1
ไตรภูมิกถา หรอื ไตรภูมพิ ระรว่ ง คืออะไร?
ไตรภูมกิ ถา หรือ ไตรภูมพิ ระรว่ ง เป็นวรรณกรรมช้นิ เอกสมยั กรงุ สุโขทัยนับเป็นวรรณคดเี รื่อง
แรกของไทย เปน็ พระราชนิพนธ์ใน สมเด็จพระศรสี ุริยพงศร์ ามมหาธรรมราชาธิราช หรือพระมหา
ธรรมราชาลิไทย
ในปี พ.ศ.๑๘๘๘ พระยาลิไทย อปุ ราชผคู้ รองนครศรีสัชนาลัย ไดท้ รงนิพนธ์ไตรภมู ิกถาขึน้
มสี าระสำคญั คือ ทรงพรรณาถึงเรื่องการเกดิ การตาย ของสัตวท์ ้ังหลายว่า การเวยี นว่ายตายเกิดอยู่
ในภูมิทง้ั สามคอื กามภมู ิ รูปภมู ิ และอรปู ภมู ิ ดว้ ยอำนาจของบญุ และบาปทต่ี นไดก้ ระทำแลว้
กามภมู ิ เป็นทต่ี ง้ั แหง่ ความใคร่ แบง่ ออกเป็นสองประเภท คือ อบายภูมิ และสุคติภูมิ
อบายภมู ิ ยังแบง่ ออกเป็นส่ภี มู ไิ ด้แก่ นรกภมู ิ ติรจั ฉานภมู ิ เปรตภูมิ และอสูรกายภมู ิ นรกภมู ิ เป็นทต่ี ้งั
ของสัตว์ท่ที ำบาป ต้องไปรบั ทัณฑ์ทรมานนานาประการ แบ่งออกเปน็ ขมุ ใหญ่ ๆ ได้ แปดขุมดว้ ยกนั
คือ
- สญั ชีพนรก มีอายุ ๕๐๐ ปี นรก (๑ วันเท่ากบั ๙ ล้านปีของมนุษย์)
- กาฬสุตตนรก มอี ายุ ๑,๐๐๐ ปีนรก (๑ วันเทา่ กับ ๓๖ ล้านปีของมนุษย)์
- สังฆาฏนรก มอี ายุ ๒,๐๐๐ ปีนรก(๑ วนั เทา่ กับ ๑๔๕ ล้านปขี องมนษุ ย)์
- โรรวุ ะนรก มอี ายุ ๔,๐๐๐ ปีนรก (๑ วันเท่ากบั ๕๗๖ ล้านปขี องมนุษย)์
- มหาโรรุวะนรก มอี ายุ ๘,๐๐๐ ปนี รก (๑ วันเทา่ กบั ๒,๓๐๔ ลา้ นปีของมนุษย์)
- ตาปนรก มอี ายุ ๑๖,๐๐๐ ปีนรก (๑ วันเทา่ กยั ๙,๒๓๖ ลา้ นปีของมนุษย์)
- มหาตาปนรก มีอายยุ าวนานนับไมถ่ ้วน
- อวีจนี รก หรือ อเวจนี รก มอี ายุนบั ไดก้ ลั ปห์ นงึ่
ในแตล่ ะนรกยงั มนี รกบริวาร เชน่ นรกขมุ ทีช่ ่ือโลหสมิ พลี เป็นนรกบริวารของสัญชีพนรก ผทู้ ่ี
เป็นชูก้ ับสามหี รือภรยิ าผู้อ่ืน จามาตกนรกขมุ นี้ จะถกู นายนริ บาลไล่ต้อนใหข้ ้ึนต้นงิว้ ที่สงู ตน้ ละหน่งึ
โยชน์ มหี นามเป็นเหล็กร้อนจนเป็นสีแดงมเี ปลวไฟลุกโชนยาว ๑๖ น้ิว ชายหญิงทเ่ี ปน็ ชกู้ นั ต้องปีนข้ึน
