The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

_สรุปเนื้อหาวิทยาศาสตร์ ฉบับอ่านง่าย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

_สรุปเนื้อหาวิทยาศาสตร์ ป.4-6

_สรุปเนื้อหาวิทยาศาสตร์ ฉบับอ่านง่าย

สรุปเนื้อหา

เรื่อง การแยกสารผสม

By Krutoktak

การใช้แม่เหล็กดึงดูด

การใช้แม่เหล็กดูด เป็นวิธีที่ใช้แยกองค์ประกอบของสารเนื้อผสมซึ่งองค์ประกอบหนึ่งมี
สมบัติในการถูกแม่เหล็กดูดได้ เช่น ของผสมระหว่างผงเหล็กกับผงกำมะถัน โดยใช้แม่
เหล็กถูไปมาบนแผ่นกระดาษที่วางทับของผสมทั้งสอง แม่เหล็กจะดูดผงเหล็กแยกออกมา

การร่อน การหยิบออก

การร่อน เป็นวิธีการแยกสารที่มีสถานะเป็นของแข็ง การใช้มือหยิบออกหรือเขี่ยออก

ออกจากกัน ซึ่งองค์ประกอบของสารนั้นจะต้องมี ใช้แยกของผสมเนื้อผสม ที่ของ

ขนาดที่แตกต่างกัน จึงจะสามารถแยกสารโดยวิธีการ ผสมมีขนาดโตพอที่จะหยิบออก

ร่อนได้ เช่นการแยกทรายละเอียดและทรายหยาบ หรือเขี่ยออกได้

ออกจากกันเพื่อใช้ในการก่อสร้าง

การระเหิดสเถปไ็ดราน้สะจนกไถเะอะหาาิเขรแปดนรอยไละะีมง่กขย่เเไหอหอนดิ้อดงลสแจซวถึเ่ขางปา็ก็งขนนทสอีะ่วรางิจธะรแีากเนขักห็้าินงขดรทีอแ่ไโเดงดยก้ิแกยกดัขบไสก็มงขา่ากผอรร่ลาทรงี่านะแอยเขยห็ู่ิงใดทนี่

สื่ อการสอนครู แต๊ก

สรุปเนื้อหา

เรื่อง การแยกสารผสม

By Krutoktak

การกรอง

การกรอง คือ การทำให้ของแข็งและของเหลวแยกออกจากกันโดยใช้วัสดุต่างๆ นอกเหนือจาก
กระดาษกรองก็ได้ เช่น ผ้าขาวบางหรือผ้าชนิดต่างๆ เป็นต้น โดยการเทสิ่งเจือปนมาเทลงที่กระดาษกรองที่
พับเป็นรูปกรวยและใส่กรวยแก้วไว้ ของแข็งที่เจือปนอยู่ในของเหลวไม่สามารถผ่านกระดาษกรองไปได้แล้ว
จะติดอยู่บนกระดาษกรอง ตัวอย่างอื่นๆ เช่น การกรองน้ำ การกรองชาด้วยถุงชา การกรองน้ำกะทิ(แยก
สารผสมระหว่างมะพร้าวขูดกับน้ำกะทิ)

การตกตะกอน

การตกตะกอน ใช้แยกของผสมเนื้อผสมที่เป็นของแข็งแขวนลอยอยู่ในของเหลว ทำได้โดยนำของผสม
นั้นวางทิ้งไว้ให้สารแขวนลอยค่อย ๆ ตกตะกอนนอนก้น ในกรณีที่ตะกอนเบามากถ้าต้องการให้ตกตะกอนเร็ว
ขึ้นอาจทำได้โดย ใช้สารตัวกลางให้อนุภาคของตะกอนมาเกาะ เมื่อมีมวลมากขึ้น น้ำหนักจะมากขึ้นจะตก
ตะกอนได้เร็วขึ้น เช่น ใช้สารส้มแกว่ง อนุภาคของสารส้มจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้โมเลกุลของสารที่
ต้องการตกตะกอนมาเกาะ ตะกอนจะตกเร็วขึ้น

การระเหยแห้ง

การระเหยแห้ง เหมาะสำหรับใช้แยกของแข็ง ซึ่งละลายอยู่ในของเหลวที่เรียกว่าสารละลาย
เช่น น้ำทะเล น้ำเชื่อม น้ำเกลือ นิยมใช้ในการแยกเกลือออกจากน้ำทะเล โดยชาวนาจะเตรียมแปลง
นาแล้วใช้กังหันฉุดน้ำทะเลเข้าสู้แปลงนาเกลือ หลังจากนั้นปล่อยให้น้ำทะเลให้ได้รับแสงแดดเป็นเวลา
นานจนกระทั่งน้ำระเหยจนแห้ง จะเหลือเกลืออยู่ในนา เกลือที่ได้นี้เรียกว่า เกลือสมุทรซึ่งเป็นเกลือที่
นำมาปรุงอาหาร ทำเครื่องดื่ม

สื่ อการสอนครู แต๊ก

หน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ นักศึกษา กศน.

