The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ภาษาบาลีภาษาพระพุทธเจ้า

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Santhad Chanthathong, 2022-08-29 02:29:07

ภาษาบาลี

ภาษาบาลีภาษาพระพุทธเจ้า

1

ภาษาบาลเี ป็นภาษาของพระพุทธเจา้ จรงิ หรอื ไม่
ในสมัยพทุ ธกาลมีแควน้ ใหญ่ ๒ แควน้ เปน็ มหาอำนาจปกครองเมืองตา่ งๆ ท่ัวชมพู
ทวีป แควน้ ท้งั สองคือ แคว้นมคธ และแคว้นโกศล ประชาชนในแคว้นทั้งสองใชภ้ าษามคธ
เปน็ หลกั ซึ่งเรยี กวา่ มาคธภาสา หรือ มาคธกิ ภาสา แปลว่า ภาษาอนั มใี นแควน้ มคธ จะเห็น
ได้วา่ ในคัมภรี ์อรรถกถากล่าวว่า ประชาชนในแควน้ มคธมักทกั ทายกันดว้ ยคำวา่ กจฺจิ ขม
นียํ, กจจฺ ิ ยาปนียํ (สบายดีไหม) สว่ นประชาชนในแควน้ โกศลมกั ทกั ทายกันดว้ ยคำว่า กจฺจิ
โภ กุสลํ (ท่านผเู้ จรญิ สบายดีไหม) จึงเรยี กวา่ แคว้นโกศล คอื แควน้ ของคนทที่ กั ทายกนั ด้วย
คำวา่ กสุ ลํ (ท.ี ส.ี อ. ๑/๒๕๔/๒๑๖)
เมื่อแควน้ ท้งั สองแผ่แสนยานุภาพปกครองเมืองตา่ งๆ ทวั่ ชมพูทวปี จงึ เปน็ ธรรมดาที่
ประชาชนในแคว้นเหล่านนั้ ต้องสอื่ สารกันด้วยภาษากลาง ซึง่ ก็คือภาษามคธ เหมือนภาษา
อังกฤษที่เปน็ ภาษากลางของชาวโลกในปจั จบุ นั นัน่ เอง และพระพทุ ธเจ้ากท็ รงแสดงธรรมดว้ ย
ภาษากลางอันเป็นภาษาทค่ี นส่วนใหญ่เขา้ ใจกันในสมยั นั้น
ด้วยเหตุนี้ จึงทราบว่าพระพทุ ธองค์ทรงแสดงธรรมดว้ ยภาษามคธเพือ่ ใหช้ าวอินเดีย
ในสมยั พทุ ธกาลสามารถเข้าใจภาษาทตี่ รัสสอนได้ และภาษามคธทีท่ รงใช้น้ันนัน่ เองกเ็ รยี ก
อกี ชือ่ หนึ่งวา่ ภาษาบาลี เพราะเป็นภาษาของพระพุทธพจน์ (ปาฬิยา ภาสา ปาฬิภาสา =
ภาษาของพระพทุ ธพจน์ ชอ่ื วา่ ปาฬิภาสา) กล่าวคอื ในคัมภีร์อรรถกถาหลายฉบบั ไดก้ ล่าวถงึ
ปาฬิ หรือ ตนตฺ ิ คอื พระบาลี หรือพระพุทธพจน์ วา่ หมายถงึ พระไตรปิฎก ทำใหต้ ่อมาช่ือ
บาลีได้กลายเปน็ ช่ือของภาษาท่ีใชใ้ นพระไตรปฎิ ก จงึ เรียกวา่ ภาษาบาลี
คำว่า ปาฬิ มรี ูปวิเคราะห์ (คำจำกดั ความ) ๔ ประการในคัมภรี ์ฎีกาและไวยากรณ์ คอื
๑. อตถฺ ํ ปาติ รกขฺ ตีติ ปาฬิ, ตนฺติ = สิ่งท่ีรักษาเนือ้ ความ ชอ่ื ว่า ปาฬิ คอื พระพทุ ธ
พจน์ (ปา ธาตุ + ฬิ ปัจจยั ในกตั ตสุ าธนะ) <โมคคัลลานไวยากรณ์ ๗/๒๒๘>
๒. อตฺถํ ปาเลตีติ ปาฬ,ิ ลสฺส ฬตฺตํ = สงิ่ ทีร่ ักษาเนอื้ ความ ช่ือว่า ปาฬิ แปลง ล
เป็น ฬ (ปาล ธาตุ + อิ ปจั จัยในกตั ตสุ าธนะ) <สัททนตี ปิ กรณ์ ธาตมุ าลา น. ๔๕๒>
๓. โย นํ ปริยาปุณาติ, ตํ อาปายกิ าทีหิ ทุกฺเขหิ ปาติ รกขฺ ตีติ ปาฬิ = สง่ิ ทร่ี กั ษาผู้
ปฏบิ ัตติ ามให้พน้ ไปจากทุกข์ในอบายเป็นตน้ ช่อื ว่า ปาฬิ (ปา ธาตุ + ฬิ ปจั จยั ในกัตตุสา
ธนะ) <มณิสารมญฺชูสาฏีกา ๑/๑๕๑-๕๒>

