เอกสารประกอบการเรียน
รายวชิ าชีววิทยา 5 รหัสวชิ า ว30245 ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 6
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
เรอ่ื ง ความหลากหลายทางชีวภาพ
เล่มที่ 3 เร่อื ง กําเนดิ ของชีวติ
นางสาวนภศร เสรีกุล
ตาํ แหน่ง ครู
โรงเรียนโนนกลางวทิ ยาคม อาํ เภอพิบูลมังสาหาร จงั หวดั อบุ ลราชธานี
สงั กดั องคก์ ารบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี
ก
คำนำ
เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชาชีววิทยา 5 รหสั วิชา ว33245 ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 6
เร่ือง ความหลากหลายทางชีวภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยเอกสาร
ประกอบการเรยี นทง้ั หมด 6 เลม่ ผู้สอนจัดทาข้นึ เพื่อใหผ้ ูเ้ รยี นใชป้ ระกอบกิจกรรมการเรียนการสอน
และสามารถเรยี นรดู้ ้วยตนเอง หรือนาไปใช้ในการเรียนการสอนซ่อมเสรมิ ได้ หรือใชใ้ นการสอนแทน
ได้เป็นอย่างดี เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างคงทน
และนาผลไปสูก่ ารยกระดบั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนไดด้ ยี ง่ิ ขนึ้
ภายในเล่มประกอบด้วย คาชี้แจงในการใช้เอกสารประกอบการเรียนสาหรับครู
คาชี้แจงในการใช้เอกสารประกอบการเรียนสาหรับนักเรียน แผนภูมิลาดับข้ันการใช้เอกสาร
ประกอบการเรียน มาตรฐานการเรียนรู้ แบบทดสอบก่อนเรียน ใบความรู้ แบบฝึกหัด ใบงาน
แบบทดสอบหลังเรียน เฉลยแบบฝึกหัด เฉลยใบงาน เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน
นักเรยี นจึงสามารถใช้เอกสารประกอบการเรียน เล่มน้ีได้ด้วยตนเอง ซึ่งก่อนใชน้ กั เรียนจะต้องศึกษา
คาชี้แจงการใช้ให้เข้าใจ หากมีข้อสงสัยให้สอบถามครูผู้สอนจนเกิดความเข้าใจก่อนลงมือปฏิบัติ
กิจกรรมเพอ่ื ใหเ้ กดิ ประสิทธิภาพสูงสุด
ผู้จัดทาหวังเป็นอย่างย่ิงว่าเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ความหลากหลายทาง
ชีวภาพ นี้จะทาให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่อง ความหลากหลายทางชีวภาพได้เป็นอย่างดี
และมีผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นสูงขึน้ สามารถใช้เพอ่ื ศกึ ษาคน้ คว้าดว้ ยตนเอง เป็นสอ่ื ท่ีมีประสิทธภิ าพ
สามารถอานวยประโยชนต์ อ่ การเรยี นการสอนใหบ้ รรลวุ ตั ถุประสงค์ของหลักสตู รได้
นภศร เสรกี ลุ
สำรบญั ข
เรือ่ ง หน้ำ
คานา ก
สารบัญ ข
คาช้ีแจงเก่ยี วกับเอกสารระกอบการเรียน ค
คาแนะนาในการใช้เอกสารประกอบการเรยี นสาหรับครู ง
คาแนะนาในการใช้เอกสารประกอบการเรียนสาหรบั นักเรยี น จ
แผนภูมิลาดบั ขนั้ การใช้เอกสารประกอบการเรียน เรอื่ ง กาเนิดของชีวติ ฉ
สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ 1
แบบทดสอบก่อนเรยี น เรือ่ ง กาเนดิ ของชีวิต 3
ใบความรู้ เรอ่ื ง กาเนิดของชีวติ 6
แบบฝึกหัด เรื่อง กาเนิดของชวี ิต 23
ใบงานที่ 3 เร่ือง กาเนิดของชีวติ 25
แบบทดสอบหลงั เรียน เรอื่ ง กาเนดิ ของชีวติ 26
เฉลยแบบฝกึ หัด เรือ่ ง กาเนดิ ของชีวติ 29
เฉลยใบงานที่ 3 เรอื่ ง กาเนิดของชวี ิต 31
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น / หลังเรยี น เรอื่ ง กาเนดิ ของชวี ติ 32
บรรณำนกุ รม 33
ประวัตยิ อ่ เจำ้ ของผลงำน 35
ค
คำชแี้ จงในเกยี่ วกบั เอกสำรประกอบกำรเรยี น
1. เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ความหลากหลายทางชีวภาพ รายวิชาชีววิทยา 5
รหัสวิชา ว33245 ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประกอบด้วยเอกสารประกอบการเรียน ทั้งหมด 6 เล่ม
ดงั นี้
เลม่ ท่ี 1 ความหลากหลายของส่ิงมีชวี ติ เวลา 2 ชวั่ โมง
เลม่ ท่ี 2 การศึกษาความหลากหลายของสง่ิ มชี ีวิต เวลา 2 ช่ัวโมง
เลม่ ที่ 3 กาเนิดของชวี ิต เวลา 2 ช่ัวโมง
เล่มท่ี 4 อาณาจกั รของสงิ่ มชี วี ิต เวลา 2 ชั่วโมง
เล่มที่ 5 ความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทย เวลา 2 ชวั่ โมง
เลม่ ที่ 6 การสูญเสยี ความหลากหลายทางชวี ภาพ เวลา 2 ช่วั โมง
2. เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ความหลากหลายทางชีวภาพ รายวิชาชีววิทยา 5
รหสั วิชา ว33245 ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6 ประกอบด้วย
- คาชแ้ี จงเก่ยี วกับเอกสารประกอบการเรียน
- คาแนะนาสาหรบั ครู
- คาแนะนาสาหรบั นกั เรียน
- มาตรฐานการเรียนรู้ / จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ / สาระการเรียนรู้
- แบบทดสอบกอ่ นเรียน / แบบทดสอบหลังเรียน
- ใบความรู้ / ใบงาน / แบบฝกึ หดั
- เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรยี นและหลังเรยี น
- เฉลยใบงาน / แบบฝกึ หัด
ง
คำแนะนำในกำรใช้เอกสำรประกอบกำรเรยี นสำหรบั ครู
เอกสารประกอบการเรียน เร่อื ง ความหลากหลายทางชีวภาพ รายวชิ าชวี วทิ ยา 5 รหสั วชิ า
ว33245 ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 ครูผู้สอนเป็นผู้มีบทบาทสาคัญในการดาเนินการจัดการเรียนรู้ของ
นักเรยี นใหบ้ รรลวุ ตั ถปุ ระสงค์ ครูผู้สอนควรปฏิบตั ิ ดังนี้
1. จัดเตรยี มเอกสารประกอบการเรยี นใหพ้ ร้อมและเพยี งพอสาหรับนักเรียน
2. ใหน้ กั เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรยี น เพ่อื ประเมินความรู้เดิมของนกั เรยี น
3. แจ้งจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรูส้ ูต่ ัวชี้วดั ใหน้ ักเรยี นทราบ
4. แจกเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ความหลากหลายทางชีวภาพ ให้นักเรียน
ศกึ ษาและแนะนาวิธใี ช้เอกสารประกอบการเรียนเพอื่ นกั เรียนจะได้ปฏิบัตไิ ดอ้ ยา่ งถูกต้อง
5. ดาเนินการสอนตามกิจกรรมการเรียนร้ทู ี่กาหนดไว้ในแผนการจดั การเรยี นรู้
6. หากมีนักเรยี นบางคนเรียนไมท่ ัน ครูควรใหค้ าแนะนา หรืออาจมอบหมายงาน
หรอื เอกสารใหศ้ ึกษาเพ่มิ เติมในเวลาวา่ ง
7. หลังจากนักเรียนศึกษาเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ความหลากหลายทาง
ชวี ภาพ เรยี บรอ้ ยแล้ว ครูและนักเรียนควรช่วยกันสรุป พร้อมทั้งใหน้ ักเรยี นทาแบบฝึกหดั และทา
แบบทดสอบหลงั เรยี น
8. ครูเฉลยแบบฝึกหัด แบบทดสอบก่อนเรียน - หลังเรียน และบนั ทึกคะแนนของ
นกั เรียนแตล่ ะคนไว้ เพอื่ ประเมนิ การพฒั นาและความกา้ วหน้า หากมนี กั เรียนไม่ผ่านเกณฑค์ รคู วร
จดั สอนซ่อมเสริม
9. ครสู งั เกตความตั้งใจของนักเรียน ความสนใจในการเรียน การทางานร่วมกันเป็น
กลมุ่ ของนกั เรียนทุกกลุ่มอยา่ งใกลช้ ิด ถา้ กลุ่มใดมีปัญหาครูทาหนา้ ท่ีให้คาแนะนา
10.การตรวจนับคะแนนแบบทดสอบหลังเรียน ตอบถูกได้คะแนนข้อละ 1 คะแนน
โดยใชเ้ กณฑก์ ารผา่ นร้อยละ 80 ถ้านกั เรียนทาคะแนนได้นอ้ ยกวา่ ร้อยละ 80 ควรจดั ใหม้ ีการสอน
ซอ่ มเสรมิ
จ
คำแนะนำในกำรใชเ้ อกสำรประกอบกำรเรียนสำหรบั นักเรยี น
ในการศึกษาเอกสารประกอบการเรียน เร่ือง ความหลากหลายทางชีวภาพ รายวิชา
ชีววิทยา 5 รหัสวิชา ว33245 ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 เล่มท่ี 3 เรื่อง กาเนิดของชีวิต นักเรียนควร
ปฏบิ ัตติ ามคาแนะนา ดังน้ี
1. อ่านคาชี้แจงเก่ียวกับเอกสารประกอบการเรียนและคาแนะนาสาหรับนักเรียนให้
เขา้ ใจก่อนทีจ่ ะลงมอื ศกึ ษาเอกสารประกอบการเรียน เรือ่ ง ความหลากหลายของสิ่งมชี วี ิต
2. นักเรียนศึกษาสาระ/มาตรฐานการเรยี นรู้ ผลการเรียนรู้ สาระสาคัญ จดุ ประสงค์
การเรยี นรูข้ องเร่ืองท่เี รียนให้เขา้ ใจ
3. ทาแบบทดสอบก่อนเรียน จานวน 10 ข้อ โดยใช้เวลา 10 นาที เพื่อประเมิน
ความรู้เดิมของนักเรยี น
4. ศึกษาเอกสารประกอบการเรียนจากใบความรู้ที่ครูจัดเตรียมไว้ด้วยความตั้งใจ
