สังคมวิทยา....................................................รวบรวมโดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง สถาบันรัชต์ภาคย์
สังคมวทิ ยา
สังคมวทิ ยาเป็นการศกึ ษาเก่ียวกบั คนในฐานะท่ีไม่อยโู่ ดดเด่ียวแต่อยรู่ วมกบั ผอู้ ื่น
สงั คมวทิ ยาจะศึกษาเก่ียวกบั สภาพเงื่อนไขของสังคม ซ่ึงมีผลต่อความสัมพนั ธ์ของผคู้ นและ
ปรากฏการณ์ทางสงั คมต่าง ๆ ท่ีคนทาใหเ้ กิดข้ึน สังคมวทิ ยาเป็นการศึกษาเพื่อหา คาอธิบาย
ปรากฏการณ์ทางสังคมท่ีเกิดข้ึนวา่ ทาไมจึงเกิดข้ึนหรือเป็นเช่นน้นั อยา่ งเช่น เมื่อเราเห็นผอู้ พยพ
จากชนบทเขา้ สู่เมือง กห็ าคาตอบและต้งั ทฤษฎีวา่ ทาไมคนจึงอพยพเขา้ สู่เมือง
ลกั ษณะของสังคมวทิ ยา
สงั คมวทิ ยาเป็นการศึกษาเก่ียวกบั คนในฐานะที่ไม่อยโู่ ดดเด่ียวแต่อยรู่ วมกบั ผอู้ ื่น
สงั คมวทิ ยาจะศึกษาเกี่ยวกบั สภาพเงื่อนไขของสงั คม ซ่ึงมีผลต่อความสมั พนั ธ์ของผคู้ นและ
ปรากฏการณ์ทางสงั คมต่าง ๆ ที่คนทาใหเ้ กิดข้ึน สังคมวทิ ยาเป็นการศึกษาเพ่อื หา คาอธิบาย
ปรากฏการณ์ทางสงั คมที่เกิดข้ึนวา่ ทาไมจึงเกิดข้ึนหรือเป็นเช่นน้นั อยา่ งเช่น เมื่อเราเห็นผอู้ พยพ
จากชนบทเขา้ สู่เมือง กห็ าคาตอบและต้งั ทฤษฎีวา่ ทาไมคนจึงอพยพเขา้ สู่เมือง ดงั น้ีเป็นตน้
ลกั ษณะของสังคมวทิ ยาโดยทวั่ ไปมดี ังนี้
1) สังคมวทิ ยาเป็นศาสตร์วา่ ดว้ ยสังคม (Social Sciences) ไม่ใช่วทิ ยาศาสตร์ธรรมชาติ (Natural
sciences) จึงแตกต่างจากดาราศาสตร์ ฟิ สิกส์ เคมี และวทิ ยาศาสตร์แขนงอื่น ๆ สงั คมวทิ ยากเ็ ป็น
วทิ ยาศาสตร์ เพราะเป็นวชิ าความรู้ที่ไดจ้ ากสังเกตพิจารณา (Empiricism) หรือการทดลองอยา่ งมี
ระเบียบและระบบอยา่ งมีเหตุผล (Rationalism) มีการวเิ คราะห์ (Analysis) การตีความ
(Interpretation) หรือการทวนสอบ (Verification) จนเป็นที่ยอมรับกนั โดยทว่ั ไปวา่ เป็นความจริง
และใคร ๆ กส็ ามารถเรียนรู้หรือเขา้ ใจไดต้ รงกนั
2) สังคมวทิ ยาเป็นวชิ าท่ีแสวงหาความรู้เก่ียวกบั สังคมมนุษย์ เช่น ศึกษาหาสาเหตุวา่ ทาไม
คนงานจึงนดั หยดุ งานหรือเดินขบวน หรือทาไมจึงเกิดการอพยพของชาวภาค
ตะวนั ออกเฉียงเหนือ ทาไมคนจึงฆ่าตวั ตาย ฯลฯ
สังคมวิทยา....................................................รวบรวมโดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง สถาบันรัชต์ภาคย์
