The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by วชิรวิชญ์, 2020-12-25 02:16:01

ปฏิกิริยาเคมี

ปฏิกิริยาเคมี

การเปลี่ยนแปลงพลงั งาน
และการเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี

วิทยาศาสตร์ ม.3

LOGO

www.themegallery.com

จุดประสงค์การเรยี นรู้

นกั เรยี น ทดลองและอธบิ ายการเกิดปฏิกริ ยิ าเคมี และยกตัวอย่าง
สามารถ ปฏิกริ ยิ าเคมใี นชวี ิตประจาวัน

เขยี นสมการเคมีในรปู ประโยคสญั ลกั ษณแ์ ละอธิบาย
ปฏกิ ริ ิยาเคมีระหวา่ งโลหะกับออกซเิ จน โลหะกับน้า
กรดกับเบส กรดกบั สารประกอบคาร์บอเนต

ทดลองและอธิบายความสมั พนั ธ์ของมวล พลงั งานและ
การเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี

ทดลองและอธบิ ายปจั จัยที่มผี ลต่อการเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี

สืบค้นข้อมูลและอภิปรายเกยี่ วกบั สารเคมีและปฏิกิรยิ าเคมี
ที่มีผลตอ่ ส่ิงแวดล้อม การใช้สารเคมอี ย่างถูกตอ้ ง ปลอดภยั

แผนผังความคิด (Concept Maps)

ระบบกบั การเปล่ยี นแปลง

การใช้สารเคมีไดอ้ ยา่ ง Concept
ถูกต้องและปลอดภยั Maps

พลังงานกับ
การเกิดปฏิกิรยิ าเคมี

Introduction

การเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมีเป็นการเปล่ียนแปลงของสาร
แล้วได้สารใหม่ ในกระบวนการเปลยี่ นแปลงนี้อาจสงั เกตเปน็
ปรากฏการณใ์ ดปรากฏการณ์หนึ่งหรอื หลายๆ ปรากฏการณ์
ประกอบกัน เชน่ การเกดิ ฟองแก๊ส การเปลยี่ นแปลงสี
การเปล่ยี นแปลงอุณหภูมิ การเกิดตะกอน เปน็ ตน้

การเกดิ ปฏิกริ ยิ าของสาร มวลของสารต้ังต้นท่เี ข้าทา
ปฏกิ ิริยาจะเทา่ กับมวลของสารผลติ ภัณฑ์ที่เกิดข้ึนใน
ปฏิกริ ยิ า แต่ละปฏกิ ิรยิ าจะมีพลังงานเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ

Introduction

เมอ่ื ปฏกิ ริ ิยาเคมเี กิดขึ้น ความรอ้ นที่ปฏกิ ิรยิ าเคมใี ห้
ออกมาอาจมากกว่าความร้อนที่ปฏิกิริยาไดร้ บั เรียกปฏิกริ ิยา
ประเภทน้วี า่ ปฏิกริ ิยาคลายความร้อน

Introduction

หากความร้อนท่ีปฏกิ ิริยาเคมใี หอ้ อกมามคี ่าน้อยกวา่
ความร้อนทป่ี ฏิกริ ยิ าได้รับ จะเรยี กปฏิกริ ิยาประเภทนวี้ ่า
ปฏกิ ริ ิยาดดู ความร้อน

1. ระบบกับการเปลย่ี นแปลง

ในการศึกษาการเปล่ยี นแปลงใดๆ กต็ ามจาเป็นต้องกาหนด
ของส่ิงท่ตี อ้ งการศึกษา เพอ่ื ให้เกิดความชัดเจนในการศกึ ษาน้นั

ระบบกบั สิ่งแวดล้อม
ส่งิ แวดลอ้ ม (environment)

ระบบ (System) หมายถึง
สงิ่ ท่ตี ้องการศกึ ษาสมบตั ิ
และการเปล่ยี นแปลง

สภาวะระบบ อุณหภูมิ อปุ กรณ์

1.ระบบกบั การเปลย่ี นแปลง

สงิ่ แวดล้อม (Environment) หมายถึง สง่ิ ต่างๆ ที่อยู่นอก
ขอบเขตทต่ี ้องการศึกษา เชน่ การศึกษาการละลายของ
นระา้ บตบากลับใสนิง่นแ้าวดลอ้ ม

