี และทาไว้ใน
อดีตชาติ เช่น “ตามกรรมที่ทาไว้” “กรรมสิ่งใดเลย ซัดมาให้” และ “ชะรอยกรรมเวรตามมาทัน”
สมัยรัชกาลท่ี ๔ – ๗ ในสมัยรัชการที่ ๔ ทรงได้รับอิทธิพลทางความคิดจากวิทยาการทางตะวันตก สมัยใหม่ที่
เขา้ มา จงึ ไม่ยอมรบั เร่อื งไตรภมู พิ ระร่วง ทาให้เกิดการปฏเิ สธไตรภมู ิพระร่วงในทางดา้ นภูมิศาสตร์ แตย่ ังทรงคง
ยอมรับสาระเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งเชื่อเรื่องกรรมและผลของกรรมที่ให้ผลในชาตินี้และ ชาติหน้า
โดยใหค้ วามสาคัญของกรรมในชาติปจั จุบนั มากที่สุด โดยผลของบญุ หรือบาปนั้นอยู่ทีใ่ จของ ผกู้ ระทา ดังที่
รัชกาลท่ี ๔ ตรสั ไว้ว่า “สวรรค์อยใู่ นอก นรกอยู่ที่ใจ”
รัชกาลท่ี ๕ นาหลักกรรมมาเป็นพืน้ ฐานการดารงชีวิตในลักษณะเดียวกบั สมยั รัชกาลท่ี ๔ หลักธรรม เรื่องกรรม
ในสมัยนี้ถูกนามาสอนในลักษณะผลของกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับความสุขและความทุกข์ของบุคคลและ สังคมใน
ชาติปัจจุบัน ยอมรับกรรมที่เป็นกระแสการเวียนว่ายตายเกิดอันเป็นความเชื่อพื้นฐานของสังคมไทย และใน
สมัยนี้มีการขยายตัวทางการศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมและชาติตามกระแสวิทยาการตะวันตก ด้วยการปรับ
โครงสร้างทางสังคมและขยายตวั ทางการศึกษา ทาให้มีคนเข้ารับราชการเป็นจานวนมาก จงึ มผี ลให้มีการเลื่อน
ชั้นทางสังคม หลักธรรมเรื่องกรรมได้ถูกนามาสอนเพื่อให้เกิดสานึกในฐานะและหน้าที่ของตนที่จะต้องปฏิบัติ
ต่อสงั คม และในความหมายท่ีบุคคลจะ เจริญขึน้ หรอื เสื่อมลงได้ เพราะการกระทาของตนเอง ทาให้เกดิ ปรชั ญา
ทางการศึกษาไทยขึน้ ใหม่ คือ “ความรู้คคู่ ุณธรรม” แทน “ความร้คู ือคณุ ธรรม”
สมัยรัชกาลที่ ๖ - ๗ เป็นชว่ งท่ีมกี ารเปล่ียนแปลงกบั ระบบการปกครองของไทยเปน็ อย่างมากและ ความเจริญ
ตามกระแสตะวันตกเข้ามาอย่างรวดเร็ว แต่เป็นการพัฒนาด้านวัตถุ ตลอดจนกระแสวัตถุนิยมตาม รูปแบบ
ตะวันตก การอธบิ ายหลักธรรมเรอื่ งกรรมท่เี ก่ยี วกับการไดร้ ับความทุกข์หรือความสุขนัน้ มากจากการ ประพฤติ
ชั่ว และการประพฤติดีของตนเองจึงไม่เพียงพอ ความขัดแย้งกับหลักคาสอนในสิ่งที่คนไทยพบเห็น ตามความ
เป็นจริงในสังคม ทาให้คนไทยบางส่วนไม่เชื่อกฎแห่งกรรม ผลที่ตามมาสังคมเกิดความเดือดร้อน วุ่นวาย ด้วย
ผู้คนไม่เกรงกลัวและละอายต่อบาป แต่ทาทุกอย่างเพื่อประโยชน์ตน ตลอดจนการศึกษาไทยใน ปรัชญาใหม่
ไม่มีการสอนพระพุทธศาสนาในโรงเรียน คนไทยรุ่นใหม่ห่างไกลจากหลักคาสอนในพุทธศาสนา เป็นสาเหตุให้
รัชกาลที่ ๗ ทรงให้ความสาคัญของหลักธรรมเรื่องกรรม ที่ควรได้รับการสอนและปลูกฝังให้กับ เด็กไทย ดังที่
พระองค์ตรัสไว้ว่า “. . .สาหรับพระพุทธศาสนานั้น ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า สิ่งที่เราจะสอนให้ เข้าใจและให้
เชื่อมั่นเสียตั้งแต่ต้นทีเดียว คือ สิ่งที่เป็นหลักสาคัญของพระพุทธศาสนานั่นคือ วัฏฏสงสาร...และ
กรรม ทาดไี ด้ดี ทาชว่ั ไดช้ วั่ ... เพราะหนทางปฏิบัตขิ องพระพุทธศาสนากเ็ พ่ือให้พ้นจากวฏั ฏสงสาร... แต่สิ่งท่ีดี
ประเสริฐยิ่ง คือความเชื่อในกรรม แต่จะสอนเฉพาะเรื่องกรรมอย่างเดียว ไม่สอนเรื่องวัฏฏสงสารด้วยก็ไม่
สมบูรณ์ ความเชื่อในเรื่องกรรม ข้าพเจ้าเห็นว่า เป็นของประเสริฐยิ่ง ควรเพราะให้มีขึ้นในใจของคนทุกคน...
ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่า ถ้าคนเราเชื่อเรื่องกรรมแล้ว ควรจะได้ความสุขไม่น้อยโดยที่ไม่ทาให้รู้สกึ ท้อถอยแต่อย่างไร
ขา้ พเจ้าเห็นวา่ เราควรพยายามสอนเด็กให้เขา้ ใจ และใหเ้ ชือ่ มน่ั ในกรรมเสียแตต่ น้ ทีเดยี ว ย่งิ ให้เชื่อได้มากเท่าไร
ยิ่งดี ควรให้ฝังเป็นนิสัยทีเดียวจะเห็นได้ว่า จากสมัยกรุงธนบุรี จนถึง กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น แนวคิดเรื่อง
๒๒
สวรรค์ สืบทอด ผ่านวรรณคดี โดยเฉพาะวรรณคดีชิน้ เอก ไตรภูมิพระร่วง ซึ่งถูกเชื่อมโยงกับแนวคดิ เรื่องหลัก
กรรมทาให้คนใน สมัยนั้น จะคิดทาการใดๆ ก็จะเกรงกลัวเรื่องเวรกรรมตามทัน แต่ต่อมาเมื่อระดับผู้นา
ประเทศได้รับอิทธิพล ทางการศึกษาจากวิทยาการตะวันตก ซ่ึงมีความเชื่อการใช้เหตุผลมากกว่าความเชื่อท่ี
เกิดจากศรัทธาส่งผลให้ ระบบการศึกษาและการปลูกฝงั เรือ่ งหลักกรรมได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นการอธิบายเร่อื ง
แนวคิดสวรรค์ เชอื่ มโยงกับปจั จบุ นั เปน็ หลกั และ ความเขา้ ใจในเรื่องสังสารวฏั ฏไดเ้ ร่ิมเลือ่ นหายจากสงั คม มอง
นรกและ สวรรคเ์ ปน็ เรอื่ งท่ไี กลตัว มงุ่ เน้นแตป่ ระโยชน์ในชาตปิ จั จุบนั
ไตรภมู ิกถาทรงพระราชนิพนธ์ข้นึโดยพญาลไิ ทยหรอื พระมหาธรรมราชาลไิ ทยแตค่ ร้ังยงั เป็น พระลูกหลวงกนิ
เมอื งศรสี ชั นาลัยเม่ือพ.ศ.๑๘๘๘กอน่ ขน้ึครองราชยเ์ ป็นพระมหากษตั รยิ ์สโุ ขทัย๖ปี เมื่อ พ.ศ. ๑๙๐๔ กอ่ นหนา้
น้พี ระองค์ทรงศึกษาอักษรวิธอี ย่างแตกฉานทงั้ ภาษาไทยและภาษามคธ (บาล)ี จนสามารถแปลพระไตรปฎิ ก
อรรถกถา ฎกี า อนุฎีกา และปกรณ์วเิ สส มีวสิ ทุ ธมิ รรคและโล กปุ ปตั ตเิ ปน็ ต้น ทั้งทรงพระราชนพิ นธฉ์ ันท์มคธ
ได้อย่างช่าชองดว้ ย อนั เปน็ ผลทไ่ี ด้ทรงศกึ ษาในสานัก พระสงฆแ์ ละราชบัณฑิตหลายท่านองค์มาก่อน ได้ทรง
พระราชนพิ นธ์เรื่องไตรภมู ิกถาขนึ้ เพ่ือถวาย พระราชชนนีศรธี รรมราชมาตา และสั่งสอนไพร่ฟาู ประชาชนดว้ ย
เมอ่ื พเิ คราะหถ์ ึงเหตุปัจจยั ที่ทาให้ ทรงพระราชนิพนธ์เร่ืองนีพ้ อสรุปได้ ๔ ประการคอื (๑) ปัจจัยด้านการเมือง
การปกครอง ที่ พระมหากษัตรยิ ์ในประเทศกลมุ่ เถรวาทเริม่ แตอ่ นิ เดยี ลงั กา พมา่ ไทยล้านนา และไทยภาค
กลาง ทรงยึดหลกั ทศพธิ ราชธรรม นาการปกครองประเทศ และกล่มุ ประเทศเหลา่ นม้ี ีปฏิสมั พันธ์กันบนพน้ื ฐาน
พระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี (๒) ปจั จัยดา้ นวรรณกรรมการเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาเขา้ สปู่ ระเทศไทย เคยี ง
ขนานกับการเมืองการปกครองในยคุ นั้น มกี ารตดิ ต่อระหว่างกนั ในหมู่พระสงฆ์ การศกึ ษาพระ ปรยิ ัติธรรม การ
ถา่ ยทอดคัมภีร์พระพทุ ธศาสนา จนเกดิ มีประเพณพี ธิ กี รรมและเทศกาลต่างๆ คลา้ ยคลึงกัน (๓) ปจั จัยด้าน
ศลิ ปกรรมมีการถา่ ยทอดเลียนแบบปรบั ปรุงพัฒนาให้เขา้ ถึงอตั ลกั ษณ์ ของตนเอง จะเห็นได้ชัดทงั้ ทาง
สถาปัตยกรรม ปฏมิ ากรรม จิตรกรรม และ (๔) หลกั ธรรมเพือ่ ความดี งามของสงั คม มีทศพธิ ราชธรรม ราช
สังคหวัตถุ จกั รวรรดิวัตร และวัชชีอปรหิ านยิ ธรรม เปน็ ต้น ปัจจยั ตา่ งๆเหล่านเี มีท้ังอิทธิพลตอ่ พระมหาธรรม
ราชาลิไทยและท่ีพระองค์ทรงมตี อ่ พระมหากษัตริย์ ไทยในสมัยต่อๆ มาทั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยกรงุ ธนบรุ ี
และสมยั กรุงรตั นโกสินทรต์ อนตน้ ดังจะเหน็ ไดจ้ ากการสร้างสรรคส์ ถาปัตยกรรม ปฏมิ ากรรม จิตรกรรม
และวรรณกรรมต่างๆ เพื่อให้ประชาชน ทวั่ ไปเข้าใจหลักคาสอนทางพระพทุ ธศาสนาอย่างลึกซ้งึ จะได้ปฏบิ ตั ิ
ตนใหถ้ ูกต้อง และสรา้ งสรรค์ ศิลปกรรม นาฏกรรม และวรรณกรรมอันมีคุณคา่ ต่อสังคมตอ่ ไป
สรุปได้ว่าอิทธิพลเรื่องสวรรค์ของคนไทยในสมัยอดีตและปัจจุบัน ในสมัยอดีต นรกและสวรรค์เผยแผ่
ผ่านววรรณคดี เรื่องเล่า ช่วยให้สามารถอธิบายลักษณะนรกและ สวรรค์ให้กับประชาชน ซึ่งในยุคน้ัน
การศึกษายังไม่ทั่วถึง จาเป็นต้องสร้างเรื่องเพื่ออธิบายให้คนทั่วไปสามารถ เข้าใจถึงบาป บุญ คุณ โทษ ได้
โดยง่าย แนวทางการอธบิ ายและการเผยแผ่เป็นการมงุ่ เนน้ ให้ประชาชนรจู้ ักการ ทาทาน ในฐานะเครื่องมือไปสู่
สวรรค์ เป็นกระบวนการปลูกฝังศรัทธาและความเชื่อ ซึ่งมีอิทธิพลสอดรับกับ สังคมยุคนั้น ได้เป็นอย่างสมั ย
อยุธยา ความเชื่อเรื่องกรรมมีอิทธิพลต่อการดาเนินชีวิตประจา ผู้ที่ทากรรมดี มีเป้าหมายของชีวิตที่ดีในชาติ
ต่อๆ ไป และการดับทุกข์ ละกิเลส บรรลุพระนิพพาน หรือปรารถนาการถึงความ เป็นพระพุทธเจ้า ดังมี
๒๓
หลักฐานปรากฏในวรรณคดีไทย เช่น ลิลิตพระลอ พระมาลยั คา หลวงและมหาชาติคาหลวง เรือ่ งพระมาลัยคา
หลวง เป็นวรรณคดีที่ดี เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับนรกและสวรรค์ มีอิทธิพลต่อความรู้สึกของคนไทยในเรื่องบาป
บุญ นรกและสวรรค์ เช่นเดียวกับไตรภูมิพระร่วงต่อมาสังคมไทยได้รับความเชื่อจากศาสนาพราหมณ์และไสย
ศาสตร์เข้ามาผสมผสานกับหลักธรรม ในพระพุทธศาสนาเพื่อสนองความต้องการของสังคม โดยมีการ