โดยปฏบิ ตั ิตามข้ันตอนที่กาหนดไวใ้ นกรอบคาสัง่
5. เม่ือนักเรยี นศึกษาสาระการเรียนร้เู สร็จเรียบร้อย ให้นักเรียนทาแบบฝึกหัดที่ครู
จัดเตรียมไว้ หากนักเรียนไม่เข้าใจสาระการเรียนรู้ใดให้กลับไปศึกษาอีกครั้ง และให้นักเรียน
ปฏบิ ตั ติ ามขนั้ ตอนเพ่ือให้เกิดความเขา้ ใจมากยิ่งข้ึน
6. ทาแบบทดสอบหลังเรียน เพ่ือเปรียบเทียบความก้าวหน้าในการเรียนของ
นักเรยี น
7. นักเรียนศึกษาและทากิจกรรมร่วมกับครูหรือร่วมกับกลุ่มตามที่กาหนดไว้ใน
แบบฝึกหดั และใบงาน
8. นักเรียนควรมีความซ่ือสัตย์และวินัยในการทากิจกรรมการเรียนรู้ที่กาหนดไว้ใน
เอกสารประกอบการเรียน
9. ในการทาแบบฝึกหัด แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนให้นักเรียนทาด้วย
ความตั้งใจและมีความซื่อสัตย์ต่อตนเองให้มากที่สุด โดยไม่ดูเฉลยก่อนทาแบบฝึกหัดและ
แบบทดสอบ
ฉ
แผนภูมลิ ำดบั ขน้ั กำรใช้เอกสำรประกอบกำรเรยี น
อา่ นคาชแ้ี จงและคาแนะนาในการใช้เอกสารประกอบการเรยี น
ศกึ ษาจุดประสงคก์ ารเรียนรูส้ ตู่ วั ชี้วัด เสรมิ พน้ื ฐาน
ทดสอบก่อนเรียน ผ้มู ีพน้ื ฐาน
ศกึ ษาบทเรียนและฝึกปฏบิ ตั ติ ามขัน้ ตอน ตา่
ประเมนิ ผลการทาเอกสารประกอบการเรียน
ไม่ผา่ น ทดสอบหลังเรยี น
การทดสอบ ผา่ นการทดสอบ
c[ศึกษาเอกสารประกอบการเรยี นเรื่องตอ่ ไป
ลำดับขนั้ กำรใช้เอกสำรประกอบกำรเรยี น เรอ่ื ง ควำมหลำกหลำยทำงชวี ภำพ
เลม่ ที่ 3 กำเนิดของชวี ิต
1
สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้
สาระท่ี 1 สิ่งมีชวี ิตกบั กระบวนการดารงชีวติ มาตรฐาน
มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้เทคโนโลยีชีวภาพท่ีมีผลต่อมนุษย์
และสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารส่ิงที่เรียนรู้และนา
ความรู้ไปใช้ประโยชน์
ผลการเรียนรู้
สืบคน้ ข้อมูล ทดลอง อธิบาย อภปิ รายและวิเคราะหส์ ภาพปญั หาเก่ียวกับความหลากหลาย
ทางชีวภาพ การศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ กาเนิดของชีวิต อาณาจักรของส่ิงมีชีวิต ความ
หลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทย
จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. สารวจตรวจสอบ สืบค้นข้อมูล อภิปรายและอธิบายการศึกษาความหลากหลายทาง
ชวี ภาพ การจัดหมวดหมู่ของส่ิงมีชีวติ การตั้งช่ือของสงิ่ มีชวี ิต พร้อมทงั้ ระบุเกณฑ์ท่ใี ช้ในการจาแนก
กลุ่มของส่ิงมชี วี ติ
2. สืบค้นข้อมูล สารวจตรวจสอบ อภปิ รายและสรุปลักษณะของ ทีเ่ หมือนและแตกต่างกัน
ของส่ิงมชี วี ติ ในอาณาจักรต่างๆ
3. สบื ค้นข้อมูล อภิปรายและอธิบายกาเนดิ ของส่งิ มชี ีวิต
4. สืบค้นข้อมูล อภิปรายและอธิบายกาเนิดของเซลล์โพรคาริโอต เซลล์ยูคาริโอตและ
ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งเซลล์โพรคาริโอตและเซลล์ยูคาริโอต
สาระสาคัญ
กาเนิดชีวติ จากสิ่งไรช้ ีวิต (องั กฤษ: Abiogenesis) เป็นสมมติฐานเก่ียวกับกระบวนการทาง
ธรรมชาติเกี่ยวกบั การกาเนิดของส่ิงมีชีวติ จากสิ่งไมม่ ีชีวิตบนโลก เชน่ ปลาเกดิ จากดินโคลนในแมน่ ้า
ลาคลอง โดยสมมติฐานนี้ตั้งแต่สมัยอรสิ โตเติล[1] ซึ่งฟรานเซสโก เรดิ และหลยุ ส์ ปาสเตอร์ ไดพ้ ิสจู น์
ว่าสงิ่ มชี วี ติ ไม่สามารถเกดิ จากสง่ิ ไม่มีชวี ิต สมมตฐิ านจงึ ไมเ่ ปน็ ท่ยี อมรบั
2
ส่ิงมีชีวิตเกิดขึ้นมาได้อย่างไรไม่มีนักวิทยาศาสตร์ท่านใดสามารถพิสูจน์ ได้อย่างชัดเจน
มีเพียงสมมติฐานเกี่ยวกับการกาเนิดของสิ่งมีชีวิตเท่าน้ันซึ่งนักวิทยาศาสตร์ในอดีตหลายท่าน
ตั้งสมมตฐิ านเพ่ืออธบิ ายถงึ กาเนิดของสง่ิ มีชีวติ ชนิดแรกบนโลก
ส่ิงมีชีวิตมกี าเนดิ มาบนโลกนเ้ี มอ่ื ไร และเกิดขนึ้ ไดอ้ ย่างไร เปน็ ความอยากรขู้ องมนษุ ย์มานาน
แล้ว ในสมยั โบราณ มีความเช่ือวา่ สิง่ มีชวี ิตมีกาเนิดมาจากพระเจา้ สร้างขึ้น บ้างก็เช่ือว่า ชีวิตเกดิ ข้ึน
เองโดยธรรมชาติ แล้วเปลี่ยนแปลงมาเป็นสิ่งมีชีวิตตามทฤษฎีการเกิดเองโดยธรรมช าติ
(Spontaneous theory) ซึ่งมีนักปราชญ์สมัยก่อนๆ สนับสนุนแนวคิดนี้ เช่น ทาเลส (Thales)
อนาซแิ มนเดอร์ (Anaximader) หรอื Aristotle เปน็ ต้น
กาเนิดของเซลลโ์ พคาริโอต จากหลกั ฐานของซากดกึ ดาบรรพเ์ ริม่ พบรอ่ งรอยของสง่ิ มีชีวิต
เ มื่ อ ป ร ะ ม า ณ 3,500ล้ า น ปี ที่ ผ่ า น ม า แ ล ะ มี วิ วั ฒ น า ก า ร เ ป็ น สิ่ ง มี ชี วิ ต จ า น ว น ม า ก ใ น ปั จ จุ บั น
นกั วิทยาศาสตรส์ ันนษิ ฐานว่าสง่ิ มชี วี ิตที่มีวิวัฒนาการมาจากเซลล์เรมิ่ แรก นา่ จะเป็นสิ่งมชี ีวิตที่มเี ซลล์
โพคาริโอต เช่นแบคทีเรียเนื่องจากบรรยากาศของโลกในยุคนั้นมีออกซิเจนเพียงเล็กน้อยดังนั้น
ส่ิงมีชีวิตที่พบน่าจะดารงชีวิตแบบไม่ใช้ออกซิเจนและไม่สามารถสร้างอาหารขึ้นเองได้และมี
วิวฒั นาการต่อมาเป็นสงิ่ มีชวี ิตทีด่ ารงโดยการสรา้ งอาหารเอง ได้ดว้ ยกระบวนการสังเคราะห์ทางเคมี
เช่นเดียวกับอาเคียร์แบคทีเรียในปัจจุบันต่อมาเร่มิ มีวิวัฒนาการของแบคทีเรียที่สังเคราะห์ด้วยแสง
จากโมเลกุลของน้าและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ทาให้ปริมาณของแก๊สออกซิเจนในบรรยากาศเพิ่ม
สูงข้ึนอย่างมาก และเป็นปัจจัยท่ีเอื้อต่อการเกิดวิวัฒนาการเป็นส่ิงมีชีวิตท่ีมีเซลล์ยูคาริ โอตใน
ปัจจบุ นั สิ่งท่ีน่าสงสัยคือ เซลลย์ คู ารโิ อตถือกาเนดิ มาได้อยา่ งไร
กาเนิดของเซลล์ยคู ารโิ อต นักเรียนทราบมาแล้ววา่ ลักษณะท่เี ด่นชัดของเซลล์ยูคารโิ อตคือ
มีสารพันธุกรรมอยู่ในนิวเคลียส ซ่ึงแตกต่างจากเซลล์โพรคาริโอตท่ีสารพันธุกรรมแขวนลอยในไซ
โทพลาซึมนอกจากนี้ในเซลล์ยูคาริโอตยังพบโครงสร้างอ่ืนๆที่สาคัญ เช่น ไมโทคอนเดรีย คลอโรพ
ลาสตเ์ อนโด พลาสมกิ เรติคูลมั โครงสร้างท่ีซบั ซ้อนของเซลลย์ ูคารโิ อตเหล่าน้ีกาเนิดมาจากโครงสรา้ ง
อย่างงา่ ยของเซลลโ์ พรคาริโอตได้อยา่ งไร
3
แบบทดสอบก่อนเรียน เร่อื ง กาเนิดชวี ติ
ช้นั มธั ยมศกึ ศสาปีท่ี 6
บทที่ 20 ความหลากหลายทางชวี ภาพ
รายวิชาชีวิวทิ ยา 5 (ว33245)
คาช้ีแจง 1. แบบทดสอบฉบับนี้ จานวน 10 ขอ้ คะแนนเต็ม 10 คะแนน เวลาท่ีใช้ 10 นาที
2. จงเลอื กคาตอบทถี่ ูกต้องท่ีสดุ แล้วเขยี นเครอื่ งหมาย ลงในกระดาษคาตอบ
1. ขอ้ สนั นษิ ฐานเก่ียวกบั การกาเนดิ ของสิง่ มีชวี ติ ข้อใดไมถ่ ูกต้อง
ก. สงิ่ มชี ีวติ กาเนิดมาจากสิง่ มชี ีวติ รุน่ กอ่ นทเ่ี ปน็ ชนิด เดียวกัน
ข. โมเลกุลของสารอนิ ทรียเ์ กิดก่อนทีส่ ิ่งมีชีวิตแรกสุด จะเกิดขึน้
ค. สิง่ มีชีวติ พวกเอเทอโรทรอฟและออโตทรอฟมวี ิวฒั นาการมาจากสงิ่ มีชวี ติ ต่างๆสืบต่อกัน
มาถึงสง่ิ มชี วี ติ ปัจจุบนั
ง. สง่ิ มีชีวติ ที่เกิดขน้ึ มีการดารงชพี เปน็ เฮเทอโรทรอฟหายใจแบบไมใ่ ช้ออกซเิ จน
2. ทฤษฏวี ิวัฒนาการของดาร์วนิ มหี ลกั การท่สี าคญั เร่ืองใด
ก. หลักการใชแ้ ละไมใ่ ช้อวัยวะ
ข. หลักการคดั เลอื กโดยธรรมชาติ
ค. หลักการผนั แปรของกรรมพันธุ์
ง. การถา่ ยทอดลกั ษณะทไี่ ด้จากการฝกึ ฝน
3. หลกั ฐานในขอ้ ใดสนบั สนุนกฎแห่งการใชแ้ ละไม่ใช้ของลามาร์ค
ก. ในผชู้ ายไม่ต้องใหน้ มลกู จึงไม่มตี ่อมน้านม
ข. ค้างคาวรบั ฟงั เสียงดว้ ยระบบโซนาร์จงึ ไม่มีใบหู
ค. นกั กีฬาว่ายน้าฝกึ มาตง้ั แต่เดก็ เม่อื โตขน้ึ จะไหล่กวา้ ง
ง. กิ้งกือต้องการเดินเรว็ กว่าตะขาบจึงมีขามากกว่าตะขาบ
4. การเกดิ สปีชสี ์ใหมม่ สี าเหตมุ าจากการผา่ เหล่า เปน็ แนวคิดของนักวทิ ยาศาสตร์ท่านใด
ก. ลามาร์ก
ข. ดาร์วิน
ค. เดอฟรสี ์
ง. วอลเลจ
4
5. “เซลล์ของสิ่งมีชีวติ บางชนดิ มลี กั ษณะคลา้ ยคลงึ กัน” เปน็ หลักฐานวิวฒั นาการของส่งิ มชี ีวติ ดา้ นใด
ก. ทางชวี เคมี
ข. ทางพันธุศาสตร์
ค. ซากของส่ิงมชี วี ติ
ง. ทางกายวิภาคเปรยี บเทยี บ
6. ขอ้ ใดเปน็ หลักฐานทางววิ ฒั นาการของสงิ่ มีชวี ติ
ก. สีผิว