ในส่วนที่เป็นทางเดินอาหาร By Krutoktak

การย่อยอาหารเป็นการเปลี่ยนแปลง 2.หลอดอาหาร
โมเลกุลของสารอาหารให้มีขนาดเล็กลง จน
หลอดอาหาร (Esophagus)

ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ ได้ มีลักษณะเป็นท่อตรงยาวประมาณ

แบ่งการย่อยออกเป็น 2 ประเภท คือ 25 เซนติเมตร
อยู่บริเวณหลังท่อลม มีกล้าม
การย่อยเชิงกล เนื้ อที่สามารถหดและคลายตัวได้

เป็นการย่อยอาหารโดยไม่ใช้เอนไซม์ ได้แก่

การบดเคี้ยวอาหารในปาก หลอดอาหาร ทำหน้ าที่ ลำเลียงและ
การบีบตัวของทางเดินอาหาร
ซึ่งจะพบในหลอดอาหาร ส่ งอาหารไปยังบริเวณกระเพาะ
กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็ก อาหาร

การย่อยเชิงเคมี 1.ปาก โดยกล้ามเนื้ อจะบีบตัวทำให้อาหาร
เคลื่อนที่ผ่านไปได้
เป็นการย่อยอาหารโดยใช้เอนไซม์ย่อยสลายสาร

อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน
ซึ่งพบได้ที่บริเวณปาก กระเพาะอาหาร

และลำไส้ เล็ก

ตับ (Liver) ฟัน (Tooth)
ทำหน้ าที่ สร้างน้ำดีที่มีสีเขียวเข้มและมีกลิ่นฉุน ทำหน้ าที่ ตัด ฉีก บด และ
เคี้ยวอาหารให้มีขนาดเล็กลง
แล้วส่ งไปเก็บที่ถุงน้ำดี
น้ำดีจะถูกส่งเข้าสู่ลำไส้เล็ก เพื่อช่วยย่อยไขมัน ก่อนจะกลืน
โดยท่อส่งน้ำดีของตับ และท่อส่งเอนไซม์ที่มาจาก

ตับอ่อนจะเปิดที่บริเวณลำไส้ เล็กส่ วนต้นเมื่อมี
ลิ้น (Tongue)
การย่อยอาหารเกิดขึ้น ทำหน้ าที่ คลุกเคล้าอาหาร
ช่วยการกลืนและรับรสชาติ
ตับอ่อน (Pancreas)
ทำหน้ าที่ สร้างเอนไซม์ อาหาร
หลายชนิ ดที่ใช้สำหรับ
ต่อมน้ำลาย (Salivary gland)
การย่อยสารอาหาร มี 3 คู่ อยู่บริเวณใต้ขากรรไกร
จากนั้ นจะส่งไปที่ลำไส้เล็ก
ใต้ลิ้น
ถุงเก็บน้ำดี (Gallbladder) และข้างกกหู
ทำหน้ าที่ เก็บน้ำดีที่ผลิตจากตับ ทำหน้ าที่ สร้างน้ำลายที่
แล้วส่ งต่อไปที่ลำไส้ เล็กส่ วนต้น ประกอบด้วยน้ำ สารเมือก และ
ดังนั้ น ถุงน้ำดีจึงไม่ได้ทำหน้ าที่ผลิตน้ำดี เอนไซม์ (น้ำย่อย)
ที่ใช้ย่อยคาร์โบไฮเดรต

3. กระเพาะอาหาร 4.ลำไส้เล็ก 5.สำไส้ใหญ่

กระเพาะอาหาร (Stomach) ลำไส้เล็ก (Small intestine) ลำไส้ใหญ่ ทำหน้ าที่
อยู่ในช่องท้องค่อนไปทางฝั่ งซ้ายมือ เป็นอวัยวะที่รับอาหารต่อมาจาก ดูดซึมน้ำ วิตามิน และเกลือแร่ที่
กระเพาะอาหาร มีลักษณะเป็นท่อยาว เหลือบางส่วน จากกากอาหารที่ไม่มี
มีกล้ามเนื้ อหนา แข็งแรง และ ประมาณ 6−7 เมตร และกว้างประมาณ การย่อยแล้วกลับคืนสู่ กระแสเลือด
ยืดหยุ่นได้ดี 2.5 เซนติเมตร ม้วนขดอยู่ภายในช่อง


กระเพาะอาหารประกอบด้วยเซลล์ 3 ท้อง กากอาหารที่ถูกดูดซึมแล้วจะมี
ชนิ ดทำหน้ าที่ต่างกัน ดังนี้ ลักษณะเหนี ยวข้น หากไม่มีการถ่าย

ลำไส้เล็ก ทำหน้ าที่ ย่อยอาหาร อุจจาระหลายวันจะแข็งตัว เนื่ องจาก
และดูดซึมสารอาหารมากที่สุดใน ลำไส้ ใหญ่จะดูดน้ำออกจากกาก
1.สร้างสารเมือก เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำ
ย่อยต่าง ๆ ย่อยเนื้ อเยื่อของกระเพาะ ทางเดินอาหาร โดยจะสร้าง อาหารมากเกินไป
เอนไซม์ (น้ำย่อย) หลายชนิ ด รวม
อาหาร ทั้งรับน้ำดีจากตับที่สร้างแล้วมา



เก็บไว้ 6.ทวารหนัก
2. สร้างกรดไฮโดรคลอริก ทำให้ ในถุงน้ำดี และเอนไซม์ (น้ำย่อย)
กระเพาะอาหารมีสภาพเป็นกรด จากตับอ่อน เพื่อย่อยสารอาหาร ทวารหนั ก (Anus)
ทำหน้ าที่ ขับกากอาหารที่สะสม

ทุกประเภท และรวมกันอยู่ในลำไส้ ตรงให้
3. สร้างเอนไซม์เพปซิน (น้ำย่อย) เพื่อ
ออกจากร่างกาย
ย่อยสารอาหารประเภทโปรตีนให้มี ในรูปของอุจจาระ
ขนาดเล็ก แล้วส่งต่อไปยังลำไส้เล็ก