3) สงั คมวทิ ยาเป็นวชิ าที่เก่ียวขอ้ งกบั ปัญหาที่วา่ “ทาไมจึงเป็นเช่นน้นั ” โดยอธิบายใหท้ ราบวา่
อะไรเป็นอะไร ไม่ใช่ควรจะเป็น (What actually is, not what ought to be) สังคมวทิ ยาไม่ได้
เก่ียวขอ้ งกบั ความดี – เลว ผดิ หรือถกู หรือส่ิงอื่น ๆ ท่ี เก่ียวกบั คุณธรรมของชีวติ สังคมวทิ ยาจะ
แสดงใหเ้ ห็นวา่ ในระยะหน่ึง สถานท่ีน้นั กลุ่มชนน้นั มีความเช่ือมนั่ ในคุณค่าทางสังคมอยา่ งไร
สงั คมวทิ ยาจะไม่ตดั สินช้ีขาด ลงไปวา่ ความเช่ือน้นั ดีหรือเลว หรือควรยดึ มน่ั คุณค่าน้นั เพราะ
ดีกวา่ ของกลุ่มอื่น แต่จะศึกษาในรูปของปรากฏการณ์ทางสงั คม
4) สังคมวทิ ยาเป็นวชิ าที่มุ่งศึกษาปรากฏการณ์ทางสังคมทุกอยา่ งที่ปรากฏ ในความสมั พนั ธ์
ระหวา่ งมนุษยท์ ้งั หมด โดยพยายามที่จะหากฎหรือหลกั เกณฑก์ วา้ ง ๆ เก่ียวกบั ปรากฏการณ์น้นั
ๆ เช่น สังคมวทิ ยาจะไม่สนใจกบั การสงครามหรือการปฏิวตั ิเฉพาะคร้ังใดคร้ังหน่ึง ท่ีใดท่ีหน่ึง
แต่จะสนใจในลกั ษณะที่ปรากฏการณ์ทางสงั คม ทวั่ ๆ ไป
ความหมายของสังคมวทิ ยา
สงั คมวทิ ยาเป็นการศึกษาหรือเป็นศาสตร์ท่ีวา่ ดว้ ยความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งมนุษย์ เป็นการให้
ขอ้ เทจ็ จริงและใชว้ ธิ ีการในทางวทิ ยาศาสตร์เขา้ มาประกอบ เพอื่ จะใหผ้ ล ตรงกบั สภาวะท่ีเป็น
จริงใหม้ ากท่ีสุดเท่าที่จะทาได้
นกั เขียนบางคนไม่ชอบใหค้ าจากดั ความ เพราะเหน็ วา่ เป็นการยากท่ีจะสร้างข้ึนและยงั ง่ายต่อ
การเขา้ ใจผดิ ดว้ ย คนบางคนอาจจะโตแ้ ยง้ วา่ อารัมภบทท้งั หมดที่กล่าวมาเป็นคาจากดั ความที่
ยายออกไป อยา่ งไรกต็ าม ผศู้ ึกษาอาจจะคน้ พบประโยคที่ส้นั ๆ ยอ่ ๆ ท่ีใชป้ ระโยชนไ์ ดบ้ า้ ง
เหมือนกนั ตวั อยา่ งเช่น
P. A. Sorokon กล่าววา่ “สงั คมวทิ ยาเป็นวทิ ยาศาสตร์ทว่ั ๆ ไปเก่ียวกบั ปรากฏการณ์ทาง
วฒั นธรรมของสังคม โดยดูจากรูปทวั่ ๆ ไป ชนิด และความสัมพนั ธอ์ นั ซบั ซอ้ น”
Kovalevsky กล่าววา่ “สังคมวทิ ยเป็นศาสตร์ของการจดั ระเบียบและการ เปลี่ยนแปลงทาง
สงั คม”
สังคมวทิ ยา....................................................รวบรวมโดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง สถาบันรัชต์ภาคย์
Max Weber อธิบายวา่ สังคมวทิ ยามุ่งศึกษาเพอื่ กาหนดแบบแนวความคิดต่าง ๆ และหา
หลกั เกณฑท์ วั่ ไปเก่ียวกบั สิ่งที่ปรากฏท่ีเป็นแบบเกี่ยวกบั ของขบวนการท่ีเกิดข้ึนตามสภาพความ
