The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ไฟลัมคอร์ดาตา (Chordata)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sudarat suwannaphom, 2021-01-18 07:52:15

ไฟลัมคอร์ดาตา (Chordata)

ไฟลัมคอร์ดาตา (Chordata)

ไฟลัม
คอรด์ าตา

PHYLUM
CHORDATA

สารบญั

PHYLUM CHORDATA

ไฟลมั คอร์ดาตา (Chordata) 1
ลกั ษณะท่ีสาคัญ 2
คลาสแอมฟเิ บีย 4
คลาสเรพทีเรีย 6
บรรณานุกรม 9

ไฟลมั คอรด์ าตา (Chordata) จากที่คาดว่าโลกน้ีมีส่ิงมีชีวิตมากกว่า 50 ล้านชนิด เป็น
ส่ิงมีชีวิตที่ตั้งช่ือแล้ว 1.7 ล้านชนิด เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลัง 43,853
ชนิด ชนิดท่ีพบได้ในประเทศไทย และตั้งช่ือแล้ว 4,094 ชนิด นับว่า
เป็นส่งิ มชี ีวิตอกี กลุ่มท่มี ีความสาคัญต่อระบบนิเวศของโลก และมนุษย์
อยา่ งย่งิ

ส่ิงมีชีวิตในไฟลัมคอร์ดาตาทั้งหมด
เป็นสัตว์หลายเซลล์ท่ีไม่สามารถสร้าง
อาหารได้เอง และต้องการใช้ออกซิเจน
ในการสร้างพลังงาน พวกคอร์เดต
โดยทั่วไปจะมีบางลักษณะคล้ายคลึง
กับสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง แต่บาง
ลักษณะก็แตกตา่ งกนั อย่างมากมาย
เช่น มีสมมาตรแบบครึ่งซีก (bilaterally symmetrical) ร่างกายมี
ลักษณะเปน็ ปล้อง และมเี นื้อเยอื่ 3 ช้ัน การเกิดช่องตวั เป็นแบบเอนทีโร
ซีลา (enterocoela) เช่นเดียวกับพวกเอคไคโนเดิ ร์ม (เป็น
Deuterostromes เช่นเดียวกับเอคไคโนเดิร์ม) มีระบบอวัยวะท่ีแบ่ง
หน้าที่กนั เป็นอย่างดี ระบบหมุนเวียนโลหิตเป็นระบบปิดโดยมีหัวใจ ทา
หน้าท่ี สูบฉีดโลหิตไปเลย้ี งร่างกาย และมเี พศแยกกัน เปน็ ต้น

ลักษณะที่สำคญั

1. การมีโนโตคอร์ด (notochord) พวกคอร์เดตทุกชนดิ จะตอ้ งมีโนโตคอร์ดอยา่ งน้อยช่วงหนึ่ง
ของชวี ติ พวกคอร์เดตชั้นต่า เช่น แอมฟิออกซัสจะมีโนโตคอร์ดตลอดชีวิต พวกคอร์เดตชั้นสูง
เช่น สัตว์ทีม่ ีกระดูกสนั หลงั จะมโี นโตคอร์ดในระยะตวั อ่อนเท่านั้น พอเจริญเติบโตจะเกิดกระดูก
สันหลังข้ึนมาแทนท่ีโนโตคอร์ด ลักษณะของโนโตคอร์ดจัดเป็นเน้ือเย่ือเกี่ยวพันที่เจริญมาจาก
เน้ือเย่ือชั้นมีโซเดิร์ม ประกอบด้วย กลุ่มเซลล์ท่ีค่อนข้างอ่อนคล้ายวุ้น แต่มีเปลือกหุ้ม
(sheath) หมุ้ อีกช้ัน ทาให้มลี ักษณะเป็นแท่ง แข็งแรง แตย่ ดื หยุ่นไดด้ ี และไม่แบง่ เป็นปล้อง แท่ง
โนโตคอร์ดเป็นโครงสร้างค้าจุนที่อยู่ทางด้านหลัง ใต้ระบบประสาทส่วนกลาง แต่อยู่เหนือ
ทางเดนิ อาหาร [notochord = a rod-shaped supporting axis, or backbone]