ลง โดยมนี ายนริ บาลเอาหอกแหลมทมิ่ แทงใหข้ ้นึ ลงวนเวยี นอยู่เชน่ น้ีนบั ร้อยปีนรก
สำหรบั ผูท้ ่ีทำบาป แตไ่ ม่หนกั พอทจ่ี ะตกนรก กไ็ ปเกดิ ในทอ่ี ันหาความเจรญิ มิได้ อื่น ๆ เช่น
2
เกิดเปน็ เปรต อสรู กาย สตั วเ์ ดรจั ฉาน พวกที่พ้นโทษจากนรกแล้วยังมเี ศษบาปตดิ อย่กู ไ็ ปเกดิ เปน็
เดรจั ฉานบ้าง เปน็ เปรตบ้าง เป็นอสูรกายบ้าง เปน็ มนษุ ยท์ ีท่ พุ พลภาพพกิ ลพกิ าร ตามความหนกั เบา
ของบาปทต่ี นได้ทำไว้
สุคตภิ ูมิ เป็นส่วนของกามาพจรภูมิ หรือ กามสุคติภูมิ แบง่ ออกเป็นเจ็ดชน้ั คือ มนุษยภ์ มู ิ
สวรรค์ช้นั จตมุ หาราชกิ าภูมิ สวรรคช์ ้ันตาวติงสาภูมิ (ดาวดงึ ส์ - ไตรตรึงษ์) สวรรคช์ ้ันยามาภมู ิ สวรรค์
ช้ันตุสติ าภมู ิ (ดสุ ติ ) สวรรค์ช้นั นมิ มานรดภี ูมิ และสวรรคช์ น้ั ปรนิมมิตวสวตั ดภี มู ิ
กามาพจรภูมิทง้ั เจด็ ชน้ั เป็นท่ตี ั้งอันเตม็ ไปด้วยกาม เป็นทท่ี ่องเทีย่ วของสัตว์ทีล่ มุ่ หลงอยูใ่ น รูป
เสียง กลิ่น รส โผฏฐพั พะ อนั เปน็ อารมณ์อันพึงปรารถนา เม่ือรวมกบั อบายภมู ิอกี สช่ี น้ั เรยี กว่า กามภมู ิ
สิบเอ็ดชนั้
รปู ภมู ิ หรือ รูปาวจรภมู ิ ได้แก่ รูปพรหมสบิ หกชน้ั เริม่ ต้งั แตพ่ รหมปริสัชชาภูมิ ทอี่ ยสู่ ูง
กว่าสวรรค์ชัน้ หก คอื ปรนิมมติ วสวตั ดี มากจนนบั ระยะทางไมไ่ ด้ ระยะทางดงั กล่าวอปุ มาไว้ว่า สมมติ
มีหนิ กอ้ นใหญเ่ ท่าโลหะปราสาทในลงั กาทวีป หินกอ้ นนี้ทิ้งลงมาจากช้นั พรหมปริสชั ชาภูมิ หนิ ก้อนนัน้
ใช้เวลาถึงสีเ่ ดือนจึงจะตกลงถงึ พื้น
จากพรหมปรสิ ัชชาภูมิข้นึ ไปถึงชัน้ ที่สบิ เอ็ด ช่อื ชน้ั อสัญญีภูมิ เปน็ รปู พรหมทมี่ ีรูปแปลกออกไป
จากพรหมชนั้ อนื่ ๆ คือ พรหมช้ันอ่นื ๆ มรี ูป มคี วามร้สู กึ เคลื่อนไหวได้ แตพ่ รหมชนั้ อสญั ญมี รี ูปที่ ไม่
ไหวติง ไร้อริยาบท โบราณเรยี กว่า พรหมลกู ฟกั คร้ันหมดอายุ ฌานเส่ือมแลว้ ก็ไปเกิดตามกรรมตอ่ ไป
รปู พรหมทส่ี งู ขนึ้ ไปจากอสัญญีพรหมอกี หา้ ชนั้ เรียกว่า ชน้ั สุทธาวาส หมายถึงทอ่ี ยขู่ องผู้