เป็นจริง สงั คมวทิ ยาแตกต่างกบั ประวตั ิศาสตร์ตรงท่ีวา่ ประวตั ิศาสตร์ มุ่งศึกษาเหตุการณ์เฉพาะ
วเิ คราะห์หาสาเหตุ และอธิบายพฤติกรรมที่สาคญั ของบุคคล สถาบนั และบุคลิกภาพพิเศษ
บางอยา่ ง
Small เห็นวา่ เป็นการศึกษาขบวนการทางสังคม
Durkheim กล่าววา่ “สงั คมวทิ ยาเป็นศาสตร์เกี่ยวกบั สถาบนั เก่ียวกบั แหล่งกาเนิด และการ
ปฏิบตั ิหนา้ ท่ีของสถาบนั
ตามความเห็นของ E. Tiryakian “สงั คมวทิ ยาน้นั เป็นศาสตร์ท่ีมุ่งหาความรู้หรือหลกั เกณฑท์ ว่ั ไป
เกี่ยวกบั สภาพทว่ั ไปทางสังคมของมนุษยใ์ นลกั ษณะเฉพาะและทว่ั ไป เหตุผลสาคญั ในการศกึ ษา
น้นั กค็ ือ ตอ้ งการพสิ ูจนข์ อ้ สมมุติฐานของ Aristotle ที่วา่ มนุษยเ์ ป็นสัตวส์ ังคมหรือสัตว์
การเมือง
สรุปแลว้ สงั คมวทิ ยา เป็นการศกึ ษาความสัมพนั ธ์ของมนุษยใ์ นสงั คม ความสมั พนั ธ์เหล่าน้นั ไม่
วา่ ในรูปใด ๆ หรือเพอื่ วตั ถุประสงคอ์ นั ใด มีความสาคญั ต่อชีวติ มนุษยใ์ นการดารงอยตู่ ่อไปของ
สังคม สังคมวทิ ยา เชื่อวา่ ความสัมพนั ธเ์ หล่าน้ี ประกอบกนั เป็นโครงสร้างของสังคม มีอิทธิพล
อยา่ งมากเหนือพฤติกรรมของมนุษย์ จากความสัมพนั ธ์ที่มนุษยม์ ีต่อกนั ทาใหเ้ ขาไดเ้ รียนรู้
กฎเกณฑต์ ่าง ๆ และพฒั นาบุคลิกภาพ นิสยั ใจคอ ความคิดเห็น และแบบของการดาเนินชีวติ ซ่ึง
ส่วนหน่ึงกไ็ ดข้ ้ึนอยกู่ บั การอบรมที่เขาไดร้ ับมา
ขอบเขตของสังคมวทิ ยา
โดยเหตุที่สงั คมวทิ ยาศึกษาถึงระบบความสมั พนั ธ์ของมนุษยใ์ นสงั คม ขอบเขตของวชิ าน้ี จึง
กวา้ งขวางมาก ซ่ึงอาจสรุปไดก้ วา้ ง ๆ วา่ สังคมวทิ ยาเป็นวชิ าที่กล่าวถึง
1) สงั คม (Society) และวฒั นธรรม (Culture)
2) การจดั ระเบียบสงั คม (Social Organization)
สังคมวทิ ยา....................................................รวบรวมโดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง สถาบันรัชต์ภาคย์
3) ประชากรและมนุษยนิเวศวทิ ยา (Population and Human Ecology)
4) การเปลี่ยนแปลงทางสังคม (Social Change)
5) ความไม่เป็นระเบียบของสังคมและปัญหาสงั คม (Social Disorganization and Social
Problems)
6) สงั คมวทิ ยาชนบท (Rural Sociology)
7) สงั คมวทิ ยานคร (Urban Sociology) ฯลฯ
ประวตั คิ วามเป็ นมาของสังคมวทิ ยา
สังคมวทิ ยาเป็นวชิ าใหม่ เน้ือหาวชิ ามีความสาคญั เกี่ยวกบั การศึกษาสงั คม วชิ าน้ีมีอดีตอนั