2. การมีช่องเหงือก (pharyngeal gill slits) 3 . ก า ร มี ร ะบ บ ป ร ะส า ท ด้ า น ห ลั ง
คอร์เดตทุกชนิดโดยเฉพาะพวกที่อยู่ในน้าจะมี (Dorsal Hollow Nerve Cord) คอร์
ชอ่ งเหงือกตลอดชีวติ ส่วนพวกท่อี าศัยอยบู่ นบก เดตทุกชนิดจะต้องมีโครงสร้างน้ีตลอด
จะพบช่องเหงือกในระยะตัวอ่อนเท่านั้น เม่ือ ชีวิต มีลักษณะเป็นท่อยาวตลอดลาตัว
เจริญเติบโตข้ึนช่องเหงือกจะปิด ซ่ึงอาจจะพบ ทางด้านหลัง เส้นประสาททางด้านหัว
ร่ อ งร อ ย เพี ย งเล็ ก น้ อ ย (ใน ค น เกิ ด ก า ร อาจเปล่ียนแปลงไปเป็นสมอง ส่วน
เปลี่ยนแปลงไปเป็นท่อยูสเตเชียนเช่ือมระหว่างหู ทางด้านท้ายเจริญ เป็นไขสันหลัง
ส่วนกลางกับหลอดลมบริเวณคอ) การเกิดช่อง (spinal cord) การเกิดระบบประสาทนี้
เหงือกจะเกิดขึ้นในบริเวณคอหอยของตัวอ่อน เกิดข้ึนในระยะตัวอ่อน โดยการม้วนตัว
โดยบริเวณคอหอยจะโป่งออกไปนอกผิวตัวทาง เข้าหากันของเน้ือเยื่อชั้นเอคโตเดิร์มทาง
ด้านข้าง และมีรอยแตกเป็นช่องเหงือกซึ่งเป็น ด้านหลังกลายเปน็ ทอ่ ฝงั อย่ใู ต้ผวิ หนัง
อวัยวะหายใจ พวกแอมฟิออกซัส ปลาปากกลม
ปลาฉลาม ตลอดจนปลากระดกู แขง็ จะดดู น้าเข้า
ทางปาก และผ่านออกทางช่องเหงือก ทาให้เกิด
การหายใจข้ึน พวกสัตว์มีกระดูกสันหลังที่อยู่บน
บก และหายใจด้วยปอดจะมีช่องเหงือกในระยะ
ตัวอ่อน และ (อาจจะ) ทาหน้าที่ หายใจใน
ระยะเวลาอนั สั้นเท่านน้ั

สัตวใ์ นไฟลัมนส้ี ามารถแบ่ง
ออกไดเ้ ปน็ 2 กลุม่ ได้แก่

1. พวกที่ไมม่ กี ระดกู สนั หลงั เรียกวา่ Protochordata
• Sub-Phylum Urochordata มีลักษณะ คือ ตัวอ่อนมี Notochord เป็นแกน

ของรา่ งกายอยูบ่ รเิ วณหาง และมีช่องเหงือก เมื่อเจริญเติบโตเต็มวัย ส่วนหางจะ
หลุดไป จึงไม่มี Notochord เหลืออยู่ ลักษณะที่สาคัญ คือ มีปลอกหุ้มอยู่
รอบตวั เป็นสารจาพวกเซลลโู ลส ไดแ้ ก่ เพรยี งลอย เพรยี งหัวหอม เพรียงลาย
• Sub-Phylum Cephalochordata สัตว์จาพวกนี้มี Notochord ยาวตลอด
ลาตัว และยาวเลยไปถึงหัวด้วย และจะมีอยู่ตลอดชีวิต ได้แก่ แอมฟิออกซัส
(Amphioxus)

2. พวกทม่ี กี ระดกู สันหลัง ได้แก่ Sub-Phylum Vetebrata
มลี กั ษณะสาคญั
• เป็นสตั ว์ช้นั สงู มจี านวนมาก มี Notochord ในระยะเอมบริโอ ต่อมามีกระดูกสันหลังมา

แทนที่ มรี ยางค์ 2 คู่ (ยกเวน้ ปลาปากกลม) มีเมด็ เลอื ดแดง มชี ่องเหงือกบริเวณคอหอย
ในระยะตวั ออ่ น แต่เมอื่ เจรญิ เติบโตขนึ้ ชอ่ งเหงอื กจะปดิ และมีปอดขึ้นมาแทน

คลาสแอมฟเิ บีย Class
Amphibia

สัตว์สะเทินน้าสะเทินบก หรือท่ีนิยมเรียกอย่างท่ัวไปว่า สัตว์คร่ึงบกครึ่งน้า (อังกฤษ:

Amphibians) เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังท่ีอยู่ในช้ัน Amphibia อาศัยอยู่ได้ท้ังในน้าและบนบก มี

ลักษณะเฉพาะ คือ ผิวหนังมีต่อมเมือกทาให้ผิวหนังชุ่มชื้นตลอดเวลา ผิวหนังเปียกลื่นอยู่เสมอ ไม่มีเกล็ด

ตัวไม่แห้งหรือไม่มีขน หายใจด้วยเหงือก, ปอด, ผิวหนัง หรือผิวในปากในคอ โดยช้ันผิวหนังน้ันมีลักษณะ

