The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ใบงานวิทย์ ป.6 หลักสูตรใหม่ ครูฟาง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aree1522, 2021-10-11 07:10:15

ใบงานวิทย์ ป.6 หลักสูตรใหม่ ครูฟาง

ใบงานวิทย์ ป.6 หลักสูตรใหม่ ครูฟาง

8. ของผสมใด ควรแยกโดยใช้วิธหี ยบิ ออก

ก. แยกเกลอื ออกจากนาตาล ข. แยกพิมเสนออกจากเกลอื

ค. แยกเกลือออกจากนาเกลือ ง. แยกถ่ัวแดงออกจากถ่ัวดา

9. การแยกทรายท่ผี สมกบั ไอโอดนี ใช้วธิ ีการโดยผา่ นกระบวนดงั ภาพ ตามลาดบั คือ

 ก. การระเหย การระเหิด
 ข. การระเหดิ การระเหย
ค. การระเหดิ การระเหิดกลบั
ง. การระเหิดกลับ การระเหิด

10. นาสารเนือผสมที่ประกอบดว้ ยทราย เกลอื และผงเหลก็ มาแยกด้วยวิธีการต่างๆ
สารทีแ่ ยกได้แสดงดงั แผนภาพ

ทราย เกลือ ผงเหลก็

ผสมนาแลว้ กรอง

A B

เกลอื เกลือC
ผง
ผง D
เหล็ก ผงเหลก็ เหลก็

เกลือ ผง

ข้อใดตอ่ ไปนถี กู ต้อง เหล็ก

ก. C คอื การตกตะกอน D คือ ทราย

ข. A คือ ผงเหล็ก นาและเกลอื B คอื ทราย

ค. C คอื ใช้แม่เหล็กดงึ ดดู D คือ เกลือ

ง. A คอื นาและเกลือ B คอื ทรายและผงเหล็ก

151

11. ขวดแก้ว 3 ชนั ชันกลางบรรจุเกลด็ ไอโอดนี ดังรปู (O-NET)

ถา้ ต้องการใหเ้ กดิ ผลกึ ไอโอดีนขนึ ท่ฝี าดา้ นบนของชันกลางมากๆ จะต้องทาตามวธิ ีการใด
ก. ชนั บนใส่นาร้อน ชันลา่ งใสน่ าแข็ง
ข. ชันบนใสน่ าแข็ง ชนั ล่างใส่นารอ้ น
ค. ชนั บนใสน่ าแข็ง ชนั ล่างใสน่ าแขง็
ง. ชันบนใสน่ าร้อน ชนั ลา่ งใสน่ าร้อน

152

12. นาของผสม ซ่งึ ประกอบด้วยสาร 3 ชนดิ คอื สาร A สาร B และ สารC
มาแยกดว้ ยวิธกี ารดงั นี

สาร A, B และ C ควรเป็นสารใด ตามลาดบั (O-NET)

ก. ผงทองแดง นาตาลทราย ผงถ่าน

ข. ผงทองแดง เกลอื แกง แป้งมนั

ค. ผงตะไบเหลก็ เกลอื แกง ผงถ่าน

ง. ผงตะไบเหล็ก นาตาลทราย เกลอื เเกง

153

13. สารผสมประกอบดว้ ย สาร 4 ชนิด ทีม่ ีลักษณะและสมบตั ิแตกต่างกนั ดังตาราง (O-NET)

ตาราง ลกั ษณะและสมบตั ิของสาร 4 ชนดิ

ชนิดของสาร ลักษณะ การะลายนา
A ผงละเอยี ดเหมอื นแป้ง ได้

B ผงละเอียดเท่าเกลอื ป่น ไม่ได้

C เม็ดขนาด 0.6 ซม. ได้

D เมด็ ขนาด 0.4 ซม. ไม่ได้

เม่ือแยกสารผสมโดยการร่อนด้วยตะแกรงทมี่ ีรขู นาดเสน้ ผ่านศนู ยก์ ลาง 0.5 ซม.
นาสารทผ่ี ่านการรอ่ นแล้วไปผมกับนาเปล่าให้เข้ากัน จากนันนาไปกรองด้วย
กระดาษกรอง นาของเหลวทีผ่ ่านกระดาษกรองไประเหยแหง้

หลังจากใช้กระบวนการแยกสารทุกขนั ตอนทีก่ าหนดให้ขา้ งต้นแลว้
ตวั เลือกข้อใดกลา่ วไดถ้ กู ตอ้ ง (มีคาตอบถูก 2 ข้อ)

ก. สารทแี่ ยกออกจากสารผสมไดเ้ ปน็ ลาดับแรกคอื A
ข. สารท่ีแยกออกจากสารผสมได้เปน็ ลาดับแรกคอื C
ค. สาร A และ B ไมส่ ามารถแยกออกจากกันได้
ง. สาร B และ C ไมส่ ามารถแยกออกจากกนั ได้
จ. สาร B และ D ไมส่ ามารถแยกออกจากกนั ได้
ฉ. สารทุกชนดิ สามารถแยกออกเปน็ อิสระได้

154

14. สาร4 ชนดิ มีลักษณะเปน็ เกล็ดของแขง็ ที่มสี มบัตแิ ตกตา่ งกนั ดงั ตาราง (O-NET)

สมบตั ิสาร ชนิดสาร A B C D

ความหนาแนน่ (กรัม/ลบ.ซม.) 2.0 0.9 1.8 0.8
ละลายได้ดี ละลายไม่ได้ ละลายไมไ่ ด้
การละลายในนา ละลายได้ดี
1.0 1.2 1.5
ขนาดเกล็ด(มิลลเิ มตร) 0.8

เม่ือนาสารผสมของสาร 4 ชนิดไปกรองด้วยตะแกรงขนาด 0.9 มิลลิเมตร
แล้วเอาสารผสมท่ีคา้ งบนตะแกรงไปใส่นาในอ่างนา จากขอ้ มูลการแยกสารผสมข้างตน้
ขอ้ ความ ในขอ้ ใดถกู ต้อง (เลอื กคาตอบทีถ่ ูกตอ้ ง 2 ขอ้ )

ก. แยกสาร A ออกจากสารผสมได้ เพราะมคี วามหนาแน่นสูงสดุ
ข. แยกสาร A และสาร B ออกจากกนั ไม่ได้ เพราะมีสมบตั ิการละลายนาไดด้ ี

เหมือนกัน
ค. แยกสาร A และสาร D ออกจากกันได้ เพราะมสี มบัตกิ ารละลายนาต่างกนั
ง. แยกสาร B และสาร D ออกจากกันได้ เพราะมีสมบตั ิการละลายนาตา่ งกัน
จ. แยกสาร C และสาร D ออกจากกันไมไ่ ด้ เพราะมีขนาดเกลด็ ใกล้เคยี งกนั มาก
ฉ. แยกสาร C และสาร D ออกจากกันได้ เพราะมีความหนาแน่นตา่ งกัน

155

15. ขอ้ มลู แสดงขนาดของสารและสมบัตกิ ารละลายนาของสาร 3 ชนดิ เป็นดังนี
(O-NET)

สาร ขนาดของสาร (มิลลเิ มตร) การละลายนา
W 2.5 ไมล่ ะลาย
X 7.0 ละลาย
Y 6.3 ไม่ละลาย