สื่ อการสอนครู แต๊ก

ทำความรู้จักกัน

ประเภทของวิตามิน

นักศึกษา กศน. ช่วยบำรุงสายตาและช่วยบำรุง
และผิวพรรณ
By Krutoktak
หากขาดจะทำให้ผมร่วง ผิวหนั ง
ช่วยทำให้กล้ามเนื้ อทำงานได้ แห้งเป็นสะเก็ด
ดีและช่วยป้องกันโรคเหน็ บชา
ช่วยให้กระดูกและฟัน
หากขาดจะทำให้เป็นโรค แข็งแรงและ ทำให้เป็น
เหน็ บชา
โรคกระดูกอ่อน
ช่วยป้องกันโรค หากขาดจะทำให้
ปากนกกระจอกและ ร่างกายเจริญเติบโตช้า
ช่วยป้องกันการอักเสบ
ช่วยควบคุมการทำงาน
ที่ตาและปาก ของระบบสื บพันธุ์
หากขาดจะทำให้ริม

ฝีปากแห้ง ลิ้นแตก
หากขาดอาจทำให้เป็น
ตามัว หมัน และมีบุตรยาก

ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตาม ช่วยทำให้เลือดแข็งตัว เพื่อห้าม
ไรฟันและทำให้ระบบขับถ่าย เลือดที่ไหลออกจากบาดแผล
หากขาดจะทำให้เลือดแข็งตัว
ทำงานได้ดี
หากขาดจะทำให้เลือดออกตาม ช้าเมื่อมีแผล

ไรฟัน เหงือกบวม

สื่ อการสอนครู แต๊ก

ทำความรู้จักกัน

ประเภทของเกลือแร่

นักศึกษา กศน.

By Krutoktak

สื่ อการสอนครู แต๊ก

ขั้นตอนการทำงานร่วมกัน ของอวัยวะต่าง ๆ

ในระบบย่อยอาหาร




นั กศึกษา กศน.

By Krutoktak

เมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไปภายในปากจะมีฟันเคี้ยวอาหาร ลิ้นช่วยคลุกเคล้า
อาหาร และต่อมน้ำลายจะขับน้ำลายที่มีเอนไซม์อะไมเลสออกมาย่อยสารอาหาร

ประเภทคาร์โบไฮเดรต



เมื่ออาหารเริ่มเคลื่อนที่ผ่านคอหอยเข้าสู่หลอดอาหาร กล้ามเนื้อ
หลอดอาหารจะหดและคลายตัว เพื่อบีบให้อาหารเคลื่อนที่ไปยัง

กระเพาะอาหาร




กล้ามเนื้อกระเพาะอาหารหดและคลายตัวเพื่อคลุกเคล้า
อาหารและจะผลิตเอนไซม์เพปซินออกมาย่อยอาหารประเภท

โปรตีนให้มีขนาดเล็กลง แล้วส่งต่อไปสู่ลำไส้เล็ก



ลำไส้เล็กรับน้ำดีที่ส่งมาจากตับ เอนไซม์จากตับอ่อน และเอนไซม์ที่ผลิต
ขึ้นที่ลำไส้เล็กเองเพื่อย่อยสารอาหารทุกประเภทให้มีขนาดเล็กจนเซลล์
สามารถดูดซึมผ่านผนังลำไส้เล็กเข้าสู่กระแสเลือด ส่งไปยังส่วนต่างๆ

ของร่างกาย



กากอาหารที่เหลือจากการย่อยและส่วนที่ย่อยไม่ได้จะถูกส่งจาก
ลำไส้เล็กต่อไปยังลำไส้ใหญ่ ซึ่งทำหน้าที่ดูดน้ำ วิตามินและเกลือ
แร่บางส่วน กลับเข้าสู่ร่างกาย ส่วนกากอาหารถูกขับถ่ายเป็น

อุจจาระออกจากร่างกายผ่านทวารหนัก




สื่ อการสอนครู แต๊ก

ความรู้เพิ่มเติม

เรื่อง ไฟฟ้า

นักศึกษา กศน. By Krutoktak

ทำไมไฟบ้าน เราจึงใช้เป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (AC)


สาเหตุที่ไฟฟ้าตามบ้านส่งแบบกระแสสลับ (AC) ประเด็นหลักๆ ก็มีอยู่ 2 ข้อ
1) ไฟฟ้ากระแสสลับ(AC) นั้นส่งได้ไกลกว่า ไฟฟ้ากระแสตรง(DC)มาก เนื่องจากเวลาส่งกระแสไฟฟ้ามา
ตามสายไฟ ถ้าเป็นไฟฟ้ากระแสตรง(DC) ก็ทำให้แรงเคลื่อนสูงมากไม่ได้ ต้องเป็นแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ต่ำ ทำให้ต้องส่ง
กระแสไฟฟ้าที่มาก เมื่อส่งกระแสที่มากก็จะมีค่าการสูญเสียพลังงานไปตามสายส่งไฟฟ้ามากด้วย
แต่ถ้าเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ(AC) เขาจะแปลงกระแสไฟ ให้เป็นไฟฟ้าแรงสูงก่อนที่จะส่งมาตามบ้านเรือน (ที่เราเห็น
เสาไฟฟ้าแรงสูงอยู่ทั่วไปนั้นเอง) แล้วมาลดกลับที่ปลายทางโดยผ่านหม้อแปลง (Transformer) แต่หากเป็น
ไฟฟ้ากระแสตรง(DC) จะไม่สามารถทำได้โดยง่าย

