รายงาน
เรื่อง พื้นฐานของเทเบิลเทนนิส
จัดทำโดย
นาย ธนภัทร สีวิจัย
รหัสนักศึกษา 65181100209
เสนอ
รศ.ดร.กนิษฐ์กานต์ ปันเเก้ว
ผศ.พงษ์พร พันธ์เพ็ง
คณะ มนุษย์ศาสตร์และสังคศาสตร์
สาขาสังคมศึกษา
มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
ปี การศึกษา2565
คำนำ
เทเบิลเทนนิส เป็นอีกกีฬาอีกชนิดที่มีผู้คน
เล่นกันอย่างเเพร่หลาย เเละได้มีการจัดการ
เเข่งขันกันมากในปั จจุบันอีกทั้งยังเป็ นกีฬาที่
ได้บรรจุในหลักสูตรให้มีการเรียนการสอนใน
ระดับชั้นมัธยมศึกศาตอนต้น
ผู้จัดทำ
นาย ธนภัทร สีวิจัย
สารบัญ
คำเเนะนำสำหรับนักเรียน
จุดประสงค์การเรียนรู้
๑.บอกความเป็นมาของกีฬาเทเบิลเทนนิสได้
๒.อธิบายกฎกติกากีฬาเทเบิลเทนนิสได้
๓.บอกวิธีการจับไม้ตีลูกเทเบิลเทนนิสได้
สถานการณ์
ต้อมและเเต้มเป็ นเพื่อนกันซึ่งสองคนนี้ชอบเล่น
กีฬาเทเบิลเทนนิสมากเเต้มเป็ นคนที่เล่นกีฬา
เทเบิลเทนนิ สเก่งเเต่ไม่ขยันซ้อมส่วน
ต้อมเล่นไม่เก่งเเต่ขยันซ้อมจนเวลาผ่านไปหลาย
เดือนต้อมซ้อมทุกวันเเต่เเต้มไม่ซ้อมเลยเพราะ
คิดว่าตัวเองเก่งอยู่เเล้ว พอเขาทั้งสองไปโรงเรียน
ครูที่โรงเรียนเเจ้งว่าในอีก 1 อาทิตย์ข้างหน้าจะมี
การเเข่งขันเเละคัดเลือกนักกีฬาไปเเข่งเป็ นตัว
เเทนของโรงเรียนต้อมมาซ้อมทุกวันตามปกติ
ส่วนเเต้มก็ยังไม่มาซ้อมเหมือนเดิมจนเวลาผ่าน
มาถึงวันเเข่งต้อมก็ชนะเเต้มอย่างง่ายดายเพราะ
ต้อมซ้อมทุกวันทำให้เก่งขึ้นเเต่เเต้มไม่ซ้อมเลย
เลยทำให้ฝี มือไม่พัฒนาเลยทำให้เเพ้
ภารกิจ
๑.ต้อมเล่นไม่เก่งเเต่ทำไมเขาได้เป็นตัว
เเทนของโรงเรียนไปเเข่งขัน
๒.ทำไมเเต้มที่เล่นเทเบิลเทนนิสเก่ง
อยู่เเล้วถึงเเพ้ต้อม
ฐานความช่วยเหลือ
๑.มีความขยันหมั่นฝี กซ้อม
ไม่ยอมเเพ้อะไรง่ายๆ
๒.ตรงต่อเวลาไม่ยุ่งเกี่ยว
กับยาเสพติด
เเหล่งเรียนรู้เพิ่มเติม
http://www.ipelp.ac.th/Center%20Sport/sar
a/sara%204/sara4.html?
clicktype=1&senttext=15
https://sites.google.com/site/s5504295014
2/prawati-kila-thebeil-thennis/ktika
ประวัติกีฬาเทเบิลเทนนิส
ท่าที่มีหลักฐานบันทึกพอให้ค้นคว้า ทำให้เราได้ทราบว่า
กีฬาเทเบิลเทนนิสได้เริ่มขึ้นที่ประเทศอังกฤษ ในปี ค.ศ.