พิเศษสามารถแลกเปล่ยี นออกซิเจนได้เนอื่ งจากมโี ครงขา่ ยหลอดเลอื ดฝอยจานวนมาก เพื่อใชใ้ นการหายใจ

สืบพันธุ์โดยการผสมพันธุ์ภายนอกลาตัว สืบพันธ์ุเม่ืออายุ 2–3 ปี ออกลูกเป็นไข่อยู่ในน้า ไม่มีเปลือก

วางไขเ่ ปน็ กลมุ่ ในนา้ มีสารเปน็ ว้นุ หมุ้ อาณาจักร : สัตว์

ลูกอ่อนท่ีออกจากไข่มีรูปร่างคล้ายปลา ไฟลมั : สตั ว์มีแกนสนั หลงั
เรียกว่า "ลูกอ๊อด" อยู่ในน้าหายใจด้วยเหงือก เม่ือ เคลด : Batrachomorpha
เติบโตเต็มท่ีแล้วมีปอดหายใจ ข้ึนบกได้ แต่ต้องอยู่ สัตว์สะเทินน้าสะเทนิ บก
ใกล้น้าสัตว์สะเทินน้าสะเทินบกส่วนใหญ่จะมีการ ชน้ั : Linnaeus, 1758
Lissamphibia
เปลี่ยนแปลงรูปร่างท้ังภายนอกและภายในอย่าง ช้ันย่อย : Anura
สิ้นเชิง ไปตามวงจรชีวิต ตัวอ่อนอาศัยอยู่ในน้า Caudata
Gymnophiona
หายใจด้วยเหงือก เมื่อโตข้ึนจะเปลี่ยนรูปร่างอาศัย

อยู่บนบก หายใจด้วยปอดหรือผิวหนัง โดยเฉพาะ

ในชว่ งฤดูแลง้ ในชว่ งระหวา่ งฤดหู นาวถงึ ฤดรู อ้ น

ส่วนใหญจ่ ะขุดรูจาศีล เพ่อื หนีความแห้งแล้ง มิให้ผิวหนังแห้ง ถ้าผิวหนังแห้งจะหายใจไม่ได้และตายในที่สุด
เพราะก๊าชจากอากาศต้องละลายไปกับนา้ เมือกทีผ่ วิ หนงั แล้วจึงแพรเ่ ข้าสกู่ ระแสโลหิต ระยะน้จี ะใช้อาหารที่
สะสมไว้ในร่างกายอย่างช้า ๆ นิวต์และซาลามานเดอร์ก็เป็นสัตว์คร่ึงบกคร่ึงน้าเหมือนกัน แต่แตกตางกัน
ตรงทีน่ วิ ต์และซาลามานเดอร์จะยงั คงหางของมันไว้ เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ สัตว์สะเทินน้าสะเทินบกถือเป็น
สตั ว์เลือดเยน็ เช่นเดยี วกบั สัตวพ์ วกปลา หรอื แมลง หรือสัตว์เลื้อยคลาน ปัจจุบันมีการอนุกรมวิธานสัตว์
ในช้ันแลว้ กว่า 6,500 ชนิด

ศัพท์มูลวทิ ยา

ค า ว่ า สั ต ว์ ส ะ เ ทิ น น้ า ส ะ เ ทิ น บ ก ใ น
ภาษาองั กฤษใชค้ าวา่ "Amphibian“ เปน็ อุปสรรค
ซ่ึงแปลว่า "ทั้งคู่" หรือ "ท้ังสองด้าน" กับคาว่า
βος ในภาษากรีก ("Vos") ที่แปลว่า "ชีวิต" โดย
มีความหมายถึง สัตว์กลุ่มนี้มีชีวิตคร่ึงหน่ึงในน้า

วิวฒั นาการของสัตว์สะเทนิ นา้ สะเทินบก และอีกครึ่งหนึ่งอาศัยอย่บู นบก

สตั ว์สะเทินน้าสะเทินบกถือเปน็ สัตว์มีกระดกู สนั หลัง
จาพวกแรกท่ีขึ้นจากน้ามาอยู่บนบก โดย
วิวัฒนาการตัวเองมาจากปลาในยุคปลายดีโว
เนียน ในปลาชั้น Sarcopterygii โดยเฉพาะปลา
ในช้ันย่อย Tetrapodomorpha ท่ีปัจจุบันได้สูญ
พันธ์ุและวิวัฒนาการมาเป็นสัตว์อย่างอ่ืนไปแล้ว
กอ่ นที่จะววิ ัฒนาการเป็นสัตว์เลื้อยคลานต่อไป