บรสิ ุทธิ ผูท้ ี่จะไปเกิดในพรหมช้ันสทุ ธาวาสคอื ผู้ท่ีสำเรจ็ เป็นพระอริยบคุ คลชนั้ พระอนาคามี คือเป็นผู้
ทีไ่ ม่กลบั มาสู่โลกน้ีตอ่ ไป ทกุ ท่านจะสำเรจ็ เปน็ พระอรหนั ตแ์ ล้วนพิ พานในชัน้ สุทธาวาสนี้
อรปู ภูมิ หรอื อรปู าพาจรภูมิ มีส่ีชั้น เปน็ พรหมท่ีไมม่ ีรูปปรากฏ ผูท้ ่ไี ปเกดิ ในภูมนิ ค้ี ือผทู้ ี่
3
บำเพญ็ เพียรจนได้บรรลุฌานโลกียช์ ัน้ สูงสุด เรียกวา่ อรปู ฌานซึ่งมอี ย่สู ีร่ ะดบั ไดแ้ กผ่ ทู้ ่บี รรลุอากาสานัญ
จายตนะฌาน (ยดึ หน่วงเอาอากาศเป็นอารมณ)์ จะไปเกิดในอากาสานัญจายตะภมู ิ ผทู้ ีบ่ รรลุ
วิญญาณญั จายตนะฌาน (ยดึ หน่วงเอาวญิ ญาณเป็นอารมณ)์ จะไปเกิดในวญิ ญาณญั จายตะภมู ิ ผ้ทู ่ี
บรรลุอากญิ จญั ญายตนะฌาน (ยดึ หนว่ งเอาความไม่มเี ป็นอารมณ)์ จะไปเกดิ ในอากิญจญั ญาตนะภูมิ
และผ้ทู ี่บรรลเุ นวสญั ญานสสญั ญายตนะฌาน (ยดึ หน่วงเอาฌานท่สี ามใหล้ ะเอียดลงจนเป็นผมู้ ีสัญญาก็
มิใช่ ไม่มีญาก็มใิ ช่) จะไปเกิดในแนวสัญญานาสัญญายตนะภมู ิ พรหมเหลา่ น้ีเม่ือเสอื่ มจากฌานกจ็ ะ
กลับมาเกดิ ในรูปพรหมภูมิ หรอื ภูมิอ่นื ๆ ไดเ้ ชน่ กัน
การกำเนิดของสตั ว์ การเกดิ ของสตั วใ์ นสามภมู ิมอี ยูส่ ่อี ยา่ งด้วยกนั คอื
- ชลาพุชะ เกดิ ในครรภ์ เช่น มนษุ ย์และสัตวเ์ ดรจั ฉานบางชนดิ ทเ่ี ล้ยี งลกู ด้วยนม
- อัณฑชะ เกิดในไข่ ได้แกส่ ัตว์เดรจั ฉานบางชนดิ เช่น นก สัตวเ์ ล้ือยคลานบางชนดิ ปลา เปน็
ตน้
- สังเสทชะ เกิดในเถ้าไคล ได้แกส่ ัตว์ช้ันตำ่ บางชนิดท่ีใช้การแบ่งตัวออกไป เช่น ไฮดรา อมบิ า
เปน็ ต้น
- โอปาตกิ ะ เกดิ ขึ้นเอง เม่ือเกิดแลว้ กจ็ ะสมบูรณเ์ ตม็ ที่ เมื่อตายไปจะไมม่ ีทราก ไดแ้ ก่ เปรต
อสูรกายเทวดา และพรหม เป็นตน้
การตายของสตั ว์ การตายมีสาเหตุสปี่ ระการดว้ ยกนั คือ
- อายขุ ยะ เปน็ การตายเพราะสิ้นอายุ
- กรรมขยะ เปน็ การตายเพราะส้นิ กรรม
- อุภยขยะ เป็นการตายเพราะสิน้ ทงั้ อายุ และสิน้ ทง้ั กรรม