ยาวนาน แต่กลบั มีอดีตอนั ส้นั ต้งั แต่แรกเริ่มของวารยธรรม เร่ืองของสังคมเป็นเร่ืองที่มนุษยใ์ ห้
ความสนใจ มีเหตุผลพอจะกล่าวไดว้ า่ บทความของเพลโต (The Republic of Plato) เป็นขอ้ เขียน
ท่ียงิ่ ใหญ่อนั แรกเก่ียวกบั ความรู้ทางสังคมวทิ ยา ในเรื่องประเพณีของสงั คมตะวนั ตก
ขณะเดียวกนั Analects ของขงจ้ือกเ็ ป็นเร่ืองของความรู้ทางสังคมวทิ ยาของสังคมตะวนั ออก
แมแ้ ต่พระพุทธเจา้ เอง อาจจะกล่าววา่ ไดใ้ หค้ วามรู้ทางดา้ นสงั คมวทิ ยามานานแลว้ เช่นกนั
เพราะพระองคไ์ ดท้ รงรู้แจง้ เห็นจริง ในสภาพของชีวติ มนุษยใ์ นทุกแง่ทุกมุม โดยอาศยั การ
คน้ ควา้ หาความเป็นจริงทางสังคม (Social Facts) วา่ อะไรดี อะไรชว่ั และใหข้ อ้ คิดในทางที่ถูกที่
ควร สาหรับส่ิงท่ีจะนาผลดีและผลเสียมาสู่สังคม ดงั น้นั เราจะเห็นไดว้ า่ การแสดงความคิดเห็น
เกี่ยวกบั สงั คมมนุษยม์ ีมานานแลว้ กจ็ ริง แต่สงั คมวทิ ยาเพ่งิ มาแยกออกเป็นวิชาหน่ึงและเป็น
วทิ ยาศาสตร์แขนงหน่ึง เม่ือราวร้อยกวา่ ปี มาน้ีเอง เดิมน้นั วทิ ยาศาสตร์ท้งั หลายเป็นส่วนหน่ึง
ของปรัชญา แลว้ ต่างกแ็ ยกตวั ออกมาเป็นวชิ าหน่ึง ๆ ดาราศาสตร์กบั ฟิ สิกส์เป็นพวกแรก ต่อมาก็
เป็นเคมี ชีววทิ ยา และธรณีวทิ ยา พอในคริสตศ์ ตวรรษท่ี 19 มีวทิ ยาศาสตร์เกิดข้ึนใหม่สองแขนง
ไดแ้ ก่ จิตวทิ ยา ซ่ึงเป็นวทิ ยาศาสตร์วา่ ดว้ ยพฤติกรรมของมนุษย์ และสังคมวทิ ยา ซ่ึงเป็น
วทิ ยาศาสตร์วา่ ดว้ ยสงั คมมนุษย์
สงั คมวทิ ยามีส่วนประกอบสาคญั สองประการ ประการแรก เกิดจากการท่ีมนุษย์
ใหค้ วามสนใจเก่ียวกบั สวสั ดิการสงั คม (Social Welfare) และการปฏิรูปสงั คม (Social Reform)
ประการท่ีสอง เกิดจากความสนใจในทางปรัชญาเกี่ยวกบั ประวตั ิศาสตร์ ท้งั สองประการ
ประกอบกนั เขา้ เป็นสงั คมวทิ ยา ซ่ึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจพอสมควร แต่ยงั ไม่จาเป็นตอ้ งนามากล่าว
ในที่น้ี
สังคมวทิ ยา....................................................รวบรวมโดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง สถาบันรัชต์ภาคย์
สังคมวทิ ยาประกอบดว้ ยคา 2 คา คือ คาวา่ Socius ซ่ึงหมายความวา่ เพ่อื นหรือ ผคู้ บหาสมาคม
และ Logos ซ่ึงหมายความวา่ คาพดู หรือถอ้ ยคา เมือ่ รวมท้งั สองคาเขา้ ดว้ ยกนั กแ็ ปลวา่ การ
