การละเล่นไทย
ศิวกร พรหมจันทร์ 6401103001028
สนุ นั ทา น้าแก้ว 6401103001029
สวุ มิ ล สืบสวุ รรณ 6401103001031
วรรณวิศา หนรู าม 6401103001213
สวุ มิ ล ปานนุ้ย 6401103001217
กลุม่ เรยี นท่ี 64005.151
รายงานน้เี ป็นส่วนหน่งึ ของการศกึ ษาวชิ าเทคโนโลยสี ารสนเทศและการศึกษาคน้ คว้า
ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2564
มหาวิทยาลัยราชภฎั สรุ าษฎร์ธานี
การละเลน่ ไทย
ศวิ กร พรหมจนั ทร์ 6401103001028
สนุ นั ทา น้าแกว้ 6401103001029
สวุ มิ ล สืบสุวรรณ 6401103001031
วรรณวิศา หนูราม 6401103001213
สุวิมล ปานนุ้ย 6401103001217
กลุ่มเรยี นที่ 64005.151
รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิชาเทคโนโลยสี ารสนเทศและการศกึ ษาคน้ คว้า
ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2564
มหาวทิ ยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี
ก
ค้าน้า
รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหน่ึงของวิชา GESC101 เทคโนโลยีสารสนเทศและการศึกษา
คน้ ควา้ ของสาขาวิชาภาษาอังกฤษ คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สรุ าษฎรธ์ านี เพื่อใหไ้ ด้ศึกษา
หาความรู้ในเรื่องการละเล่นไทย ซ่ึงรายงานฉบับนี้มีเน้ือหาเก่ียวกับการละเล่นไทย ประกอบด้วย
ประวัติความเป็นมา คุณค่าการละเล่นของไทย ประเภทของการละเล่น และการละเล่นแต่ละภาค
และความสาคัญของการอ่านรายงานฉบับนี้ให้ความรู้ภาคทฤษฎี เพ่ือความสะดวกในการค้นคว้า
เพื่อที่ผู้อ่านจะได้ศึกษาข้อมูลในเรื่องน้ี ผู้จัดทาได้เลือก หัวข้อนี้ในการทารายงาน เน่ืองมาจากเป็น
เรือ่ งทีน่ า่ สนใจ รวมถงึ เปน็ การรกั ษาวฒั นธรรมการละเล่นของไทยเอาไว้
ผจู้ ัดทาขอขอบพระคุณอาจารย์สุพัฒน์ สิระพดั สะ ทใ่ี หค้ าแนะนาและตรวจสอบรายงาน
ฉบับนี้ จนทาให้เอกสารเล่มนี้มีความถูกต้องและสมบรู ณ์ยิง่ ข้ึน ท้ายท่ีสุดขอขอบคุณเจ้าของตาราหรือ
แหลง่ ขอ้ มลู ทผี่ ้เู ขยี นใช้อ้างองิ และเกิดแนวทางในการเขียนและเรยี บเรียงใหส้ าเรจ็ ได้ด้วยดี
คณะผู้จดั ทา
19 กนั ยายน 2564
ข
สารบัญ
เรอื่ ง หน้า
คานา......................................................................................................................... ......................ก
สารบัญ................................................................................................................................... .........ข
สารบญั ภาพ.....................................................................................................................................ค
สารบญั ตาราง..................................................................................................................................ง
ประวตั ิความเปน็ มาของการละเล่นไทย…………………………………………………………………………………1
ประเภทของการละเลน่ ของไทย.......................................................................................................3
การละเล่นพ้นื บ้านของไทย..............................................................................................................12
คุณค่าการละเล่นไทย........................................................................................................... ............14
บรรณานกุ รม....................................................................................................................................15
