๔๗
ถอดความไดว้ า่
นางวนั ทองทลู ขอพระพนั วษาว่า เม่อื ตอนทีอ่ อกจากปา่ พระองค์ยกหม่อมฉนั ให้ขนุ แผน ต่อมาขนุ แผน
ถูกเข้าคุก ดิฉนั ไดต้ ั้งทอง ขุนช้างกเ็ ขา้ มากระหม่อมไปอย่ดู ว้ ยโดยอา้ งวา่ เป็นพระบญั ชาของพระองค์ มาฉดุ
กระหม่อมไปเพ่ือนบ้านก็เกรงกลวั เพราะคิดว่าเป็นพระบัญชาของพระองค์
ดว้ ยขนุ ช้างอ้างวา่ รับสงั่ ให้ ใครจะขัดขืนไวก้ ก็ ลวั ผิด
จนใจมไิ ปกส็ ดุ ฤทธ์ิ ชวี ติ อยู่ใต้พระบาทา ฯ
ครานนั้ พระองค์ผทู้ รงภพ ฟังจบกร้วิ ขุนชา้ งเปน็ หนักหนา
มีพระสิงหนาทตวาดมา อา้ ยบ้าเย่อหย่งิ อ้ายลงิ โลน
ตกวา่ กูหาเป็นเจ้าชวี ติ ไม่ มึงถือใจวา่ เป็นเจา้ ทโี่ รงโขน
เปน็ ไมม่ ีอาชญาสิทธคิ์ ิดถึงโดน เที่ยวทาโจรใจคะนองจองหองครัน
ถอดความไดว้ า่
พระพนั วษาไดฟ้ งั ขุนชา้ งทูลก็ทรงกรว้ิ ตวาดเสยี งดังลนั่ วา่ ถ้าพระองค์ไม่เป็นกษตั ริย์ ขุนชา้ งก็คงมอง
ไมเ่ ห็นหัว จะต้องเฆี่ยนเสียด้วยหวาย
เลี้ยงมงึ ไม่ได้อา้ ยใจรา้ ย ชอบแตเ่ ฆี่ยนสองหวายตลอดสนั
แลว้ กลบั ความถามข้างวันทองพลนั เออเมื่อมันฉุดคร่าพามงึ ไป
ก็ช้านานประมาณได้สิบแปดปี คร้ังนท้ี าไมมึงจึงมาได้
น่มี งึ หนมี ันมาหรือว่าไร หรอื วา่ ใครไปรับเอามึงมา
วันทองฟังถามให้คร้ามครน่ั บังคมคลั ประนมกม้ เกศา
ขอเดชะพระองค์ทรงศักดา พระอาญาเป็นพน้ ลน้ เกล้าไป
ถอดความไดว้ า่
พระพนั วษาก็ตรัสถามนางวนั ทองว่า เมื่อขุนช้างฉุดไปเป็นเวลาประมาณ 18 ปีทาไมถงึ หนมี าได้ หนมี า
เองหรอื ว่าใครไปรับมา นางวันทองได้ฟังคาถามกร็ สู้ กึ กลวั
ครั้งนจี้ มน่ื ไวยน้นั ไปรบั กระหม่อมฉันจึงกลับคนื มาได้
มิใช่ยอ้ นยอกทานอกใจ ขนุ แผนก็มิไดป้ ระเวณี
แตม่ าน้นั เวลาสักสองยาม ขนุ ช้างจึงหาความวา่ หลบหนี
ขอพระองค์จงทรงพระปรานี ชวี ีอยใู่ ตพ้ ระบาทา ฯ
ถอดความไดว้ า่
นางวนั ทองกราบทลู สมเดจ็ พระพันวษาว่าจม่นื ไวยไปรบั ตอนกลางคนื ขุนชา้ งจงึ คดิ วา่ หนีออกมา
ขนุ แผนกไ็ มไ่ ด้ทาอะไรไม่ดีไมง่ าม นางทลู ขอความกรณุ าจากสมเด็จพระพันวษา
คราน้ันพระองคผ์ ทู้ รงเดช ฟังเหตุขุ่นเคืองเปน็ หนกั หนา
อ้ายหม่ืนไวยทาใจอหงั การ์ ตกวา่ บา้ นเมืองไม่มนี าย
๔๘
จะปรกึ ษาตราสนิ ใหไ้ มไ่ ด้ จงึ ทาตามนา้ ใจเอางา่ ยง่าย
ถา้ ฉวยเกิดหา่ ฟนั กนั ล้มตาย อันตรายไพร่เมืองกเ็ คืองกู
อวี นั ทองกใู ห้อ้ายแผนไป อา้ ยชา้ งบงั อาจใจทาจู่ลู่
ฉุดมันข้ึนชา้ งอา้ งถึงกู ตะคอกขอู่ ีวันทองให้ตกใจ
ถอดความไดว้ ่า
เม่ือพระพันวษาไดฟ้ งั ความจากนางวนั ทอง ก็โกรธจมื่นไวยท่ีทาการอุกอาจทาเหมือนบ้านเมืองไม่มี
กฎหมาย ถา้ เกดิ มกี ารฆ่าฟันล้มตาย ประชาชนจะขนุ่ เคืองพระพันวษาได้ ทางด้านขนุ ช้างก็ผดิ ที่ไปฉดุ ตวั นาง
วันทองมา แลว้ ยังอ้างชอื่ พระพันวษาไปข่มขพู่ าตวั นางวันทองมา
ชอบตบใหส้ ลบลงกบั ที่ เฆยี่ นตเี สียใหย้ ับไม่นบั ได้
มะพรา้ วหา้ วยัดปากให้สาใจ อา้ ยหมน่ื ไวยก็โทษถึงฉกรรจ์
มึงถือว่าอีวนั ทองเป็นแมต่ ัว ไมเ่ กรงกลัวเว้โวท้ าโมหนั ธ์
ไปรับไยไม่ไปในกลางวนั อา้ ยแผนพ่อนั้นก็เป็นใจ
มนั เหมอื นววั เคยขามา้ เคยขี่ ถึงบอกกวู ่าดหี าเชื่อไม่
อา้ ยชา้ งมนั ก็ฟ้องเป็นสองนัย วา่ อ้ายไวยลักแม่ใหบ้ ิดา
ถอดความได้ว่า
เฆ่ียนตีขุนช้างใหส้ ลบคาที่ แล้วเอามะพร้าวหา้ วยดั ปาก จมื่นไวยกม็ คี วามผดิ ฉกรรจ์ท่ีไปพาตัวนางวนั
ทองมากลางดึก คงจะมีขนุ แผนผเู้ ป็นพอ่ คอยหนุนหลัง เพราะวา่ ขุนชา้ งเอาเร่อื งมาบอกพระพนั วษาวา่ จมนื่
ไวยฉุดนางวันทองกลับไปให้พ่อถือว่าเป็นความผดิ
เปน็ ราคขี ้อผดิ มีตดิ ตัว หมองมวั มลทนิ อยูห่ นักหนา
ถ้าอ้ายไวยอยากจะใคร่ได้แม่มา ชวนพอ่ ฟ้องหาเอาเปน็ ไร
อัยการศาลโรงกม็ ีอยู่ หรือวา่ กตู ัดสินให้ไม่ได้
ชอบทวนดว้ ยลวดใหป้ วดไป ปรับไหมให้เท่ากบั ชายชู้
มนั เกิดเหตุท้ังนกี้ ็เพราะหญงิ จึงหงึ หวงช่วงชิงยุ่งย่ิงอยู่
จาจะตัดรากใหญใ่ ห้หลน่ พรู ให้ลกู ดอกดกอย่แู ต่กงิ่ เดยี ว
ถอดความได้ว่า
ถา้ จมน่ื ไวยอยากไดต้ ัวแม่ ทาไมไมพ่ าพ่อมาฟ้องศาล หรือคดิ วา่ พระพันวษาไม่สามารถตัดสินใหไ้ ด้
ต้องลงโทษดว้ ยลวดและปรับ ส่วนขุนช้างกบ็ งั อาจอา้ งราชโองการ ควรตบให้สลบ แลว้ เอามะพรา้ วยดั ปาก
แลว้ รบั สัง่ ว่าจะต้องแก้ปัญหานี้ให้จบเสยี ที ตอ้ งตัดรากใหญ่(ปญั หา) ให้เหลือลูกดอกก่ิงเดียว (ให้นางวันทอง
ตดั สินใจเลอื กเพยี งหน่ึง)
อวี ันทองตวั มันเหมือนรากแก้ว ถ้าตดั โคนขาดแล้วกใ็ บเหยี่ ว
ใครจะควรสูส่ มอยกู่ ลมเกลียว ให้เด็ดเดี่ยวร้กู ันแต่วันนี้
เฮย้ อวี ันทองวา่ กระไร มึงตัง้ ใจปลดปลงให้ตรงท่ี
๔๙
อยา่ ภวงั คก์ ังขาเป็นราคี เพราะมงึ มีผวั สองกูต้องแคน้
ถา้ รกั ใหม่ก็ไปอยู่กบั อ้ายช้าง ถ้ารักเก่าเขา้ ขา้ งอา้ ยขนุ แผน
อย่าเวียนวนไปใหค้ นมันหมิ่นแคลน ถ้าแมน้ มึงรักไหนใหว้ ่ามา
ถอดความได้วา่
นางวนั ทองเหมือนกับรากแกว้ ถ้าตัดโคนได้แลว้ ใบกจ็ ะเหี่ยวไปเอง พระพนั วษาตรสั วา่ นางวนั ทองจะ
ตกลงยังไง อย่าลงั เลเพราะมีทงั้ ผวั และลกู ถา้ รักใหม่กใ็ หไ้ ปอย่กู บั ขุนชา้ ง แต่ถา้ รักก็เลือกขุนแผน อย่าชักช้าคน
จะนนิ ทาเอาได้ จะเลือกใครก็ว่ามา
คราน้นั วนั ทองฟงั รบั สงั่ ใหล้ ะล้าละลังเป็นหนักหนา
ครัน้ จะทูลกลัวพระราชอาญา ขนุ ช้างแลดตู ายักควิ้ ลน
พระหมน่ื ไวยใชใ้ บ้ให้แมว่ า่ บยุ้ ปากตรงบดิ าเป็นหลายหน
วนั ทองหมองจิตคิดเวียนวน เป็นจนใจน่ิงอยไู่ มท่ ลู ไป
ครานน้ั พระองค์ทรงธรณินทร์ หาได้ยินวันทองทูลข้ึนไม่
พระตรัสความถามซกั ไปทนั ใด หรอื มึงไมร่ ักใครใหว้ า่ มา
ถอดความไดว้ ่า
นางวนั ทองได้ฟังคาพระพันวษาก็เกิดลังเลว่าจะเลือกใคร มองไปทางขนุ ชา้ งก็ยักคิว้ มองไปทาง
จมื่นไวยก็ทาปากบุ้ยไปตรงพ่อ วนั ทองคิดวนไปวนมา ก็ยังไมท่ ูลอะไรแกพ่ ระพนั วษา พระพนั วษาไม่เหน็ ว่านาง
วนั ทองทูลอะไร ทรงตรสั ถามต่อวา่ จะไมร่ ักใครใหว้ ่ามา
จะรักชู้ชงั ผัวมงึ กลัวอาย จะอยดู่ ว้ ยลูกชายก็ไม่วา่
ตามใจกจู ะใหด้ ังวาจา แตน่ ้เี บือ้ งหนา้ ขาดเด็ดไป
นางวันทองรับพระราชโองการ ใหบ้ นั ดาลบงั จติ หาคดิ ไม่
อกุศลดลมัวใหช้ ัว่ ใจ ด้วยสิ้นในอายทุ ี่เกดิ มา
คดิ คะนึงตะลึงตะลานอก ดังตวั ตกพระสเุ มรภุ ผู า
ใหอ้ ธุ ัจอดั อ้นั ตันอุรา เกรงผดิ ภายหนา้ กส็ ุดคดิ
ถอดความได้ว่า
จะไปอย่กู บั ลูกไหม ตามแต่ใจ แตถ่ า้ ตอบมาแล้วจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ นางวันทองรบั พระราชโองการ
ดังนั้นก็คิดไม่ออก ถึงเวลาสิ้นอายุ จงึ เกิด “อกุศล” ทาให้ประหมา่ และเกรงวา่ จะตัดสินใจผิด
จะว่ารักขุนชา้ งกระไรได้ ที่จริงใจมไิ ดร้ ักแตส่ ักหนิด
รกั พ่อลกู ห่วงดังดวงชวี ติ แมน้ ทูลผดิ จะพิโรธไม่โปรดปราน
อยา่ เลยจะทลู เป็นกลางไว้ ตามพระทยั ท้าวจะแยกให้แตกฉาน
คดิ แล้วเทา่ นัน้ มิทนั นาน นางกม้ กรานแล้วกท็ ลู ไปฉับพลัน
ความรกั ขุนแผนก็แสนรกั ดว้ ยรว่ มยากมานกั ไม่เดยี ดฉนั ท์
สูล้ าบากบกุ ป่ามาด้วยกัน สารพนั อดออมถนอมใจ
๕๐
ถอดความได้วา่
จะวา่ รกั ขุนช้างกไ็ ม่ไดเ้ พราะตนไม่ได้รกั ถา้ เกดิ ทลู พระพันวษาผิดก็จะเป็นทูล จึงทลู เป็นกลางๆตามแต่
พระทัยของพระพันวษาว่าจะตัดสินใจอยา่ งไร จึงทลู ออกไปวา่ ขนุ แผนนัน้ กแ็ สนรักรว่ มทกุ ขร์ ่วมสขุ ด้วยกันมา
นาน
ขุนชา้ งแตอ่ ยู่ด้วยกนั มา คาหนกั หาไดว้ า่ ใหเ้ คืองไม่
เงินทองกองไวม้ ิให้ใคร ข้าไทใช้สอยเหมือนของตัว
จม่นื ไวยเล่าก็เลือดทใี่ นอก กห็ ยิบยกรักเทา่ กันกับผัว
ทูลพลางตัวนางเร่มิ ระรวั ความกลวั อาญาเปน็ พน้ ไป
ครานั้นพระองค์ผู้ทรงภพ ฟงั จบแคน้ คล่ังดังเพลงิ ไหม
เหมอื นดินประสิวปลิวตดิ กับเปลวไฟ ดดู เู๋ ป็นไดอ้ ีวนั ทอง
ถอดความได้วา่
ขนุ ชา้ งอยดู่ ้วยกนั มาก็ไมเ่ คยทาเรือ่ งให้ขุน่ เคืองใจและมีเงนิ ทองบา่ วไพร่ใช้ไมข่ ดั สน ส่วนจมื่นไวยที่เปน็
ลกู ชายก็เป็นเหมือนเลือดในอก ย่อมรักเทา่ กับรกั ผัวอยแู่ ลว้ ทลู เสรจ็ นางวนั ทองก็ส่ันดว้ ยความกลวั หลงั จาก
นางวนั ทองทูล พระพันวษากริว้ อย่างมากเหมือนดนิ ประสิวท่ีโดนไฟแล้วปะทุ
จะว่ารกั ข้างไหนไม่ว่าได้ นา้ ใจจะประดังเขา้ ทงั้ สอง
ออกน่นั เข้าน่ีมสี ารอง ยง่ิ กว่าทอ้ งทะเลอันล้าลึก
จอกแหนแพเสาสาเภาใหญ่ จะทอดถมเท่าไรไม่รสู้ ึก