2) ไฟฟ้ากระแสสลับ(AC) นั้น สามารถแปลงแรงดันให้มากขึ้น หรือลดต่ำลงได้ โดยการใช้หม้อแปลง
(Transformer) ซึ่งในการแปลงแรงดันนี้ถ้าเป็นไฟกระแสตรง(DC) จะยุ่งยากมาก

คุณสมบัติของไฟฟ้ากระแสสลับ(AC)

1) สามารถส่งไปในที่ไกลๆได้ดี กำลังไม่ตก คุณสมบัติของไฟฟ้ากระแสตรง(DC)
2) สามารถแปลงแรงดันให้สูงขึ้นหรือต่ำลงได้

ตามต้องการโดยการใช้หม้อแปลง (Transformer) (1) กระแสไฟฟ้าไหลไปทิศทางเดียวกันตลอด

(2) มีค่าแรงดันหรือแรงเคลื่อนเป็นบวกอยู่เสมอ

ประโยชน์ของไฟฟ้ากระแสสลับ(AC) (3) สามารถเก็บประจุไว้ในเซลล์ หรือแบตเตอรี่ได้

1) ใช้กับระบบแสงสว่างได้ดี ประโยชน์ของไฟฟ้ากระแสตรง(DC)

2) ประหยัดค่าใช้จ่าย และผลิตได้ง่าย (1) ใช้ในการชุบโลหะต่างๆ

3) ใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องการกำลังมากๆ (2) ใช้ในการทดลองทางเคมี
(3) ใช้เชื่อมโลหะและตัดแผ่นเหล็ก
4) ใช้กับเครื่องเชื่อม
5) ใช้กับเครื่องอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์ (4) ทำให้เหล็กมีอำนาจแม่เหล็ก
(5) ใช้ในการประจุกระแสไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่
ไฟฟ้าได้เกือบทุกชนิด
(6) ใช้ในวงจรอิเล็กทรอนิกส์

(7) ใช้เป็นไฟฟ้าเดินทาง เช่น ไฟฉาย

สื่ อการสอนครู แต๊ก

สรุปเนื้อหา

เรื่อง ไฟฟ้า

นักศึกษา กศน. By Krutoktak

ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปหนึ่งซึ่ งเกี่ยวข้อง ไฟฟ้าสถิต
กับการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน (ประจุไฟฟ้า
ไม่มีการเคลื่อนที่ของประจุหรือ เคลื่อนที่
ลบ) หรือโปรตอน /ประจุไพฟ้าบวก ก่อให้ ประจุในระยะสั้น เกิดจากการเสียดสีทำให้วัตถุสูญเสีย
เกิดพลังงานอื่น เช่น ความร้อน, แสงสว่าง, ความเป็นกลางเนื่องจากการถ่ายเทประจุไฟฟ้าโดย

การเคลื่อนที่ วัตถุที่มีประจุ - น้อยกว่าประจุ +
ไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท วัตถุนั้นจะแสดงความเป็นประจุ +
วัตถุที่มีประจุ - มากกว่าประจุ +
คือไฟฟ้าสถิต วัตถุนั้นจะแสดงความเป็นประจุ -
ไฟฟ้ากระแส วัตถุที่มีประจุเหมือนกันมาใกล้กันจะผลักกัน
วัตถุที่มีประจุต่างกันมาใกล้กันจะดูดกัน


ไฟฟ้ากระแส
แรงไฟฟ้า
เกิดการเคลื่อนที่ของประจุอย่างต่อเนื่องแบ่งได้เป็น
ไฟฟ้ากระแสตรงตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้ ฃ
1.ไฟฟ้ากระแสตรง เช่น แบตเตอรี่ ได้นาโม แผงสุริยะ เป็นต้น
2. ไฟฟ้ากระแสสลับ ตัวอย่าง ไฟฟ้าตามบ้านเรือน

แรงไฟฟ้า คือ แรงที่เกิดขึ้นระหว่างประจุไฟฟ้า
ด้วยกัน มีทั้งแรงดึงดูดและแรงผลัก

แรงไฟฟ้าเกิดขึ้นได้เองตาม หากนำวัตถุ 2 ที่ไม่เป็นกลางทาง
ธรรมชาติ การนำวัตถุมาขัดถูกัน ไฟฟ้ามาเข้าใกล้กันจะทำให้เกิดแรง
จะทำให้เกิดแรงไพฟ้าขึ้น บริเวณ ระหว่างประจุไฟฟ้าขึ้น ดังนี้
ที่มีการขัดถูวัตถุเท่านั้น การขัดถูวัตถุชนิดเดียวกันด้วยสิ่งเดียวกัน
เรียกแรงไฟฟ้านี้ว่า ไฟฟ้าสถิต จะทำให้เกิดประจุไฟฟ้าชนิดเดียวกัน ซึ่ง
จะมีแรงระหว่างประจุไฟฟ้าเมื่อนำวัตถุมา
การขัดถูวัตถุชนิดเดียวกันด้วยสิ่งที่ เข้าใกล้กันจะเกิดแรงผลัก
ต่างกันจะทำให้เกิดประจุไฟฟ้าต่างชนิดกัน
ซึ่ งจะมีแรงระหว่างประจุไฟฟ้าเมื่อนำวัตถุ