ข. เซลล์
ค. เลือด
ง. ซากฟอสซิล
7. นักวิทยาศาสตร์สรปุ วา่ สัตวเ์ ลือ้ ยคลาน สัตวเ์ ล้ยี งลกู ด้วยนม สตั วค์ รึ่งบกครึง่ นา้ และสัตวป์ กี สืบ
เชอื้ สายมา จากบรรพบุรุษรว่ มกัน เนื่องจากใชห้ ลักฐานยนื ยนั ดา้ นใด
ก. พันธุศาสตร์
ข. กายวิภาคศาสตร์
ค. ชวี วิทยาการเจริญ
ง. โครงสรา้ งระดับเซลล์ของสงิ่ มชี วี ติ
8. มนษุ ย์มีววิ ฒั นาการมาจากสัตว์ชนดิ ใด และมีบรรพบรุ ษุ เป็นมนษุ ย์พวกใด
ก. ววิ ฒั นาการจากลงิ มมี นุษย์โฮโมแฮบลิ ิสเปน็ บรรพบรุ ุษ
ข. วิวัฒนาการจากลิง มมี นษุ ยโ์ ฮโมซาเปยี นเปน็ บรรพบรุ ษุ
ค. วิวัฒนาการจากสงิ โต มมี นุษย์โฮโมแฮบลิ ิสเปน็ บรรพบุรษุ
ง. ววิ ฒั นาการจากสงิ โต มมี นษุ ย์โฮโมซาเปียนเปน็ บรรพบุรุษ
9. หลักฐานในขอ้ ใดดีทส่ี ุดทแี่ สดงใหเ้ หน็ ว่าสง่ิ มชี ีวติ 2 ชนดิ มลี าดับววิ ฒั นาการใกลเ้ คยี งกนั
ก. หลักฐานจากซากดึกดาบรรพ์
ข. หลักฐานจากการเปรยี บเทยี บโครงสร้าง
ค. หลักฐานจากการเจริญเติบโตของเอ็มบรโิ อ
ง. หลักฐานจากการศึกษาในระดับโมเลกลุ
5
10. ข้อใดเป็นแนวคิดท่ีสอดคลอ้ งกนั ระหวา่ งทฤษฎวี ิวัฒนาการของลามารค์ กับดารว์ นิ
ก. การปรบั ตวั เปน็ ผลมาจากความสาเรจ็ ในการสืบพันธ์ุท่ีแตกตา่ งกัน
ข. การปรบั ตวั ทางววิ ฒั นาการเปน็ ผลมาจากการมีความสมั พันธร์ ะหวา่ งส่ิงมีชวี ติ กบั
ส่ิงแวดล้อม
ค. ววิ ัฒนาการเปน็ แรงขับใหส้ ง่ิ มชี วี ิตมโี ครงสร้างทีซ่ บั ซ้อนเพมิ่ มากข้นึ
ง. หลักฐานของซากดกึ ดาบรรพข์ องสง่ิ มีชวี ติ สนบั สนุนแนวคดิ วา่ สิง่ มีชวี ติ มวี ิวัฒนาการ
6
ใบความรู้
เร่อื ง กาเนิดของชีวิต
สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นมาได้อย่างไรไม่มีนักวิทยาศาสตร์ท่านใดสามารถพิสูจน์ ได้อย่างชัดเจน มี
เพียงสมมติฐานเกี่ยวกับการกาเนิดของสิ่งมีชีวิตเท่าน้ันซึ่งนักวิทยาศาสตร์ในอดีตหลายท่าน
ตง้ั สมมติฐานเพื่ออธิบายถงึ กาเนิดของสงิ่ มชี ีวิตชนดิ แรกบนโลก
สิ่งมีชีวิตมีกาเนิดมาบนโลกนี้เม่ือไร และเกิดข้ึนได้อย่างไร เป็นความอยากรู้ของมนุษย์
มานานแล้ว ในสมัยโบราณ มีความเชื่อว่าส่ิงมีชีวิตมีกาเนิดมาจากพระเจ้าสร้างขึ้น บ้างก็เช่ือว่า
ชวี ิตเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ แล้วเปลี่ยนแปลงมาเป็นสิ่งมีชีวิตตามทฤษฎีการเกิดเองโดยธรรมชาติ
(Spontaneous theory) ซึ่งมีนักปราชญ์สมัยก่อนๆ สนับสนุนแนวคิดน้ี เช่น ทาเลส (Thales)
อนาซิแมนเดอร์ (Anaximader) หรือ Aristotle เป็นต้น
ในยุคสมัยต่อมา ความรู้และวิทยากรต่าง ๆ เจริญมากขึ้น ความคิดเห็นเก่ียวกับกาเนิดของ
ส่ิงมีชีวิตเริ่มเปล่ียนแปลงไปและขัดแย้งกับความคิดเดิมอยู่บ้างเช่น ฟรานเซลโก เรดิ (Francisco
Redi) หลุย ปลาสเตอร์ (Louise Pasteur) ได้ทดลองโดยออกแบบและสร้างเครื่องมือข้ึนมา
และได้ข้อสรปุ วา่ สง่ิ มีชวี ติ เกิดมาจากสงิ่ มีชวี ติ เสมอ แตก่ ย็ งั ไม่ไดค้ าตอบแนช่ ดั วา่ สง่ิ มชี วี ิตเร่ิมแรกเกิด
ขน้ึ มาไดอ้ ยา่ งไร
ความคดิ ในยุคสมัยปัจจุบนั วทิ ยาศาสตร์ไดเ้ จริญก้าวหนา้ มากขน้ึ โดยเฉพาะความรู้ทางดา้ น
ชวี เคมแี ละอนิ ทรียเ์ คมี แนวคดิ เก่ยี วกับการเกดิ ของสง่ิ มชี วี ิตจงึ เปลย่ี นไปจากเดิม และพยายามพิสจู น์
ให้เห็นไดช้ ดั เจนวา่ สง่ิ มชี วี ิตมกี าเนิดขน้ึ มาไดอ้ ยา่ งไร เช่น
ฮัลเดน (J.B.S. Haldane) 1924, มูทเนอร์ (R. Bentner) และ โอปารนิ (A.I. oparin) บคุ คล
ท้ังสามได้กล่าวทานองเดียวกันว่า สิ่งมีชีวิตประกอบขึ้นด้วยสารอินทรีย์ซ่ึงต้องมีธาตุคาร์บอน ,
ไนโตรเจน, ไฮโดรเจน และออกซิเจนประกอบอยู่ ทาให้เชื่อว่า โลกในสมัยแรกระยะหนึ่งน้ันมภี าวะ
เหมาะสมท่ีทาให้ธาตุทั้ง 4 ชนิดมาประกอบกันได้แล้วกลายเป็นสารประกอบส่วนหนึ่งของส่ิงมีชีวิต
ต่อมาฮาโรล ซี อูเรย์ (Harold C. Urey) และ สแทนสีย์ แอลมิลเลอร์ (Stanley Lo Miller) 1930
และ 1953 ได้พิสูจน์และทดลองให้เห็นว่าสารอินทรีย์เกิดจากสารอนินทรยี ์ โดยเอาไอน้าแอมโมเนีย
มเี ทนและไฮโดรเจน มารวมกันโดยใชก้ ระแสไฟฟ้าช่วยทาให้เกิดเปน็ สารอนิ ทรียป์ ระเภทโปรตีนขนึ้
ค.ศ.1961 เมลวิน เคลวิน (Mellrin Calvin) ได้ทดลองคล้ายกับสแทนลีย์มิลเลอร์โดยผ่าน
รังสีแกมมาเขา้ ไป ปรากฎว่าไดส้ ารประกอบหลายชนดิ ท่ีพบในสิ่งมชี วี ติ จึงลงความเหน็ ว่าอินทรยี ส์ าร
รวมถงึ สิง่ มชี ีวติ อาจเกดิ จาก อนนิ ทรียส์ ารได้
แนวคดิ เก่ยี วกับวิวัฒนาการทางเคมี (chemical evolution) เม่ือพื้นผิวโลกเร่ิมเยน็ ลง การ
รวมกลุ่มของกลุ่มก๊าซและสารต่าง ๆ รอบๆ ผิวโลก ซึ่งประกอบไปด้วยออกซิเจน ไฮโดรเจน
7
ไนโตรเจน คาร์บอนและธาตุหนักอน่ื ๆ เช่น เหล็ก นเิ กิล เงิน ซิลกิ อน และอลูมเิ นียมเปน็ ต้น ซึ่งเป็น
จุดเริ่มต้นของการวิวัฒนาการทางเคมีของโลก เป็นการเปล่ียนแปลงท่ีใช้เวลานับล้านปี สรุปเป็น 6
ระยะดงั น้ี
ระยะที่ 1 การเกิดน้า แอมโมเนีย และมีเทน จากการรวมกันของสารต่างๆ คือ ออกซิเจน
ไฮโดรเจน ไนโตรเจนและคารบ์ อน
ระยะที่ 2 การเกดิ นา้ ตาล กลเี ซอรีน กรดไขมัน กรดอมโิ น ไพรมิ ดิ นี และเพียวริน
ระยะท่ี 3 การเกิดแปง้ โปรตนี ลปิ ิดและกรดนิวคลอี ิค
ระยะท่ี 4 การเกิดนิวคลีโอโปรตีนจากพ้ืนฐานการเกิดสารประกอบดังกล่าว ซึ่งเป็น
องค์ประกอบพ้นื ฐานของสงิ่ มชี วี ติ จงึ ทาให้วิวฒั นาการทางชีวภาพถือกาเนดิ เปน็ ส่งิ มชี ีวิตขึน้
ระยะที่ 5 การเกิดเซลล์ระยะเริ่มแรก และบรรพบุรุษของพืชและสัตว์ ซึ่งมีสมมุติฐานท่ี
อธิบายว่าอินทรีย์สารตา่ ง ๆ ซ่งึ อยอู่ ยา่ งอุดมทงั้ ในทะเลและมหาสมุทรจะมาจับกลุ่มกัน ซึ่ง โอปาริน
เรียกชื่อว่า โคอเซอเวต (CO acervate) ไดอะเซอร์เวตจะมีหน่วยโปรตีนเป็นองค์ประกอบ หน่วย
โปรตนี ที่ละลายน้าจะทาให้เกดิ ประจุไฟฟ้า ซ่งึ พรอ้ มทจี่ ะดึงน้าและอินทรีย์สารอืน่ ๆ มารวมกนั ทา
ให้มีขนาดใหญ่และซับซ้อนข้ึนและแปรสภาพกลายเป็นชีวิตหน่วยแรกขึ้น ซ่ึงต่อมาเรียกว่า เซลล์
(Cell)
ระยะที่ 6 เกิดส่ิงมีชวี ติ ที่เป็นบรรพบุรุษของพชื และสตั วเ์ มือ่ สง่ิ มีชวี ิตเร่มิ เพมิ่ ปริมาณมากขึ้น
ทาให้ต้องกรอาหารและเกลือแร่มากขึ้น จนอาหารและเกลือแร่ที่มีอยู่เดิมอย่างอุดมสมบูรณ์
ไม่เพียงพอต่อความต้องการ เซลล์ท่ีขาดอาหารก็ตายลง ที่เหลือเป็นเซลล์ที่มีความสามารถพิเศษ
ในการปรับตัว (adapt) และนาสิ่งแวดล้อม มาทาให้เกิดประโยชน์ต่อการดารงชีวิต การปรับตัว
มีวิธกี ารต่างๆ กนั อนั เป็นสาเหตใุ หว้ ิถกี ารดารงชีวติ แตกต่างกัน ซงึ่ เปน็ จดุ เรมิ่ ต้นของการววิ ฒั นาการ
ของส่งิ มชี วี ติ มาจนถงึ ปจั จบุ นั
ถึงแม้ว่าสารอินทรีย์ที่เป็นองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตจะเกิดจากวิวัฒ นาการของสารเคมี
แต่ก็ยังมขี ้อสงสยั ว่าสารอินทรยี เ์ หลา่ น้ปี ระกอบขน้ึ เป็นเซลลไ์ ด้อยา่ งไร
ต่อมาซิดนีย์ ฟอกซ์ (Sidney Fox) นักชวี เคมีชาวอเมริกันและคณะ ได้แสดงใหเ้ ห็นว่าเซลล์
เริ่มแรกเกิดจากกรดอะมิโนได้รับความร้อนและมีการรวมกลุ่มกัน ซึ่งมีสมบัติหลายประการ
ที่คล้ายกับเซลล์ของส่ิงมีชีวิต เช่น มีการเจริญเติบโต สามารถเพ่ิมจานวนโดยการแตกหน่อ
และมีกระบวนการเมแทบอลซิ มึ เกิดขนึ้
8
การกาเนิดของชีวิต
แนวคิดในยคุ แรก
โลกมีกาเนิดมาได้ประมาณ 4.5 - 6 พันล้านปแี ลว้ แต่สนั นษิ ฐานวา่ สง่ิ มีชวี ติ เพิ่งเกดิ ข้ึน
เม่ือประมาณ3.3 พนั ล้านปมี าน้ี เนื่องจากพบซากดึกดาบรรพ์ (fossil) ของแบคทีเรียซึ่งนับวา่ มีอายุ
มากที่สดุ ประมาณ 3 พนั ล้านปี
รูปที่ 3.1-รูปท่ี 3.2 ภาพจนิ ตนาการของโลกในยคุ แรกเร่ิม
ทมี่ า https://sites.google.com/site/biologyroom610/biodiversity/biodiversity3
รปู ที่ 3.3 นักวิทยาศาสตรใ์ นยคุ ตา่ ง ๆ
ท่ีมา https://sites.google.com/site/biologyroom610/biodiversity/biodiversity3