เหมือนมหาสมุทรสุดซ้งึ ซึก น้าลึกเหลือจะหยง่ั กระท่ังดิน
อฐิ ผาหาหาบมาทุ่มถม กจ็ ่อมจมสูญหายไปหมดสนิ้
อีแสนถ่อยจญั ไรใจทมิฬ ดงั เพชรนลิ เกิดข้ึนในอาจม
ถอดความไดว้ า่
นางวันทองไมย่ อมบอกวา่ จะเลือกใคร พระพันวษารบั สงั่ ด่านางวนั ทองว่ารักข้างไหนเลอื กไม่ถูกจะ
เอาไวส้ ารองท้ังสองยง่ิ ว่าความลึกของทะเลทอดสมอลึกเกินจะหย่งั ถึงได้ คนถอ่ ย จญั ไร ใจทมฬิ เหมอื นเพชรท่ี
เกิดในส่งิ สกปรก
รปู งามนามเพราะน้อยไปหรอื ใจไม่ซื่อสมศักดเ์ิ ท่าเส้นผม
แต่ใจสัตว์มนั ยังมที ี่นิยม สมาคมก็แตถ่ ึงฤดูมัน
มงึ นี่ถ่อยยง่ิ กวา่ ถ่อยอีทา้ ยเมอื ง จะเอาเรอ่ื งไม่ได้สกั สงิ่ สรรพ์
ละโมบมากตัณหาตาเปน็ มัน สักร้อยพนั ใหม้ งึ ไมถ่ ึงใจ
วา่ หญิงชัว่ ผัวยังคราวละคนเดียว หาตามตอมกันเกรียวเหมอื นมงึ ไม่
หนักแผน่ ดนิ กจู ะอยู่ไย อา้ ยไวยมงึ อยา่ นบั วา่ มารดา
๕๑
ถอดความได้ว่า
หนา้ ตาสวยงามช่อื เพราะน้อยไปหรือถึงไดจ้ ิตใจไม่ซื่อเทา่ กับเส้นผม เลวกว่าสัตวเ์ พราะสตั วย์ งั มีฤดู
ผสมพนั ธุ์ หญงิ ช่วั ยังมผี วั คราวละคน จะอยู่ใหห้ นกั แผ่นดนิ ทาไม ทรงหันไปตรัสกบั จม่ืนไวยวา่ อยา่ นบั นางวัน
ทองเป็นแมใ่ ห้อายเขา
กเู ล้ยี งมึงถึงให้เปน็ หวั หมน่ื คนอ่นื รู้วา่ แม่ก็ขายหนา้
อา้ ยขุนชา้ งขนุ แผนทั้งสองรา กจู ะหาเมยี ให้อยา่ อาลัย
หญงิ กาลกิณอี ีแพศยา มันไม่น่าเชยชิดพสิ มยั
ที่รปู รวยสวยสมมถี มไป มงึ ตัดใจเสยี เถิดอีคนนี้
เรง่ เรว็ เหวยพระยายมราช ไปฟนั ฟาดเสียให้มนั เปน็ ผี
อกเอาขวานผา่ อย่าปรานี อย่าใหม้ ีโลหิตตดิ ดนิ กู
เอาใบตองรองไว้ใหห้ มากิน ตกดินจะอปั รีย์กาลีอยู่
ฟันใหห้ ญิงชายท้ังหลายดู ส่ังเสร็จเสด็จสปู่ ราสาทชยั
ถอดความไดว้ ่า
รบั สง่ั ขุนช้างกบั ขุนแผนพระองคจ์ ะทรงหาเมยี ใหมใ่ ห้ แล้วรบั ส่ังใหเ้ อานางวนั ทองไปประหารชีวติ เอา
ขวานผ่าอก แล้วเอาใบตองมารองเลอื ดใหห้ มากนิ อย่าให้เลือดอัปรีย์กาลตี กถึงพ้ืนดินเลย รับสง่ั เสรจ็ ก็เสด็จเขา้
สู่ปราสาทท่ปี ระทับ
๕๒
วิเคราะห์คุณค่า
๑.คุณคา่ ด้านเนื้อหา
๑. รูปแบบ
เสภาเรอ่ื งขนุ ช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ผ้แู ตง่ มีการใช้คาประพนั ธป์ ระเภทกลอนเสภาทีม่ ี
ความเหมาะสมในการเล่าเร่อื งและขับเปน็ ทานองลานาหรือทเี่ รียกกนั ว่า การขับเสภา ซง่ึ กลอนประเภทน้ี จะมี
การกาหนดคาที่ไม่แน่นอน แต่จะมีคาอยู่ท่ี ๗ คา ถึง ๙ คา โดยการส่งสมั ผัสนอกจะเหมือนกบั กลอนสุภาพ แต่
ไมบ่ ังคบั หรอื ห้ามเสยี งสงู - ต่า ทง้ั นข้ี ้ึนอยู่กบั เน้ือความหรือกระบวนกลอนและจังหวะในการขบั เสภา
๒. องคป์ ระกอบของเร่ือง
๒.๑) สาระของเรอื่ ง
เสภาเร่ืองขุนชา้ งขุนแผน ตอนขนุ ช้างถวายฎีกา สามารถแสดงให้เห็นถงึ เร่ืองของการตกเปน็ ทาสของ
อารมณ์ต่าง ๆ ทงั้ รัก โกรธ หลง ซึ่งสามารถเป็นที่ทาใหม้ นุษย์ขาดสติในการกระทาส่งิ ต่าง ๆ และไมค่ านงึ ถึงผล
ท่จี ะตามมา รวมท้งั เตือนเราใหค้ รองชีวติ ดว้ ยสติ
๒.๒) โครงเร่อื ง
โครงเร่ืองหลักเปน็ เรื่องราวเกี่ยวกบั ความรักของชายสองคนกบั หญงิ หนงึ่ คน โดยชายคนหน่งึ เปน็ คน
รปู งาม มวี ชิ าอาคมแตเ่ จา้ ชู้ ชายอกี คนหน่ึงเป็นคนหน้าตาอัปลกั ษณ์แตม่ ฐี านะรา่ รวย ซ่ึงทัง้ สองคนปรารถนา
ผหู้ ญงิ คนเดยี วกันจงึ เกดิ การแยง่ ชิงนางข้นึ ปมปัญหาของเร่ืองน้ีคือ นางผนู้ นั้ จะตกเป็นของชายใด
เสภาเร่ืองขุนชา้ งขนุ แผน ตอนขุนช้างถวายฎกี า เปน็ ตอนสาคัญทส่ี ุดของเร่ืองเพราะเปน็ ตอนคล่คี ลาย
ปมปญั หาว่านางวนั ทองจะตกเป็นของผใู้ ด ระหวา่ งขนุ แผนกับขุนชา้ ง และเน้อื หาในตอนน้ี เรม่ิ จากที่พลายงาม
อยากให้มารดามาอยู่ดว้ ย จงึ ได้ลอบขึน้ เรือนขุนชา้ งแลว้ พานางวนั ทองไปกับตน เม่อื ขุนช้างรวู้ ่านางวันทองอยู่
กับพลายงามก็โกรธมากและไปถวายฎกี าพระพันวษา ซึง่ เรื่องได้หักมุมจบลงตรงท่ีนางวันทองถกู ประหารชีวิต
นบั เปน็ เร่ืองนา่ สลดใจและสร้างความสะเทือนอารมณ์ให้แก่ผ้อู า่ นเปน็ อยา่ งมาก
๒.๓) ตัวละคร
นางวันทอง แตเ่ ดิมวนั ทองเป็นเดก็ สาวไรเ้ ดียงสา ไมค่ ่อยมโี อกาสตดั สนิ ใจด้วยตนเอง เม่ือวันทองได้
เขา้ สู่วัยผู้ใหญ่ทผี่ ่านความทุกข์มามากมาย วันทองจึงมีความสุขุมรอบคอบ รู้จักยับยงั้ ชง่ั ใจคดิ ก่อนทา ดงั ที่จะ
เหน็ ได้จากตอนที่ขุนแผนเข้ามาหานางในห้องนอน วันทองไมย่ นิ ยอมท่ีจะมคี วามสมั พันธ์ฉนั สามภี รรยากับ
๕๓
ขนุ แผน และนางยังกล่าวถึงเร่ืองควรไม่ควรและเตอื นให้ขุนแผนกราบทูลพระพนั วษาใหท้ รงทราบเรอ่ื งก่อน
ดงั ความวา่
มใิ ชห่ นุ่มดอกอย่ากลมุ้ กาเริบรัก เอาความผิดคดิ หักใหเ้ หือดหาย
ถ้ารกั น้องป้องปิดให้มิดอาย ฉันกลับกลายแล้วหม่อมจงฟาดฟัน
ไปเพ็ดทูลเสียใหท้ ูลกระหม่อมแจ้ง นอ้ งจะแตง่ บายศรีไว้เชญิ ขวัญ
ไม่พักวอนดอกจะนอนอยูด่ ้วยกัน ไมเ่ ชน่ นัน้ ฉันไม่เลยจะเคยตัว
รวมทงั้ นางวนั ทองยงั มลี ักษณะนสิ ัยทีร่ ักลกู โดยนางวนั ทองได้กลา่ วว่า ไม่ว่าทรัพยส์ ินเงินทองหรือ
บริวารใด ๆ นางก็ไม่รกั ใครห่ รือทาให้นางมีความสขุ ไดเ้ หมือนลูก ดังความวา่
ใชจ่ ะอม่ิ เอิบอาบดว้ ยเงินทอง มใิ ชข่ องตัวทามาแตไ่ หน
ทงั้ ผู้คนชา้ งม้าแลข้าไท ไม่รกั ใครเ่ หมือนกบั พ่อพลายงาม
พลายงาม พลายงามเปน็ ตน้ เหตสุ าคัญทท่ี าให้ขุนช้างถวายฎกี า ซ่งึ ส่งผลใหน้ างวันทองถูกประหาร
ชีวติ ในที่สุด พลายงามเป็นผู้ที่ใชอ้ ารมณ์เหนือเหตุผล กระทาทุกอย่างเพอื่ ตอบสนองความต้องการของตนโดย
ไม่คานึงถงึ ความถูกตอ้ งเหมาะสม ดังเชน่ ตอนที่พลายงามข้ึนเรอื นขนุ ชา้ งเพอื่ บังคับพาตวั นางวนั ทองไป นางวนั
ทองหา้ มปรามและเตือนสติ แต่พลายงามไมย่ อมฟงั เหตุผลกลับยิง่ แสดงอารมณโ์ กรธจนถงึ กบั จะตดั ศรี ษะนาง
วนั ทองหากไมย่ อมไปกับตน ดังความวา่
ครานนั้ จึงโฉมเจ้าพลายงาม ฟงั ความเหน็ วา่ แมห่ าไปไม่
คดิ บ่ายเบีย่ งเลยี่ งเล้ยี วเบ้ียวบิดไป เพราะรักอา้ ยขนุ ช้างกวา่ บิดา
จงึ ว่าอนจิ จาลกู มารับ แมย่ ังกลับทัดทานเปน็ หนักหนา
เหมอื นไม่มรี ักใครใ่ นลูกยา อุตส่าหม์ ารบั แลว้ ยงั มิไป
เสยี แรงเปน็ ลกู ผ้ชู ายไม่อายเพ่ือน จะพาแมไ่ ปเรือนใหจ้ งได้
แม้นมไิ ปให้งามก็ตามใจ จะบาปกรรมอย่างไรก็ตามที
จะตดั เอาศีรษะของแมไ่ ป ท้งิ แตต่ วั ไวใ้ ห้อยูน่ ี่
แมอ่ ยา่ เจรจาใหช้ า้ ที จวนแจง้ แสงศรีจะรีบไป
๕๔
ขุนช้าง นอกจากขนุ ชา้ งจะมีรูปรา่ งและหนา้ ตาไม่นา่ พงึ ใจแกผ่ ู้พบเห็นแล้วจิตใจยงั โหดรา้ ย คับแคบ
สิง่ ทท่ี าใหข้ ุนชา้ งมีดีอย่บู ้างคือ ความรักเดียวใจเดียวท่มี ใี ห้นางวนั ทอง แต่ความรกั ของขุนชา้ งเปน็ ความรกั ท่ี
เหน็ แกต่ วั คดิ เอาแต่ได้ หวังครอบครองเปน็ เจา้ ของโดยไมค่ านงึ ถึงความถกู ต้องเหมาะสม แมน้ างวันทองจะมี
สามีแลว้ ขนุ ชา้ งก็ยังทาทกุ วิถีทางใหไ้ ด้นางมาครอบครอง คร้นั ถกู แยง่ นางไปขนุ ชา้ งก็โกรธแคน้ ขุนช้างจึงเป็น
ตัวละครที่ตกเปน็ ทาสของความรักและความโกรธแคน้ ตลอดเวลา เขาสามารถท่ีจะสรา้ งความทุกข์ใหก้ ับทุกคน
ท่ีเกีย่ วข้องไมเ่ ว้นแม้กระทั่งตัวของนางวันทองซึง่ เปน็ หญงิ ท่ีขุนชา้ งรกั โดยความรักและความแค้นของขนุ ชา้ ง
ปรากฏให้เห็นชัดตอนที่ขุนชา้ งทราบว่านางวนั ทองหายไปจากเรือน ขุนช้างทัง้ รักและแค้นจึงประณามนางวัน
ทอง ดงั ความวา่
ครานั้นขนุ ช้างฟังบา่ วบอก เหง่อื ออกโซมล้านกบาลใส
คิดคิดให้แค้นแสนเจ็บใจ ช่างทาไดต้ า่ งตา่ งทุกอยา่ งจริง
สองหนสามหนกน่ แต่หนี พล้งั ทีลงไมร่ อดนางยอดหญิง
คราวนั้นอา้ ยขุนแผนมนั แงน้ ชิง นคี่ ราวน้ีหนวี ่งิ ไปตามใคร
ไมค่ ดิ วา่ จะเปน็ เห็นว่าแก่ ยังสาระแนหลบลีห้ นีไปไหน
เอาเถดิ เป็นไรก็เป็นไป ไม่เอากลบั มาไดม้ ิใชก่ ู
ขุนแผน เปน็ ผเู้ ก่งกลา้ ในวชิ าอาคม มีความกลา้ หาญและจงรกั ภกั ดีต่อพระมหากษัตรยิ ์ แต่ขุนแผนก็
เปน็ ชายเจา้ ชู้มภี รรยาหลายคน จากตอนน้ี จะเหน็ ได้วา่ ท้งั ทนี่ างแก้วกิริยากบั นางลาวทองอยดู่ ว้ ย ขุนแผนก็ยัง
ลอบเข้าห้องหานางวนั ทอง โดยไมค่ าถงึ ผลที่จะตามมาภายหลัง ซ่ึงเปน็ พฤติกรรมท่ีแสดงใหเ้ ห็นว่าขุนแผนมัก
ทาอะไรตามใจตนเอง ดงั บทประพันธ์
นางแกว้ ลาวทองทง้ั สองหลบั ขุนแผนกลบั ผวาต่นื ฟื้นจากที่