ครใู หน้ ักเรียนแยกสารเนอื ผสมทมี่ สี าร W X Y และนาผสมอยู่ โดยทดลอง
ตามลาดับดังนี
1 ทาสารเนือผสมท่มี ีสาร W X Y และนาผสมอยไู่ ปกรองดว้ ยกระดาษกรอง
2. นาสารละลายท่กี รองไดจ้ ากข้อ 1 ไประเหยแหง้
3. นาสารส่วนทค่ี ้างอยบู่ นกระดาษกรองไปลา้ งดว้ ยนา 3 รอบ แล้วผ่ึงแดดใหแ้ หง้

จากนนั นาไปร่อนด้วยตะแกรงท่ีมีรขู นาด 5 มิลลเิ มตร
จากการทดลอง สารชนิดใดสามารถแยกออกมาจากสารเนอื ผสมได้

ก. สาร X เท่านนั ข. สาร Y เทา่ นัน
ค. สาร W เทา่ นัน ง. สาร W X เละ Y

156

หนิ แบง่ ตามกระบวนการเกดิ
ได้เป็น 3 ประเภท คือ
(Rock) 1. หนิ อคั นี
หินเป็นของแขง็ ท่ีเกิดขนึ เองตามธรรมชาติ 2. หินตะกอน
ประกอบด้วยแรต่ ังแตห่ นง่ึ ชนิดขึนไป 3. หนิ แปร

วัฏจกั รของหิน

การเยน็ ตวั และตกผลกึ การหลอมเหลว
ของแมกมาหรอื ลาวา

หนิ อคั นี หินแปร

การผุพงั การแปรสภาพ

A หนิ ตะกอน

A คือ การสะสมตัวของตะกอนและการเชือ่ มประสานของตะกอน
หรอื การตกผลกึ หรอื ตกตะกอนของสารบางชนดิ

157

หนิ อคั นี (Igneous rock)

หินอคั นเี กิดจากการเยน็ ตัวและตกผลกึ ของแมกมาหรือลาวา ลาวา

เนอื หินมีลักษณะเปน็ ผลึก ทังผลกึ ขนาดใหญแ่ ละขนาดเลก็
บางชนดิ อาจเปน็ เนอื แกว้ หรอื มีรูพรุน

แมกมา

ผลกึ ขนาดใหญ่ เนอื แก้ว มีรูพรุน

หินอคั นี แบ่งเป็น 2 ประเภท

หนิ อคั นพี ุ (Extrusive Igneous Rock) หรอื หนิ ภูเขาไฟ (Volcanic Rock)
เป็นหนิ ท่มี ีเนอื ละเอยี ด หรอื หินมีลกั ษณะเป็นเนือแก้ว

หนิ อคั นีแทรกซอน (Intrusive Igneous Rock)
ท่มี า https://www.thinglink.com เป็นหินทีม่ ีผลกึ แร่ขนาดใหญ่ เกดิ ประกอบกนั เป็นหินที่มเี นือหยาบ

158

หนิ อัคนี (Igneous rock)

หนิ อัคนีแทรกซอน หินอคั นพี ุ
เกดิ จากการเยน็ ตัวและ
เกดิ จากการเยน็ ตัวและ เกิดจากการเยน็ ตัวและ
ตกผลกึ อยา่ งช้าๆ ตกผลกึ อย่างรวดเรว็ แข็งตัวอย่างรวดเร็วทันทีทันใด
ของแมกมาใตผ้ วิ โลก ของลาวาบนผิวโลก
ของลาวาบนผิวโลก
ทาใหเ้ กดิ
ทาใหเ้ กดิ ทาให้
ผลึกแร่ตา่ งๆ
ท่มี ีขนาดใหญ่ ผลกึ แรต่ ่างๆ สารไม่ตกผลกึ เป็นแร่ แตแ่ ข็งตวั
ทีม่ ีขนาดเลก็ เปน็ แกว้ ภเู ขาไฟ
รวมเป็น หนิ มีเนือแก้ว
รวมเปน็
หินเนือหยาบ
หนิ เนือละเอียด

หนิ แกรนิต หนิ บะซอลต์ หนิ ออบซิเดียน

มรี พู รนุ ในเนือหนิ มีรพู รนุ ในเนือหิน
มแี ก๊สดันตัวออกมา มีแก๊สดนั ตัวออกมา
ขณะท่ีสารกาลังเย็นตวั ขณะที่สารกาลงั เย็นตัว
และตกผลึกเป็นหนิ และแข็งตวั เปน็ หิน

159

หินตะกอน (Sedimentary Rock)

เกิดจากการสะสมตัวของตะกอนและการเช่ือมประสานตะกอน
ในแอง่ สะสมสมตะกอน และเกิดจากการตกผลกึ หรือตกตะกอนของสารบางชนดิ

หินตะกอนท่ีมีเนอื เป็นเม็ดตะกอน หนิ ตะกอนทเ่ี ปน็ เนือผลกึ
ยงั คงสภาพอยูใ่ ห้พิสจู นไ์ ด้ ไมส่ ามารถพสิ จู น์สภาพเดมิ ได้

เกดิ จากการสะสมตัวของตะกอนตา่ งๆ เกิดจากการตกผลกึ
ทางเคมหี รอื จากสงิ่ มีชีวติ
ในแอ่งสะสมตะกอน โดย
เกิด
ทาให้ การนาพา
ผลกึ แร่ขนาดเลก็
มแี รงกดทับของตะกอน ของนา ลม ยดึ เกาะกนั แน่น
และ ธารนาแขง็
เป็น
การเชอื่ มประสานตะกอน
หินท่มี ลี กั ษณะเป็นเนอื ผลึก
เกิด
หนิ ปูน
หินที่มีเนือเป็นเมด็ ตะกอน
มีทงั เนอื หยาบและเนือละเอียด

เกลือหิน

หินกรวดมน หนิ ทราย

หินเชิรต์ ถ่านหิน

หินดินดาน

160

หินแปร (Metamorphic Rock)

เกดิ จากการแปรสภาพของหนิ ทกุ ประเภททังหินอัคนี หินตะกอน และหินแปร
ที่อยู่ใตผ้ ิวโลก ดว้ ยปัจจัยต่างๆ ได้แก่ ความร้อน ความดนั และปฏกิ ิริยาเคมี

เช่น หนิ แกรนติ แปรสภาพไปเปน็ หนิ ไนส์

หนิ แกรนิต
(หนิ อคั นี)

หนิ ไนส์
(หินแปร)

เกิดจากการแปรสภาพ เน่ืองจาก ความร้อน ความดัน ทาให้ - เนือหนิ ของหินแปรบางชนิด
ของหนิ ทุกชนดิ และปฏกิ ริ ยิ าเคมี มีผลกึ แรเ่ รยี งขนานกนั เป็นแถบ

ท่เี กิดใต้ผิวโลก - บางชนิดแซะออกเป็นแผ่นได้

- บางชนดิ เปน็ ผลึก

การแปรสภาพบรเิ วณไพศาล การแปรสภาพสัมผสั

ทม่ี า http://www.geologyin.com

หนิ ชนวน หนิ ปูน

161

หินแปร (Metamorphic Rock)