มาเข้าใกล้กันจะเกิดแรงดึงดูด


สื่ อการสอนครู แต๊ก

สรุปเนื้อหา

เรื่อง ไฟฟ้า

นักศึกษา กศน. By Krutoktak

วงจรไฟฟ้า คือ เส้นทางที่กระแสไฟฟ้า 2 วปงรจะรเภไฟทฟน้าะมคี ะ
ไหลจากแหล่งกำเนิดไฟฟ้าผ่านตัวนำไฟฟ้า
วงจรไฟฟ้า
ไปสู่โหลดหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า (หลอดไฟ
มอเตอร์ ลำโพง ขดลวดความร้อนกระดิ่ง คือ เส้นทางที่ทำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปตาม
ไฟฟ้า) แล้วไหลกลับมาสู่แหล่งกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำไฟฟ้าได้ครบรอบ แบ่งเป็น 2 ประเภท
อีกครั้งอาจมีสวิตซ์ ควบคุมเพื่อเปลี่ยนวงจร ได้แก่

ไฟฟ้าเปิดเป็นวงจรไฟฟ้าปิด 1. วงจรปิด หมายถึง วงจรที่มีการไหลของกระแส
ไฟฟ้าได้ครบวงจร จากแหล่งจ่ายไฟฟ้าผ่านลวด
ตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้า จนไหลกลับเข้าสู่อีกขั้ว วงจรปิด
ของแหล่งจ่ายไฟฟ้า ซึ่งเป็นวงจรที่เครื่องใช้ไฟฟ้า

ทำงานได้ตามปกติ

วงจรไฟฟ้า วงจรเปิด
อย่างง่าย
2. วงจรเปิด หมายถึง วงจรไฟฟ้าที่ขาดจากกันด้วย
วงจรไฟฟ้าอย่างง่าย ประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 3 ส่วน คือ วิธีต่างๆ ทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลผ่านไปได้
1. แหล่งจ่ายไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายกระแสไฟฟ้า เช่น แบตเตอรี่ อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าจะไม่ทำงาน เช่น การปิด
ถ่านไฟฉาย เครื่องกำเนิดไฟฟ้า
2. ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแส สวิตซ์ ไฟทำให้ไฟดับ
ไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่ งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับ
เครื่องใช้ ไฟฟ้า
3. เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงาน
ไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่นๆ เช่น พลังงานแสง พลังงานกล

วงจรไฟฟ้า แบบอนุกรม วงจรไฟฟ้า แบบผสม

การนำเอาอุปกรณ์ทางไฟฟ้ามาต่อกันในลักษณะที่
เป็นการต่อวงจรไฟฟ้าโดยการต่อรวมกัน
ปลายด้านหนึ่งของอุปกรณ์ตัวที่ 1 ต่อเข้ากับอุปกรณ์ตัวที่ 2
จากนั้นนำปลายที่เหลือของอุปกรณ์ตัวที่ 2 ไปต่อกับ วงจรไฟฟ้า แบบขนาน ระหว่าง วงจรไฟฟ้าแบบอนุกรมกับวงจรไฟฟ้า
แบบขนาน ภายในวงจรโหลดบางตัวต่อวงจรแบบ
อนุกรม และโหลดบางตัวต่อวงจรแบบขนาน การ

อุปกรณ์ตัวที่ 3 และจะต่อลักษณะนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่ งการต่อ เกิดจากการต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปให้ ต่อวงจรไม่มีมาตรฐานตายตัว เปลี่ยนแปลงไป

แบบนี้จะทำให้กระแสไฟฟ้าไหลไปในทิศทางเดียว กระแส ขนานกับแหล่งจ่ายไฟมีผลทำให้ ค่าของแรงดันไฟฟ้าที่ตก ตามลักษณะการต่อวงจรตามต้องการ
คร่อมอุปกรณ์ไฟฟ้าแต่ละตัวมีค่าเท่ากัน ส่วนทิศทางการ
ไฟฟ้าภายในวงจรอนุกรมจะมีค่าเท่ากันทุกๆจุด ไหลของกระแสไฟฟ้าจะมีตั้งแต่ 2 ทิศทางขึ้นไป


คุณ1 กสระมแสบไัฟตฟ้ิาทจี่ะสไหำลคผ่ัานญเทข่าอกันงและวมีทงิศจทารงเดอียวนกุักน รมคุณสมบัติที่สำคัญของ วงจรขนาน


ตลอดทั้งวงจร 1 กระแสไฟฟ้ารวมของวงจรขนาน จะมีค่าเท่ากับกระแส

2 ความต้านทานรวมของวงจรจะมีค่าเท่ากับผลรวมของ ไฟฟ้าย่อยที่ไหลในแต่ละสาขาของวงจรรวมกัน
2 แรงดันไฟฟ้าตกคร่อมส่วนต่างๆ ของวงจร จะเท่ากับ
ความต้านทานแต่ละตัวในวงจรรวมกัน
3 แรงดันไฟฟ้าตกคร่อมส่วนต่างๆ ของวงจร เมื่อนำมารวมแรงดันไฟฟ้าที่แหล่งกำเนิด
3 ความต้านทานรวมของวงจร จะมีค่าน้อยกว่าความ
กันแล้วจะเท่ากับแรงดันไฟฟ้าที่แหล่งกำเนิด
ต้านทานตัวที่น้อยที่สุดที่ต่ออยู่ในวงจร








สื่ อการสอนครู แต๊ก

ใบความรู้

เรื่อง วัฏจักรของหิน

นักศึกษา กศน. By Krutoktak

หินเกิดจากอะไร ?