ผสมผสานอิทธิปาฏิหาริย์เข้าไปในหลักธรรม เกิดการยอมรับว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนาใน
สมยั อยธุ ยา มกี ารค้าขายกบั ชาวตา่ งชาติ ทัง้ ชาติตะวนั ตกและตะวนั ออก ทาให้มกี ารขยายตัวทางเศรษฐกจิ ขุน
นางและผู้เกี่ยวขอ้ งกบั การค้ามีฐานะดีขึ้น ไดร้ บั การยอมรบั ยกย่อง และการเล่อื นชน้ั ทางสังคม เกิดการแย่งชิง
ผลประโยชน์ทางวัตถุ ความเชื่อเรื่องกรรม เริ่มเปลี่ยนไป “ทำดีได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว สมัยกรุงธนบุรีและสมัยกรุง
รัตนโกสินทร์ สมัยกรุงธนบุรีและ รัชกาลที่ ๑-๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้ทรงนำ”ไตรภูมิพระร่วง” มาเป็น
แนวทางในการหลักธรรมเรื่องกรรม เพื่อให้เกิดความละอายชั่ว กลัวบาป เป็นการควบคุมพฤติกรรมของ
ประชาชนให้อยู่ในศีลธรรมเช่นเดียวกับ สมัยสุโขทัย และอยุธยา จะเห็นได้ว่า จากสมัยกรุงธนบุรี จนถึง กรุง
รัตนโกสินทร์ตอนต้น แนวคิดเรื่องสวรรค์ สืบทอด ผ่านวรรณคดี โดยเฉพาะวรรณคดีชิ้นเอก ไตรภูมิพระร่วง
ซึ่งถกู เชื่อมโยงกับแนวคดิ เร่อื งหลกั กรรมทาให้คนใน สมัยนน้ั จะคดิ ทาการใดๆ ก็จะเกรงกลวั เร่ืองเวรกรรมตาม
ทัน แต่ต่อมาเมื่อระดับผู้นาประเทศได้รับอิทธิพล ทางการศึกษาจากวิทยาการตะวันตก ซึ่งมีความเชื่อการใช้
เหตุผลมากกว่าความเชื่อที่เกิดจากศรัทธาส่งผลให้ ระบบการศึกษาและการปลูกฝังเรื่องหลักกรรมได้
เปลี่ยนแปลงไปเป็นการอธิบายเรื่องแนวคิดสวรรค์ เชื่อมโยงกับปัจจุบันเป็นหลักและ ความเข้าใจในเรื่อง
สังสารวัฏฏได้เริ่มเลื่อนหายจากสังคม มองนรกและ สวรรค์เป็นเรื่องที่ไกลตัว มุ่งเน้นแต่ประโยชน์ในชาติ
ปัจจุบัน ทั้งนี้ เป็นเพราะขณะนั้นประเทศไทย กกลังเข้าสู่ยุคของการแข่งขันและพัฒนา แนวคิดเรื่องคุณธรรม
กับการศกึ ษาได้ถูกแยกออกจากกัน นน่ั หมายถงึ หลกั คาสอนทางพระพทุ ธศาสนาได้ถูกแยกออกจากสงั คม เปน็
เร่อื งของอดุ มคติ ซึง่ ไม่สามารถจบั ต้องได้ ประกอบ กับอิทธิพลพฒั นาการของโลกตะวันตก ความเจริญทางด้าน
วัตถุและการศึกษาได้แทรกซึมสู่กระบวนการศึกษา ของไทย วัดแยกออกจากโรงเรียน จึงส่งผลให้ความเช่ือ
เร่ืองนรกและสวรรค์ของคนไทยได้เลือนหายไปตาม กาลเวลา แต่อยา่ งไรก็ตามในยุคปัจจบุ ันนักวิชาการไทยได้
พยายามสอ่ื สาร ถ่ายทอดแนวคดิ เรือ่ งนรกและ สวรรค์ ใหส้ อดคลอ้ งกบั บริบทสังคมยุคใหม่
แนวคิดความเช่ือนรกและสวรรค์ไม่ได้อยูเ่ คียงคู่กับประเทศไทยเพียงเทา่ นัน้ นอกจากนยี้ ังคงมีหลายประเภทท่ี
ได้รับอิทธิพลความเชื่อและมีแนวคิดที่คล้ายคลึงกันเกี่ยวกับความเชื่อสวรรค์นรก การใช้ชีวิตในโลกหลังความ
ตาย การชดใช้กรรม และการเกดิ ใหม่
๔. ตัวอยา่ งเก่ยี วกับความเช่ือเรอื่ งนรกสวรรค์ในต่างประเทศ
๔.๑ ตัวอยา่ งเกี่ยวกับความเชอ่ื เรอ่ื งนรกสวรรค์ในประเทศญี่ปนุ่
น้ำใส ตันติสุข ได้กล่าวไว้ว่า ในศาสนาพุทธมีแนวคิดเกี่ยวกบั ทุคติภูมิอันเป็นภพที่คนบาปถูกลงทัณฑ์
หนึ่งในนั้นคือ นรกภูมิ ในพระสูตรและคัมภีร์ต่างๆ มักบรรยายลักษณะว่าเป็นภูมิอันร้อนยิ่ง เต็มไปด้วยไฟอัน
ร้อนแรงและมีเครื่องทรมานมากมายรอลงทัณฑ์เหล่าคนบาปสำหรับพระพุทธศาสนาในประเทศญี่ปุ่นก็พบ
แนวคิดเกี่ยวกับนรกภูมิสืบทอดมาถึงปัจจุบัน โดยมิได้มีเพียงหลักฐานลายลักษณ์อักษรเท่านั้น หากยังพบ
๒๔
ภาพเขียนหลายรูปแบบอันมีฉากเปน็ นรกภูมดิ ้วยในบทความชิ้นนีจ้ ะเรียกภาพทีว่ าดนรกภูมวิ ่า ภาพนรก ภาพ
นรกในประเทศญี่ปุ่นที่เก่าแก่ท่ีสุดสืบเนื่องไปถึงสมัยศตวรรษที่ 8 อันเป็นยุคที่ศาสนาพุทธเข้ามาเผยแพร่แล้ว
และได้รับความนิยมจากชนชั้นสูงที่มีอิทธิพลทางการเมือง ภาพนรกได้รับการสร้างสรรค์สืบเนื่องต่อมาโดยมกั
ใช้เป็นสื่อเผยแพร่แนวคิดพระพุทธศาสนานิกายต่างๆโดยเริ่มพบมากขึ้นหลังศตวรรษที่10 สันนิษฐานว่าเป็น
เพราะสภาพการเมืองสมัยนั้นที่ขาดความมั่นคง ทั้งยังมีภัยพิบัติทางธรรมชาติและโรคระบาดมาก ทำให้ผู้คน
สมัยนั้นมีประสบการณ์พบเห็นความตายที่เกี่ยวข้องกับตนและผู้อื่นอย่างใกล้ชิด สภาพสังคมเช่นนี้จึงน่าจะมี
สว่ นใหค้ วามเช่อื และภาพลกั ษณ์
ชนัญ วงศ์วิภาค(๒๕๖๕) พระพุทธศาสนากับลัทธิชินโตเริ่มกลมกลนื เขา้ กันได้บ้างแล้ว ครั้นถึงยุคกรุง
เฮอันน้ี โดยเฉพาะนับแต่กลางยุคเป็นต้นมา ทงั้ สองศาสนาก็ผสมผสานเข้ากนั เป็นอยา่ งดี เทพเจา้ เกา่ ๆ ในลัทธิ
ชินโตมีสร้อยพระนามเพิม่ ขึน้ ว่า เป็นพระโพธิสัตว์ และเรียกชื่อว่าเป็น “งองเง็น” ซึ่งแปลว่า “รูปกายชั่วคราว
(ของพระพุทธเจ้า) ที่สำแดงพระองค์ในโลกนี”้ ถือกันว่าพระพุทธเจ้าและพระโพธสิ ัตวไ์ ด้มาสำแดงพระองค์ใน
ประเทศญี่ปุ่น โดยปรากฏรูปเป็นเทพเจ้าของญี่ปุ่น เพื่อช่วยนำประชาชนไปสูอ่ ริยมรรค พระเทวีอะมะเตระสุ-
โอมิ-กามิ ซึ่งถือว่าเป็นผู้สร้างประเทศญี่ปุ่น ก็พลอยถูกเชื่อว่าเป็นอวตารของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตวไ์ ปด้วย
แต่ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาทั้งสองนี้ ได้กลายเป็นความแตกแยกกันอีกครั้งหนึ่ง เพราะนโยบายการ
ปกครองของประเทศในสมัยพระจกั รพรรดิเมอจิ ิ
พุทธศาสนาฝ่ายมหายานเป็นลทั ธิที่ใหญ่และมีศรัทธามากล้นจากทั่วโลกการเผยแผ่ลัทธิเซนนี้เริ่มจาก
ประเทศจีนก่อนเป็นลำดับแรก แล้วแผ่ขยายไปยังประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี ฮ่องกง และได้แผ่หลายลงมา
ทางตอนใต้คือ ไทย สิงค์โปร์ และข้ามทวีปไปที่ อเมริกา อังกฤษ และอีกหลาย ประเทศในยุโรป สำหรับ
ประเทศไทยของเรา เซนยังได้รับการนิยมไม่กว้างขวางเท่าไหร่นัก อันเนื่องศาสนาพุทธของประเทศเรานั้น มี
นิกายหินยานหรือเถรวาทเปน็ นิกายหลักประจำชาติอยูแ่ ล้ว แต่ทวา่ เรอ่ื งของการกีดกน้ั มใิ หศ้ าสนพุทธมหายาน
ลัทธิเซนเข้ามามีบทบาทนั้นมิอาจพึงกระทำได้ เน่ืองจากเราเป็นประเทศประชาธิปไตยที่เปิดกว้างทุกเชื้อชาติ
และศาสนา แตก่ ม็ ีหลายคนหลายกล่มุ ท่เี ริ่มหนั มาศึกษาพทุ ธศาสนาในเซนมากกว่าเดิมสิง่ แตกต่างทั้งสองนิกาย
นัน้ มอี ย่หู ลาย ๆ ประการดว้ ยกนั แตส่ ำหรบั ความเปน็ นกิ ายเซนนน้ั สิ่งที่แตกต่างก็มปี รากฏอยู่ แตผ่ เู้ ขียนแอบ
มีศรัทธาคือ แนวทางการสอนของเซนที่ว่าเน้นสอนให้อยู่กับความจริง ในการยอมรับตัวเองและศึกษาธรรม
พิจารณาธรรม โดยอาศัยธรรมชาตขิ องชีวิตเป็นสิ่งที่สอน โดยมีจุดหมายสูงสุดด้วยการบรรลธุ รรม ตัดสิ้นกเิ ลส
ตัณหา อปุ าทานขนั ธส์ ง่ิ นตี้ ่างหากทคี่ ิดวา่ เหมาะกับยคุ สมัยหรือร่วมสมัยหรอื รว่ มสมยั
สรุปได้ว่าพระพุทธศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของรากฐานในวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นมาร่วมสหัสวรรษ และใน
พนั ปกี ว่าน้ีชาวญี่ป่นุ ยังได้เชื่อมโยงความเชื่อของพุทธศาสนาบางสว่ นเขา้ ผสมผสานกับปรัชญาหลักคำสอนของ
ศาสนาชินโตพื้นบ้าน เช่น ความเชื่อในเรื่องของพระโพธิสัตว์และทวยเทพในศาสนาพุทธ ซึ่งได้ผนวกเป็นเทพ
เจ้าที่ได้รับการเคารพนับถือในศาสนาชินโตสำหรับพระพุทธศาสนาในประเทศญี่ปุ่นก็พบแนวคิดเกี่ยวกับนรก
ภูมิสืบทอดมาถึงปัจจุบัน โดยมิได้มีเพียงหลักฐานลายลักษณ์อักษรเท่านั้น หากยังพบภาพเขียนหลายรูปแบบ
๒๕
อันมีฉากเป็นนรกภูมิด้วยในบทความชิ้นนี้จะเรียกภาพที่วาดนรกภูมิว่า ภาพนรก ภาพนรกในประเทศญี่ปุ่นท่ี
เก่าแก่ทสี่ ดุ สบื เนือ่ งไปถงึ สมัยศตวรรษที่ ๘
๔.๒ ตวั อย่างเกี่ยวกับความเชือ่ เรอ่ื งนรกสวรรคใ์ นประเทศจีน
(๒๕๖๕) ความเช่อื นรกสวรรค์มคี วามสำคญั อย่างมาก แล้วมอี ิทธิพลอย่างมากกับคนจนี แลว้ ทำให้เกิด
วันมากมายวนั สารทจีน ตรงกับวันที่ ๑๒ สิงหาคม ซึง่ เปน็ วันที่ ชาวไทยเชื้อสายจนี หรอื ชาวจนี เชื่อว่าจะเป็น
วันที่ลกู หลานชาวจีนได้แสดงถึงความกตัญญู โดยมีการจดั พิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ลว่ งลบั ไปแล้ว เนื่องจากเชื่อ
กันว่าเป็นวันที่ประตูนรกเปิดใหว้ ิญญาณคนตายกลับมาโลกมนุษย์เพื่อรบั บญุ กุศลวันสารทจีน ตามตำนานเป็น
วันประตูนรกเปิดมีความเชื่อตามตำนานที่เล่าสืบทอดต่อกันมาว่าวันสารทจีนเป็นวันที่เงี่ยมล้อเทียนจือ
(ยมบาล) จะตรวจดบู ญั ชีวิญญาณคนตาย เพื่อส่งวิญญาณดีขน้ึ สวรรค์ และส่งวญิ ญาณร้ายลงนรก ทำให้ชาวจีน
ทง้ั หลายรสู้ กึ สงสารวญิ ญาณร้ายจึงทำบุญอุทศิ สว่ นกุศลให้ ดงั น้นั เพือ่ ใหว้ ิญญาณร้ายออกมารับกุศลผลบุญนี้จึง
ตอ้ งมีการเปดิ ประตูนรกนน่ั เอง