9
ต้ังแต่สมัยก่อนคริสตกาลประมาณ 300 - 400 ปีเศษชาวกรีกชื่อเอมเพโดคลีส
(Empedocles) เดโมคริตสุ (Democritus) และอริสโตเติล (Aristotle) ไดม้ ีความคิดเกีย่ วกบั การเกิด
สิ่งมีชีวิตและวิวัฒนาการแต่ขาดส่ิงสนับสนุนการเกิดส่ิงมีชีวิตของโลกได้รับความสนใจจาก
นักวิทยาศาสตร์ในศตวรรษนี้อีก โดยเฉพาะทฤษฎีท่ีว่าส่ิงมีชีวิตเกิดข้ึนได้เอง( spontaneous
generation) ซ่ึงได้กล่าวไ้ว้เมื่อประมาณสองศตวรรษมาแล้วนับต้ังแต่นักปราชญ์ชาวกรีกช่ือ
อริสโตเติลเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตเกิดข้ึนได้เองจากสิ่งไม่มีชีวิต เช่น ยุง หรือหมัด เกิดจากสิ่งเน่าเป่ือย
แมลงวันเกิดจากส่ิงปฏิกูล ทฤษฎีดังกล่าวนี้ยังคงมีอิทธิพลต่อมาอีกช่ัวระยะหน่ึง แม้แต่นิวตัน
(Newton) วิลเล่ียม ฮาร์วีย์ (William Harvey)เดสคาร์ตุส (Descartes)แวน เฮลมอนต์ (Van
Helmont) กย็ งั ยอมรบั ทฤษฎสี ิ่งมชี วี ติ เกิดข้ึนเองได้
แนวคิดในศตวรรษท่ี 17 และการทดลองของฟรานเซสโก เรดิ
ประมาณคริสต์ศตวรรษท่ี 17 ฟรานเซสโก เรดิ (Francesco Redi) แพทย์ชาวอิ
ตาเลียนได้พสิ ูจนใ์ ห้เหน็ วา่ เมือ่ ปิดภาชนะใส่เนื้อไม่ใหแ้ มลงวนั เข้าไปได้ไม่ปรากฏว่ามีหนอนเกดิ ขึน้ ใน
เน้ือที่เน่าน้ัน ในศตวรรษต่อมาพระชาวอิตาเลียนชื่อ ลาซซาโร สปาลลันซานี ( Lazzaro
Spallanzani) ได้แสดงใหเ้ ห็นว่าน้าต้มเนื้อเม่ือปดิ ผนึกใหด้ ไี ม่ใหอ้ ากาศผ่านเข้าไดห้ ลังจากนึ่งตม้ แล้ว
ปรากฏวา่ ไมม่ ีจุลินทรยี ์เลยและไม่เน่าอกี ด้วย แตเ่ มื่อเปิดใหอ้ ากาศเข้าไป น้าตม้ เนือ้ นนั้ เกิดเนา่ เสยี แต่
เขากไ็ ม่สามารถอธิบายไดว้ า่ อะไรเป็นสาเหตุ
รูปที่ 3.4 เรดิ และ สปาลลนั ซานี
ทม่ี า https://sites.google.com/site/biologyroom610/biodiversity/biodiversity3
10
รปู ท่ี 3.5 การทดลองของสปาลลันซานี
ท่มี า https://sites.google.com/site/biologyroom610/biodiversity/biodiversity3
การทดลองของหลยุ ส์ ปาสเตอร์
ในปี ค.ศ. 1860 หลุย ปาสเตอร์ (Louis Pasteur) ชาวฝรั่งเศสไ้ด้ดัดแปลงการทดลอง
ของสปาลลนั ซานีโดยมีอุปกรณ์เป็นรูปตัว S ปลายดา้ นหน่ึงบรรจุนา้ ต้มเนอ้ื ปลายอีกด้านหน่ึงเปดิ ให้
อากาศผา่ นเข้าได้ เขาไ้ด้พิสูจน์ว่าเมื่ออากาศท่ีผ่านเข้าไปในปลายอีกข้างหนง่ึ ปราศจากเช้ือจุลินทรีย์
โดยที่เชื้อจุลนิ ทรยี ์หรือเศษผงจะถูกดักอยตู่ รงข้องอรูปตัว S น้ีอากาศที่เข้าไปถงึ นา้ ตม้ เนอื้ จงึ บริสุทธ์ิ
น้าตม้ เนอื้ ก็ไม่เน่าเปอ่ื ยซึง่ การทดลองนี้ไ้ดค้ ัดค้านทฤษฎีการเกดิ ข้ึนได้เองโดยสนิ้ เชิง
รูปที่ 3.6 การทดลองของหลยุ ส์ ปาสเตอร์
ท่ีมา https://sites.google.com/site/biologyroom610/biodiversity/biodiversity3
11
ทฤษฎกี าเนิดชวี ติ ของโอเปรนิ
รูปที่ 3.7
ทม่ี า https://sites.google.com/site/biologyroom610/biodiversity/biodiversity3
ต่อมาปี ค.ศ. 1936 นกั วทิ ยาศาสตร์ชาวรสั เซีย ชื่อ เอ. ไอ. โอเปริน (A.I.Oparin)ได้เขียน
บทความเป็นภาษารัสเซียเร่ือง "The Origin ofLife" อีกห้าปีต่อมานักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ช่ือ
เจ. บี. เอส. ฮัลเดน (J.B.S.Haldane) ได้พิมพ์บทความแสดงความคิดของเขาในวารสาร The
Rational Annual ท้ังโอปารินและฮัลเดนได้เสนอแนวความคิดคล้ายคลึงกันกล่าวว่า หลังจากเกิด
โลกแล้วบรรยากาศมีธาตอุ อกซิเจนน้อยหรอื ไม่มเี ลยสว่ นมากเปน็ ไอน้า แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และ
ไนโตรเจนมีแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์ มีเทน และแอมโมเนียบ้างเล็กน้อย ในมหาสมุทรอาจมีแก๊ส
คาร์บอนไดออกไซด์ แอมโมเนีย มีเทน และไฮโดรเจนไซยาไนด์ซ่ึงต่างก็มีสถานะเป็นแก๊สที่อุณหภูมิ
ซง่ึ นา้ เป็นของเหลวละลายอยู่ นอกจากน้ีในมหาสมทุ รยังมีสารประกอบอืน่ ๆ ของพวกโลหะคลอไรด์
สารประกอบฟอสฟอรัส เกลือและแรธ่ าตุต่างๆ สะสมอยู่แม้แตเ่ ดิมจะไม่มีก็ตาม แต่เนื่องจากแม่น้า
กัดเซาะด้านข้างของภูเขาออกไป รวมท้ังมีคล่ืนกระทบฝ่ังด้วยกาลังแรง ทาให้ปริมาณเกลือและแร่
ธาตตุ า่ งๆ ในมหาสมุทรเพมิ่ ขนึ้ เร่ือยๆ นอกจากนลี้ าวาใตท้ ะเลทีร่ ะเบิดออกมายงั อาจช่วยเพม่ิ ปริมาณ
ของเกลือแร่ของน้าในมหาสมุทรได้ ความเค็มของเกลือจงึ เพิ่มข้นึ เรือ่ ยๆ ตามลาดับ
การเกิดของน้าท่ีเป็นส่วนของบรรยากาศแรกเร่ิมและเกลือแร่หลายชนิดในรูปของ
สารละลายเป็นกุญแจสาคัญท่ีนาไปสู่การกาเนิดของส่ิงมีชีวิต เนื่องจากน้าเป็นส่ิงท่ีจาเป็นที่สุดของ
สง่ิ มชี ีวติ ท้ังในอดีตและปัจจุบัน เป็นท่ีทราบกนั ดีว่าน้าเป็นตัวทาละลายที่ดที ่ีสุด มีสมบตั ิเป็นตัวกลาง
ของปฏิกิรยิ าเคมไี ดอ้ ยา่ งวิเศษ นอกจากนย้ี งั เป็นแหลง่ สาคัญของไฮโดรเจนและออกซเิ จนอกี ดว้ ย
12
ด้วยเหตุผลดังกล่าวน้าในมหาสมุทรจึงน่าจะก่อให้เกิดสิ่งมีชีวติ ได้ ถึงแม้ว่าชั้นของเมฆท่ี
หนาจะป้องกันไม่ให้แสงอาทิตย์ส่องถึงโลกครั้งแรก เป็นผลให้โลกมืดมากเป็นเวลานาน แต่รังสีอุล
ตราไวโอเลต รังสีเอกซ์ และอื่นๆทีม่ ีพลังงานสูงของดวงอาทิตย์ยังสามารถผ่านเมฆได้และทาให้เกิด
พลงั งานทจี่ าเป็นสาหรับปฏิกริ ยิ าระหว่างมเี ทน แอมโมเนยี ไฮโดรเจนไซยาไนดแ์ ละน้า
แหล่งพลังงานที่สอง ได้แก่ ประจุไฟฟา้ ที่เกดิ ต่อเน่ืองกนั ในบรรยากาศของเมฆและพายุ
ฝนแสงทาให้เกิดปฏกิ ิริยาเคมีได้เช่นเดียวกับรังสีจากดวงอาทิตย์ พลงั งานจากแหล่งท้ังสองจะทาให้
โมเลกลุ ของแก๊สเกิดปฏิกริ ยิ าเคมีโดยตรงเชน่ ที่ยังเกดิ อยู่ในปัจจบุ ัน ผลผลติ ท่ีเกิดจากปฏิกริ ยิ าเคมใี น
อากาศจะถกู ฝนชะลา้ งลงในทะเล ปฏกิ ิริยาเหลา่ น้ีอาจเกดิ ในนา้ ทมี่ มี เี ทนและสารอนื่ ๆ ละลายอยู่
การทดลองของมลิ เลอร์
เน่ืองจากกรดอะมิโนเป็นองคป์ ระกอบหลักของโปรตีน ดังน้นั ผลการทดลองดังกล่าวน้ี
จึงเป็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการกาเนิดของชีวิตในโลก หลังจากที่มิลเลอร์ประสบความสาเร็จดังกล่าว
ตอ่ มาก็ได้มีการสังเคราะห์กรดอะมิโนหลายชนิดขึน้ อีก โดยส่วนประกอบของแก๊สต่างๆ ไดร้ ับประจุ
ไฟฟ้าหรือรังสีอุลตราไวโอเลตและความร้อน จึงเป็นการยืนยันว่ากรดอะมิโนสามารถเกิดขึ้นได้โดย
กระบวนการต่างๆ ตัง้ แตส่ มัยกอ่ นที่จะมีส่ิงมีชวี ิตอบุ ตั ิขน้ึ ในโลก ในสภาพที่เหมาะสมกรดอะมิโนกก็ ่อ
ตัวเป็นเส้นยาวลักษณะคล้ายโปรตีน เรียก โปรตีนอยด์ (protenoid) เม่ือโลกค่อยๆ เย็นลงสาร
โปรตีนอยด์ก็เกิดขึ้นมากมายมีรูปร่างค่อนข้างกลมขนาดเล็กซ่ึงปรากฏการณ์ เช่น นี้อาจเกิดข้ึนใน
สมยั ก่อนประวัตศิ าสตรโ์ ลก เพราะว่าในบรรยากาศมีแก๊สมเี ทนไฮโดรเจน และ ไอน้าเมือ่ ถูกรังสตี ่างๆ
หรือประจุไฟฟ้าจากฟ้าแลบก็จะทาใหเ้ กิดสารประกอบอินทรยี ์ตา่ งๆ รวมทั้งกรดอะมิโน
การค้นพบการสังเคราะห์กรดอะมิโนนับเป็นปัจจัยสาคัญในการเกิดสารประกอบพวก
โปรตนี ซ่งึ เป็นองค์ประกอบทส่ี าคญั ในสิง่ มชี วี ิตได้กาเนดิ ข้นึ ในโลกครง้ั แรกเม่อื ประมาณ 3,000 ลา้ นปี
มาแล้ว
ต่อมามีการทดลองในทานองเดียวกันนี้ โดยใช้แหล่งพลังงานต่างๆ กันไปปรากฏว่า
ได้ผลคลา้ ยคลึงกันทาใหค้ าดว่าคร้ังหนึ่งนานมาแล้ว ในโลกเราน้ีมีสารเคมีทม่ี ีโครงสร้างซับซ้อนของ
สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นได้เองจากสารเคมีท่ีมีอยู่ในบรรยากาศขณะน้ัน ซ่ึงเหมือนกับท่ีนักวิทยาศาสตร์ได้
ทดลองทาใหเ้ กิดข้ึนในห้องปฏิบัตกิ ารแต่ในสภาพความเป็นจรงิ ในปัจจบุ ันสภาพบรรยากาศที่เตม็ ไป
ด้วยแก๊ส อิสระมากมายต่างไปจากอดีต สารอินทรีย์สามารถทาปฏิกิริยากับออกซิเจนเกิดการ
สลายตัว การทสี่ ภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปการเกดิ ส่ิงมีชีวิตที่มีลักษณะคล้ายสิ่งมชี ีวิตเริ่มแรกจึง
ไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีก สิ่งมีชีวิตรุ่นต่อมาจึงกาเนิดจากส่ิงมีชีวิตที่กาเนิดมาก่อนหรือกล่าวได้ว่า
“สงิ่ มีชีวิตตอ้ งเกดิ จากสงิ่ มชี วี ติ ดว้ ยกัน”
13
รปู ท่ี 3.8 การทดลองของมลิ เลอร์
ท่ีมา https://sites.google.com/site/biologyroom610/biodiversity/biodiversity3
ส่ิงมีชีวิตเกิดข้ึนได้มาอย่างไรนั้น ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์ท่านใดสามารถพิสูจน์ได้อย่าง
ชัดเจน มีเพียงสมมุติฐานเก่ียวกับกาเนิดของส่ิงมีชีวิตเท่านั้นนักวิทยาศาสตร์ในอดีตหลายท่านได้
ตัง้ สมมติฐานถึงกาเนดิ ของส่ิงมีชวี ิตชนดิ แรกบนโลก โดยเชอื่ กนั วา่ สง่ิ มีชีวติ สามารถกาเนิดขึ้นเองได้
จากส่งิ ไม่มีชีวิตซึ่งเป็น อิทธิพลของความเชอ่ื ทางศาสนา ตอ่ มาหลุยส์พาสเตอร์(LouisPasteur)ไดท้ า
การวิจัยและพสิ ูจน์ไดว้ ่าสงิ่ มีชีวติ กาเนิดมาจากสิ่งมีชีวิตเท่านน้ั ทาให้เกิดข้อสงสยั ว่า ส่ิงมีชีวติ แรกเริ่ม
ของโลกถือกาเนิดมาได้อย่างไรในปี พ.ศ.2467 นักชีวเคมีชาวรัสเซีย เอ ไอ โอพาริน (A.L.Oparin)
ได้เสนอแนวคิดว่า สิ่งมีชีวิตไม่สามารถเกิดได้ข้ึนเองในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงข้ันตอนเดียว แต่ต้องใช้
เวลานานมากโดยกระบวนการวิวัฒนาการทางเคมีอย่างช้าๆ เป็นการสังเคราะห์สารอินทรีย์จาก
โมเลกุลง่ายๆ เป็นโมเลกลุ ท่ีซบั ซอ้ น แนวคดิ กาเนิดของชีวิตบนพื้นผวิ โลกของโอพารินมีขั้นตอนตา่ งๆ
ดงั นี้
14
รูปท่ี 3.9
ทม่ี า https://sites.google.com/site/biologyroom610/biodiversity/biodiversity3
จากแนวคิดของโอพารินนักวิทยาศาสตร์ได้สันนิษฐานว่ากรดนิวคลิอิกชนิดแรกท่ี เกิดขึ้น
คือ RNAเนื่องจาก RNA ทาหน้าท่ีได้สองอย่างคือ เป็นสารพันธุกรรมและเอนไซม์ในปฏิกิริยาต่างๆ
ของกระบวนการเมแทบอลิซึม เม่ือ RNA มีวิวัฒนาการขึ้นมาแล้วการสังเคราะห์ DNA จึงเกิดขึ้น
ภายหลงั นักเรยี นไดท้ ราบมาแล้ววา่ โครงสร้างของ DNA จงึ ประกอบดว้ ยพอลนิ วิ คลโี อไทด์ 2 สายพัน
กันเป็นเกลียวทาให้ DNAมีโครงสร้างโมเลกุลที่แข็งแรงกว่า RNA ซ่ึงเป็นพอลินิวคลีโอไทด์ 1 สาย
นอกจากนี้ DNA ยงั มีกลไกลในการแก้ไขหรือตรวจสอบความถูกตอ้ ง ขณะที่มีการจาลอง DNA (DNA
replication) ทาให้มีมิวเทชั่นน้อยกว่า RNAจึงมีโอกาสอยู่รอดได้มากว่า ดังนั้นการคัดเลือกโดย
ธรรมชาตินอกจากจะเกิดขน้ึ ในระดับของสิง่ มชี วี ิตแลว้ ยงั เกดิ ขึ้นในระดับโมเลกลุ ด้วย
ในปี พ.ศ. 2496 สแตนเลย์ มิลเลอร์ (Stanley Miller) ได้ทาการทดลองเพื่อพิสูจน์แนวคิด
ของโอพาริน โดยแสดงให้เห็นว่าสารประกอบอย่างง่ายของสิ่งมีชีวิต เข่น กรดอะมิโน กรดอินทรีย์
ชนิดอ่ืนรวมท้ังสารอินทรีย์ เช่น ยูเรีย สามารถเกิดขึ้นได้ภายในชุดการทดลองที่คาดว่าเป็นสภาวะ
ของโลกในระยะเวลานนั้ คือไมม่ อี อกซเิ จน แต่มีแกส๊ มีเทน แอมโมเนียม น้าและแก๊สไฮโดรเจน โดยมี
แหล่งพลงั งานจากไฟฟา้
15
รูปท่ี 3.10
ที่มา https://sites.google.com/site/biologyroom610/biodiversity/biodiversity3
นอกจากนยี้ งั มนี ักวิทยาศาสตร์อีกหลายท่านท่ีทาการทดลองคลา้ ยกบั มลิ เลอร์ โดยใชส้ ารต้ัง
ต้นและพลังงานอย่างอ่ืน เช่นสารกัมมันตรังสีรังสีอัลตร้าไวโอเลตพบว่าได้ผลเช่นเดียวกันและเกิด
เบสพิวรีนและไพริมิดีนอีกด้วยเมื่อสารอินทรีย์โมเลกุลใหญ่เกิดข้ึนได้ตามแนวคิดของโอพาริน แล้ว
สารอินทรีย์เหล้าน้ีจะประกอบเป็นเซลล์เร่ิมแรกได้อย่างไรต่อมาซิดนีย์ ฟอกซ์ (Sidney Fox) นัก
ชวี เคมีชาวอเมริกันและคณะได้แสดงให้เหน็ ว่า เซลล์เร่มิ แรกเกิดจากกรดอะมิโนได้รับความร้อนและ
มีการรวมกลุ่มกัน ซ่ึงมีคุณสมบัติหลายประการท่ีคล้ายกันกับเซลล์ของสิ่งมีชีวิต เช่น การมีการ
เจริญเติบโต สามารถเพม่ิ จานวนโดยการแตกหนอ่ และมีกระบวนการเมแทบอลซิ มึ เกิดข้ึนเป็นต้น
กาเนิดของเซลลโ์ พรคาริโอต และ เซลลย์ ูคาริโอต
จากแนวความคดิ ของนกั วิทยาศาสตร์เกี่ยวกบั กาเนิด ของสงิ่ มีชวี ิต ซ่งึ เป็นทีย่ อมรบั มากที่สุด
ในปัจจุบันก็คือ สิ่งมีชีวิตกาเนิดมาจากวิวัฒนาการของสารเคมี โดยเซลล์เร่ิมต้นเกิดจากโปรตีนท่ี
ได้รับความร้อนแล้วรวมตัวกันกลายเป็นเซลล์อย่างง่ายและเซลล์เร่ิมต้นท่ีเกิดขึ้น คือเซลล์แบบ
โพรคารโิ อต (Prokaryotic cell) ซ่ึงปจั จุบันหลงเหลอื อยเู่ พยี งสิง่ มชี วี ติ กลมุ่ เดยี วคือแบคทีเรีย
16
ลักษณะสาคัญของเซลล์โพรคาริโอตคือ ในเซลล์ไม่พบนิวเคลียส พบเพียงสารพันธุกรรม
ท่ีเกาะกลุ่มกัน เรียกว่านิวคลีออยด์ (Nucleoid) ภายในเซลล์ไม่พบออร์กาแนลล์ท่ีมีเยื่อหุ้ม ทุก
ประเภท (เช่น RER, SER Golgi body ,Lysosome, Vacuole, Mitochondria, Chloroplast) พบ
เพยี งไรโบโซมขนาด 70s มีผนังเซลล์ที่มีองคป์ ระกอบแตกต่างจากพืช และพบเยอ่ื หุ้มเซลล์ โดยเซลล์
จะมขี นาดเลก็ กวา่ เซลล์พชื และเซลลส์ ตั วซ์ ึ่งเป็นเซลลท์ ีพ่ บในปจั จบุ นั มาก
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสิ่งมีชีวิตพวกโพรคาริโอตในยุคเร่ิมแรกมีการดารงชีวิตอย่าง
หลากหลายเนอื่ งโลกในยคุ น้นั มีการเปลีย่ นแปลงอยูเ่ สมอ และพวกโพรคาริโอตนเี้ องทเ่ี ป็นสว่ นสาคัญ
ท่ีทาให้บรรยากาศบนโลกมีปริมาณก๊าซออกซิเจนเพิ่มมากข้ึนเนื่องจากบางชนิดสามารถสังเคราะห์
แสงและปล่อยกา๊ ซออกซิเจนออกมาได้ เชน่ สาหรา่ ยสเี ขียวแกมน้าเงิน (Blue green algae)
รปู ที่ 3.11 ววิ ฒั นาการของเซลล์โพรคาริโอต มาเปน็ เซลล์ยคู ารโิ อต
ที่มา http://www.slideshare.net
เม่ือโลกมีปริมาณก๊าซออกซิเจนเพ่ิมมากขึ้นทาให้เซลล์โพรคาริโอตมีการวิวัฒนาการมาเป็น
เซลล์ยูคาริโอต (Eukaryotic cell) ซ่ึงส่วนใหญ่เซลล์กลุ่มน้ีจะหายใจโดยใช้ก๊าซออกซิเจน โดยการ
เปล่ียนแปลงจากเซลล์โพรคาริโอตมาเป็นยูคาริโอตนั้นจะเกิดจากการที่เย่ือหุ้มเซลล์ของเซลล์พวก
17
โพรคาริโอตเจริญเข้ามาหอ่ หมุ้ ส่วนของสารพันธุกรรมจนเกิดเป็นนิวเคลียส และเกดิ เป็นออร์กาเนลล์
ที่มเี ยื่อห้มุ เกดิ ขน้ึ ในบรรดาออรก์ าเนลล์ตา่ งๆของเซลลย์ ูคาริโอต นกั วิทยาศาสตรเ์ ช่ือว่าไมโทคอนเด
รยี และ คลอโรพลาสต์ เปน็ สิ่งมีชีวิตพวกโพรคาริโอต ซ่ึงมีขนาดเซลล์เลก็ กว่ายคู าริโอตมาก เข้ามา
อาศัยอยู่ในเซลล์ยูคารโิ อต และมวิ วิ ฒั นาการรว่ มกนั มายาวนานจงึ อยู่รว่ มกนั ตลอดมา โดยหลักฐานท่ี
สนบั สนนุ แนวคดิ ดงกลา่ ว มี 3 ประการ คือ
ประการทหี่ นงึ่ ไมโทคอนเดรยี และคลอโรพลาสต์ มี DNA เปน็ ของตัวเอง
ประการที่สอง ไมโทคอนเดรียและคลอโรพลาสตม์ เี ยื่อหุ้มสองช้ันซึ่งค่อนข้างจะแตกตา่ งจาก
ออร์กาเนลล์อื่นๆซึ่งมีเย่ือหุ้มเพียงช้ันเดียว โดยนักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ว่า เยื่อหุ้มชั้นนอกเปรียบ
เหมอื นผนงั เซลล์ ของเซลลพ์ วกโพรคารโิ อต สว่ นเยอื่ ห้มุ ช้ันในเปรยี บเสมือนเยอ่ื หุ้มเซลล์นน้ั เอง
ประการท่ีสาม ไมโทคอนเดรียและคลอโรพลาสต์สามารถเพิ่มจานวนตัวเองได้ ซ่ึงท้ังสาม
ประการน้ีแสดงให้เห็นว่าไมโทคอนเดรียและคลอโรพลาสต์เคยเป็นสิ่งมีชีวิตพวก โพรคาริโอต
ที่ดารงชวี ิตแบบอิสระมากอ่ นแล้วค่อยมาอาศยั อยใู่ นเซลลย์ ูคาริโอตแบบพึ่งพา
ตารางที่ 3.1 แสดงความแตกต่างของเซลลโ์ พรคาริโอต และเซลลย์ ูคารโิ อต
ส่วนประกอบของเซลล์ เซลลโ์ พรคาริโอต เซลล์ยคู ารโิ อต
1. ขนาดเซลล์ 1-10 ไมโครเมตร 10-100 ไมโครเมตร
(ขนาดเสน้ ผ่านศนู ยก์ ลาง)
2. นวิ เคลียร์บอดี เรยี ก “นวิ คลอี อยด”์ เรยี ก “นิวเคลยี ส”
(nuclear body )
3. นวิ เคลียร์เมมเบรน ไม่มี มี
(nuclear membrane)
4. โครโมโซม เปน็ วงกลมประกอบดว้ ย เปน็ แทง่ ประกอบดว้ ย DNA
DNA และโปรตีนที่คล้าย และโปรตีนฮสี โตน
5. จานวนโครโมโซม ฮสี โตน (histone)
6. นวิ คลโี อลสั 1 >1
7. การแบง่ เซลล์ ไมม่ ี มี