1890 ในครั้งนั้น อุปกรณ์ที่ใช้เล่นประกอบด้วย ไม้ หนัง
สัตว์ ลักษณะคล้ายกับไม้เทนนิสในปัจจุบันนี้ หากแต่ว่า
แทนที่จะขึงด้วยเส้นเอ็นก็ใช้แผ่นหนังสัตว์หุ้มไว้แทน ลูกที่
ใช้ตีเป็นลูกเซลลูลอยด์ เวลาตีกระทบถูกพื้นโต๊ะและไม้ก็เกิด
เสียง “ปิก-ป๊อก” ดังนั้น กีฬานี้จึงถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งตาม
เสียงทีได้ยินว่า “ปิงปอง” (PINGPONG) ต่อมาก็ได้มีการ
วิวัฒนาการขึ้นโดยไม้หนังสัตว์ได้ถูกเปลี่ยนเป็นแผ่นไม้แทน
ซึ่งได้เล่นแพร่หลายในกลุ่มประเทศยุโรปก่อน
วิธีการเล่นในสมัยยุโรปตอนต้นนี้เป็นการเล่นแบบยัน
(BLOCKING) และแบบดันกด (PUSHING) ซึ่งต่อมาได้
พัฒนามาเป็นการเล่นแบบ BLOCKING และ CROP การ
เล่นถูกตัด ซึ่งวิธีนี้เองเป็นวิธีการเล่นที่ส่วนใหญ่นิยมกัน
มากในยุโรป และแพร่หลายมากในประเทศต่าง ๆ ทั่วยุโรป
การจับไม้ก็มีการจับไม้อยู่ 2 ลักษณะ คือ จับไม้แบบจับมือ
(SHAKEHAND)ซึ่งเราเรียกกันว่า “จับแบบยุโรป” และ
การจับไม้แบบจับปากกา (PEN-HOLDER) ซึ่งเราเรียกกัน
ว่า “จับไม้แบบจีน” นั่นเอง
ในปี ค.ศ. 1900 เริ่มปรากฏว่า มีไม้ปิงปองที่ติดยางเม็ด
เข้ามาใช้เล่นกัน ดังนั้นวิธีการเล่นแบบรุกหรือแบบบุก
โจมตี (ATTRACK หรือ OFFENSIVE) เริ่มมีบทบาท
มากยิ่งขึ้น
และยุคนี้จึงเป็นยุคของนายวิตเตอร์ บาร์น่า (VICTOR
BARNA) อย่างแท้จริง เป็นชาวฮังการีได้ตำแหน่ง
แชมเปี้ ยนโลกประเภททีม รวม 7 ครั้ง และประเภทชาย
เดี่ยว 5 ครั้ง
ในปี ค.ศ. 1929-1935 ยกเว้นปี 1931 ที่ได้ตำแหน่งรอง
เท่านั้น ในยุคนี้อุปกรณ์การเล่น โดยเฉพาะไม้มีลักษณะ
คล้าย ๆ กับไม้ในปัจจุบันนี้ วิธีการเล่นก็เช่นเดียวกัน คือ
มีทั้งการรุก (ATTRACK)
และการรับ (DEFENDIVE) ทั้งด้าน FOREHAND และ
BACKHAND การ จับไม้ก็คงการจับแบบ
SHAKEHAND เป็นหลัก ดังนั้นเมื่อส่วนใหญ่จับไม้แบบ
ยุโรป
แนวโน้มการจับไม้แบบ PENHOLDER ซึ่งเปลี่ยนแปลง
ไปมีน้อยมากในยุโป ในระยะนั้นถือว่ายุโรปเป็นศูนย์รวม
ของกีฬาปิงปองอย่างแท้จริง
ในปี ค.ศ. 1960 เริ่มเป็นยุคของจีน ซึ่งสามารถเอาชนะญี่ปุ่นได้โดยวิธี
การเล่นที่โจมตีแบบรวดเร็ว ผสมผสานกับการป้องกัน ในปี 1961
ได้จัดการแข่งขันเทเบิลเทนนิสชิงชนะเลิศ
ครั้งที่ 26 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน จีนเอาชนะญี่ปุ่น ทั้งนี้เพราะญี่ปุ่น
ยังใช้นักกีฬาที่อายุมาก ส่วนจีนได้ใช้นักกีฬาที่หนุ่มสามารถเล่นได้อย่าง
รวดเร็วปานสายฟ้าทั้งรุกและรับ การจับไม้ก็เป็นการจับแบบปากกา
โดยจีนชนะทั้งประเภทเดี่ยวและทีม 3 ครั้งติดต่อกัน ทั้งนี้เพราะจีนได้