อันดบั ของสัตว์สะเทินนา้ สะเทินบก

Anura หรอื อนั ดับกบ เป็นอันดับของสัตว์สะเทินน้าสะเทินบกท่ีรู้จักกันเป็นอย่างดี ซ่ึงรวมถึง คางคก,
อ่ึง และเขียดหรือปาดด้วย มีรูปร่างโดยรวมคือ มีสี่ขา ขาหลังขาวใหญ่และมีกล้ามเน้ือที่แข็งแรงใช้
กระโดดไดร้ ะยะไกล โดยมมุ ท่กี ระโดดไดม้ ีความสูงท่ีสุด คือ 90 องศา กับพ้ืนราบ ส่วนการกระโดดท่ีไกล
ที่สุดคือ เมื่อทามุม 45 องศา กับพื้นราบ ทั้งน้ีท้ังนั้นข้ึนอยู่กับอัตราการเร่งและหดตัวของกล้ามเน้ือ
Caudata หรือ อันดับซาลาแมนเดอร์และนิวต์ เป็นอันดับของสัตว์สะเทินน้าสะเทินบกอีกอันดับหน่ึง
มีรูปร่างโดยรวมคล้ายกับจ้ิงจกท่ีเป็นสัตว์เล้ือยคลาน จึงได้มีอีกช่ือเรียกหน่ึงในภาษาไทยว่า "จิ้งจกน้า"
หรือ "จ๊ักก้ิมน้า" กล่าวคือ เม่ือเป็นตัวเต็มวัยแล้วก็ยังมีหาง ในขณะท่ียังเป็นวัยอ่อนก็มีรูปร่างไม่ได้ต่าง
อะไรกบั ตัวเต็มวัย แตส่ ภาพของพ่เู หงอื กจะมีความแตกต่างกนั ออกไปตามสภาพถนิ่ ที่อยู่ โดยพวกที่วางไข่
ในแหล่งนา้ นง่ิ หรอื บกบก เหงอื กไดล้ ดรปู และช่องเหงอื กปดิ กอ่ นหนา้ จะเปน็ ตัวฟกั ออกจากไข่ สาหรับพวกที่
อาศยั ในแหล่งน้าไหลมปี ริมาณออกซเิ จนละลายในนา้ สูง จะมีไดท้ ้ังเหงอื กขนาดเลก็ และขนาดใหญ่มีทงั้ แบบ
เปน็ พู่คล้ายขนนก แต่ในจาพวกท่ีต้องอาศัยอยู่ในน้าตลอดเวลา จะไม่เปล่ียนรูปร่างของเหงือกไปตามวัย
แมจ้ ะมีปอดขนึ้ มาแลว้ กต็ าม
Gymnophiona หรือ อันดับเขียดงู เป็นอันดับที่มีรูปร่างคล้ายเหมือนปลาไหลหรืองูที่เป็น
สัตว์เลื้อยคลาน เพราะมีลาตัวเรียวยาวไม่มีขาหรือเกล็ด ตามีขนาดเล็ก ทาให้ส่วนใหญ่เม่ือมีผู้พบเห็น
เข้าใจผิดอยู่เสมอว่าเป็นงูหรือสัตว์เล้ือยคลาน พบได้ในท่ัวโลก มีลาตัวเป็นปล้อง โดยปล้องโดยท่ัวไปมี
ขนาดจานวนเทา่ กบั ปล้องของกระดูกสันหลัง แต่บางชนิดอาจมีปล้องจานวน 2 หรือ 3 ปล้องต่อกระดูก
สนั หลงั ปลอ้ งเดยี วก็ได้ ในบางชนิดทีม่ เี กลด็ จะเป็นเกลด็ ทป่ี ระกอบด้วยคอลลาเจนหลายชัน้ ฝงั และเรียงตัว
ซอ้ นกันในร่องส่วนลึกสุดของปล้องลาตัวปฐมภูมิ โดยเรยี งลาดับต่อเน่อื งกันในแนวเฉียง

คลาสเรพทเี รยี ClassReptilia

สัตวเ์ ลื้อยคลาน (องั กฤษ: reptile) จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์มีแกนสันหลัง โดยคาว่า Reptilia มาจาก
คาวา่ Repera ที่มีความหมายวา่ "คลาน" เปน็ สัตวม์ กี ระดกู สนั หลงั ท่จี ัดเปน็ สัตว์ในกลมุ่ แรก ๆ ของโลกท่ี
มีการดารงชีวิตบนบกอย่างแท้จริง สัตว์เลื้อยคลานในยุคดึกดาบรรพ์ท่ีรอดชีวิตจากการสูญพันธ์ุและยัง
ดารงชีวิตในปัจจุบัน มีจานวนมากถึง 7,000 ชนิดกระจายอยู่ท่ัวโลกท้ังชนิดอาศัยในแหล่งน้าและบนบก
จัดเป็นกลุ่มของสัตว์ท่ีประสบความสาเร็จในการปรับเปลี่ยนสภาพร่างกายในการเอาตัวรอดจาก
เหตุการณ์หนิ อุกกาบาตพงุ่ ชนโลกมามากกว่า 100 ล้านปีมาแลว้