การแปรสภาพบริเวณไพศาล (Regional metamorphism) เกดิ เป็นบริเวณกว้าง
โดยมีความร้อนและความดันทาให้เกิดแร่ใหม่หรอื ผลึกใหมเ่ กดิ ขึน มีการจัดเรียงตวั
ของแรใ่ หม่ และแสดงรวิ ขนาน (Foliation) อนั เน่อื งมาจากแร่เดิมถูกบบี อดั
จนเรียงตัวเป็นแนวหรือแถบขนานกัน

หนิ ดนิ ดาน หินชนวน หนิ ดินดาน หินฟิลไลต์

หนิ แกรนติ หินไนส์ ขอขอบคุณขอ้ มูลจาก
http://www.geol.science.cmu.ac.th

การแปรสภาพสมั ผัส (Contact metamorphism) เกิดจากการแปรสภาพ
โดยความร้อนและปฏกิ ริ ิยาทางเคมีของสารละลายท่ีขึนมากับหนิ หนืดมาสมั ผัสกับ
หินท้องที่ ไมม่ อี ิทธิพลของความดันมากนัก ปฏกิ ริ ยิ าทางเคมอี าจทาให้ได้แรใ่ หม่บางส่วน
หรือเกิดแรใ่ หมแ่ ทนท่แี ร่ในหนิ เดมิ หินแปรท่ีเกดิ ขึนจะมีการจดั เรยี งตวั ของแร่ใหม่
ไม่แสดงรวิ ขนาน

หินทราย หินควอรต์ ไซต์

หนิ ปูน หนิ อ่อน

162

ซากดึกดาบรรพ์ คือโครงรา่ งหรอื รอ่ งรอยของสิง่ มชี ีวิตในอดีตทพี่ บในหนิ

โครงร่างของ การประทบั รอย
ส่งิ มีชวี ิตในอดีต ของส่ิงมีชีวิตในอดีต

จากนนั จากนัน

มีตะกอน รอยทีป่ ระทบั ไว้
มาปดิ ทับ มตี ะกอนมาสะสมตัว

และ จากนนั

มีสารตา่ งๆ ที่ละลาย รอยท่ปี ระทบั ไว้
อยู่ในนาแทรกซมึ และตะกอนที่มาสะสมตัวจะแขง็ ตวั
เข้าสโู่ ครงร่างแขง็
เกิดเปน็ เกดิ เป็น
เกิดเปน็
ซากดกึ ดาบรรพ์ รอยพิมพ์
ซากดกึ ดาบรรพ์
ทม่ี ีรปู ร่างคลา้ ยโครงรา่ งแข็ง ที่มลี ักษณะเป็นรอยประทบั

ของซากส่งิ มชี ีวิต รปู พมิ พ์ ของสงิ่ มชี วี ติ

ซากดึกดาบรรพ์
ทมี่ ีรปู ร่างคลา้ ยโครงของสิง่ มีชวี ิต

ในอดตี ที่สรา้ งรอยไว้

163

ส่ิงมชี ีวิตตายลง ซากสิง่ มชี วี ติ จะวางตวั เมื่อเวลาผา่ นไปเวลานาน
อยู่ในแหลง่ นา หรือในแอ่งสะสมตะกอน ซากดึกดาบรรพจ์ ะโผลอ่ อกมา

มสี ารต่างๆ ทีล่ ะลายอยใู่ นนา เมอ่ื เวลาผ่านไปสารต่างๆ จะแข็งตัว
แทรกซึมเขา้ สโู่ ครงรา่ งแข็ง กลายเป็นซากดึกดาบรรพ์

ตะกอนที่ทับถมอย่รู อบๆ และอยเู่ หนอื ซากดึกดาบรรพ์
จะแข็งตัวกลายเปน็ หินตะกอน

ที่มา https://familyth.com

164

ไดโนเสาร์เหยยี บ รอยท่ีเหยยี บไว้จะแหง้
ทงิ รอยลงบนตะกอนทย่ี ังไม่แข็ง กลายเปน็ พมิ พห์ รือเบา้

ตะกอนชดุ ใหม่มาสะสมตวั อาจพบอกี ด้านหนึ่ง
เมอื่ ตะกอนแข็งตวั จะเกิดเปน็ ในลักษณะของ
ซากดึกดาบรรพ์ทีม่ ีลักษณะเป็นรปู พิมพ์ รอยพิมพ์

รอยตีนไดโนเสารใ์ นหนิ ทราย
ที่ภแู ฝก อาเภอนาคู จงั หวัดกาฬสินธุ์

ทีม่ า http://travel.amazingtourthailand.com



165

แผนผังสรุป การเกดิ ซากดึกดาบรรพ์

เกดิ จาก เกิดจาก

โครงรา่ งแข็งของสิ่งมีชวี ิตในอดตี การประทับรอยของสิง่ มีชวี ติ ในอดตี
ถกู ทบั ถมด้วยตะกอน ลงบนตะกอนท่ียังไม่แข็งตวั เป็นหิน
และมสี ารต่างๆ ซมึ เข้าสู่โครงรา่ งแขง็ เม่ือ จนเมื่อเวลาผ่านไป ตะกอนท่ี
เวลาผ่านไปสารจะแข็งตวั ถูกประทับรอยไวแ้ ข็งตวั จะเกดิ เปน็
เกิดเปน็ ซากดึกดาบรรพ์ รอ่ งรอยของสิ่งมีชีวติ ในอดตี

ลักษณะของซากดึกดาบรรพ์ ลักษณะของซากดกึ ดาบรรพ์
เปน็ โครงรา่ งแข็งของสงิ่ มีชวี ิตในอดตี เป็นรอยพิมพ์ และรปู พิมพ์

ใช้ศึกษาการลาดบั ชนั หนิ : เมื่อพบซากดึกดาบรรพ์ทม่ี ีอายมุ ากกว่าในชนั หินใด แสดงว่าชนั หนิ นัน
เกิดกอ่ นชันหนิ ท่มี ซี ากดึกดาบรรพ์ท่ีมีอายุน้อยกวา่

ใชร้ ะบอุ ายุของหนิ และเปรยี บเทียบอายชุ นั หิน : เมอื่ พบซากดกึ ดาบรรพ์ไดโนเสารอ์ ย่ใู นหินใด
แสดงวา่ หนิ นนั มีอายอุ ยใู่ นช่วงประมาณ 245 – 65 ล้านปกี อ่ น

ใช้ศึกษาสภาพแวดล้อมในอดตี ของพืนท่ี : เมอ่ื พบซากดึกดาบรรพ์ปะการงั ในหิน อธบิ ายได้วา่
บริเวณนนั ในอดีตเคยเปน็ ทะเลมาก่อน

ใช้ศึกษาวิวฒั นาการของสิ่งมชี วี ติ

166

แบบฝกึ หัด ช่ือ .................................................................. คะแนน..............
ชั้น ............................เลขท.่ี ...........................