ทุ่มเทกับ
การศึกษาการเล่นของญี่ปุ่นทั้งภาพยนตร์ที่ได้บันทึกไว้และ
เอกสารต่าง ๆ โดยประยุกต์การเล่นของญี่ปุ่น เข้ากับการเล่น
แบบสั้น ๆ แบบที่จีนถนัดกลายเป็นวิธีการเล่นที่กลมกลืนของจีน
ดังที่เราเห็นในปัจจุบัน
ยุโรปเริ่มฟื้ นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยนำวิธีการเล่นของชาว
อินเดียมาปรับปรุง นำโดยนักกีฬาชาวสวีเดนและประเทศอื่น ๆ
ซึ่งมีหัวก้าวหน้าไม่มัวแต่แต่คิดจะรักษาหน้าของตัวเองว่าไม่เรียนแบบ
ของชาติอื่นๆ ดังนั้นชายยุโรปจึงเริ่มชนะชายคู่ ในปี 1967 และ 1969
ซึ่งเป็นนักกีฬาจากสวีเดน ในช่วงนั้นการเล่นแบบรุกยังไม่เป็นที่แพร่
หลายทั้งนี้เพราะวิธีการเล่นแบบรับได้ฝังรากในยุโรป จนมีการพูดกันว่า
นักกีฬายุโรปจะเรียนแบบการเล่นลูกยาวแบบญี่ปุ่นนั้นคงจะไม่มีทาง
สำเร็จแต่การที่นักกีฬาของสวีเดนได้เปลี่ยนวิธีการเล่นแบบญี่ปุ่นได้มีผล
สะท้อน
ต่อการเปลี่ยนแปลงของเยาวชนรุ่นหลังของยุโรปเป็นอย่างมาก และ
แล้วในปี 1970 จึงเป็นปีของการประจันหน้าระหว่างผู้เล่นชาวยุโรปและ
ผู้เล่นชาวเอเชีย
ช่วงระยะเวลาได้ผ่านไปประมาณ 10 ปี ตั้งแต่ 1960-1970
นักกีฬาของญี่ปุ่นได้แก่ตัวลงในขณะที่นักกีฬารุ่นใหม่ของยุโรปได้
เริ่มฉายแสงเก่งขึ้น และสามารถคว้าตำแหน่ง ชนะเลิศชายเดี่ยวของ
โลกไปครองได้สำเร็จในการแข่งขันเทเบิลเทนนิสเพื่อความชนะเลิศ
แห่งโลก ครั้งที่ 31 ณ กรุงนาโกน่า
ในปี 1971 โดยนักเทเบิลเทนนิส ชาวสวีเดน ชื่อ สเตลัง เบนค์สัน เป็น
ผู้เปิดศักราชให้กับชาวยุโรป ภายหลังจากที่นักกีฬาชาวยุโรปได้
ตกอับไปถึง 18 ปี ในปี 1973 ทีมสวีเดนก็ได้คว้าแชมป์โลกได้จึง
ทำให้ชาวยุโรปมีความมั่นใจในวิธีการเล่นที่ตนได้ลอกเลียนแบบและ
ปรังปรุงมา ดังนั้นนักกีฬาของยุโรปและนักกีฬาของเอเชีย จึงเป็นคู่
แข่งที่สำคัญ ในขณะที่นักกีฬาในกลุ่มชาติอาหรับและลาตินอเมริกา
ก็เริ่มแรงขึ้นก้าวหน้ารวดเร็วขึ้น เริ่มมีการให้ความร่วมมือช่วยเหลือ
ทางด้านเทคนิคซึ่งกันและกัน การเล่นแบบตั้งรับ ซึ่งหมดยุคไปแล้ว
ตั้งแต่ปี 1960 เริ่มจะมีบทบาทมากยิ่งขึ้นมาอีก โดยการใช้ความ
ชำนาญในการเปลี่ยนหน้าไม้ในขณะเล่นลูก หน้าไม้ซึ่งติดด้วยยาง
ปิงปอง ซึ่งมีความยาวของเม็ดยางยาวกว่าปกติ การใช้ยาง ANTI –
SPIเพื่อพยายามเปลี่ยนวิถีการหมุนและทิศทางของลูกเข้าช่วย ซึ่ง
อุปกรณ์ที่ใช้นี้มีส่วนช่วยอย่างมาก ในขณะนี้กีฬาเทเบิลเทนนิสนับว่า
เป็นกีฬาที่แพร่หลายไปทั่วโลกมีวิธีการเล่นใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา
ซึ่งผู้เล่นเยาวชนต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนากีฬา
เทเบิลเทนนิส ต่อไป ในอนาคตได้อย่างไม่มีที่วันสิ้นสุดและขณะนี้
กีฬานี้ก็ได้เป็นกีฬาประเภทหนึ่งในกีฬาโอลิมปิก โดยเริ่มมีการแข่งขัน
ในกีฬาโอลิมปิกในปี 1988 ที่กรุงโซล ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีเป็น
ครั้งแรก
กติการการเล่น เทเบิลเทนนิส
การส่งลูกที่ถูกต้อง
เมื่อเริ่มส่งลูก ลูกเทเบิลเทนนิสต้องวางเป็นอิสระอยู่บนฝ่ามือของมืออิสระ โดย
แบบฝ่ามือออกและลูกต้องหยุดนิ่ง โดยลูกนั้นต้องอยู่หลังเส้นสกัดและอยู่เหนือระดับ
พื้นผิวโต๊ะ
ในการส่งลูก ผู้ส่งจะต้องโยนลูกขึ้นข้างบนด้วยมือให้ใกล้เคียงกับเส้นตั้งฉากและ
ให้สูงจากจุดที่ลูกออกจากฝ่ามือไม่น้อยกว่า 16 เซนติเมตร โดยลูกที่โยนขึ้นไปนั้นจะ
ต้องไม่เป็นลูกที่ถูก ผู้ส่งจะตีลูกได้ขณะที่ลูกเทเบิลเทนนิสได้ลดระดับลงจากจุด
สูงสุดแล้ว เพื่อให้ลูกกระทบแดนของผู้ส่งก่อนแล้วข้ามหรืออ้อมตาข่ายไปกระทบ
แดนของฝ่ายรับ สำหรับประเภทคู่ ลูกเทเบิลเทนนิสจะต้องกระทบครึ่งแดนขวาของผู้
ส่งก่อนแล้วข้ามตาข่ายไปกระทบครึ่งแดนขวาของฝ่ายรับ
ทั้งลูกเทเบิลเทนนิสและไม้เทเบิลเทนนิสจะต้องอยู่เหรือพื้นผิวโต๊ะตลอดเวลาที่เริ่ม
ทำกส่งลูกจนกระทั่งไม้ได้กระทบลูกแล้ว
ในการส่งลูก ขณะที่ลูกกระทบหน้าไม้จะต้องอยู่นอกเส้นสกัดทางด้านผู้ส่งหรือ
นอกอาณาเขตเส้นสมมุติที่ต่อออกไปจากเส้นสกัด และต้องไม่เลยส่วนที่ไกลที่สุดของ
ลำตัวออกไปทางด้านหลังโดยวัดจากเส้นสกัด ยกเว้น แขน ศรีษะ หรือขา
เป็นความรับผิดชอบของเล่นที่จะต้องส่งลูกให้ผู้ตัดสินหรือผู้ช่วยผู้ตัดสินเห็น และ
ตรวจสอบถึงการส่งลูกนั้นว่าถูกต้องตามกติกาหรือไม่
ถ้าผู้ตัดสินสงสัยในลักษณะการส่งลูก แต่ทั้งเขาและผู้ช่วยผู้ตัดสินไม่มั่นใจว่าผู้
ส่งได้ส่งลูกถูกตามกติกา ในโอกาสแรกของแมทซ์นั้นจะเตือนผู้ส่งโดยยังไม่ได้ตัด
คะแนน
สำหรับในครั้งต่อไปในแมทซ์เดียวกันนั้น หากผู้ส่งคนเดิมยังคงส่งลูกที่เป็นข้อ
สงสัยในทำนองเดียวกัน หรือลักษณะน่าสงสัยอื่นๆ อีก ผู้ส่งจะเสียคะแนนทันทีโดย
ไม่มีการเตือน
หากผู้ส่งได้ส่งลูกผิดกติกาอย่างชัดเจน ผู้ส่งจะเสียคะแนนทันทีโดยไม่มีการเตือน
ผู้ส่งลูกอาจได้รับการอนุโลมได้บ้าง หากผู้ส่งคนนั้นแจ้งให้ผู้ตัดสินทราบถึงการ
หย่อนสมรรถภาพทางร่างกาย จนเป็นเหตุให้ไม่สามารถส่งลูกได้ถูกต้องตามกติกา
ทั้งนี้ต้องแจ้งให้ผู้ตัดสินทราบก่อนการแข่งขันทุกครั้ง
การรับที่ถูกต้อง
เมื่อลูกเทเบิลเทนนิสได้ถูกส่งหรือตีโต้ไป