พระจนั ทรจรแจ่มกระจา่ งดี พระพายพัดมาลตี ลบไป
คิดคะนึงถงึ มติ รแต่กอ่ นเก่า นิจจาเจ้าเหนิ ห่างรา้ งพิสมัย
ถึงสองครั้งตง้ั แต่พรากจากพี่ไป ดงั เดด็ ใจจากร่างก็ราวกัน
กูก็ชั่วมวั รักแตส่ องนาง ละวางใหว้ นั ทองน้องโศกศัลย์
เมือ่ ตีไดเ้ ชยี งใหม่กโ็ ปรดครนั จะเพ็ดทูลคราวนนั้ ก็คลอ่ งใจ
สารพัดที่จะว่าได้ทุกอย่าง อา้ ยขุนชา้ งไหนจะโต้จะตอบได้
ไมค่ วรเลยเฉยมาไม่อาลัย บัดนี้เล่าเจ้าไวยไปรับมา
๕๕
จากูจะไปสสู่ วาทนอ้ ง เจา้ วนั ทองจะคอยละห้อยหา
คิดพลางจัดแจงแต่งกายา นา้ อบทาหอมฟุ้งจรุงใจ
ออกจากห้องย่องเดินดาเนินมา ถึงเรือนลูกยาหาช้าไม่
เขา้ ห้องวันทองในทนั ใด เห็นนางหลบั ใหลน่ิงนทิ รา
สมเดจ็ พระพันวษา เปน็ พระมหากษตั ริย์แห่งกรุงศรอี ยธุ ยา บรรดาประเทศใกลเ้ คียงก็อ่อนน้อม
เพราะยาเกรงบารมี พระองคเ์ ป็นพระมหากษัตริย์ที่มีความยุติธรรมต่อพวกทหาร เสนาอามาตย์และราษฎร
พอสมควร เมือ่ มีคดีฟ้องร้องกัน ก็จะให้มีการไตส่ วนและพสิ ูจน์ความจริง แตพ่ ระองค์มีพระอารมณร์ ้อน จะเหน็
ไดจ้ ากตอนท่ีใหน้ างวันทองเลือกวา่ จะอยกู่ ับใคร ตัวนางมีความลังเลเลอื กไมไ่ ดว้ า่ จะอยู่กับใคร พระพนั วษาทรง
พระพิโรธจึงรับสง่ั ใหป้ ระหารชวี ิต ดังความว่า
เร่งเรว็ เหวยพระยายมราช ไปฟันฟาดเสียให้มนั เป็นผี
อกเอาขวานผา่ อย่าปรานี อย่าใหม้ โี ลหติ ติดดินกู
เอาใบตองรองไวใ้ หห้ มากนิ ตกดนิ จะอปั รีย์กาลีอยู่
ฟันให้หญงิ ชายท้ังหลายดู ส่งั เสร็จเสด็จสปู่ ราสาทชยั
๒.๔) ฉากและบรรยากาศของเรื่อง
ฉากทป่ี รากฏในเสภาเรื่องขนุ ชา้ งขุนแผน ตอนขนุ ชา้ งถวายฎีกา คอื สภาพสังคมไทยในสมยั อยธุ ยา
และรตั นโกสนิ ทร์ตอนต้นของชาวบ้าน ชาววัดและชาววงั ซง่ึ ผู้แต่งไดบ้ รรยายฉากและบรรยากาศตา่ ง ๆ ได้
สมจริงสอดคล้องกบั เนื้อเรื่อง เช่น เรอื นของขุนชา้ งท่แี สดงถึงความร่ารวย ดงั บทประพันธ์
ข้าไทนอนหลบั ลงทบั กนั สะเดาะกลอนถอนลัน่ ถึงช้นั สาม
กระจกฉากหลากสลับวบั แวมวาม อรา่ มแสงโคมแก้วแววจับตา
มา่ นมูล่ ม่ี ฉี ากประจาก้ัน อฒั จนั ทรเ์ ครื่องแก้วก็หนักหนา
ชมพลางยา่ งเย้ืองชาเลืองมา เปิดมงุ้ เหน็ หนา้ แม่วนั ทอง
๕๖
๒.๕) กลวิธใี นการแต่ง
ผู้แต่งมีกลวธิ ใี นการนาเสนอเร่ืองราวผา่ นตวั ละครโดยการเล่าด้วยถ้อยคาภาษาท่ีไพเราะงดงาม ทัง้ การ
ใช้คาท่ที าให้เหน็ ภาพและการใชค้ วามเปรียบสะท้อนให้เห็นวถิ ชี ีวติ ของคนไทยสมยั ก่อน สภาพความเป็นอยู่
การพิพากษาคดี รวมถงึ การตัดสินประหารชีวิต ผแู้ ตง่ ถา่ ยทอดเรอื่ งราวไดส้ มจรงิ นา่ ประทบั ใจและชวนติดตาม
ดังบทประพนั ธ์
ครานน้ั พระองคผ์ ู้ทรงภพ ฟังจบแคน้ คัง่ ดงั เพลิงไหม้
เหมอื นดนิ ประสวิ ปลวิ ติดกบั เปลวไฟ ดดู เู๋ ปน็ ได้อีวนั ทอง
จะว่ารักขา้ งไหนไม่วา่ ได้ น้าใจจะประดังเข้าทั้งสอง
ออกน่ันเข้าน่ีมสี ารอง ย่ิงกวา่ ท้องทะเลอันลา้ ลกึ
จอกแหนแพเสาสาเภาใหญ่ จะทอดถมเท่าไรไม่รสู้ กึ
เหมือนมหาสมุทรสดุ ซ้งึ ซึก น้าลึกเหลอื จะหยั่งกระท่ังดิน
อฐิ ผาหาหาบมาทุ่มถม กจ็ ่อมจมสูญหายไปหมดส้ิน
อีแสนถ่อยจญั ไรใจทมิฬ ดงั เพชรนลิ เกิดข้ึนในอาจม
รปู งามนามเพราะน้อยไป ใจไม่ซ่ือสมศักดิเ์ ท่าเส้นผม
แตใ่ จสตั วม์ นั ยงั มีทีน่ ยิ ม สมาคมก็แต่ถึงฤดมู นั
มึงนถ้ี ่อยยิ่งกว่าถ่อยอที ้ายเมอื ง จะเอาเรื่องไม่ได้สกั สง่ิ สรรพ
๕๗
๒.คุณคา่ ด้านวรรณศิลป์
การพิจารณาคุณคา่ ด้านวรรณศิลป์ เสภาเร่ืองขนุ ชา้ งขนุ แผน ตอน ขุนช้างถวายฎีกา ใช้กลอนเสภามา
เล่าเรอ่ื งนับว่าเหมาะสมกบั เน้ือเรือ่ งมาก เพราะเสภาเรื่องขุนช้างขนุ แผนมีลักษณะเป็นนิทาน ความงามในด้าน
ร้อยกรองจึงมีอยู่มากทั้งความไพเราะลึกซึ้งกินใจ ดังนี้
๑) การสรรคา
กวเี ลือกใช้คาในลักษณะตา่ งๆ เพ่ือใหเ้ กิดความไพเราะ ส่ือความคิด ความรูส้ กึ และอารมณ์ได้ ดงั น้ี
๑.๑) การเลอื กใชค้ าได้ถกู ตอ้ งตรงตามความหมายท่ีต้องการ กวีเลือกใชค้ าไวพจน์ได้ถกู ตอ้ งตรงตาม
ความหมายที่ต้องการ การใช้คาไวพจน์แสดงให้เห็นสตปิ ัญญาของกวีที่เลอื กใช้คาไดห้ ลากหลายโดยไมเ่ สยี ความ
และทาให้บทประพนั ธม์ สี มั ผสั คลอ้ งจองเกิดความไพเราะ เชน่
อดั อดึ ฮดึ ฮดั ดว้ ยขดั ใจ เมอ่ื ไรตะวนั จะลบั หลา้
เขา้ ห้องหวนละห้อยคอยเวลา จนสรุ ิยาเลี้ยวลบั เมรุไกร
จากบทประพันธค์ าว่า ตะวนั และสุริยา หมายถึง พระอาทิตย์ ถอื ว่ากวีเลือกใชค้ าไดห้ ลากหลายเหมาะ
กับบริบท
๑.๒) การเลือกใช้คาทเี่ หมาะแกเ่ นือ้ เรื่องและฐานะของบุคคลในเรือ่ ง เชน่
“คราวนัน้ ฟ้องกันดว้ ยวันทอง นม่ี นั ฟ้องใครอกี อา้ ยชาติขา้
ดารพิ ลางทางเสด็จยาตรา ออกมาพระที่นง่ั จกั รพรรดิ
พระสตู รรูดกรา่ งกระจ่างองค์ ขุนนางกราบลงเป็นขนัด
ทั้งหนา้ หลังเบยี ดเสียดเยียดยัด หมอบอัดถดั กนั เป็นหลนั่ ไป”
กวเี ลือกใชค้ าเหมาะกับฐานะของบุคคล ได้แก่คาวา่ ดาริ เสด็จยาตรา พระทน่ี ่ังจักรพรรดิ พระสตู ร
ใช้กับพระมหากษัตริย์
๑.๓) การเลอื กใช้คาไดเ้ หมาะแกล่ กั ษณะคาประพนั ธ์ คาประพนั ธเ์ รื่องขนุ ช้างขุนแผนคือกลอนเสภา
ท่ใี ช้ขบั เสภาในงานมงคล เนอ้ื เรื่องแม้จะมีขนาดยาวแต่ก็ใช้คางา่ ยๆ สว่ นใหญเ่ ป็นคาไทยแท้ ผูอ้ า่ นหรือผู้ฟัง
สามารถเขา้ ใจคาที่กวีใชไ้ ดด้ ีโดยไมต่ ้องตคี วามหมายอย่างลึกซ้งึ เสภาเรื่องขุนชา้ งขนุ แผนจงึ ไดร้ บั ความนยิ มมา
จนถงึ ปัจจบุ ัน นับว่ากวีเลอื กใชค้ าไดเ้ หมาะแก่ลักษณะของคาประพันธ์ เช่น
ครานนั้ พระองคผ์ ู้ทรงเดช ฟงั เหตุขุ่นเคืองเป็นหนักหนา
อ้ายหมืน่ ไวยทาใจอหงั การ์ ตกว่าบา้ นเมืองไมม่ ีนาย
จะปรึกษาตราสินใหไ้ ม่ได้ จึงทาตามน้าใจเอาง่ายงา่ ย
ถ้าฉวยเกดิ ห่าฟันกนั ลม้ ตาย อนั ตรายไพร่เมืองกเ็ คืองกู
จากบทประพนั ธข์ ้างตน้ เปน็ ตอนพระพนั วษาได้ฟงั ความจากนางวนั ทอง กโ็ กรธจม่นื ไวยท่ีทาการอกุ
อาจทาเหมือนบา้ นเมอื งไม่มีกฎหมาย ถา้ เกิดมีการฆ่าฟนั ล้มตาย ประชาชนจะข่นุ เคืองพระพันวษาได้
๕๘
โอแ้ ม่เจ้าประคณุ ของลกู เอ๋ย ไมค่ วรเลยจะพรากจากคุณพ่อ
เวรกรรมนาไปไมร่ ง้ั รอ มพิ อทจ่ี ะต้องพรากกจ็ ากมา
มันไปฉุดมารดาเอามาไว้ อา้ ยหัวใสขม่ เหงไม่เกรงหนา้
ทท่ี าแค้นกจู ะแทนให้ทนั ตา ขอษมาแม่แล้วก็ขบั พราย
จากบทประพันธ์ข้างตน้ กวีใช้คาง่ายๆ เล่าเร่อื งโดยไมต่ ้องตีความหมายก็เข้าใจถึงเร่ืองได้วา่ พลายงาม
ราพนั วา่ นางวันทองไม่ควรพลัดพรากจากขุนแผน แล้วโทษว่าเป็นเวรกรรมที่ทาให้ต้องแยกกัน พลายงามไดแ้ ม่
แล้วขอขมาไล่พราย
๑.๔) การเลือกใช้คาโดยคานึงถงึ เสียง ดังน้ี
(๑) การเลน่ คา กวีนาคาคาเดียวมาใชใ้ นทีใ่ กลๆ้ กนั เพ่ือทจ่ี ะยา้ ความหมายของเน้ือความใหห้ นกั แน่น
มากขนึ้ เช่น
วันน้ันแพก้ ูเม่ือดานา้ กก็ ร้วิ ซ้าจะฆ่าให้เปน็ ผี
แสนแค้นด้วยมารดายังปรานี ให้ไปขอชวี ีขุนชา้ งไว้
แคน้ แมจ่ าจะแก้ให้หายแคน้ ไมท่ ดแทนอา้ ยขนุ ชา้ งบา้ งไม่ได้
หมายจติ คดิ จะให้มันบรรลัย ไมส่ มใจจาเพาะเคราะห์มนั ดี
กวเี ลน่ คาว่า แคน้ เพื่อจะเนน้ ความหมายใหเ้ หน็ ว่าพลายงามคดิ เคืองแค้นขุนชา้ งอยตู่ ลอดเวลา และ
เป็นความแคน้ ท่ฝี งั ใจ
(๒) การเล่นเสยี งสมั ผสั คือ การสรรคาใหม้ ีสมั ผัสเสียง เพ่ือให้เกดิ ทานองท่ีไพเราะน่าฟังและแสดงให้
เห็นความสามารถของกวี ซงึ่ มีทัง้ การเล่นเสยี งพยัญชนะและเสยี งสระ เชน่
คดิ อยู่ว่าจะทูลพระพันวษา เหน็ ชา้ กวา่ จะได้มารว่ มหอ้ ง
จะเปน็ ความอีกกต็ ามแตท่ านอง จึงให้ลูกรบั นอ้ งมารว่ มเรือน
จะเป็นตายง่ายยากไม่ยากรัก จะฟมู ฟักเหมอื นเมื่ออยูใ่ นกลางเถอื่ น
ขอโทษท่พี ่ีผดิ อย่าบดิ เบือน เจา้ เพอื่ นเสนหาจงอาลัย
สัมผสั สระ ได้แก่ วา่ -(ว)ษา ,ชา้ -มา , ความ-ตาม , ตาย-งา่ ย , เหมือน-เถื่อน ,ที่-พ่ี , หา-อา(ลัย)
สมั ผสั พยัญชนะ ไดแ้ ก่ ตาม-แต,่ รับ-ร่วม-เรือน, ฟูม-ฟกั , บิด-เบอื น
๒) การใช้โวหาร
คอื การใชถ้ อ้ ยคาอย่างมชี ้นั เชิงในการเขียน เพ่ือใหผ้ อู้ า่ นเข้าใจและรบั รู้อารมณ์ความร้สู ึก ความคดิ
ประสบการณ์ หรือเรื่องทีเ่ กิดจากจินตนาการไดต้ รงตามจุดมุ่งหมายของกวี ในเสภาเร่ืองขนุ ช้างขุนแผน ตอน
ขนุ ช้างถวายฎีกา มีการใช้โวหารท่ีกอ่ ให้เกิดอารมณส์ ะเทอื นใจหลายอารมณ์ กวใี ช้โวหารต่างๆ ถ่ายทอด