 จากรปู ใหเ้ ดก็ ๆ พจิ ารณาภาพเพ่อื ใชใ้ นการตอบคาถามให้ถูกตอ้ งนะ 

A บรเิ วณ ก
B

บริเวณ ข

1. หินหนดื A มีชือ่ เรยี กวา่ .............................. หินหนดื B มีช่ือเรียกว่า ..............................
2. หนิ บริเวณ ก และ ข เป็นหนิ ที่อยู่ในประเภท .............................. ตามกระบวนการเกิดหิน
3. หนิ อัคนีพุ เกดิ บรเิ วณใด .................. หนิ อัคนแี ทรกซอน เกิดบรเิ วณใด ................
4. หินภเู ขาไฟ จะพบได้ท่ีบรเิ วณ ..............
5. บริเวณ .............. จะเกิดหินท่มี ลี ักษณะเนอื หยาบ
6. บรเิ วณ .............. จะเกิดหนิ ที่มีลกั ษณะเนือละเอียด หรือบางชนดิ มเี นือแก้ว
7. บรเิ วณ .............. เกิดหนิ บางชนิดท่มี ีลักษณะเปน็ รูพรนุ
8. บรเิ วณ .............. เปน็ หนิ ทเ่ี ย็นตวั และตกผลกึ ชา้ ๆ ของแมกมาใตผ้ วิ โลก
9. หินทเ่ี กิดบริเวณ ก ได้แก่ ...................................................................
10. หินที่เกดิ บริเวณ ข ไดแ้ ก่ ...................................................................

167

แบบฝกึ หัด ชอ่ื .................................................................. คะแนน..............
ชั้น ............................เลขท.ี่ ...........................

 ใหเ้ ดก็ ๆ เขียนสรุปแผนภาพการเกดิ หนิ อคั นีใหถ้ ูกต้อง 

หินอัคนีแทรกซอน หินอัคนีพุ

เกดิ จากการเย็นตัวและ เกิดจากการเยน็ ตัวและ เกดิ จากการเย็นตวั และ
ตกผลึก........................... ตกผลึก............................. แข็งตัว.......................................
ของ...............ใต้ผวิ โลก ของ...............บนผวิ โลก
ของ...............บนผวิ โลก

ทาให้เกดิ ทาให้เกิด ทาให้

ผลึกแร่ต่างๆ ผลกึ แรต่ า่ งๆ สารไมต่ กผลกึ เปน็ แร่ แตแ่ ขง็ ตวั
ท่ีม.ี ..................... ท่ีม.ี ..................... เปน็ ............................
หนิ มีเนอื ......................
รวมเป็น รวมเป็น

หินเนือหยาบ หนิ เนือละเอยี ด

หนิ ..................... หิน.....................

หนิ ..................... หิน..................... หิน.....................
หนิ ..................... ม…ี ……….ในเนอื หนิ
มี………….ในเนือหิน มีแก๊สดนั ตวั ออกมา
มแี ก๊สดนั ตวั ออกมา ขณะที่สารกาลงั เยน็ ตัว
ขณะที่สารกาลังเยน็ ตวั และแข็งตวั เปน็ หนิ
และตกผลกึ เป็นหิน

168

แบบฝกึ หัด ชอื่ .................................................................. คะแนน..............
ชั้น ............................เลขท.ี่ ...........................

 ใหเ้ ดก็ ๆ พิจารณาคุณสมบตั ขิ องหนิ พรอ้ มระบุเปน็ หนิ ประเภทใด 

หนิ กอ้ นท่ี 1 หินกอ้ นท่ี 2 หินก้อนท่ี 3
มเี นอื แก้ว มีเนือเปน็ เม็ดตะกอน มเี นอื ละเอยี ด
พบซากดกึ ดาบรรพ์ ผลกึ แร่เรยี งตัวขนานกนั
.......................
....................... เป็นแถบ

.......................

หินกอ้ นท่ี 4 หินกอ้ นที่ 5 หนิ ก้อนที่ 6
การตกผลึก มีผลกึ แร่ขนาดใหญ่ มีการสะสมของตะกอน
หรือตกตะกอนของ โดยการนาพาของ นา
สารหรอื สิ่งมีชีวติ มเี นือหยาบ
ลม หรือธารนาแขง็
....................... .......................
.......................

หนิ ก้อนที่ 7 หนิ ก้อนที่ 8 หนิ ก้อนท่ี 9
มีเนอื หนิ มีเนือละเอียด เกิดเน่ืองจาก
เป็นเม็ดตะกอน และมรี ูพรนุ ความรอ้ น ความดัน และ
ปฏกิ ิริยาเคมเี กดิ ใต้ผวิ โลก
....................... .......................
...........ก...ิ .........

หนิ ก้อนท่ี 10 .......................
เกดิ จากการเย็นตัวและตกผลกึ ของแมกมา

การเยน็ ตวั และตกผลกึ ของลาวา

169

แบบฝึกหัด ชอ่ื .................................................................. คะแนน..............
ชน้ั ............................เลขท.่ี ...........................

 ใหเ้ ด็กๆ ศึกษาแผนภาพ แล้วตอบคาถามโดยทาเครือ่ งหมาย  หนา้ ข้อความทีถ่ กู ต้อง

หินอคั นี

A B การเย็นตัวและแขง็ ตวั
อย่างรวดเร็วทนั ทีทนั ใดของลาวา
เกิดเป็น เกิดเป็น
เกดิ เป็น
หินท่มี เี นอื หยาบ หนิ ทีม่ เี นือละเอียด
หินท่มี ี .......C...............
เม่อื เกิด

การแปรสภาพ

เกิดเปน็

หินที่มี ......D................

กระบวนการ A คือ

 การแปรสภาพ  การสะสมตวั ของตะกอนและเชือ่ มประสานตะกอน

 การเยน็ ตวั และตกผลกึ ของแมกมา  การเย็นตวั และตกผลึกของลาวา

กระบวนการ B คือ

 การแปรสภาพ  การสะสมตัวของตะกอนและเชื่อมประสานตะกอน

 การเยน็ ตวั และตกผลึกของแมกมา  การเยน็ ตวั และตกผลึกของลาวา

หนิ C และ D เป็นหินท่ีมีลักษณะอย่างไร ตามลาดบั

 เนอื แก้ว รพู รุน  ซากดึกดาบรรพ์ เศษหินปะปน

 เนือแกว้ ผลึกแรเ่ รียงตวั ขนานกันเป็นแถบ

ขอขอบคุณโจทย์จาก หนังสือวิทย์ สสวท. ป.6 หน้า 128-129

170

แบบฝกึ หัด ชื่อ .................................................................. คะแนน..............
ชั้น ............................เลขท.ี่ ...........................

 ให้เด็กๆ ศึกษาวฏั จักรหนิ แลว้ ตอบคาถามใหถ้ กู ตอ้ งนะ

วฏั จกั รของหิน



ตะกอน

หินหนดื




จากแผนภาพ จงใช้ในการตอบคาถาม

1. จงยกตวั อยา่ งหนิ ประเภท ก มา 1 ชนิด .............................................
2. จงยกตัวอย่างหนิ ประเภท ข มา 1 ชนดิ ....................................................................
3. จงยกตวั อย่างหนิ ประเภท ค มา 1 ชนดิ ....................................................................
4. หิน ก เปน็ หนิ ประเภทใด ....................................................................
5. หิน ข เป็นหินประเภทใด....................................................................
6. หนิ แกรนิต คือ หินทต่ี รงกับตวั อกั ษรใด..............................................
7. หนิ แกบโบร คือ หินทตี่ รงกับตวั อักษรใด............................................
8. หินดนิ ดาน คือ หินที่ตรงกับตัวอักษรใด............................................
9. หนิ ออ่ น คอื หนิ ทต่ี รงกบั ตวั อกั ษรใด............................................
10. หินท่มี ลี กั ษณะมีรูพรุน ลอยนาได้ คือ หนิ ทตี่ รงกับตวั อักษรใด............................................