- อปุ จั เฉทกรรมขยะ เป็นการตายเพราะอุบัตเิ หตุ
นอกจากนัน้ แล้ว มีการกล่าวถึงสง่ิ ตา่ ง ๆ ในโลกและในจกั รวาล มภี เู ขาพระสุเมรรุ าชเป็น
4
แกนกลาง แวดลอ้ มดว้ ยกำแพงน้ำสที ันดรสมทุ ร และภูเขาสัตตบรรพต อนั ประกอบดว้ ย ภเู ขายคุ นธร
อนิ ิมธร กรวกิ สทุ ัศนะ เนมินธร วนิ ันตกะ และอสั สกณั ณะ กลา่ วถึงพระอาทติ ย์ พระจนั ทร์ ดาวนพ
เคราะห์ และดารากรทง้ั หลายในจักรวาล เปน็ เคร่ืองบง่ บอกให้รวู้ นั เวลาฤดกู าล และเหตกุ ารณ์ตา่ ง ๆ
กล่าวถึงทวีปทั้งสที่ ี่ตั้งอยู่รอบภเู ขาพระเมรุมาศ ชมพูทวีปอยู่ทางทศิ ใตก้ ว้าง ๑๐,๐๐๐ โยชน์ มี
ปริมณฑล ๓๐๐,๐๐๐ โยชน์ มแี ผน่ ดนิ เลก็ ลอ้ มรอบได้ ๕๐๐ มีแผน่ ดนิ เล็กอยู่กลางทวปี ใหญ่สผี่ นื
เรยี กว่า สุวรรณทวีป กวา้ งได้ ๑,๐๐๐ โยชน์ มีประมณฑล ๓๐,๐๐๐ โยชน์ เป็นเมอื งทอี่ ยู่ของพญา
ครฑุ
การกำหนดอายุของสัตวแ์ ละโลกทงั้ สามภูมิ มี กลั ป์ มหากัลป์ การวนิ าศ การอบตั ิ การสร้าง
โลก สรา้ งแผ่นดินตามคติของพราหมณ์
ท้ายสดุ ของภูมกิ ถา เป็นนิพพานคถาว่าด้วยนิพพานสมบัตขิ องพระอรยิ ะเจา้ ทง้ั หลาย วธิ ีปฏบิ ัติ
เพ่ือบรรลพุ ระนิพพาน อันเปน็ วิธตี ามแนวทางของพระพุทธศาสนา
สภุ าษติ พระรว่ ง เปน็ วรรณกรรมจารกึ ลงในแผน่ ศิลารปู ส่ีเหลี่ยมจตุรัส ตดิ ไว้กับผนังดา้ นใน
ของศาลาหน้าพระมหาเจดียห์ ลงั เหนือ วดั พระเชตพุ น ฯ กรุงเทพ ฯ และจดไว้ในสมดุ ไทยอีกหลายเล่ม
กรมศิลปากรจดั พิมพ์เปน็ ครั้งแรก เม่อื ปี พ.ศ.๒๔๗๒ มีชื่อเรยี กอกี อยา่ งหนึง่ ว่า บัญญตั พิ ระร่วง เปน็
ภาษิตไทยแท้ ๆ ใชถ้ อ้ ยคำอยา่ งพืน้ ๆ เป็นภาษติ ไทยเก่าแกท่ ตี่ ิดปากคนไทยสืบมา และมากลายรูปไป
ในลกั ษณะกวนี ิพนธแ์ บบต่าง ๆ แทรกอยใู่ นวรรณคดีไทยในเวลาตอ่ มา เมื่อพิจารณาตามรูปของวลจี ะ
พบว่า คล้ายคลึงใกลเ้ คียงกบั จารึกพ่อขุนรามคำแหงอาจเปน็ ไปไดว้ ่า สุภาษิตพระรว่ งเดิมเปน็ พระ
บรมราโชวาท ซ่งึ พระร่วง พ่อขุนรามคำแหง ทรงแสดงสง่ั สอนประชาชนชาวไทยในครั้งนนั้
