คำชี้แจงกำรใช้เอกสำรประกอบกำรสอน
เอกสารประกอบการสอนเล่มน้ี สร้างข้ึนเพ่ือใหน้ กั เรียนไดศ้ ึกษาดว้ ยตนเอง ใชป้ ระกอบ
กิจกรรมการเรียนรู้ท้งั ในหอ้ งเรียนและศึกษาเพิ่มเติมนอกเวลาเรียน โดยนกั เรียนจะไดป้ ระโยชน์
จากเอกสารประกอบการสอนตามผลการเรียนรู้ที่ต้งั ไว้ ดว้ ยการปฏิบตั ิตามคาแนะนาต่อไปน้ีอยา่ ง
เคร่งครัด
1. นกั เรียนศึกษาผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวงั สาระการเรียนรู้ เวลาเรียน และคะแนนให้
เขา้ ใจก่อน
2. ทาแบบทดสอบก่อนเรียนเพื่อประเมินความรู้เดิมของนกั เรียน ดว้ ยความต้งั ใจ
3. ปฏิบตั ิตามคาส่ัง หรือคาแนะนาในเอกสาร อยา่ งเคร่งครัด
4. ศึกษาเน้ือหาในใบความรู้ และกิจกรรม ใบงานตา่ ง ๆ ตามรายละเอียดในเอกสาร
ประกอบการสอน ตามลาดบั
5. เม่ือทาใบงานเสร็จแต่ละกิจกรรมแลว้ ใหส้ ่งงานที่ครูเพื่อร่วมกนั ตรวจและอภิปรายผล
จากการทางานน้นั ๆ
6. นกั เรียนตอ้ งไมด่ ูเฉลยก่อนตอ้ งมีความซื่อสตั ยต์ ่อตนเอง
7. เม่ือเรียนจบในแต่ละเรื่องให้นกั เรียนสรุปความรู้ที่ไดร้ ับ ในรูปแบบที่นกั เรียนเขา้ ใจ
ง่ายลงในสมุด และนาเผยแพร่ต่อไป
8. เมื่อเรียนจบในแตล่ ะหน่วยยอ่ ยแลว้ ใหน้ กั เรียนทาแบบทดสอบหลงั เรียนดว้ ยความ
ต้งั ใจ
9. เม่ือเรียนจบในแต่ละหน่วยยอ่ ยนกั เรียนควรไดร้ ับทราบผลการเรียนรู้ของตนเอง โดย
ใหน้ กั เรียนไดบ้ นั ทึกคะแนนที่ไดข้ องแตล่ ะหน่วยยอ่ ยไวด้ ว้ ย
10. ส่งคืนเอกสารน้ีตามกาหนดเวลา และตอ้ งดูแลรักษาเอกสารน้ีให้อยใู่ นสภาพดีและไม่
สูญหาย
หน่วยย่อยท่ี 4 กำรตอบสนองของพืช
ผลกำรเรียนรู้ท่ีคำดหวงั
1. สืบคน้ ขอ้ มูล สารวจตรวจสอบ อธิบาย อภิปราย และสรุป สารควบคมุ การเจริญเติบโต
ของพืช นาความรู้ไปใชป้ ระโยชนใ์ นชีวิตได้
2. สารวจตรวจสอบ อธิบาย อภิปรายการตอบสนองของพืชตอ่ ส่ิงแวดลอ้ ม
เนื้อหำ / เวลำ / คะแนน
เนื้อหำ เวลำ (ช.ม.) คะแนน
1. สารควบคมุ การเจริญเติบโตของพืช 3 3
2. การตอบสนองของพชื ต่อสิ่งแวดลอ้ ม 3 3
6 6
รวม
หน่วยย่อยท่ี 4 กำรตอบสนองของพืช
วชิ าชีววทิ ยา ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 5 ภาคเรียนท่ี 1
แบบทดสอบก่อนเรียน
ใหน้ กั เรียนเลือกขอ้ ที่ถกู ที่สุดเพียงขอ้ เดียว ลงในกระดาษคาตอบ ใชเ้ วลาทา 10 นาที
1. การท่ีรากพืชพยายามเบนหนีจากแสงสวา่ งอยตู่ ลอดเวลาน้นั เน่ืองมาจาก ?
ก. รากดา้ นท่ีถูกแสงมีปริมาณออกซินมากกวา่ อีกดา้ นหน่ึง
ข. รากดา้ นที่ถูกแสงมีปริมาณออกซินนอ้ ยกวา่ อีกดา้ นหน่ึง
ค. ปริมาณของออกซินท่ีรากมีมากกวา่ ท่ีส่วนยอด
ง. ปริมาณของออกซินที่รากมีนอ้ ยกวา่ ที่ส่วนยอด
2. ขอ้ ใดกล่าวไมถ่ กู ตอ้ ง ?
ก. Ethylene - เร่งการสุกของผลไม้
ข. Cytokinin - ใชใ้ นการเพาะเล้ียงเน้ือเยอ่ื
ค. Auxin - เร่งการงอกรากของกิ่งปักชา
ง. Gibberellin – พบมากในรากพืชช่วยเร่งการงอกของราก
3. ออกซินมีการลาเลียงแบบใด ?
ก. ลาเลียงไดท้ กุ ทิศทาง
ข. ลาเลียงจากดา้ นบนลงสู่ดา้ นล่างในลาตน้ และราก
ค. ลาเลียงไดท้ กุ ทิศทางในลาตน้ และลงลา่ งในราก
ง. ลาเลียงจากบนลงลา่ งในลาตน้ และลาเลียงท้งั สองทางในราก
4. ลาดบั การตอบสนองต่อความเขม้ ขน้ ของออกซินจากนอ้ ยไปหามากคือขอ้ ใด ?
ก. ราก ลาตน้ ตา
ข. ลาตน้ ตา ราก
ค. ลาตน้ ราก ตา
ง. ราก ตา ลาตน้
5. ส่วนของพืชท่ีมีการสร้างเอทิลีนมากคือขอ้ ใด ?
ก. ปลายราก
ข. ผลสุก
ค. ใบแก่
ง. ลาตน้ อ่อน
6. การสงั เคราะหส์ ารข้ึนมาเพอื่ ยบั ย้งั จิบเบอเรลลินเพื่อประโยชน์ใด ?
ก. เพื่อใหพ้ ืชโตเร็วข้ึน
ข. เพอื่ ใหพ้ ชื ออกดอกเร็วยง่ิ ข้นึ
ค. เพ่อื ใชใ้ นการทาไมป้ ระดบั แคระแกร็น
ง. เพ่อื ใหพ้ ชื แตกกิ่งดา้ นขา้ งมากข้ึน
7. การเคลื่อนไหวในขอ้ ใดเป็นการเคล่ือนไหวเนื่องจากแรงดนั เต่ง (Turgor movement) ?
ก. การบานของดอกไม้
ข. การเล้ือยของไมเ้ ล้ือย
ค. การเคลื่อนไหวแบบนิวเทชนั
ง. การนอนของใบกา้ มปู
8. ขอ้ ใดเป็นการเคลื่อนไหวของพชื เพอ่ื ตอบสนอง ต่อสิ่งเร้าภายในตน้ พชื เอง ?
ก. การปิ ดเปิ ดปากใบ
ข. การบิดเป็นเกลียวของยอดเถาวลั ย์
ค. การเกาะของมือเกาะตาลึง
ง. ดอกกระบองเพชรหุบในเวลากลางวนั บานในเวลากลางคืน
9. การเคล่ือนไหวของพชื ชนิดใดท่ีไม่จดั เป็นการเคล่ือนไหวแบบแนสติก ?