แบ่งตวั จาก 1 เป็น2 (binary ไมโทซิส (mitosis) และ มี
fission) และไมม่ ีไมโอซสิ ไมโอซสิ สาหรับสรา้ งเซลล์
(meiosis) เพราะสิง่ มชี ีวิตเป็น สืบพันธ์ุ (sex cell) เน่ืองจาก
ชนิดแฮพลอยด์ (haploid)
18
8. เย่อื หมุ้ เซลล์ ประกอบด้วยชน้ั ฟอสโฟลพิ ิด 2 สง่ิ มีชวี ิตเปน็ ชนิดดิพลอยด์
ชัน้ (phospholipid bilayer)ท่ี (diploid)
5. ไรโบโซม ไม่มีคาร์โบไฮเดรต และ สเตอ ประกอบด้วยชัน้ ฟอสโฟลพิ ดิ
รอล (sterol) ไม่สามารถเกิด 2 ช้นั (phospholipid
6. ออร์แกเนลลท์ ี่มีเยื่อหมุ้ เอนโดไซโทซสิ (endocytosis) bilayer )ที่มคี ารโ์ บไฮเดรต
(ไมโทคอนเดรีย, และ และสเตอรอล สามารถเกิด
คลอโรพลาสต์ เอกโซไซโทซสิ (exocytosis) เอนโดไซโทซสิ
เอนโดพลาสมกิ เรติคูลัม, กอลจิ 70 S และเอกโซไซโทซิส
แอพพาราตัส , แวควิ โอล และ (50 S และ 30 S)
ไลโซโซม) ไม่มี 80 S
7. การสังเคราะห์แสง (60 S และ 40 S)
8. สายใยไมโทตกิ เกิดที่เยอ่ื หมุ้ เซลล์ มี
(mitotic spindle) ไมม่ ี
9.ไซโทสเกลเลตอน เกิดที่คลอโรพลาสต์
10. เอนไซม์ทเ่ี กี่ยวข้อง ไมม่ ี มี
กับกระบวนการหายใจ อยทู่ ี่เย่อื หมุ้ เซลล์
และระบบถ่ายทอดอิเล็กตรอน มี
11.ผนงั เซลล์ ยแู บคทเี รยี (Eubacteria) อย่ทู ี่ไมโทคอนเดรีย
มผี นังเซลล์ ประกอบด้วย
เพปตโิ ดไกลแคน เซลลพ์ ืช สาหรา่ ย และรา มี
(Peptidoglycan) ผนังเซลล์ประกอบดว้ ย
อาร์เคียแบคทเี รยี เซลลูโลส (cellulose) หรอื
(Archaebacteria) มผี นงั เซลล์ ไคติน (chitin)เซลล์สัตวแ์ ละ
ประกอบดว้ ยโปรตนี โปรโตซวั ไม่มีผนังเซลล์
19
12. ออร์แกเนลลท์ ใ่ี ช้สาหรับ คาร์โบไฮเดรตที่ซบั ซ้อน หรือ มีแฟลเจลลา และซิเลยี
การเคลอื่ นที่ โมเลกลุ ที่คล้าย ท่ีประกอบดว้ ยไมโครทบู ลู
เพปติโดไกลแคน โดยไมโครทูบลู มีการจัดเรยี ง
13. ชนิดของส่งิ มีชวี ิต มแี ฟลเจลลา ซงึ่ แตล่ ะอันไม่ถูก ตัวในรปู แบบจาเพาะและถูก
หมุ้ ดว้ ยเยอ่ื หมุ้ ไมม่ ีซีเลยี หมุ้ ดว้ ยเยอื่ ห้มุ
แบคทีเรยี (ยูแบคทเี รีย และ เซลลส์ ัตว์ เซลลพ์ ืชเซลล์
อาร์เคยี แบคทเี รยี ) สาหร่ายเซลล์โปรโตซวั
และเซลลร์ า
กาเนดิ ของเซลลโ์ พคาริโอต
จากหลักฐานของซากดึกดาบรรพ์เร่ิมพบร่องรอยของส่ิงมีชีวิตเมื่อประมาณ3,500ล้านปีท่ี
ผ่านมาและมีวิวฒั นาการเป็นสิง่ มีชีวิตจานวนมากในปจั จุบนั นักวทิ ยาศาสตรส์ นั นษิ ฐานวา่ ส่งิ มชี ีวิตท่ีมี
วิวัฒนาการมาจากเซลล์เร่ิมแรก น่าจะเป็นส่ิงมีชีวิตที่มีเซลล์โพคาริโอต เช่นแบคทีเรียเนื่องจาก
บรรยากาศของโลกในยุคน้ันมีออกซิเจนเพียงเล็กน้อยดังนั้นสิ่งมีชีวิตท่ีพบนา่ จะดารงชีวิตแบบไม่ใช้
ออกซิเจนและไม่สามารถสร้างอาหาร ข้ึนเองได้และมีวิวฒั นาการต่อมาเป็นสิ่งมีชีวิตท่ีดารงโดยการ
สร้างอาหารเอง ได้ด้วยกระบวนการสังเคราะห์ทางเคมีเช่นเดียวกับอาเคียร์แบคทีเรียในปัจจุบัน
ต่ อ ม า เ ร่ิ ม มี วิ วั ฒ น า ก า ร ข อ ง แ บ ค ที เ รี ย ที่ สั ง เ ค ร า ะ ห์ ด้ ว ย แ ส ง จ า ก โ ม เ ล กุ ล ข อ ง น้ า แ ล ะ แ ก๊ ส
คารบ์ อนไดออกไซด์ทาให้ปริมาณของแกส๊ ออกซิเจนในบรรยากาศเพ่มิ สงู ขึ้นอย่างมาก และเป็นปัจจัย
ท่ีเอื้อต่อการเกิดวิวัฒนาการเป็นส่ิงมีชีวิตที่มีเซลล์ยูคาริ โอตในปัจจุบันสิ่งท่ีน่าสงสัยคือ เซลล์ยูคาริ
โอตถือกาเนดิ มาได้อยา่ งไร
โพรแคริโอต (อังกฤษ: prokaryote) เป็นสิ่งมีชีวิตที่ประกอบด้วยออร์แกเนลท่ีไม่มีเย่ือจู๊หมู
เเดง ไม่มีนิวเคลียส มักเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว คาว่า prokaryotes มาจาก ภาษากรีก
โบราณ pro- กอ่ น + karyon เมลด็ ซง่ึ หมายถงึ นิวเคลียส + ปจั จัย -otos, พหพู จน์ –otes ตัวอยา่ ง
ของเซลล์กลุ่มนไ้ี ด้แก่
แบคทีเรีย ประกอบด้วยเย่ือหุ้มเซลล์ และไซโทพลาสซึม โดยในไซโทพลาสซึมจะมีไรโบโซม
(ribosom) ไม่มีนิวเคลยี ส ส่วน DNA จะเปน็ รูปวงแหวนพนั อยกู่ ับโปรตีน อย่ใู นไซโทพลาสซึม
20
เรียกว่านิวคลีออยด์ (neucleoid) ด้านนอกของเยื่อหุ้มเซลล์ จะมีผนังเซลล์ประกอบด้วย
เปบทโิ ดไกลแคน แบคทีเรียแกรมลบจะมเี ย่ือหุ้มดา้ นนอกผนังเซลล์ (outer membrane) อีก
ชัน้ แต่แบคทเี รียแกรมบวกไมม่ ี ทาให้ยอ้ มตดิ สีแกรมต่างกนั
อาร์เคีย เป็นแบคทีเรียท่ีพบในสภาพแวดล้อมที่ผิดธรรมชาติเช่น เป็นกรดจัด อุณหภูมิสูง
องค์ประกอบของเยือ่ หมุ้ เซลลแ์ ละผนงั เซลลต์ า่ งจากแบคทเี รียทั่วไป
ไซยาโนแบคทีเรีย เปน็ โพรแคริโอตที่สงั เคราะหแ์ สงได้
รูปท่ี 3.11
ที่มาภาพ : สถาบนั ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธกิ าร.หนังสอื
เรยี นสาระการเรียนร้พู ื้นฐานและเพม่ิ เติมชีววิทยา เลม่ 5 (หน้า169).พมิ พ์คร้งั ท่ี 3. กรงุ เทพฯ :
โรงพมิ พค์ ุรสุ ภาลาดพร้าว,2550
รปู ท่ี 3.12 ตัวอย่างความหลากหลายของยูแคริโอต
ท่ีมา https://th.wikipedia.org/wiki
21
กาเนิดของเซลลย์ ูคารโิ อต
นักเรียนทราบมาแล้วว่าลักษณะที่เด่นชัดของเซลล์ยูคาริโอตคือ มีสารพันธุกรรมอยู่ใน
นวิ เคลียส ซ่ึงแตกตา่ งจากเซลล์โพรคาริโอตที่สารพันธุกรรมแขวนลอยในไซโทพลาซึมนอกจากน้ีใน
เซลล์ยูคาริโอตยังพบโครงสร้างอืน่ ๆที่สาคญั เช่น ไมโทคอนเดรีย คลอโรพลาสต์เอนโด พลาสมิกเรติ
คูลมั โครงสร้างทีซ่ บั ซ้อนของเซลลย์ คู าริโอตเหล่านก้ี าเนดิ มาจากโครงสรา้ งอยา่ งงา่ ยของเซลล์โพรคา
ริโอตได้อย่างไร
รปู ที่ 3.13
ทมี่ าภาพ : สถาบนั สง่ เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี กระทรวงศกึ ษาธกิ าร.หนังสอื
เรียนสาระการเรียนรพู้ นื้ ฐานและเพมิ่ เตมิ ชีววิทยา เล่ม 5 (หนา้ 171).พิมพค์ รั้งที่ 3. กรงุ เทพฯ :
โรงพิมพ์คุรสุ ภาลาดพรา้ ว,2550
จากภาพแสดงการกาเนิดของเซลล์ยูคาริโอต พบว่าการเจริญเติบโตของเย่ือหมุ้ เซลลเ์ ข้าไป
ในเซลล์ล้อมรอบบริเวณท่ีมีสาร พันธุกรรมอยู่แล้วจึงพัฒนาเป็นนวิ เคลยี สทาให้เซลล์ยูคาริโอตและมี
เอนโดพลา สมิกเรติคูลมั ขณะที่ไมโทคอนเดรียและคลอโรพลาสต์เกดิ จากเซลล์โพคาริโอตขนาดเล็ก
เข้าไปอาศัย อยู่ภายในเซลล์โพรคาริโอตขนาดใหญน่ ั่นเอง แนวคิดนี้มีหลักฐานสนับสนุนหลายอย่าง
เช่น ไมโทคอนเดรียและคลอโรพลาสต์สามารถแบง่ ตัวเพิ่มจานวนได้เอง มเี ยื่อชั้นในที่บรรจุเอนไซม์
ในกระบวนการถ่ายทอดอิเล็กตรอน มี DNA และไรโบโซมที่คล้ายคลึงกับแบคทีเรียจากการกาเนิด
ของเซลลโ์ พรคาริโอตและเซลล์ยูคาริโอต จนกระทง่ั มวี ิวฒั นาการเป็นความหลากหลายของสิ่งมชี ีวิต
ในปจั จุบัน
ยูแคริโอต (อังกฤษ: eukaryote) คือ สิ่งมีชีวิตที่เซลล์มีนิวเคลียสและโครงสร้างอ่ืน (ออร์
แกเนลล์) อยู่ภายในเย่ือหุ้มเซลล์ ยูแคริโอตเป็นหน่วยอนุกรมวิธาน ยูคาร์ยาหรือยูแคริโอตา อย่าง
22
เป็นทางการ เย่ือหุ้มนิวเคลียสเป็นโครงสร้างท่ีนิยามเซลล์ยูแคริโอตแยกจากเซลล์โปรแคริโอต โดย
ภายในเย่ือหุ้มนิวเคลียสมีสารพันธกุ รรม การมีนิวเคลียสเป็นที่มาของช่ือยูแคริโอต ซ่ึงมาจากภาษา
กรีก ευ (eu, "ดี") และ κάρυον (karyon, "ผลมีเมล็ดเดียว" หรือ "เมล็ด") เซลล์ยูแคริโอตส่วน
ใหญ่ยังมีออร์แกเนลล์ท่ีมีเย่ือหุ้มอืน่ ด้วย เชน่ ไมโทคอนเดรียหรือกอลจิแอพพาราตัส นอกเหนือจาก
น้ี พืชและสาหรา่ ยยังมีคลอโรพลาสต์ สิ่งมีชวี ิตเซลล์เดยี วหลายชนิดเป็นยแู คริโอต เชน่ โปรโตซัว แต่
สง่ิ มีชีวิตหลายเซลลท์ กุ ชนิดเปน็ ยูแคริโอต ซ่งึ ได้แก่ สัตว์ พืชและเหด็ รา
การแบง่ เซลล์ในยูแคริโอตแตกตา่ งจากสิ่งมีชวี ิตทีไ่ มม่ นี ิวเคลยี ส (โพรแคริโอต) มีกระบวนการ
แบ่งตัวสองประเภท คือ ไมโทซิสและไมโอซิส ไมโทซิสเป็นการท่ีเซลล์หน่ึงแบ่งตัวได้เซลล์ท่ีมี
พันธุกรรมเหมือนกันสองเซลล์ ในไมโอซิสซึ่งจาเป็นในการสืบพันธ์ุแบบอาศัยเพศ เซลลด์ ิพลอยด์หนึ่ง
(ซ่ึงมีโครโมโซมสองชุด ชุดหนึ่งมาจากพ่อ อกี ชุดหน่ึงมาจากแม)่ มีการจับคู่โครโมโซมจากพ่อแม่แต่