ตกลงในแดนฝ่ายครงข้ามถูกต้องแล้ว ฝ่ายรับ
ตีลูกข้ามหรืออ้อมตาข่ายกลับไปเพื่อให้ลูก
กระทบอีกแดนหนึ่งโดยตรง หรือสัมผัสส่วนใด
ส่วนหนึ่งของเน็ตแล้วตกลงในแดนฝ่ายตรงข้าม
ลำดับการเล่น
ประเภทเดี่ยว ฝ่ายส่งได้ส่งลูกอย่างถูกต้อง
ฝ่ายรับจะตีโต้กลับไป หลังจากนั้นฝ่ายส่งและ
ฝ่ายรับจะผลัดกันตีโต้
ประเภทคู่ ผู้ส่งลูกของฝ่ายส่งจะส่งลูกไปยัง
ฝ่ายรับ ผู้รับของฝ่ายรับจะต้องตีลูกกลับแล้วคู่
ของฝ่ายส่งจะตีลูกกลับไป จากนั้นคู่ของฝ่าย
รับก็จะตีลูกกลับไปเช่นนี้สลับกันในการโต้ลูก
บทสรุป
เท่าที่มีหลักฐานบันทึกพอให้ค้นคว้า ทำให้เราได้ทราบ
ว่ากีฬาเทเบิลเทนนิสได้เริ่มขึ้นในประเทศอังกฤษ ในปี
ค.ศ. 1890 ในครั้งนั้นอุปกรณ์ที่ใช้เล่นประกอบด้วย
ไม้หนังสัตว์ลักษณะคล้ายกับไม้เทนนิสในปัจจุบัน
แทนที่จะขึงด้วยเส้นเอ็นก็ใช้แผ่นหนังสัตว์หุ้มแทน ลูก
ที่ใช้ตีเป็นลูกเซลลูลอยด์ เวลาตีกระทบถูกพื้นโต๊ะและ
ไม้ก็จะเกิดเสียง “ปิก – ป๊อก” ดังนั้น กีฬานี้จึงถูก
เรียกตามเสียงที่ได้ยินว่า “ปิงปอง” (pingpong)
ต่อมาได้มีวิวัฒนาการขึ้นโดยไม้หนังสัตว์ได้ถูกเปลี่ยน
เป็นแผ่นไม้ซึ่งได้เริ่มเล่นแพร่หลายในกลุ่มประเทศ
ยุโรปก่อนวิธีการเล่นในสมัยยุโรปตอนต้นนี้เป็นการ
เล่นแบบยัน (Blocking) และแบบดันกัน
(Pushing) ซึ่งต่อมได้พัฒนามาเป็นการเล่นแบบ
BLOCKING และ CHOP การเล่นลูกตัด ซึ่งวิธีนี้เอง
เป็นวิธีการเล่นที่ส่วนใหญ่นิยมกันมากในยุโรป และ
แพร่หลายมากในประเทศต่าง ๆ ทั่วยุโรป การจับไม้ก็
มีการจับอยู่ 2 ลักษณะเช่นเดียวกัน คือ จับไม้แบบ
การจับมือ (SHACK HAND) ซึ่งเรียกกันว่า “จับไม้
แบบยุโรป” นั่นเอง
แบบทดสอบ
1.ความเป็นมาของกีฬาเทเบิลเทนนิสตรง
กับข้อได
ก.กีฬาเทเบิลเทนนิ สได้เริ่มที่ประเทศไทยใน
ปี ค.ศ.1890
ข.กีฬาเทเบิลเทนนิสได้เริ่มที่ ประเทศ
อังกฤษในปี ค.ศ.1890
ค.กีฬาเทเบิลเทนนิ สได้เริ่มที่ประเทศจีนในปี
ค.ศ.1890
ง.กีหาเทเบิลเทนนิ สได้เริ่มที่ประเทศญี่ปุ่นใน
ปี ค.ศ.1890
2.การจับไม้เทเบิลเทนนิสที่ถูกวิธีมีกี่เเบบ
ก. 1เเบบ
ข. 2เเบบ
ค. 3แบบ
ง. 4แบบ
3.ในการเเข่งขันผู้ส่งลูกจะส่งได้คนละกี่ครั้ง
ก. 1ครั้ง
ข. 2ครั้ง
ค. 3ครั้ง
ง. 4ครั้ง
4.การที่เสมอกัน 10 คะเเนนใช้ส่งลูกเเบบใด
ก.ให้กรรมการชี้ขาด
ข.ฝ่ายละ 2 ลูกสลับกัน
ค.ฝ่ายละ 1 ลูกสลับกัน
ง.แล้วเเต่ตกลงกัน
5.ประเทศใดเป็นผู้ริเริ่มกีฬาเทเบิลเทนนิส
ก.จีน
ข.อังกฤษ
ค.ญี่ปุ่น
ง.ไทย
หนังสืออ้างอิง
https://hilight.kapook.com/view/72172
http://nana-table-
tennis.blogspot.com/2010/02/blog-
post_27.html
ขอบคุณครับ