ก. การบาน การหุบของดอกกระบองเพชร
ข. การจบั แมลงของตน้ กาบหอยแครง
ค. การหุบของใบไมยราบในเวลากลางคืน
ง. การหนั เขา้ ดวงอาทิตยข์ องดอกทานตะวนั
10. การบานของดอกไม้ (Epinasty) เกิดจาก ?
ก. กลุม่ เซลลข์ องกลีบดอกสูญเสียน้าใหเ้ ซลลข์ า้ งเคยี ง
ข. กลมุ่ เซลลด์ า้ นนอกกลีบดอกแบ่งเซลลเ์ ร็วกวา่ ดา้ นใน
ค. กลุ่มเซลลด์ า้ นนอกกลีบดอกแบ่งเซลลช์ า้ กวา่ ดา้ นใน
ง. กลุ่มเซลล์ พลั ไวนสั (Pulvinus) เกิดการเตง่
ใบควำมรู้ที่ 1
เรื่อง สำรควบคุมกำรเจริญเตบิ โตของพืช
ขณะท่ีพืชเจริญเติบโตถึงแมจ้ ะมีปัจจยั ตา่ ง ๆ ท่ีจาเป็นตอ่ การเจริญเติบโต เช่น น้า แสง และ
ธาตอุ าหารต่าง ๆ ท่ีเหมาะสมแลว้ กต็ าม พืชยงั ตอ้ งอาศยั สารบางอยา่ งควบคมุ การเจริญเติบโตของ
พืช สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช (Plant growth regulartors) หมายถึงฮอร์โมนพืชและสาร
สงั เคราะห์ เป็นสารอินทรียท์ ่ีมีคุณสมบตั ิในการกระตุน้ ยบั ย้งั การเปล่ียนแปลงทางสรีรวิทยาของพืช
ได้ เรียกทว่ั ไปวา่ ฮอร์โมนพชื (Plant hormone)
นกั วิทยาศาสตร์หลายทา่ นไดท้ าการทดลองศึกษาถึงการตอบสนองต่อแสงโดยการโคง้ งอ
เขา้ หาแสงของปลายยอดพืช ดงั น้ี
ปี พ.ศ. 2423 ชาลส์ และฟรานซีส ดาร์วิน (Charles and Francis Darwin) ไดท้ ดลองกบั ตน้
กลา้ ของหญา้ ดงั ภาพ
เมื่อชาลส์ ดาร์วิน และฟรานซีส ดาร์วิน ต้งั การทดลองน้ีไว้ 12 ชวั่ โมง พบวา่ ผลการทดลอง
เป็นดงั ภาพ
จากการทดลองน้ีสรุปไดว้ า่ ปลายยอดพชื เป็นส่วนรับแสงทาใหต้ น้ กลา้ เอนเขา้ หาแสงได้
ปี พ.ศ. 2456 บอยเซนและเจนเซน (Boysen and Jensen) ไดท้ าการทดลองดงั ภาพ
ต่อมา บอยเซนและเจนเซน ไดท้ าการทดลองเพิม่ เติม ดงั ภาพ
จากการทดลองท้งั 2 การทดลองแสดงใหเ้ ห็นวา่ มีสารส่งมาจากปลายยอดของพืชลาเลียงมายงั
ดา้ นล่างไปควบคมุ ใหย้ อดพืชโคง้ งอเขา้ หาแสงและสารน้ีจะเคลื่อนท่ีหนีแสงไปยงั ดา้ นตรงขา้ มกบั
ทิศทางของแสง
ปี พ.ศ. 2462 อาร์แพด ปาล (Arpad Paal ) ทาการทดลองในที่มืด ดงั ภาพ
ผลการทดลองของปาลทาให้ทราบวา่ บริเวณยอดของพืชสร้างสารมาควบคมุ การโคง้ งอของยอดพชื
ปี พ.ศ. 2469 ฟริตส์ เวนต์ (Frits Went) ไดท้ ดลองตดั ปลายยอดของตน้ กลา้ ขา้ วโอต๊
นาไปวางบนวนุ้ ที่ตดั เป็นแผ่นเลก็ ๆ ไวส้ กั ครู่หน่ึง แลว้ นาชิ้นวนุ้ ไปวางลงบนตน้ กลา้ ของอีกตน้
หน่ึง ท่ีตดั ปลายยอดออกไปแลว้ ผลการทดลองเป็นดงั ภาพ
เวนตย์ งั พบวา่ ความโคง้ งอของยอดขา้ วโอต๊ สมั พนั ธก์ บั ความเขม้ ขน้ ของสารที่มีอยใู่ นแผน่
วุน้ เวนต์ เรียกสารน้ีวา่ ออกซิน (Auxin)
มีการศึกษาเพ่ิมเติมโดยนาแผน่ วุน้ ที่มีออกซินไปวางบนดา้ นบนของชิ้นส่วนของพืช ส่วน
ดา้ นลา่ งเป็นแผ่นวนุ้ ที่ไม่มีออกซิน ดงั ภาพ
จากการทดลองพบวา่ เมื่อต้งั การทดลองไประยะหน่ึง การทดลองชุด ก. พบวา่ มีออกซินในแผน่ วุน้
ดา้ นล่างของชิ้นส่วนพืช แต่ ชุด ข. ไมพ่ บสารออกซิน ซ่ึงเป็นหลกั ฐานที่แสดงใหเ้ ห็นว่าออกซิน
ในพชื มีการเคลื่อนยา้ ยอยา่ งมีทิศทางจากปลายยอดลงสู่ดา้ นล่าง
จากการศึกษาความเขม้ ขน้ ของออกซินในระดบั ต่าง ๆ ท่ีมีผลต่อการเจริญของราก ตา และ
ลาตน้ จะแตกตา่ งกนั ดงั ภาพ
ทม่ี ำ : สสวท. ,2548
จะเห็นวา่ การเจริญเติบโตของลาตน้ ตอ้ งการออกซินที่มีความเขม้ ขน้ สูงท่ีสุด รองลงมาคอื
ตา และ ราก ตามลาดบั ถา้ ออกซินมีปริมาณสูงเกินไปจะยบั ย้งั การเจริญเติบโตของรากได้
ใบงำนที่ 1
กำรทดลองท่ี 1 กำรตอบสนองต่อแสงของปลำยยอดพืช
จุดประสงค์ : ศึกษาการตอบสนองของปลายยอดพชื เมื่อไดร้ ับแสง
อปุ กรณ์ 1. เมลด็ ขา้ วโพด 2. กระบะเพาะเมลด็
3. ภาชนะสาหรับปลกู เช่น กระถาง 4. กลอ่ งกระดาษทึบ
5. กระดาษตะกวั่ หรือกระดาษดา
วธิ ีทดลอง
1. เพาะเมลด็ ขา้ วโพดในกระบะเพาะเมลด็ โดยเกบ็ ไวใ้ นที่มืด 1 -2 วนั จนเมลด็ ขา้ วโพด
งอกมีเยอ่ื หุม้ ยอดแรกเกิด สูงประมาณ 2 cm นามาปลูกลงในภาชนะสาหรับปลกู จานวน 9 ตน้
โดยแบ่งเป็นกลุม่ ๆ ละ 3 ตน้
กลมุ่ ท่ี1 ตดั ปลายยอดแรกเกิดท่ีมีเยอื่ หุม้ ออกประมาณ 0.5 – 1 cm
กลมุ่ ท่ี 2 นากระดาษตะกว่ั หรือกระดาษดาพบั เป็นหมวกครอบไว้
กลมุ่ ท่ี 3 อยใู่ นสภาพปกติ
2. นากลอ่ งทึบที่ดา้ นในมีสีดาเจาะรูท่ีดา้ นหน่ึงของกลอ่ งขนาดเส้นผา่ นศูนยก์ ลาง 2 cm
ในระดบั เดียวกบั ปลายเยอื่ หุ้มยอดแรกเกิด นากล่องมาครอบกระถางท่ีปลกู ตน้ กลา้ ขา้ วโพดไว้
3. ต้งั การทดลองไวใ้ กลห้ นา้ ตา่ ง หรือโคมไฟประมาณ 1 วนั แลว้ นากล่องท่ีครอบออก
สงั เกต และบนั ทึกผล
ผลการทดลอง (ออกแบบตารางบนั ทึกผล)
สรุปผล……………………………………………………………………………………………….