สภุ าษติ พระร่วงเขยี นเปน็ ร่ายสุภาพ มีรปู แบบทีก่ ำหนดไวต้ ายตัวว่าในวรรคหนึ่ง ๆ ใหใ้ ช้คำได้
วรรคละห้าคำ คำสง่ สัมผสั มรี ปู วรรณยุกต์ใด คำรับสัมผัสตอ้ งมรี ูปวรรณยกุ ตน์ ้ัน เชน่ ภายในอย่านำ
ออก ภายนอกอยา่ นำเขา้ เป็นตน้
5
วรรณกรรมเร่อื งสุภาษติ พระรว่ งเป็นวรรณกรรมมขุ ปาฐะของสโุ ขทัย ได้รับการเรยี บเรียงเป็นรา่ ย
สุภาพ และจารึกเปน็ วรรณกรรมลายลกั ษณ์
ตำนานพระร่วงพระลอื พระรว่ งพระลือ จากคำบอกเล่าสบื ตอ่ กันมาว่า เดมิ จำหลกั จากงาดำ
ของชา้ งเผือกเปน็ ศิลปะสุโขทัย ต่อมามีการหลอ่ ด้วยสำรดิ ศิลปะอยุธยา ลักษณะประทบั ยืนตรง ยก
พระหัตถ์ท้งั สองตัง้ เสมอพระอุระ ทรงพระมาลาทชี่ าวบา้ นเรียกว่าหมวกชีโบ ครองจีวรคลุมยาวถึงพระ
ชงฆ์ องคพ์ ระร่วงสงู ๓๘ เซนติเมตร กว้าง ๘ เซนตเิ มตร องค์พระลือสงู ๓๔ เซนติเมตร กวา้ ง ๗
เซนตเิ มตร ปัจจบุ ันตั้งแสดงอยทู่ ่ีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตริ ามคำแหง
พงศาวดารเหนือกลา่ วประวตั พิ ระร่วงกษัตริยผ์ ู้ครองกรุงสโุ ขทัยว่า พระบิดาเป็นมนษุ ยพ์ ระ
มารดาเปน็ นางนาค พระบิดาเดิมครองนครหริภุญไชย ทรงพระนามว่าอภยั คามมะนี ท่านได้ไปจำศลี
ภาวนาอยูบ่ นภูเขาแหง่ หน่งึ ไดม้ นี างนาคจำแลงกายเปน็ มนุษยข์ น้ึ มาเท่ยี วเลน่ ไดพ้ บพระยาอภัยคาม
มะนีแลว้ เกดิ รักใคร่กนั ไดอ้ ยรู่ ว่ มกันเป็นเวลาเจ็ดวัน นางนาคกก็ ลบั สเู่ มืองบาดาล เม่ือใกลค้ ลอดบตุ ร
จงึ ได้ขน้ึ จากบาดาลไปยังภูเขาที่เคยพบพระยาอภัยคามมะนี และคลอดบุตรชาย ณ ท่นี ั้น แลว้ วางบตุ ร
บนผ้ากมั พล พร้อมทง้ั วางพระธำมรงค์ท่ีไดร้ ับประทานจากพระยาอภยั คามมะนี อธิษฐานขอใหพ้ ่อลกู
พบกนั แล้วกลับไปบาดาล
มพี รานปา่ ผูห้ น่งึ มาพบทารกจงึ นำไปเลี้ยง เมอ่ื กุมารเจริญวยั เปน็ ผมู้ ีบญุ ญาธิการ มวี าจาสทิ ธ์ิ
วนั หนึง่ พระยาอภยั คามมะนี มีพระราชประสงค์จะสร้างพระราชนิเวศน์เพิ่มเตมิ จงึ ประกาศให้ราษฎร