ละคู่ใหม่ แล้วผ่านการแบ่งเซลล์อีกสองขั้นตอน จนได้เซลล์แฮพลอยด์สี่เซลล์ (เซลล์สืบพันธ์ุ) เซลล์
สบื พันธ์ุแตล่ ะเซลล์มโี ครโมโซมชุดเดยี ว ซึ่งเปน็ การผสมโครโมโซมจากพอ่ แมค่ ู่เดยี วกนั
โดเมนยแู คริโอตาดูเหมือนมาจากชาติพันธุ์เดียว (monophyletic) จึงเป็นหนึ่งในสามโดเมน
ของส่ิงมีชีวิต อีกสองโดเมน ได้แก่ แบคทีเรียและอาร์เคียเป็นโปรแคริโอตและไม่มีคุณสมบัติที่กล่าว
มาข้างต้น ยูแคริโอตเป็นสิ่งมีชีวิตส่วนน้อยมาก อย่างไรก็ดี เน่ืองจากยแู คริโอตมีขนาดใหญ่กวา่ มาก
มวลชีวภาพรวมทั่วโลกจึงประมาณว่าเท่ากับมวลชีวภาพของโปรแคริโอต[1] ยูแคริโอตอุบัติข้ึนครั้ง
แรกเมื่อประมาณ 1.6–2.1 พันล้านปีก่อน
รปู ท่ี 3.14 ตวั อยา่ งความหลากหลายของยแู คริโอต
ท่ีมา https://th.wikipedia.org/wiki
23
แบบฝกึ หัด
เร่ือง กาเนิดของชีวิต
คาช้แี จง ใหน้ กั เรยี นอา่ นคาสง่ั และตอบคาถามตอ่ ไปนี้
1. จุดเร่มิ ตน้ ของการววิ ฒั นาการทางเคมีของโลก เป็นการเปลย่ี นแปลงที่ใชเ้ วลานบั ล้านปี สรปุ ได้เป็น
กี่ระยะ อะไรบ้าง จงอธิบาย
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. สง่ิ มชี ีวติ เกิดขน้ึ ได้มาอย่างไร
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
24
3. จบั ค่คู วามสัมพนั ธร์ ะหว่างนกั วทิ ยาศาสตรก์ ับแนวความคดิ ท่ีเกีย่ วกบั การกาเนดิ ของส่งิ มชี วี ติ
A) แนวความคิดที่แสดงให้เห็นว่าสงิ่ มชี ีวติ
……………ลุย ปาสเตอร์ (Louis Pasteur) เริม่ แรกววิ ัฒนาการมาจากสารเคมี
B) ทาการทดลองท่ีแสดงให้เหน็ ว่ากรดอะมโิ น
…………….อเลก็ ซานดร์ อีวาโนวิช โอพารนิ และยูเรยี ซง่ึ เป็นสารสารอนิ ทรยี ์ เกิดจากการ
รวมตวั กนั ของสารอยา่ งง่ายเชน่ แอมโมเนยี น้า
และกา๊ ซไฮโดรเจน โดยมีแหล่งพลงั งานจากไฟฟา้
……………..สแตนเลย์ มิลเลอร์ C) แนวคิดท่ยี นื ยนั วา่ สิ่งมีชีวติ ตอ้ งเกดิ จาก
(Stanley Miller) สิ่งมชี ีวิตเทา่ นั้น
D) การทดลองที่สนับสนนุ ว่า เซลล์เริม่ แรกเกิด
……………..ซดิ นีย์ ฟอกซ์ (Sidney Fox) จากการรวมตัวกันของกรดอะมโิ นที่ได้รบั ความ
รอ้ น
2. จากแนวความคิดวา่ สิง่ มีชวี ติ เกิดจากวิวฒั นาการของสารเคมี จงเรียงลาดบั ววิ ัฒนาการ
ของสารเคมีตอ่ ไปนีใ้ หถ้ กู ตอ้ ง
สารอนินทรีย์ อะตอมธาตุ สารประกอบ
สารอินทรยี ์ น้า ก๊าซไฮโดรเจน
DNA แอมโมเนยี กรดอะมิโน
RNA ไขมัน นา้ ตาล
25
ใบงานท่ี 3
แผนผงั มโนทศั น์ เร่ือง กาเนดิ ของชีวิต
คาชแี้ จง ใหน้ ักเรยี นสรปุ ความรูท้ ี่เกีย่ วกบั “กาเนดิ ของชวี ติ ” เป็นแผนผงั มโนทศั น์ (Concept
Mapping) ในกระดาษทแ่ี จกใหแ้ ลว้ นาเสนอผลงานหนา้ ชน้ั เรียน
26
แบบทดสอบหลังเรยี น เรอ่ื ง กาเนิดชีวติ
ช้ันมัธยมศึกศสาปที ่ี 6
บทท่ี 20 ความหลากหลายทางชีวภาพ
รายวชิ าชวี วิ ทิ ยา 5 (ว33245)
คาชแี้ จง 1. แบบทดสอบฉบับน้ี จานวน 10 ขอ้ คะแนนเต็ม 10 คะแนน เวลาที่ใช้ 10 นาที
2. จงเลือกคาตอบทถ่ี กู ตอ้ งท่ีสดุ แล้วเขยี นเครอื่ งหมาย ลงในกระดาษคาตอบ
1. มนุษย์มีชอ่ื ทางวิทยาศาสตร์ Scientifiname วา่ Homo sapiens คาว่า Homo เป็นชื่ออะไร
ก. จีนสั
ข. ไฟลมั
ค. คลาส
ง. คงิ ดอม
2. ช่ือวิทยาศาสตรม์ คี วามสาคญั เพราะเหตใุ ด
ก. ขจัดปัญหาการเรียกช่ือซา้ ๆกัน
ข. ระบบุ รเิ วณการกระจายพนั ธ์ของส่ิงมีชีวิตนัน้ ๆ
ค. สามารถบอกลกั ษณะรูปร่างของสิ่งมชี วี ิตชนิดน้นั ได้
ง. ให้มีความเข้าใจตรงกนั ว่าหมายถงึ ส่งิ มชี วี ิตชนดิ เดียวกัน
3. ข้อใดทกี่ ล่าวเกย่ี วกบั หลักเกณฑ์การตง้ั ชอ่ื วิทยาศาสตรข์ องสงิ่ มีชีวติ ไม่ถกู ต้อง
ก. ชือ่ วิทยาศาสตร์ของสิ่งมชี วี ิต ต้องเปน็ ภาษาลาติน เสมอ หรือภาษาอ่ืนท่เี ปลี่ยนแปลง
มาเป็นภาษาลาตนิ
ข. ชื่อวิทยาศาสตรข์ องพชื และสตั ว์จะเปน็ อสิ ระไม่ขึน้ ตอ่ กัน
ค. ชอื่ หมวดหมู่ทุกลาดับข้นั ตัง้ แต่ออเดอร์ลงไปจะต้อง มตี วั อยา่ งต้นแบบของสงิ่ มีชวี ิตน้ัน
ประการพจิ ารณา
ง. ช่ือวิทยาศาสตร์ของพืชและสัตว์แต่ละหมวดหมู่จะมี ช่ือท่ีถูกต้องที่สุดเพียงช่ือเดียว
เรยี กว่า correct name
27
4. ปาริตาตอ้ งทารายงานเรือ่ งไดโคโตมัสคยี ์ของสัตว์มกี ระดูก สนั หลงั ทีม่ ีขนเป็นเสน้ ปารติ าจะต้อง
ศึกษาข้อมลู จากสัตว์ชนิดใด
ก. สตั ว์เลี้ยงลกู ด้วยนม
ข. สัตวค์ รงึ่ บกคร่ึงน้า
ค. สัตวเ์ ล้อื ยคลาน
ง. สตั ว์เลอื ดอนุ่
5. นักวทิ ยาศาสตรส์ รปุ วา่ สัตวเ์ ล้ือยคลาน สัตวเ์ ลยี้ งลกู ด้วยนม สตั ว์ครงึ่ บกครึ่งนา้ และสัตว์ปกี สืบ
เชอื้ สายมา จากบรรพบุรุษร่วมกนั เน่ืองจากใชห้ ลักฐานยืนยนั ดา้ นใด
ก. พันธุศาสตร์
ข. กายวภิ าคศาสตร์
ค. ชวี วทิ ยาการเจริญ
ง. โครงสร้างระดบั เซลลข์ องส่งิ มีชวี ติ
6. มนษุ ย์มวี วิ ฒั นาการมาจากสตั ว์ชนดิ ใด และมีบรรพบรุ ุษเปน็ มนษุ ย์พวกใด
ก. ววิ ฒั นาการจากลงิ มมี นุษยโ์ ฮโมซาเปยี นเปน็ บรรพบุรุษ
ข. วิวัฒนาการจากลงิ มมี นุษยโ์ ฮโมแฮบลิ สิ เปน็ บรรพบรุ ุษ
ค. ววิ ัฒนาการจากสงิ โต มมี นษุ ย์โฮโมแฮบลิ สิ เปน็ บรรพบุรุษ
ง. ววิ ฒั นาการจากสิงโต มมี นุษย์โฮโมซาเปยี นเปน็ บรรพบรุ ษุ
7. หลักฐานในข้อใดดีทส่ี ุดทีแ่ สดงให้เหน็ วา่ สิ่งมชี ีวิต 2 ชนดิ มีลาดบั ววิ ฒั นาการใกลเ้ คียงกนั
ก. หลกั ฐานจากซากดึกดาบรรพ์
ข. หลักฐานจากการเปรยี บเทยี บโครงสร้าง
ค. หลักฐานจากการเจรญิ เติบโตของเอ็มบรโิ อ
ง. หลักฐานจากการศึกษาในระดบั โมเลกุล
8. หลักฐานในข้อใดสนบั สนนุ กฎแห่งการใชแ้ ละไม่ใชข้ องลามารค์
ก. ในผชู้ ายไม่ต้องใหน้ มลูกจงึ ไมม่ ีตอ่ มนา้ นม
ข. คา้ งคาวรับฟังเสยี งด้วยระบบโซนารจ์ ึงไม่มีใบหู
ค. นกั กีฬาวา่ ยนา้ ฝึกมาตั้งแต่เด็กเม่ือโตข้นึ จะไหล่กว้าง
ง. กิง้ กอื ตอ้ งการเดนิ เรว็ กว่าตะขาบจงึ มขี ามากกว่าตะขาบ
28
9. การเกิดสปชี ีส์ใหมม่ สี าเหตมุ าจากการผา่ เหล่า เป็นแนวคดิ ของนักวิทยาศาสตรท์ า่ นใด
ก. ลามารก์
ข. เดอฟรสี ์
ค. ดาร์วนิ
ง. วอลเลจ
10. ข้อใดเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกนั ระหว่างทฤษฎวี ิวัฒนาการของลามาร์ค กับดาร์วิน
ก. การปรบั ตวั เป็นผลมาจากความสาเรจ็ ในการสืบพันธุ์ท่ีแตกต่างกนั
ข. ววิ ฒั นาการเป็นแรงขบั ใหส้ ิง่ มชี วี ิตมีโครงสรา้ งทซ่ี บั ซอ้ นเพิม่ มากข้ึน
ค. หลักฐานของซากดกึ ดาบรรพข์ องส่ิงมีชวี ติ สนบั สนุนแนวคิดวา่ ส่ิงมีชวี ิตมวี ิวัฒนาการ
ง. การปรับตัวทางววิ ัฒนาการเปน็ ผลมาจากการมีความสัมพนั ธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับ
ส่งิ แวดลอ้ ม
29
เฉลยแบบฝึกหัด
เรอ่ื ง กาเนดิ ของชวี ิต
คาช้ีแจง ให้นักเรยี นอา่ นคาสั่ง และตอบคาถามตอ่ ไปนี้
1. จดุ เริ่มต้นของการววิ ฒั นาการทางเคมีของโลก เป็นการเปลยี่ นแปลงทใ่ี ชเ้ วลานบั ล้านปี สรุปได้เป็น
ก่ีระยะ อะไรบ้าง จงอธบิ าย
ระยะท่ี 1 การเกิดน้า แอมโมเนีย และมีเทน จากการรวมกันของสารต่างๆ คือ ออกซิเจน
ไฮโดรเจน ไนโตรเจนและคาร์บอน
ระยะที่ 2 การเกดิ นา้ ตาล กลเี ซอรีน กรดไขมนั กรดอมโิ น ไพรมิ ิดีนและเพียวริน
ระยะท่ี 3 การเกิดแป้ง โปรตีน ลิปดิ และกรดนวิ คลอี คิ
ระยะท่ี 4 การเกิดนิวคลีโอโปรตีนจากพื้นฐานการเกิดสารประกอบดังกล่าว ซ่ึงเป็น
องคป์ ระกอบพื้นฐานของส่ิงมีชีวิตจงึ ทาให้ววิ ัฒนาการทางชวี ภาพถอื กาเนดิ เป็นสิง่ มชี ีวิตขนึ้
ระยะท่ี 5 การเกิดเซลล์ระยะเริ่มแรก และบรรพบุรุษของพืชและสัตว์ ซ่ึงมีสมมุติฐานท่ี
อธิบายว่าอินทรีย์สารตา่ ง ๆ ซง่ึ อยอู่ ยา่ งอุดมทั้งในทะเลและมหาสมุทรจะมาจับกลุ่มกัน ซ่ึง โอปาริน
เรียกชื่อว่า โคอเซอเวต (CO acervate) ไดอะเซอร์เวตจะมีหน่วยโปรตีนเป็นองค์ประกอบ หน่วย
โปรตนี ที่ละลายน้าจะทาให้เกดิ ประจุไฟฟ้า ซึ่งพร้อมทีจ่ ะดึงน้าและอินทรีย์สารอน่ื ๆ มารวมกัน ทา
ให้มีขนาดใหญ่และซับซ้อนขึ้นและแปรสภาพกลายเป็นชีวิตหน่วยแรกข้ึน ซึ่งต่อมาเรียกว่า เซลล์