ค
สารบัญภาพ
ภาพท่ี หน้า
ภาพท่ี 1 การละเล่นลูกขา่ ง…………………………………………………………………………………………………..3
ภาพท่ี 2 การละเลน่ ขมี่ า้ สง่ เมือง.......................................................................................................4
ภาพท่ี 3 การละเลน่ มอญซ่อนผ้า......................................................................................................5
ภาพท่ี 4 การละเลน่ รีรีข้าวสาร.........................................................................................................5
ภาพที่ 5 การละเลน่ เป่ากบ...............................................................................................................6
ภาพที่ 6 การละเล่นม้าเขย่ง..............................................................................................................7
ภาพท่ี 7 การละเล่นลิงชิงหลกั ..........................................................................................................8
ภาพท่ี 8 การละเล่นนา้ ขึ้น น้าลง......................................................................................................8
ภาพท่ี 9 การละเล่นกระโดดเชือก....................................................................................................10
ภาพที่ 10 การละเลน่ หมากเก็บ.......................................................................................................11
ภาพท่ี 11 ฉับโผง……………………………………………………………………………………………………………….12
ภาพที่ 12 หมากเกบ็ ........................................................................................................................13
ภาพท่ี 13 ว่ิงขาโถกเถก....................................................................................................................13
ภาพที่ 14 การละเลน่ งูกนิ หาง..........................................................................................................14
ง
สารบัญตาราง
ตารางที่ หน้า
ตารางที่ 1 ประโยชน์ทางการจากการละเล่น...................................................................................15
1
การละเลน่ ไทย
ประวัติการละเล่นไทย
เป็นการละเล่นที่มีในกลุ่มสังคมท้องถิ่น ในอดีตมีกีฬาพื้นบ้านต่าง ๆ ให้เล่นมากมายต้ังแตร่ ุ่น
ก่อนๆจนกระทั่งถึงรุ่น ปัจจุบันก็ยังมีให้เห็นอยู่ซึ่งแต่ก็น้อยกว่าในสมัยก่อนมากเพราะสมัย ปัจจุบันมี
เทคโนโลยเี ข้ามามากจงึ ทาให้คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยได้เล่นกันนัก กจิ กรรม การเลน่ ของสงั คม เปน็ กจิ กรรม
นันทนาการหน่ึงซ่ึงได้รับการยอมรับร่วมกันในสังคม โดยมีรากฐานมาจากความเป็นจริงแห่งวิถีชีวิต
ของชมุ ชนทีม่ ีการประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ สืบทอดกนั มาจากอดีตส่ปู ัจจุบนั
การเล่นของไทยมีมาต้ังแต่สมัยโบราณ ท่ีไม่มีทราบชัดเจนว่าเม่ือไหร่ มีแต่การสันนิษฐานกัน
ตามประวัติศาสตร์และหลักฐานที่ปรากฏตามที่มีการจารึกไว้เท่านั้น ซ่ึงปรากฏหลักฐานว่ามีมาต้ังแต่
สมยั กรุงสุโขทยั จากข้อความในหลักศลิ าจารกึ ของพ่อขนุ รามคาแหง และหลักฐานท่ีปรากฏในหนังสือ
วรรณคดี และภาพจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งมีการสืบทอดวิธีการเล่นกันมาอย่างต่อเนื่อง และปรับให้เข้า