2

๔. ปกฏฐฺ านํ อตุ ฺตมานํ สทฺทานํ อาฬิ ปาฬิ = ลำดบั ของกลุม่ คำอันยิ่งยวด ช่ือว่า
ปาฬิ (ป อปุ สรรค + อาฬิ ศพั ท)์ <ม.ม.ู ฏกี า ๒/๓๓๓/๗๒๒, องฺ.จตุกฺก.ฏีกา ๒/๒๒/๓๐๙>

ตามข้อความทีก่ ล่าวมาแล้วนี้ คำว่า ปาฬิ คือ พระพุทธพจน์ หรอื พระไตรปฎิ ก หรือ
พระบาลี ไมใ่ ชภ่ าษาบาลี ในคัมภีร์อรรถกถาทัง้ หลายมักกล่าวถงึ ภาษาบาลีโดยใชเ้ ปน็ มาคธ
ภาษา คอื ภาษาของชาวมคธ หรือตนั ติภาษา คอื ภาษาของพระพุทธพจน์ การทีท่ ่านไม่ใช้
เปน็ ปาฬภิ าษานนั้ ก็คงเป็นเพราะว่าต้องการแยกการใชค้ ำให้แตกต่างกนั โดย ปาฬิ ศพั ท์
หมายถึง พระพทุ ธพจน์เท่านน้ั

อย่างไรกต็ าม ในสมัยของท่านพระธรรมบาลในราวพุทธศตวรรษท่ี ๑๓ ท่านผ้แู ตง่ ใช้
เป็น ปาฬภิ าสา (ภาษาบาลี) ในคมั ภีร์ฎีกาของทีฆนกิ าย (เลม่ ๑ หน้า ๑๙) และฎีกาของ
มัชฌิมนิกาย (เลม่ ๑ ขอ้ ๘ หนา้ ๒๑) ดังนนั้ จึงถอื ว่าภาษามคธกค็ ือภาษาบาลีนั่นเอง