(๒๕๖๕) พระพุทธศาสนาในประเทศจีนส่วนใหญ่เป็นนิกายมหายาน ซึ่งมีประเพณี คำสอน และหลัก
ความเชื่อที่แตกต่างจากนิกายเถรวาท เช่น เถรวาทเชื่อว่ามีพระพุทธเจ้าเพียงองค์เดียว แต่มหายานเชื่อว่ามี
พระพุทธเจ้ามากมายมหาศาลเปรียบเสมือนเม็ดทรายบนชายหาด หรือการปรับกฏระเบียบต่างๆ และความ
เชื่อเรื่องพระโพธิสัตว์ แต่โดยเนื้อแท้แล้วทั้งสองนิกายก็มุ่งสู่จุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ แสวงหาการหลุดพ้น
พระพุทธศาสนานั้นอยู่คู่กับแผ่นดินจีนมาโดยตลอด มีการสร้างวัดวาอารามต่างๆ มากมาย ทั้งที่เป็นวัดหลวง
และวัดราษฏร์ บางช่วงที่พระจักรพรรดิสนับสนุนพระพุทธศาสนาก็เจริญขึ้นสลับกับลัทธิอื่นๆ จนมาถึงสมัย
สาธารณรัฐจีน รัฐบาลไม่ได้สนับสนุนพระพุทธศาสนา อีกทั้งยังโจมตีและลดบทบาทอีกด้วย มีการนำวัดวา
อารามไปใช้เป็นที่ทำการ สถานที่ราชการ จนพระอาจารย์ไท้สู ได้ริเริ่มฟื้นฟูพระพุทธศาสนา และมีการก่อตั้ง
พุทธสมาคมแห่งประเทศจีนขึน้ จึงเริ่มมั่นคงขึ้นในระดับหนึ่ง เมื่อประเทศจีนเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐประชาชน
จีน ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งหลักการดังกล่าวขัดกับพระพุทธศาสนาหลายประการ แต่ในช่วงแรก
ศรัทธาของประชาชนยังมมี าก ทางรัฐบาลจึงไม่ใช้ความรุนแรงแต่เมื่อเวลาผ่านไปจึงมกี ารออกมาตรการหลาย
อย่างบีบบังคับให้พระภิกษุต้องลาสิกขา ริบทรัพย์สินวัดวาอารามเพ่ือเป็นสถานที่ราชการ และยิ่งเลวร้ายข้ึน
เมื่อช่วงปี พ.ศ. ๒๔๐๙-๒๕๑๒ที่รัฐบาลได้ยึดวัดเป็นของราชการ ห้ามประกอบศาสนกิจต่างๆ การเผยแผ่
พระพุทธศาสนาถือเป็นความผิดกฎหมาย พระภิกษุถูกบังคับให้ลาสิกขา พระคัมภีร์ต่างๆ ถูกเผา พระพุทธรูป
และวัดถูกทำลายไปเป็นอันมาก ซึ่งจากเหตุการณ์นี้ ทำให้พระพุทธศาสนาเกือบสูญสิ้นไปจากประเทศจีน
จนกระทั่งประธานพรรคคอมมิวนิสตจ์ ีน เหมา เจอ๋ ตุง ถึงแก่อสัญกรรม รัฐบาลใหม่จงึ ค่อยคลายความเข้มงวด
ลง และใหเ้ สรีภาพในการนบั ถือศาสนามากข้นึ จนถงึ ปจั จุบัน
(๒๕๖๕) สำนักงานราชบัณฑิตยสภา ใหค้ วามหมายของคำ เชง็ เมง้ ว่า เป็นเทศกาลท่ีคนจนี ไปไหว้
บรรพบุรษุ ณ ท่ีฝงั ศพหรือฮวงซุ้ยในชว่ งเดือน ๓ ของจนี
โดยคำวา่ เชง็ แปลว่า สะอาด บรสิ ทุ ธ์ิ ส่วนคำวา่ เม้ง แปลวา่ สว่าง
๒๖
คำว่า "เช็งเม้ง" คือ ช่วงเวลาแห่งความแจ่มใส ท้องฟ้าใสสว่าง เนื่องจากเป็นช่วงเวลาในฤดูใบไม้ผลิของจีน
ตน้ ไมใ้ บหญา้ เขยี วชอุ่มสวยงาม จึงเป็นชว่ งเวลาที่เหมาะกบั การไปไหวบ้ รรพบุรุษ ณ ที่ฝังศพ แทนการไหว้ป้าย
วิญญาณในบ้าน ทั้งนี้ “วนั เช็งเมง้ ” ถอื ว่าเป็นประเพณีท่สี ำคัญมากที่สดุ ของของชาวจีน เนอื่ งจากเป็นประเพณี
ไหวบ้ รรพบุรุษทีส่ สุ าน เพอื่ แสดงความกตัญญูต่อบรรพบรุ ุษ
ที่มาของวันเชง็ เม้งนนั้ มาจากพระเจ้าฮ่ันเกาจู ผสู้ ถาปนาราชวงศฮ์ นั่ ทรี่ ะลกึ ถึงบดิ ามารดาทเ่ี สียชีวิตไปแลว้ จึง
เดินทางไปยังบ้านเกิด แต่จำสุสานของบิดามารดาของตนไม่ได้ จึงอธิษฐานต่อเทพบนสวรรค์ด้วยการโปรย
กระดาษสีขึ้นฟ้า เพื่อให้กระดาษปลิวไปตกยังป้ายสุสานใดจะถือว่าสุสานนั้นเป็นสุสานของบิดามารดาสำหรบั
วันเช็งเม้งในประเทศจีนนั้น จะเริ่มต้นช่วงวันที่ ๔-๕เมษายน ไปจนถึงวันที่ ๑๙-๒๐เมษายน ซึ่งช่วงเวลา
ดงั กลา่ วถอื วา่ เข้าสูฤ่ ดูใบไมผ้ ลิ ทอี่ ากาศจะเร่ิมเขา้ ส่คู วามอบอ่นุ มีฝนตกปรอย ๆ มีบรรยากาศสดชืน่ ทอ้ งฟ้าใส
สว่างอย่างที่กล่าวในตอนแรกว่า “วันเช็งเม้ง” คือวันแสดงความเคารพถึงบรรพบุรุษ ซึ่งการแสดงความเคารพ
เปรียบเสมือนความกตัญญู ซึ่ง "ความกตัญญู" นี้นับว่าเป็นหลักธรรมพื้นฐานที่ทำให้มนุษย์ รู้จักการกระทำ
หน้าที่อันเหมาะสมของตนเอง ซึ่งเริ่มจากความรับผิดชอบต่อตนเอง ความรับผิดชอบต่อ ห น้าที่ในสถาบัน
ครอบครัว โดยบิดามารดาทำหน้าที่ในฐานะบุพการีและบุตรธิดาปฏิบัติหน้าที่ต่อบิดามารดานอกจากน้ี
ประโยชน์ของการไปไหว้บรรพบุรุษ วันเช็งเม้ง ยังประกอบไปด้วยเพื่อรำลึกถึงคุณความดีที่บรรพบุรุษของเรา
ไดก้ ระทำไว้ ได้ดแู ลเรา ลำบากเพือ่ ใหเ้ รามคี วามเปน็ อยทู่ ่ีดี เปน็ แบบอยา่ งการดำเนนิ ชีวติ "เราสบาย เพราะพ่อ
แม่ บรรพบุรุษลำบาก"เปน็ ศนู ยร์ วมตระกลู ผังตระกูล โดยทว่ั ไป การไหว้ที่ดที ่สี ุด ต้องนัดหมายไปไหวพ้ ร้อมกัน
(วนั และเวลาเดียวกัน) ทำใหล้ กู หลานที่อยกู่ ระจายกนั ไป ไดม้ าพบปะสงั สรรคก์ ันพร้อมหน้า เปน็ การสร้างความ
สามัคคี สรา้ งจุดศูนย์รวม กลา่ วได้ว่าเป็น "วนั รวมญาต"ิ เปน็ กรอบถนนชีวติ ของลกู หลานทกุ คน "พอ่ แมต่ ายแล้ว
ยังกำหนดชะตาชวี ติ ลูกหลาน" เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต เน้นความกตัญญูที่มีต่อบุพการี และลูกหลาน
ควรปฏิบัติตามเป็นการเตือนสติตน ความตายต้องเกิดขึ้นกับทุกคน และเป็นธรรมดาของมนุษย์ปุถุชนส่วนข้อ
ปฏิบตั ิในวันเช็งเมง้ ท่วี ่านี้ เป็นอย่างไร "ซนิ แสนัตโตะ" ผ้เู ชีย่ วชาญดา้ นโหราศาสตร์จนี แนะนำว่า เคล็ดลบั
พิเศษ ๕ ข้อในการไปไหว้เชงเมง้ เพ่ือป้องกนั พลังงานไม่ดี
๑. ให้พกท้าวเวสสุวรรณติดตวั ไปดว้ ย
๒. อย่าไปนั่งท่ีสุสานคนอนื่ และอย่าเดินไปทัว่ ตามสสุ านคนอื่นทีค่ ุณไม่ร้จู ัก
๓. เวลาไปไหว้บรรพบรุ ษุ ให้พูดแต่ส่ิงดๆี ห้ามทะเลาะเบาะแว้ง
๔. คนท่ไี ปไหว้ เวลาไปและกลับ คุยกนั ใหเ้ รียกช่ือ มีการขานรับ ห้ามพูดลอยๆ เชน่ กลับบ้านกนั กินขา้ วกนั
มาน่ังด้วยกนั ซิ
๖. เวลาจุดประทัด หา้ มจุดตำแหน่งทศิ เหนือของสุสาน จะเปน็ การระเบดิ พลังรา้ ยเพยี งเท่านี้ ดวงชะตาของคุณ
จะยงั คงเฮงรบั วันเช็งเม้งอย่างแน่นอน
สรุปความได้ว่า ความเชื่อนรกสวรรค์มีความสำคัญอย่างมาก ซ่ึงมีอิทธิพลอย่างมากต่อคนจีน และ
ประเทศจีน ซึ่งประเทศก็มีการนับถือพระพุทธศาสนาเช่นเดยี วกับประเทศไทย พระพุทธศาสนาในประเทศจนี
ส่วนใหญ่เป็นนิกายมหายาน ซึ่งมีประเพณี คำสอน และหลักความเชื่อที่แตกต่างจากนิกายเถรวาท จนมาถึง
๒๗
สมยั สาธารณรัฐจีน รฐั บาลไมไ่ ด้สนบั สนนุ พระพุทธศาสนา อีกทั้งยงั โจมตีและลดบทบาทอกี ด้วย มีการนำวัดวา
อารามไปใช้เป็นที่ทำการ สถานที่ราชการ จนพระอาจารย์ไท้สู ได้ริเริ่มฟื้นฟูพระพุทธศาสนา และมีการก่อตั้ง
พุทธสมาคมแห่งประเทศจีนขึ้น เมื่อพระพุทธศาสนาได้แผ่ขยายศาสนาเข้ามาในประเทศจีนทำให้ประเทศจีน
ได้รับอิทธิพลความเชื่อด้านสวรรค์และนรก และเกิดเทศกาลต่างๆมากมาย ตัวอย่างเช่นตรงกับวันที่ 12
สิงหาคม ซึ่งเป็นวันที่ ชาวไทยเชื้อสายจีน หรือชาวจีน เชื่อว่าจะเป็นวันที่ลูกหลานชาวจีนได้แสดงถึงความ
กตัญญู โดยมีการจัดพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เนื่องจากเชื่อกันว่าเป็นวั นที่ประตูนรกเปิดให้
วิญญาณคนตายกลับมาโลกมนุษย์เพื่อรบั บุญกุศลวนั สารทจนี "เช็งเม้ง" คือ ช่วงเวลาแห่งความแจ่มใส ท้องฟ้า
ใสสวา่ ง เน่ืองจากเป็นช่วงเวลาในฤดใู บไม้ผลิของจนี ต้นไมใ้ บหญา้ เขยี วชอุ่มสวยงาม จงึ เป็นช่วงเวลาที่เหมาะ
กับการไปไหว้บรรพบุรุษ ณ ที่ฝงั ศพ แทนการไหว้ป้ายวญิ ญาณในบา้ น
ทั้งนี้ “วันเช็งเม้ง” ถอื ว่าเปน็ ประเพณีทสี่ ำคัญมากทส่ี ุดของของชาวจนี เนือ่ งจากเปน็ ประเพณีไหว้บรรพบุรุษที่
สุสาน เพื่อแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่มาของวันเช็งเม้งนั้น มาจากพระเจ้าฮั่นเกาจู ผู้สถาปนาราชวงศ์
ฮั่น ที่ระลึกถึงบิดามารดาที่เสียชีวิตไปแล้ว จึงเดินทางไปยังบ้านเกิด แต่จำสุสานของบิดามารดาของตนไม่ได้
จึงอธิษฐานตอ่ เทพบนสวรรคด์ ้วยการโปรยกระดาษสีขึ้นฟ้า เพื่อให้กระดาษปลิวไปตกยังปา้ ยสุสานใดจะถือวา่
สุสานนั้นเป็นสุสานของบิดามารดาสำหรับวันเช็งเม้งในประเทศจีนนั้น จะเริ่มต้นช่วงวันที่ ๔-๕ เมษายน ไป
จนถึงวันที่ ๑๙-๒๐ เมษายน ซึ่งช่วงเวลาดังกลา่ วถอื ว่าเขา้ สูฤ่ ดูใบไม้ผลิ ข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงส่วน
หนึง่ ของความเช่อื สวรรคน์ รกในต่างประเทศ
๔.๓ ตวั อยา่ งเก่ียวกับความเชอื่ เร่อื งนรกสวรรค์ประเทศในแถบยุโรป
ปติสร เพญ็ สตุ (๒๕๖๓) ในศาสนายวิ ซ่งึ เปน็ รากฐานของคริสต์ศาสนา คัมภรี ์โตราห์ (Torah) หรอื ทสี่ ่วน
หนึ่งกลายเป็นคัมภีรภ์ าคพันธสญั ญาเดมิ ของศาสนาคริสต์ ไม่ได้กล่าวอยา่ งละเอียดนักวา่ มนุษย์ประสบพบเจอ
กับอะไรหลังความตาย นรกและสวรรค์ดูคลุมเครือไม่ชัดเจนมากนัก รางวัลของคนดีมีธรรมมักได้รับกันในโลก