กับแต่ละยุคสมัย โดยการเล่นของไทยได้สอดแทรกไปกับประเพณีและวัฒนธรรมไทยในสมัยก่อน
เพอ่ื ใหเ้ กิดความสนุกสนานบันเทิงควบคู่กันไปกับการทางาน ทงั้ ในชีวติ ประจาวันและเทศกาลงานบุญ
ตามระยะเวลาแห่งฤดูกาล
สมัยสโุ ขทยั
การละเล่นของเด็กไทยนัน้ มีประวัติความเป็นมาต้ังแต่สมัยดึกดาบรรพ์ก่อนประวัติศาสตร์แล้ว
กล่าวคือ เม่ือมนุษย์รู้จักเอาดินมาป้ันเป็นภาชนะ ส่ิงของเคร่ืองใช้ในครั้งแรกแล้วจึงพัฒนามาเป็น
ลาดับ เด็ก ๆ เห็นผู้ใหญ่ทาก็เลียนแบบนาดินมาป้ันเลน่ บ้าง ประวัติศาสตร์ได้มีการบันทึกว่าคนไทยมี
การละเล่นมาต้ังแต่สมัยสุโขทัย จากความในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคาแหง สมัยสุโขทัยหลักท่ี ๑
กลา่ ววา่ "...ใครใคร่จักมักเลน่ เล่นใครจักมกั หวั หวั ใครจกั มกั เลื่อน เลือ่ น..." แตไ่ มม่ รี ายละเอยี ดกล่าว
ไว้ว่าคนสมัยน้ันมีการละเล่นอะไรบ้าง ในตารับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ มีการกล่าวถึงการละเล่นของคน
สมยั นนั้ วา่ "...เดอื นย่ีถงึ การพระราชพธิ บี ุษยาภิเษก เถลงิ พระโคกินเลีย้ งเปน็ นักขตั ฤกษ์ หมนู่ างในก็ได้
ดูชุดชักวา่ วหงา่ วฟังสาเนียง เสียงว่าวรอ้ งเสนาะลัน่ ฟ้าไปทงั้ ทวิ าราตร.ี .."
สมยั กรงุ ศรีอยธุ ยา
ในสมัยอยุธยา ก็ได้กล่าวถึงการแสดงเร่ือง มโนห์รา ไว้ในบทละครครั้งกรุงเก่า ซ่ึงเรื่องนี้
สมเด็จกรมพระยาดารงรา-ชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่าแต่งก่อนสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
การละเล่นที่ปรากฏในบทละครเรื่องนี้ คือ ลิงชิงหลักและการเล่นปลาลงอวน ซึ่งประเพณีและ
วัฒนธรรมสมัยก่อน มักสอดแทรกความสนุกสนานบันเทิงควบคู่กันไปกับการทางานท้ังใน
ชีวติ ประจาวนั และเทศกาลงานบุญ ตามระยะเวลาแหง่ ฤดกู าล
2
ในสมัยอยุธยา บทละครกรงุ เก่าได้กลา่ วถงึ การละเลน่ บางอย่างที่คณุ คงจะค้นุ เคยดีเม่ือสมัยยัง
เด็ก คือ ลิงชิงหลักและปลาลงอวน ในบทที่ว่า "เมื่อนั้น โฉมนวลพระพี่ศรีจุลา ว่าเจ้าโฉมตรูมโนห์รา
มาเราจะเล่นกระไรดี เล่นให้สบายคลายทุกข์ เล่นให้สนุกในวันน้ี จะเล่นให้ขันกันสักทีเล่นให้สนุกกัน
จริงจริง มาเราจะว่ิงลิงชิงเสา ช้างโน้นนะเจ้าเป็นแดนพ่ี ช้างนี้เป็นแดนเจ้าน้ี เล่นลิงชิงเสาเหมือนกัน
ถ้าใครวิ่งเร็วไปข้างหน้า ถ้าใครว่ิงช้าอยู่ข้างหลัง เอาบัวเป็นเสาเข้าชิงกัน ขยิกไล่ผายผันกันไปมา เมื่อ
นั้น โฉมนวลพระพ่ีศรีจุลาบอกเจ้าโฉมตรู มโนห์รา มาเราจะเล่นปลาลงอวน บัวผุดสุดท้องน้องเป็น
ปลา ลอยล่องท่องมาเจ้าหน้านวลจะขึงมือกันไว้เป็นสายอวน ดักท่าหน้านวลเจ้าล่องมา ออกหน้าท่ี
ใครจบั ตัวได้ คุมตัวเอาไว้วา่ ได้ปลา"
สมยั รตั นโกสินทร์
ในเร่ือง "อิเหนา" วรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ก็ปรากฏการละเล่นหลายอย่าง เช่น ตะกร้อ
จ้องเต ข่ีม้าส่งเมือง พระยาอนุมานราชธน ได้กล่าวถึง การละเล่นของเด็กไทยสมัยท่านไว้ใน "ฟื้น
ความหลงั " ว่า การละเลน่ ของเด็กปนู น้ีไมใ่ ช่มีปนื มรี ถยนตเ์ ล็ก ๆ อย่างทเี่ ด็กเล่นกนั เกร่ออยูใ่ นเวลานี้
ลูกหนัง สาหรับเล่น แม้ว่ามีราคาแพงและยังไม่แพร่หลาย ตุ๊กตาท่ีมีดื่น คือ ตุ๊กตาล้มลุก และตุ๊กตา
พราหมณ์นั่งท้าวแขนสาหรับเด็กผู้หญิงเล่น ตุ๊กตาเหล่าน้ีเด็ก ๆ ชาวบ้านไม่มีเล่น เพราะต้องซื้อจะมี
แต่ผู้ใหญ่ทาให้หรือไม่ก็เด็กทากันเองตามแบบอย่างที่สืบต่อจามาต้ังแต่ไหนก็ไม่ทราบ เช่น ม้าก้าน
กลว้ ย ตะกร้อสานดว้ ยทางมะพรา้ วสาหรับโยนเตะเลน่ หรอื ตกุ๊ ตาววั ควาย ปน้ั ด้วยดินเหนยี ว