พดู คุยเกี่ยวกบั สงั คม ซ่ึงคลา้ ยกบั คาวา่ Sociology ท่ีหมายถึง การพดู คุยเกี่ยวกบั พ้ืนแผน่ ดิน
อยา่ งไรกต็ าม Socius เป็นคาภาษาละติน แต่คาวา่ Logos เป็นภาษากรีก ศาสตร์แขนงใหม่น้ีจึง
เป็นการรวมคาที่ไม่ถูกตอ้ ง เพราะมาจากสองภาษา ต่อมาในศตวรรษที่ 19 นกั ปราชญช์ าว
องั กฤษชื่อ John Stuat Mill เสนอใหใ้ ชค้ าวา่ Ethnology (ชาติพนั ธ์วทิ ยา) เพราะเป็นคากรีกแท้ ๆ
แต่ไม่มีใครนามาใช้ พอปลายศตวรรษที่ 19 Herbert Spencer ไดท้ าการศึกษาเกี่ยวกบั สงั คมและ
ใชค้ าวา่ Sociology เป็นหวั ขอ้ ผลงานของเขา วา่ “Sociology” จึงเป็นท่ีนิยมแพร่หลาย
นกั สงั คมวทิ ยารุ่นแรก แมจ้ ะอา้ งตนเองเล่ือมใสในวิธีการศึกษาตามหลกั วทิ ยาศาสตร์ แต่กย็ งั ไม่
เคร่งครัดในวธิ ีการรวบรวมขอ้ มูลและการใชเ้ หตุผลความคิดของพวกน้ีจึงมีลกั ษณะแบบเพอ้ ฝัน
หรือยดึ มน่ั ในความเช่ือบางอยา่ งที่ไม่อาจจะพิสูจนไ์ ด้
Robert Merton ไดก้ ล่าวไวอ้ ยา่ งน่าคิดวา่ “สังคมวทิ ยาเป็นศาสตร์ใหม่ แต่กม็ ี เน้ือหาเกี่ยวขอ้ งกบั
เรื่องท่ีเก่ามาก”
ความเป็นมาของวชิ าน้ีไดเ้ ร่ิมข้ึนในปลายศตวรรษท่ี 18 ซ่ึงอาจจะเรียงลาดบั ใหเ้ ห็นเป็นยคุ สมยั
ได้ คือ
Auguste Comte (1798 – 1857) เป็นนกั วชิ าการชาวฝรั่งเศสคนแรกท่ีไดเ้ ขียนตาราความรู้ทวั่ ไป
เก่ียวกบั เรื่องสังคม เขาเชื่อวา่ วทิ ยาศาสตร์เป็นส่ิงมีระเบียบและ มีเหตุผลแน่นอน เขาเห็นวา่ ควร
จะศกึ ษาสังคมในรูปของวทิ ยาศาสตร์สังคม ซ่ึงนบั วา่ Comte เป็นผใู้ ชค้ าวา่ สังคมวทิ ยา เป็นคน
แรก
ผทู้ ี่ไดเ้ ริ่มใชว้ ชิ าสงั คมวทิ ยาต่อมากเ็ ป็นชาวฝร่ังเศส ช่ือ Emile Durkheim (1858 – 1917) ดงั น้นั
ท่านผนู้ ้ีจึงไดช้ ื่อวา่ เป็นผใู้ หก้ าเนิดวชิ าน้ี เพราะเป็นผเู้ ร่ิมในการนาวชิ าสังคมวทิ ยามาปฏิบตั ิใน
สภาพของความเป็ นจริ ง
สังคมวิทยา....................................................รวบรวมโดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง สถาบันรัชต์ภาคย์
นกั วชิ าการชาวเยอรมนั ชื่อ Max Weber (1864 – 1920) ไดใ้ หท้ ฤษฎีพ้ืนฐานและทฤษฎี ซ่ึงถือวา่
เป็นหลกั ฐานของสงั คมวิทยาสมยั ใหม่ ท่านผนู้ ้ีเป็นผมู้ ีจินตนาการอยา่ งลึกซ้ึงและกวา้ งไกล
เกี่ยวกบั วชิ าการดงั กล่าวน้ี
ในตอนตน้ ศตวรรษที่ 20 ไดเ้ กิดการเปล่ียนแปลงทางสังคม เนื่องจาก อุตสาหกรรมและการ