บางทา่ นอาจเห็นแย้งวา่ ชอื่ ว่าปาฬเิ ปน็ ชื่อท่ีเกดิ ขน้ึ ในภายหลงั แลว้ จะถือวา่
พระพทุ ธเจ้าตรสั ภาษาบาลไี ดอ้ ยา่ งไร ในทน่ี ขี้ อชแี้ จงว่า โดยทว่ั ไปช่ือของส่ิงต่างๆ เป็นสง่ิ ที่
เปลย่ี นแปลงได้ตามกาลเวลา แตเ่ น้ือแทข้ องสง่ิ เหลา่ น้ันยังคงอยู่ตามสภาพท่ีมจี ริง เช่น
กรุงเทพมหานคร มีชอื่ เดิมว่าบางกอกตงั้ แต่สมยั อยุธยา ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเดจ็
พระจอมเกลา้ เจา้ อยู่หวั ทรงเปลี่ยนช่ือเป็นจังหวดั พระนคร ต่อมารัฐบาลจอมพลถนอม กิตติ
ขจรได้รวม จงั หวดั พระนคร และ จังหวดั ธนบรุ ี เข้าด้วยกันเปน็ นครหลวงกรุงเทพธนบรุ ี และ
ภายหลงั ได้เปล่ยี นชือ่ เป็น กรุงเทพมหานคร ถ้าช่ือวา่ กรุงเทพมหานครยงั ไม่มใี นรชั สมัยของ
พระเจา้ อยู่หัวรชั กาลที่ ๑ กค็ งไมอ่ าจกล่าวว่าพระองคไ์ ดท้ รงสร้างเมืองนข้ี ึน้ มาเป็นนครหลวง
ใหม่ของประเทศไทย ซงึ่ ในเวลาน้ันเรยี กวา่ ประเทศสยาม และสนธิสญั ญาต่างๆ ทที่ ำไว้กบั
ต่างประเทศในขณะทใ่ี ช้ช่ือวา่ ประเทศสยาม ก็คงไม่มผี ลเมือ่ เปลย่ี นช่ือเป็นประเทศไทยเมื่อวัน
ที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๒ แตค่ วามจรงิ มไิ ดเ้ ปน็ เช่นน้ัน เพราะชื่อเรยี กเป็นเพยี งคำสือ่ สาร
เพอื่ ความสะดวกเท่าน้นั

ในสมยั พทุ ธกาลยังมอี กี ภาษาหนึ่งท่ีคล้ายกับภาษามคธ มีช่อื ว่า มาคธี เป็นภาษา
ของชาวบา้ นทัว่ ไปทีไ่ ม่ไดร้ บั การศกึ ษา ไม่มไี วยากรณ์กำกับ ไมม่ แี บบแผนอยา่ งถกู ตอ้ ง
ภาษามาคธนี ีเ้ ป็นภาษาถน่ิ ของชาวบา้ น เหมือนภาษาอีสาน ภาษาเหนอื และภาษาใตน้ ่ันเอง
สว่ นภาษามคธหรือภาษาบาลเี ป็นภาษากลางที่คนทุกถิ่นทกุ ภาคเขา้ ใจกันได้ เหมอื นภาษา

3

กลางในปัจจุบนั ทีค่ นไทยทกุ ภาคสามารถสอ่ื สารให้เข้าใจกันไดเ้ ปน็ อย่างดี
จะเหน็ ได้ว่า ศัพท์บางคำในคำสอนของเจ้าลทั ธิ ๖ คนในสมยั พทุ ธกาล คอื ปรู ณกัสส

ปะ มกั ขลิโคสาล อชิตเกสกมั พล ปกธุ กจั จายนะ นคิ รนถ์นาฏบุตร และสญั ชัยเพลฏั ฐบตุ ร
เปน็ ภาษามาคธีทไี่ มถ่ ูกไวยากรณ์ เชน่ คำว่า ทฺวาสฏฺฐิ ปฏิปทา (ปฏิปทา ๖๒) ถกู ใชเ้ ปน็
ทวฺ ฏฺฐิ ปฏิปทา หรือคำวา่ สขุ ํ ทกุ ขฺ ํ ถกู ใชเ้ ปน็ สัตตมวี ิภัตตวิ ่า สเุ ข ทุกเฺ ข เป็นต้น อย่างไรกต็ าม
นักไวยากรณร์ ุ่นหลังตั้งสูตรประกอบรูปศัพท์ของคำว่า ทฺวฏฐฺ ิ เป็นต้นเพือ่ ให้อนุชนเข้าใจความ
หมายได้อย่างถูกตอ้ ง