การสูญพนั ธ์แุ ละการปรับตวั

จากเหตุการณ์อุกกาบาตพุ่งชนโลกเม่ือ 100 ล้านปีมาแล้ว ทาให้
สัตว์เล้ือยคลานในยุคจูแรสซิกเกิดการสูญพันธ์ุอย่างกะทันหัน จานวนที่
เคยมีมากถึง 12 กลุ่ม ได้ลดจานวนลงเหลืออยู่เพียง 4 กลุ่มเท่านั้น ซึ่ง
กลุ่มของสัตว์เลื้อยคลานที่สามารถดารงชีวิตอยู่ได้ดีท่ีสุดคืองู และ
สัตว์เล้ือยคลานจาพวกลิซาร์ดได้แก่ จ้ิงจก ตุ๊กแก กิ้งก่า จ้ิงเหลน และ
รองลงมาเป็นจระเข้และแอลลิเกเตอร์ สาหรับสัตว์เล้ือยคลานกลุ่มท่ียังคง
ลักษณะทางกายภาพแบบโบราณ ท่ีไม่มีการปรับตัวให้แตกต่างไปจาก
บรรพบุรุษคือเต่า และสัตว์เลื้อยคลานในกลุ่มสุดท้ายคือทัวทารา ซ่ึงมี
เพยี งชนิดเดยี วและสามารถพบเหน็ ไดท้ ีน่ วิ ซแี ลนดเ์ พียงประเทศเดียวเทา่ นน้ั

สตั ว์เลอื้ ยคลาน มีการปรับสภาพร่างกายที่แตกต่างไปจากสัตว์สะเทินน้าสะเทินบกหลายอย่าง ซึ่ง
ทาให้สัตว์เล้ือยคลานนั้น สามารถดารงชีวิตอยู่ในสภาพภูมิอากาศที่ร้อนและแห้งแล้งในทะเลทรายได้ แต่
สาหรบั สัตว์สะเทนิ นา้ สะเทนิ บกไม่สามารถดารงชวี ิตในทะเลทรายได้ เน่อื งจากเวลาผสมพันธุ์ จะต้องอาศัย
แหล่งน้าเป็นตัวกลางในการผสมพันธ์ุ ผิวหนังของสตั วเ์ ล้อื ยคลานมคี วามแห้ง หยาบกระด้างกว่าผิวหนังท่ี
ลื่น และเปน็ เมือกของสัตวส์ ะเทนิ นา้ สะเทนิ บก ซึง่ จะช่วยป้องกันการระเหยของนา้ ออกจากร่างกาย และช่วย
ปอ้ งกนั อันตรายใหแ้ กผ่ วิ หนังรวมท้ังไม่มีตอ่ มเหงอ่ื และต่อมนา้ มันอยู่ใต้ชั้นของผิวหนัง ซ่ึงช่วยทาให้ป้องกัน
การสูญเสียนา้ และการระเหยของนา้ ได้เป็นอยา่ งดี

ส่ิงสาคัญท่ีสุดคือ สัตว์เล้ือยคลานนั้นจะวางไข่บนพื้นดิน และมีการวิวัฒนาการให้มีการปฏิสนธิ
ของตัวอ่อนภายในเปลือกไข่ ซ่ึงเป็นการปรับตัวตามสภาพส่ิงแวดล้อม เพื่อให้มีการดารงชีวิตให้รอดพ้น
จากแหลง่ น้า นอกจากนยี้ ังมีการววิ ัฒนาการของเปลือกไข่ เพื่อช่วยให้ตัวอ่อนภายในไข่มีชีวิตรอดออกมา
เป็นตัว เปลือกไข่ของสัตว์เล้ือยคลานทาให้สามารถวางไข่บนพ้ืนดินแห้งได้ เอมบริโอจะเจริญเติบโตและ
ลอยตัวอยู่ในของเหลวภายใน ท่ีทาหน้าที่ห่อหุ้มเยื่อหุ้มไข่ (Amnion) เอมบริโอจึงมีของเหลวล้อมรอบ
เชน่ เดียวกบั การวางไข่ในแหล่งน้า นอกจากน้ีเอมบริโอยงั มถี งุ อาหารที่มีเยื่ออัลแลนทอยส์ (Allantois) ซ่ึง
เป็นเย่อื สาหรับการแลกเปล่ยี นแกส๊ ผา่ นเปลือกไข่ ทเี่ ยอื่ อัลแลนทอยส์ จะมีถุงสาหรับสะสมของเสียที่เกิดข้ึน
ในระหว่างการเจริญเติบโต จนเป็นตัวเต็มวัยก่อนออกจากเปลือกไข่ ซ่ึงการที่สัตว์เล้ือยคลานสามารถ
วางไข่บนบกได้นัน้ จึงเป็นผลของการววิ ัฒนาการร่างกายท่ดี ีกว่าสัตวส์ ะเทนิ น้าสะเทินบก