ของเด็กเล่นที่สมัยน้ันนิยมเล่นกันคือ "กลองหม้อตาล" ในสมัยน้ันขายน้าตาลเม่ือใช้หมดแลว้
เดก็ ๆ กน็ ามาทาเป็นกลอง มีวิธที าคอื ใชผ้ า้ ขรี้ ว้ิ ห้มุ ปากหม้อเอาเชือกผูกรัดคอหม้อให้แนน่ แล้วเอาดิน
เหนียวเหลว ๆ ละเลงทาให้ท่ัว หาไม้เล็ก ๆ มาตีผ้าที่ขึงข้าง ๆ หม้อโดยรอบ เพ่ือขันเร่งให้ผ้าตึงก็เป็น
อนั เสร็จ ตีได้ มีเสียงดัง กลองหม้อตาลของใครตีดงั กวา่ กนั เปน็ เก่ง ถา้ ตีกระหนาจนผ้าขาดกท็ าให้
เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบเล่น "หม้อข้าวหม้อแกง" หรือเล่นขายของหุงต้มแกงไปตามเรื่อง เอา
เปลอื กสม้ โอ เปลอื กมังคุด หรอื ใบก้นบิด ผสมดว้ ยปูนแดงเล็กนอ้ ย คน้ั เอานา้ ขน้ ๆ รองภาชนะอะไรไว้
ไมช่ ้า จะแข็งตัวเอามาทาเป็นวุ้น
คนไทยในอดีตมองการละเล่นของเด็กไปในแง่ของจิตวิทยา โดยตีความหมายของการ
แสดงออกของเด็กไปในเชิงทานายอนาคตหรือบุพนิมิตต่าง ๆ ความเช่ือเช่นน้ีปรากฏในวรรณคดีไทย
หลายเร่อื ง เชน่ ขนุ ชา้ งขนุ แผน
3
ปัจจุบัน
การละเล่นของเด็กไทยในปัจจุบัน เด็กผู้หญิงเล่นตุ๊กตากระดาษชุดขายของพลาสติก
เลยี นแบบของจริง วดิ ีโอเกม เด็กผขู้ ายกเ็ ล่นปนื จรวด เกมกด และเครือ่ งเล่นตา่ ง ๆ ซง่ึ มขี ายมากมาย
และมีการละเล่นหลายชนิดที่นิยมเล่นทั้งในเด็กชายและเด็กหญิง นอกจากน้ันยังเล่นตามฐานะและ
เศรษฐกิจของครอบครัว ดังนั้น การละเล่นของเด็กไทยสมัยก่อนจึงค่อย ๆ เลือนหายไปทีละน้อย ๆ
จนเกือบจะสูญหายไปหมดแลว้ เชน่ กาฟกั ไข่ เขยง่ เกง็ กอย ขี่ม้าสง่ เมอื งขี้ตู่กลางนา เตย งูกนิ หาง ชว่ ง
ชยั ชักเยอ่ ซอ่ นหา มอญซ่อนผ้า ไอโ้ มง่ ตี่ รีรีข้าวสาร ตงั้ แต่ ฯลฯ
ประเภทของการละเล่น
1. การละเลน่ แบบไมม่ บี ทร้องประกอบ
คือ การละเล่นท่ีไม่มีบทร้องตอนเล่น อาจจะใช้แค่แค่ส่วนต่าง ๆ ในร่างกายเล่น เช่น ลูกข่าง
ดีดลกู หิน ลูกชว่ ง เสอื ข้ามหว้ ย ขม่ี า้ สง่ เมือง กาฟกั ไข่ ชกั คะเย่อ เสอื กนิ วัว วิ่งสามขา เปน็ ต้น
ตัวอยา่ ง
1.1 ลูกข่าง
เป็นของเลน่ เด็กไทย ทีน่ ยิ มเล่นมาตัง้ แต่สมัยโบราณอุปกรณ์ในการเลน่ ได้แก่ ลูกข่าง และ
เชอื ก
ภาพที่ 1 : การละเลน่ ลกู ขา่ ง
ทีม่ า : https://sites.goog.com/site/benjaratsky15/kar-la-len-baeb-mimi-bthrxng
4
1.2 ขีม่ า้ สง่ เมือง
วิธีเล่นของขีม่ ้าส่งเมอื ง
แบ่งผู้เล่นเป็น 2 ฝ่าย เท่าๆ กัน เลือกผู้เล่นคนหน่ึงเป็นเจ้าเมือง ซึ่งจะต้องไม่เข้ากับฝ่ายใด
ฝ่ายหนึ่ง แต่ละฝ่ายจับไม้ส้ันไม้ยาว เพ่ือเลือกว่าใครจะเร่ิมเล่นก่อน ฝ่ายชนะจะเริ่มเล่นก่อนโดยการ
เดนิ มา
ภาพท่ี 2 : การละเลน่ ขี่ม้าสง่ เมอื ง
ท่ีมา : https://sites.goog.com/site/benjaratsky15/kar-la-len-baeb-mimi-bthrxng
2. การละเลน่ ท่ีมีบทร้องประกอบ
คอื การละเลน่ ทม่ี ีบทรอ้ งประกอบตอนเล่น รวมไปถึงการใชส้ ว่ นต่าง ๆ ของร่างกายด้วย เชน่
โพงพาง เสือไล่หมู อ้ายเขอ้ ้ายโขง มอญซอ่ นผ้า รรี ีข้าวสาร งูกนิ หาง
5
ตัวอย่าง
2.1 มอญซ่อนผา้
บทร้องประกอบ : มอญซ่อนผา้ ต๊กุ ตาอยขู่ า้ งหลัง ไว้โน่นไวน้ ี่ ฉนั จะตีกน้ เธอ
ภาพท่ี 3 : การละเล่นมอญซ่อนผ้า
ทม่ี า : https://sites.google.com/site/benjaratsky15/home/prapheth-khxng-kar-la-len
2.2 รีรขี า้ วสาร
บทเพลงร้องประกอบ : "รีรีข้าวสาร สองทะนานข้าวเปลือก เลือกท้องใบลาน เก็บเบี้ยใต้ถุน
ร้านคดขา้ วใสจ่ าน พานเอาคนขา้ งหลงั ไว้ให้ดี"
ภาพที่ 4 : การละเล่นรีรีข้าวสาร
ที่มา : https://sites.google.com/site/benjaratsky15/home/prapheth-khxng-kar-la-len
6
3. การละเลน่ แบบมีอุปกรณ์