รวมตวั ข้ึนเป็นนคร การเปลี่ยนแปลงเหล่าน้ี ทาใหเ้ กิดปัญหาสงั คมมากมาย ดงั น้นั นกั สงั คม
วทิ ยาจึงไดใ้ หแ้ นวความคิดเห็นวา่ จะตอ้ งมีการปฏิรูปและจะตอ้ งมีความเขา้ ใจเกี่ยวกบั กฎเกณฑ์
ของววิ ฒั นาการทางสังคม เพ่ือที่จะสร้างสงั คมใหม่ท่ีดีกวา่ และแกป้ ัญหาท่ีเกิดข้ึน
สังคมวทิ ยาพฒั นาอยา่ งมากในปัจจุบนั โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ในฝรั่งเศส เยอรมนั และกา้ วหนา้ อยา่ ง
มากในสหรัฐอเมริกา แมว้ า่ ความกา้ วหนา้ จะมีแนวทางแตกต่างกนั กต็ าม อยา่ งไรกด็ ี ท้งั ๆ ที่
Mill และ Spencer เป็นผเู้ ร่ิมในดา้ นน้ี แต่วชิ าน้ีกไ็ ม่ค่อยจะแพร่หลายในองั กฤษเหมือนใน
ประเทศอื่น ๆ
ภายหลงั สงครามโลกคร้ังท่ี 2 นกั สังคมวทิ ยาไดห้ นั มาใชว้ ธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร์มากข้ึน คือ ไดม้ ี
พวกจิตวทิ ยาสังคม เช่น George Herber Mead และ Charles Horton Cooley ไดว้ างรากฐาน
เกี่ยวกบั ทฤษฎีสงั คมแผนใหม่ Robert Pork และ Ernest Burgess กไ็ ดย้ ดึ วธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร์
โดยพิจารณาเก่ียวกบั ความสาคญั ของสภาพแวดลอ้ มของมนุษยท์ ่ีเรียกกนั วา่ นิเวศวทิ ยา ซ่ึง
นาไปสู่สงั คมวทิ ยานคร อนั เป็นแขนงยอ่ ยของวชิ าสังคมวทิ ยา
วชิ าสงั คมวทิ ยาในปัจจุบนั นบั เป็นวชิ าการสากล ไดม้ ีการประชุมระหวา่ งประเทศและ
วารสารวชิ าการจากประเทศต่าง ๆ แต่ปรากฏวา่ วชิ าน้ีไดข้ ยายตวั อยา่ ง มากมายในสหรัฐอเมริกา
สาเหตุหน่ึงกค็ ือวา่ ในตอนตน้ ศตวรรษที่ 20 สหรัฐอเมริกาไดม้ ีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมขนาด
ใหญ่ เน่ืองจากการเติบโตของกิจการอุตสาหกรรมและการเกิดของเมืองทาใหเ้ กิดปัญหาสงั คม
มากมายน้ี ไดเ้ ป็นพลงั ผลกั ดนั ให้ นกั สงั คมวทิ ยาเกิดความเชื่อวา่ หากบุคคลไดเ้ ขา้ ใจกฎแห่งการ
ววิ ฒั นาการทางสงั คมแลว้ กจ็ ะทาใหบ้ ุคคลน้นั มีความเขา้ ใจเกี่ยวกบั โลกของตนเองไดด้ ียงิ่ ข้ึน
เม่ือเกิดปัญหาเศรษฐกิจตกต่า ซ่ึงตามมาดว้ ยสงครามโลกคร้ังที่ 2 ปัญหาเหล่าน้ีไดผ้ ลกั ดนั ให้
สังคมวิทยา....................................................รวบรวมโดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง สถาบันรัชต์ภาคย์
มนุษยไ์ ดส้ นใจในวชิ าสงั คมวทิ ยามากข้ึน จนกระทง่ั มหาวทิ ยาลยั ท้งั หลายไดก้ าหนดหลกั สูตร