ไปช่วยกนั ตัดไมม้ าสร้างถวาย พรานป่ากไ็ ด้พาบตุ รบุญธรรมไปรว่ มตัดไมด้ ว้ ย กมุ ารกแ็ สดงฤทธ์ดิ ว้ ย
การใช้วาจาสิทธ์ิให้ไดไ้ ม้มาโดยไม่ต้องลงแรงตดั ความทราบถึงพระยาอภัยคามมะนี จงึ รบั สง่ั ให้ลูกนาง
นาคเข้าเฝ้า เม่ือได้ซักถามประวัตจิ นทราบว่า เปน็ พระโอรสจงึ รับเขา้ ไวใ้ นเศวตฉัตร และทรงต้ังพระ
นามว่า อรณุ กมุ าร พระยาอภัย ฯ มีโอรสกบั พระมเหสอี กี องคห์ นงึ่ มพี ระนามว่า ฤทธิกุมาร เม่อื โอรส
ทงั้ สองเจริญวยั ก็ได้ทรงสู่ขอพระธิดาผูค้ รองนครศรีสชั นาลัยมาอภิเษกสมรสกับอรุณกมุ าร เมื่อพระยา
6
อภัย ฯ สวรรคต อรุณกมุ ารจงึ ไดค้ รองนครสโุ ขทยั สืบแทน ต่อมาเม่ือผู้ครองนครศรสี ัชนาลัยสวรรคต
อรณุ กุมารก็ไดค้ รองนครศรีสัชนาลยั ควบคกู่ บั นครสุโขทยั ทรงพระนามวา่ พระร่วงพระองคไ์ ด้ทรงสขู่ อ
พระธดิ าเจา้ เมอื งเชียงใหม่ ใหอ้ ภเิ ษกสมรสกบั ฤทธกิ ุมาร และหลังจากเจ้าเมืองเชียงใหม่สวรรคตแลว้
เจา้ ฤทธกิ มุ ารกไ็ ด้ครองเมืองเชียงใหม่ได้พระนามใหมว่ า่ พระลอื
พระรว่ งส่วยน้ำ มีตำนานเรอื่ งพระร่วงอกี เรื่องหนงึ่ กลา่ วว่า พระรว่ งเป็นบตุ รของนายคงเครา
นายกองสง่ สว่ ยน้ำเมอื งลพบรุ ี ในครั้งนนั้ พระเจ้าแผน่ ดินขอมแหง่ กรุงกมั พูชามีเมืองขึน้ ที่ต้องส่งเครอื่ ง
บรรณาการเป็นจำนวนมาก ในจำนวนดังกล่าวมีเมอื งลพบุรีอยู่ดว้ ย เมอื งลพบุรีตอ้ งส่งส่วยนำ้ เป็น
เคร่อื งบรรณาการเปน็ ประจำทุกปี นายคงเครามีบตุ รคนหนึง่ ชอ่ื นายรว่ ง เป็นคนมบี ญุ ญาธิการ มวี าจา
สิทธิ์ เมอ่ื ตอนท่ีมอี ายุสบิ เอ็ดปี เขาพายเรอื ทวนน้ำนานเข้าจงึ เหนด็ เหนอื่ ยมากถงึ กบั ออกปากว่า
"ทำไมน้ำจึงไม่ไหลไปทางโนน้ บ้าง" พอพูดขาดคำก็ปรากฏวา่ สายนำ้ ไดไ้ หลยอ้ นกลบั ไปในทางทีจ่ ะไป
ทันที นายรว่ งเม่ือรู้วา่ ตนมีวาจาสิทธ์ิก็เก็บเร่ืองไว้เปน็ ความลบั ไม่บอกใหใ้ ครรู้
เมื่อนายคงเคราชราภาพลง นายร่วงจึงรับหนา้ ท่ีส่งส่วยน้ำแทนบิดา เขาคดิ หาวิธกี ารทำภาชนะใสน่ ำ้