ววิ ัฒนาการ คลาสเรพทเี รีย

สัตว์เลื้อยคลาน มีวิวัฒนาการมาจากสัตว์สะเทินน้าสะเทินบกใน
กลุ่ม Labyrinthodont ท่ีนักชีววิทยาต่างยอมรับในด้านของการ
วิวัฒนาการ เป็นสัตว์ท่ีมีเกล็ดปกคลุมผิวหนังทั่วทั้งลาตัว
เชน่ เดียวกบั ปลาท่ีมชี วี ิตอยู่ในยคุ คาร์บอนิเฟอรัส (Carboniferous
period) ในมหายุคพาลีโอโซอิก (Palaeozoic era) หรือเม่ือ
ประมาณ 280 ล้านปีมาแล้ว สัตว์เลื้อยคลานที่เป็นต้นตระกูลของ
สัตว์เล้ือยคลานทั้งหมดคือ Captorhinomorphs ซึ่งมีรูปร่างและ
ลักษณะคล้ายคลึงกับสัตว์จาพวกก้ิงก่า สัตว์ต้นตระกูลของ
สัตว์เล้ือยคลาน จัดเป็นสัตว์ขนาดที่มีขนาดลาตัวเล็ก อาหารส่วน
ใหญ่จงึ เป็นแมลง
จากสัตว์ต้นตระกูลขนาดเล็ก ได้มีการวิวัฒนาการทางด้านกายภาพอย่างรวดเร็ว กลายเป็น
สัตว์เลื้อยคลานในกลุ่มต่าง ๆ ซ่ึงกลุ่มที่ประสบความสาเร็จอย่างสูงสุดในการวิวัฒนาการ มีด้วยกัน
ทั้งหมด 4 กลุ่ม ได้แก่ไดโนเสาร์ (Dinosaurs) สัตว์เลื้อยคลานท่ีอาศัยอยู่ในทะเล (Marinereptiles -
euryapsida) สัตวเ์ ลอื้ ยคลานทสี่ ามารถบินได้ (Flying reptiles - pterisaurs) และสัตว์เลื้อยคลานท่ีมี
ลกั ษณะรูปรา่ งคลา้ ยคลงึ กบั สัตวเ์ ล้ยี งลูกดว้ ยน้านม (Mammal reptiles - therapsida)

ภายหลงั จากสตั ว์เล้ือยคลานเร่ิมสูญพันธุ์ และสัตว์เลี้ยงลูกด้วย
น้านมเร่ิมมีการแพร่กระจายเผ่าพันธ์ุอย่างรวดเร็ว จน
ครอบครองโลกแทนสตั ว์เลอื้ ยคลาน สภาพภมู ิอากาศจากท่รี ้อน
จัดจนสิ่งมีชีวติ ไมส่ ามารถอาศัยอยู่ได้ เร่ิมเย็นลงตามลาดับและ
มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม พันธ์ุพืชพันธุ์สัตว์ที่
ปรากฏในยุคปัจจุบันเริ่มถือกาเนิดขึ้น แต่ไดโนเสาร์และเทอโร
ซอส์ไม่อาจปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่าง
กะทันหัน หรืออาจสูญพันธ์ุจากสภาพอากาศท่ีเปล่ียนแปลงไป
รว่ มกับปจั จยั ในด้านนเิ วศวทิ ยา

แต่ยังมีสัตว์เล้ือยคลาน 4 กลุ่มและบางชนิด ท่ีสามารถเอาตัวรอดจากการสูญพันธุ์ได้ จนมีชีวิตอยู่ในยุค
ปัจจุบันเช่นเต่าท่ีจัดเป็นสัตว์เลื้อยคลานในยุคโบราณ ที่ยังมีชีวิตรอดมาได้เน่ืองจากมีกระดองสาหรับ
ป้องกันตัวเอง งูและสัตว์เล้ือยคลานจาพวกลิซาร์ด อาศัยอยู่ในพ้ืนที่บริเวณที่เป็นป่าโปร่ง และตามซอกหิน
ช่วยทาให้รอดพ้นจากศัตรู จระเข้และแอลลิเกเตอร์มีขนาดร่างกายท่ีใหญ่และดูน่ากลัว รวมท้ังพละกาลัง
มหาศาลทาใหม้ ีศัตรูน้อย เปน็ ตน้