คือ การละเล่นที่มีการนาอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่รอบตัวมาใช้ประกอบกับการละเล่นน้ัน โดย
ตัวอยา่ งการละเล่นแบบน้ี เชน่ ตไี ก่ เป่ากบ มา้ เขยง่ เดนิ กะลา ลูกข่าง เฉอื นหมู
ตัวอย่าง
3.1 เปา่ กบ
จานวนผูเ้ ลน่ : 2 คน ขึน้ ไป
วธิ ีเลน่ : ผู้เลน่ จะมยี างวงกลมคนเส้น ซง่ึ ก่อนจะเร่ิม ผ้เู ลน่ จะตอ้ งเปา่ ย่ิงฉุบกันผ้ชู นะจะได้เป่า
กบก่อน ผลัดกันเป่าคนละครั้ง ฝ่ายใดสามารถเปา่ ยางวงของตนให้กระโดไปทับบนยางวงของฝ่ายตรง
ข้าม ได้ก่อนจะถือเป็นผชู้ นะ และจะได้รบั ยางวงเสน้ นนั้ ๆ ไป
อุปกรณ์ : หนงั ยาง
ภาพท่ี 5 : การละเล่นเป่ากบ
ท่มี า : https://sites.google.com/site/benjaratsky15/kar-la-len-baeb-mi-xupkrn
7
3.2 ม้าเขยง่
จานวนผู้เลน่ : ไมจ่ ากดั จานวน
วิธีเล่น : ตัดไม้ไผ่ยาวประมาณ 1.5 – 2 เมตร เว้นแขนงกิ่งท่ีแข็งแรงไว้ สาหรับเหยียบ
จากนน้ั ผเู้ ล่นยืนบนแขนงกิ่งนั้นๆ ทรงตัวเดนิ ไปมา หรือวง่ิ แขง่ ขนั กนั หากผู้เล่นคนใดตกลงมาก็จะเป็น
ฝา่ ยแพ้
อุปกรณ์ : ไมไ้ ผ่
ภาพท่ี 6 : การละเลน่ ม้าเขยง่
ทีม่ า : https://sites.google.com/site/benjaratsky15/kar-la-len-baeb-mi-xupkrn
4. การละเลน่ แบบไมม่ อี ปุ กรณ์
คือ การละเล่นท่ีไม่มีหรือไม่ใช่อุปกรณ์ท่ีมีอยู่รอบ ๆ ตัวมาใช้ประกอบกับการละเล่นน้ัน ๆ
โดยตัวอยา่ งการละเลน่ แบบนี้ เช่น ต่ีจับ งูกนิ หาง ลิงชิงหลัก นา้ ข้ึน น้าลง แมงมุมขยุ้มหลังคา
ตัวอย่าง
4.1 ลิงชงิ หลกั
จานวนผู้เลน่ : จานวนผู้เลน่ อยา่ งนอ้ ย 3 คน
วิธีเล่น : ผู้เล่นคนหนึ่ง สมมุติว่าเป็น “สิงหลักลอย” ไม่มีหลักจับ อีก 2 คน เป็น
ลิงจบั หลกั ผูเ้ ป็นลิงหลักลอย ตอ้ งพยายามแยง่ หลกั ในขณะท่ผี ู้เล่นทง้ั หมดเปลีย่ นที่กนั ส่วนมากมักจะ
8
ใช้สี่หลกั ผู้ที่เป็นลงิ ชงิ หลักต้องคอย สังเกตดูวา่ ตนจะชงิ หลักไหนไดส้ ะดวก กร็ บี วง่ิ ไปชิงหลักน้ันไว้ ถ้า
จับหลักได้ก่อน ผู้ท่ีมาช้าก็เป็นลิงหลักลอย คอยชิงหลักของคนอื่น บางคนทาท่าเปล่ียนแล้วไม่
เปลี่ยนเปน็ การลอ่ หลอก ถอื ว่าเทา้ ยงั ยดึ หลกั อยู่ ผู้อืน่ จะชิงไม่ได้
ภาพที่ 7 : การละเลน่ ลงิ ชิงหลัก
ท่ีมา : https://sites.google.com/site/benjaratsky15/kar-la-len-baeb-mimi-xupkrn
4.2 นา้ ขึน้ นา้ ลง
จานวนผู้เลน่ : ไมจ่ ากัดจานวนผู้เลน่
วิธีเล่น : ผู้เล่นจับคู่กันเป็นคู่ ๆ แล้วหันหลังชนกัน เอาแขนเก่ียวกันไว้ คนหน่ึงบอกว่า “น้า
ข้นึ ” และก้มลงโดยดงึ คนที่เก่ียวแขนกนั ไว้นอนหงายลงมาบนหลงั ดว้ ย พอคนทนี่ อนหงายบอกวา่ “น้า
ลง” ก็ล้มตัวลงบา้ ง สลบั กนั ไปเร่ือย ๆ จนกว่าจะหยุดเล่น
ภาพท่ี 8 : การละเล่นน้าข้นึ นา้ ลง
ที่มา : https://sites.google.com/site/benjaratsky15/kar-la-len-baeb-mimi-xupkrn
9
5. การละเลน่ กลางแจ้ง
ที่มีบทร้องประกอบ เช่น รีรีข้าวสาร งูกินหาง อ้ายเข้อ้ายโขง มอญซ่อนผ้า โพงพาง หรือท่ีไม่
มีบทร้องประกอบ เช่น ข่ีม้าส่งเมือง ข่ีม้าก้านกล้วย ชักคะเย่อ ลูกข่าง ตี่จับ ห่วงยาง การเล่นว่าว
กระโดดเชือกเดี่ยว กระโดดเชอื กคู่ กระโดดเชือกหมู่ โปลศิ จับขโมย ว่ิงสามขา วิ่งสวมกระสอบ ยงิ ปืน
ก้านกล้วย
ตวั อย่าง
5.1 กะโดดเชอื ก
วิธีเล่น : การเล่นกะโดดเชือกน้ีเป็นกีฬาสืบเน่ืองมาแต่คร้ังโบราณ นิยมเล่นเวลามีงานนักขัต
ฤกษแ์ ละเวลาว่างงาน หดั ให้ผ้เู ลน่ ใชก้ าลงั แขน กาลงั เท้า เปน็ คนตาไว คล่องแคล่ว พอเหน็ เชอื กแกว่ง
ดแี ลว้ ก็ใหค้ นหน่ึงวิ่งเขา้ ไป ระวงั อยา่ ใหต้ ิดเชอื กและยนื ระหว่างกลางคนแกวง่ เชอื กทั้งสองคอยกะโดด