171

11. ชอ่ื ..................................................................
ชัน้ ............................เลขท.่ี ...........................
12. แบบฝกึ หัด คะแนน..............

13.

 ใหเ้ ด็กๆ พิจารณาแผนภาพ แล้วตอบคาถามโดยทาเคร่ืองหมาย หนา้ ข้อความท่ถี ูกต้อง 

54

3

ทมี่ า หนังสือ สสวท. ป.6 หนา้ 130

1. จากแผนภาพ ลกู ศรหมายเลข 1 แทนกระบวนการใด

 การผุพัง  การแปรสภาพ  การเย็นตัวและตกผลึก

 การสะสมตวั ของตะกอนและการเช่ือมประสานตะกอน

2. จากแผนภาพ ลกู ศรหมายเลข 2 แทนกระบวนการใด

 การผพุ ัง  การแปรสภาพ  การเยน็ ตวั และตกผลกึ

 การสะสมตวั ของตะกอนและการเชอ่ื มประสานตะกอน

3. จากแผนภาพ ลกู ศรหมายเลข 3 แทนกระบวนการใด

 การเยน็ ตวั และตกผลกึ  การแปรสภาพ  การหลอมเหลว

4. จากแผนภาพ ลูกศรหมายเลข 4 แทนกระบวนการใด

 การเยน็ ตัวและตกผลึก  การแปรสภาพ  การหลอมเหลว

5. จากแผนภาพ ลูกศรหมายเลข 5 แทนกระบวนการใด

 การเย็นตัวและตกผลกึ  การแปรสภาพ  การหลอมเหลว

172

6. จากแผนภาพ วตั ถุ A มลี กั ษณะใด

 เป็นเนือแกว้  เปน็ เม็ดตะกอนเนอื หยาบ

 อาจพบซากดกึ ดาบรรพป์ นอยู่  อาจพบผลึกของแร่เรียงตัวขนานกนั

7. กระบวนการใดในวัฏจกั รหินทีไ่ มไ่ ดเ้ กิดอย่บู นผิวโลก

 การเย็นตัวและตกผลึกของลาวา  การหลอมเหลว

8. หนิ ตะกอนเกดิ จาก

 การเยน็ ตวั และตกผลกึ ของแมกมาหรอื ลาวา

 การสะสมตวั ของตะกอนและการเช่อื มประสาน

 การแปรสภาพของหนิ ดว้ ยปจั จัยความรอ้ น ความดนั และปฏกิ ริ ยิ าเคมี

9. หินอคั นเี กดิ จาก

 การเยน็ ตวั และตกผลึกของแมกมาหรือลาวา

 การสะสมตวั ของตะกอนและการเชื่อมประสาน

 การแปรสภาพของหินดว้ ยปจั จัยความรอ้ น ความดนั และปฏกิ ริ ิยาเคมี

10. หนิ แปรเกิดจาก

 การเยน็ ตวั และตกผลึกของแมกมาหรือลาวา

 การสะสมตวั ของตะกอนและการเชอื่ มประสาน

 การแปรสภาพของหนิ ดว้ ยปจั จยั ความรอ้ น ความดนั และปฏิกริ ยิ าเคมี

11. หนิ ชนิดใดบา้ งทปี่ ระกอบดว้ ยแกว้ ภเู ขาไฟ

 หนิ กรวดมน หินทราย  หนิ พมั มซิ หนิ ออบซเิ ดยี น

12. หินชนิดใดบ้างที่มเี ศษหินเปน็ องคป์ ระกอบ

 หินกรวดมน หินทราย  หนิ พมั มซิ หนิ ออบซเิ ดยี น

13. ลกั ษณะใดท่ีพบในหินอคั นีแต่ไม่พบในหินตะกอน

 มรี พู รนุ ในหนิ  มเี ศษหินปะปน  เนือหินเป็นเนือผลกึ

14. นักธรณวี ิทยาไดส้ ารวจหินบนภเู ขา พบซากดึกดาบรรพป์ รากฏอยู่ในหนิ

หินดงั กลา่ วเกดิ ขนึ ได้อยา่ งไร

 เกิดจากการสะสมตวั ของตะกอนและการเชื่อมประสานตะกอน

 เกิดจากการแปรสภาพบริเวณใต้ผวิ โลก

15. หินดงั กล่าว จากขอ้ ที่ 14 มีลกั ษณะอย่างไร

 มีเนอื เป็นเมด็ ตะกอน  มกี ารเรียงตัวของผลกึ แร่

173

แบบฝกึ หัด ชื่อ .................................................................. คะแนน..............
ชั้น ............................เลขท.ี่ ...........................

 ให้เด็กๆ โยงเส้นแสดงความสมั พนั ธร์ ะหว่างชอ่ื หนิ กับประเภทของหนิ 

หินดินดาน หินอคั นี หินบะซอลต์
หินแกรนิต หินตะกอน หินกรวดมน
หินออบซิเดียน หินแปร
หินควอร์ตไซต์ หินปูน
หินไนส์ หินชนวน
หินทราย

คาชีแจง : ) ใหเ้ ดก็ ๆ สบื ค้นชอ่ื ของหินในประเภทตา่ งๆ เตมิ ลงในตาราง

หินอคั นี หนิ ชนั หรอื หนิ ตะกอน หินแปร

174

แบบฝึกหัด ช่อื .................................................................. คะแนน..............
ชัน้ ............................เลขท.ี่ ...........................

 ให้เด็กๆ วงลอ้ มรอบหินให้ตรงกับประเภทหินทก่ี าหนดให้ 

วงล้อมรอบ ประเภทหินอัคนี ด้วยสีแดง
วงลอ้ มรอบ ประเภทหนิ ตะกอน ดว้ ยสีนาเงิน
วงล้อมรอบ ประเภทหนิ แปร ด้วยดินสอ

หินดนิ ดาน หนิ ไนส์ หนิ แกรนติ

หินฟิลไลต์ หินกรวดมน ถ่านหนิ

หินแกบโบร เกลอื หนิ หินพัมมิซ

หนิ เชริ ต์ หินอ่อน หินทราย
หนิ ควอรต์ ไซต์
หินปูน หนิ ออบซิเดียน

175

แบบฝึกหัด ชื่อ .................................................................. คะแนน..............
ช้นั ............................เลขท.ี่ ...........................

 ใหเ้ ด็กๆ โยงลกู ศรหนิ เดิมก่อนแปรสภาพ กับหนิ แปร  หนิ ทราย

หินปนู หินดินดาน หินแกรนิต หนิ ดินดาน

หินไนส์ หินฟลิ ไลต์ หินออ่ น หินควอรต์ ไซต์ หินชนวน
(หนิ แปร) (หนิ แปร) (หินแปร) (หนิ แปร) (หนิ แปร)

 ให้เดก็ ๆ เขียนช่อื หินแปรทีเ่ กดิ จากหนิ ทกี่ าหนดให้ 

หินปนู หนิ ทราย
หนิ แกรนิต หนิ ดินดาน

176

แบบฝึกหัด ชือ่ .................................................................. คะแนน..............
ชั้น ............................เลขท.่ี ...........................