มนษุ ยเ์ ลยคือการมีชีวิตยืนยาว เราจึงพบว่า บรรดาบุคคลในพระคัมภีรม์ ีชีวิตยนื ยาวเกนิ มนุษย์สามญั ท่ัวไป เช่น
อายุ 400 ปี 900 ปี เป็นภาษาของพระคัมภีร์ที่พยายามสื่อสารว่า ผู้ที่ดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัยของพระเป็น
เจ้าย่อมไดร้ ับพระพรใหม้ ีชีวติ ยนื ยาว
และหากพิจารณาถึงชว่ งเวลาราวๆ 5,000 – 6,000 ปกี ่อน มนุษย์ยคุ เหล็กท่ีมีอายเุ กิน 40 ปขี ึน้ ไป โดย
ไม่ตายจากโรคภัยไข้เจ็บ ภัยธรรมชาติ สัตว์ร้ายกัดตายหรืออุบัติเหตุ ย่อมมีน้อยแสนน้อย การมีชีวิตที่ยืนยาว
ย่อมเป็นที่ปรารถนาของทุกคน การได้เห็นลูกหลานมากมายจึงเป็นเสมือนรางวัลของพระเจ้า ที่ตอกย้ำไว้ใน
พระสัญญากับอับราฮัมว่าจะให้เขามีลูกหลานมากมายเหมือนดวงดาว สะท้อนความต้องการลึกๆ ของมนุษย์
โบราณทอี่ ยากสืบทอดเผา่ พนั ธ์ขุ องตน ทา่ มกลางชวี ติ ทล่ี ำบากยากแค้นไวใ้ ห้นานและมากทสี่ ุด
สว่ นชีวติ หลงั ความตายในพันธสัญญาเดิมท่รี ะบวุ ่า มนุษยเ์ ราตายแลว้ ไปไหน มกี ารลงโทษหรือให้รางวัล
ไหม ลักษณะคลุมเครือ บ่อยครั้งใช้คำว่า Sheol ซึ่งหมายถึง ‘หลุมฝังศพ’ หรือ ‘โลกใต้พื้นดิน’ ซึ่งกล่าวถึง
อย่างคร่าวๆ ว่าเป็นสถานที่อาศัยของคนบาปที่ถูกทอดทิ้ง ไม่มีพรรณนาโวหารถึงการลงโทษในสถานที่หรือ
๒๘
สภาวะนี้ ส่วนสวรรค์น้ัน ก็กล่าวไว้คร่าวๆ ว่า เป็นที่ประทับของพระเจ้าท่ามกลางวิญญาณของผู้ชอบ
ธรรม อย่างไรก็ดี ชาวคริสต์ในยุคหลังที่ต่อยอดจักรวาลวิทยาจากชาวยิว จะพัฒนาแนวคิดเกี่ยวกับโลกหลัง
ความตายให้รายละเอยี ดชัดเจนยิง่ ขนึ้
พระเยซูคริสต์ผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้าทรงเผยแสดงแน่ชัดว่า มีชีวิตหลังความตาย มีการลงโทษ
สำหรับคนบาป และมีรางวัลนิรนั ดรสำหรับคนดี กระนั้นพระองค์ไม่ได้ตรัสถึงรายละเอียดของนรกและสวรรค์
มากมายนัก ทรงกล่าวเพียงว่า นรกนั้นเป็นที่ที่มี “หนอนไม่รู้ตายและไฟไม่รู้ดับ” ส่วนสวรรค์นั้นเป็นเสมือน
บา้ นของพระบิดา คนดที ุกคนจะไดร้ ับความสขุ ตลอดนิรนั ดรทีน่ ั่น
มีจดุ นา่ สนใจวา่ พระองค์ทรงคนื ความยุตธิ รรมให้กบั คนยากจนดว้ ย ทรงยกตวั อยา่ งลาซารสั คนขอทาน
ยากไร้ที่เข้าสู่สวรรค์และอยู่ในอ้อมอกของอับราฮัม ส่วนเศรษฐีใจดำนั้นต้องทรมานในนรก มีเหวลึกกั้นกลาง
ระหวา่ งสองพ้ืนทีน่ น้ั คงเป็นการเผยแสดงเรอ่ื งนรก-สวรรคอ์ ย่างสั้นๆ จากพระวาจาของพระครสิ ต์โดยตรง
ส่วนศัพท์ที่ใช้เรียกนรกในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่นั้น เนื่องจากเป็นหนังสือที่แต่งโดยใช้ภาษา
กรีก จึงใช้คำกรีกแทนคำฮีบรูบางคำ คือคำว่า Hades และยังใช้คำว่า Tartarus อันเป็นนรกขุมลึกแบบกรีก
ปะปนเข้ามาอีกด้วย นอกจากนั้นยังใช้คำว่า Gehenna อันเป็นสถานที่ทิ้งขยะของเน่าเสียนอกกำแพงเมือง
เปน็ ทอ่ี าศัยของคนโรคเรื้อนและคนทุพพลภาพที่ถูกทอดทิง้ จงึ เป็นอปุ ลักษณ์ของนรกอนั เป็นสถานที่ที่มนุษย์ผู้
มีเสรีภาพในการเลือกทำดีและชั่ว เลือกที่จะดำรงตนออกห่างจากพระเจ้า พวกเขาจึงถูกทอดทิ้งอยู่อย่าง
โศกเศร้าโดดเด่ียว นรกในพันธสญั ญาใหม่จึงใหภ้ าพเหมอื นสถานทม่ี ืด มแี ตเ่ สียงรอ้ งไห้ และขบเขีย้ วเคีย้ วฟนั
ส่วนรายละเอียดของสวรรค์นั้นปรากฏอยู่มากในพระคัมภีร์วิวรณ์ ซึ่งทำนายเรื่องราวในยุคสุดท้าย
หนา้ ตาของสวรรค์เหมือนกบั กรงุ เยรูซาเลม็ สว่างไสว เพราะพระเปน็ เจ้าทรงเป็นเสมือนดวงอาทิตย์ภายในเมือง
นั้น (หากสนใจรายละเอียดอันมีมากมาย อ่านได้ในพระคัมภีร์หนังสือวิวรณ์ ซึ่งกวีดันเตก็ได้พรรณนาเพิ่มเติม
จนภาพลักษณ์ของสวรรค์จากนิยาย Divina Commedia ของเขากลายเป็นที่จดจำกันในยุคกลางลงมา
ภาพลักษณ์ของสวรรค์ในโลกตะวันตกจึงมีรายละเอียดมากมายเพิ่มเติมจากวรรณกรรมเล่มนี้) วิวรณ์ยังให้
รายละเอยี ดเก่ียวกบั ภัยพิบัติตา่ งๆ ท่ีจะเกิดขึน้ ในโลก ทั้งแผน่ ดนิ ไหว สงคราม และโรคระบาด Antichrist หรือ
ผูต้ อ่ ตา้ นพระคริสต์ และการพพิ ากษาครงั้ สดุ ทา้ ย
ชาวคริสต์เช่ือตามพระคัมภีรว์ า่ มนษุ ยเ์ กดิ และตายเพียงคร้ังเดยี ว ดังน้นั จึงไมม่ แี นวคิดเรื่องการเวยี นว่าย
ตายเกิด (ซึ่งก็มีการแทรกแนวคิดอยู่บ้างจากอิทธิพลของกรีก) หลังความตายมนุษย์ทุกคนจะถูกพิพากษาตาม
ความดีและความชั่วของตน แนวคิดเรื่องการพิพากษาปรากฏในศาสนาโบราณจำนวนมาก เช่น ศาสนาใน
อียิปต์โบราณ
ส่วนศาสนาคริสต์ พระเยซูทรงตรัสเรื่องนี้อย่างละเอียดโดยพระองค์เอง ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงอย่างไม่
คาดฝันเหมือนขโมย (ความตายก็เช่นกัน) ในเวลานั้น พระคริสต์จะประทับน่ังบนบัลลงั ก์ จะทรงแยกคนดีและ
คนชั่วออกจากกนั คนดจี ะไดร้ ับรางวัลในสวรรค์ ส่วนคนชัว่ จะรบั การลงทณั ฑ์ในนรก
๒๙
การพิพากษานั้นแบ่งเป็น 2 ช่วง คือหลังความตายของมนุษย์ทุกคน และวันพิพากษาครั้งสุดท้ายในวัน
สิ้นโลก (The Last Judgement) ซึ่งไม่มีบาปใดของมนุษย์ที่จะถูกปิดบังเป็นความลับได้อีกต่อไป ทุกสิ่งจะ
เปดิ เผยออกมาทัง้ ส้ินท้ังความดีและความชั่ว
วันพิพากษาดูจะเป็นวันที่น่ากลัวมากสำหรับผู้คนในยุคกลาง จนเรียกกันว่า ‘วันแห่งพระพิโรธ’ มีคำ
ทำนายเหลวไหลออกมามากมายว่าวันแห่งพระพิโรธนี้จะเกิดขึ้นในปีนั้นปีนี้ โดยเฉพาะปีที่ครบพันปี หรือห้า
ร้อยปี ชาวบ้านก็แตกตื่นแห่ออกไปจำศีลภาวนาตามป่าเขากันสักที พอเร่ืองแผ่ว ไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็กลับเข้า
เมืองมากนั อีก
ความตาย สงคราม โรคระบาด ความอดอยาก และอากาศหนาวทารุณในยุคกลาง ดูจะเป็นตัวเร่ง
ปฏกิ รยิ าใหค้ วามเชือ่ เร่ืองวันพพิ ากษาดสู มจริงสมจงั มากยงิ่ ขึน้ เรื่องราวของการพิพากษาจึงถกู ถา่ ยทอดออกมา
เปน็ ครสิ ตศิลปจ์ ำนวนมาก ภาพพระครสิ ตป์ ระทับบนบัลลงั ก์กลางฟา้ พระพักตร์ดดุ นั ด้านขา้ งมผี ู้เป็นทนายแก้
ต่างให้มนุษย์ (Deësis-ผู้ภาวนาต่อพระเจ้า) คือพระนางมารีย์พระมารดา และนักบุญจอห์น บัปติสต์ คอย
บรรเทาพระพโิ รธ บรรดาเทวดาตา่ งเปา่ แตรปลกุ ผ้ตู ายขนึ้ มาจากหลมุ ศพเพ่ือรบั การพิพากษา
เชื่อกันว่าทุกคนจะกลับคืนชีพในช่วงอายุเท่าๆ กันคือ 33 ปี เท่ากับอายุของพระคริสต์เมื่อทรง
สิ้นพระชนม์ จากนั้น อัครเทวดามีคาแอลจะถือตาชั่งคอยชั่งบุญและบาปของมนุษย์ ผู้ชอบธรรมจะถูกแยกไป
ทางขวาของพระเป็นเจ้า ส่วนคนบาปถูกแยกออกไปทางซ้าย เหมือนสำนวนในพระคัมภีร์ว่า “ทรงแยกแพะ
ออกจากแกะ”
ในยุคกลาง ภาพพระบุตรในฐานะผู้พิพากษาโลกมักประดับไว้บริเวณเหนือประตูกลางทางเข้าโบสถ์
เพือ่ ตักเตือนสัตบุรุษว่า หากจะเขา้ สสู่ วรรค์ (แทนดว้ ยตัวอาคารของโบสถ์) มนษุ ย์จะตอ้ งรับการชำระพิพากษา
เสียก่อน เป็นการเตอื นใจใหร้ ะลึกถงึ ความช่วั ที่ตัวเองเคยทำมากอ่ นด้วย
ในศาสนาอิสลามเองก็พัฒนาแนวคิดเรื่องของวันพิพากษา (วันกิยามัต) โดยปรากฏเป็น 1 ใน 6 ของ
หลักศรัทธาของอิสลาม และมีรายละเอยี ดมากกว่าในศาสนาครสิ ต์เสียอีก เช่น การชำระความกนั ระหว่างสตั ว์
ตา่ งๆ ที่เคยพพิ าทกนั ในโลก แต่สุดทา้ ยสตั ว์ทไี่ ม่มวี ิญญาณเหล่านน้ั กจ็ ะกลับเป็นดินตามเดิม
ชาวคริสต์ในยุคโบราณพัฒนาความเชื่อต่อไปว่า ก่อนพระเยซูคริสต์จะถูกตรึงกางเขนเพื่อไถ่บาปให้
มนุษย์ ไม่มีใครได้ไปสวรรค์เลยตั้งแต่ยุคของอาดัมและเอวา ทั้งสองทำผิดพระบัญชาของพระเจ้าโดยการกิน
ผลไมต้ ้องห้าม มนษุ ยท์ ้ังปวงจึงถูกสาปใหต้ ายและถูกกักขังไว้ใน ‘แดนมรณา’ หรอื ‘ลิมโบ’ โดยบรรดาซาตาน
และพรรคพวกส่วนในสวรรค์นั้นว่างเปล่า มีคนเพียง 2 – 3 คนเท่านั้น ในพระคัมภีร์ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า
พระเจา้ ทรงรบั เขาข้ึนสวรรค์โดยตรง เช่น ประกาศกเอลียาห์ซง่ึ พระเจ้ารบั เขาข้ึนสวรรคโ์ ดยรถม้าเพลิง และไม่
มีใครได้เหน็ เขาอกี เลย และเอโนค ผู้ทีพ่ ระคัมภรี ์กล่าวไวส้ ้นั ๆ ว่า “เขาเดินไปพร้อมกับพระเจ้า”
การส้ินพระชนม์เพ่ือไถ่บาปมนุษย์ของพระเยซูคริสต์ เท่ากับเปน็ การเปิดทางเขา้ สู่สวรรค์ของบรรดาผู้ที่
ตายไปตง้ั แต่สมยั ปฐมกาล ในยุคกลางเชื่อกนั ว่าหลังจากท่ีพระเยซสู นิ้ พระชนม์ไปเปน็ เวลา 3 วัน พระองค์เสด็จ
ลงไปยงั ดินแดนมรณา-ที่อยู่ของบรรดาปีศาจ เจ้าแห่งโลกนี้ (Prince of The World) ซาตานและสมุนพยายาม
ป้องกันประตูเหล็กไม่ให้พระองค์เสด็จเข้าไป แต่พระคริสต์ทรงใช้ไม้กางเขนตีไปที่ประตูจนโซ่ตรวนนั้นหักลง
๓๐
ทรงฉุดบรรดาผู้ตายตั้งแต่ยุคแรก คืออดัมกับเอวาขึ้นจากแดนมรณา และเหล่าผู้ชอบธรรมอย่างอับราฮัม