อารมณ์ของตัวละครทาให้ผอู้ ่านสามารถเขา้ ใจเนอ้ื เรื่องได้เปน็ อย่างดี
๒.๑) อปุ มาโวหาร เป็นการใช้ถ้อยคาแสดงการเปรยี บเทยี บอย่างมชี นั้ เชิง โดยการนาสง่ิ ที่คล้ายคลึง
กันมาเปรยี บเทียบ ดงั เหตุการณต์ อนที่พลายงามขึน้ เรือนขุนชา้ งเพ่ือพานางวันทองมาอยู่บ้านกับตน พลายงาม
ได้กล่าวเปรียบเทยี บนางวนั ทองกบั ขนุ ช้างว่าไม่มคี วามเหมาะสมคู่ควรกนั ความวา่
๕๙
มาอยู่ไยกับอา้ ยหนิ ชาติ แสนอุบาทวใ์ จจิตริษยา
ดงั ทองคาทาเลี่ยมปากกะลา หน้าตาดาเหมือนมนิ หม้อมอม
เหมอื นแมลงวนั วอ่ นเคลา้ ท่ีเน่าช่ัว มาเกลือกกลวั้ ปทุมมาลยท์ ี่หวานหอม
ดอกมะเด่ือฤๅจะเจือดอกพะยอม ว่านกั แม่จะตรอมระกาใจ
พลายงามได้กล่าวเปรียบเทียบการท่นี างวันทองอยกู่ ับขนุ ช้างว่า เหมือนกับนาสิ่งทีม่ ีคา่ อย่างทองคาคือ
นางวนั ทองมาเลย่ี มปากกะลา ซ่งึ กะลาเป็นภาชนะดอ้ ยคา่ หมายความถึงขนุ ชา้ งนอกจากจะเปรยี บขนุ ช้างว่า
ดอ้ ยค่าแล้ว ยงั เปรียบขุนช้างว่าหนา้ ตาดาเหมือนเขม่าติดก้นหม้อขนุ ช้างเหมือนแมลงวนั ท่บี นิ ตอมของเนา่
เหม็นแล้วมาตอมดอกบัวงามอย่างนางวนั ทอง และเปรยี บความแตกตา่ งของขุนชา้ งกับนางวันทองว่า ขนุ ชา้ ง
เป็นเหมอื นดอกมะเด่ือท่ีไม่มกี ล่นิ และไม่อาจติดกล่ินหอมจากดอกพะยอมซงึ่ หมายถึงนางวันทองได้ ถ้านางวัน
ทองยังอย่กู บั ขุนช้างก็ตอ้ งช้าใจเพราะความไม่คู่ควรกนั กวีเปรียบเทยี บความแตกต่างอย่างชดั เจนระหวา่ งนาง
วนั ทองกบั ขุนช้าง
๒.๒) พรรณนาโวหาร คือ การเขยี นท่ีเนน้ รายละเอยี ด ใช้ภาษาทีไ่ พเราะงดงาม มงุ่ ให้ผู้อา่ นเกดิ
จินตภาพ สร้างความเพลดิ เพลินหรือมุ่งให้เกิดความซาบซึง้ เช่น
ได้ยินเสียงฆ้องย่าประจาวัง ลอยลมล่องดังถึงเคหา
คะเนนบั ย่ายามไดส้ ามครา ดเู วลาปลอดห่วงทกั ทนิ
ฟา้ ขาวดาวเด่นดวงสว่าง จันทร์กระจ่างทรงกลดหมดเมฆสน้ิ
จงึ เซ่นเหล้าขา้ วปลาให้พรายกิน เสกขมนิ้ ว่านยาเขา้ ทาตวั จากบทประพันธเ์ ป็น
เสยี งฆอ้ งตบี อกเวลาจากวัง ลอยมาตามลมได้ยนิ ถงึ บา้ น นับได้เป็นเวลาตสี าม เปน็ เวลาท่จี ะได้
ปลดปลอ่ ยความชั่วร้าย เมอ่ื ท้องฟา้ เตม็ ไปดว้ ยดวงดาวและดวงจันทร์สว่างไม่มเี มฆบดบัง จงึ ไดน้ าเหล้าและ
อาหารไปเซน่ ใหผ้ ีพรายกนิ เอาขมิ้นมาทาตามตวั
๒.๓) บรรยายโวหาร เปน็ กระบวนการแตง่ ท่มี ีเนื้อเรอื่ ง มีบทบาท ดาเนินเร่ืองวา่ ใคร ทาอะไร
ทาอยา่ งไร ท่ีไหน และเมื่อไหร่ บรรยายโวหารใช้ในการเล่าเรอ่ื ง เสภาเร่ืองขนุ ช้างขุนแผน มลี ักษณะเลา่ เปน็
เรอ่ื งยาว จงึ ใช้บรรยายโวหารในการดาเนนิ เรื่อง ดงั บทประพันธ์
มา่ นม่ลู ่มี ฉี ากประจากั้น อัฒจนั ทรเ์ ครื่องแก้วก็หนกั หนา
ชมพลางย่างเยื้องชาเลืองมา เปดิ ม้งุ เห็นหน้าแมว่ ันทอง
น่ิงนอนอย่บู นเตยี งเคียงขนุ ชา้ ง มนั แนบข้างกอดกลมประสมสอง
เจบ็ ใจดังหัวใจจะพงั พอง ขยับจ้องดาบงา่ อยากฆา่ ฟนั
จะใครถบี ขุนช้างท่ีกลางตวั นึกกลัวจะถูกแม่วนั ทองนั่น
พลางนัง่ ลงนอบนบอภวิ นั ทน์ สะอ้นื อนั้ อกแคน้ น้าตาคลอ
จากบทประพันธเ์ ป็นตอนท่ีพลายงามเขา้ ไปถึงในหอ้ งมีทั้งกระจกฉาก และม่านม่ลู ี่ท่ีกน้ั อยู่ เมือ่ พลาย
งามเดินมาถงึ พลายงามจึงเปิดมงุ้ และเห็นขนุ ชา้ งนอนกอดแมว่ นั ทองอยู่ จึงเจบ็ ใจจนอยากจะชักดาบมาฆ่ามัน
คิดจะถีบขนุ ช้างก็กลัวจะถูกแมว่ ันทอง พลายงามจึงน่ังลงและยกมือไหว้ สะอนื้ น้าตาคลอ
๖๐
๒.๔) เทศนาโวหาร คือ โวหารที่มจี ดุ หมายแสดงความแจ่มแจง้ เพื่อใหผ้ ู้อา่ นคล้อยตามหรืออาจกลา่ ว
ไดว้ า่ มงุ่ ชกั จงู ให้ผูอ้ ่าน คดิ เห็นหรือคลอ้ ยตามความคิดเหน็ ของผูเ้ ขยี น เทศนาโวหารจึงยากกวา่ โวหารทกี่ ล่าวมา
เพราะต้องใชก้ ลวธิ ีในการชักจูงใจ ดังบทประพันธ์
อีวันทองตัวมันเหมือนรากแก้ว ถา้ ตัดโคนขาดแล้วก็ใบเหย่ี ว
ใครจะควรสสู่ มอยูก่ ลมเกลยี ว ใหเ้ ดด็ เดีย่ วรู้กนั แต่วันน้ี
เฮ้ยอีวนั ทองวา่ กระไร มึงตัง้ ใจปลดปลงให้ตรงที่
อย่าภวงั คก์ ังขาเป็นราคี เพราะมึงมีผัวสองกตู ้องแคน้
ถา้ รักใหม่กไ็ ปอยู่กบั อา้ ยช้าง ถ้ารักเก่าเข้าข้างอ้ายขุนแผน
อย่าเวียนวนไปใหค้ นมันหมิน่ แคลน ถ้าแม้นมึงรักไหนให้ว่ามา
จากบทประพันธเ์ ป็นตอนที่พระพนั วษาตรัสวา่ นางวันทองจะตกลงยังไง อย่าลังเลเพราะมีทงั้ ผวั และลกู
ถา้ รักใหม่ก็ให้ไปอยู่กบั ขุนชา้ ง แต่ถ้ารักกเ็ ลือกขนุ แผน อย่าชักช้าคนจะนนิ ทาเอาได้ จะเลือกใครกว็ า่ มา
๓) โวหารภาพพจน์
เป็นการใชก้ ลวิธีการเรยี บเรียงถอ้ ยคาลักษณะคาต่างๆ ท่ผี ู้ประพันธ์ตั้งใจใช้ เพื่อให้เกิดผลทางจินตภาพหรอื ทา
ให้เกิดความซาบซงึ้ ใจได้มากกว่าการเขียนธรรมดา
๓.๑) อปุ มา เป็นภาพพจน์ทใ่ี ชก้ ารเปรียบเทียบอธบิ ายลักษณะของส่ิงใดสิง่ หน่งึ โดยสง่ิ ที่นามาใช้เป็น
ความเปรียบน้ันเปน็ สิ่งทร่ี ู้จักกันดี นามาเปรยี บเทยี บเพอ่ื ให้เหน็ ลักษณะใดลกั ษณะหนงึ่ เพียงดา้ นเดียว และจะ
มคี าเช่อื มแสดงการเปรยี บเทียบไวอ้ ย่างชดั เจน เช่น คล้าย เหมอื น ดงั ราว ราวกบั ดุจ เปรยี บปาน เป็นต้น ดงั
บทประพันธ์
คราน้ันขุนชา้ งได้ฟังวา่ แคน้ ดงั เลอื ดตาจะหลัง่ ไหล
ดบั โมโหโกรธาทาว่าไป เรากไ็ ม่วา่ ไรสุดแต่ดี
จากบทประพันธ์เป็นตอนท่ขี ้ารบั ใชข้ องจมนื่ ไวยฯ มาบอกขุนชา้ งว่า ที่นางวันทองหาย ไป เพราะไปดแู ล จม่ืน
ไวยฯ ทไ่ี มส่ บาย ขนุ ชา้ งรู้ทนั ทีว่าเปน็ เรอ่ื งโกหกจงึ โกรธมาก กวีเปรยี บใหเ้ ห็นว่าขนุ ช้างทั้งโกรธท้ังแคน้
เหมือนวา่ เลือดจะไหลออกจากตา
๓.๒) อปุ ลกั ษณ์ เปน็ ภาพพจน์ที่ใช้ในการเปรยี บเทยี บสิง่ หน่ึงเปน็ อกี สิ่งหน่งึ คาทีใ่ ชเ้ ปรียบ ได้แก่
คาวา่ เปน็ คอื เทา่ เรยี กให้เข้าใจงา่ ยวา่ ”การเปรยี บเปน็ ” ดงั บทประพันธ์
เจ้าพลายงามตามรบั เอากลับมา ท่ีนห้ี น้าจะดาเป็นน้าหมึก
กาเริบใจดว้ ยเจ้าไวยกาลังฮึก จะพาแมต่ กลึกให้จาตาย
กวีกล่าวถงึ ตอนที่นางวันทองบอกแก่พลายงามที่มาตามนางกลับไปอยู่ดว้ ย จะทาใหน้ างอับอายขาย
หนา้ ไมก่ ลา้ พบหนา้ ใครอีก โดยใช้ภาพพจน์อุปลกั ษณเ์ ปรียบหน้าของนางวันทองทม่ี ีความอบั อายจนหมองคล้า
จนดาเป็นนา้ หมกึ ทาให้ผอู้ า่ นจินตนาการได้วา่ อบั อายขายหนา้ เพียงใด
๖๑
๓.๓) อตพิ จน์ หรือ อธิพจน์ คือ การเปรียบเทียบโดยการกล่าวข้อความที่เกนิ จริงมักเปรียบเทยี บใน
เรอื่ งปริมาณวา่ มีมากเหลอื เกิน มเี จตนาเนน้ ข้อความท่ีกล่าวน้ันให้มีนห้ นักมากยง่ิ ขนึ้ ตัวอยา่ งเชน่
“น้าค้างตกกระเซน็ เย็นเยือกใจ สงดั เสียงคนใครไม่พูดจา
ไดย้ นิ เสยี งฆ้องยา่ ประจาวงั ลอยลมลอ่ งดงั ถึงเคหา”
“หาหมอมารกั ษายาเขา้ ปรอท มันกนิ ปอดตับไตออกไหลลัน่
ท้ังไสน้ อ้ ยไส้ใหญ่แลไสต้ ัน ฟันฟางกห็ กั จากปากตวั ”
“ครานนั้ ขนุ ชา้ งได้ฟังว่า แคน้ ดังเลือดตาจะหลง่ั ไหล
ดับโมโหโกรธาทวา่ ไป เรากไ็ ม่วา่ ไรแตส่ ุดดี”
๓.๔) ไวพจน์ คือคาทีเ่ ขยี นต่างกนั แต่มคี วามหมายเหมือนกนั หรอื ใกล้เคยี งกัน ตวั อยา่ งเชน่
อัดอึดฮดึ ฮดั ด้วยขดั ใจ เม่อื ไรตะวันจะลับหลา้
เขา้ หอ้ งหวนละห้อยคอยเวลา จนสรุ ิยาเล้ยี วลบั เมรุไกร
คาไวพจน์ คือ คาวา่ ตะวันและสรุ ยิ า ซึ่งมคี วามหมายเหมือนกบั คาว่าพระอาทิตย์
๓.๕) นาฏการ คอื การใช้คาท่ีแสดงการเคล่ือนไหวท่ีสวยงาม ตวั อยา่ งเชน่
“ใช้พรายถอดกลอนถอนลม่ิ รอยทมิ่ ถอดหลุดไปจากท่ี
ยา่ งเทา้ กา้ วไปในทนั ที มิไดม้ ีใครทักแตส่ กั คน”
“จุดเทียนสะกดขา้ วสารปลาย ภูตพรายโดดเรือนสะเทือนผาง
สะเดาะดาลบานเปดิ หนา้ ตา่ งกาง ย่างเท้ากา้ วขึ้นร้านดอกไม้”
“ครานั้นทองประศรีผู้มารดา คร้นั ไดแ้ จ้งกจิ จาไมน่ ิ่งได้
เดก็ เอย๋ วิ่งตามมาไวไว ลงบันไดงนั งกตกนอกชาน”
๓.๖)จนิ ตภาพ คอื ลกั ษณะท่วั ไปของจติ ที่ปรากฏใหเ้ หน็ อย่างเด่นชัด
๑.) จนิ ตภาพด้านเสยี ง
“ไดย้ ินเสยี งฆ้องย่าประจาวงั ลอยลมล่องดังถึงเคหา
คะเนนับยา่ ยามไดส้ ามครา ดเู วลาปลวสใวงอดห่วงทักทิน”
“มีแตห่ ลบั เพ้อมะเมอฝนั ทั้งไฟกองป้องกนั ทกุ แห่งหน
ผูค้ นเงยี บสาเนียงเสียงแต่กรน มาจนถึงเรือนเจ้าขนุ ช้าง”
๒.) จินตภาพดา้ นกลิ่น
“หอมหวนอวลอบบุปผชาติ เบิกบานกา้ นกลาดก่ิงไสว
เรณูฟรู ่อนขจรใจ ยา่ งเทา้ ก้าวไปไมโ่ ครมคราม”
“จากูจะไปสสู่ วาทนอ้ ง เจ้าวนั ทองจะคอยละหอ้ ยหา
คดิ พลางจัดแจงแตง่ กายา นา้ อบทาหอมฟงุ้ จรงุ ใจ”
๖๒