ต่อมาภายหลังพุทธปรินิพพาน ภาษามาคธีเปน็ ท่นี ิยมใช้อยา่ งแพรห่ ลายมากกว่าเดมิ
เพราะแคว้นมคธและแควน้ โกศลไม่ได้มอี ทิ ธิพลในอนิ เดยี อกี ต่อไป ทำให้ภาษามคธหรือ
ภาษาบาลีคอ่ ยๆ สาบสูญไป ภาษามาคธนี ้ตี อ่ มาววิ ัฒนาการเปน็ ภาษาฮนิ ดีในปัจจบุ ัน จะ
เห็นได้ว่า ศิลาจารกึ ของพระเจ้าอโศกทพ่ี บทางเหนอื และตะวันออกของราชอาณาจกั รในสมัย
ของพระองคไ์ ดใ้ ชภ้ าษามาคธีเป็นหลกั ภาษามาคธนี ้ีนับอย่ใู นภาษาปรากฤต คือ ภาษาท่ี
ววิ ัฒนข์ น้ึ ตามธรรมชาตโิ ดยเปน็ ภาษาท้องถิ่นของชาวบา้ น แยกประเภทออกไปหลากหลาย
ประเภทตามท้องถนิ่ นน้ั ๆ แต่ทสี่ ำคัญมี ๔ ประเภท คือ

๑. มาคธี (Magadhi Prakrit) เป็นภาษาปรากฤตทอ้ งถนิ่ แควน้ มคธ ทางตะวันออก
เฉียงใต้ของชมพูทวปี

๒. อรรธมาคธี (Ardha Magadhi Prakrit) เปน็ ภาษาปรากฤตท้องถน่ิ เหมอื นมาคธี
ใช้บนั ทกึ คำสอนของศาสนาเชนซ่งึ เป็นศาสนาร่วมสมัยกบั พระพุทธศาสนา

๓. เศารเสนี (Sauraseni Prakrit) เป็นภาษาปรากฤตท้องถ่นิ แคว้นสุรเสนะหรอื
แคว้นมถุรา ทางทิศตะวนั ตกเฉียงเหนอื ของชมพูทวปี

๔. มหาราษฏรี (Maharashatri Prakrit) เป็นภาษาปรากฤตทอ้ งถ่นิ แควน้ มหา
ราษฏร์ ค่อนไปทางทศิ ตะวันตกของชมพทู วปี

ภาษาปรากฤตเหลา่ นอ้ี ุบตั ิขนึ้ จากภาษาพระเวทในเวลาอนั ใกล้เคียงกับภาษา
สนั สกฤต ทีจ่ ริงแล้ว ภาษาปรากฤตกค็ ือภาษาสนั สกฤตแบบพระเวท (Vedic Sanskrit or Old

4

Indo - Aryan) ทีไ่ ด้วิวัฒนพ์ ฒั นามาเปน็ ภาษาใหม่ มีช่ือเรียกรวมๆ ว่า ภาษาปรากฤต ท้ังน้ี
เปน็ ไปตามกฎธรรมชาติ ดงั นั้น พราหมณาจารยซ์ ่ึงเป็นผพู้ ิทกั ษร์ กั ษาและสบื ทอดมรดกทาง
วฒั นธรรม ซง่ึ ปรากฏอย่ใู นคัมภีรพ์ ระเวทจึงเล็งเหน็ วา่ จะเกิดการสบั สนและปะปนกนั ข้นึ
ระหวา่ งภาษาสันสกฤตแบบพระเวท และภาษาสันสกฤตท่ีได้แปรรปู ไปเปน็ ภาษาปรากฤต จงึ
ไดจ้ ดั การวางรูปแบบของภาษาสันสกฤตแบบเดมิ ใหร้ ดั กมุ และเปน็ แบบแผนมากย่ิงขึ้น ผลท่ี
ไดร้ ับกค็ อื เกดิ ภาษาสันสกฤตแบบฉบับ (Classical Sanskrit) ขึ้น ซึ่งมีอายุสืบมาจนถึง
ปัจจุบนั