หินเกิดจากแร่หลายชนิดที่แข็งตัวแล้วรวมกันเป็นก้อน มีองค์ประกอบของแร่ธาตุ
ขนาด ผิวสัมผัส และสีสันที่แตกต่างกันไป หินบางก้อนมีลวดลาย
เป็นแถบ ๆ หรือเป็นลายดอก หินแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
หินอัคนี หินชั้นหรือหินตะกอน และหินแปร

หินอัคนี หินตะกอน หินแปร
(หินชั้น)
แหล่งกำเนิดของหิน เริ่มต้นที่แมกมาหรือ เมื่อเวลาผ่านไปหินตะกอนจะถูกกดทับและ
หินหนืดใต้เปลือกโลกซึ่งมีอุณหภูมิและแรงดันสูง เมื่อหินอัคนีพุที่อยู่บนผิวโลกเจอแสงแดด ฝังลงลึกกระทั่งเจอกับอุณหภูมิสูง และปฏิกิริยาเคมี
ปะทุขึ้นสู่ผิวโลก จากแมกมาที่มีความร้อนสูง ลม น้ำ จึงเกิดการผุพัง แตกหัก จากหินก้อน ใต้ผิวโลก ประกอบกับแรงกระทำจากการเคลื่อนตัว
มาก เมื่อมาเจออากาศบนผิวโลกทำให้อุณหภูมิ ใหญ่กลายเป็นก้อนเล็ก เศษเล็กเศษน้อย จาก ของแผ่นเปลือกโลก จึงเกิดเป็นหินชนิดใหม่ คือ
ลดลงอย่างรวดเร็ว และแมกมาก็จะแข็งกลาย นั้นน้ำและลมเป็นตัวกลางในการพัดพาตะกอน หินแปร นอกจากนี้หากหินตะกอนอาจถูกกดฝังลงไป
เป็นหินอัคนี เรียกว่า หินอัคนีพุ และมีแมกมา หินก้อนเล็กให้เกิดการทับถม แรงอัดจากการ อย่างรวดเร็วเนื่องจากกระบวนการทางธรรมชาติ
บางส่วนแทรกตัวไหลไปตามช่องว่างของหิน กดทับทำให้หินก้อนเล็ก ๆ รวมตัวกัน และ เช่น แผ่นดินไหว ดินถล่ม แล้วจะทำให้หินถูกฝังลง
ลงสู่ใต้เปลือกโลกแล้วจึงเย็นตัวลง แข็งตัวเกิดเป็นหินตะกอนหรือเรียกอีกอย่าง ไปอย่างรวดเร็วและลึก หินตะกอนจึงอาจ
กลายเป็นหินอัคนีที่เรียกว่า หินอัคนีแทรกซอน ว่าหินชั้น หลอมเหลวและกลับไปเป็นแมกมาอีกครั้งหนึ่งได้
เช่นกัน

แผนภาพวัฏจักรของหิน

นักธรณีวิทยาแบ่งหินออกเป็น 3 ประเภท ตามลักษณะการเกิดคือ
หินอัคนี หินตะกอน และหินแปร เมื่อหินหนืดร้อนภายในโลก (Magma)
และ หินหนืดร้อนบนพื้นผิวโลก (Lava) เย็นตัวลงกลายเป็น “หินอัคนี”
ลมฟ้าอากาศ น้ำ และแสงแดด ทำให้หินผุพังสึกกร่อนเป็นตะกอน ทับถม
กันเป็นเวลานานหลายล้านปี แรงดันและปฏิกิริยาเคมีทำให้เกิดการรวมตัว
เป็น “หินตะกอน” หรือเยรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “หินชั้น” การเปลี่ยนแปลง
ของเปลือกโลกและความร้อนจากแมนเทิลข้างล่าง ทำให้เกิดการแปร
สภาพเป็น “หินแปร” กระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นวงรอบเรียกว่า
“วัฏจักรหิน” (Rock cycle) อย่างไรก็ตามกระบวนการไม่จำเป็นต้อง
เรียงลำดับ หินอัคนี หินชั้น และหินแปร การเปลี่ยนแปลงประเภทหินอาจ
เกิดขึ้นย้อนกลับไปมาได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อม

สื่ อการสอนครู แต๊ก

ใบความรู้

เรื่อง วัฏจักรของหิน

นักศึกษา กศน. By Krutoktak

หิน หินอัคนี
หินตะกอน

หินแปร

หินที่เปลี่ยนมาเป็นหินอัคนี ต้องผ่าน กระบวนการตกผลึก (crystallization)
และการแข็งตัวเป็นของแข็ง (solidification)
หินที่เปลี่ยนมาเป็นหินตะกอน ต้องผ่าน กระบวนการผุพังอยู่กับที่ (weathering) การพัดพา (transportation)
การสะสมตัว (deposition) การอัดแน่น (compaction) การประสาน (cementation)
และ กระบวนการแข็งเป็นหิน (lithification)
หินที่เปลี่ยนมาเป็นหินแปร ต้องผ่าน กระบวนการให้ความร้อน (heat) และ/หรือ ความดัน (pressure)

ที่มา : www.mitrearth.org

สื่ อการสอนครู แต๊ก

ใบความรู้

เรื่อง การเปลี่ยนแปลงของหิน

การเปลี่ยนแปลงของหิน แม้ว่าหินจะเป็นของแข็ง แต่มันก็ไม่ By Krutoktak

สามารถดำรงอยู่ได้อย่างถาวร หินเมื่อถูกแสงแดด ลมฟ้าอากาศ และน้ำ นักศึกษา กศน.
หรือ ถูกกระแทก ก็แตกเป็นก้อนเล็กๆ หรือผุกร่อน เสื่อมสภาพลงเศษหินที่ผุ