๓.) จินตภาพดา้ นสแี ละแสง
“เงียบสัตว์จัตบุ ททวบิ าท ดาวดาษเดอื นสว่างกระจ่างไข
นา้ คา้ งตกกระเซน็ เยน็ เยือกใจ สงัดเสยี งคนใครไม่พดู จา”
“เห็นคนนอนล้อมออ้ มเปน็ วง ประตลู ่ันมั่นคงขอบรั้วก้ัน
กองไฟสว่างดังกลางวนั หมายสาคัญตรงมาหนา้ ประตู”
๔.) จนิ ตภาพดา้ นภาพ
“วนั ทองประคองสอดกอดลูกรัก ซบพกั ตรร์ ้องไห้ไม่เงยหน้า
เจา้ มาไยป่านนี้น่ลี ูกอา เขารักษาอยทู่ ุกแห่งตาแหนง่ ใน”
“คราน้ันวนั ทองผอ่ งโสภา เห็นลูกยากดั ฟนั มันไส้
ถอื ดาบฟ้าฟืน้ ยืนแกว่งไกว ตกใจกลวั วา่ จะฆ่าฟนั ”
๓.๗) อพั ภาส การซ้อนหรอื ซ้าคาลงหนา้ ศัพท์ ตัวอย่างเชน่
“มแี ตห่ ลับเพ้อมะเมอฝนั ท้ังไฟกองป้องกนั ทุกแห่งหน
ผคู้ นเงยี บสาเนียงเสยี งแต่กรน มาจนถึงเรือนเจา้ ขนุ ชา้ ง”
๓.๘) คาถามเชิงวาทศิลป์ การตัง้ คาถามแต่มไิ ด้หวงั คาตอบ หรือ ถ้ามคี าตอบก็เป็นคาตอบท่ที ั้งผถู้ าม
และผ้ตู อบรดู้ ีอยู่แลว้ นักเขยี นจะใช้คาถามเชิงวาทศลิ ป์เพื่อเร้าอารมณ์ผู้อา่ น หรือสื่อความหมายและข้อคิดที่
ต้องการ ตัวอยา่ งเช่น
“ครานัน้ เจา้ หม่อมขนุ ชา้ ง น่ังคาหน้าตา่ งเยี่ยมหนา้ อยู่
เหน็ คนคลานเขา้ มาเหลอื บตาดู นี่มาหลอกกหู รอื อย่างไร”
“มนั จงึ ข่มเหงไมเ่ กรงใจ จะพ่งึ พาใครได้ทไี่ หนนน่ั
ขนุ นางนอ้ ยใหญเ่ กรงใจกนั ถึงฟ้องมนั กจ็ ะปิดให้มิดไป
๓.๙) สัญลกั ษณ์ ส่ิงที่กาหนดขึ้นใช้เพ่ือใหห้ มายความแทนอกี ส่ิงหนึ่ง ซ่งึ อาจเปน็ รูปภาพ เครอื่ งหมาย
หรือสิง่ ของ ตวั อยา่ งเชน่
“เหมือนแมลงวนั ว่อนเคลา้ ที่เนา่ ชัว่ มาเกลือกกลั้วปทุมมาลย์ทห่ี วานหอม
ดอกมะเดื่อฤๅจะเจือดอกพะยอม ว่านักแม่จะตรอมระกาใจ”
-แมลงวัน,ดอกมะเด่ือ หมายถึง ขนุ ช้าง
-ปทมุ วลั ย์,ดอกพะยอม หมายถงึ นางวันทอง
๓.๑๐) ปฏิพากยห์ รือปรพากย์ คอื การใช้ถ้อยคาทีม่ ีความหมายตรงกันขา้ ม หรอื ขัดแยง้ กันมากล่าว
อยา่ งกลมกลืนกนั เพื่อเพ่ิมความหมายให้มีน้าหนักมาก ยิง่ ข้ึน ตวั อยา่ งเชน่
“เมือ่ พ่อเจา้ เข้าคกุ แม่ท้องแก่ เขาฉดุ แม่ใชจ่ ะแกล้งแหนงหนี
ถงึ พ่อเจ้าเล่าไม่รู้ว่าร้ายดี เปน็ หลายปแี มม่ าอยกู่ บั ขนุ ช้าง”
๓.๑๑) นามนัย คือ การใชค้ าหรือวลี ท่ีบ่งลักษณะหรือคุณสมบัตขิ องสิง่ ใดสงิ่ หน่ึงมา
แสดงความหมายแทนสง่ิ นั้นทั้งหมด ตัวอยา่ งเช่น
๖๓
“ลืมตาเหลียวหาเจ้าวนั ทอง ไม่เห็นนอ้ งห้องสว่างตะวันสาย
ผ้าผอ่ นล่อนแกน่ ไม่ติดกาย เห็นมา่ นขาดเรี่ยรายประหลาดใจ”
“โอ้เจา้ แกว้ แววตาของพ่ีเอย๋ เจา้ หลับใหลกระไรเลยเป็นหนักหนา
ดงั นิม่ นอ้ งหมองใจไม่นาพา ฤๅขดั เคืองคดิ ว่าพ่ีทอดท้ิง
ความรักหนักหน่วงทรวงสวาท พไ่ี ม่คลาดคลายรักแตส่ กั สิ่ง
เผอิญเป็นวิปริตท่ีผดิ จริง จะนอนนง่ิ ถือโทษโกรธอยู่ไย
ว่าพลางเอนแอบลงแนบข้าง จูบพลางชวนชดิ พสิ มยั ”
๓.๑๒) สทั พจน์คอื การเปรียบเทียบโดยใชค้ าเลยี นเสียงของสิง่ ตา่ ง ๆ เช่น เสยี งดนตรี
เสยี งสัตวห์ รือเสยี งในธรรมชาติ ตวั อย่างเชน่
“ครนั้ เวลาดึกกาดดั สงัดเงียบ ใบไม้แห้งแกรง่ เกรียบระรบุ รอ่ น
พระพายโชยเสาวรสขจายขจร พระจนั ทรแจม่ แจง้ กระจา่ งดวง”
๓.๑๓) บุคคลวตั หรอื บคุ ลาธษิ ฐาน คือ การสมมติสง่ิ ตา่ ง ๆ ให้มกี ริ ิยาอาการความรสู้ กึ เหมือน
มนษุ ย์ หรอื เป็นการเปรียบโดยนาสิ่งท่ไี ม่มชี วี ิต หรอื สง่ิ มีชีวิตท่ีไม่ใชม่ นุษย์มากล่าวถงึ ราวกับเปน็ มนุษย์ เช่น
“ครนั้ วา่ รุ่งสางสว่างฟา้ สรุ ยิ าแย้มเย่ียมเหลีย่ มไศล
จะกลา่ วถงึ พระองค์ผทู้ รงชัย เนาในพระท่นี ั่งบลั ลังกร์ ตั น์”
๔) รสทางวรรณคดี
กระบวนการแต่งคาประพันธ์ของกวีทเี่ ป็นแบบแผน เสภาเร่อื ง ขนุ ชา้ งขนุ แผน ตอน ขุนช้างถวายฎกี า
มเี นือ้ ความทพ่ี รรณนาได้งดงามอย่หู ลายตอน ท้ังน้เี พราะกวีสามารดาเนินเรือ่ งไดส้ มจริงและแทรกรสวรรณคดี
ต่างๆ เขา้ ถึงอารมณ์ได้เป็นอย่างดี
๔.๑) เสาวรจนี (บทชมความงาม) เป็นบทท่ีกวีเลอื กใชถ้ ้อยคาที่ไพเราะกล่าวถงึ ความงาม จากเสภา
เร่ืองขุนช้างขนุ แผน ตอน ขุนชา้ งถวายฎกี า มบี ทชมความงามของเรือนขุนช้างสน้ั ๆ ในตอนท่ีพลายงามขึน้ เรือน
ขุนชา้ ง แต่กวกี ็เลือกสรรคาได้ไพเราะชวนอา่ น ดงั บทประพันธ์
จุดเทยี นสะกดข้าวสารปราย ภูตพรายโดดเรือนสะเทอื นผาง
สะเดาะดาลบานเปิดหน้าต่างกาง ยา่ งเท้าก้าวขน้ึ ร้านดอกไม้
หอมหวนอวลอบบุปผาชาติ เบิกบานก้านกลาดกิ่งไสว
เรณูฟรู ่อนขจรใจ ยา่ งเท้ากา้ วไปไมโ่ ครมคราม
๔.๒) นารีปราโมทย์ (บทเกยี้ ว) เป็นบทโอโ้ ลม แสดงความรกั ใคร่ ดังตอนที่ขุนแผนเขา้ หานางวันทอง
แล้วนางวนั ทองคดิ ถงึ ความหลังเกิดน้อยใจจึงแกล้งหลับ ขุนแผนจึงโอ้โลมแสดงความรักใครแ่ ละยอมรบั ผิด
เพ่อื ให้นางวนั ทองยอมพดู จาด้วย ดงั บทประพันธ์
๖๔
โอ้เจ้าแกว้ แววตาของพ่ีเอ๋ย เจ้าหลับใหลกระไรเลยเปน็ หนักหนา
ดงั นิ่มนอ้ งหมองใจไม่นาพา ฤๅขัดเคืองคดิ วา่ พี่ทอดทิ้ง
ความรกั หนกั หน่วงทรวงสวาท พ่ีไม่คลาดคลายรักแต่สักส่ิง
เผอญิ เป็นวปิ รติ พีผ่ ิดจรงิ จะนอนนิง่ ถอื โทษโกรธอยู่ไย
๔.๓) พิโรธวาทัง (บทโกรธ) เป็นบทท่ีแสดงความหงึ หวง ตัดพ้อ ประชดประชนั กวีถา่ ยทอดอารมณ์
ตา่ งๆ ของตัวละครได้อย่างกนิ ใจ ดงั เชน่ เหตุการณ์ตอนทข่ี ุนแผนแอบมาหานางวนั ทอง นางกล่าวคาตดั พ้อตอ่
วา่ ขุนแผน ขนุ แผนจึงพยายามขอโทษขอคนื ดี
คาตดั พ้อของนางนัน้ กวใี ช้สานวนโวหารทีไ่ พเราะคมคาย แสดงถึงความน้อยเน้ือตา่ ใจของนางวนั ทอง
ความขมข่นื ใจทีต่ ้องทนทกุ ข์ทรมานมาโดยตลอดไดร้ ะบายออกมา ดงั บทประพนั ธ์
ทจ่ี รงิ ใจเหน็ ไปอยูเ่ รอื นอ่นื คงคดิ คนื ท่ีหม่อมเป็นแมน่ มัน่
ดว้ ยรักลกู รักผวั ยังพัวพัน คราวนน้ั กไ็ ปอยเู่ พราะจาใจ
แค้นคดิ ดว้ ยมติ รไม่รักเลย ยามมีท่เี ชยเฉยเสียได้
เสยี แรงร่วมทกุ ข์ยากกันกลางไพร กนิ ผลไมต้ า่ งขา้ วทุกเพรางาย
พอได้ดมี สี ุขลืมทุกขย์ าก กเ็ พราะหากหม่อมมีซึ่งทีห่ มาย
วา่ นักก็เคร่ืองเคืองระคาย เอ็นดนู อ้ งอยา่ ให้อายเขาอีกเลย
และตอนท่พี ลายงามมีความโกรธแค้นขนุ ชา้ ง ทาใหพ้ ลายงามไปพรากนางวันทองจากขนุ ช้าง เืมอ่
พลายงามไปเรือนขุนชา้ งและเข้าไปในห้องนอนเหน็ ขุนช้างนอนเคยี งข้างนางวนั ทอง กย็ ิ่ง โกรธแคน้ แทบจะฆา่
ขนุ ชา้ งท้งั ท่ีหลบั กวใี ชถ้ ้อยคาถา่ ยทอดอารมณ์โกรธจัดของพลายงาม จนทาใหผ้ ู้อา่ นสามารถเข้าถึงอารมณ์ของ
ตวั ละครไดเ้ ปน็ อยา่ งดี ดงั คาประพันธ์
ชมพลางย่างเยื้องชาเลืองมา เปดิ ม้งุ เห็นหน้าแมว่ นั ทอง
นิ่งนอนอยบู่ นเตียงเคียงขนุ ช้าง มันแนบขา้ งกอดกลมประสมสอง
เจ็บใจดังหวั ใจจะพงั พอง ขยบั จ้องดาบง่าอยากฆ่าฟนั
จะใคร่ถบี ขุนช้างที่กลางตวั นึกกลัวจะถูกแม่วันทองนัน่
๔.๔) สลั ลาปงั คพไิ สย (บทโศก) เป็นบทแสดงความเศร้าคร่าครวญ เช่นเหตกุ ารณท์ ่ีพลายงามไปหา
นางวนั ทองที่บา้ นขุนชา้ ง ดงั บทประพันธ์
แม่เลีย้ งลกู มาถงึ เจ็ดขวบ เคราะห์ประจวบจากแม่หาเห็นไม่
จะคิดถึงลูกบา้ งฤาอยา่ งไร ฤาหาไม่ใจแม่ไม่คิดเลย
ถา้ คดิ เห็นเอน็ ดวู า่ ลูกเต้า แมท่ นู เกลา้ ไปเรือนอย่าเชือนเฉย
ใหล้ ูกคลายอารมณ์ไดช้ มเชย เหมือนเมื่อครงั้ แม่เคยเล้ียงลูกมา
เปน็ ความเศร้าใจของพลายงามทเี่ กิดข้นึ ในบทสนทนาระหว่างนางวันทองกบั พลายงาม ท่ีพูดถึง
เคราะห์กรรมทที่ าให้ต้องจากกนั กล่าวตดั พ้อวา่ แม่วันทองเคยคิดถึงไหม หรือว่าไม่เคยคิดถึงเลย แตถ่ า้ ยังรัก
และเอน็ ดูลูกอยู่ก็ขอให้แมก่ บั อยู่กับตน
๖๕
๔.๕) ศฤงคารรส (รสแห่งความรกั ) เปน็ การพรรณนาความรักของตวั ละครกล่าวถงึ ส่งิ อันเป็นท่ีรัก
ความรกั ความหลงใหล หรอื บทบาทการแสดงความรัก ดงั บทประพนั ธ์
ขุนชา้ งตน่ื ข้ึนมิเปน็ การ เขาจะรุกรานพาลขม่ เหง
จะเกิดผิดแมค่ ิดคะนึงเกรง ฉวยสบเพลงพลาดพลา้ มเิ ปน็ การ
มธี ุระสงิ่ ไรในใจเจ้า พอ่ จงเลา่ แก่แมแ่ ลว้ กลบั บ้าน
มคิ วรทาเจ้าอยา่ ทาใหร้ าคาญ อย่าหาญเหมือนพอ่ นักคะนองใจ
จมืน่ ไวยสารภาพกราบบาทา ลูกมาผิดจรงิ หาเถยี งไม่
รักตัวกลัวผิดแต่คิดไป กห็ กั ใจเพราะรักแมว่ ันทอง
เปน็ เหตุการณ์ท่พี ลายงามบกุ ข้นึ เรือนขุนชา้ ง เพ่ือท่ีจะไปพาแมว่ ันทองหนีกลับมาอยูด่ ว้ ยกนั แตด่ ว้ ย
ความเปน็ แม่ นางวันทองเป็นห่วงลกู มากกลัววา่ ถ้าหากขนุ ชา้ งตนื่ ข้ึนมาพบพลายงามอาจจะทาร้ายลกู ได้ กลวั