ภาษาปรากฤตนี้ตรงกันขา้ มกับภาษาสันสกฤต ซ่ึงแปลวา่ “ภาษาที่ตกแตง่ ดีแล้ว”
งดงามมหี ลักมเี กณฑ์ บาลีใช้เป็น สกฺกต หรือ สงขฺ ต อนึ่ง ในคำนำปทานกุ รมพระไตรปฎิ ก
พม่า (เล่ม ๑ หน้า ๗) กล่าวว่า ภาษาปรากฤตแบง่ ออกเป็น ๗ ประเภท คอื ภาษาปรากฤต
ลว้ นๆ เศารเสนี มาคธี อรรธมาคธี ไปศาจี จลู ิกาไปศาจี และอัปภรงั ศะ

ในคัมภีรอ์ รรถกถาและฎีกานยิ มเรยี กภาษามคธว่า มาคธภาสา หรอื มาคธิกภาสา
ไม่มตี ำราเล่มไหนเรยี กว่า มาคธภี าสา เพราะเกรงว่าจะไปสบั สนกบั ภาษามาคธีอันคลา้ ยคลึง
กับภาษามคธ อยา่ งไรก็ตาม วรรณกรรมบาลรี ุ่นหลังพบรูปว่า มาคธี บ้าง ดงั ข้อความใน
ปทรปู สิทธปิ กรณ์วา่

สา มาคธี มลู ภาสา นรา ยายาทกิ ปฺปกิ า

พฺรหฺมาโน จสฺสตุ าลาปา สมฺพทุ ธฺ า จาปิ ภาสเร. (รูป. ๒/๖๐)

“ชนผเู้ กิดในตน้ กัป, พรหม, ชนผไู้ มเ่ คยฟังคำพูดของมนุษย์ และพระสัมมาสมั พุทธ
เจ้าย่อมกล่าวดว้ ยภาษาใด ภาษาน้ันชอื่ ว่าภาษาดั้งเดิม อนั เปน็ ภาษาของชาวมคธ”

คำว่า มาคธี ในบาทท่ี ๑ แสดงความหมายวา่ ภาษาของชาวมคธ โดยศพั ท์อิตถลี งิ ค์
ในลักษณะนี้อาจลง อี อติ ถีปัจจัยเป็นรปู ว่า มาคธี หรือลง อา อิตถีปัจจัยเป็นรปู วา่ มาคธา
กไ็ ด้เช่นเดียวกนั (มคธานํ เอสา มาคธี, มาคธา) ดงั น้นั คำวา่ มาคธี ในคาถานี้จึงมไิ ดห้ มาย
ถึงมาคธีภาษา แตห่ มายถงึ ภาษาของชาวมคธ และอาจจะเป็นเพราะคำว่า มาคธี นท้ี ำใหผ้ ู้

5

อา่ นบางท่านสบั สนระหวา่ งภาษามาคธีกับภาษามคธ ท่านอาจารย์มหาวสิ ทุ ธารามจึงปรับ
เปลยี่ นบาทท่ี ๑ ของคาถาน้เี ปน็ รปู วา่ สา มาคธา มูลภาสา พบในคมั ภรี ก์ จั จายนสุตตตั ถะ
(สตู ร ๕๒)

นอกจากนัน้ คำนำภาษาบาลีของท่านพระสุมงั คละผ้แู ต่งพาลาวตารฎีกาใหม่ (หนา้
ก-ข) กก็ ลา่ วถงึ ภาษาบาลวี ่าเปน็ มาคธภี าษา อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ภาษาบาลีแยกกับภาษา
มาคธี จึงควรเรียกวา่ ภาษามคธ หรอื ภาษาบาลี ไม่ควรเรียกว่า ภาษามาคธี