(Cell)
ระยะท่ี 6 เกิดสิ่งมีชวี ิตท่ีเปน็ บรรพบุรุษของพชื และสตั วเ์ มือ่ สง่ิ มีชีวิตเริ่มเพ่ิมปริมาณมากขึ้น
ทาให้ต้องกรอาหารและเกลือแร่มากข้ึน จนอาหารและเกลือแร่ที่มีอยู่เดิมอย่างอุดมสมบูรณ์
ไม่เพียงพอต่อความต้องการ เซลล์ท่ีขาดอาหารก็ตายลง ที่เหลือเป็นเซลล์ท่ีมีความสามารถพิเศษ
ในการปรับตัว (adapt) และนาส่ิงแวดล้อม มาทาให้เกิดประโยชน์ต่อการดารงชีวิต การปรับตัว
มวี ิธกี ารตา่ งๆ กัน อนั เป็นสาเหตใุ ห้วิถีการดารงชีวิตแตกต่างกัน ซ่งึ เปน็ จุดเร่มิ ต้นของการวิวฒั นาการ
ของสง่ิ มชี ีวติ มาจนถงึ ปจั จบุ ัน
2. สิ่งมีชวี ติ เกดิ ขึน้ ได้มาอยา่ งไร
สิง่ มชี ีวิตไมส่ ามารถเกดิ ได้ขึ้นเองในชว่ งเวลาส้นั ๆ เพียงขัน้ ตอนเดียว แต่ตอ้ งใชเ้ วลานาน
มากโดยกระบวนการวิวัฒนาการทางเคมอี ย่างช้าๆ เป็นการสังเคราะห์สารอินทรีย์จากโมเลกุลง่ายๆ
เป็นโมเลกุลทซี่ บั ซอ้ น แนวคิดกาเนิดของชวี ิตบนพนื้ ผวิ โลกของโอพารนิ มีขัน้ ตอนต่างๆดังนี้
30
3. จับคคู่ วามสัมพันธร์ ะหวา่ งนักวิทยาศาสตรก์ บั แนวความคดิ ที่เก่ยี วกบั การกาเนิดของส่งิ มชี วี ติ
A) แนวความคิดที่แสดงให้เห็นว่าสิง่ มชี ีวติ
……C……ลยุ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur) เริม่ แรกววิ ฒั นาการมาจากสารเคมี
B) ทาการทดลองท่ีแสดงให้เหน็ วา่ กรดอะมโิ น
……A…….อเล็กซานดร์ อีวาโนวิช โอพารนิ และยเู รียซงึ่ เปน็ สารสารอินทรีย์ เกิดจากการ
รวมตวั กันของสารอย่างง่ายเชน่ แอมโมเนยี นา้
และก๊าซไฮโดรเจน โดยมีแหล่งพลงั งานจากไฟฟา้
……B…..สแตนเลย์ มิลเลอร์ C) แนวคิดทยี่ ืนยันวา่ สง่ิ มีชวี ติ ต้องเกดิ จาก
(Stanley Miller) สิ่งมชี ีวติ เท่าน้นั
D) การทดลองท่สี นบั สนนุ วา่ เซลลเ์ ริม่ แรกเกิด
……D…..ซดิ นยี ์ ฟอกซ์ (Sidney Fox) จากการรวมตัวกันของกรดอะมโิ นท่ีไดร้ ับความ
รอ้ น
2. จากแนวความคดิ ว่าสง่ิ มชี ีวิต เกิดจากวิวฒั นาการของสารเคมี จงเรียงลาดับววิ ัฒนาการ
ของสารเคมีตอ่ ไปนี้ให้ถกู ต้อง
สารอนินทรยี ์ อะตอมธาตุ สารประกอบ
สารอนิ ทรยี ์ นา้ ก๊าซไฮโดรเจน
DNA แอมโมเนยี กรดอะมิโน
RNA ไขมนั นา้ ตาล
31
เฉลยใบงานที่ 3
แผนผงั มโนทศั น์ เรอ่ื ง กาเนดิ ของชีวิต
คาช้ีแจง ใหน้ ักเรียนสรุปความรทู้ ีเ่ กี่ยวกับ “กาเนิดของชีวติ ” เป็นแผนผังมโนทศั น์ (Concept
Mapping) ในกระดาษทแ่ี จกให้แลว้ นาเสนอผลงานหน้าช้นั เรยี น
ขน้ึ อยกู่ บั ดลุ พนิ จิ ของครผู สู้ อน
32
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี นและหลงั เรยี น
เลม่ ท่ี 3 เรื่อง กาเนดิ ของชีวติ
คาตอบแบบทดสอบก่อนเรียน คาตอบแบบทดสอบหลงั เรยี น
ขอ้ ท่ี คาตอบ ข้อที่ คาตอบ
1ก 1ข
2ข 2ง
3ค 3ค
4ค 4ก
5ก 5ง
6ง 6ข
7ง 7ง
8ก 8ค
9ง 9ข
10 ข 10 ง
33
บรรณานกุ รม
กระทรวงศึกษาธกิ าร (2551). หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พืน้ ฐานพทุ ธศักราช 2551.
กรงุ เทพมหานคร:ชมุ นมุ สหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย.
โครงการตาราวิทยาศาสตร์และคณติ ศาสตร์มูลนิธิ สอวน.(2552). ชวี วทิ ยา สตวั วทิ ยา3.
กรงุ เทพมหานคร:มลู นธิ ิ สอวน.
จริ ัสย์ เจนพาณิชย์ (2558). ชีววทิ ยาสาหรับนกั เรียนมธั ยมปลาย. กรงุ เทพมหานคร :
หจก.สามลดา.
เชาวน์ ชโิ นรักษ์ และพรรณี ชิโนรักษ์ (2552). ชีววทิ ยา 1. กรุงเทพมหานคร : โสภณการพมิ พ์
ซรี ส์ ตาร์ (2552). ชีววิทยา เล่ม 1. (แปลจาก Biology 1 Concepts and Applications
โดยทีมคณาจารย์ ภาควิชาชีววทิ ยามหาวทิ ยาลัยขอนแก่น, ผู้แปล). กรงุ เทพมหานคร :
เจเอสที พบั ลิชชง่ิ จากัด.
นงลักษณ์ สวุ รรณพนิ ิจ และ ปรีชา สวุ รรณพนิ ิจ (2552). จุลชีววทิ ยาท่วั ไป. กรุงเทพมหานคร :
จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
บัญชา แสนทวี ,ชวลติ เขม็ พรหมมา, ดาริกา วีรวินันทนกุล, ฤทัย วันเฟื่องฟู (2540). หนงั สือเรยี น
สมบรู ณ์แบบวิทยาศาสตร์กายภาพชีวภาพ เรอ่ื ง ชวี ติ และวิวฒั นาการ
ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย .วัฒนาพานิช สาราญราษฎร.์ พระนคร กรุงเทพฯ 10200.
พมิ พค์ ร้งั ท่ี 1.
ประสงค์ หลาสะอาด และจติ เกษม หลาสะอาด (มปป.). คูม่ อื สาระการเรียนรูพ้ ้ืนฐาน
และเพม่ิ เติมกลุ่มสาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์ ชีววิทยา ม.6 เล่ม5. กรุงเทพมหานคร :
พฒั นาศึกษา
ปรชี า สวุ รรณพินิจ และนงลกั ษณ์ สวุ รรณพนิ ิจ (2549). ชวี วทิ ยา 2. กรงุ เทพมหานคร :
จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
วันดี วัฒนชยั ยิง่ เจริญ (2552). การจดั จาแนกส่ิงมชี ีวิต. ภาควิชาชีววิทยา คณะวทิ ยาศาสตร์ :
มหาวทิ ยาลยั นเรศวร.
สถาบันสง่ เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (2554). หนงั สือเรียนรายวิชาชวี วทิ ยา
เพ่ิมเติมเล่ม 5. กรุงเทพมหานคร : สกสค.
สถาบนั สง่ เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (2555). คูม่ อื ครูรายวิชาชีววทิ ยาเพ่มิ เติม
เลม่ 5. กรุงเทพมหานคร : สกสค.
34
สถาบันสง่ เสรมิ การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2534). หนงั สอื แบบเรยี นวชิ าวิทยาศาสตร์
กายภาพชวี ภาพ (สสวท.) เรื่อง ชวี ิตและววิ ัฒนาการ ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
และระดับประกาศนยี บัตรวชิ าชพี . พมิ พค์ ร้งั ที่ 1. กรงุ เทพฯ:คุรสุ ภา.
http://cms574.bps.in.th/group12/kingdom-protista
https://sites.google.com/site/khwamhlakhlaythangchiwphaph/1-1
https://sites.google.com/site/sudathanakit1/khwam-hmaykhwam-hlak-hlay-thang-
chiwphaph
https://www.nectec.or.th/schoolnet/library/create-web/10000/science/10000-
311.html
https://kas-kasanapharayat.blogspot.com/2013/06/blog-post_11.html
https://sites.google.com/site/chiwwithyaui/chux-khxng-sing-mi-chiwit
http://www.nana-bio.com/e-learning/biodiversity/biodiversity05/Biodiversity05.html
http://www.nana-bio.com/e-learning/biodiversity/biodiversity08/Biodiversity08.html
https://sites.google.com/site/biologyroom610/biodiversity/biodiversity3
https://sites.google.com/site/cellorganism/wiwathnakar
35
ประวัติย่อผู้จดั ทาผลงาน
ช่อื – สกลุ นางสาวนภศร เสรกี ลุ
วัน เดือน ปี เกิด วนั ท่ี 7 มกราคม พ.ศ. 2528
สถานทีเ่ กดิ อาเภอชานุมาน จังหวดั อานาจเจริญ
สถานท่ีอยปู่ ัจจุบนั บ้านเลขที่ 26 หมู่ 7 บ้านโคกนกกระเตน็
ตาบลโคกสาร อาเภอชานุมาน จังหวดั อานาจเจรญิ
ตาแหน่งหน้าทีป่ ัจจุบนั ครู
สถานทที่ างานปจั จุบัน โรงเรยี นโนนกลางวทิ ยาคม ตาบลโนนกลาง
อาเภอพบิ ูลมังสาหาร จงั หวัดอุบลราชธานี
ประวตั ิการศึกษา
พ.ศ. 2540 ประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรยี นชมุ ชนโคกสารวทิ ยา ตาบลโคกสาร
อาเภอชานมุ าน จังหวดั อานาจเจริญ
พ.ศ. 2543 มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 โรงเรียนชุมชนโคกสารวทิ ยา ตาบลโคกสาร
อาเภอชานมุ าน จังหวัดอานาจเจริญ
พ.ศ. 2546 มธั ยมศกึ ษาปีที่ 6 โรงเรยี นชานุมานวทิ ยาคม
อาเภอชานมุ าน จังหวดั อานาจเจริญ
พ.ศ. 2551 ปริญญาครุศาสตรบ์ ณั ฑิต (ค.บ.) สาขาวิชาวิทยาศาสตร์
(ชีววทิ ยา) ถาบันราชภัฏอุบลราชธานี จงั หวดั อบุ ลราชธานี
พ.ศ. 2558 ปรญิ ญาศึกษาศาสตรมหาบณั ฑติ (ศษ.ม.)
สาขาวิชาบรหิ ารการศกึ ษา มหาวิทยาลัยกรงุ เทพธนบรุ ี
กรุงเทพมหานคร
เอกสารประกอบการเรยี น
เรอ่ื ง ความหลากหลายทางชีวภาพ
โรงเรียนโนนกลางวิทยาคม อําเภอพบิ ลู มังสาหาร จงั หวัดอุบลราชธานี
สงั กัดองค์การบริหารส่วนจังหวดั อุบลราชธานี