ว่าถ้าลูกเสยี จังหวะพลาดพล้าไปพลายงามอาจจะถูกทาร้าย จึงบอกว่าถา้ มีธุระอะไรด่วนกร็ บี บอกมา แล้วก็รบี
กลับไป พลายงามดว้ ยความท่ีรกั และคิดถงึ นางวันทองมาก จงึ กราบเท้าแม่แล้วบอกว่า “ลกู ทาผิดจรงิ จะไม่
เถยี ง แต่ก็ต้องจาใจเพราะรักแมว่ ันทอง” แสดงถึงความรักท่ีดขี องแม่และลกู
๔.๖) หาสยรส (รสแหง่ ความขบขัน) เปน็ การพรรณนาถึงความสนุกสนาน เป็นปฏกิ ริ ยิ าทางอารมณท์ ่ี
เกิดจากการรบั รูภ้ าวะความตลกขบขัน ดังบทประพนั ธ์
ขนุ ช้างเห็นขา้ ไมม่ าใกล้ ขดั ใจลุกข้ึนทง้ั แกผ้ า้
แหงนเถอ่ เปอ้ ปงั ยืนจงั กา ย่างเทา้ กา้ วมาไม่รู้ตวั
ยายจันงนั งกยกมอื ไหว้ น่ันพ่อจะไปไหนพ่อทูนหัว
ไมน่ ุ่งผอ่ นนุ่งผา้ ดูนา่ กลวั ขุนช้างมองดูตัวกต็ กใจ
กวตี ้องการท่จี ะแสดงถึงความโกะ๊ ของขนุ ช้าง ท่ีลืมวา่ ตนเองไมไ่ ดใ้ สเ่ สื้อผ้าอยู่ แตล่ ุกขึ้นยืนถา่ งขา จน
ยายจันตอ้ งทักว่า ทาไมไมใ่ ส่เสือ้ ผ้า พอขนุ ช้างได้ยนิ จึงกม้ มองดตู วั เองแล้วก็ตกใจ
๔.๗) กรณุ ารส (รสแห่งความเมตตา) เป็นบทพรรณนาทีแ่ สดงถงึ ความรู้สึกสงสาร ทีเ่ กิดจากความ
โศกเศรา้ ทาใหผ้ ้อู ่านรู้สึกหดหู่ เกดิ ความเห็นใจตวั ละคร ดังบทประพนั ธ์
คิดคะนึงถึงมิตรแต่กอ่ นเก่า นจิ จาเจ้าเหนิ หา่ งรา้ งพิสมัย
ถึงสองคร้งั ตงั้ แต่พรากจากพ่ไี ป ดงั เดด็ ใจจากรา่ งก็ราวกนั
กูกช็ ัว่ มัวรักแต่สองนาง ละวางใหว้ ันทองน้องโศกศลั ย์
เมอื่ ตีได้เชยี งใหม่กโ็ ปรดครัน จะเพด็ ทลู คราวนั้นก็คล่องใจ
เป็นบททกี่ ล่าวถึงขุนแผนท่ีคดิ ถึงนางวนั ทองที่พรากจากตน โดยที่ตนน้นั มัวแตอ่ ยู่กับนางลาวทองและ
นางแก้วกิรยิ าปล่อยใหน้ างวนั ทองต้องเศรา้
๔.๘) รุทรรส (รสแหง่ ความโกรธเคอื ง) เปน็ บทบรรยายหรอื พรรณนาที่ทาใหผ้ อู้ ่านรูส้ ึกถงึ ความขัดใจ
ขดั เคือง บุคคลบางคนใรเรื่อง ดังบทประพันธ์
๖๖
หม่นื วิเศษรบั คาแล้วอาลา รีบมาบ้านขุนช้างหาชา้ ไม่
คร้นั แอบดูอยู่แต่ไกล เห็นผูค้ นขวักไขว่ทัง้ เรือนชาน
ขนุ ช้างนัง่ เยยี่ มหนา้ ต่างเรอื น ดูหนา้ เฝอ่ื นทีโกรธอยู่งนุ่ ง่าน
จะดือ้ เดินเข้าไปไม่เป็นการ คดิ แลว้ ลงคลานเขา้ ประตู
คราน้ันเจ้าหมอ่ มขนุ ช้าง นง่ั คาหนา้ ตา่ งเยีย่ มหนา้ อยู่
เหน็ คนคลานเขา้ มาเหลอื บตาดู นี่มาหลอกกหู รอื อยา่ งไร
กล่าวถึงเหตุการณท์ หี่ มืน่ ขุนวเิ ศษรับคาจากพลายงาม ใหบ้ อกกบั ขุนช้างว่าตนไมส่ บายมาหลายวนั
เพ่ือท่ีจะมาพบหนา้ นางวนั ทองทีบ่ า้ นขนุ ช้าง พอหมืน่ ขุนวเิ ศษเข้าไปถึงเรอื นขนุ ชา้ งเหน็ ท่าทางของขนุ ชา้ งกาลงั
โกรธเคืองจึงคลานเข้าไปหา ขนุ ช้างเหน็ เขา้ กโ็ กรธเพราะนึกวา่ มาจะมาหลอกตน
๔.๑๐) พภี ตั สรส (รสแห่งความเกลียดชงั ) เปน็ บทบรรยายหรือพรรณนาทที่ าใหผ้ ้อู ่านรู้สึกถงึ ชัง
นา้ หน้าตัวละครบางตวั เพราะความโหดร้ายของตวั ละคร ดงั บทประพันธ์
รูปร่างวปิ รติ ผดิ กว่าคน ทรพลอัปรยี ์ไม่ดีได้
ท้ังใจคอชว่ั โฉดโหดไร้ ชา่ งไปหลงรักใคร่ไดเ้ ป็นดี
วนั น้ันแพก้ เู ม่ือดานา้ กก็ ริว้ ซ้าจะฆ่าให้เปน็ ผี
แสนแค้นดว้ ยมารดายงั ปรานี ใหไ้ ปขอชวี ขี ุนชา้ งไว้
เป็นคากลา่ วท่ีพลายงามบอกถึงรปู ร่างลกั ษณะของขนุ ช้าง ทม่ี รี ปู ร่างนา่ เกลยี ด ใจคอโหดเหยี้ ม
ทา้ วความถงึ ตอนท่ีขุนชา้ งดาน้าเพอ่ื พสิ ูจนโ์ ทษเมอ่ื เป็นคดีกับตน ท่ีพลายงามนัน้ โกรธมากและจะฆ่าขนุ ชา้ งให้
ตาย แต่แมว่ ันทองหา้ มและขอชวี ติ ไว้
หรือในบทประพันธท์ ี่กล่าววา่
มาอยู่ไยกับอ้ายหินชาติ แสนอุบาทว์ใจจติ ริษยา
ดังทองคาเล่ยี มปากกะลา หน้าตาดาเหมือนมนิ หม้อมอม
เหมือนแมลงวนั วอ่ นเคล้าทเี่ น่าช่ัว มาเกลอื กกลั้วปทุมมาลย์ท่ีหวานหอม
ดอกมะเดื่อฤๅจะเจือดอกพะยอม ว่านักแม่จะตรอมระกาใจ
เป็นคากล่าวท่ีพลายงามบอกถงึ รปู ลักษณข์ องขุนชา้ งเช่นกัน ว่าจะมาอยู่ทาไมกบั คนเลวทรามช่ัว
ขอ้ี จิ ฉาแบบน้ี หน้าตาก็มอมแมมดาอยา่ งกับเขมา่ ท่ีตดิ กน้ หม้อ น่าเกลียดเหมอื นแมลงวันเนา่ มาบินตอมดอกไม้
ทีส่ วยงามอย่างแม่
๔.๑๑) อพั ภูตรส (รสแห่งความพิศวง) เปน็ บทบรรยายหรือพรรณนาท่ที าให้นึกแปลกใจ ผอู้ ่านนึกไม่
ถึงว่าจะเปน็ ไปได้ ดังบทประพนั ธ์
จุดเทียนสะกดข้าวสารปราย ภูตพรายโดดเรอื นสะเทอื นผาง
สะเดาะดาลบานเปดิ หนา้ ต่างกาง ย่างเทา้ ก้าวขน้ึ รา้ นดอกไม้
กล่าวถงึ ตอนทพี่ ลายงามจดุ เทยี นรา่ ยมนตส์ ะกด โปรยขา้ วสารเสกทาให้ภตู พรายหนี แล้วจงึ สะเดาะ
กลอนประตเู ข้าไปถงึ สามชั้น บทประพันธน์ ย้ี งั แสดงถึงความเชอื่ ทางไสยศาสตร์ของสงั คมสมัยนั้นอีกดว้ ย
๖๗
๓.คณุ คา่ ดา้ นสังคม
การอา่ นวรรณคดีเพ่ือพิจารณาคุณคา่ ทางสังคมเป็นการอ่านที่ตอ้ งใชก้ ระบวนการวเิ คราะห์
ความสัมพันธ์กนั ท้ังทีเ่ ปน็ นามธรรมและรูปธรรม ไดแ้ ก่ จรยิ ธรรมในสังคมและสภาพความเป็นอยูเ่ สภาเรอ่ื งขุน
ช้างขนุ แผนเป็นนิทานพน้ื บ้านของจังหวัดสพุ รรณบรุ ี และเป็นนทิ านท่ีมเี น้ือเรื่องยาวสถานท่ีต่างๆ ในเรื่องเปน็
สถานทจี่ ริงซึง่ ยงั ปรากฏอย่จู นทกุ วนั นี้ เสภาเรอ่ื งขนุ ช้างขุนแผนเปน็ วรรณคดที ่ีสะทอ้ นใหเ้ หน็ วิถชี ีวิต ความ
เป็นอยู่ ค่านยิ ม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ศิลปะการปกครอง การศึกษา ศาสนา การคมนาคม จรยิ ธรรม และ
ภมู ศิ าสตร์ของไทยในอดตี ทาใหเ้ หน็ สง่ิ ที่เกีย่ วข้องกับชวี ิตประจาวันตั้งแต่เกิดจนกระทัง่ ตายของคนใน
สงั คมไทยสมยั อยุธยาตอนปลายและสมัยรตั นโกสินทรต์ อนต้นได้เป็นอยา่ งดี สามารถพิจารณาคณุ ค่าดา้ นสังคม
ตามแนวทางได้ ดงั นี้
๑) สะท้อนสภาพชีวิตความเป็นอยขู่ องคนในสงั คม ดังตัวอย่างบทประพันธต์ อ่ ไปนี้
หอมหวนอวลอบบุปผาชาติ เบิกบานก้านกลาดก่ิงไสว
เรณฟู รู ่อนขจรใจ ย่างเท้ากา้ วไปไมโ่ ครมคราม
ข้าไทนอนหลับลงทับกัน สะเดาะกลอนถอนลน่ั ถึงชั้นสาม
กระจกฉากหลากสลับวับแวมวาม อร่ามแสงโคมแก้วแววจบั ตา
ม่านมลู่ ี่มฉี ากประจาก้ัน อฒั จนั ทร์เครื่องแก้วก็หนักหนา
ชมพลางยา่ งเย้ืองชาเลืองมา เปดิ ม้งุ เห็นหนา้ แม่วันทอง
จากบทประพนั ธ์สะท้อนสภาพความเป็นอย่ขู องผู้ที่มฐี านะรา่ รวย จะประดบั ประดาบ้านเรอื นอย่าง
สวยงาม พร่ังพร้อมดว้ ยข้าทาสบริวาร และตกแตง่ ตน้ ไม้ดอกไม้อยา่ งสวยงาม ขา้ ทาสในบ้านนอนเกยกนั อยู่
โดยลงกลอนไว้แนน่ หนาถึงสามชนั้ ภายในเรอื นมีกระจกเป็นฉากต้องแสงโคมไฟแวววับจับตา มา่ นมูลีจ่ ดั แต่ง
เปน็ ฉากและเครื่องแก้ววางเปน็ ชั้นๆ มากมาย
ได้ยินเสียงฆ้องยา่ ประจาวัง ลอยลมลอ่ งดังถึงเคหา
คะเนนบั ยา่ ยามได้สามครา ดูเวลาปลอดห่วงทักทิน
ในสมัยโบราณจะตีฆ้องเพื่อบอกเวลา คะเนนบั ยา่ ยามไดส้ ามครา เป็นการบอกเวลาสามยามหรอื ตีสาม
๒) สะท้อนความเชื่อของคนในสงั คม ความเชือ่ ซ่งึ มอี ยู่คู่กับวถิ ีชีวติ ของคนไทยมาโดยตลอดจะปรากฏใน
วรรณคดสี ว่ นใหญ่ของไทย โดยเฉพาะเสภาเรื่องขนุ ช้างขนุ แผน เป็นเร่ืองที่เตม็ ไปด้วยความเช่ือในด้านต่างๆ
ของคนในสังคม นักเรยี นจะเหน็ ได้จากตอนขุนช้างถวายฎีกาน้ี เชน่ ความเช่อื เก่ียวกับไสยศาสตร์ ความเช่อื
เกย่ี วกบั ความฝนั ความเชอ่ื เรื่องกรรม เป็นตน้
๒.๑) ความเชื่อเก่ียวกบั ไสยศาสตร์ ตอนที่พลายงามคดิ ท่ีจะขน้ึ เรือนขุนช้างเพอ่ื พานางวนั ทองมาอยู่
ด้วย พลายงามต้องเตรยี มตวั หลายประการ เริ่มจากดูเวลาฤกษย์ าม เซ่นพราย เสกขม้ิน ลงยันต์ ใสม่ งคล เปา่
มนตร์ และบรกิ รรมคาถาก่อนท่จี ะลงเรอื นของตน ดงั ความว่า
คะเนนบั ย่ายามได้สามครา ดูเวลาปลอดห่วงทักทิน
ฟา้ ขาวดาวเด่นดวงสวา่ ง จันทร์กระจ่างทรงกลดหมดเมฆส้ิน
๖๘
จงึ เซน่ เหลา้ ขา้ วปลาใหพ้ รายกิน เสกขม้ินวา่ นยาเขา้ ทาตัว
ลงยันตร์ าชะเอาปะอก หยิบยกมงคลขนึ้ ใส่หัว
เป่ามนตรเ์ บอื้ งบนชอมุ่ มวั พรายย่วั ยวนใจใหไ้ คลคลา
จับดาบเคยปราบณรงคร์ บ เสร็จครบบรกิ รรมพระคาถา
ลงจากเรือนไปมิไดช้ ้า รบี มาถึงบา้ นขุนช้างพลนั
๒.๒) ความเช่ือเกย่ี วกบั ความฝัน ก่อนทีน่ างวันทองจะถกู ตดั สนิ ประหารชีวิต นางวนั ทองฝันวา่ ตน
พลดั หลงเข้าปา่ และหาทางกลับไมไ่ ด้ จนกระทงั่ มีเสือสองตวั ตะครบุ พานางเขา้ ไปในป่านางจึงตกใจตื่นผวากอด
ขนุ แผน ดังความว่า
ดุเหวา่ เรา้ เสยี งสาเนียงกอ้ ง ระฆงั ฆอ้ งขานแขง่ ในวงั หลวง