คาถาม
1. ชุดใดท่ีไมม่ ีการเจริญเติบโต เพาะเหตใุ ด………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………….
2. ถา้ ทาการทดลองเช่นเดียวกนั น้ีในท่ีมืด ผลการทดลองจะเหมือนเดิมหรือไม่................................
…………………………………………………………………………………………………..
ใบงำนที่ 2
แบบฝึ กหดั
เร่ือง สำรควบคุมกำรเจริญเตบิ โตของพืช
ใหน้ กั เรียนศึกษาการทดลองของนกั วทิ ยาศาสตร์ เก่ียวกบั การโคง้ งอเขา้ หาแสงของพชื
แลว้ สรุปผลการทดลอง เพื่อเตรียมนาเสนอต่อไป ดงั น้ี
1. ชำลส์ และฟรำนซีส ดำร์วนิ
สมมติฐานการทดลอง………….………………………………………………………………
....................................................................................................................................................
สรุปผลการทดลอง……...................................…………………………………………………
......................................................................................................................................................
2. บอยเซน และเจนเซน
สมมติฐานการทดลอง………….……………………………………………………………….
......................................................................................................................................................
สรุปผลการทดลอง……...................................………………………………………………….
......................................................................................................................................................
3. อำร์แพด ปำล
สมมติฐานการทดลอง………….……………………………………………………………….
......................................................................................................................................................
สรุปผลการทดลอง……...................................………………………………………………….
......................................................................................................................................................
4. ฟริตส์ เวนต์
สมมติฐานการทดลอง………….……………………………………………………………….
......................................................................................................................................................
สรุปผลการทดลอง……...................................…………………………………………………
......................................................................................................................................................
สรุปสมบัติของออกซิน
1.……………………………………………………………………………………………….
2.……………………………………………………………………………………………….
3…………………………………………………………………………………………………
ใบควำมรู้ที่ 2
เรื่อง ฮอร์โมนพืช
ฮอร์โมนพชื (Plant hormone) หมายถึงสารอินทรียท์ ่ีพืชสร้างข้ึนเองตามธรรมชาติจากบริเวณ
ใดบริเวณหน่ึง ในปริมาณนอ้ ย แลว้ ลาเลียงไปควบคมุ กิจกรรมในส่วนตา่ ง ๆ ของพืช มี 5 ประเภท
1. ออกซิน (Auxin) เป็นฮอร์โมนตวั แรกที่คน้ พบในพืช โดย ชาลส์ ดาร์วิน จากผลซ่ึงทาให้
เกิดการโคง้ งอของส่วนยอดตน้ พชื เป็นกลุม่ สารท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั การขยายขนาดของเซลล์ การแบง่
เซลลท์ าใหส้ ่วนของพชื มีการเจริญเติบโตยดื ยาวข้นึ ออกซินที่พชื สร้างข้ึนส่วนใหญอ่ ยใู่ นรูป
สารเคมีท่ีเรียกวา่ กรดอินโดล-3-แอซิติก (Indole-3- acetic acid , IAA) ในพชื ส่วนท่ีมีการสร้าง
ออกซินไดแ้ ก่บริเวณเน้ือเยอ่ื เจริญปลายยอด ปลายราก ตาท่ีกาลงั เจริญ ใบอ่อนและเอม็ บริโอ และ
ลาเลียงไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของพชื อยา่ งมีทิศทาง ในการสงั เคราะหอ์ อกซินจะเกิดจากกรดอะมิโน
ทริปโทเฟน (tryptophan) IBA , NAA
ผลของออกซินทมี่ ตี ่อกำรเจริญเติบโตของพืช
- กระตนุ้ การขยายตวั ตามยาวของเซลล์ การแบ่งเซลล์
- กระตนุ้ การเปล่ียนแปลงรูปร่างของราก การงอกราก กระตนุ้ การเกิดรากพิเศษ
- ยบั ย้งั การเจริญของตาขา้ ง
- ชะลอการหลุดร่วงของใบ ดอก ผล ชะลอกระบวนการชรา
- พฒั นารังไข่เป็นผลโดยไม่ตอ้ งมีการปฏิสนธิ เพมิ่ การติดผลและการขยายขนาดของผล
- สารกาจดั วชั พืช ออกซิน ในความเขม้ ขน้ สูงจะยบั ย้งั การเจริญเติบโตของพชื โดยเฉพาะ
พชื ใบกวา้ ง
2. ไซโทไคนิน (Cytokinin) เป็นฮอร์โมนพชื ท่ีคน้ พบคร้ังแรกจากการเล้ียงเน้ือเยอ่ื พืช พบวา่
การเล้ียงเน้ือเยอื่ พชื ในสูตรอาหารท่ีมีออกซินอยนู่ ้นั จะมีการเติบโตในระยะแรกเท่าน้นั แตถ่ า้ ใส่