 ใหเ้ ด็กๆ สืบคน้ ข้อมลู เก่ยี วกบั หนิ ทกี่ าหนดให้

หินปูน

.................................................................................
.................................................................................

หินพมั มซิ

.........................................................................................
.......................................................................................

หินชนวน

.......................................................................................
.....................................................................................

หินแกรนิต หินอ่อน

........................................................................ ...............................................................
........................................................................
............................ ...............................................................

.............................................. 177

14. แบบฝกึ หัด ช่ือ .................................................................. คะแนน..............
ชั้น ............................เลขท.่ี ...........................

 ใหเ้ ด็กๆ จับคู่ประโยชนข์ องหินชนิดต่างๆ ใหถ้ ูกตอ้ ง 

แผ่นหนิ ปูพืน หินปูน ไส้กรองในตู้ปลา
หินชนวน กระดาน
กาแพง หินอ่อน
แผน่ หินปพู ืน หินพมั มิซ เคร่ืองประดับ
ตกแต่งตปู้ ลา หินทราย หนิ ลับมีด
หินไนส์
หินศิลาแลง ทาครก

หินกรวดมน

หินออบซิเดียน
หินแกรนิต

178

1. แบบฝกึ หัด ช่ือ .................................................................. คะแนน..............
ชน้ั ............................เลขท.ี่ ...........................

 ให้เดก็ ๆ จบั คู่ประโยชนข์ องแร่ชนิดตา่ งๆ ใหถ้ ูกต้อง 

ใช้ทาปนู ปลาสเตอร์ ใช้ทาแก้ว ใชท้ าเคร่ืองประดับ

แร่แกรไฟต์ แรร่ ัตนชาติ แร่ยปิ ซัม แร่ควอตซ์ แรท่ ัลก์

ใชท้ าเครอื่ งสาอาง ใช้ทาไส้ดนิ สอดา

 ใหเ้ ด็กๆ เขยี นช่อื แร่ลงในช่องวา่ งใหถ้ กู ต้อง

1. ............................... ใช้ทาเครือ่ งสาอาง
2. ............................... ใชท้ าปูนปลาสเตอร์
3. ............................... ใช้ทาเคร่อื งประดับ
4. ............................... มลี กั ษณะโปรง่ ใส มคี วามแขง็ มาก หลอมเหลวได้
5. ............................... มีลักษณะวาว อ่อน ล่ืนมือ นาไฟฟ้าได้ เมื่อนาไปขูดกับวัตถุอ่ืน

จะมลี กั ษณะเป็นผงสีดา

179

6. แบบฝกึ หัด ช่ือ .................................................................. คะแนน..............
ชน้ั ............................เลขท.่ี ...........................

7.

 ใหเ้ ด็กๆ ทาเครอื่ งหมาย หนา้ ข้อความและโยงเสน้ ความสัมพนั ธท์ ่ีเก่ยี วข้องกบั
การเกิดซากดึกดาบรรพ์แตล่ ะประเภท 

 โครงร่างแข็งของส่ิงมีชวี ติ
 ตะกอนชดุ ใหมท่ มี่ าปดิ ทับ
 สารตา่ งๆ ท่ีมาแทรกซมึ เขา้ ไปในโครงรา่ งแขง็
 รอยประทับของสง่ิ มชี วี ติ
 ตะกอนชดุ ใหมท่ ่มี าปดิ ทบั โครงรา่ งแขง็

 โครงรา่ งแข็งของสงิ่ มชี วี ติ
 ตะกอนชดุ ใหมท่ มี่ าปดิ ทบั
 สารตา่ งๆ ทม่ี าแทรกซมึ เขา้ ไปในโครงร่างแขง็
 รอยประทบั ของสง่ิ มีชวี ติ
 ตะกอนชดุ ใหมท่ ่ีมาปดิ ทับโครงรา่ งแข็ง

180

1. ชอื่ ..................................................................
ช้นั ............................เลขท.่ี ...........................
2. แบบฝกึ หัด คะแนน..............

3.

 ใหเ้ ดก็ ๆ อ่านสถานการณ์ดา้ นลา่ ง แลว้ ตอบคาถามให้ถกู ต้อง 

นักธรณวี ทิ ยาออกสารวจหินใน 2 พืนที่ พ้นื ท่ีที่ 2

พ้นื ที่ท่ี 1 พบชิ้นส่วนซากดึกดาบรรพ์
ไดโนเสาร์กินสัตวใ์ นหินทราย
พบชิ้นส่วนซากดึกดาบรรพไ์ ดโนเสาร์ ตวั อยา่ งที่พบ
กินพชื ในหินทราย ชิ้นส่วนซากดึกดาบรรพก์ ระดูกมือ
ตวั อยา่ งที่พบ และเลบ็ กระดูกสันหลงั
ชิ้นส่วนซากดึกดาบรรพก์ ระดูกฟัน
กระดูกสะโพกส่วนหนา้

1. ส่งิ แวดลอ้ มในอดตี ทงั สองพืนท่ี นา่ จะมีสงิ่ มีชวี ิตอ่นื นอกจากไดโนเสาร์หรอื ไม่
...............................................

2. หินทังสองพืนทีท่ ี่พบซากดึกดาบรรพ์ไดโนเสาร์มอี ายุอยูใ่ นชว่ งเวลาเดยี วกันหรือไม่
................................................

3. ซากดึกดาบรรพ์ที่พบทงั สองพืนท่ี เกิดจากการประทับรอยไดโนเสาร์ในอดีตใช่หรือไม่
...............................................

4. ซากดกึ ดาบรรพท์ ี่พบทังสองพนื ทีม่ ีกระบวนการเกดิ เหมือนหรอื ต่างกนั อยา่ งไร
.............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................

5. เพราะเหตใุ ดซากดึกดาบรรพ์ไดโนเสารจ์ งึ สามารถนามาใช้เทยี บอายุชนั หินได้
ก. ไดโนเสารม์ ีหลากหลายสายพนั ธ์ุ ข. ซากดึกดาบรรพ์ไดโนเสาร์พบได้ในหลายพนื ที่
ค. ไดโนเสารม์ ชี วี ิตอยู่ในช่วงเวลาหนง่ึ แลว้ สญู พนั ธไ์ุ ป
ง. ซากดกึ ดาบรรพ์ไดโนเสาร์ที่พบส่วนใหญ่มลี กั ษณะสมบูรณ์

181

4. ช่อื ..................................................................
ช้ัน ............................เลขท.่ี ...........................
5. แบบฝกึ หัด คะแนน..............

6.