สรุปความว่า พระพุทธเจ้า พระสาวก และชนชาวอินเดียในสมยั พุทธกาล พูดภาษา
มคธหรอื ภาษาบาลเี ปน็ ภาษากลางของชนทกุ ท้องถ่ิน จงึ ปรากฏพระไตรปิฎกฉบับภาษาบาลี
ข้ึนเปน็ อกั ษรต่างๆ ตามอักษรของประเทศน้ันๆ และภาษามคธกไ็ ม่ใชภ่ าษามาคธีซ่ึงนบั เขา้
ในภาษาปรากฤต ดังน้นั จงึ ไดข้ ้อสรปุ วา่

๑. ความเหน็ ว่า พระพทุ ธเจา้ และชาวอินเดยี ในสมัยพทุ ธกาล ไม่ได้พดู ภาษาบาลี
เพราะคำว่า ปาฬิ พบในคมั ภีร์อรรถกถา ไม่พบในพระไตรปฎิ กน้ัน ไมถ่ กู ตอ้ ง เพราะชอื่ เรยี ก
เป็นส่ิงท่ีเปลยี่ นแปลงไดต้ ามยคุ สมยั

๒. ความเหน็ วา่ พระพุทธเจ้าและชาวอนิ เดียในสมัยพุทธกาล ไม่ไดพ้ ดู ภาษาบาลี
เพราะภาษาบาลีไม่เหมือนกบั ภาษาในศลิ าจารกึ ของพระเจ้าอโศก ไมถ่ ูกตอ้ ง เพราะภาษาใน
สมัยพระเจา้ อโศกไดเ้ ปลย่ี นไปใชภ้ าษามาคธแี ทนภาษามคธแลว้

๓. ความเหน็ วา่ ภาษาบาลีเกิดข้ึนจากการนำภาษาตา่ งๆ มาประยุกตใ์ หเ้ ป็นภาษา
กลาง ไมถ่ กู ต้อง เพราะภาษากลางตอ้ งเปน็ ภาษาของประเทศมหาอำนาจเหมอื นแควน้ มคธ
และแควน้ โกศล ขอ้ นีเ้ ปรยี บได้กบั ภาษาอังกฤษของประเทศมหาอำนาจฝั่งตะวันตกน่ันเอง อีก
ทง้ั ไม่มหี ลกั ฐานทางประวตั ิศาสตรท์ ี่ชใ้ี ห้เห็นวา่ ใครเปน็ ผูน้ ำภาษาตา่ งๆ มาประยุกต์ให้เปน็
ภาษาบาลีในสมยั ไหน

๔. ความเห็นวา่ ภาษาบาลเี ป็นภาษาทางวรรณคดี ไม่ใช่ภาษาพดู ไมถ่ กู ต้อง
เพราะถา้ เปน็ เช่นนัน้ ชาวอินเดียในสมยั พทุ ธกาลจะสอื่ สารดว้ ยภาษาอะไร จะเห็นได้วา่ ผ้ทู ่ี

6

กล่าวว่าพระพุทธเจ้าไมไ่ ด้ทรงใช้ภาษาบาลี ก็ไมไ่ ด้ระบวุ ่าทรงใชภ้ าษาอะไรในการสื่อสาร
และไม่มหี ลกั ฐานทช่ี ดั เจนในการกล่าวเช่นนนั้ เพราะหลกั ฐานทชี่ ัดเจนก็คือพระไตรปิฎก
ภาษาบาลีเท่านนั้ อีกทั้งมีปราชญต์ ะวันตกผเู้ ช่ียวชาญภาษาบาลหี ลายทา่ นยอมรับวา่ พระ
ไตรปิฎกฉบบั บาลีของนิกายเถรวาทเปน็ คำสอนดั้งเดมิ ของพระพทุ ธเจา้

พระคันธสาราภิวงศ์
โครงการเตปิฏกสงั วัณณนาวจิ ยั
๘ พ.ค. ๒๕๖๓


Click to View FlipBook Version