น้ามะพร้าวหรือสารสกดั จากยสี ตล์ งไปดว้ ยจะทาใหเ้ น้ือเยอ่ื พชื เจริญเติบโตต่อไปไดแ้ ละมีราก
เกิดข้นึ อีกดว้ ย ไซโทไคนินซ่ึงพชื สร้างข้นึ หรือจากการสังเคราะห์ทางเคมีโดยมากจะเป็นอนุพนั ธุ์
ของ แอดินีน (adenine) จะพบมากบริเวณปลายราก เอม็ บริโอ ผลอ่อน และน้ามะพร้าว สามารถ
เคลื่อนยา้ ยโดยผา่ นทางท่อลาเลียงน้าหรือไซเลม
ผลของไซโทไคนินท่ีมีต่อกำรเจริญเตบิ โตของพืช
- กระตนุ้ การแบ่งเซลล์ การเกิดยอดของ callus
- กระตุน้ การเกิดตาขา้ ง ยบั ย้งั การพกั ตวั ของพืช
- ชะลอการสลายตวั ของคลอโรฟิ ลล์ ยดื อายุผกั ดอกไม้ ชะลอการชรา
3. จิบเบอเรลลนิ (Gibberellin , GA ) คน้ พบโดยชาวนาญ่ีป่ ุน สังเกตวา่ ตน้ กลา้ ของขา้ วมี
ลกั ษณะสูงชะลูดผิดปกติ อ่อนแอ ใหผ้ ลผลิตต่า เรียกโรคน้ีวา่ บาคาเน (Bakanae) ต่อมาพบวา่ โรค
ขา้ วน้ีเกิดจากเช้ือราจิบเบอเรลลา ฟจู ิคูโรอิ ( Gibberella fujikuroi) นกั วิทยาศาสตร์ชาวญี่ป่ นุ ได้
สกดั สารที่มีฤทธ์ิดงั กล่าวจากเช้ือราน้ี จึงใหช้ ื่อสารน้ีวา่ จิบเบอเรลลิน ปัจจุบนั พบจิบเบอเรลลิน
มากกวา่ 90 ชนิด เช่น GA1 ,GA2,GA3… แหล่งสงั เคราะหใ์ นพืช ไดแ้ ก่ เน้ือเย่อื เจริญ เหนือขอ้ ของ
พชื ใ บเล้ียงเด่ียว เน้ือเยอื่ เจริญของตาท่ีปลายยอด ใบอ่อน เอม็ บริโอ เมลด็ และผลอ่อน สามารถ
ลาเลียงผา่ นทางทอ่ น้า ท่ออาหาร โดยมีทิศทางไม่แน่นอน
ผลของจิบเบอเรลลนิ ท่มี ีต่อกำรเจริญเติบโตของพืช
- กระตนุ้ ให้เซลลแ์ บ่งตวั และเซลลข์ ยายตวั ตามยาว
- กระตนุ้ การงอกของเมลด็
- กระตนุ้ การออกดอกของพืชบางชนิด ทาใหด้ อกไมม้ ีคณุ ภาพดี ดอกใหญ่
- ช่อองุ่นโปร่งข้ึน มีผลขนาดใหญ่
4. เอทิลนี (Ethylene) เป็นฮอร์โมนพืชท่ีอยใู่ นรูปของกา๊ ซ เกิดจากการเผาไหมท้ ่ีไมส่ มบูรณ์
ของสารท่ีมีคาร์บอนมาก เช่น ถา่ นหิน น้ามนั หรือจากควนั ทอ่ ไอเสียรถยนต์ โรงงาน
อตุ สาหกรรม เอทิลีน สร้างในส่วนต่าง ๆ ของพชื โดยเฉพาะผลไมส้ ุก สารตน้ กาเนิดเอทิลีนคอื
กรดอะมิโนเมทิโอนีน ( methionine) เอทิลีนสามารถแพร่ผา่ นส่วนต่าง ๆ ของพชื ได้ ละลายในน้า
และละลายในไขมนั ได้
ผลของเอทลิ นิ ทม่ี ีต่อกำรเจริญเติบโตของพืช
- เร่งการสุกของผลไม้
- กระตนุ้ การไหลของยางพารา
- กระตนุ้ การหลุดร่วงของใบ และผลไม้ กระบวนการชรา
- กระตนุ้ การออกดอกของพืชบางชนิด (สบั ปะรด) กระตุน้ ใหม้ ีดอกเพศเมียมากข้ึน
- ทาใหย้ อดของตน้ กลา้ ที่งอกในที่มืดโคง้ งอคลา้ ยตะขอ (apical hook)
- ช่วยในการสร้างหัว เช่นหวั หอม
- ยบั ย้งั การเคลื่อนยา้ ยของออกซิน
5. กรดแอบไซซิก ( Abscisic acid , ABA ) เป็นฮอร์โมนที่พืชสงั เคราะห์ข้นึ เองตามธรรมชาติ
คน้ พบคร้ังแรกจากการสกดั แยกสาร ซ่ึงกระตนุ้ การร่วงของใบและผลฝ้าย กรดแอบไซซิกสร้างจาก
บริเวณเน้ือเยอื่ ราก ใบแก่ ลาตน้ ผลอ่อน สภาวะที่พืชขาดน้าจะกระตุน้ การสร้างกรดแอบไซซิก
ผลของ กรดแอบไซซิก ทม่ี ีต่อกำรเจริญเตบิ โตของพืช
- ยบั ย้งั การเจริญเติบโตของพืช พชื เจริญเติบโตชา้ ลง กระตนุ้ การพกั ตวั ของพืช
- ยบั ย้งั การเจริญเติบโตของตา ยบั ย้งั การงอกของเมลด็
- กระตนุ้ การหลดุ ร่วงของใบ ดอก ผล ควบคุมการปิ ด-เปิ ดของปากใบ การชรา
ใบงำนท่ี 3
เร่ือง ฮอร์โมนพืช
ใหน้ กั เรียนศึกษาการทดลองของนกั วิทยาศาสตร์เกี่ยวกบั อิทธิพลของฮอร์โมนพชื ตาม
รายละเอียดในใบความรู้ท่ี 16.2 ในเอกสารประกอบการสอน และจากการศึกษาคน้ ควา้ การสืบคน้
ของนกั เรียน แลว้ สรุปลงในตาราง ดงั น้ี
ชื่อฮอร์โมนพืช บริเวณท่ีสร้าง บทบาทหนา้ ที่
1. ………………… ………………… ……………………………………………………
………………… ……………………………………………………
………………… ……………………………………………………
………………… ……………………………………………………
2……………………. ………………… ……………………………………………………
………………… ……………………………………………………
………………… ……………………………………………………
3…………………… ………………… ……………………………………………………
………………… ……………………………………………………
………………… ……………………………………………………
………………… ……………………………………………………
4……………………. ………………… ……………………………………………………
………………… ……………………………………………………
………………… ……………………………………………………
………………… ……………………………………………………
5…………………… ………………… ……………………………………………………
………………… ……………………………………………………
………………… ……………………………………………………
คาถาม
1. ฮอร์โมนชนิดใดท่ีมีผลยบั ย้งั การเจริญเติบโตของพืช…………………………………………..
2. ฮอร์โมนที่ใชใ้ นการเพาะเล้ียงเน้ือเยอื่ คือ……………………………………………………….
3. การทาไมป้ ระดบั ที่เต้ียแคระหรือบอนไซ ควรใชส้ ารยบั ย้งั ฮอร์โมนใด.........................................
4. ในผลไมส้ ุกจะมีฮอร์โมนใดมาก.....................................................................................................