 ให้เด็กๆ ตอบคาถามโดยทาเครอื่ งหมาย หนา้ ข้อความทถี่ กู ตอ้ ง 

1. ซากดึกดาบรรพ์ คอื อะไร

 โครงร่าง หรอื รอ่ งรอยของสง่ิ มชี ีวิตในอดตี ที่พบอย่ใู นดนิ

 โครงรา่ ง หรอื ร่องรอยของส่งิ มีชีวติ ในอดีตท่พี บอยู่ในหิน

2. ซากดึกดาบรรพ์ ท่พี บในประเทศไทย ได้แก่ (เลือก 3 คาตอบ)

 ซากดึกดาบรรพห์ อย  ซากดกึ ดาบรรพไ์ ม้กลายเป็นหนิ

 ซากดึกดาบรรพร์ อยตีนไดโนเสาร์  ซากแมมมอธทอ่ี ยู่ในนาแขง็

3. ....................................... จัดเป็นซากดกึ ดาบรรพ์ (เลอื ก 3 คาตอบ)

 ไม้กลายเปน็ หิน  รอยตีนสัตวบ์ นพืนดนิ

 แมมมอธที่อยู่ในนาแข็ง  กระดกู สัตว์บางชนิดบนพนื ดนิ

 รอยตีนสตั ว์บนผิวด้านบนของชนั หนิ

4. การเกิดซากดึกดาบรรพ์ทีเ่ กดิ จากโครงรา่ งของส่งิ มชี ีวิต ตอ้ งอาศยั สงิ่ ทจี่ าเป็นใดบ้าง

(เลอื ก 3 คาตอบ)

 โครงรา่ งแขง็ ของสง่ิ มชี วี ิต  ตะกอนชดุ ใหมท่ ่มี าปิดทบั โครงร่างแข็ง

 สารต่างๆ ทมี่ าแทรกซมึ เข้าไปในโครงรา่ งแข็ง

 รอยประทบั ของสิ่งมีชีวติ  ตะกอนชดุ ใหมท่ ี่มาปิดทบั

5. การเกิดซากดึกดาบรรพท์ เ่ี กดิ จากการประทับรอยของสิ่งมีชวี ติ ในอดตี ต้องอาศัยสิง่ ท่จี าเป็น

ใดบา้ ง (เลือก 2 คาตอบ)

 โครงรา่ งแข็งของส่ิงมีชีวติ  ตะกอนชดุ ใหม่ท่ีมาปิดทับโครงรา่ ง

 สารต่างๆ ทีม่ าแทรกซึมเข้าไปในโครงร่างแขง็

 รอยประทับของส่ิงมชี ีวิต  ตะกอนชุดใหม่ทมี่ าปิดทับ

182

6. ซากดึกดาบรรพท์ ีเ่ กดิ จากโครงร่างของส่ิงมีชีวติ มกี ารเกิด ..........................

ซากดึกดาบรรพท์ ีเ่ กิดจากการประทับรอยของสิ่งมชี ีวติ ในอดตี

 เหมือน  แตกตา่ ง

7. ซากดกึ ดาบรรพท์ เี่ กิดจากการประทับรอยของสิ่งมีชีวติ ในอดตี มลี ักษณะอยา่ งไร

 เป็นโครงร่างแขง็ ของส่งิ มชี ีวติ ในอดตี

 เป็นรอยพมิ พแ์ ละรปู พมิ พ์ทป่ี รากฏอยูใ่ นหิน

8. ซากดกึ ดาบรรพท์ เี่ กิดจากโครงร่างของส่ิงมีชีวิต มีลักษณะอย่างไร

 เปน็ โครงร่างแข็งของสง่ิ มชี วี ติ ในอดตี

 เป็นรอยพิมพ์และรปู พิมพท์ ่ีปรากฏอยใู่ นหนิ

9. ซากดกึ ดาบรรพ์เกิดขึนค่อนขา้ ง ............... เพราะมปี จั จัยจากธรรมชาตติ ่างๆ

เช่น กระแสนา ลม นาพาซากสิง่ มีชีวติ ใหก้ ระจดั กระจายไป

 ง่าย  ยาก

10. รอยตนี ไดโนเสารท์ ีป่ รากฏอยใู่ นหิน .................... ซากดึกดาบรรพ์

 เป็น  ไม่เปน็

11. รอยตีนไดโนเสารท์ ีพ่ บในหินเกดิ จากการสลายตวั ของกระดกู เท้าไดโนเสาร์ในหิน

ขอ้ ความนีถกู หรอื ผดิ

 ถูก  ผิด

12. หากพบซากดาบรรพ์ของ....................ในหนิ สภาพแวดลอ้ มในอดตี บริเวณนนั

อาจเคยเป็นแหลง่ ...........มากอ่ น

 ใบไม้ นาจดื  ปะการงั นาทะเล

13. หินในพนื ทแี่ หง้ แล้งแห่งหน่ึง พบซากดึกดาบรรพ.์ ............ในอดีต พนื ทีน่ อี าจเป็นป่ามากอ่ น

 ใบไม้  ปะการงั

14. ถา้ พบซากดึกดาบรรพข์ องหอยทะเลชนดิ หน่ึงในชนั หินบนภูเขาสงู อาจเปน็ ไดว้ ่าบรเิ วณ

ดังกลา่ วในอดีตอาจเคยเป็น............................มาก่อน

 ทะเล  ป่าไม้

183

15. ตะกอนท่ที บั ถมอย่รู อบๆ และอยู่เหนอื ซากดกึ ดาบรรพ์ จะแข็งตัวกลายเป็นหิน..................

 แปร  หนิ ตะกอน

16. ถ้าพบซากดึกดาบรรพ์ไดโนเสารช์ นดิ เดยี วกันในหนิ 2 บริเวณ หนิ ทงั สองบริเวณนี

จะมีชว่ งอาย.ุ ..........................

 ต่างกัน  เดียวกัน

17. หินบรเิ วณใดกต็ ามทพ่ี บซากดึกดาบรรพไ์ ดโนเสาร์ จะมีอายุหนิ อยใู่ นชว่ งเดยี วกัน

ข้อความนีถูกหรือผดิ

 ถกู  ผิด

18. ซากดกึ ดาบรรพ์....................สามารถใช้ระบุอายุหินได้

 บางชนิด  ทุกชนดิ

19. ซากดกึ ดาบรรพ์ .................... นามาใชใ้ นการศึกษาวิวัฒนาการของสง่ิ มชี วี ิตได้

 สามารถ  ไมส่ ามารถ

20. ขอ้ ใดต่อไปนี เป็นการนาซากดึกดาบรรพ์มาใช้ประโยชน์ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม

(เลอื ก 2 คาตอบ)

 นามาเก็บไว้เปน็ ของสะสมเพอื่ นามาจาหนา่ ย

 นามาใชศ้ ึกษาสภาพแวดลอ้ มในอดีตของพนื ท่หี นงึ่ ๆ

 นามาใชศ้ กึ ษาประวัตแิ ละววิ ัฒนาการของสงิ่ มชี ีวติ ในอดตี

184

แบบฝกึ หัด ช่อื .................................................................. คะแนน..............
ชนั้ ............................เลขท.่ี ...........................

 ให้เดก็ ๆ สบื ค้นขอ้ มูลและตอบคาถามในแต่ละขอ้ อยา่ งมเี หตผุ ล

หินอัคนี เพราะเหตุใดหนิ อคั นแี ทรกซอนและหินอัคนพี ุ
จึงมีเนอื หินแตกต่างกัน
ลาวา
แมกมา ...........................................................................................
...........................................................................................
...........................................................................................
...........................................................................................
...........................................................................................