กษัตรยิ ์ดาวิด บรรดาประกาศ และพาไปสสู่ วรรค์
ความเชื่อนี้ปัจจุบันไม่ได้รับการกล่าวถึงนัก แต่ก็ปรากฏเป็นภาพคริสต์ศิลป์ที่ชวนตื่นเต้นหวือหวามาก
โดยเฉพาะตอนพระคริสต์ทรงทำลายประตูนรก ส่วนบางความเชื่อกลับแตกต่างออกไป คือบรรดาผู้ชอบธรรม
ในยคุ พนั ธสญั ญาเดิม อาศยั อยู่ในลิมโบอยา่ งผาสกุ รอคอยการเสด็จมาของพระคริสต์อยา่ งสงบ
ความเชื่อในแถบยุโรป จะเกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์โดยตรง โดยมีชาวยวิ เป็นรากฐานของศาสนาคริสต์
ในความเช่อื ของศาสนานี้ ได้เช่อื ว่ามกี ารเกิดและตายเพยี งครั้งเดยี ว ตามคัมภีร์พนั ธสัญญาเดิมได้ระบุภาพของ
นรกและสวรรค์ยังคงไม่ชัดเจน มีการกล่าวเพียงว่า มนุษย์ผู้ที่ทำบาปจะถูกส่งไปในโลกใต้พื้นดิน และผู้ที่ผ่าน
การพิพากษาก็จะได้ขึ้นไปอยู่สวรรค์ อันเป็นที่ๆพระเจ้าทรงประทับอยู่ การพิพากษาจะเกิดขึ้นอยู่สองคร้ัง
ได้แก่หลังจากการตายของมนุษย์แต่ละคน และวันพิพากษาสิ้นโลกหรือวันพระพิโรธ ที่เป็นที่น่าเกรงกลัวของ
คริสตชนมากท่ีสุด
(๒๕๖๒)ทูตสวรรค์มาจากไหน? โคโลสี ๑:๑๖ บอกว่าหลังจากพระยะโฮวาสร้างพระเยซู พระองค์ก็
“สร้างสิ่งอ่นื ๆ ทงั้ หมดบนสวรรค์และบนโลก” ส่งิ ทพี่ ระเจ้าสร้างในสวรรค์ก็คือทูตสวรรค์ แลว้ พระเจา้ สร้างทูต
สวรรค์กอ่ี งค?์ คมั ภีร์ไบเบิลบอกวา่ หลายรอ้ ยลา้ นองค—์ สดดุ ี ๑๐๓:๒๐; วิวรณ์ ๕:๑๑
คัมภีร์ไบเบิลบอกเราด้วยว่าพระยะโฮวาสร้างทูตสวรรค์ให้อยู่ในสวรรค์ก่อนที่พระองค์จะสร้างโลกกับ
มนุษย์ พวกเขารู้สึกอย่างไรตอนที่เห็นพระเจ้าสร้างโลก? หนังสือโยบบอกเราว่าพวกเขาดีใจมาก ตอนนั้นพวก
ทูตสวรรค์เป็นครอบครัวทส่ี นทิ กันและทำงานรับใช้พระยะโฮวาด้วยกนั —โยบ ๓๘:๔-๗
พวกทูตสวรรค์สนใจมนุษย์มาตลอด และพวกเขาก็สนใจสิ่งท่ี พระเจ้าตั้งใจจะทำเพื่อมนุษย์และโลก
ด้วย (สภุ าษิต ๘:๓๐, ๓๑; ๑ เปโตร ๑:๑๑, ๑๒) ตอนทอ่ี าดัมกับเอวากบฏ พวกทูตสวรรค์เสยี ใจมาก และตอน
น้ีพวกเขาก็ย่ิงเสียใจท่ีเห็นวา่ คนส่วนใหญ่ไม่เช่ือฟังพระยะโฮวา แต่ถ้ามีบางคนกลับใจและกลับมาหาพระยะโฮ
วา พวกทูตสวรรค์ก็ดีใจมาก (ลูกา ๑๕:๑๐) เราเห็นว่าทูตสวรรค์สนใจคนท่ีรับใช้พระเจ้ามากจริง ๆ นอกจาก
นั้น พระยะโฮวาใช้ทูตสวรรค์ให้ช่วยและ คอยปกป้องคุ้มครองคนที่ทำงานรับใช้พระองค์บนโลก (ฮีบรู ๑:
๗, ๑๔) ขอให้เราดบู างตวั อยา่ งด้วยกนั
“พระเจา้ ของผมสง่ ทตู สวรรค์มาปิดปากสงิ โตไว้”—ดาเนียล ๖:๒๒
พระยะโฮวาส่งทูตสวรรค์ ๒ องค์มาช่วยโลทกับครอบครัวให้รอดปลอดภัยตอนท่ีพระองค์ทำลายเมือง
โสโดมและโกโมราห์ (ปฐมกาล ๑๙:๑๕, ๑๖) หลายร้อยปีต่อมา ผู้พยากรณ์ดาเนียลถูกจับโยนลงไปในบอ่ สงิ โต
แตเ่ ขาไมเ่ ป็นอะไรเลย เพราะ ‘พระเจา้ ส่งทูตสวรรค์มาปิดปากสิงโตไว’้ (ดาเนยี ล ๖:๒๒) สมัยตอ่ มา ตอนทอ่ี ัคร
สาวกเปโตรตดิ คกุ พระยะโฮวาส่งทูตสวรรค์มาปลอ่ ยเขาออกจากคุก (กจิ การ ๑๒:๖-๑๑) และทตู สวรรค์ยงั ช่วย
๓๑
พระเยซูตอนท่ีท่านอยู่บนโลกดว้ ย เช่น หลังจากที่พระเยซูรับบัพติศมา มี “ทูตสวรรค์คอยดูแลท่าน” (มาระโก
๑:๑๓) และกอ่ นทพ่ี ระเยซูจะถกู ประหาร ทตู สวรรค์ก็มา “ใหก้ ำลังใจพระเยซู”—ลูกา ๒๒:๔๓
ทุกวันน้ี ทูตสวรรค์ไม่ปรากฏตัวให้มนษุ ย์เหน็ อีกแล้ว แต่พระเจ้าก็ยังใช้ทูตสวรรค์ให้คอยชว่ ยเหลือคน
ท่ีรับใช้พระองค์ คัมภีร์ไบเบิลบอกว่า “ทูตสวรรค์ของพระยะโฮวาอยู่ล้อมรอบคนที่เกรงกลัวพระองค์ และ
พระองค์ช่วยพวกเขาให้พ้นภัย” (สดุดี ๓๔:๗) ทำไมทูตสวรรค์ต้องช่วยเราด้วย? ก็เพราะเรามีศัตรูท่ีมีอำนาจ
มากและพวกมนั จ้องจะเล่นงานเรา พวกมันเป็นใคร? มาจากไหน? และพยายามจะทำอะไรเรา? เพ่อื จะตอบคำ
ถามเหล่าน้ีได้ ให้เรามาดูว่าเกิดอะไรข้นึ หลังจากทอี่ าดัมกบั เอวาถูกสร้างได้ไมน่ าน
เนอ่ื งงจากมีทูตสวรรค์องคห์ น่ึงกบฏต่อพระเจ้า และอยากปกครองมนุษย์ คัมภีร์ไบเบิลเรียกมันว่ามาร
ซาตาน (วิวรณ์ ๑๒:๙) ซาตานอยากให้มนุษย์กบฏตอ่ พระเจ้าด้วย มันหลอกเอวาได้สำเรจ็ และตั้งแต่นัน้ มามัน
ก็หลอกผู้คนส่วนใหญ่ในโลก แต่ก็มีบางคนที่มันหลอกไม่สำเรจ็ เช่น อาเบล เอโนค และโนอาห์ เพราะพวกเขา
ยงั ซอ่ื สตั ย์ภักดตี อ่ พระยะโฮวาเสมอ—ฮีบรู ๑๑:๔, ๕, ๗
ในสมัยของโนอาห์ ทูตสวรรค์บางองค์ได้กบฏต่อพระยะโฮวา ทิ้งท่ีอยู่ในสวรรค์และแปลงกายเป็น
มนุษย์มาอยู่บนโลก ทำไมพวกมันทำแบบน้ัน? คัมภีร์ไบเบิลบอกเราวา่ พวกมันอยากได้มนุษย์เป็นภรรยา (อ่าน
ปฐมกาล ๖:๒) แต่การที่ทูตสวรรค์ทำแบบนี้ผิด (ยูดา ๖) คนส่วนใหญ่ในสมัยนั้นก็เป็นเหมือนกับทูตสวรรค์ชั่ว
เหล่านี้ พวกเขาทำส่ิงทผี่ ดิ เป็นคนโกหกหลอกลวง และชอบความรุนแรง พระยะโฮวาจึงตัดสินใจทำลายคนชั่ว
เหล่านั้นโดยทำให้เกิดน้ำท่วมโลก แต่พระองค์ช่วยผู้รับใช้ที่ซ่ือสัตย์ของพระองค์ให้ปลอดภัย (ปฐมกาล ๗:
๑๗, ๒๓) ส่วนพวกทูตสวรรค์ชั่วหนีเอาตัวรอดกลับไปสวรรค์ คัมภีร์ไบเบิลเรียกทูตสวรรค์ชั่วเหล่าน้ีว่าพวก
ปศี าจ พวกมันกบฏและเลือกอยู่ฝา่ ยซาตาน ซาตานก็เลยกลายเป็นหัวหนา้ ของพวกมัน—มัทธิว ๙:๓๔
พวกปีศาจกบฏต่อพระยะโฮวา พอพวกมันกลับไปสวรรค์ พระองค์จึงไม่ยอมให้พวกมันกลับมาอยู่ใน
ครอบครัวของพระองค์อีก (๒ เปโตร ๒:๔) ถึงแม้พวกปีศาจแปลงกายเป็นมนุษย์ไม่ได้อีกแล้ว แต่พวกมันก็ยัง
“หลอกลวงทั้งโลกให้หลงผิด” (วิวรณ์ ๑๒:๙; ๑ ยอห์น ๕:๑๙) ให้เรามาดูวิธีที่พวกปีศาจใช้หลอกลวงคน
จำนวนมาก
ปีศาจใช้หลายวธิ ีเพ่ือหลอกลวงผู้คน วธิ ีหน่งึ ก็คอื เรื่องเก่ียวกับไสยศาสตร์หรือเวทมนตร์คาถา ผู้คนติด
ตอ่ กับปีศาจโดยตรงหรือผ่านทางคนอนื่ เชน่ คนทรงหรอื คนทน่ี ั่งทางใน แตค่ ัมภีร์ไบเบิลสั่งเราไมใ่ ห้เขา้ ไปยุ่งกับ
อะไรก็ตามทเ่ี กี่ยวข้องกบั พวกปศี าจ (กาลาเทีย ๕:๑๙-๒๑) ทำไม? เพราะพวกปศี าจใช้วธิ ีเหล่าน้ีเพอื่ หลอกผู้คน
ให้ตดิ กับและตกอยู่ใตอ้ ำนาจของมนั เหมอื นกับทพี่ รานล่าสตั ว์ใช้กับดักเพ่ือจบั สตั ว์—ดูคำอธบิ ายเพิ่มเตมิ ๒๖
กบั ดักอย่างหนง่ึ ท่ีมนั ใช้คือการทำนายอนาคต ซง่ึ เป็นการใช้พลังลึกลับเหนือธรรมชาติเพื่อจะรู้อนาคต
หรือสิ่งทอ่ี ยากรู้ บางคนหาฤกษ์หายาม ดูไพ่ ดลู ายมอื ทำนายฝนั ดูดวง หรอื ดโู หราศาสตร์ หลายคนคิดว่าการ
ทำอย่างนี้ไม่มีพิษมีภัยอะไร แต่จริง ๆ แล้วมันอันตรายมาก ตัวอย่างเช่น คัมภีร์ไบเบิลบอกให้รู้ว่าหมอดูกับ
๓๒
ปีศาจทำงานด้วยกัน ท่ีกิจการ ๑๖:๑๖-๑๘ บอกว่ามี ‘ปีศาจท่ีทำให้ทำนายอนาคตได้’ ช่วยเด็กผู้หญิงคนหน่งึ
ให้ “ทำนายโชคชะตา” แต่หลังจากท่ีอัครสาวกเปาโลไล่ปีศาจออกไปจากเด็กคนนี้ เธอก็ไม่สามารถทำนาย
อนาคตไดอ้ กี เลย
พวกปศี าจยังใช้กับดักอีกอยา่ งหน่ึงด้วยเพ่ือทำให้ผู้คนติดกับ พวกมันพยายามทำให้เราเชื่อว่าคนท่ีตาย
ไปแล้วยังอยู่ที่ไหนสักแห่ง เขาสามารถพูดคุยกับเรา ช่วยหรือทำร้ายเราก็ได้ เช่น บางคนเมื่อเพื่อนหรือญาติ
ตาย เขาก็จะไปหาคนทรงท่ีอ้างว่าสามารถตดิ ต่อกบั คนตายได้ และคนทรงก็อาจบอกบางอย่างเกยี่ วกับคนตาย
ได้ถูกต้อง หรือถึงกับเลียนเสียงคนตายได้ด้วยซ้ำ (๑ ซามูเอล ๒๘:๓-๑๙) การติดต่อกับคนตายเป็นเรื่อง
อันตรายมาก เพราะทเี่ ราคิดวา่ กำลงั พูดคุยกับคนตายนัน้ จรงิ ๆ แล้วเรากำลังตดิ ตอ่ กบั ปศี าจ นอกจากนั้น เรา
ยังต้องระวงั เก่ียวกับพิธีต่าง ๆ ในงานศพ ผู้คนมักจัดพิธีตา่ ง ๆ ตามความเชือ่ ที่วา่ คนตายยงั อยู่ที่ไหนสักแห่ง น่ี
รวมถึงพิธีไว้ทกุ ข์ให้คนตาย อุทิศส่วนกุศลให้คนตาย ทำบุญให้คนตาย หรือการจัดงานครบรอบวนั ตาย การทำ
พิธีต่าง ๆ เหล่านี้เป็นการเข้าไปยุ่งเกีย่ วกับปีศาจ เมื่อคริสเตียนไม่ร่วมทำพิธีกรรมเหล่าน้ีก็อาจโดนญาติพ่ีน้อง
รวมทั้งคนในชุมชนต่อว่า วิพากษ์วิจารณ์ หรือเลิกไปมาหาสู่ แต่คริสเตียนรู้ว่าคนตายแล้วไม่มีอะไรเหลืออยู่จึง
เป็นไปไม่ได้ท่ีจะติดต่อกับพวกเขา และพวกเขาก็ไม่สามารถช่วยหรือทำร้ายเราได้ (สดุดี ๑๑๕:๑๗) เราต้อง
ระวัง อย่าตดิ ตอ่ กับคนตายหรือพวกปีศาจ และอยา่ ยุง่ เก่ียวกับพธิ ีตา่ ง ๆ ทเี่ ก่ียวข้องกับพวกปีศาจ—อ่านเฉลย
ธรรมบัญญตั ิ ๑๘:๑๐, ๑๑; อิสยาห์ ๘:๑๙
พวกปีศาจไม่ได้แค่ใช้เล่ห์เหลีย่ มหลอกลวงผู้คนแต่มันยงั ทำให้คนกลัวมนั ด้วย ตอนนี้ ซาตานกับปศี าจ
พรรคพวกของมันรู้วา่ “เวลาของมันเหลอื น้อยเต็มที” ก่อนที่พระเจ้าจะจดั การมัน พวกมันจึงยิ่งเหี้ยมโหดมาก
กว่าแตก่ อ่ น (ววิ รณ์ ๑๒:๑๒, ๑๗) ถงึ อย่างนั้นมีผู้คนมากมายทเ่ี มื่อก่อนเคยกลัวปีศาจ แตต่ อนน้ีพวกเขาไม่กลัว
พวกมันอกี แลว้ และหลุดพ้นจากพวกมนั ได้ พวกเขาทำได้อย่างไร?