ใบควำมรู้ท่ี 3
เรื่อง กำรตอบสนองของพืชต่อส่ิงแวดล้อม
กำรตอบสนองของพืช คือ การเปลี่ยนแปลงส่วนต่าง ๆ ของพชื ท่ีทาใหเ้ กิดการตอบสนอง
ต่อปัจจยั กระตนุ้ หรือสิ่งเร้า มีกระบวนการเช่นเดียวกบั กระบวนการส่ือสารระหวา่ งเซลล์ ดงั น้ี
การรับสัญญาณ คือการท่ีพืชรับสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของปัจจยั ท่ีมากระตุน้ ซ่ึงอาจ
เป็นสิ่งแวดลอ้ มภายในและภายนอกตน้ พชื
การส่งสญั ญาณ คือ การท่ีกลไกรับสญั ญาณในพชื ส่งสัญญาณที่รับไดไ้ ปใหเ้ ซลลใ์ น
ส่วนของพืชที่ตอบสนองต่อปัจจยั กระตนุ้ น้นั สัญญาณท่ีพืชส่งไปยงั เซลลต์ ่าง ๆ คือ สญั ญาณไฟฟ้า
สัญญาณเคมี เช่น ฮอร์โมนพืช
พชื ตอบสนองตอ่ ปัจจยั กระตุน้ ในหลายรูปแบบ แต่ท่ีสามารถสงั เกตไดง้ ่ายที่สุดคอื การ
เคล่ือนไหว (Plant movement) แบง่ การเคลื่อนไหวเพอื่ ตอบสนองต่อสิ่งเร้า ได้ ดงั น้ี
1. กำรเคล่ือนไหวแบบทรอปิ ก (Tropic movement) เป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดจากการ
เจริญเติบโต อยา่ งมีทิศทางสัมพนั ธ์กบั ทิศทางของส่ิงเร้าที่มากระตุน้ โดยอาจตอบสนองโดยการ
เคล่ือนเขา้ หาส่ิงเร้า (Positive) หรือหนีจากส่ิงเร้า (Negative) กไ็ ด้ เช่น
1.1 Phototropism มีแสงเป็นส่ิงเร้า เช่น การเอนเขา้ หาแสงของลาตน้ ( Positive
Phototropism )การงอกของรากหนีแสง (Negative Phototropism)
1.2 Gravitropism การตอบสนองต่อแรงโนม้ ถว่ งของโลก เช่น การงอกของราก
1.3 Thigmotropism การตอบสนองต่อการสมั ผสั ส่ิงเร้า เช่น การเกาะเสาโดยสร้างมือเกาะ
1.4 Hydrotropism การตอบสนองต่อความช้ืนจากน้า เช่น การงอกของรากเขา้ หาน้า
1.5 Chemotropism การตอบสนองต่อสารเคมี เช่น การงอกของหลอดละอองเรณู
2. กำรเคล่ือนไหวแบบแนสติก (Nastic movement) ) เป็นการเคล่ือนไหวท่ีเก่ียวขอ้ งกบั การ
เจริญเติบโต ที่ไม่สัมพนั ธก์ บั ทิศทางของสิ่งเร้า เช่น การหุบและการบานของดอกโดยมีแสง
(Photonasty) และอณุ หภูมิ(Thermonasty) เป็นปัจจยั ภายนอกท่ีมากระตุน้ กลไกลการตอบสนอง
อาจเกิดไดจ้ ากการเจริญเติบโตท่ีแตกต่างกนั ของส่วนต่างๆหรืออาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงความ
เต่งของเซลลพ์ เิ ศษ
กำรหุบของดอกไม้ (Hyponasty)เกิดจากกล่มุ เซลลท์ ่ีอยดู่ า้ นนอกของกลีบดอกเจริญเติบโต
ขยายขนาดมากกวา่ กล่มุ เซลลด์ า้ นใน กำรบำนของดอกไม้ (Epinasty)เกิดจากกลุ่มเซลลท์ ่ีอยดู่ า้ นใน
ของกลีบดอกเจริญเติบโตขยายขนาดมากกวา่ กลุ่มเซลลด์ า้ นนอก
กำรเคล่ือนไหวแบบอตั โนวตั ิ (Autonomic movement) เป็นการเคลื่อนไหวที่เก่ียวขอ้ งกบั
การเจริญเติบโต ที่เกิดจากสิ่งเร้าภายในพชื เอง เช่น การเคลื่อนไหวแบบนิวเทชนั (Nutation
movement ) เป็นการเคลื่อนไหวของปลายยอดท่ีส่ันโยกไปมาขณะเจริญเติบโต เนื่องจากปลายยอด
มีการแบง่ เซลลส์ องดา้ นของลาตน้ ไม่เทา่ กนั การเคลื่อนไหวแบบสไปรัล (Spiral movement) หรือ
circumnutation เป็นการเคลื่อนไหวของปลายยอดที่บิดเป็นเกลียวข้ึนไป
กำรเคล่ือนไหวทีเ่ กดิ จำกควำมเต่ง (Turgor movement) เป็นการเคลื่อนไหวท่ีเกิดจากการ
เปลี่ยนแปลงปริมาณน้าภายในเซลล์ แรงดนั เต่งภายในเซลลเ์ ปลี่ยนแปลงไป เช่น การหุบการ
กางของไมยราบ การนอนของตน้ ไม้ เนื่องจากตรงโคนกา้ นใบของพืชกลมุ่ น้ีมีลกั ษณะพองออกมา
เรียกวา่ พลั ไวนสั (Pulvinus) ประกอบดว้ ยกลุ่มเซลลพ์ าเรนไคมา เม่ือไดร้ ับกระตนุ้ เซลลจ์ ะสูญเสีย
น้าใหเ้ ซลลข์ า้ งเคยี ง ใบจะหุบ เมื่อเวลาผา่ นไปน้าจะแพร่เขา้ สู่เซลลอ์ ีกคร้ังทาใหเ้ ซลลเ์ ต่งใบจะกาง
หมอ้ ขา้ วหมอ้ แกงลิง
ท่ีมำ : www.bwc.ac.th
นอกจากน้ียงั พบวา่ เน้ือเยอ่ื บางส่วนท่ีตายแลว้ กส็ ามารถเคล่ือนไหวได้ เช่น การแตกของผล
หรือฝักของผลไมท้ ี่แก่จดั และแหง้ การแตกของอบั สปอร์หรืออบั ละอองเรณู การแตกของเมลด็
ตอ้ ยต่ิง เมื่อไดร้ ับความช้ืนจะแตกออกได้ เรียกการเคลื่อนไหวแบบน้ีวา่ ไฮเดรชนั มฟู เมนต์
(Hydration movement) เกิดข้นึ เนื่องจากเน้ือเย่อื ท่ีแหง้ ดูดอมน้าเขา้ ไป ทาให้เกิดการหดและขยายตวั
ไมเ่ ท่ากนั ตรงรอยตอ่ ของขอบฝักซ่ึงเป็นเน้ือเยอื่ บาง ๆ ทาใหป้ ริและแตกออกได้
ใบงำนท่ี 4
กำรทดลองท่ี 2 กำรตอบสนองต่อแรงโน้มถ่วง
จุดประสงค์ : ศึกษาการตอบสนองต่อแรงโนม้ ถว่ งของโลกตอ่ ปลายรากและปลายยอดของเมลด็
พืชขณะงอก
อุปกรณ์ 1. เมลด็ ถวั่ ดา หรือถว่ั แดง 2. กลอ่ งพลาสติกใส
3. กระดาษเยอื่ และกระดาษลกู ฟกู 4. เขม็ หมดุ
5. พลาสติกสีดา
วิธีทดลอง
1. นาเมลด็ ถวั่ ดา หรือเมลด็ ถว่ั แดงขนาดใหญ่แช่น้าหน่ึงคืนแลว้ เลือกเมลด็ ท่ีกาลงั งอกที่มี
ขนาดเท่ากนั จานวน 6 เมลด็
2. เตรียมกล่องพลาสติกใส แลว้ นากระดาษเยอื่ วางในกลอ่ งพลาสติกพรมน้าพอช้ืนแลว้
ปูดว้ ยกระดาษลูกฟูก
3. ใชเ้ ขม็ หมดุ ตรึงเมลด็ ถวั่ กบั กระดาษลูกฟกู ที่อยใู่ นกล่องใหอ้ ยกู่ บั ท่ีในตาแหน่งต่าง ๆ
กนั ปิ ดฝากล่องและตะแคงกล่องลง นาพลาสติกสีดามาคลุมกลอ่ ง หรือนาไปเก็บไวใ้ นท่ีมืด
4. สงั เกตการเจริญของตน้ กลา้ ทุก ๆ วนั เป็นเวลา 3 วนั วาดภาพ
ผลการทดลอง (วาดภาพ)
สรุปผล………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
คาถาม
1. การทดลองน้ีมีสมมติฐานวา่ อยา่ งไร……………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………
2. ตวั แปรตน้ ตวั แปรตาม และตวั แปรท่ีตอ้ งควบคมุ ของการทดลองน้ีคือ อะไร…………………
………………………………………………………………………………………………….
3. ในการทดลองถา้ ไม่ใชพ้ ลาสติกดามาคลุมกลอ่ ง ผลการทดลองจะเหมือนกนั หรือไม่………….