ข้นึ เมอ่ื เชือกฟาดลงพื้นเพ่ือให้เชือกลอดไป ตอ้ งหมายตาคอยดูให้ดีพอกะโดดไดส้ ักสิบคร้งั ก็วิ่งออกไป
อกี ด้านหนึง่ แล้วคนทส่ี องจึงวงิ่ เข้าไปกะโดดบา้ ง ให้ผเู้ ล่นว่ิงทยอยเข้าไปกะโดดเช่นนี้จนครบ ผเู้ ลน่ ทกุ
คนจะต้องผลัดกันแกว่งเชือกและต้องแกว่งให้ดีคือให้เชือกตกลงเฉียดพ้ืนพอดีและเวลาเชือกแกว่งข้ึน
ก็ให้ข้ามศีรษะคนกะโดดไปได้อย่าให้ไปฟาดถูกตัวเข้าผทู้ ่ีเลน่ ต้องฝึกหัดแกว่งเชือก ให้เป็นเสียก่อนทุก
คน และให้ผู้เล่นผลัดกันแกว่งในเวลาเล่น เพ่ือมิให้คนแกว่งประจาเมื่อยแขนเกินไป เม่ือกะโดดได้ชา
นาญแลว้ จงึ เปล่ยี นวธิ เี ลน่ ใหย้ ากขน้ึ ตามลาดบั ดังนี้
1. ใหผ้ เู้ ล่นว่งิ เขา้ ไปทางเชอื กที่แกว่งข้ึน
2. ให้ยืนเท้าเดียวเวลากะโดดจะเปลยี่ นเท้าบ้างก็ได้แตต่ ้องระวงั อย่าให้เท้าถึงดินพร้อมกันทั้ง
สองเท้า
3. แกวง่ เชอื กอย่าให้ตกถงึ พ้ืน กะดูใหส้ ูงกว่าพ้ืนหนึ่งคบื เพือ่ ให้ผ้กู ะโดดกะโดดสูงขน้ึ และกะ
โดดได้ยากเข้า
4. แกว่งเชอื กตามธรรมดา และใหผ้ ูเ้ ลน่ วิง่ เขา้ ไปกะโดดพรอ้ ม ๆ กนั ราวคร้งั ละ 10 คน
10
ภาพท่ี 9 : การละเล่นกระโดษเชือก
ทีม่ า : http://www.krurada.info/workstudent/Lalen603
6. การละเล่นในรม่
การละเลน่ ในรม่ ท่ีมีบทรอ้ งประกอบ เชน่ แมงมุมขยมุ้ หลังคา จา้ จมี้ ะเขอื เปราะ หรอื ที่ไม่มีบท
รอ้ งประกอบ เชน่ หมากเก็บ หมากตะเกียบ เปา่ กบ ตบแปะ อขี ดี อเี ขียน ปน่ั แปะ นาฬกิ าทางมะพร้าว
ตวั อยา่ ง
6.1 หมากเกบ็
วธิ เี ล่น : แบ่งผู้เลน่ ออกเป็น ๒ พวก ๆ ละเทา่ ๆ กัน ใหเ้ ปลย่ี นกันเลน่ ทีละพวกผใู้ ดเล่น
ก่อนหรือหลังแล้วแต่จะตกลงกัน แต่เมื่อพวกใดเล่นก่อนพวกน้ันต้องเล่นเรียงตัวไปให้หมดทุกคน
เสยี ก่อน อีกพวกหนง่ึ จงึ ลงมือเล่นต่อไป เม่ือถึงคราวเล่นผู้เล่นหวา่ นลกู หมากเก็บทั้งหมดลงกับพื้น แต่
โดยมากหรือให้เหมาะมักเล่นกับพื้นดิน (เด็ก ๆ ชอบเล่นในเวลาไปเลี้ยงสัตว์ตามทุ่ง และเวลาไป
โรงเรียน ผู้ใหญ่ชอบเล่นคราวงันเรือนดีเช่นเดียวกับเสอื กินหมู) หยิบขึ้นมาเป็นลูกโยนเสยี ลูกหน่งึ แลว้
ใช้มือข้างหน่ึงโยนลูกนั้นขึน้ ขณะทีล่ กู ยังไมต่ กลงมา มือนัน้ ตอ้ งรีบหยบิ เอาลกู ทเ่ี หลือทีละลูก แล้วกลบั
ข้ึนมารับลูกท่ีโยนทันทีโดยไม่ให้ลูกที่โยนนั้นตกถึงพ้ืน และไม่ให้เอามืออ่ืนช่วย คงใช้ได้แต่มือเดียวทา
เช่นน้ีไปจนเก็บได้หมดทุกลูก เรียกว่า “พ้นเก็บเม็ด” แล้วหว่านลงไปใหม่ ในคราวที่สองเล่นอย่าง
คราวแรกแต่เก็บเอาทีละ 2 ลูก คราวท่ีสามเอาทีละ 3 ลูก คราวที่ส่ีเอาทีละ 4 ลูก ระหว่างที่เล่นนับ
แต่ลูกท่ีหนึ่งถึงสี่น้ีถ้ารับลูกไม่ทันลูกตกก็ดีหรือเก็บลูกที่อยู่พ้ืนข้ึนไม่ครบตามกา หนดก็ดีคนนั้นเป็น
11
ตายไม่ได้เล่นต่อไปสาหรับรอบนั้น คนท่ีถัดไปซ่ึงเป็นฝ่ายเดียวกันต้องเล่นต่อไปเป็นทอดๆไปจนส้ิน
พวก เมอ่ื พน้ สค่ี ราวนีแ้ ล้วก็กวักเสยี ทหี น่ึง วิธีกวกั ใหเ้ อามือกาลูกหมากเก็บไว้ทุกลูก แล้วโยนขึ้นเบา ๆ
พร้อมกันทุกลูก ทันใดน้นั ตอ้ งรบี กลับเอาหลงั มือข้างทโี่ ยนนน้ั รบั ทันทีอยา่ ใหล้ ูกตกถึงพ้ืนได้จะรับได้ก่ี
ลูกก็ได้แต่ถ้ารับไม่ได้เลย คนนั้นเป็นตายคนถือไปทาต่อถ้ารับได้แล้ววิธีกวักคือใช้มือข้างรับลกู ไว้ทั้ง ๆ
ท่ีลูกค้างอยู่บนหลังมือ โยนสลัดออกจากหลังมือแล้วตวัดมือนั้นจว้ งจับเอาลูกน้ันไว้ให้ได้ทุกลูกอย่าให้
ตกไดถ้ า้ ตกแม่แตล่ ูกเดียวเป็นตาย คนถดั ไปทา ต่อวธิ ีกวักจะกวัดคร้งั เดียวก็ได้หรือจะกวักให้ได้ครบ 5
ลูกซึ่งจะกวักก่ีคร้ังก็ตาม เมื่อครบ 5 ลูกแล้วจึงหมดพิธีเล่นเพียงกวักดังน้ีก็ได้แล้วแต่จะตกลงกัน เมื่อ