คัมภีร์ไบเบิลบอกวิธีที่เราจะต่อสู้กับปีศาจและหลุดพ้นจากพวก มัน เช่น มีบางคนในเมืองเอเฟซัสที่
เคยติดต่อเกี่ยวข้องกับพวกปีศาจก่อนมาเรียนความจริง พวกเขาหลุดพ้นจากพวกปีศาจได้อย่างไร? คัมภีร์ไบ
เบิลบอกว่า “หลายคนทเ่ี คยใช้เวทมนตร์คาถาก็เอามว้ นหนังสือของเขามากองรวมกนั แลว้ เผาต่อหน้าทกุ คน” (
กิจการ ๑๙:๑๙) เนื่องจากพวกเขาอยากเป็นคริสเตียน พวกเขาจึงทำลายหนังสือทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเวท
มนตร์คาถา ทุกวันน้ีก็เหมือนกัน ใครท่ีอยากรับใช้พระยะโฮวาต้องทำลายสิ่งของทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับพวก
ปีศาจ เวทมนตร์คาถา หรือเรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติ รวมทั้งของบางอย่างที่อาจดูเหมือนเป็นแค่เรื่องสนุก ๆ
ไมม่ ีพษิ มีภยั เชน่ รูปภาพ เพลง หนงั เกม หนงั สือ แมแ้ ต่เครื่องรางของขลังท่ีอาจคดิ วา่ จะคมุ้ ครองจากสิง่ ที่ไม่ดี
ก็ต้องทำลายด้วย—๑ โครินธ์ ๑๐:๒๑
ทั้ง ๆ ที่ชาวเมืองเอเฟซัสทำลายหนังสือท่ีเกี่ยวข้องกับปีศาจไปหลายปีแล้ว แต่อัครสาวกเปาโลก็ยัง
เขยี นจดหมายบอกพวกเขาว่า พวกเขายงั ตอ้ ง “ตอ่ สู้กับกองทัพปีศาจชัว่ ” ตอ่ ไป (เอเฟซสั ๖:๑๒) เพราะถึงแม้
ว่าพวกเขาเผาหนังสือพวกนั้นไปแล้ว แต่พวกปีศาจก็ยังหาทางทำร้ายพวกเขาอยู่ ดังนั้น พวกเขาต้องทำอะไร?
๓๓
เปาโลบอกว่า “ให้เอาความเชื่อเป็นโล่ใหญ่เพื่อจะดบั [หรือหยุด] ลูกธนูไฟทุกดอกของตัวชั่วร้ายได้” (เอเฟซัส
๖:๑๖) เหมอื นกบั โล่ทที่ หารใช้เพ่ือป้องกันตวั ในสมยั ก่อน ความเชอ่ื ก็สามารถป้องกนั เราไว้จากพวกปีศาจได้ ถา้
เราเช่ือและมั่นใจจริง ๆ วา่ พระยะโฮวาสามารถปกป้องเราได้ เราก็จะตอ่ สู้กับซาตานและพวกปีศาจได้—มัทธิว
๑๗:๒๐
เราจะทำให้ความเชื่อของเราที่มีต่อพระยะโฮวาเข้มแข็งมากขึ้นได้อย่างไร? เราต้องอ่านคัมภีร์ไบเบิล
ทุกวันและฝึกที่จะวางใจให้พระเจ้า ปกป้องคุ้มครองเรา ถ้าเราเชื่อมั่นในพระยะโฮวาจริง ๆ ซาตานกับพวก
ปศี าจกท็ ำรา้ ยเราไมไ่ ด—้ ๑ ยอหน์ ๕:๕
คริสเตียนในเมืองเอเฟซสั ตอ้ งทำอะไรอีก? เนื่องจากพวกเขาอยู่ในเมืองท่ีมีแต่เร่ืองท่ีเก่ียวข้องกบั พวก
ปศี าจ เปาโลจงึ บอกพวกเขาว่า “ใหอ้ ธษิ ฐานตอ่ ๆ ไปในทกุ โอกาส” (เอเฟซัส ๖:๑๘) พวกเขาต้องขอให้พระยะ
โฮวาปกป้องพวกเขาตลอดเวลา แล้วเราล่ะ? เราก็อยู่ในโลกที่มีแต่เรื่องท่ีเกี่ยวข้องกับพวกปีศาจ เราเองก็ต้อง
ขอให้พระยะโฮวาปกป้องคุ้มครองเราโดยการอธิษฐานออกชื่อพระองค์ (อ่านสุภาษิต ๑๘:๑๐) ถ้าเราอธิษฐาน
ขอให้พระยะโฮวาช่วยเราให้หลุดพน้ จากซาตาน พระองคก์ ็จะช่วยเรา—สดดุ ี ๑๔๕:๑๙; มทั ธวิ ๖:๑๓
ถ้าเราทำลายสิ่งของทุกอย่างท่ีเกี่ยวข้องกับพวกปีศาจและวางใจให้พระยะโฮวาปกป้องคุ้มครองเรา
เราก็จะต่อสู้กับซาตานและพวกปีศาจได้ เราไม่ต้องกลัวพวกมันอีกต่อไป (อ่านยากอบ ๔:๗, ๘) พระยะโฮวามี
พลังอำนาจมากกว่าพวกปีศาจ พระองค์เคยลงโทษพวกมันมาแล้วในสมัยของโนอาห์ และอีกไม่นานพระองค์ก็
จะทำลายพวกมนั ให้ส้ินซาก (ยูดา ๖) อยา่ ลืมวา่ เราไม่ได้ต่อสู้กับพวกมันตามลำพัง พระยะโฮวาใช้ทูตสวรรค์ให้
ปกปอ้ งคุ้มครองเรา (๒ พงศก์ ษัตริย์ ๖:๑๕-๑๗) เราม่ันใจไดว้ า่ พระยะโฮวาจะชว่ ยเราให้เอาชนะซาตานกับพวก
ปีศาจได้แน่นอน—๑ เปโตร ๕:๖, ๗; ๒ เปโตร ๒:๙ ในเมื่อซาตานกับพวกปีศาจเป็นต้นเหตุท่ีทำให้มนุษย์ต้อง
ทุกขล์ ำบากมาก จงึ มีวธิ ีตอ่ สู้กับซาตานดงั นี้
๑.) ทำลายสิง่ ของทงั้ หมดท่ีเกี่ยวขอ้ งกับพวกปีศาจ เวทมนตร์คาถา หรอื พลังลึกลับเหนอื ธรรมชาติ
๒.) เรียนคัมภรี ์ไบเบิล
๓.) อธิษฐานขอให้พระยะโฮวาพระเจ้าช่วย
คัมภีร์ไบเบิลบอกเราด้วยว่าพระยะโฮวาสร้างทูตสวรรค์ให้อยู่ในสวรรค์ก่อนท่ี พระองค์จะสร้าง
โลก กับมนุษย์พวกเขารู้สึกอย่างไรตอนที่เห็นพระเจ้าสร้างโลก? หนังสือโยบบอกเราว่าพวกเขาดีใจมากตอน
นั้น พวกทูตสวรรค์เป็นครอบครัว ที่สนิทกันและทำงานรับใช้พระยะโฮวาด้วยกันพระเยซูพระองค์ก็ “สร้างส่ิง
อ่นื ๆทั้งหมดบนสวรรค์และบนโลก” สิง่ ทพ่ี ระเจ้าสร้างในสวรรค์ ก็คอื ทตู สวรรค์ แล้วพระเจา้ สร้างทูตสวรรค์กี่
องค์? คัมภีร์ไบเบิลบอกว่าหลายร้อยลา้ นองค์ทุกวนั นี้ทูตสวรรค์ ไม่ปรากฏตัวให้มนุษย์เห็นอีกแล้วแต่พระเจา้ ก็
ยังใช้ทูตสวรรค์ให้คอยช่วยเหลือคนที่รับใช้ พระองค์คัมภีร์ไบเบิลบอกว่า “ทูตสวรรค์ของพระยะโฮวาอยู่
๓๔
ล้อมรอบคนที่เกรงกลัวพระองค์ และพระองค์ช่วยพวกเขาให้พ้นภัย” ส่วนของปีศาจพวกปีศาจยังใช้กับดักอกี
อย่างหนึ่งด้วยเพื่อทำให้ผู้คนติดกับพวกมันพยายามทำให้เราเชื่อว่าคนท่ีตายไปแล้วยังอยู่ท่ีไหนสักแห่งเขา
สามารถพดู คยุ กบั เรา ช่วยหรือทำร้ายเราก็ได้ เชน่ บางคนเม่ือเพ่อื นหรือญาติตาย เขาก็จะไปหาคนทรงทอ่ี ้างว่า
สามารถติดต่อกับคนตายได้ และคนทรงก็อาจบอกบางอย่างเกี่ยวกับคนตายได้ถูกต้อง หรือถึงกับเลียนเสียง
คนตายได้ด้วยซ้ำคัมภีร์ไบเบิลบอกวิธีท่ีเราจะต่อสู้กับปีศาจและหลุดพ้นจากพวก มัน เช่น มีบางคนในเมือง
เอเฟซัสที่เคยติดต่อเกี่ยวข้องกับพวกปีศาจก่อนมาเรียนความจริง พวกเขาหลุดพ้นจากพวกปีศาจได้อย่าง
ไร? คัมภีร์ไบเบิลบอกว่า “หลายคนที่เคยใช้เวทมนตร์คาถาก็เอาม้วนหนังสือของเขามากองรวมกันแล้วเผาต่อ
หน้าทุกคน” เนื่องจากพวกเขาอยากเป็นคริสเตียน พวกเขาจึงทำลายหนังสือทั้งหมดท่ีเกี่ยวข้องกับเวทมนตร์
คาถา ทุกวนั นี้ก็เหมือนกัน ใครทอี่ ยากรับใช้พระยะโฮวาต้องทำลายสิ่งของท้ังหมดที่เก่ยี วข้องกบั พวกปีศาจเวท
มนตร์คาถา หรือเรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติ รวมทั้งของบางอย่างท่ีอาจดูเหมือนเป็นแค่เรื่องสนุก ๆ ไม่มีพิษมี
ภัยเช่น รูปภาพ เพลง หนัง เกม หนังสือ แม้แต่เครื่องรางของขลังท่ีอาจคิดว่าจะคุ้มครองจากสิ่งท่ีไม่ดีก็ต้อง
ทำลายด้วยถ้าเราทำลายสิ่งของทุกอย่างท่ีเกี่ยวข้องกับพวกปีศาจและวางใจให้พระยะโฮวาปกป้องคุ้มครอง
เรา เราก็จะตอ่ สู้กับซาตานและพวกปีศาจได้ เราไมต่ อ้ งกลวั พวกมันอีกตอ่ ไป
สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์ (๒๕๖๓) divina commedia หรือชื่อในภาษาสากลว่า The Divine
Comedy (เดอะ ดีไวน์ คอมเมดี) รจนาโดยกวีชาวฟลอเรนซ์ นามว่า ดันเต อลิกิแยรี (Dante Alighieri) ใน
ศตวรรษที่ ๑๔ เทยี บเวลาแลว้ ก็รว่ มสมัยกบั ยคุ สุโขทยั ของเราโดยประมาณ
วรรณกรรมเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางของดันเตไปสู่ดินแดนหลังความตายทั้งสามภพภูมิตาม
คตคิ ริสตศ์ าสนาในยุคน้นั ได้แก่ นรก แดนชำระ และสวรรค์ ซ่ึงแบ่งเป็น ๓ เลม่
รูปพรรณสัณฐานภายนอกของนรกในชาติตะวันตกเป็นทรงกรวย เป็นวงๆลู่ลงไปเรื่อยๆ ‘ขุม’ นรกใน
ภาษาอิตาเลียนจึงเป็นคำว่า วง (Cerchio) เหตุจากความเชื่อที่ว่าเมื่อเทวดาลูซิเฟอร์ตกลงมาจากสวรรค์ เม่ือ
ลอยละลิ่วจวนจะถึงพื้นโลก ก็ให้เกิดอัศจรรย์บันดาลดลให้พื้นแผ่นดินยุบตัวหนีจนยุบไปถึงแกนโลก
นอกจากนั้นการยุบตัวนี้ยังทำให้แผ่นดินอีกด้านข้างของโลกนูนขึ้นมาเป็นภูเขา ภูเขาลูกนั้นล่ะคือแดนชำระ
ตั้งอยูก่ ลางทะเลใดทะเลหนง่ึ ส่วนสวรรค์น้นั อยู่บนฟ้า แหงอยแู่ ลว้
“เมอ่ื มาถงึ กลางกง่ึ ซงึ่ ชวี ติ
ณ กลางป่ามืดมิด ขา้ ฯ ยืนเควง้
ไมพ่ บทางท่คี วรเดนิ สุดวังเวง
แสนกลัวเกรงปา่ มืดมนจนหนทาง”
สรุปคือ ดันเตซึ่งจับพลัดจบั ผลูไปอยู่ที่ป่ามืด ยืนหันรีหันขวางอยู่ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงแฮ่ฮื่อจากสตั ว์ปา่
๓ ตวั อันมสี งิ โต หมาป่า แลว้ กเ็ สือดาว ในชว่ งเวลาความเปน็ ความตายน้ันเองกป็ รากฏร่างหนึ่งขึ้นมา ซักไซ้ไล่
๓๕
เลียงกนั แลว้ กค็ ือ เวอรจ์ ิล (Virgil) มหากวียุคโบราณซงึ่ ดันเตนับถือเป็นครู เนอื่ งจากได้เคยอ่านงานของท่านมา
น่นั เอง
เวอร์จิลได้รับบญั ชาจากเบื้องบนให้พาดันเตเดินผ่านนรก ก่อนจะไปต่อแดนชำระและสวรรค์เปน็ สถานี
สุดท้าย ก่อนจะกลบั สูโ่ ลกมนษุ ย์ การเดินทางในแดนนรกก็เร่ิมขึ้นได้ โดยมีเวอร์จิลเปน็ ผนู้ ำ
เมื่อพ้นปากทางเข้าสู่นรก ด่านแรกซึ่งยังไม่นับเป็นนรก อาจเรียกได้ว่าเป็นห้องรับแขกหรือห้องรับ
วิญญาณ ณ ห้องนี้เป็นที่อยู่ของผู้ที่ไม่ถือหางทางการเมือง (ในฟลอเรนซ์ยุคนั้น) รวมทั้งเทวดาที่วางตัวเป็น