ลักษณะท่วั ไป คลาสเรพทีเรยี

สตั ว์เลือยคลานโดยท่ัวไป จะมรี ยางค์เป็นคู่และมักจะมีนิวเท้าทังหมด 5 นิวเสมอเพ่ือช่วยในการเคลื่อนที่ไปมา
ได้อย่างรวดเร็ว โครงร่างโดยท่ัวไปประกอบด้วยกระดูกที่มีการเจริญเติบโตเป็นอย่างดี ในการจ้าแนก
สัตวเ์ ลือยคลาน จะใชว้ ธิ ีการอาศยั ลักษณะของกะโหลก ซง่ึ มคี วามแตกตา่ งกันในสัตว์เลอื ยคลานแต่ละกลุ่มเป็น
ตัวจา้ แนกเช่น งูมขี ้อกระดกู สันหลงั จ้านวนมาก ไมม่ ีกระดกู อกและไม่มีกระดูกรองรบั แขนขา

มีการปรับโครงสร้างและสภาพร่างกายเพื่อรองรับการปีน
ป่าย การว่ิง รวมท้ังการว่ายน้า ซึ่งการปรับเปล่ียนสภาพ
ร่างกายของสัตว์เล้ือยคลาน จะไม่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่จะมี
เพียงบางกลุ่มเท่าน้ันเช่น งู และสัตว์จาพวกก้ิงก่าบางชนิดท่ี
ไ ม่ มี ร ย า ง ค์ มี ผิ ว ห นั ง ห รื อ ร ะ บ บ เ ค ร่ื อ ง ห่ อ หุ้ ม
(Integumentary system) ซ่ึงจะแตกต่างกันตามรูปร่าง
และลักษณะของสัตว์เล้ือยคลาน ที่มีความแตกต่างกันไปใน
กลุ่มต่าง ๆ ผิวหนังและตลอดทั่วทั้งลาตัวมีเกล็ดแข็งข้ึนปก
คลุม ซ่งึ เปน็ เกล็ดทเ่ี กิดจากอพิ ิเดอร์มิส (Horny epidermal
scale) และอาจจะมีแผ่นกระดูกจากช้ันของผิวหนังเดอร์มิส
(Dermal plate) ร่วมอยดู่ ้วย
มีต่อมที่บริเวณผิวหนังน้อยมากหรือไม่มีเลยในบางกลุ่มและบางชนิด สัตว์เล้ือยคลานมีผิวหนังท่ี
ประกอบดว้ ยอพิ ิเดอร์มสิ ทบี่ างและหนา มเี ดอร์มิสท่มี ีเซลล์เม็ดสี (Chromatophore) ชว่ ยทาให้ผิวหนังของ
สัตว์เลอื้ ยคลานมีสสี ันต่าง ๆ เช่น สเี กล็ดของงูชนิดต่าง ๆ สเี กลด็ ของจระเข้ หรือสเี กล็ดของก้ิงก่า จ้ิงเหลน
เป็นต้น เกล็ดของสัตว์เลื้อยคลานส่วนใหญ่เกิดจากอิพิเดอร์มิส ซึ่งในบางชนิดจะมีเกล็ดถาวรตลอดชีวิต
ตง้ั แตอ่ อกจากไขจ่ นเจริญเตบิ โตเป็นตวั เต็มวยั เช่น จระเข้ เหยี้ มังกรโคโมโด แอลลเิ กเตอร์ ฯลฯ

การจำแนกหมวดหมู่
สัตว์เล้อื ยคลาน

การจาแนกหมวดหมูข่ องสตั วเ์ ล้ือยคลานในปัจจุบนั จากเดมิ ที่เคยมีมากถงึ 12 กลุ่ม แต่ภายหลัง
จากการสูญพันธุ์อย่างกะทันหันของไดโนเสาร์ จึงเหลือกลุ่มของสัตว์เล้ือยคลานเพียงแค่ 4 กลุ่มเท่านั้น
และเป็นการจดั อันดับของสตั ว์เลือ้ ยคลานตามแบบของ Hickman et al., 198 ดงั น้ี

อนั ดับ Squamata อนั ดับ Testudines
สัตว์เลื้อยคลานในอันดับน้ี มีผิวหนังเป็น สัตว์เลื้อยคลานในอันดับน้ี มีร่างกายที่มี

เกล็ดปกคลุมร่างกายสาหรับป้องกันตัว มีฟันเกาะ สิ่งห่อหุ้ม มีลักษณะเป็นแผ่นกระดูกที่เกิดจากชั้น
อยู่กับขากรรไกร มีกระดูกสันหลังที่เว้าบริเวณ ผิวหนังเดอร์มิส ขากรรไกรไม่มีฟัน กระดูกสัน
ด้านหน้า ทวารหนักเป็นช่องตามแนวขวาง ได้แก่งู หลงั และกระดูกซ่ีโครงเชื่อมต่อกันเป็นเนื้อเดียวกัน
ซึ่ ง มี จ า น ว น ป ร ะ ม า ณ 3 , 0 0 0 ช นิ ด แ ล ะ เป็นโครงร่างหรือกระดองภายใน ทารหนักเป็น
สัตวเ์ ลอ้ื ยคลานจาพวกลซิ าร์ดหรือกงิ้ กา่ และงู ซึง่ มี ช่องตามแนวยาว ได้แก่เต่าซึ่งมีจานวนประมาณ
จานวนประมาณ 3,800 ชนิด 250 ชนดิ