เสร็จการกวักแล้ว เรียกว่าชนะคร้ังหน่ึงหรือชนะเกมหนึ่ง หมดเกม ลงมือเล่นตามข้างต้นมาใหม่
จนกว่าพวกแรกจะตายทกุ คน อกี พวกหน่งึ จึงจะเลน่ ชิงเกมได้ผลดั เปลี่ยนกนั ดังนจ้ี นกวา่ จะอยากเลกิ
วิธเี ลน่ ตอ่ รอบแรกฝ่ายตาย เล่นตายหรือเสยี ตอนใดวธิ ีใด รอบตอ่ ไปหรือคนตอ่ ไปก็จบั เล่นใหม่
ซา้ จากท่เี สยี ไป เช่น ตายลูกสองกเ็ ล่นแต่ลกู สองไป
วธิ ีนบั แตม้ เม่อื ฝา่ ยใดไดก้ วกั ก่ีครั้งๆละกล่ี ูกกน็ ับรวมกันเข้าไปจนเลกิ
ฝ่ายใดไดแ้ ตม้ มากกวา่ ฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายชนะ
ภาพที่ 10 : การละเล่นหมากเกบ็
ท่ีมา : https://sites.google.com/site/aungnipaporn/kar-la-len-phakh-klang/hmak-keb
12
การละเลน่ พืน้ บา้ นของไทย
การละเล่นพื้นบ้านเป็นกิจกรรมนันทนาการประเภทเกม ท่ีสามารถส่งเสริมและพัฒนา
อารมณ์สุข สนุกสนาน การละเล่นพ้ืนบ้านของไทย เป็นกิจกรรมท่ียอมรับร่วมกันในสังคมว่าเป็นภูมิ
ปัญญาทอ้ งถิน่ มกี ารถ่ายทอดจากคนรุน่ หนึง่ ไปยังคนอีกรุ่นหนึ่ง การละเลน่ พ้นื บ้านเปน็ กจิ กรรมที่เน้น
ความสนุกสนานไม่เน้นการแพ้ชนะ จึงมีคุณค่าและมีส่วนสาคัญในการหล่อหลอมพฤติกรรม
โดยเฉพาะกับเด็กเล็กซ่ึงเป็นที่รวม ท้ังเป็นการเช่ือมโยงประสบการณ์ทางสังคมให้กับเด็ก ทา ให้
เด็กไทยประสบความสาเร็จในการเลน่ จนเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง เห็นคุณค่าของตนเอง กล้าคิด
กล้าแสดงออก รู้จักการปรับตัวให้อยู่ร่วมกับผู้อ่ืนได้อย่างมีความสุข อีกท้ังยังช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ด้วย
การรอคอย การชว่ ยเหลือ การแบ่งปนั และการเปน็ ผนู้ า ผตู้ าม ส่งิ เหลา่ นีเ้ ปน็ ผลทีจ่ ะเกดิ โดยตรงจาก
การละเล่นของเด็ก ที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตและพฤติกรรมทางสังคมของเด็กวัยน้ี ท่ีต้องเสริมสร้าง
พัฒนาการให้พรอ้ มในการเจรญิ เติบโตและการเรยี นรใู้ นระดบั สงู ขน้ึ ต่อไปอย่างมปี ระสิทธิภาพ
1. การละเล่นพืน้ บา้ นภาคใต้
ฉับโผง
ภาพท่ี 11 : ฉับโผง
ทีม่ า : https://www.google.co.th/url?sa=
13
2.การละเล่นพื้นบ้านภาคกลาง
หมากเก็บ
ภาพท่ี 12 : หมากเก็บ
ท่ีมา : https://sites.google.com/site/karlalenyukhkea/10
3.การละเลน่ พนื้ บา้ นภาคเหนอื
ว่ิงขาโถกเถก
ภาพท่ี 13 : ว่งิ ขาโถกเถก
ทีม่ า : https://sites.google.com/site/
14
4.การละเลน่ พื้นบา้ นภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื
การเลน่ งกู ินหาง
ภาพที่ 14 : การเลน่ งูกนิ หาง
ท่ีมา : https://www.google.co.th/url
คุณค่าการละเลน่ ของไทย
คุณค่าในการใช้ภาษาส่ือสาร
เป็นที่นา่ สังเกตว่าบทรอ้ งและบทเจรจาโตต้ อบนน้ั มีคณุ คา่ ในการสือ่ สารอยู่มาก
กลา่ วคอื ทาใหเ้ ด็ก ๆ ได้คนุ้ เคยกบคาทใ่ี ช้เรยี กช่ือ หรอื ใช้บอกกริยาอาการต่าง ๆ ช่วยให้เดก็
ไดม้ ีพฒั นาการทางภาษาโดยไมร่ ู้ตัว ในบทเจรจาโต้ตอบก็เป็นคาถาม คาตอบสั้นๆ มี
เนือ้ ความเปน็ เรื่องเป็นราวเป็นคาพูดในชวี ิตประจาวันบ้าง ดังในบทเลน่ แม่งูหรือแมง่ สู ิงสาง
ของภาคเหนือ บักมีด่ งึ หนังของภาคอสี าน หรือฟาดทิงของทางใต้
15
คุณค่าทางวรรณศิลป์
บทร้องประกอบการละเล่นของเด็กไทย หากไม่อยู่ในรูปของฉันทลักษณ์ ก็จะมีคาคล้อง
จองกันอยู่ในรูปของฉันลักษณ์ ก็จะมีคาคล้องจองกันมีสัมผัสนอกสัมผัสใน เท่ากับเป็นการแทรกซึม
วิสัยความเป็นเจ้าบทเจ้ากลอนกันต้ังแต่ยังเป็นเด็กตัวเล็กตัวน้อยกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นของภาค
กลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ ซ่ึงในแต่ละภาคก็จะสอดแทรกภาษาท้องถิ่นของตนเข้าไป