พังทั้ง อนุภาคใหญ่และเล็กถูกพัดพาไปสะสมอัดตัวกัน

เป็นชั้นๆ เกิดความกดดันและปฏิกิริยาเคมีจนกลับกลาย เป็นหินอีกครั้ง

หินที่เกิดใหม่นี้เราเรียกว่า “ หินตะกอน” หรือ “ หินชั้น”

ปัจจัยที่ทำให้เกิดหินตะกอนหรือหินชั้น มีดังต่อไปนี้

1.การผุพัง ( Weathering) หมายถึง การที่หินผุพังทำลายลง (อยู่กับที่) ด้วยกรรมวิธีต่างๆ จากลมฟ้า
อากาศ น้ำ น้ำแข็ง และรวมทั้งการกระทำของต้นไม้ แบคทีเรีย ตลอดจนการแตกตัวทางกลศาสตร์ มีการ
เพิ่มอุณหภูมิและลดอุณหภูมิสลับกันเป็นต้น ทำให้ตะกอนหินขนาดต่างๆ และทำให้ก้อนหินมีลักษณะกลมมน

ตะกอนที่เกิดขึ้นมีขนาดต่างกัน เป็นก้อนหินใหญ่ ขนาดเล็ก กรวด ทราย และโคลน ดังตัวอย่างในภาพ
ที่แสดงให้เห็นถึงการผุพังของหินชั้นบน ประกอบกับการดันตัวจากใต้เปลือกโลก ทำให้เกิดภูเขาหินแกรนิต

2. การกร่อน ( Erosion) หมายถึง กระบวนการที่ทำให้สารเปลือกโลกหลุด ละลายไป หรือกร่อนไป
(โดยมีการเคลื่อนที่กระจัดกระจายไปจากที่เดิม ) โดยมีต้นเหตุคือตัวการธรรมชาติ

ซึ่งได้แก่ ลมฟ้าอากาศ กระแสน้ำ ธารน้ำแข็ง การครูดถู ภายใต้อิทธิพลของแรงโน้มถ่วง

3. การพัดพา ( Transportation) หมายถึง การเคลื่อนที่ของมวลหิน ดิน ทราย โดยกระแสน้ำ
กระแสลม หรือธารน้ำแข็ง ภายใต้แรงดึงดูดของโลก อนุภาคขนาดเล็กจะถูกพัดพาให้เคลื่อนที่ไปได้

ไกลกว่าอนุภาคขนาดใหญ่

4. การทับถม (Deposit) เกิดขึ้นเมื่อตัวกลางซึ่งทำให้เกิดการพัดพา เช่น กระแสน้ำ กระแสลม หรือธารน้ำ
แข็ง อ่อนกำลังลงและยุติลง ตะกอนที่ถูกพัดพาจะสะสมตัวทับถมกัน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอุณหภูมิ
ความกดดัน ปฏิกิริยาเคมี และเกิดการตกผลึก หินตะกอนที่อยู่ชั้นล่างจะมีความหนาแน่นสูงและมีเนื้อละเอียด

กว่าชั้นบน เนื่องจากแรงกดดันซึ่งเกิดขึ้นจากน้ำหนักตัวทับถมกันเป็นชั้นๆ
(หมายเหตุ: การทับถมบางครั้งเกิดจากการระเหยของสารละลาย ส่วนที่เป็นน้ำระเหยไปในอากาศทิ้งสาร

ที่เหลือให้ตกผลึกไว้เช่นเดียวกับการทำ นาเกลือ)

5. การกลับคืนเป็นหิน (Lithification) เมื่อเศษตะกอนทับถมกันจะเกิดโพรงขึ้นประมาณ
20 – 40% ของเนื้อตะกอน น้ำพาสารละลายเข้ามาแทนที่อากาศในโพรง เมื่อเกิดการทับถมกันจนมี
น้ำหนักมากขึ้น เนื้อตะกอนจะถูกทำให้เรียงชิดติดกันทำให้โพรงจะมีขนาดเล็กลง จนน้ำที่เคยมีอยู่ถูก

ขับไล่ออกไป สารที่ตกค้างอยู่ทำหน้าที่เป็นซีเมนต์เชื่อมตะกอนเข้าด้วยกันกลับเป็นหินอีกครั้ง

สื่ อการสอนครู แต๊ก

ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ตัวแปรควบคุม แตกต่างกันอย่างไร

หลายคนคงสงสัยใช่ไหมคะว่าตัวแปรต้น ตัวแปรตาม
และตัวแปรควบคุมนั้นแตกต่างกันอย่างไร ก่อนอื่นเราต้องรู้

ก่อนค่ะว่า ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรควบคุม
หมายถึงอะไร งั้นเราไปดูกันเลย

ว่า “ตัวแปร” คืออะไร นั้นไงจริง ๆ ด้วยไม่ต้องสงสัยนะค่ะ
เพราะสิ่งที่จะได้รู้ต่อไปนี้จะไขทุกข้อสงสัย
เกี่ยวกับแต่ละตัวแปรเลยค่ะ

3 ตัวแปร

1. ตัวแปรต้น คือ สิ่งที่แตกต่างหรือไม่เหมือนกันในการทำการทดลอง ซึ่งตัวแปรนี้ส่วนใหญ่จะอยู่
ในขั้นตอนการปฏิบัติ
2. ตัวแปรตาม คือ ผลที่ได้จากการทดลอง จะอยู่ในขั้นสรุปผลการทดลอง
3. ตัวแปรควบคุม คือ สิ่งที่เหมือนกันในการทำการทดลอง ตัวแปรนี้จะอยู่ในขั้นที่บอกว่ามีอุปกรณ์ใด
บ้างที่ใช้ในการทำการทดลอง แต่บางทีอาจจะอยู่ในขั้นตอนการปฏิบัติก็ได้นะค่ะ ต้องลองสังเกตดูค่ะ