กลางในเหตุการณก์ บฏของลูซิเฟอร์ต่อพระเจ้าด้วย วญิ ญาณพวกนจ้ี ะเปลอื ยกายวิ่งตามธงเปล่าและถูกต่อแตน
ไล่ตามตอ่ ย แลว้ ก็มาถงึ ริมฝ่ังแมน่ ้ำอาเครอนเต ที่มีเรือรับวิญญาณไปสู่นรก เม่อื ถงึ ฝ่งั กม็ ีอมนุษย์เป็นผู้กำหนด
วา่ จะต้องไปยงั ขุมไหนโดยดขู ดหาง
ฉากเวอริจิลพาดันเตล่องเรือข้ามแม่น้ำสตีจ จินตนาการของ เออแฌน เดอลาครัวซ์ (Eugène Delacroix)
ศลิ ปนิ ชาวฝร่งั เศส
จากนนั้ ก็เร่มิ ท่วี งแรก เปน็ ที่สำหรับผ้ทู ไี่ มไ่ ด้ลา้ งบาปหรอื เกิดกอ่ นพระคริสต์ วญิ ญาณพวกนไ้ี มไ่ ด้รับโทษ
อะไร เพยี งแต่ต้องรอคอยพระคริสตไ์ ปเรื่อยๆ เทา่ นัน้ เอง
วงที่ ๒ เปน็ ต้นไปนี้ ถอื เป็นนรกจริงๆ แล้ว โดยเรียงตามจากบาปเบาทสี่ ุดไปยงั บาปหนักท่ีสุด
วงที่ ๒ สำหรับผู้ที่ปล่อยตัวปล่อยใจให้หลงใหลมัวเมาไปกับกามคุณ โทษที่ได้รับก็คือ หมุนลอยไปกับ
พายทุ ี่พัดออื้ อึงอยู่ ณ ท่ีนไ้ี มม่ วี นั จบสน้ิ
วงที่ ๓ สำหรับคนตะกละ โทษคือนอนแผ่หรารอรับฝนเหม็น ลูกเห็บเหม็น และหิมะเหม็น ซึ่งก็จะมา
ทับถมเป็นโคลนแหยะๆ เหมน็ ๆ
วงที่ ๔ สำหรบั คนงกและคนสุรุ่ยสรุ ่าย ดเู หมอื นคนสองกลุ่มนีจ้ ะเป็นคตู่ รงข้ามกัน แตล่ กึ ๆ แล้วก็คอื คน
ที่ใช้ทรัพย์ไม่เป็นนั่นเอง โทษของกลุ่มนี้คือ คนสองกลุ่มจะหันหลังให้กัน แล้วเอาอกดันหินก้อนใหญ่เคลื่อนไป
ขา้ งหน้า แลว้ ดว้ ยความทีข่ ุมมันเปน็ วงกลมใช่ไหม ก็จะดนั มาชนกัน ณ จุดหนึง่ แล้วก็ออกมาทะเลาะกนั แล้วก็
กลับหลังหันเอาอกดันกลับไปอกี ทาง ซงึ่ กจ็ ะไปชนกันอกี วนไป
วงที่ ๕ เป็นแม่น้ำสติจ สำหรับคนโมโหร้าย และคนขี้คร้านในการทำดี คนเหล่านี้จะกัดกินกันอยู่ใน
แมน่ ้ำอนั ร้อนจนเดือด
ตรงนีม้ ีกำแพงกัน้ ๑ กำแพง
วงท่ี ๖ เป็นขมุ ของพวกนักพรตนอกรีต พวกนี้จะนอนอยใู่ นโลงหนิ ท่ีมไี ฟลกุ โชน
แล้วตรงนี้มีแม่น้ำกั้นอีก ๑ สาย จริงๆ ก็แม่น้ำสายเดิมนั่นละ แต่จะเปลี่ยนชื่อไปเรื่อย ๆ ในภาษาอิตา
เลียนเรียกแมน่ ำ้ ตรงนวี้ า่ เฟลเจตอนเต
วงท่ี ๗ เปน็ ทีส่ ำหรับผใู้ ชค้ วามรุนแรง วงนี้แบง่ ออกเปน็ ๓ ขุมยอ่ ย
ขุมแรก คนฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และปลน้ สะดมทรัพยส์ ิน อนั ถอื เปน็ การทำรุนแรงตอ่ ผู้อนื่
ขุมท่ี ๒ ผู้ท่ฆี า่ ตัวตาย อนั ถอื เป็นการทำรนุ แรงต่อตนเอง
๓๖
ขุมที่ ๓ ผู้ด่าว่าพระเจ้า / รักร่วมเพศ / ผู้ปล่อยเงินกู้หน้าเลือด อันถือเป็นการกระทำรุนแรงต่อ พระ
เจ้า / ธรรมชาติ / ศิลปะ ตามลำดบั
วิญญาณเหล่าน้ีโดยรวมยืนแช่อย่ใู นแม่น้ำเลอื ดเดือด ลำดบั ความสูงของน้ำก็ขึ้นอยู่กบั ความร้ายแรงของ
บาป ใครพยายามจะตะเกยี กตะกายหนีข้นึ ฝ่งั กจ็ ะถูกสัตวน์ รกเอาอาวธุ ปลายแหลมท่ิมแทงโอดโอย
จากนน้ั เปน็ วงท่ี ๘ ซึง่ เป็นเหวลึกลงไป แลว้ ยังแบง่ แยกย่อยไปอีก
นรกวงนี้เป็นท่ีของการผู้หลอกลวง แบ่งออกได้เป็น ๑๐ ขุมย่อยทีเดยี ว เข้าใจว่าฟลอเรนซ์ยคุ น้ันคงโกง
กันไมเ่ บา
ขุมย่อยท่ี ๑ พวกชอบลอ่ ลวงหญงิ พวกนจ้ี ะถกู สัตวน์ รกเอาเขาขวิด
ขุมย่อยที่ ๒ ผทู้ ่คี บชู้ อยใู่ นบอ่ อจุ จาระมนษุ ย์
ขมุ ยอ่ ยท่ี ๓ ผขู้ ายสมณะพระ หวั จุ่มลงไปในหลมุ ไฟ โผลข่ นึ้ มาใหเ้ ห็นแคเ่ ท้าซึ่งมไี ฟลกุ โชน
ขมุ ย่อยท่ี ๔ หมอดู วญิ ญาณเหล่านี้จะถูกบิดหวั ให้หนั ไปข้างหลัง โทษฐานที่กระเห้ียนกระหือรืออยากรู้
อนาคตดนี ัก
ขุมย่อยที่ ๕ ผู้ที่ใชอ้ ำนาจหน้าท่ีในทางมิชอบ วิญญาณจะอยู่ในยางมะตอยเดือด มปี ีศาจในนรกคอยเอา
ปฏกั จิกเกี่ยว
ขุมที่ ๖ ผู้ที่ตลบตะแลง หน้าไหว้หลังหลอก ปากว่าตาขยิบ ทั้งนรก วิญญาณกลุ่มนี้ดูจะแต่งตัวดีสุด
เพราะถ้ามองแต่ไกลแล้วจะเห็นว่าสวมเสื้อคลุมสีทอง ที่ผิดสังเกตคือ การเดินจะเชื่องช้ามากราวกับแบกอะไร
เอาไว้ ถูกตอ้ ง ถึงขา้ งนอกจะเป็นทอง แตข่ ้างในเป็นตะกวั่ หนักมาก
ขุมที่ ๗ ขโมย ถูกมัดมือไพล่หลังด้วยงู งูก็จะฉก แล้วก็จะกลายเป็นเถ้า เป็นมนุษย์ เป็นงู แล้วก็คืนร่าง
มาอีก วนไปเร่อื ย ๆ
ขมุ ท่ี ๘ ให้คำแนะนำท่ีเลวร้าย โทษของขุมนีค้ ือ ใช้ชีวติ อยู่ในเปลวไฟ รู้จักเรื่องมา้ เมืองทรอยไหม โอดิส
เซียสผู้คิดแผนการสรา้ งมา้ ไม้เมืองทรอยก็อยู่ในขุมนี้เชน่ กนั
ขุมที่ ๙ สำหรับผู้เพาะหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความร้าวฉาน พวกนี้ถูกฟันด้วยดาบ แล้วพอแผลเริ่มจะ
สมานกนั ดี ผคู้ ุมในนรกกจ็ ะจับแหกออกอกี
ขุมที่ ๑๐ สำหรับผู้ทำของปลอม วิญญาณพวกนี้มีอาการเหมือนคนเป็นโรคเรื้อน ท้องมาน และหนาว
สั่นดว้ ยพษิ ไขต้ ลอดเวลา
และวงสดุ ท้ายคือวงท่ี ๙ เรียกกนั วา่ ‘บ่อแห่งยกั ษ’์ น้ี เปน็ บ่อนำ้ แขง็ ใหญ่สำหรับผู้ที่ทรยศหักหลังผู้ท่ีให้
ความไวเ้ น้ือเชอ่ื ใจ แบง่ ยอ่ ยไปไดอ้ ีก ๔ ขมุ
ขมุ แรก ผเู้ นรคณุ ญาติพีน่ อ้ ง
ขมุ ที่ ๒ ผทู้ รยศหกั ทางทางการเมือง หรอื พวกคนขายชาติ ขายพวกพ้อง
ขุมที่ ๓ ผูท้ รยศหกั หลังอาคนั ตกุ ะและเพอื่ นฝูง
ขมุ ท่ี ๔ ผทู้ รยศตอ่ ผู้สร้างคุณงามความดี
ท้งั หมดมีรา่ งอยู่ในบ่อน้ำแข็ง ขยบั เขยื้อนไปไหนไมไ่ ด้
๓๗
ขุมสุดทา้ ย ลูซเิ ฟอร์ ผลงานของกุสตาฟ โดเร เชน่ กนั
แล้วกน้ บ้งึ ท่ีสุดของนรกหรือก้นกรวยก็คือ ลูซิเฟอร์ เทวดาตกสวรรค์ท่ีกลา่ วถงึ ในตอนแรก ลูซิเฟอร์ซ่ึงมี
๓ หน้าและร่างกายใหญ่โตมาก พยายามโบกปีกมหึมาของตนหวังวา่ จะให้พ้นไปจากที่นี้ โดยหารูไ้ ม่ว่า ลมจาก
การโบกของตนย่งิ จะทำให้นำ้ แข็งแขง็ ตวั ย่ิงขึน้ ปากทงั้ สามของแต่ละหน้าให้คาบเคี้ยวคนบาปหนักที่สุดไว้ปาก
ละคน ทงั้ สามคนน้ันคือ จดู า ผู้ทรยศพระเยซู คัสเซยี สและบรูตัส ผูส้ ังหารจเู ลยี ส ซซี าร์ พอมาถึงปลายสุดของ
ขมุ นรก กไ็ หลลงกรวยทอ่ เชอื่ มตอ่ ไปยงั ที่ภเู ขาแห่งการชำระบาป
ในชว่ งเวลาความเปน็ ความตายน้ันเองก็ปรากฏรา่ งหน่ึงข้ึนมา ซักไซไ้ ลเ่ ลยี งกนั แล้วกค็ ือ เวอร์จิล (Virgil)
มหากวียุคโบราณซึ่งดันเตนับถือเป็นครู เนื่องจากได้เคยอ่านงานของท่านมานั่นเอง เวอร์จิลได้รับบัญชาจาก
เบอ้ื งบนให้พาดันเตเดนิ ผ่านนรก ก่อนจะไปต่อแดนชำระและสวรรคเ์ ป็นสถานีสดุ ทา้ ย ก่อนจะกลบั สู่โลกมนุษย์
จากนั้นก็เริ่มที่วงแรก เป็นที่สำหรับผู้ที่ไม่ได้ล้างบาปหรือเกิดก่อนพระคริสต์ วิญญาณพวกนี้ไม่ได้รับโทษอะไร
เพียงแต่ต้องรอคอยพระคริสต์ไปเรื่อยๆ เท่านั้นเอง แล้วทัวร์นรกก็เริ่มขึ้น โดยมีเวอร์จิลถือธงนำ นับเป็นผู้นำ
ทางจิตวิญญาณที่แท้ทรู เมื่อพ้นปากทางเข้าสู่นรก ก็จะเจอด่านแรก ซึ่งยังไม่นับเป็นนรก เรียกว่าเป็น
ห้องรบั แขกหรอื หอ้ งรบั วญิ ญาณจะดกี ว่า ณ ห้องน้ีเป็นทอ่ี ยูข่ องผทู้ ี่ไม่ถือหางทางการเมือง (ในฟลอเรนซย์ ุคนั้น)
รวมทง้ั เทวดาทว่ี างตัวเปน็ กลางในเหตุการณ์กบฏของลซู เิ ฟอรต์ ่อพระเจ้าดว้ ย วญิ ญาณพวกนจี้ ะแก้ผ้าว่ิงตามธง
เปล่าและถูกต่อแตนไล่ตามต่อย แล้วก็มาถึงริมฝั่งแม่น้ำอาเครอนเต ที่มีเรือรับวิญญาณไปสู่นรก เมื่อถึงฝั่ง ก็มี
อมนุษย์เป็นผูก้ ำหนดว่าจะตอ้ งไปยงั ขุมไหนโดยดขู ดหาง
ความเชื่อของคนในยุโรป มกั จะเก่ียวข้องกบั ศาสนาครสิ ต์โดยตรง ในความเชอ่ื ของศาสนานีเ้ ชอื่ ว่ามกี าร
เกิดและตายเพียงคร้งั เดียว โดยกลา่ วว่า นรกและสวรรคใ์ นชีวติ หลังความตายทั้งสามภพภมู ิตามคติคริสต์
ศาสนาในยุคนนั้ ไดแ้ ก่ นรก แดนชำระ และผทู้ ีผ่ ่านการพิพากษากจ็ ะได้ขึน้ ไปอย่สู วรรค์ อนั เปน็ ท่ีพระเจ้าทรง
ประทับอยู่ เเละในกน้ บงึ้ ทสี่ ดุ ของนรกหรือก้นกรวยก็คือ ลูซเิ ฟอร์ เทวดาตกสวรรค์ที่กล่าวถึงในตอนแรก ลซู ิ
เฟอรซ์ ึ่งมี 3 หนา้ และร่างกายใหญโ่ ตมาก พยายามโบกปีกมหมึ าของตนหวงั ว่าจะให้พน้ ไปจากที่นี้ โดยหาร้ไู ม่
ว่า ลมจากการโบกของตนย่ิงจะทำใหน้ ้ำแขง็ แขง็ ตัวย่งิ ขึน้ ลซู เิ ฟอร์ไม่ไดโ้ บกอยู่เฉยๆ ปากทงั้ สามของแต่ละหนา้
ให้คาบเค้ียวคนบาปหนกั ทสี่ ดุ ไว้ปากละคน ท้งั สามคนนั้นคือ จูดา ผทู้ รยศพระเยซู คสั เซียสและบรตู สั ผ้สู งั หาร
จูเลยี ส ซซี าร์ พอมาถึงปลายสุดของขมุ นรก ก็วารป์ ไหลลงกรวยท่อไปโผล่ท่ภี ูเขาแหง่ การชำระบาป
๓๘
บทสรุป
ความเชื่อนั้นอยู่คู่กับสังคมมนุษย์มาตั้งแต่เริ่มต้น มนุษย์ไม่อาจใช้ชีวิตโดยขาดความเชื่อได้ เนื่องจาก
ความเชื่อนั้นมีบทบาทสำคัญต่อสภาพจิตใจ การตัดสินใจ และการจัดระเบียบของสังคมมนุษย์เป็นอย่างมาก