เพราะเหตุใด จึงมีการนาหินและแร่ต่างๆ ไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้
แตกตา่ งกัน
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................
..................................................................................................

ให้ยกตวั อยา่ งของหนิ หรือแร่ทเ่ี ดก็ ๆ สนใจ มา 1 ชนิด
........................................................................................................................................
........................................................................................................................................
........................................................................................................................................

185

แบบฝึกหัด ช่ือ .................................................................. คะแนน..............
ช้นั ............................เลขท.่ี ...........................

 ให้เดก็ ๆ สบื คน้ ข้อมูลและตอบคาถามในแตล่ ะขอ้ อย่างมีเหตุผล

ซากดกึ ดาบรรพ์มปี ระโยชน์อย่างไรบา้ ง

...................................................................................................
...................................................................................................
...................................................................................................
...................................................................................................

ซากสิ่งมีชีวิตจะกลายเป็นซากดึกดาบรรพ์ทุกครังหรือไม่
เพราะเหตใุ ด
.....................................................................................................
.....................................................................................................
.....................................................................................................
......................................................................................................

.

ซากดึกดาบรรพแ์ ละซากดกึ ดาบรรพด์ ัชนแี ตกตา่ งกันอย่างไร
........................................................................................................................................
........................................................................................................................................

186

1. แบบฝึกหัด ชอ่ื .................................................................. คะแนน..............
ชั้น ............................เลขท.่ี ...........................

 ให้เดก็ ๆ เลือกคาตอบทถี่ ูกต้อง อยา่ งมเี หตุผล 

1. ขอ้ ใดกล่าวถกู ต้องเกีย่ วกบั หินอัคนี

ก. เกิดจากการทับถม และสะสมตัวของตะกอนตา่ งๆ

ข. เกดิ จากการกระทาของความร้อน ความดนั และปฏิกริ ยิ าทางเคมี

ค. เกดิ จากการเยน็ ตัวและแข็งตวั ของแมกมาและลาวา

ง. เกิดจากการผพุ ัง และผกุ ร่อน

2. ข้อใดกลา่ วถูกตอ้ งเก่ียวกับหินแกรนติ

ก. เนือหนิ ละเอียด ผลึกขนาดเลก็ เกิดจากการเย็นตวั อยา่ งรวดเรว็

ข. เนือหินละเอียด ผลึกขนาดเลก็ เกิดจากการเย็นตวั อย่างชา้ ๆ ใต้เปลอื กโลก

ค. เนอื หนิ หยาบ ผลกึ มขี นาดใหญ่ เกิดจากการเยน็ ตัวอยา่ งรวดเรว็

ง. เนอื หนิ หยาบ ผลึกมขี นาดใหญ่ เกิดจากการเย็นตวั อย่างชา้ ๆ ใตเ้ ปลอื กโลก

3. ซากดึกดาบรรพ์มักจะพบได้ในหนิ ข้อใด

ก. หนิ ไนส์ หินชนวน หินดนิ ดาน

ข. หินดินดาน หนิ ปูน หนิ ทราย

ค. หนิ ปนู หินออ่ น หินออบซิเดยี น

ง. หนิ ทราย หนิ บะซอลต์ หนิ ควอตไซต์

4. หินในข้อใดทีท่ าปฏกิ ยิ ากบั กรดแล้วเกดิ ฟองแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์

ก. หินแกรนติ หนิ ไนส์ ข. หนิ ชนวน หนิ ดินดาน

ค. หินศิลาแลง หนิ กรวดมน ง. หนิ ปนู หินออ่ น

187

5. ข้อใดกลา่ วไม่ถูกต้องเกี่ยวกบั หนิ แปร

ก. หนิ ปนู แปรสภาพมากจากหนิ อ่อน

ข. หินไนสแ์ ปรสภาพมาจากหินแกรนิต

ค. หินควอตไซตแ์ ปรสภาพมาจากทราย

ง. หินชนวนแปรสภาพมาจากหนิ ดนิ ดาน

6. ด.ช.ปนู เกบ็ ก้อนหินก้อนหนงึ่ ใกล้แหล่งนาไหลเชี่ยว ลักษณะกลมมน ด.ช.ปูนน่าจะพบ

หนิ ชนิดใด

ก. หนิ ดนิ ดาน ข. หนิ ปนู ค. หนิ ทราย ง. หนิ กรวดมน

7. ด.ช.ขาวโจ๊ะ พบหินกอ้ นหน่ึงทมี่ ลี ักษณะของผลึกแรม่ ีการเรียงตวั ขนานกนั เปน็ แถบ

น่าจะเปน็ หินประเภทใด

ก. หินอัคนี ข. หนิ ตะกอน ค. หนิ แปร ง. ถูกทัง ข และ ค

8. ขอ้ มลู แสดงลักษณะของตวั อยา่ งหิน 4 ชนดิ เปน็ ดงั นี (O-NET ปกี ารศึกษา 2561)

ชนดิ หิน ลักษณะของหนิ

A เนอื หยาบ สเี ทาอ่อนจดุ สดี า มผี ลึกแรข่ นาดใหญ่ ประสานกันแนน่

B เนือแก้ว สีเทาออ่ นเกอื บขาว มีรพู รนุ จานวนมาก หนิ พมั มซิ

C เนือหยาบ สีขาว ประกอบดว้ ยเม็ดทรายขนาดเลก็ จานวนมาก

ยดึ ตดิ กันแนน่

D เนือละเอยี ด สีดา กะเทาะออกเป็นเผน่ ไดง้ ่าย

จากข้อมลู ข้อสรปุ ใดต่อไปนีไม่ถูกต้อง
1. หนิ C เกิดจากการทบั ถมของตะกอน
2. เมื่อหยดด้วยกรดเกลือ หนิ B จะเกิดฟองแก๊ส หนิ พมั มซิ ไมเ่ กดิ ฟองแกส๊
3. เมื่อนาหนิ ไปลอยนา หิน D จะจมลงก้นภาชนะใสน่ า
4. หิน A นาไปใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างท่ตี อ้ งการความคงทนได้

188

9. ใชน้ ายาล้างสุขภณั ฑ์ในห้องนา เทลงบนหินก้อนหนึ่ง เกดิ ฟองแกส๊ ผุดขึนจากเนอื หนิ กอ้ นนัน

เปน็ หินชนดิ ใด (O-NET ปีการศึกษา 2559)

1. หนิ บะซอลต์ 2. หินแกรนติ 3. หินทราย 4. หินปนู

10. โทนไี ปสารวจบริเวณเชิงภูเขาไฟทด่ี ับแลว้ ร่วมกับเพอ่ื นๆ และเก็บหินมาจานวนหนง่ึ หนิ

บางก้อนเบามาก จึงลองเอาใส่อ่างนา ปรากฏวา่ หินบางกอ้ นลอยนา นักเรียนคดิ วา่ หินก้อน

ทีล่ อยนาได้นีนา่ จะเปน็ หนิ ชนิดใด (O-NET ปกี ารศึกษา 2555)

1. แกรนติ 2. บะซอลต์ 3. พมั มซิ 4. ออบซเิ ดียน

189


Click to View FlipBook Version