วันทองนอ้ งนอนสนิททรวง จติ ง่วงระงับสู่ภวงั ค์
ฝนั ว่าพลัดไปในไพรเถ่ือน เล่ือนเป้ือนไม่รู้ที่จะกลับหลัง
ลดเล้ยี วเทีย่ วหลงในดงรงั ยงั มพี ยัคฆ์รา้ ยมาราวี
ทั้งสองมองหมอบอยูร่ มิ ทาง พอนางดน้ั ป่ามาถงึ ที่
โดดตะครุบคาบคนั้ ในทันที แลว้ ฉดุ คร่าพารี่ไปในไพร
สิ้นฝันคร้นั ต่นื ตกประหมา่ หวีดผวากอดผวั สะอน้ื ไห้
๒.๓) ความเชื่อเกยี่ วกับเร่ืองกรรม ตวั ละครในเสภาเรื่องขุนชา้ งขุนแผนเมื่อประสบชะตากรรมทท่ี า
ใหต้ นเองพบกบั ความทุกข์ มักลงความเหน็ วา่ เปน็ เร่ืองของเวรกรรม ดังเชน่ พลายงามท่เี ชอื่ วา่ สาเหตุท่ีทาให้
นางวนั ทองต้องไปครองคู่กบั ขุนช้างเปน็ เพราะเคราะห์กรรม ดงั ความว่า
พรอ้ มญาติขาดอยู่แต่มารดา นึกนึกตรึกตราละห้อยหวน
โอว้ ่าแม่วันทองชา่ งหมองนวล ไมส่ มควรเคียงคู่กบั ขุนช้าง
เออน่เี น้ือเคราะห์กรรมมานาผิด นา่ อายมิตรหมองใจไมห่ ายหมาง
ฝ่ายพอ่ มีบุญเปน็ ขุนนาง แตแ่ ม่ไปแนบข้างคนจัญไร
๓) สะท้อนคา่ นิยมของคนในสังคม เสภาเร่ืองขนุ ชา้ งขนุ แผน สะท้อนค่านิยมของสังคมไทยหลายประการ เชน่
๓.๑) คา่ นยิ มเกยี่ วกับการมีสัมมาคารวะ ดังความว่า
จะใคร่ถีบขุนชา้ งท่ีกลางตวั นึกกลวั จะถูกแมว่ นั ทองน่นั
พลางนั่งลงนอบนบอภวิ นั ทน์ สะอื้นอนั้ อกแคน้ น้าตาคลอ
พลายงามรูจ้ ักแสดงความเคารพนบน้อมมสี ัมมาคารวะ แม้จะอยใู่ นสถานการณ์ทที่ าใหข้ ุ่นเคืองใจ แต่
เมื่อมาเหน็ มารดากย็ ังระลึกถงึ พระคุณเข้าไปกราบไหว้
๓.๒) ค่านยิ มเกี่ยวกบั ผู้หญงิ ตอ้ งมสี ามคี นเดยี ว ไมน่ ิยมผู้หญงิ ท่มี ีพฤติกรรมเยยี่ งนางวันทอง คือมี
สามสี องคนในเวลาเดยี วกัน แมโ้ ดยจรงิ แทแ้ ลว้ การท่ีนางตอ้ งมีสามสี องคนนั้นมิใช่เกดิ จากความปรารถนาของ
นางเอง แต่ในจุดน้สี งั คมกม็ องขา้ มเหน็ ไดแ้ ตเ่ พียงผิวเผินว่านางเปน็ คนท่ีไม่น่านิยม นา่ รังเกียจ คาพพิ ากษาให้
๖๙
ไดร้ บั พระราชอาญาถึงประหารย่อมเปน็ เคร่ืองยืนยันถึงผลของค่านิยมด้านนีข้ องสงั คมไทย ดังคากลอนทส่ี มเดจ็
พระพนั วษาทรงบริภาษนางว่า
วา่ หญิงชัว่ ผัวยงั คราวละคนเดยี ว หาตามตอมกนั เกรยี วเหมอื นมงึ ไม่
หนกั แผน่ ดนิ กูจะอยู่ไย อ้ายไวยมึงอยา่ นบั ว่ามารดา
กูเล้ยี งมึงถึงใหเ้ ป็นหวั หมน่ื คนอนื่ รู้วา่ แม่กข็ ายหนา้
อ้ายขนุ ช้างขุนแผนทัง้ สองรา กูจะหาเมียให้อย่าอาลัย
หญิงกาลกิณีอีแพศยา มนั ไม่นา่ เชยชดิ พสิ มยั
ทีร่ ปู รวยสวยสมมถี มไป มงึ ตัดใจเสยี เถดิ อีคนนี้
ในทางตรงกนั ขา้ ม คา่ นยิ มเกี่ยวกับการมภี รรยาหลายคนในเวลาเดยี วกนั นนั้ กลบั ปรากฏอยู่ในหมคู่ น
ช้นั สงู โดยเฉพาะผมู้ ยี ศถาบรรดาศกั ด์ิของไทย เชน่ ในเร่ืองน้ี ขุนแผน พลายงามก็มลี ักษณะดังกลา่ วน้ี แต่สงั คม
ไมร่ งั เกยี จ กลับนิยมและยกย่อง เพราะคา่ นิยมกาหนดวา่ ลักษณะเช่นน้ีเปน็ เครื่องเสรมิ บารมแี ละความเป็น
บรุ ษุ ชาตอิ าชาไนยให้มากย่งิ ข้ึน
๔) สะท้อนขนบธรรมเนยี มประเพณีและวฒั นธรรม
๔.๑) บทบาทของพระมหากษัตริยต์ อ่ ประชาชนในสังคมไทย สมเด็จพระพันวษานน้ั ถ้าพจิ ารณา
วิเคราะห์อยา่ งละเอียด ก็จะเหน็ ว่าแม้จะทรงเป็นเจา้ ชีวิต มีพระราชอานาจอันลน้ พ้น แต่ก็มไิ ด้ทรงใช้
พระราชอานาจอย่างปราศจากเหตุผลหรอื ด้วยพระอารมณ์ หากได้ทรงปฏิบตั พิ ระองคอ์ ย่างเหมาะสม และทรง
เมตตาครอบครวั ขนุ แผน เพราะเหน็ แก่ความดีความชอบทีเ่ คยสร้างไวใ้ หแ้ ก่บา้ นเมือง นอกจากนี้ทรงดารง
พระองค์อย่ใู นฐานะของกษัตริย์ปกครองประเทศซ่ึงจะต้องแกป้ ัญหาระดับประเทศแลว้ ยังต้องแก้ปญั หาระดับ
ครอบครวั ของไพร่ฟ้าข้าแผน่ ดินอีกดว้ ย ทรงเปรยี บเสมือนพอ่ หรือผ้ใู หญ่ในครอบครวั เวลาคนในครอบครัวมี
เร่อื งเดือดรอ้ นหรือเกิดเหตุการณว์ นุ่ วายมาฟ้องรอ้ ง พระองค์ทรงมีหนา้ ทตี่ ดั สนิ คล่ีคลายปญั หา เชน่ ในกรณที ี่
ขนุ ชา้ งมาถวายฎีกา ครั้งน้ี
แมจ้ ะทรงกริ้ว ด้วยทรงรสู้ กึ ว่าขนุ ช้างก่อเรอื่ งวนุ่ วายไมจ่ บส้ิน แต่กม็ ไิ ด้ทรงละเลย ทรงนามาพิจารณา
ดงั บทประพันธ์
อวี ันทองกูให้อา้ ยแผนไป อา้ ยชา้ งบังอาจใจทาจ่ลู ู่
ฉดุ มนั ข้นึ ช้างอา้ งถึงกู ตะคอกข่อู วี นั ทองให้ตกใจ
ชอบตบให้สลบลงกับท่ี เฆี่ยนตีเสียให้ยบั ไมน่ ับได้
มะพร้าวหา้ วยัดปากให้สาใจ อ้ายหมน่ื ไวยกโ็ ทษถึงฉกรรจ์
มงึ ถือว่าอีวันทองเป็นแมต่ วั ไม่เกรงกลัวเวโ้ วท้ าโมหันธ์
ไปรบั ไยไม่ไปในกลางวัน อา้ ยแผนพ่อนั้นกเ็ ปน็ ใจ
มนั เหมอื นววั เคยขามา้ เคยข่ี ถึงบอกกวู า่ ดีหาเชื่อไม่
อ้ายชา้ งมันกฟ็ ้องเปน็ สองนยั ว่าอา้ ยไวยลักแมใ่ หบ้ ดิ า
เป็นราคขี ้อผิดมตี ดิ ตัว หมองมัวมลทินอย่หู นักหนา
๗๐
ถ้าอ้ายไวยอยากจะใคร่ได้แม่มา ชวนพ่อฟ้องหาเอาเปน็ ไร
อยั การศาลโรงก็มีอยู่ วา่ กูตดั สนิ ให้ไม่ได้
ชอบทวนด้วยลวดใหป้ วดไป ปรับไหมให้เท่ากบั ชายชู้
เมือ่ ทรงทราบสาเหตุที่มาฟ้องกโ็ ปรดให้ไต่สวนดว้ ยความเป็นธรรมแก่ทุกคน มีพระราชประสงค์จะ
ระงับเหตุรา้ วฉานท้ังปวงใหส้ ้ินไป ดว้ ยการเปดิ โอกาสใหน้ างวนั ทองเป็นผู้ตัดสนิ ใจเองแต่นางวนั ทองตกอยู่ใน
ภาวะลาบาก ตื่นเตน้ หวาดหวัน่ เพราะอยตู่ อ่ หน้าพระท่นี ่งั ทง้ั เกดิ ความขดั แยง้ ในใจอย่างรุนแรงท่ีมิสามารถ
ตดั สนิ ใจได้ทนั ทีสมเด็จพระพันวษาทรงกร้วิ ดว้ ยเขา้ พระทัยวา่ นางมกั มากในทางตณั หาราคะ ตรัสบรภิ าษนาง
อยา่ งรุนแรง เหตุการณ์การตัดสินคดใี นครั้งนี้แสดงถึงพระราชภาระท่ดี ูเหมือนจะอย่นู อกเหนอื จากบทบาทของ
พระมหากษัตริย์ แตส่ มเด็จพระพนั วษาก็ยังทรงถือเป็นหน้าท่ีดว้ ยพระเมตตา ซึ่งคาตดั สินนั้น ถ้าอ่านแต่เพียง
ผวิ เผนิ อาจตาหนิวา่ พระองค์ทรงใช้พระอารมณ์ แต่ถ้าพนิ ิจพิเคราะห์ ให้ดกี ็จะเข้าใจและซาบซ้งึ ในพระมหา
กรณุ าธิคณุ ท่ีมีต่อพสกนกิ ร ก็จะเหน็ วา่ พระองค์มีพระราชประสงค์ท่ีจะยตุ ปิ ัญหาชายสองหญิงหนึ่งทเี่ ป็นความ
กนั ไมจ่ บไม่สิ้นน้ี อีกทงั้ พระองค์ทรงไมพ่ อพระทยั ในการกระทาของจมื่นไวยทลี่ อบขนึ้ เรือนผูอ้ ่นื ทั้งทต่ี นเปน็ ขนุ
นางมยี ศศักดิ์กลับไมร่ ักษากฎหมายบ้านเมือง ดังน้ันพระองคจ์ ึงทรงตัดสนิ คดใี ห้เด็ดขาดเพอื่ ใหจ้ บเร่ืองวุ่นวาย
พสกนิกรทุกหมเู่ หล่าจะได้เห็นเป็นแบบอยา่ งว่า ไมก่ ่อปัญหาให้ต้องเดือดร้อนวุ่นวายจะไดอ้ ยู่กนั อยา่ งสงบสุข
เพราะนอกจากนางวนั ทองจะมีสว่ นผลกั ดันให้เหตุการณเ์ ป็นไปแล้ว ยงั มปี ัจจัยมากมายทางสังคมทผี่ ลกั ดันให้
พระองค์ทรงตัดสนิ ไปเชน่ น้นั เชน่ หนา้ ที่ของพระมหากษัตริยท์ ่ีจะต้องจรรโลงไวซ้ ง่ึ แบบแผนจรยิ ธรรมอนั ดงี าม
ปจั จัยด้านคา่ นยิ มของสังคม เปน็ ต้น
๔.๒) บทบาทของสตรีในสังคมไทย นางวนั ทองเป็นตวั อย่างของสตรีไทยโบราณโดยแท้ คือเกิดมา
เพอ่ื รับบทของบุตรี ภรรยา และมารดา ตามทธ่ี รรมชาตแิ ละสังคมเป็นผู้กาหนดและเม่ือต้องรบั บทพลเมืองก็
เปน็ พลเมืองตามที่ผ้ปู กครองพงึ ปรารถนาให้เปน็ ทง้ั บทบาทและการปฏบิ ตั ิตามบทดังกล่าวมาน้ี นางวนั ทองไม่
เคยมโี อกาสได้เลือก อาจได้เพียงแต่คดิ แต่ไมเ่ คยปฏบิ ตั ิตามใจคดิ ความไมเ่ คยเปน็ ตัวของตัวเองของนางวนั ทอง
นัน้ จะเหน็ ได้จากตอนทนี่ างกล่าวกบั จม่ืนไวยว่า
ทุกวนั นใ้ี ช่แม่จะผาสุก มแี ตท่ ุกขใ์ จเจบ็ ดังเหนบ็ หนาม
ต้องจาจนทนกรรมท่ีติดตาม จะขนื ความคดิ ไปกใ็ ช่ที
เมื่อพ่อเจา้ เข้าคุกแม่ทอ้ งแก่ เขาฉุดแม่ใชจ่ ะแกล้งแหนงหนี
ถงึ พ่อเจ้าเลา่ ไม่รวู้ า่ ร้ายดี เปน็ หลายปีแม่มาอยกู่ บั ขนุ ชา้ ง
เมอื่ พอ่ เจา้ กลบั มาแตเ่ ชียงใหม่ ไม่เพด็ ทูลสง่ิ ไรแตส่ ักอย่าง
เมอื่ คราวตัวแมเ่ ปน็ คนกลาง ท่านก็วางบทคืนใหบ้ ดิ า
จะเหน็ ได้วา่ นางวันทองถูกกาหนดเส้นทางเดนิ ของชวี ติ ใหเ้ ป็นไปตามความปรารถนาของผอู้ น่ื ท้ังสน้ิ
นางจาใจตอ้ งทนรบั ภาวะนั้นๆ เพราะถึงนางจะขืนความคิดไปกใ็ ช่ท่ี ไม่มีความหมาย การท่ีกวีใช้คาว่า วางบท
ได้แสดงให้เหน็ วา่ นางวันทองตอ้ งแสดงไปตามบทท่ผี ู้อน่ื หยิบย่นื ให้ดว้ ย ความเคยชินจากการทเ่ี ปน็ ผ้ปู ฏบิ ัติตาม
๗๑
และเปน็ ทรี่ องรบั ความปรารถนาของผู้อืน่ มาโดยตลอดนเี้ อง เมื่อสมเดจ็ พระพนั วษาทรงเปดิ โอกาสให้นางได้
เลอื กทางเดนิ ืชวี ิตของตนเองนางกว็ า้ วุน่ ใจไม่อาจตัดสินใจได้ จึงก่อให้เกดิ เหตุการณ์อนั เศรา้ สะเทือนใจในท่สี ดุ