เรื่อง ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการดำเนินชีวิตของพืช
ปัญหา แสงเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิตของพืชหรือไม่
สมมติฐาน แสงเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิตของพืช

ต้นไม้กระถางที่ 1 มีใบสีเขียวเข้มขึ้น เพราะมีแสงแดดช่วยสร้างสารอาหาร ตัวอย่าง
และคลอโรฟิลล์ที่เป็นสารสีเขียวในใบไม้ ส่วนต้นไม้กระถางที่ 2 มีใบสี
น้ำตาล และมีลักษณะใบที่อ่อนนิ่มและเหี่ยว เพราะต้นไม้กระถางที่ 2 ไม่
ได้รับแสงแดด จึงไม่สามารถสร้างสารอาหาร และคลอโรฟิลล์ได้
เราได้อ่านตัวอย่างการทดลองไปกันแล้ว ต่อไปเราลองมาดูการแยก
ตัวแปรจากตัวอย่างของการทดลองกันเลยค่ะ
ตัวแปรต้น ; คือ แสงแดด
ตัวแปรตาม ; คือ การเจริญเติบโต (กระถางใบที่1 มีต้นไม้ที่มีใบสีเขียว
และ กระถางใบที่ 2 มีต้นไม้ใบสีน้ำตาลและเหี่ยว)
ตัวแปรควบคุม ; คือปริมาณน้ำ, ปริมาณปุ๋ย ,ชนิดของพืช

ใบความรู้ By Krutoktak

เรื่อง การนำเสนอ นักศึกษา กศน.

โครงงานวิทยาศาสตร์

การแสดงผลงานจัดได้ว่าเป็นขั้นตอนสำคัญอีกประการหนึ่งของการ
ทำโครงงานเป็นงานขั้นตอนสุดท้ายของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์
เป็นการแสดงผลิตผลของ ความคิด และการปฏิบัติการทั้งหมดที่ผู้ทำโครง
งานได้ทุ่มเวลาไป เป็นวิธีการที่จะทำให้ผู้อื่นรับรู้และเข้าใจถึงผลงานนั้น ๆ
การวางแผน ออกแบบเพื่อจัดแสดง

โดยการอธิบายด้วยคำพูด

1. การวางแผน (Planning) รอบรู้เรื่องที่จะนำเสนอ รู้จักวิเคราะห์ผู้ฟังมีจุดมุ่งหมายของการนำเสนอชัดเจน

2. การเตรียมการ (Preparation) เลือกเนื้อหา เรียงลำดับเนื้อหา กำหนดเวลาเสนอกิจกรรม
เตรียมอุปกรณ์สื่อเพื่อประกอบการนำเสนอ เขียนแผนการนำเสนอ ซึ่งประกอบด้วย จุดประสงค์ การกำหนด
เนื้อหา ขั้นตอนนำเสนอ การดำเนินการ

3. การนำเสนอ (Presentation) แนะนำตัวว่าเป็นใครมาจากไหนบอกความจำเป็นที่ต้องนำเสนอ
บอกหัวข้อที่จะนำเสนอ ดำเนินการนำเสนอ 3 ขั้นตอน

ขึ้นต้น ควรให้ตื่นเต้นเร้าความสนใจ
ตอนกลาง ควรให้กลมกลืน
ตอนสรุป ควรให้จับใจ

ควรจะจัดให้ครอบคลุมประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้

1. ชื่อโครงงาน ชื่อผู้ทำโครงงาน ชื่อที่ปรึกษา
2. คำอธิบายถึงเหตุจูงใจในการทำโครงงาน และความสำคัญของโครงงานวิทยาศาสตร์
3. วิธีการดำเนินการโดยเลือกเฉพาะขั้นตอนที่เด่นและสำคัญ
4. การสาธิตหรือแสดงผลที่ได้จากการทดลอง/สิ่งประดิษฐ์
5. ผลการสังเกตและข้อมูลเด่น ๆ ที่ได้จากการทำโครงงาน

การจัดนิทรรศการโครงงานควรคำนึงถึงสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้

1. ความปลอดภัยของการจัดแสดง
2. ความเหมาะสมกับเนื้อที่จัดแสดง
3. คำอธิบายที่เขียนแสดงควรเน้นประเด็นสำคัญ และสิ่งที่น่าสนใจเท่านั้น โดยใช้ข้อความกะทัดรัด ชัดเจน และเข้าใจง่าย
4. ดึงดูดความสนใจผู้เข้าชม โดยใช้รูปแบบการแสดงที่น่าสนใจ ใช้สีที่สดใส เน้นจุดที่สำคัญหรือใช้วัสดุต่างประเภท
ในการจัดแสดง
5. ใช้ตาราง และรูปภาพประกอบ โดยจัดวางอย่างเหมาะสม
6. สิ่งที่แสดงทุกอย่างต้องถูกต้อง ไม่มีการสะกดผิดหรืออธิบายหลักการที่ผิด
7. ในกรณีที่เป็นสิ่งประดิษฐ์ สิ่งนั้นควรอยู่ในสภาพที่ทำงานได้อย่างสมบูรณ์

สื่ อการสอนครู แต๊ก


Click to View FlipBook Version