…………………………………………………………………………………………………
ใบงำนที่ 5
เร่ือง กำรตอบสนองของพืชต่อส่ิงแวดล้อม
ใหน้ กั เรียนศึกษาเรื่อง การตอบสนองของพืชต่อส่ิงแวดลอ้ ม ตามใบความรู้ที่ 17.1 ใน
เอกสารประกอบการสอน และจากการศึกษาคน้ ควา้ การสืบคน้ ของนกั เรียน แลว้ ตอบคาถาม
ต่อไปน้ี
1. การตอบสนองของพืช คือ………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………
2. การส่งสัญญาณ คือ……………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………
3. การรับสัญญาณ คือ……………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………
4. การเคล่ือนไหวของพืชแบ่งเป็น 2 กลุม่ ใหญ่ ๆ คอื
1. Tropic movement หมายถึง…………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………
เช่น ……………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………
2. Nastic movement หมายถึง ………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………
เช่น……………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………
5. การหุบการบานของดอกไมเ้ นื่องมาจาก………………………………………………………..
การบาน…………………………………………………………………………………………
การหุบ…………………………………………………………………………………………
6. อธิบายกรณีการหุบการกางของไมยราบ ต่อการสมั ผสั และเป็นการเคลื่อนไหวแบบใด
…………………………………………………………………………………………………
7. อธิบายการเคล่ือนไหวแบบ Nutation movement………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….
แนวในกำรตอบคำถำม
เฉลยใบงำนที่ 1
แนวในการทดลอง
กำรทดลองท่ี 1 กำรตอบสนองต่อแสงของปลำยยอดพืช
จุดประสงค์ : ศึกษาการตอบสนองของปลายยอดพชื เม่ือไดร้ ับแสง
อุปกรณ์ 1. เมลด็ ขา้ วโพด 2. กระบะเพาะเมลด็
3. ภาชนะสาหรับปลกู เช่น กระถาง 4. กล่องกระดาษทึบ
5. กระดาษตะกวั่ หรือกระดาษดา
วธิ ีทดลอง
1. เพาะเมลด็ ขา้ วโพดในกระบะเพาะเมลด็ โดยเกบ็ ไวใ้ นท่ีมืด 1 -2 วนั จนเมลด็ ขา้ วโพด
งอกมีเยอ่ื หุม้ ยอดแรกเกิด สูงประมาณ 2 cm นามาปลกู ลงในภาชนะสาหรับปลกู จานวน 9 ตน้ โดย
แบง่ เป็นกลุ่ม ๆ ละ 3 ตน้
1.1 กลุ่มท่ี1 ตดั ปลายยอดแรกเกิดท่ีมีเยอ่ื หุม้ ออกประมาณ 0.5 – 1 cm
1.2 กล่มุ ที่ 2 นากระดาษตะกว่ั หรือกระดาษดาพบั เป็นหมวกครอบไว้
1.3 กลุม่ ท่ี 3 อยใู่ นสภาพปกติ
2. นากลอ่ งทึบท่ีดา้ นในมีสีดาเจาะรูท่ีดา้ นหน่ึงของกลอ่ งขนาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง 2 cm
ในระดบั เดียวกบั ปลายเยอื่ หุม้ ยอดแรกเกิด นากลอ่ งมาครอบกระถางท่ีปลูกตน้ กลา้ ขา้ วโพดไว้
3. ต้งั การทดลองไวใ้ กลห้ นา้ ต่าง หรือโคมไฟประมาณ 1 วนั แลว้ นากล่องที่ครอบออก
สงั เกต และบนั ทึกผล
ผลการทดลอง
กลมุ่ ที่ ผลการทดลอง
1 ยอดพชื ไม่เจริญเติบโต แตต่ ้งั ตรง
2 ยอดพชื เจริญเติบโต และต้งั ตรง
3 ยอดพชื เจริญเติบโตโคง้ งอเขา้ หาแสง
สรุปผล
ปลายยอดของตน้ กลา้ เม่ือไดร้ ับแสงจะตอบสนองโดยการโคง้ งอเขา้ หาแสง
คาถาม
1. ชุดใดท่ีไม่มีการเจริญเติบโต เพราะเหตุใด ชุดที่ 1 ไม่มีปลายยอด เนื่องจากปลายยอดพืช
สร้างสารเคมี ซึ่งสารเคมีนคี้ วบคมุ การเจริญเติบโตทาให้มีการแบ่งเซลล์และเซลล์ยดื ยาวออก
2. ถา้ ทาการทดลองเช่นเดียวกนั น้ีในที่มืด ผลการทดลองจะเหมือนเดิมหรือไม่ ไม่เหมือนเดิม
ชุดที่ 3 ยอด พืชเจริญเติบโต และตั้งตรงไม่โค้งงอเข้าหาแสง
เฉลยใบงำนที่ 2
เฉลย
เร่ือง สำรควบคุมกำรเจริญเติบโตของพืช
แนวในการสรุป
1. ชำลส์ และฟรำนซีส ดำร์วิน
สมมติฐานการทดลอง การเจริญของปลายยอดพืชน่าจะเกีย่ วข้องกบั แสง
สรุปผลการทดลอง การโค้งงอของปลายยอดพืชมีส่วนเกีย่ วข้องกบั แสง
2. บอยเซน และเจนเซน
สมมติฐานการทดลอง ยอดพืชสามารถสร้างสารบางอย่างท่ีทาให้ยอดพืชโค้งงอเข้าหาแสง
สรุปผลการทดลอง ยอดพืชสามารถสร้ างสารแล้วลาเลียงมาสู่ด้านล่างของยอด สารนจี้ ะหนี
แสงมาอย่ดู ้านตรงข้ามกับทิศทางของแสงและควบคุมให้ยอดพืชโค้งงอเข้าหาแสง
3. อำร์แพด ปำล
สมมติฐานการทดลอง บริเวณปลายยอดพืชมีสารควบคุมการเจริญเติบโตถ้าปริมาณสารที่
ควบคมุ การเจริญเติบโตลาเลยี งลงไปด้านใดมากกว่าอีกด้าน ด้านที่มีปริมาณสารนมี้ ากจะ
เจริ ญเติบโตมากกว่าทาให้ ปลายยอดพืชโค้ งงอ
สรุปผลการทดลอง บริเวณปลายยอดพืชมสี ารควบคุมการเจริญเติบโตด้านท่ีมีปริมาณสารนี้
มากจะ เจริญเติบโตมากกว่าทาให้ปลายยอดพืชโค้งงอไปด้านตรงข้าม
4. ฟริตส์ เวนต์
สมมติฐานการทดลอง ถ้าปลายยอดพืชสร้างสารควบคุมการตอบสนองต่อแสงได้กน็ ่าจะ
สะสมสารนบี้ นแผ่นว้นุ ได้