ในวชิ าน้ีและมีผศู้ ึกษาสังคมวทิ ยาอยา่ งกวา้ งขวางข้ึน
สาหรับประเทศไทย วชิ าสงั คมวทิ ยายงั เป็นวชิ าใหม่ ยงั ไม่ค่อยรู้จกั และเขา้ ใจกนั ดีนกั และเพิง่ เร่ิม
นาเขา้ มาในสถาบนั อุดมศึกษาเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2500 อยา่ งไรกต็ าม ปัจจุบนั น้ี วทิ ยาลยั และ
มหาวทิ ยาลยั ต่าง ๆ เร่ิมสนใจและเปิ ดสอนกนั มากข้ึน มีรายวชิ าที่เปิ ดสอนมากข้ึน
วธิ กี ารศึกษาสังคมวทิ ยาแบบวทิ ยาศาสตร์
เป็นท่ีทราบกนั แลว้ วา่ สังคมวทิ ยาน้นั เป็นการศึกษาพฤติกรรมของคนในสังคมแบบ
วทิ ยาศาสตร์ ซ่ึงจะตอ้ งมีลกั ษณะดงั น้ี
1) เป็นความรู้ที่สามารถพิสูจนไ์ ด้
2) เป็นความรู้ที่เชื่อถือได้ มีหลกั ฐานยนื ยนั ไม่เป็นเพยี งการคาดคะเนหรือเดาเอาเท่าน้นั
3) ตอ้ งเป็นระบบและมีวธิ ีการหาความรู้
4) ตอ้ งมีความเท่ียงตรง ทดลองกี่คร้ังกไ็ ดผ้ ลออกมาเช่นเดิม
วธิ ีการที่จะนามาใชใ้ นการคน้ ควา้ หาความรู้เก่ียวกบั สังคมวทิ ยาแบบวทิ ยาศาสตร์น้นั จะตอ้ ง
ประกอบไปดว้ ยหลกั ใหญ่ ๆ ดงั ต่อไปน้ี
1) Objectivities หมายถึง การรวบรวมผลงานหรือขอ้ ยตุ ิที่ไดจ้ ากการสารวจอยา่ งถูกตอ้ ง
ปราศจากอคติ ไม่ลาเอียงใด ๆ อนั เน่ืองมาจากเช้ือชาติ ศาสนา อาชีพ และอื่น ๆ
2) Relativism ตอ้ งมีความรู้สึกนึกคิดที่วา่ ความรู้ไดใ้ นวนั น้ี อาจจะยงั ไม่ยตุ ิหรือยงั ไม่จริงเสมอ
ไป แต่กเ็ ป็นจริงจนกวา่ คนอ่ืนจะหาหลกั ฐานมากโตแ้ ยง้ ได้
3) Ethical Neutrality ตอ้ งมีอุเบกขาหรือมีความเป็นกลางทางศีลธรรมจรรยา เช่น ไม่แสดง
ออกไปวา่ สิ่งน้นั ผดิ ส่ิงน้ีถกู ส่ิงน้นั ดี ส่ิงน้ีเลว นกั วิทยาศาสตร์สนใจเฉพาะความเป็นจริงใน
ปรากฏการณ์น้นั ๆ เท่าน้นั
สังคมวิทยา....................................................รวบรวมโดย ดร.ชัยวุฑ ตรึกตรอง สถาบันรัชต์ภาคย์
4) Persimony เม่ือการอธิบายปรากฏการณ์ใด ๆ แจ่มชดั แลว้ ไม่จาเป็นตอ้ งอธิบายใหย้ ดื ยาว
ต่อไป เช่น ลมพดั ใบไม้ ใบไมไ้ หวเพราะพลงั ธรรมชาติ นน่ั คือ ไม่จาเป็นตอ้ งอธิบายต่อไปวา่
พลงั ธรรมชาติอาจจะมีผสี ิงอยกู่ ไ็ ด้ ฯลฯ
5) Skepticism การศกึ ษาวทิ ยาศาสตร์ตอ้ งขจดั ความสงสยั ออกไป เมื่อมิใหเ้ กิดความเบ่ือหน่าย มี
จิตอนั แน่วแน่
6) Humility นกั วทิ ยาศาสตร์ตอ้ งมีความถ่อมตนในเร่ืองความรู้และรู้สึกเสมอวา่ ความรู้ที่ยงั
แสวงหาไม่พบยงั มีมากอยู่