อนั ดับ Crocodilia
สัตว์เลื้อยคลานในอันดับนี้ มีกระดูกสันหลังที่มีลักษณะเว้าบริเวณด้านหน้า ขาคู่หน้ามักจะมี

น้วิ เทา้ 5 น้วิ และขาคหู่ ลงั มี 4 นวิ้ เสมอ ทวารหนักเป็นชอ่ งตามแนวยาว ไดแ้ ก่จระเข้และแอลลิเกเตอร์ ซึ่ง
มจี านวนประมาณ 25 ชนดิ
อันดับ Rhynchocephalia

สัตว์เล้ือยคลานในอันดับน้ี มีกระดูกสันหลังที่เว้าท้ัง 2 ด้าน มีนัยน์ตาอยู่บริเวณกลางศีรษะ
(Parietal eye) ทวารหนกั เปน็ ช่องตามแนวขวาง ได้แก่ทวั ทาราซึ่งเปน็ สัตวเ์ ล้ือยคลานเพียงชนิดเดียวใน
อนั ดบั น้ี

อาหารและการล่าเหยื่อ

• คามีเลียน ล่าเหยื่อโดยพรางตัวให้เข้ากับธรรมชาติเพื่อป้องกันศัตรู และล่าเหยื่อ
ไดง้ ่าย

• กง้ิ กา่ บาซลิ ิสก์ ลา่ เหยอ่ื บนนา้
• งกู ินไข่ จะขโมยกนิ ไข่ของนกตัวอ่ืนเป็นอาหาร
• งแู ซลโมซา จะจบั เหยื่อในที่มืด อยา่ งถา้ ได้
• งกู นิ หนู เป็นงเู พ่อื นของมนษุ ย์ จับหนูกินเป็นอาหาร
• งทู ะเล จะจับเหยอ่ื ใตท้ ะเล
• ตะโขง ลา่ เหยื่อโดยใช้ปากฟาดเหยอื่
• เตา่ จระเข้ยกั ษ์ ลา่ เหยอ่ื โดยใชล้ น้ิ ออกมาใหเ้ หยื่อหลงกลว่าเปน็ ไสเ้ ดอื น

การสืบสายพนั ธ์ุ

งู
ขน้ั ท่ี 1 การผสมพันธุ์ ใน 1 ปี งจู ะหาคแู่ ละผสมพนั ธเุ์ พียงครง้ั เดียว
ข้ันที่ 2 ไข่ แมง่ จู ะวางไขค่ รง้ั ละประมาณ 10 ฟอง
ขั้นที่ 3 การฟกั ไข่ ไข่สามารถฟกั ตัวเรว็ ท่สี ุดภายใน 1 วนั และช้าทสี่ ดุ ภายใน 80 วัน
ขั้นท่ี 4 ตวั เต็มวยั
กิง้ กา่
ข้นั ท่ี 1 การผสมพนั ธ์ุ การผสมพนั ธ์เุ กิดขึน้ ไดท้ กุ เม่อื โดยเพศผู้จะตอ่ สูก่ นั เพ่ือแยง่ ชิงเพศเมยี
ขั้นที่ 2 ไข่ ทั้งวางไขค่ รัง้ ละ 1 ฟอง และวางไขค่ รัง้ ละเป็นกอง
ข้นั ท่ี 3 การฟักไข่ เพศเมยี จะกกไข่หรือคอยดูแลไขจ่ นกวา่ จะฟักตัว
ขั้นที่ 4 ตัวเต็มวยั

บรรณานุกรม

บ้านจอมยทุ ธ. (ม.ป.ป) ไฟลมั คอร์ดาตา (Chordata). สืบคน้ เม่อื 18/1/2564 , จาก
https://www.baanjomyut.com/library_2/kingdom_of_animalia/07.html
วิกิพีเดีย. (2563). สัตว์เล้อื ยคลาน. สบื ค้นเมอ่ื 18/1/2564, จาก
https://th.wikipedia.org/wiki/สัตวเ์ ลือ้ ยคลาน.
วกิ พิ เี ดีย. (2563). สัตวส์ ะเทนิ น้าสะเทนิ บก. สืบค้นเมื่อ18/1/2564, จาก
https://th.wikipedia.org/wiki/สตั วส์ ะเทินน้าสะเทนิ บก

THANK
YOU


Click to View FlipBook Version