1.1 การเปลีย่ นแปลงพลังงานของระบบ

1. การเปลยี่ นแปลงประเภทคายความรอ้ น

การเปลย่ี นแปลงประเภทคายความร้อน (Exothermic System)
หมายถงึ ระบบทเี่ มื่อเกดิ การเปลย่ี นแปลงแลว้ ระบบจะถ่ายเทความร้อน

ใตรห่าะก้ลบับงบสเกช่งิ บัแน่ วสกดง่ิ าลแรอ้วเผมดาลทไอ้หามใมห้ กส้ า่งิ รแเวยดือลก้อแมขม็งอี ฯณุ ลหฯภูมสิ ูงขึน้ และระบบมีอุณหภมู ิ

เขียนเปน็ สมการได้ : A + B C + D + Energy

1.1 การเปลี่ยนแปลงพลังงานของระบบ

2. การเปลย่ี นแปลงประเภทดูดความร้อน

การเปล่ยี นแปลงประเภทดูดความรอ้ น (Endothermic System)
หมายถงึ ระบบทเี่ ม่อื เกดิ การเปลีย่ นแปลงแลว้ สงิ่ แวดล้อมจะถา่ ยเท

อครณุวะาบหมบภรกมูอ้ ับสินูงใสหขง่ิ ึ้น้แแกวเร่ชดะน่ลบอ้ บกมาทรหาใลหอ้สมิ่งเแหวลดวล,อ้ กมามรีอลณุ ะลหาภยมู บิตา่างลปงระแเภลทะรฯะลบฯบมี

เขียนเป็นสมการได้ : A + B + Energy C+D

1.2 ประเภทของระบบ

1. ระบบเปิด (Open system)

ระบบที่มีการถา่ ยเท ทั้งมวลและพลงั งานระหวา่ งระบบกบั
ส่งิ แวดลอ้ ม เช่น กระบวนการหายใจ , การระเหยของน้า ,
กราะรบสบงั กเคับรสาิ่งะแหวแ์ ดสลง้อขมองพืช , การเผาไหม้ในทโ่ี ล่ง ฯลฯ

1.2 ประเภทของระบบ

2. ระบบปิด (Close system)

ระบบที่ไม่มีการถา่ ยเทมวล แต่มีการถ่ายเทพลังงานระหวา่ งระบบกบั
ปสรง่ิฏะแิกบวริบดยิ กลาับอ้ทสมี่ไม่งิ เแ่มชวแี ่นดกลแ๊สอ้กในม้วรนะา้ บทบี่มีฝ, าอปาดิกา,ศกใานรลลกู ะโลปา่งยฯขลอฯงเกลอื หรือน้าตาล

1.2 ประเภทของระบบ

ระบบกบั สิ่งแวดล้อม
กฎทรงมวล :

มวลของสารทเี่ ข้าทาปฏิกริ ยิ า = มวลของสารท่เี กดิ จากปฏิกริ ยิ า

1.2 ประเภทของระบบ

3. ระบบแยกตวั (Isolated system)

ระบบที่ไมม่ ีการถา่ ยเท ทั้งมวลและพลงั งานระหวา่ งระบบกบั
สริ่งะแบวบดกลับ้อมส่งิ เแชว่นดลกอ้ระมติกน้าแขง็ , กระบอกสญุ ญากาศ , จกั รวาล ฯลฯ

2. พลังงานกับการเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี

เม่ือสารทาปฏิกริ ิยากนั จะไดส้ ารใหม่เกดิ ขึ้น สามารแบง่ ประเภท
ของการเปลย่ี นแปลงตามทิศทางการถ่ายเทพลงั งานได้ 2 ประเภท
ดังนี้
1. ปฏิกริ ิยาดดู พลงั งาน เขยี นสมการไดด้ งั น้ี
A + B + Energy C+D
2. ปฏิกิริยาคายพลงั งาน เขียนสมการไดด้ ังน้ี
A+ B C + D + Energy

2. พลังงานกบั การเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี

การเกดิ ปฏิกริ ยิ าของสารน้ัน สามารถอธิบายได้ดว้ ยทฤษฎกี ารชน
(Collision theory) ซง่ึ อธบิ ายการเกิดปฏกิ ิริยาของสารวา่ ปฏิกริ ิยาเคมี
เกิดขึ้นได้เน่ืองจาก การชนกนั ของโมเลกลุ ของสารตงั้ ตน้ เชน่ โมเลกุล A
ชนกบั โมเลกุล B ซง่ึ ในความเป็นจริงการชนกนั แตล่ ะคร้ังอาจไม่ได้
เกิดปฏิกิรยิ าทกุ ครัง้

การท่ีโมเลกลุ ชนกนั แลว้ เกิดปฏิกริ ิยาไดน้ ้นั ตอ้ งมีพลังงานจลน์รวมกนั
แลว้ อยา่ งน้อยเท่ากบั พลังงานกอ่ กัมมันต์ (activation energy : Ea) ซงึ่
เป็นพลังงานตา่ สุดท่ที าให้เกดิ ปฏกิ ิริยาได้

ถ้ามพี ลงั งานต่ากวา่ พลงั งานกอ่ กมั มนั ต์ โมเลกุลจะไมม่ ีการเปล่ยี นแปลง
หลังการชนกัน โมเลกุลของสารตั้งตน้ ที่ชนกนั แลว้ เกิดปฏิกริ ยิ าเคมนี ั้นจะ
รวมตัวเปน็ สารเชิงซอ้ นกมั มันต์ (activated complex) ซึ่งจะอยไู่ ดเ้ พียง
ช่ัวขณะแล้วจะกลายเป็นสารผลิตภณั ฑ์

2. พลังงานกับการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี

1.พลังงานเคมี

พลังงานเคมี เป็นพลังงานศกั ย์ทแ่ี ฝงอยูใ่ นโครงสรา้ งของสาร
การเกิดปฏกิ ริ ยิ าจะมีพลงั งานท่ีเกี่ยวขอ้ ง 2 ขั้นตอน คือ

ข้ันที่ 1 ขน้ั ดูดพลังงานเพอ่ื สลายพันธะเดิมในสารตั้งตน้
ขน้ั ที่ 2 ขั้นคายพลงั งานเมื่อสรา้ งพนั ธะใหมใ่ นผลติ ภณั ฑ์

2. พลงั งานกบั การเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี

ปฏิกริ ยิ าดดู ความรอ้ น (Endothermic Reaction)

ปฏิกริ ยิ าเคมีที่มกี ารดดู
พลังงานเพ่ือสลายพนั ธะของสาร
ต้ังต้น มากกว่า พลังงานท่ีคาย
ออกมาเม่ือสรา้ งพันธะใหม่

โดยปฏิกริ ิยาดูดความรอ้ น
สารตง้ั ตน้ จะมพี ลังงานต่ากว่า
ผลติ ภัณฑ์

2. พลงั งานกบั การเกิดปฏิกริ ยิ าเคมี

ปฏกิ ิริยาดดู ความร้อน (Endothermic Reaction)

สาหรบั สมการแสดงปฏิกริ ิยาดดู ความร้อนสามมารถเขยี นได้

2 แบบ คือ

สารต้ังตน้ + พลงั งาน ผลิตภณั ฑ์

หรือ สารต้งั ต้น ผลิตภัณฑ์ DE = (+)

ผลจากปฏิกริ ิยาดูดความ คอื
ส่ิงแวดล้อมจะมีพลงั งานลดลง
หรืออุณหภูมิลดลง เมือ่ นามือ
มาสมั ผสั จะรู้สึกเยน็

2. พลงั งานกบั การเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี

ปฏิกริ ิยาคายความรอ้ น (Exothermic Reaction)

ปฏกิ ริ ยิ าเคมีที่มกี ารดดู
พลงั งานเพื่อสลายพนั ธะของสาร
ต้งั ต้น น้อยกว่า พลังงานทค่ี าย
ออกมาเมื่อสร้างพันธะใหม่

โดยปฏิกิริยาคายความร้อน
สารตั้งต้นจะมีพลังงานสงู กวา่
ผลติ ภณั ฑ์

2. พลงั งานกับการเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมี

ปฏกิ ิริยาคายความร้อน (Exothermic Reaction)

สาหรับสมการแสดงปฏิกิรยิ าคายความร้อนสามมารถเขยี นได้

2 แบบ คอื

สารตั้งตน้ ผลติ ภณั ฑ์+ พลังงาน

หรือ สารตั้งตน้ ผลติ ภณั ฑ์ DE = (-)

ผลจากปฏิกริ ิยาคายความ คอื
ส่ิงแวดลอ้ มจะมีพลังงานเพม่ิ ขึ้น
หรืออุณหภมู เิ พ่ิมขึ้น เมือ่ นามือ
มาสัมผัสจะรู้สึกร้อน

2. พลงั งานกบั การเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี

2. พลังงานก่อกมั มนั ต์ (Activation Energy, Ea)

พลงั งานนอ้ ยทส่ี ดุ ทีใ่ ชใ้ นการเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี มีคา่ เท่ากับ
ผลตา่ งพลงั งานของสารเชมิ ซ้อนกัมมนั ต์และสารตั้งต้น

ก) ปฏิกิรยิ าประเภทคายความร้อน ข) ปฏกิ ิรยิ าประเภทดดู ความรอ้ น

2. พลังงานกับการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี

2. พลังงานก่อกมั มันต์ (Activation Energy, Ea)

ในปฏิกริ ิยาเคมีท่ีมพี ลงั งานกอ่ กมั มันตน์ ้อย ปฏิกิริยาจะเกดิ ไดเ้ รว็
เนื่องจากสารต้งั ตน้ เปล่ยี นไปเป็นผลิตภณั ฑไ์ ด้งา่ ย

2. พลงั งานกบั การเกิดปฏิกริ ยิ าเคมี

3. ปจั จัยท่มี ผี ลต่อการเกดิ ปฏิกริ ิยา

อตั ราการเกิดปฏิกิรยิ าเคมี (Rate of reaction) หมายถงึ

ปริมาณการลดลงของสารตัง้ ต้นหรอื ปริมาณการเพม่ิ ขน้ึ องผลติ ภัณฑ์

ตอ่ หน่ึงหนว่ ยเวลา

ปฏิกิรยิ า A + B C+D

อัตราการเกดิ ปฏิกิริยา (R) = ปรมิ าณสารต้ังตน้ ท่ีลดลง

เวลา

หรอื อัตราการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ า (R) = ปริมาณสารผลิตภณั ฑ์ทเ่ี พมิ่ ขน้ึ

เวลา

2. พลงั งานกบั การเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี

3. ปจั จัยทีม่ ผี ลตอ่ การเกิดปฏกิ ริ ยิ า

1. ความเขม้ ข้นของสารต้งั ตน้ :
เม่ือเพ่มิ ความเขม้ ขน้ จานวนอนุภาคของสารตงั้ ต้นมากขึน้

ทาให้สารอยูใ่ กลก้ นั มากขน้ึ เกดิ การชนกันมากขน้ึ อตั ราของ
ปฏิกริ ยิ าสงู ขน้ึ

2. พลังงานกบั การเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี

3. ปจั จยั ท่ีมีผลต่อการเกดิ ปฏกิ ิริยา

2. พน้ื ท่ีผิวของสารท่เี ขาทาปฏิกิรยิ า :
การเพมิ่ พื้นท่ีผวิ จะทาใหเ้ กดิ ปฏิกริ ยิ าไดเ้ ร็วขน้ึ

2. พลงั งานกับการเกิดปฏิกริ ิยาเคมี

3. ปจั จัยทม่ี ีผลต่อการเกดิ ปฏิกิรยิ า

3. อณุ หภูมิ : การเพมิ่ อณุ หภมู ิทาใหอ้ นภุ าคเคลื่อนทไ่ี ดเ้ ร็วขน้ึ
อนุภาคชนกนั ไดม้ ากขนึ้ ปฏิกิรยิ าจงึ เกดิ เร็วขึ้น

2. พลงั งานกับการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี

3. ปัจจยั ทม่ี ีผลต่อการเกิดปฏกิ ิริยา

4. ตวั เรง่ ปฏิกิริยาและตวั หน่วงปฏิกิรยิ า :
ตวั เรง่ ปฏิกิรยิ า(Catalyst) คอื สารที่เตมิ ลงไปแลว้ ทาให้

ปฏิกริ ยิ าเคมเี กดิ เร็วขน้ึ โดยจะมีสว่ นรว่ มในปฏิกิรยิ าเคมดี ้วย แตเ่ ม่ือ
ปฏกิ ริ ยิ าเคมีสิ้นสุดลงแลว้ จะกลบั คืนเป็นสารเดิม

2. พลงั งานกบั การเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี

3. ปจั จยั ทม่ี ีผลต่อการเกิดปฏิกิรยิ า

4. ตัวเรง่ ปฏิกริ ิยาและตัวหน่วงปฏกิ ริ ิยา :
ตัวหน่วงปฏิกริ ยิ า(Inhibitor) คอื สารท่เี ติมลงไปแลว้ ทาให้

ปฏิกิรยิ าเกดิ ช้าลง

2. พลังงานกับการเกิดปฏิกริ ยิ าเคมี

3. ปัจจัยทีม่ ผี ลตอ่ การเกดิ ปฏกิ ิริยา

5. ธรรมชาตขิ องสารต้งั ตน้ : สารแตล่ ะชนดิ มสี มบตั ิตา่ งกัน
เชน่ Na ทาปฏิกริ ยิ ากบั น้าเร็วกวา่ Mg
Mg ทาปฏกิ ิริยากับกรด HCl เกิดฟองแกส๊ มาก
และเรว็ แต่ Zn ทาปฏิกิริยากับกรด HCl
เกิดฟองแกซ๊ ชา้

2.1 สมการเคมี

1. การเกิดปฏิกิรยิ าเคมี

ปฏกิ ริ ยิ าเคมี หมายถึง การเปลย่ี นแปลงทางเคมีของสารต้งั ตน้
(Reactants) เกิดเป็นสารใหม่ที่มีสมบัตแิ ตกตา่ งจากสารเดมิ
ซึ่งเรียกว่า ผลิตภณั ฑ์ (Product) เขียนอธบิ ายด้วยสมการทางเคมี
ดงั นี้ สารตงั้ ตน้ ผลติ ภัณฑ์

ตัวอยา่ ง เชน่ cC + dD
aA + bB
2H2O(l) H2(l) + O2 (l)
สารต้งั ต้น ผลติ ภณั ฑ์

2.1 สมการเคมี

2.หลักการเขยี นสมการเคมี

1. เขยี นสูตรหรอื สญั ลกั ษณ์ : แทนสารต้ังตน้ (reactant) ไวท้ าง

ซา้ ยมือ ถา้ มากกวา่ 1 ชนดิ ให้ใช้เครือ่ งหมาย + ระหว่างสาร

(เพ่อื แสดงว่าสารนั้นทาปฏิกริ ิยากนั ) แล้วเขียน แสดง

การเปลย่ี นแปลง เขยี นสตู รหรือสญั ลกั ษณแ์ ทนผลติ ภณั ฑ์

(product) ไว้ทางขวามอื

หมายเหตุ : ลกู ศร ( ) เขียนต่อจากสตู รสารตง้ั ตน้ แสดงถึง

การเปล่ียนแปลง 2 ลักษณะ ดังนี้

แสดงการเปลีย่ นแปลง ไปข้างหน้า

แสดงการเปลย่ี นแปลง ยอ้ นกลับ

2.1 สมการเคมี

2.หลักการเขียนสมการเคมี

สตู รเคมี คือ กลมุ่ ของสัญลักษณท์ ่ีแสดงธาตอุ งคป์ ระกอบของสารใน
โมเลกุล
2. ระบสุ ถานะของสารไวใ้ นวงเล็บหลังสตู ร โดยใช้สัญลักษณ์ดงั น้ี

(s) = ของแข็ง (solid) (l) = ของเหลว (liquid)
(g) = แก๊ส (gas)
(aq) = สารละลายท่ีมีนา้ เปน็ ตวั ทาละลาย

(aqueous solution)

หมายเหตุ : aA + bB cC + dD

a , b , c และ d เป็นสดั ส่วนของ โมล , โมเลกุล และปริมาตรแกส๊

2.1 สมการเคมี

2.หลกั การเขยี นสมการเคมี

3. การดุลสมการ (balancing equation) : เปน็ การทาจานวน
อะตอมของสารต้งั ต้นและผลิตภัณฑ์ใหเ้ ทา่ กนั โดยใชว้ ิธดี ุลสมการ
แบบตรวจพินิจ คือ นับจานวนอะตอมของแต่ละธาตขุ องสารตงั้ ตน้
และสารผลิตภัณฑ์ แล้วหาตวั เลขไปเตมิ หนา้ สูตรหรอื สญั ลักษณ์
เพ่ือทาให้จานวนอะตอมของธาตทุ างซา้ ยและขวาของแตล่ ะธาตุ
เท่ากัน

ตวั อย่าง :

CaCO3(s) + 2HCl(aq) CaCl2(aq) + CO2(g) + H2O(l)

2.1 สมการเคมี 2 Fe(s) + 3 CO2(g)

จงดุลสมการต่อไปนี้

Fe2O3(s) + 3 CO(g) 

2 NaHCO3(s)  Na2CO3(s) + CO2(g) + H2O(l)

FeS(s) + 2 HCl(aq)  FeCl2(aq) + H2S(g)

4Fe(s) + 3 O2 (g)  2 Fe2O3(s)

2.1 สมการเคมี

3.ปฏกิ ิริยาเคมีท่ีควรทราบ ดงั นี้

1. ปฏกิ ิรยิ าระหว่างธาตโุ ลหะหรอื อโลหะกับแก๊สออกซิเจน

หรือปฏกิ ริ ยิ าการเผาไหม้ (combustion reaction) :

ผลของปฏิกิริยา : เมอื่ ธาตรุ วมตัวกบั ออกซิเจน จะได้

สารประกอบออกไซด์

ตัวอยา่ ง : เผาคารบ์ อนในอากาศ

C(s) + O2(g) CO2(g) + ความรอ้ น
ภาชนะทาด้วยโลหะอะลมู เิ นยี ม เชน่ ขนั นา้ ใช้ไปนานๆ

จะหมอง

4Al(s) + 3O2(g) 2Al2O3(s)

2.1 สมการเคมี

2. ปฏกิ ิริยาระหวา่ งธาตุโลหะกบั กรด :
ผลของปฏกิ ริ ิยา : โลหะทีใ่ ชเ้ ปน็ เครอื่ งมอื และเครอ่ื งใช้ เชน่ ตะปู

เหล็ก มดี จอบ หลงั คาสงั กะสี เมือ่ ถกู กรดจะเกิดการผกุ ร่อน
ได้แกส๊ ไฮโดรเจน

ตวั อย่าง : โลหะ + กรด เกลอื + แกส๊ ไฮโดรเจน
Zn(s) + 2HCl(aq) ZnCl2(aq) + H2(g)

โลหะสงั กะสี สารละลายกรดไฮโดรคลอรกิ เกลอื ซิงคค์ ลอไรด์ แกส๊ ไฮโดรเจน

2.1 สมการเคมี

3. ปฏิกริ ยิ าระหวา่ งหินปูนหรอื สารประกอบคารบ์ อเนต (CO3-2)
กบั กรด :
สารประกอบคารบ์ อเนตที่พบในชวี ิตประจาวันสว่ นใหญ่ คอื

หินปนู หรอื หินออ่ น ซ่งึ ส่วนใหญป่ ระกอบดว้ ย แคลเซียมคารบ์ อเนต
สารประกอบคารบ์ อเนตเมอื่ สัมผสั กับสารละลายกรดจะได้แก๊ส

คารบ์ อนไดออกไซด์และน้าเป็นผลิตภณั ฑ์ และสารชนิดอ่ืนด้วย

ปฏิกิริยานท้ี าใหว้ สั ดกุ อ่ สรา้ งประเภทหนิ ปนู เกดิ การกรอ่ น เช่น
เจดีย์ผุกรอ่ นมีวชั พืชขนึ้ ได้ง่าย หรอื น้าฝนละลายแก๊ส
คารบ์ อนไดออกไซด์ในอากาศได้กรดคารบ์ อนกิ ทาปฏิกริ ิยากับ
หินปูนตามภูเขาได้ ทาให้เกิด “หินงอกหินยอ้ ย”

2.1 สมการเคมี

CO2 + H2O H2CO3

H2CO3 + CaCO3(s) Ca(HCO3)2(aq)

ตกลงสพู่ น้ื อยูบ่ นเพดาน
“หินย้อย”
Ca(HCO3)2(aq) CaCO3(s) + H2O + CO2
“หนิ งอก”

ถ้าดม่ื น้าตามธรรมชาติท่ีมี
Ca(HCO3)2 ละลายอยู่ เกดิ
การสะสมกระเพาะปสั สาวะ
หรือถุงนา้ ดไี ด้

2.1 สมการเคมี

4. ปฏกิ ริ ยิ าการสะเทนิ หรือปฏิกิรยิ าระหว่างกรดกบั เบส :
สารละลายกรดทาปฏกิ ริ ิยากบั สารละลายเบส ได้เกลือกบั นา้

ปฏกิ ิริยาน้ี เรยี กว่า “ปฏิกิริยาสะเทิน (neutralization)”

ตวั อย่าง : กรด + เบส เกลอื + น้า

HCl(aq) + NaOH(aq) NaCl(aq) + H2O(l)

สารละลายกรด สารละลายโซเดียม สารละลาย น้า
ไฮโดรคลอริก ไฮดรอกไซด์
เกลือแกง

2.1 สมการเคมี

5. การเกิดสนมิ ของโลหะ :
เกดิ จากโลหะสมั ผัสน้าและอากาศซ่งึ มแี ก๊สออกซเิ จน ทาให้เกดิ

การผุกร่อน
เกลอื (salt) เปน็ สารประกอบทีม่ โี ลหะและอโลหะ

(ยกเว้นออกซิเจน) เช่น เกลือแกง (NaCl) , ด่างทับทับ (KMnO4) ,
โพแทศเซยี มไอโอไดด์ (KI) และแคลเซยี มคาร์บอเนต (CaCO3)

2.2 ประโยชน์จากปฏิกริ ยิ าเคมี

1. ปฏกิ ริ ิยาการเผาไหมเ้ ชือ้ เพลิง

ใหพ้ ลังงานความร้อนในการ
หุงตม้ ให้พลงั งานใหก้ บั รถยนต์
และเครื่องจักรตา่ งๆ

2.2 ประโยชน์จากปฏิกริ ยิ าเคมี

2. ทาให้เกิดหินงอกหนิ ย้อย

1. ทศั นียภาพทส่ี วยงาม
2. สง่ เสริมการท่องเที่ยว

2.2 ประโยชน์จากปฏกิ ริ ยิ าเคมี

3. ลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร

ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร
อาจเป็นเบส เชน่ อะลมู เิ นยี ม
ไฮดรอกไซด์ , แมกนีเซยี มออกไซด,์
ยาลดกรดบางชนิดใช้ CaCO3
เปน็ สว่ นผสม

2.2 ประโยชน์จากปฏกิ ริ ยิ าเคมี

4. ดา้ นการเกษตร ใช้ปูนขาว (CaO) และ
ใช้ปูนมาล (CaCO3) ลดความ นา้ ปูนใส (Ca(OH)2 ลดความ
เป็นกรดของดิน เป็นกรดของดิน

2.2 ประโยชนจ์ ากปฏกิ ริ ิยาเคมี

5. ผลิตสารเคมี

ผลติ เอทานอลโดยการหมัก
น้าตาลดว้ ยยีสต์

2.3 ผลกระทบท่เี กดิ จากปฏิกริ ิยาเคมี

รอบๆตัวเราและในรา่ งกายเรามปี ฏกิ ริ ิยาเคมเี กดิ ขึน้ อยตู่ ลอดเวลา
ปฏกิ ิรยิ าเคมีเกดิ จากกระบวนการเปล่ยี นแปลงโครงสรา้ งของสารต่างๆ
มผี ลใหพ้ ลงั งานของระบบเปลย่ี นไปและใหผ้ ลติ ภณั ฑ์หรือสารใหม่เกดิ ขึน้
ปฏิกริ ยิ าเคมีบางชนดิ เกิดขนึ้ เอง แตบ่ างชนดิ ต้องไดร้ บั พลงั งานจานวนหนึ่ง
กอ่ นจึงจะเกิดปฏิกริ ิยาได้

ปฏกิ ิรยิ าเคมีหลายชนดิ สามารถนามาใช้ประโยชนใ์ นชีวิตประจาวัน
อุตสาหกรรม เกษตรกรรมและทางการแพทยใ์ นขณะเดยี วกันปฏกิ ริ ยิ าบาง
ชนดิ กใ็ ห้ผลลบตอ่ สิ่งแวดลอ้ มและชวี ติ ของมนษุ ย์เองปฏกิ ิรยิ าเคมีแตล่ ะชนิด
มีอตั ราการเกดิ ปฏิกิริยาทแี่ ตกตา่ งกัน ขึ้นอยกู่ ับปัจจัยหลัก 5 ประการ ได้แก่
ความเข้มขน้ พืน้ ท่ีผิว อุณหภูมิ ตัวเรง่ ปฏกิ ิรยิ า และธรรมชาตขิ องสาร
ผลของปัจจัยดงั กล่าวสามารถหาไดจ้ ากการทดลอง ซ่ึงมผี ลกระทบต่อ
สิ่งแวดล้อมดังน้ี

2.3 ผลกระทบที่เกดิ จากปฏกิ ิรยิ าเคมี

1. การเกดิ ปรากฏการณ์เรือนกระจก :

แก๊สเรือนกระจกส่วนใหญ่ ทาใหอ้ ุณหภมู ิของโลกสงู ขน้ึ : โดย
เปน็ CO2 แต่ก็มีสารซีเอฟซี ปรากฏการณเ์ รอื นกระจกเกิดจากแก๊ส CO2
เช่น CFCl3 , CH4 ในช้นั บรรยากาศหนาแนน่ ทาให้รังสี
อลั ตราไวโอเลต (UV) ผ่านชัน้ บรรยากาศ
สารซีเอฟซี ใช้มากในสเปร์ ลงมาได้ ทาให้เกิดความร้อน แตร่ งั สีความร้อน
ชนิดตา่ งๆ และโฟม จากผวิ โลก ผา่ นช้ันแกส๊ เรือนกระจกไม่ได้

แกส๊ CO2 สว่ นใหญเ่ กิดจากการเผาไหม้
เชอื้ เพลิง

2.3 ผลกระทบทีเ่ กดิ จากปฏิกริ ิยาเคมี

1. การเกดิ ปรากฏการณ์เรือนกระจก (greenhouse effect):

2.3 ผลกระทบทเี่ กิดจากปฏกิ ริ ยิ าเคมี

2. แก๊สโอโซนถูกทาลาย :

เกิดรโู อโซนหรอื มีโอโซน แกส๊ โอโซน (O3) ในชัน้ บรรยากาศท่ีหอ่ ห้มุ โลก
นอ้ ย รงั สอี ลั ตราไวโลเลต ถูกทาลายดว้ ยสารซีเอฟซี
ผ่านมายังโลกไดม้ ากข้นึ

ทาใหเ้ กิดโรคมะเร็งผวิ หนงั
ต้อกระจก และอุณหภมู ขิ อง
โลกสูงขนึ้


Click to View FlipBook Version