เสภาเรอ่ื งขนุ ช้างขนุ แผน ตอน ขนุ ช้างถวายฎกี านี้ เป็นตอนทไี่ ดร้ ับยกย่องว่าแต่งได้ดเี ป็นเยีย่ มตอนหน่ึง แต่ง
เปน็ กลอนเสภาท่สี ่อื อารมณส์ ะเทือนใจและแฝงดว้ ยข้อคดิ เรือ่ ง ความรักของแม่ทีม่ ตี ่อลูก พร้อมทีจ่ ะเสยี สละ
ความสขุ ของตนให้แก่ลูก สะท้อนให้เหน็ ความเปน็ ธรรมชาติของมนษุ ย์ คา่ นยิ ม และความเชือ่ ของคนในสังคม
สมัยกอ่ น สะท้อนวิถีชีวิตของครอบครัว ขุนนางท้ังในสมยั อยธุ ยาและรตั นโกสนิ ทรว์ า่ มีความจงรักภักดตี ่อ
พระมหากษัตรยิ ์ และกวยี ังเลือก
สรรถ้อยคาและสานวนโวหารไดอ้ ย่างไพเราะมีการเปรียบเทียบใหเ้ ห็นภาพไดอ้ ย่างชัดเจน ควรอ่าน
อย่างพินจิ พิเคราะหใ์ หเ้ กิดความเขา้ ใจแจ่มแจ้งใหไ้ ด้คณุ คา่ ทางอารมณ์และคุณค่าทางความคิดนอกจากน้ี
นักเรียนควรอ่านหนังสือท่ีได้รับการยกย่องว่าเป็นวรรณคดีใหม้ ากทส่ี ุดเท่าทมี่ โี อกาสอานวย เพราะนอกจาก
เปน็ การเพ่ิมพนู ประสบการณ์ชีวิตของนักเรียนแล้ว ยงั ทาใหน้ กั เรยี นได้วิจกั ษ์คุณค่าของวรรณคดเี ร่อื งอน่ื ๆ ซง่ึ
เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทย รกั ษาไว้ใหด้ ารงเปน็ สมบัติของชาตติ ่อไป
อภิธานศพั ท์ คาศัพท์ ๗๒
กระแจะ
ความหมาย
กฤษฎีกา ผงเครอ่ื งหอมต่างๆ ที่ผสมกันสาหรบั ทาหรือเจมิ
ใครมาเทศนเ์ อาผา้ กูไปไหน โดยปกตมิ ีเครื่องประสม
คือ ไมจ้ นั ทน์ ชะมดเชยี ง เปน็ ต้น
จวงจนั ทน์ พระราชโองการท่ีกาหนดเป็นกฎหมาย
จตั ุบททวบิ าท ในท่นี ี้หมายความว่า ขุนชา้ งสงสยั วา่ ใครนมิ นต์พระ
จี่ มาบังสกุ ุล ชักเอา
จูล่ ู่ ผ้าของตนไป
สตั วส์ ีเ่ ท้า สองเทา้
ฉาน เครือ่ งหอมทเ่ี จือด้วยไมจ้ วงและไมจ้ นั ทน์
เผา
ฎกี า ร่ีเข้าไปตามทาง ถลนั เขา้ ไป โดยปรยิ ายหมายความ
ตกวา่ ว่า ดถู กู
ตราสิน ฉนั สรรพนามบรุ ษุ ท่ี ๑ (จากคาวา่ เกล้ากระหม่อม
ตลอดสนั ฉาน)
ถกเขมร คาร้องทกุ ข์ที่ยืน่ ถวายพระเจ้าแผ่นดนิ
ราวกับวา่
ทวนด้วยลวด แจง้ ความไวเ้ พือ่ เป็นหลักฐาน
ทักทิน ตลอดสนั หลัง
การนงุ่ ผ้าหยกั รั้งขึน้ ไปให้พน้ หัวเข่า บางทเี รียกวา่
ทบั ขัดเขมร
การเฆ่ยี นตดี ว้ ยหนังที่มลี กั ษณะเป็นเส้นยาวๆ
นา้ มนั พราย อา่ นว่า ทกั -กะ-ทนิ เปน็ ความเชอ่ื ในตารา
โหราศาสตร์ว่า วันชั่วร้าย
เน้อื กระท่อม ในทีน่ ้ีคือ กระท่อมท่ีขุนแผนอยูเ่ มอ่ื ครั้ง
บโทน ตอ้ งโทษ
เปน็ น้ามนั ทีไ่ ด้มาจากผีตายโหง ซ่ึงมคี วามเช่ือวา่ เปน็
สงิ่ ทท่ี าให้คนรัก
รา่ งกาย ตัว
ในท่นี ้คี ือ ตาแหนง่ นายเรือ ผคู้ อยให้จังหวะสัญญาณ
ใหพ้ ายช้า พายเรว็
คาศัพท์ ๗๓
บรกิ รรม ความหมาย
บายศรี สารวมใจร่ายมนตร์หรอื เสกคาถาซ้าๆ เพอ่ื ให้เกิด
ความขลงั ศักด์สิ ิทธ์ิ
ปรนนบิ ัติวตั ถา เครอ่ื งเชญิ ขวัญหรือรับขวญั ทาด้วยใบตอง รูปคลา้ ย
ปรับไหม กระทงเปน็ ชั้นๆ มขี นาดใหญเ่ ล็กสอบกันขน้ึ ไป
ตามลาดับ อาจเปน็ ๓ ช้ัน ๕ ช้นั ๗ ช้นั หรือ ๙ ช้นั
ผงอทิ ธเิ จ มเี สาปกั ตรงกลางเป็นแกน มเี ครอื่ งสงั เวยวางอยูใ่ น
บายศรี และมีไข่ขวัญเสียบอยู่บนยอด
ผีเสอ้ื คือ ปรนนบิ ตั ิวตั ถาก หมายถึง เอาใจใส่คอยปฏิบัติ
มงึ ถือใจวา่ เป็นเจ้าท่ีโรงโขน รับใช้
ให้ผกู้ ระทาผดิ ชาระเงนิ ทดแทนความผดิ ท่ไี ด้กระทา
โมหนั ธ์ แกผ่ ู้เสยี หาย หรือ บดิ ามารดา หรือผู้ปกครองของ
ย่ายาม ผ้เู สยี หาย
คือ ผงดินสอ ทาได้โดยการใช้ดินสอพองเขยี นลงบน
รากใหญ่ กระดานดา เมอ่ื จะเขียนคาใดคาหนง่ึ กต็ ้องว่าการ
รว่ มยาก ประสมตวั น้นั ๆ พร้อมกันไปให้ถกู ต้องตามหลัก
ร้องเกน ไวยากรณ์ของบาลี พอเขียนเสรจ็ ก็ลบแลว้ เก็บผง
ลแุ ก่โทษ ดินสอไว้ เขียนตวั อืน่ ต่อไป และลบเก็บผงดนิ สอไว้
อกี ผงที่ได้เรยี กวา่ ผงอิทธเิ จ เปน็ ผงทีน่ ามาผัดหนา้
สาหรับเป็นเสนห่ ท์ าให้คนรกั
ในทนี่ ีห้ มายถึง ผเี สื้อสมุทร
กลอนวรรคนส้ี มเดจ็ พระพนั วษาตรสั บริภาษขุนช้าง
วา่ ขนุ ช้างคดิ ว่าพระองค์ ทรงเปน็ เพียงพระเจ้า
แผ่นดนิ ในเรอื่ งโขนเร่ืองละครกระมัง จงึ มไิ ด้เกรง
พระราชอาญา ทาอะไรตามอาเภอใจอยู่เสมอ
ความมืดมนด้วยความหลง
ตกี ลองหรือฆ้องถ่ี ๆ หลายคร้ัง เพอ่ื บอกเวลาสาหรบั
เปลยี่ นยาม
ตน้ เหตขุ องปัญหา
ร่วมทุกข์
รอ้ งตะโกนดัง ๆ
เข้ามอบตวั เพ่ือสคู้ ดี
คาศัพท์ ๗๔
ววั เคยขาม้าเคยข่ี
ความหมาย
วางบท คุ้นเคยกันมาอย่างดี รทู้ กี นั เข้าใจในทานองของกัน
และกนั สานวนนีส้ ่วนมากใช้กับคนท่ีเคยเปน็ สามี
สง่ ทกุ ข์ ภรรยากนั
สะเดาะกลอน ให้แสดงไปตามบทคือหนา้ ทท่ี ี่กาหนดให้ ในท่นี ้ี
เสด็จประพาสบัว หมายถงึ ครัง้ หน่ึงสมเดจ็ พระพันวษาทรงได้เคย
ตดั สินใหน้ างวนั ทองกลับไปอยู่กบั ขุนแผน
เสาแรกแตกตน้ เปน็ มลทนิ เข้าสว้ ม
ทาให้กลอนประตูหลดุ ออกได้ด้วยคาถาอาคม
แสงศรี ในทนี่ ้ีหมายถึง การเสด็จประพาสทอ้ งท่งุ ในฤดนู า้
หวั หมนื่ มหาดเลก็ หลากที่มนี ้าเต็มเป่ยี ม มดี อกบวั และพันธไ์ุ มใ้ นนา้
หินชาติ งดงาม เป็นฤดูเล่นเรอื หรอื เลน่ ดอกสร้อยสกั วา
แหงนเถ่อ เสาแรกในที่นี้คอื เสาเรือนท่ีเปน็ “เสาเอก” เป็นเสา
อัฐกาล ต้นที่ถือวา่ มีความสาคัญมาก ในการสรา้ งบา้ นต้อง
อฒั จันทร์ ขุดหลมุ เสาแรกกอ่ นหลมุ อื่น และเม่ือจะยกเสาก็ต้อง
อาถรรพณ์ ยกเสาแรกกอ่ น เสาแรกจะมลี กั ษณะลาต้นตรง
อุธจั บรสิ ทุ ธิไ์ ม่กิ่วคอด ไมม่ ีตา ไมม่ ดี ้วงแมลงเจาะไช เนอ้ื
ไมไ้ มเ่ ปน็ กาบหยวก ถ้ามีลักษณะผดิ ปกตเิ กิดขน้ึ ท่ี
เสาแรกน้ื กเ็ ชื่อว่าจะมีสิ่งไม่ดเี กดิ ขึน้ ในทน่ี ้ีเสาแรก
ของบ้านขนุ ช้างแตกแสดงว ่าคงจะมผี ู้มาทาคณุ ไส
อย่างใดอยา่ งหน่งึ ไว
มาจากคาว่า แสงสรุ ยี ์ศรี หมายถงึ แสงอาทติ ย์
ตาแหน่งข้าราชการมหาดเล็กถดั จากตาแหนง่
จางวางลงมา
มกี าเนิดตา่ เลวทราม
คา้ งอยู่
ยามแปด วนั หนึ่งมี ๘ ยาม ยามหนึ่งมี ๓ ช่วั โมง
ยามแปดคือเวลาตั้งแต่ ตี ๔ ถึง ๖ โมงเช้า
ในทน่ี ีห้ มายถึง ชน้ั ทตี่ ้งั เครื่องแก้วซง่ึ เป็นของประดบั
บ้าน
ทาพธิ ีตาราไสยศาสตรเ์ พือ่ ป้องกันอันตรายตา่ ง ๆ
คือ อุทธัจ แปลว่า ความฟงุ้ ซ่าน ความประหม่า
๗๕
บรรณานุกรม
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏยะลา.//(๒๕๖๑).//ขนุ ชา้ งขนุ แผน.//สืบค้นเมอ่ื ๑๘ สงิ หาคม ๒๕๖๕,/
จาก/https://human.yru.ac.th/thai_ba/page/248/ขนุ ช้างขนุ แผน.html
Thaigoodview.//(๒๕๕๒).//ขนุ ชา้ งขนุ แผน ตอน ขนุ ชา้ งถวายฏีกา.//สืบคน้ เมอ่ื ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๕,/
จาก/http://www.thaigoodview.com/node/48542
วดั โมลโี ลกยาราม.//(๒๕๖๒).//ตารากวนี ิพนธ์ กลอนเสภา.//สืบคน้ เม่อื ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๕,/
จาก/https://www.watmoli.com/poetry/463/
wewantknowless.//(๒๕๕๗).//กาพยเ์ ห่เรือ.//สืบค้นเม่ือ ๑๙ สงิ หาคม ๒๕๖๕,/
จาก/https://wewantknowless.wordpress.com
วารสารบณั ฑิตแสงโคมคา.//(๒๕๖๓).//คุณคา่ วรรณคดีไทยเร่ืองขนุ ชา้ งขนุ แผน.//สืบค้นเม่อื ๑๙ สิงหาคม
๒๕๖๕,/
จาก/https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jsbs/article/view/243571
literaturethai.wordpress.//(๒๕๕๕).//คุณค่าที่ไดร้ ับจากเร่ืองขนุ ชา้ งขนุ แผน.//สืบค้นเมื่อ ๒๐ สิงหาคม
๒๕๖๕,/
จาก/https://literaturethai.wordpress.com
prezi.com.//(๒๕๖๐).//การวเิ คราะห์คุณค่าดา้ นสงั คม.//สืบคน้ เม่ือ ๒๐ สงิ หาคม ๒๕๖๕,/
จาก/https://prezi.com/kdb4cox8lwpw/presentation/
inskru.com.//(๒๕๖๔).//คุณค่าดา้ นสงั คมและขอ้ คิดคติสอนใจ.//สบื ค้นเมอ่ื ๒๐ สงิ หาคม ๒๕๖๕,/
จาก/https://inskru.com/idea/-McrUCIx_5s9tqooA1fU
kroobannok.com.//(๒๕๕๒).//ขนุ ชา้ งขนุ แผนตอนขุนชา้ งถวายฏีกา.//สบื คน้ เม่อื ๒๐ สงิ หาคม ๒๕๖๕,/
จาก/https://www.kroobannok.com/blog/view.php?article_id=15912
seaaok.go.th.//(๒๕๖๔).//ขนุ ชา้ งขนุ แผน ตอนขนุ ชา้ งถวายฎีกา.//สืบค้นเมอ่ื ๒๐ สงิ หาคม ๒๕๖๕,/
จาก/http://www.sesaok.go.th/index.php
ทรูปลูกปญั ญา.//(๒๕๖๕).//เสภาเร่ือง ขุนชา้ งขนุ แผน.//สบื ค้นเม่ือ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๕,/
จาก/https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/31982