สรุปผลการทดลอง ความโค้งงอของยอดพืชสัมพนั ธ์กับความเข้มข้นของสารท่ีมีอย่ใู นแผ่น
ว้นุ
สรุปสมบตั ิของออกซิน
1. ออกซินมีการเคลื่อนย้ายอย่างมีทิศทางจากปลายยอดลงสู่ด้านล่างหรือส่วนโคนเท่านั้น
ส่วนในรากจะมีการลาเลียงได้ทั้ง 2 ทิศทาง
2. ออกซินจะเคล่ือนท่ีหนแี สง
3. ออกซินท่ีมีความเข้มข้นแตกต่างกนั จะมผี ลต่อการเจริญเติบโตของพืชต่างกัน คือ การ
เจริญเติบโตของลาต้นต้องการออกซินท่ีมีความเข้มข้นสูงท่ีสุดและจะยบั ยงั้ การเจริญเติบโต
ของตาและรากได้ รองลงมาคือตา และรากตา่ ท่ีสุด
เฉลยใบงำนท่ี 3
เรื่อง ฮอร์โมนพืช
แนวในการตอบคาถาม
ฮอร์โมนพืช บริเวณท่สี ร้ำง บทบำทหน้ำที่
ออกซิน - ปลายยอด - กระตนุ้ การขยายตวั ตามยาวของเซลล์ การแบง่ เซลล์
(Auxin) - ปลายก่ิง - กระตนุ้ การเปล่ียนแปลงรูปร่างของราก การงอกราก
- ใบอ่อน - ยบั ย้งั การเจริญของตาขา้ ง ของเซลลร์ าก
- เอม็ บริโอ - ชะลอการหลุดร่วงของใบ ดอก ผล
- พฒั นารังไขเ่ ป็นผลโดยไม่ตอ้ งไดร้ ับการปฏิสนธิ
ไซโทไคนิน - ปลายราก - กระตนุ้ การแบ่งเซลล์
(Cytokinin) - ผลออ่ น - กระตนุ้ การเกิดตาขา้ ง ยบั ย้งั การพกั ตวั ของพืช
- ชะลอการสลายตวั ของคลอโรฟิ ลล์ ยดื อายผุ กั ดอกไม้
จิบเบอเรลลิน - เน้ือเยอื่ เจริญ - กระตนุ้ ใหเ้ ซลลแ์ บ่งตวั และเซลลข์ ยายตวั ตามยาว
(Gibberellin) เหนือขอ้ ของพชื - กระตนุ้ การงอกของเมลด็
ใบเล้ียงเด่ียว - กระตนุ้ การออกดอกของพืชบางชนิด
- เน้ือเยอ่ื เจริญของ - ดอกไมม้ ีคณุ ภาพดี ดอกใหญ่
ตาท่ีปลายยอด - ช่อองุ่นโปร่งข้นึ มีผลขนาดใหญ่
- ใบออ่ น เอม็ บริโอ
เอทิลีน - ผลไมส้ ุก - เร่งการสุกของผลไม้ กระตนุ้ การไหลของยางพารา
(Ethylene) - ใบแก่ - กระตนุ้ การหลุดร่วงของใบ และผลไม้
- ขอ้ ของลาตน้ - กระตนุ้ การออกดอกของพืชบางชนิด
- กระตนุ้ ใหม้ ีดอกเพศเมียมากข้นึ
กรดแอบไซซิก - ใบแก่ - ยบั ย้งั การเจริญเติบโตของตา พชื เจริญเติบโตชา้ ลง
(Abscisic acid) - ผลดิบ - กระตนุ้ การหลุดร่วงของใบ ดอก ผล
- ลาตน้ - ยบั ย้งั การงอกของเมลด็ การปิ ด-เปิ ดของปากใบ
- กระตนุ้ การพกั ตวั ของพืช
คาถาม
1. ฮอร์โมนชนิดใดที่มีผลยบั ย้งั การเจริญเติบโตของพืช กรดแอบไซซิก
2. ฮอร์โมนท่ีใชใ้ นการเพาะเล้ียงเน้ือเยอื่ คอื ออกซิน และ ไซโทไคนิน
3. การทาไมป้ ระดบั ที่เต้ียแคระหรือบอนไซ ควรใชส้ ารยบั ย้งั ฮอร์โมนใด จิบเบอเรลลิน
4. ในผลไมส้ ุกจะมีฮอร์โมนใดมาก เอทิลีน
เฉลยใบงำนท่ี 4
แนวในการทดลอง
กำรทดลองท่ี 2 กำรตอบสนองต่อแรงโน้มถ่วง
จุดประสงค์ : ศึกษาการตอบสนองต่อแรงโนม้ ถว่ งของโลกตอ่ ปลายรากและปลายยอดของเมลด็
พืชขณะงอก
อุปกรณ์ 1. เมลด็ ถว่ั ดา หรือถวั่ แดง
2. กลอ่ งพลาสติกใส
3. กระดาษเยอื่ และกระดาษลูกฟกู
4. เขม็ หมุด
5. พลาสติกสีดา
วธิ ีทดลอง
1. นาเมลด็ ถว่ั ดา หรือเมลด็ ถว่ั แดงขนาดใหญ่แช่น้าหน่ึงคืนแลว้ เลือกเมลด็ ท่ีกาลงั งอกท่ีมี
ขนาดเท่ากนั จานวน 6 เมลด็
2. เตรียมกล่องพลาสติกใส แลว้ นากระดาษเยอื่ วางในกล่องพลาสติกพรมน้าพอช้ืนแลว้
ปูดว้ ยกระดาษลูกฟูก
3. ใชเ้ ขม็ หมุดตรึงเมลด็ ถวั่ กบั กระดาษลูกฟกู ท่ีอยใู่ นกลอ่ งใหอ้ ยกู่ บั ท่ีในตาแหน่งต่าง ๆ
กนั ปิ ดฝากล่องและตะแคงกล่องลง นาพลาสติกสีดามาคลมุ กล่อง หรือนาไปเกบ็ ไวใ้ นท่ีมืด
4. สงั เกตการเจริญของตน้ กลา้ ทุก ๆ วนั เป็นเวลา 3 วนั วาดภาพ
ผลการทดลอง (วาดภาพ) 2.
1.
3. 4.
สรุปผล
ขณะที่เมลด็ งอกปลายรากจะเจริญเขา้ หาแรงโนม้ ถ่วงของโลก ส่วนปลายยอดจะเจริญ
ในทิศตรงขา้ มกบั แรงโนม้ ถว่ งของโลก
คาถาม
1. การทดลองน้ีมีสมมติฐานวา่ อยา่ งไร ขณะท่ีพืชมกี ารเจริญเติบโตปลายรากจะเจริญเข้าหาแรง
โน้มถ่วง ของโลก ปลายยอดจะเจริญหนีแรงโน้มถ่วงของโลกเสมอไม่ว่าจะวางเมลด็ พืชให้อยู่
ในตาแหน่งใด
2. ตวั แปรตน้ ตวั แปรตาม และตวั แปรที่ตอ้ งควบคมุ ของการทดลองน้ีคือ อะไร
2.1 ตวั แปรตน้ ตาแหน่งของเมลด็ ถ่ัวที่จัดวางอย่ใู นลักษณะที่ต่างกนั
2.2 ตวั แปรตาม การโค้งงอของปลายราก และปลายยอด
2.3 ตวั แปรท่ีตอ้ งควบคมุ ชนิดและขนาดของเมลด็ พืช ความสมบรู ณ์ความแก่อ่อนของเมลด็
พืช ปริมาณความชื้นและอากาศในกล่อง ปริมาณแสง
3. ในการทดลองถา้ ไมใ่ ชพ้ ลาสติกดามาคลมุ กล่อง ผลการทดลองจะเหมือนกนั หรือไม่
อาจไม่เหมือนกัน เพราะแสงอาจมผี ลต่อการเจริญของปลายยอด และปลายรากได้
เฉลยใบงำนท่ี 5
เฉลย
เร่ือง กำรตอบสนองของพืชต่อส่ิงแวดล้อม
แนวในการตอบคาถาม
1. การตอบสนองของพืช คือ การเปลย่ี นแปลงส่วนต่าง ๆ ของพืชท่ีทาให้เกิดการตอบสนอง
ต่อปัจจัยกระตุ้น หรือสิ่งเร้า
2. การส่งสญั ญาณ คือ การที่กลไกรับสัญญาณในพืชส่งสัญญาณท่ีรับได้ไปให้เซลล์ในส่วนของ
พืช ท่ีตอบสนองต่อปัจจัยกระตุ้นนน้ั
3. การรับสัญญาณ คือ การท่ีพืชรับสัญญาณการเปล่ียนแปลงของปัจจัยท่ีมากระต้นุ ซ่ึงอาจเป็นส่ิง
แวดล้อมภายในและภายนอกต้นพืช
4. การเคล่ือนไหวของพืชแบง่ เป็น 2 กลุม่ ใหญ่ ๆ คือ
1. Tropic movement หมายถึง การเคล่ือนไหวท่ีเกิดจากการเจริญเติบโต อย่างมที ิศทาง
สัมพนั ธ์ กับทิศทางของสิ่งเร้าที่มากระตุ้น เช่น การเอนเข้าหาแสงของลาต้น การงอกของราก
หนแี สง การ เกาะเสาโดยสร้างมือเกาะ การงอกของรากเข้าหานา้ การงอกของหลอดละออง
เรณู
2. Nastic movement หมายถึง การเคล่ือนไหวที่เกยี่ วข้องกบั การเจริญเติบโต ท่ีไม่
สัมพันธ์กบั ทิศทางของสิ่งเร้า เช่น การหุบและการบานของดอก การตอบสนองของพืชที่เกิด
จากการสัมผัส
5. การหุบการบานของดอกไมเ้ นื่องมาจาก
การบาน กล่มุ เซลล์ที่อย่ดู ้านในของกลีบดอกเจริญเติบโตขยายขนาดมากกว่ากล่มุ เซลล์ด้าน
นอก
การหุบ กล่มุ เซลล์ท่ีอย่ดู ้านนอกของกลบี ดอกเจริญเติบโตขยายขนาดมากกว่ากล่มุ เซลล์ด้านใน
6. อธิบายกรณีการหุบการกางของไมยราบ ต่อการสมั ผสั และเป็นการเคลื่อนไหวแบบใด เป็น
การ เคล่ือนไหวท่ีเกิดจากความเต่ง (Turgor movement) เกิดจากการเปลย่ี นแปลงปริมาณนา้
ภายในเซลล์ ทาให้แรงดันเต่งภายในเซลล์เปล่ยี นแปลงไป
7. อธิบายการเคล่ือนไหวแบบ Nutation movement เป็นการเคลื่อนไหวท่ีเกี่ยวข้องกบั การ
เจริญเติบโต ที่เกิดจากสิ่งเร้าภายในพืชเอง ปลายยอดส่ันโยกไปมาขณะเจริญเติบโต
หน่วยย่อยที่ 4 กำรตอบสนองของพืช
วชิ าชีววทิ ยา ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 5 ภาคเรียนที่ 1
แบบทดสอบหลงั เรียน
ใหน้ กั เรียนเลือกขอ้ ท่ีถูกที่สุดเพยี งขอ้ เดียว ลงในกระดาษคาตอบ ใชเ้ วลาทา 10 นาที
1. การที่รากพืชพยายามเบนหนีจากแสงสวา่ งอยตู่ ลอดเวลาน้นั เนื่องมาจาก ?
ก. รากดา้ นท่ีถูกแสงมีปริมาณออกซินมากกวา่ อีกดา้ นหน่ึง
ข. รากดา้ นท่ีถูกแสงมีปริมาณออกซินนอ้ ยกวา่ อีกดา้ นหน่ึง
ค. ปริมาณของออกซินท่ีรากมีมากกวา่ ที่ส่วนยอด
ง. ปริมาณของออกซินที่รากมีนอ้ ยกวา่ ท่ีส่วนยอด
2. ขอ้ ใดกล่าวไมถ่ ูกตอ้ ง ?
ก. Ethylene - เร่งการสุกของผลไม้
ข. Cytokinin - ใชใ้ นการเพาะเล้ียงเน้ือเยือ่
ค. Auxin - เร่งการงอกรากของกิ่งปักชา
ง. Gibberellin – พบมากในรากพชื ช่วยเร่งการงอกของราก
3. ออกซินมีการลาเลียงแบบใด ?
ก. ลาเลียงไดท้ ุกทิศทาง
ข. ลาเลียงจากดา้ นบนลงสู่ดา้ นล่างในลาตน้ และราก
ค. ลาเลียงไดท้ ุกทิศทางในลาตน้ และลงลา่ งในราก
ง. ลาเลียงจากบนลงล่างในลาตน้ และลาเลียงท้งั สองทางในราก
4. ลาดบั การตอบสนองต่อความเขม้ ขน้ ของออกซินจากนอ้ ยไปหามากคอื ขอ้ ใด ?
ก. ราก ลาตน้ ตา
ข. ลาตน้ ตา ราก
ค. ลาตน้ ราก ตา
ง. ราก ตา ลาตน้
5. ส่วนของพืชท่ีมีการสร้างเอทิลีนมากคอื ขอ้ ใด ?
ก. ปลายราก
ข. ผลสุก
ค. ใบแก่
ง. ลาตน้ อ่อน
6. การสงั เคราะห์สารข้ึนมาเพอื่ ยบั ย้งั จิบเบอเรลลินเพื่อประโยชน์ใด ?
ก. เพื่อใหพ้ ืชโตเร็วข้ึน
ข. เพื่อใหพ้ ชื ออกดอกเร็วยง่ิ ข้นึ
ค. เพ่อื ใชใ้ นการทาไมป้ ระดบั แคระแกร็น
ง. เพ่อื ใหพ้ ืชแตกกิ่งดา้ นขา้ งมากข้นึ
7. การเคล่ือนไหวในขอ้ ใดเป็นการเคล่ือนไหวเนื่องจากแรงดนั เต่ง (Turgor movement) ?
ก. การบานของดอกไม้
ข. การเล้ือยของไมเ้ ล้ือย
ค. การเคล่ือนไหวแบบนิวเทชนั
ง. การนอนของใบกา้ มปู
8. ขอ้ ใดเป็นการเคล่ือนไหวของพชื เพอ่ื ตอบสนอง ต่อสิ่งเร้าภายในตน้ พชื เอง ?
ก. การปิ ดเปิ ดปากใบ
ข. การบิดเป็นเกลียวของยอดเถาวลั ย์
ค. การเกาะของมือเกาะตาลึง
ง. ดอกกระบองเพชรหุบในเวลากลางวนั บานในเวลากลางคืน
9. การเคลื่อนไหวของพชื ชนิดใดท่ีไม่จดั เป็นการเคล่ือนไหวแบบแนสติก ?
ก. การบาน การหุบของดอกกระบองเพชร
ข. การจบั แมลงของตน้ กาบหอยแครง
ค. การหุบของใบไมยราบในเวลากลางคืน
ง. การหนั เขา้ ดวงอาทิตยข์ องดอกทานตะวนั
10. การบานของดอกไม้ (Epinasty) เกิดจาก ?
ก. กล่มุ เซลลข์ องกลีบดอกสูญเสียน้าใหเ้ ซลลข์ า้ งเคยี ง
ข. กลมุ่ เซลลด์ า้ นนอกกลีบดอกแบ่งเซลลเ์ ร็วกวา่ ดา้ นใน
ค. กลุ่มเซลลด์ า้ นนอกกลีบดอกแบ่งเซลลช์ า้ กวา่ ดา้ นใน
ง. กลุ่มเซลล์ พลั ไวนสั (Pulvinus) เกิดการเตง่
เฉลยแบบทดสอบก่อน - หลงั เรียน
หน่วยย่อยท่ี 3 กำรตอบสนองของพืช
1. ข 6. ค
2. ง 7. ง
3. ง 8. ข
4. ง 9. ง
5. ข 10. ค