ส่วนใหญ่ความเชื่อนั้นจะอยู่ในประเด็นของอำนาจเหนือธรรมชาติ เนื่องจากเมื่อมนุษย์ไม่สามารถอธิบายสิ่งท่ี
ตนควบคุมไม่ได้ก็จะนำความรู้หรือประสบการณ์และจินตนาการเท่าทีท่ ราบมาอธิบายเรื่องที่ไม่เขา้ ใจเหล่านน้ั
เพื่อให้เกิดความรู้สึกปลอดภัย และสบายใจ นอกจากความเชื่อในระดับบุคคลแล้ว ความเชื่อในระดับสังคมยัง
เปน็ ปจั จยั สำคัญท่ีสร้างกฎเกณฑ์ และคา่ นยิ มเพื่อให้ไปสอดคล้องกับบรรทดั ฐานของความเชื่อน้ันๆ จากข้อมูล
ข้างต้นที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นได้ชัดว่าความเชื่อนั้นมีบทบาทสำคัญ และอิทธิพลต่อสังคมมนุษย์เป็นอย่าง
มาก โดยหนึ่งในนั้นก็มีประเทศไทยเช่นกัน ความเชื่อส่วนมากที่ถูกสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน และมีอิทธิพล
มากทีส่ ุด คงไมพ่ น้ จากเร่ืองภตู ิ ผี เทวดา ปีศาจท่ีไดร้ บั มาจากศาสนาต่างๆ ความเชื่อยงั มอี ิทธพิ ลต่อสภาพจิตใจ
การตัดสนิ ใจ เเละการจัดระเบยี บสงั คมของมนุษย์ เเละความเชือ่ เรือ่ งนรก คำวา่ นรก แปลว่าเหว แตใ่ ช้เป็นคำ
แปลนิรยะที่เข้าใจกันดี กล่าวโดยเนื้อความก็คือ ภูมิภพที่ไม่มีสิ่งอันเป็นที่น่ารักใคร่ปรารถนาพอใจเสียเลย
ทีเดียวเมื่อสิ้นลมหายใจไปแล้วเราก็ยังมีชีวิต อยู่ แต่เป็นชีวิตที่อยู่ในโลกอีกมิติหนึ่งซึ่งโลกในมิติที่ว่าสามารถ
เชื่อมโยงเข้ากับโลกในมิติปัจจบุ ันด้วยวิถที างใดวิถีทางหนึ่งคำว่า นรก มาจากคาบาลี นริ ยะ แปลว่า สภาพที่ไม่
มีความเจริญ สภาพที่ไม่มีความสุข จากสรุปจะเห็นได้ว่า นรกเป็นภพภูมิที่ไม่มีความสุข ไร้ความเจริญ และ
นอกจากนี้นรกยังแบ่งออกเป็นหลายประเภท เเละความเชื่อเรื่องสวรรค์ หากเราหมั่นขยันทำความดี ละเว้น
ความเชื่อเราก็จะได้ขึ้นไปอยู่ที่สวรรค์ สถานที่เขาว่ากันว่ามีความสงบร่มเย็น คนที่มีความเชื่อเกี่ยวกับสวรรค์
และนรกจึงหมั่นทำความดี สรา้ งสะสมบุญกศุ ลเพ่ือใหต้ วั เองได้ขน้ึ ไปอยู่ทส่ี วรรค์ ซง่ึ คนทม่ี ีความเชอ่ื เรื่องสวรรค์
นรกเล่าขานว่า บนสวรรค์ เป็นสถานที่แห่งความสุข ข้างบนนั้นมีอาหารให้กินเรารับประทานอย่างสุขสำราญ
ซึ่งอาหารพวกนั้นมาจาก การทำบุญของพวกเราทั้งสิ้น ความเช่ือของสวรรค์ในประเทศไทยมีให้พบเห็นได้
อยา่ งกวา้ งขวาง เช่น การทำดไี ด้ดี ทำชวั่ ไดช้ ั่ว เพือ่ ให้บุคคลที่มีความเช่ือเห็นแก่บาปบุญคุณโทษ และพบได้ว่า
ความเชือ่ เรอื่ งสวรรคม์ อี ิทธิพลตอ่ คนไทยมานานต้ังแต่ในสมัยอดีต และยังคงมอี ทิ ธิพลต่อจนถึงปัจจุบนั อกี ดว้ ย
๓๙
บรรณานุกรม
๘ นรกขมุ ใหญ่ ๑๖ นรกขุมบริวาร, (๒๕๖๐).
เขา้ ถงึ ไดจ้ าก https://mgronline.com
กำเนิดแห่งเซน.
เขา้ ถึงไดจ้ าก http://www2.tsu.ac.th
เจญจวรรณ ชยางกรู ณ อยธุ ยา, (๒๕๕๙). แนวทางการอธบิ ายเรอ่ื งนรกและสวรรค์ในพุทธศาสนาสำหรับ
คนร่นุ ใหม่.
เขา้ ถงึ ได้จาก https://so01.tci-thaijo.org
ฉจากมาพจรสวรรค์, (๒๕๖๔).
เข้าถงึ ไดจ้ าก http://legacy.orst.go.th
ชนัญ วงศว์ ภิ าค, (๒๕๖๕). วถิ ญี ีป่ ่นุ .
เข้าถึงได้จาก https://www.facebook.com
ดุษฎี โยเหลา, (๒๕๒๖) ความสัมพนั ธ์เชิงสาเหตุระหวา่ งลักษณะทางพุทธศาสนา ลักษณะทางจติ และผล
การปฎบิ ัตงิ าน ตามหนา้ ท่ีของครูและพยาบาล.
เขา้ ถงึ ไดจ้ าก http://bsris.swu.ac.th
เตชปญโฺ ญ ภิกขุ. ดนิ แดนแหง่ สรวงสวรรค์.
เข้าถึงไดจ้ าก http://nuir.lib.nu.ac.th
ทศั นยี ์ ทานตวณชิ , (๒๕๒๓). และ สุนทรี โคมิน, (๒๕๓๙). และ สถาพร ศรสจั จัง, (๒๕๓๓). ความเช่ือ.
เขา้ ถึงได้จาก https://www.stou.ac.th
ธมมทนิ โน พงษ์เจรญิ , (๒๕๕๕). การศึกษาความเชอื่ เรือ่ งนรกและสวรรคข์ องชาวตำบลสีแก้ว อำเภอเมือง
จังหวดั ร้อยเอ็ด.
เข้าถึงได้จาก http://202.28.109.103/ethesis/mcu-4-55113.pdf
ธวัช ปณุ โณทก, (๒๕๒๘). ความเช่อื (Beliefs) พธิ ีกรรม (Rituals) คาถาอาคม (Magic) ภาษา
(Language) และคติชาวบา้ น (Folklore).
เข้าถงึ ไดจ้ าก http://www.udru.ac.th
นรก ในจารึกเรอื่ งนิรยกถา, (๒๕๕๙).
เข้าถงึ ไดจ้ าก https://db.sac.or.th
นฤพนธ์ ด้วงวเิ ศษ, (๒๕๖๐). แนวคดิ มานษุ ยวิทยากบั การศกึ ษษความเชื่อส่ิงศกั ดสิ์ ทิ ธใ์ิ นสงั คมไทย.
เข้าถงึ ได้จาก http://arcbs.bsru.ac.th
นำ้ ใส ตันติสขุ , (๒๕๕๖). ภาพพญายมในศลิ ปะญี่ปนุ่ ระหว่างสมัยคามาคุระถงึ เอโดะ.
๔๐
เขา้ ถึงได้จาก https://so05.tci-thaijo.org
เบญจมาศ ขนุ ประเสริฐ (๒๕๖๒) การศึกษาเปรยี บเทียบนรกตามความเช่ือศาสนาฮนิ ดกู ับพระพุทธศาสนา.
เข้าถึงได้จาก http://ojs.mbu.ac.th
เบญจวรรณ ชยางกรู (๒๕๕๙) แนวทางการอธบิ ายเร่ืองนรกและสวรรคใ์ นพุทธศาสนาสำหรับคนรนุ่ ใหม่.
เขา้ ถึงไดจ้ าก https://so01.tci-thaijo.org
เรียนคมั ภรี ไ์ บเบลิ แล้วได้อะไร?, (๒๕๖๒).
เข้าถึงไดจ้ าก https://www.jw.org
ปตสิ ร เพญ็ สุต, (๒๕๖๓). สรปุ เรื่องพธิ ลี า้ งบาป นรก สวรรค์ ลิมโบ และเทศกาลเกยี่ วกับความตายของ
ครสิ ตศาสนาฉบบั ส้นั และง่ายทสี่ ดุ
เขา้ ถงึ ไดจ้ าก https://readthecloud.co
ประยทุ ธ์ ปยุตโต, (๒๕๔๗). สวรรคน์ รกในไตรภมู พิ ระร่วง.
เข้าถงึ ไดจ้ าก http://www2.tsu.ac.th
พงษ์ เจรญิ , (๒๕๕๕). การศกึ ษาความเชื่อเรอื่ งนรกและสวรรคข์ องชาวตำบลสีแกว้ อำเภอเมอื ง จงั หวัด
รอ้ ยเอ็ด.
เขา้ ถึงได้จาก http://202.28.109.103/ethesis/mcu-4-55113.pdf
พระพุทธศาสนาบนแผน่ ดินจนี , (๒๕๖๕).
เข้าถึงได้จาก http://finance.hcu.ac.th
วันสารทจีน 2565 แนะวิธีทำบญุ และบอกสงิ่ ห้ามทำในเดือนน้ี, (๒๕๖๕).
เข้าถงึ ไดจ้ าก https://www.bangkokbiznews.com
ไพบูลย์ พลับบรชิ ชงิ , (๒๕๖๕). สวรรค์คืออะไร.
เขา้ ถึงได้จาก http://www.kamsonbkk.com
ภรมิ า วนิ ธิ าสถิตย์กล และ พระมหาจิรฉนั ท์ จริ เมธี, (๒๕๕๘). คตชิ นวทิ ยา: ความเช่ือกับสงั คมไทย
Folklore: Beliefs in Thai Society.
เข้าถึงไดจ้ าก https://so03.tci-thaijo.org
มานิต มานติ เจริญ, (๒๕๑๔). ความเช่อื .
เขา้ ถึงไดจ้ าก http://www.digitalschool.club
ลัญจกร นิลกาญจ์, (๒๕๖๑). ความเชอ่ื (Beliefs) พธิ กี รรม (Rituals) คาถาอาคม (Magic) ภาษา
(Language) และคติชาวบ้าน (Folklore).
เข้าถงึ ได้จาก http://www.udru.ac.th
วชิรเมธี (๒๕๖๒) “นรก – สวรรค์” มจี รงิ หรือ ไขข้อข้องใจโดย ทา่ น ว.วชิรเมธ.ี
เขา้ ถงึ ไดจ้ าก https://goodlifeupdate.com
วันสารทจนี เปดิ 7 ขอ้ ห้ามทำตามความเชื่อในวันประตูนรกเปดิ , (๒๕๖๕).
๔๑
เข้าถึงไดจ้ าก https://www.thansettakij.com
วโิ รจน์ คุ้มครอง, (๒๕๖๕). ความปรารถนาของมนุษย์ระดับสวรรคส์ มบัต.ิ
เขา้ ถึงได้จาก https://www.mcu.ac.th
ศรัณย์ ทองปาน, (๒๕๖๓). สัตว์นรก – สุเมรจุ กั รวาล.
เขา้ ถงึ ไดจ้ าก https://www.sarakadee.com
ศสวิ ิมล เตม็ เจริญกิจ, (๒๕๖๑). ความเช่อื เรอื่ งนรก – สวรรคท์ ่มี ผี ลต่ออตั ราการเกิดอาชญากรรมในประเทศ
ไทย.
เขา้ ถงึ ไดจ้ าก https://so02.tci-thaijo.org
ศริ ิพจน์ เหล่ามานะเจรญิ , (๒๕๖๐). ประวตั ิศาสตร์ของ “นรก”
เขา้ ถงึ ไดจ้ าก https://www.matichonweekly.com
สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์, (๒๕๖๓). เดนิ ทางตาม Dante ไปทวั รน์ รกฝรง่ั ทรงกรวยในวรรณกคดีเอกของอิตาลี
เขา้ ถึงไดจ้ าก https://readthecloud.co
สวรรค์ในความเชื่อทางศาสนาพุทธ, (๒๕๖๕).
เข้าถงึ ไดจ้ าก https://wreathdigital.com
อารยา ธงรัตกมั พล, (๒๕๖๑). สวรรคแ์ บบพทุ ธทเ่ี ทวดาตกช้ันได้ จาก “ฉกามาพจร” ในไตรภมู พิ ระรว่ ง
เข้าถงึ ไดจ้ าก https://www.silpa-mag.com
โอฬาร เพียรธรรม, (๒๕๕๙). สวรรค์ สวรรคาลยั อยู่ ณ ท่ีแหง่ ใด
เขา้ ถึงได้จาก https://www.komchadluek.net
๔๒
ภาคผนวก
ภาพท่ี ๑ นรกขุมท่ี ๑ สญั ชวี นรก
ภาพท่ี ๒ นรกขุมท่ี ๒ กาฬสตุ ตนรก
ภาพท่ี ๓ นรกขุมท่ี ๓ สังฆาฏนรก
๔๓
ภาพท่ี ๔ นรกขุมท่ี ๔ โรรุวนรก
ภาพที่ ๕ นรกขุมที่ ๕ มหาโรรวุ นรก
ภาพที่ ๖ นรกขมุ ที่ ๖ ตาปนรก
๔๔
ภาพท่ี ๗ นรกขมุ ที่ ๗ มหาตาปนรก
ภาพท่ี ๘ นรกขุมที่ ๘ อเวจีนรก
ภาพที่ ๙ สวรรคช์ น้ั ที่ ๑ จาตุมหาราชิกา
๔๕
ภาพท่ี ๑๐ สวรรคช์ ัน้ ท่ี ๒ ดาวดึงส์
ภาพท่ี ๑๑ สวรรค์ช้ันท่ี ๓ ยามา