ด้วยนอกจากนนั้ มีการเลียนเสียงตา่ ง ๆ หรือออกเสียงแปลก ๆ ซึง่ ทาใหเ้ ด็กไดฝ้ กึ ล้ิน
ประโยชนท์ างกาย ตัวอยา่ งการละเล่น
การเล่นกาฟกั ไข่
ตารางที่ 1 ประโยชนท์ างกายจากการละเลน่ การเปา่ ยงิ้ ฉบุ
ประโยชน์ ขีม่ ้าสง่ เมือง
ตจ่ี ับ
1. ฝกึ ความสงั เกต ไหวพรบิ และการใช้เชาวน์ปญั ญา วิง่ ซอ่ นหา มอญซอ่ นผ้า
2. ฝึกวินยั และการเคารพตอ่ กตกิ า เลน่ หมนุ นาฬกิ า
3. ฝกึ ความอดทน กาฟักไข่ ทอยกอง
4. ฝกึ ความสามคั คีในคณะ
5. ฝึกความซ่ือสัตย์
6. ฝกึ ความรบั ผดิ ชอบ
7. ฝึกความสัมพนั ธ์ของการเก็งจังหวะแขนเทา้
16
พฒั นาการและการละเลน่
1. พัฒนาการทางด้านร่างกาย ร่างกายจะขยายออกทางส่วนสูงมากกวา่ ส่วนกว้าง กล้ามเน้ือ
แขน ขา ทางานประสานกนั ดขี ึน้
2. พัฒนาการทางอารมณ์ เด็กจะต้องปรับตัวให้เข้ากับเพ่ือนและบุคคลอื่นรวมท้ัง
ประสบการณใ์ หม่ ระเบียบวินัยและบทเรียน เด็กตอ้ งมีเพอื่ นรว่ มเล่นและร่วมทากจิ กรรม
3. พัฒนาการทางสังคม สังคมของเด็กวัยนี้ยังไม่กว้างขวางนัก เร่ิมจะเข้ากลุ่มเพ่ือน การเล่น
ยังคงเปน็ การเลน่ ทีต่ า่ งคนตา่ งเล่นเพียงแต่อยูร่ วมกลุม่ กันเทา่ นนั้
4. พัฒนาการทางสตปิ ัญญา เกิดจากการท่ีเดก็ ได้เรยี นรู้ส่ิงใหม่ ๆ ในโรงเรยี น โดยเฉพาะจาก
การอ่านหนังสือประเภทตา่ ง ๆ การไดเ้ ห็นภาพยนตรแ์ ละโทรทัศน์
บรรณานกุ รม
17
บรรณานุกรม
กรมสง่ เสรมิ วัฒนธรรม. (2559). การเลน่ ของเดก็ ไทย. กรงุ เทพฯ : กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวง
วัฒนธรรม.
ทาความรจู้ กั กับประวตั ิความเปน็ มาของการละเลน่ พนื้ บา้ นของไทย. สืบคน้ จาก
https://www.siamsporttalk.com/th/entertainment/menus-general/472-
thaiskits-history.html
เบญจรัตน์ ระโส. (2564). การละเล่นที่ไม่มีบทร้องประกอบ. สืบค้นจาก https://sites.google.com/
/site/benjaratsky15/kar-la-len-baeb-mini-bthrxng
........ (2564). การละเลน่ แบบมอี ุปกรณ์. สืบค้นจาก https://sites.google.com/site/
benjaratsky15/kar-la-len-baeb-mi-xupkrn
........ (2564). การละเล่นกลางแจง้ . สบื คน้ จาก https://sites.google.com/site/
benjaratsky15/kar-la-len-klang-caeng
........ (2564). การละเลน่ ในร่ม. สืบค้นจาก https://sites.google.com/site/benjarat
Sky15/kar-la-len-ni-rm-1
ปนัดดา สุขช่วย. คุณค่าการละเล่นไทย. สบื ค้นจาก https://sites.google.com/site/benjarat
Sky15/kar-la-len-baeb-mi-xupkrn
พรทิวา วลพี รไพบูลย์. (2556). การละเลน่ พื้นบา้ น. สบื ค้นจาก
http://maxynubpy.blogspot.com/
มนตรี ตราโมท. (2540). การละเลน่ ของไทย (พิมพค์ ร้ังท่ี 2). กรงุ เทพฯ : มตชิ น : งานดี [จัด
จาหน่าย].
18
ศิริลกั ษณ์ เหมาะศรี บณั ฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภฏั มหาสารคาม, ทัศนีย์ นาคณุ ทรง บัณฑติ
วทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั ราชภฏั มหาสารคาม, ประสพสขุ ฤทธิเดช บณั ฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยราชภฏั มหาสารคาม. (2559, มกราคม-เมษายน). การพัฒนาความคิด
สร้างสรรค์ของเดก็ ปฐมวัยดว้ ยการละเลน่ พน้ื บา้ นไทย. วารสารมหาวทิ ยาลัยราชภฏั
มหาสารคาม(มนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์ , 10(1), 1-9.
สวุ ัฒน์ กล่นิ เกสร. (2559). การละเลน่ ของไทย. กรงุ เทพฯ : ศนู ย์ตาราและเอกสารทางวชิ าการ คณะ
ครุศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั .