รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ รหสั วิชา ว21101
ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564
ชอื่ หน่วยการเรยี นรู้ : เราจะเรยี นรวู้ ิทยาศาสตรอ์ ยา่ งไร
How do
you
study
science?
หวั ขอ้ ที่ 2 : กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ (การสังเกต)
สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด
❖กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ คอื กระบวนการทใี่ ช้
ค้นควา้ หาความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์
❖เปน็ ความชานาญในการใชป้ ระสาทสมั ผสั ได้แกต่ าหู
จมูกลน้ิ ผิวกายอยา่ งใดอยา่ งหนึ่งหรอื หลายอยา่ งเพื่อ
หารายละเอียดเกี่ยวกับวัตถุนนั้ ๆ
❖การสังเกตเปน็ กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ขัน้ พืน้
ฐานทสี่ าคัญและจาเปน็ อยา่ งยง่ิ ในการพฒั นาทกั ษะ
ตวั ชวี้ ดั /จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. อธบิ ายขั้นตอนและกระบวนการ
หาความรู้การแกป้ ญั หาของ
นักวทิ ยาศาสตร์ (การสงั เกต)
2. อธิบายการใช้กระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร์ในการแสวงหา
ความรทู้ างวิทยาศาสตร์ (การ
สงั เกต)
3. ระบุข้อมูลซง่ึ เป็นขอ้ เท็จจริงสงิ่ ที่
สงั เกตได้
นักเรยี นทราบหรือไม่
วา่ กระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์
(Process of
Science) หมายถึง?
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Process of Science)
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ คือ กระบวนการที่ใช้คน้ คว้าหา
ความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ประกอบดว้ ย ใช้ปากกาขีด
1) วิธกี ารทางวิทยาศาสตร์ จุดเนน้
2) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
3) จติ วิทยาศาสตร์ ท่ีสาคัญ
ใหเ้ ดน่ ชัด
วิธกี ารทางวทิ ยาศาสตร์
(scientific method)
วิธกี ารทางวิทยาศาสตร์ เป็นขั้นตอนการทางานอย่างเป็นระบบท่ีนักวิทยาศาสตร์ใช้ในการ
แสวงหาความรทู้ างวิทยาศาสตร์ ประกอบดว้ ยขนั้ ตอนตา่ ง ๆ ดงั นี้
1. ขั้นระบุปัญหา คือการระบุปัญหาหรือส่ิงที่ต้องการศึกษา และกาหนดขอบเขตของ
ปัญหา
2. ขนั้ ตง้ั สมมติฐาน คอื การคิดคาตอบทคี่ าดหวงั วา่ ควรจะเป็น หรือการคาดเดาคาตอบ ท่ี
จะได้รบั
3.ขั้นตรวจสอบสมตฐิ าน คือ เมื่อต้งั สมมตฐิ านแลว้ หรือคาดเดาคาตอบหลายๆคาตอบไว้
แล้ว กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ข้ันต่อไป คือตรวจสอบสมมติฐาน ในการตรวจสอบ
สมมตฐิ านจะตอ้ งยดึ ข้อกาหนดสมมตฐิ านไว้เป็นหลักสาคญั เสมอ
4. ขั้นการรวบรวมข้อมลู คอื การ
รวบรวมข้อมลู การวเิ คราะหข์ ้อมลู
เพ่อื ตรวจสอบ สมมติฐานทต่ี ัง้ ไว้วา่
ถกู หรอื ผิด โดยมีหลักฐานยืนยัน
อาจทาได้โดยการสงั เกต หรือการ
ทดลอง
5. ขนั้ สรปุ ผล คอื การสรุปวา่ จะ
ปฏิเสธ หรือยอมรับสมมตฐิ าน ตาม
หลักเหตุและผลเพือ่ ให้ไดค้ าตอบ
ของปญั หา
นกั เรียนทราบหรือไม่
ว่าการสังเกตสาคัญ
อยา่ งไร
การสังเกตสาคญั อยา่ งไร
การสังเกต หมายถงึ การใช้ประสาทสมั ผัสอยา่ งใดอย่างหนึง่ หรือ
ประสาทสัมผัสท้ัง 5 คอื ตา หู จมูก ปาก และกาย เขา้ ไปสารวจวตั ถุ
หรือปรากฏการณ์ตา่ งๆ ในธรรมชาติหรอื จากการทดลอง โดยไมใ่ ส่หรอื
เพม่ิ ความคิดเห็นของผู้สังเกตลงไป
ภาพ ประสาทสัมผัสทั้ง 5 (ตา หู จมกู ปาก กายสัมผสั )
ประเภทของการสงั เกต มี 4 ประเภทดังนี้
1. การสังเกตเชิงคณุ ภาพ เป็นการสงั เกตท่ไี ดจ้ ากการใชป้ ระสาทสัมผสั ทั้ง 5 คอื ตา
หู จมกู ลิ้น กายสมั ผสั ในการสงั เกตวัตถุน้นั ๆ เชน่
- ปากกาสีแดง (ตา)
- ดอกไม้ชนดิ นมี้ ีกลนิ่ หอม (จมกู )
- สบูเ่ ม่ือจับแล้วลืน่ (กายสมั ผัส)
- เสยี งขบวนรถไฟ (ห)ู
- น้าตาลมรี สหวาน (ล้ิน)
2. การสงั เกตเชิงปรมิ าณ เปน็ การสังเกตท่ไี ดร้ ายละเอยี ดมากย่งิ ข้นึ
ซึ่งจะบอกออกมาเป็นปรมิ าณต่างๆ เช่น ความยาว น้าหนกั ความ
ดัน แรง ซงึ่ ค่าต่าง ๆ สามารถบอกรายละเอยี ด ออกมาเปน็ ตวั เลข
ได้ โดยอา้ งอิงหน่วยการวัด เชน่
- วัตถุชน้ิ น้หี นักประมาณ 10 กรมั
- ดินสอสีแดงยาวกวา่ ดินสอสีนา้ เงนิ ประมาณ 2 เซนตเิ มตร
- อณุ หภมู ิในหอ้ งเรียนขณะนี้ประมาณ 27 °C
- นางสาวมาลมี นี ้าหนกั ประมาณ 50 กิโลกรมั
- นายดาออกแรงดงึ กลอ่ งใบหน่งึ ให้เคลื่อนที่เปน็ ระยะทางประมาณ
10 เมตร
3. การสงั เกตเกีย่ วกับการเปลย่ี นแปลง เป็นการสังเกตการ
เปลีย่ นแปลงของวัตถเุ ม่ือกระทาด้วยวิธีการต่างๆ ได้แก่ การให้
ความร้อน การบีบ การนาไปแช่นา้ เปน็ ต้น ตวั อยา่ งเชน่ เมอ่ื นา
เทยี นไขไปให้ความร้อน เทียนไขจะละลาย หรอื อาหารถ้วยนี้เป็น
ไขเม่อื อากาศเยน็ ลง เป็นตน้
4. การสังเกตเชงิ เปรียบเทียบ เป็นการสังเกตสง่ิ หนึง่ เปรียบเทยี บกบั
อกี ส่ิงหนึง่ ซงึ่ อาจเปรยี บเทยี บในลักษณะท่ไี มร่ ะบุเป็นตัวเลข หรอื
เป็นตวั เลขกไ็ ด้ เช่นมะม่วงผลน้มี ขี นาดเลก็ กว่าผลนนั้ หรือมันแกว
10 ผลมีน้าหนักเท่ากบั แตงโม 1 ผล เปน็ ต้น
=
ครจู ะทดสอบความเข้าใจของ
นกั เรยี นจาก กจิ กรรมการ
สังเกตเชิงปริมาณ เชงิ คุณภาพ
และสังเกตการเปล่ยี นแปลง
กิจกรรมนนี้ ักเรยี นต้องเตรยี ม
หมากฝรง่ั มา 1 ชนิ้
แลว้ สงั เกตหมากฝรงั่ ตาม
ตารางทค่ี รูกาหนดให้นะคะ
ก่อน ระหว่าง หลัง
เคีย้ วหมากฝร่ัง เค้ยี วหมากฝร่ัง เค้ยี วหมากฝร่งั
ข้อมลู การ ขอ้ มูลเชิง ข้อมูลเชงิ ประสาทสัมผัสที่
เปลีย่ นแปลง คุณภาพ ปรมิ าณ ใช/้ เครื่องมือทใี่ ช้
1. เปน็ รปู สีเ่ หลี่ยมผนื ผ้า 1. มคี วามยาว 2.5 cm ตา ,ไม้บรรทัด
2. มสี ชี มพู 2. มคี วามกวา้ ง 2 cm ตา ,ไม้บรรทดั
ตา ,ไม้บรรทัด
ก่อนเคี้ยว 3. มเี นื้อแขง็ 3. มคี วามหนา 2 mm จมูก , เคร่ืองชง่ั
หมากฝรงั่ 4. มีกลนิ่ มิ้นต์ 4. หนกั 4 กรมั ลิน้
ผิวกาย
5. มรี สม้ินต์ ตา,ผิวกาย
6. เมอื่ ใช้มือกดจะโค้งงอ
ได้
7. มผี งสขี าวละเอยี ดอยู่
ดา้ นบน
ข้อมลู การ ขอ้ มลู เชิง ขอ้ มลู เชิง ประสาทสมั ผัสที่
เปลยี่ นแปลง คณุ ภาพ ปรมิ าณ ใช/้ เครื่องมอื ทใี่ ช้
ระหวา่ ง 1.มีนา้ ออกมาและอ่อนนิ่ม ผวิ กาย
เคยี้ ว เมอื่ ใสเ่ ข้าไปในปาก
หมากฝร่ัง 2.มีรสม้นิ ต์ตอนแรก และ ลิ้น
รสม้ินต์ค่อย ๆ หายไป
หลงั จมกู
เคย้ี ว 3. มีกลิน่ มิน้ ตต์ อนแรกและ
หมากฝรงั่ กลิน่ คอ่ ยๆ หายไป ผิวกาย, เครอ่ื งชง่ั
ตา , ผิวกาย
1. มรี ูปร่างไมค่ งทแ่ี น่นอน 1. หนกั 1.5 กรัม ตา , ผวิ กาย
2. ติดแนน่ บนพน้ื ผวิ ที่ ตา , ผิวกาย
แหง้
3. สามารถแผเ่ ปน็ แผ่น
บางๆได้
4. สามารถใชม้ ือบบี เปน็
รปู รา่ งต่าง ๆ ได้
วธิ กี ารทางวิทยาศาสตร์มกั จะเร่มิ จากการสงั เกต
ปรากฏการณ์ต่างๆ ทอี่ ยู่รอบๆ ตัวเรา
เมอ่ื ไดข้ ้อสงั เกตบางอยา่ งที่
เราสนใจจะทาใหไ้ ด้
ส่งิ ทีต่ ามมาคอื
ปญั หา (Problem)
เช่น
นักเรยี นสงั เกตหญ้า 2 บริเวณนี้ดสู วิ ่าแตกตา่ งหรอื เหมอื นกนั อยา่ งไร
1
2
หญ้าใตต้ ้นไม้ มักจะไมเ่ จริญเติบโต แตใ่ นบริเวณใกลเ้ คยี งกันเจริญเติบโตดี
การสังเกต
ต้นหญ้าใต้ตน้ ไมใ้ หญ่ หรือต้นหญ้าท่ีอยูใ่ ตห้ ลงั คามักจะไม่
งอกงาม สว่ นต้นหญา้ ในบริเวณใกล้เคียงกันท่ีไดร้ ับแสง
เจรญิ งอกงามดี
อย่าลมื วา่ !!!!! การสังเกต
เพ่ือรวบรวมขอ้ มลู หรือ รายละเอยี ด
เกีย่ วกบั สิ่งน้นั ๆ โดยไมใ่ ส่ความคดิ
เห็นสว่ นตัวของผู้สังเกตลงไป
เม่อื ได้ขอ้ สังเกตบางอย่างท่ี
เราสนใจจะทาใหไ้ ด้
สิง่ ทีต่ ามมาคือ
ปัญหา (Problem)
ดังนน้ั
จากสถาณการณ์ข้างต้น
ปัญหาคอื อะไรคะ
ปญั หาคอื
“ปริมาณแสงแดดมีผลกบั การเจริญงอกงามของตน้ หญา้
หรือไม”่
การตั้งปัญหา
"การตงั้ ปัญหานน้ั สาคญั กวา่ การแก้ปญั หา"
เพราะ
การต้งั ปัญหาทดี่ ีและชัดเจนจะทาให้ผู้ต้ังปัญหาเกิดความเข้าใจและ
มองเห็นลู่ทางของการคน้ หาคาตอบเพือ่ แก้ปัญหาที่ตั้งขึ้น ดงั น้นั จงึ
ต้องหม่ันฝกึ การสงั เกตสิ่งที่สังเกตนั้นเป็นอะไร? เกดิ ข้ึนเม่อื ไร?
เกดิ ขึ้นทไี่ หน? เกิดข้นึ ไดอ้ ยา่ งไร? ทาไมจึงเป็นเช่นนัน้ ?
"การต้งั ปญั หานั้นจงึ สาคัญกวา่ การแกป้ ญั หา"
เก็บรวบรวมข้อมลู หรือขอ้ เท็จจริง
เม่ือเข้าใจปัญหาแล้ว ต้องรวบรวมข้อมูลจากการสังเกต
และค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ ปัญหาน้ัน ๆ เพื่อ
นาไปสกู่ าร แก้ปญั หา
ตัวอย่าง ข้อมูลทไ่ี ด้จากการสังเกต
ต้นพืชทอ่ี ยใู่ ต้
ต้นไมใ้ หญ่มกั ไม่
เจรญิ งอกงาม
เพราะส่ิงต่าง ๆ รอบตัวล้วนมีคุณค่าและน่าค้นหา
ดังนั้นการท่ีนักเรียนนั้นเป็นคนที่ช่างสังเกตและ
สามารถเก็บรายละเอียดของสิ่งรอบตัวได้ดี ย่อม
กอ่ ให้เกิดผลประโยชน์มหาศาลขึ้นในตัวของนักเรียน
เอง เพราะนักเรียนจะรู้ในส่ิงที่คนอื่นยังไม่รู้ และจะ
เห็นในสิ่งท่ีคนอื่นยังหาไม่เจอ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็น
องค์ประกอบสาคัญที่จะทาให้นักเรียนพัฒนาตนเอง
ใหก้ ้าวสคู่ วามสาเรจ็ ได้ในอนาคตได้ค่ะ
ครหู วังวา่ นักเรียนจะเป็นคนที่ชา่ งสังเกตมากขน้ึ นะคะ เพราะทกั ษะการ
สงั เกตพฒั นาได้คะ่ ในคาบเรยี นตอ่ ไป เราจะศกึ ษาเก่ียวกบั กระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ ในสว่ นการตงั้ ปญั หา และ การตง้ั สมมติฐาน แลว้ พบกันใหมใ่ น
คาบเรยี นตอ่ ไป คะ่