สง่ เจ้ากรุงกัมพูชา เป็นภาชนะทเี่ บาและจนุ ้ำไดม้ ากโดยใช้ไม้ไผ่มาจักสานเปน็ ชะลอม (คร)ุ ขนึ้ เปน็
จำนวนมาก แล้วนำไปตักนำ้ ในทะเลชุบศร ลนั่ วาจาสิทธใ์ิ หน้ ำ้ ไม่รัว่ ออกจากชะลอม น้ำก็อยู่ในชะลอม
ไม่ร่ัวไหลออกมา เมื่อนำไปถวายพระเจ้ากรงุ กมั พูชาทรงเหน็ เปน็ ท่อี ัศจรรย์ และทรงวติ กวา่ บดั นมี้ คี นมี
บญุ เกิดข้ึนแลว้ ถ้าปลอ่ ยไว้จะเป็นอนั ตรายต่อกรุงกัมพูชา ควรทจี่ ะกำจัดนายร่วงเสียโดยเร็ว จึงได้ตรสั
สั่งใหน้ ายเดโชชยั นายทหารคู่พระทัย ดำเนินการกำจดั นายรว่ งเสยี
ฝ่ายนายร่วงเม่อื ไดท้ ราบว่าพระเจ้ากรุงกมั พชู าคิดกำจัดตน จึงหลบหนีจากเมอื งลพบุรีขน้ึ มา
บวชเป็นพระภกิ ษุทว่ี ัดมหาธาตุ เมอื งสุโขทัย นายเดโชชัย เป็นผ้มู ีวิชาอาคมแก่กล้ากไ็ ดต้ ิดตามนายร่วง
มาถงึ เมืองสโุ ขทยั เมื่อมาถึงกำแพงเมืองสุโขทัย กใ็ ช้อิทธฤิ ทธิ์ดำดนิ ลอดใตก้ ำแพงเมืองเข้ามาโผล่ขึน้ ใน
7
ลานวัดมหาธาตุ ขณะนั้นพระภกิ ษุพระรว่ งกำลงั กวาดลานวัดอยู่ นายเดโชชัยจงึ เขา้ ไปถามวา่ รู้ไหมว่า
นายรว่ งทีม่ าจากเมืองลพบุรีนน้ั ขณะนอ้ี ย่ทู ี่ไหน พระภิกษรุ ่วงกร็ ู้ทันทีวา่ คนผู้นีต้ ามมาทำร้ายตน จึงได้
กลา่ ววาจาออกไปวา่ "สจู งอย่ทู ี่นีเ่ ถดิ รูปจะไปบอกนายรว่ งให้" พอพูดขาดคำร่างของนายเดโชชัยก็
กลายเปน็ หนิ ไปทนั ที เม่ือชาวบ้านเมอื งสโุ ขทยั รวู้ า่ พระภกิ ษรุ ่วงมวี าจาสิทธ์ิ สาปขอมใหก้ ลายเปน็ หิน
ได้ จึงมีความเคารพศรัทธาเปน็ อย่างย่ิง เมื่อเจา้ เมืองสโุ ขทัยส้ินแลว้ จงึ ไดพ้ ากนั อาราธนาให้พระภกิ ษุ
ร่วงลาสกิ ขา แล้วข้นึ ครองเมืองสุโขทัย ทรงพระนามวา่ พระเจ้าศรีจนั ทราธิบดี ทรงปกครองบา้ นเมือง
ดว้ ยทศพธิ ราชธรรม นำความร่มเย็นเป็นสุขมาสู่ประชาชน และบา้ นเมืองก็เจริญรุ่งเรอื งสืบต่อมา
สำหรบั รูปคนทเ่ี ป็นหินน้ัน ชาวบ้านเรียกว่า ขอมดำดิน ปัจจุบนั ถูกคนทุบตจี นแตกหักเป็นเศษ
เล็กเศษน้อย ทางราชการได้นำไปไวท้ ่ีศาลพระแม่ย่า หน้าศาลากลางจงั หวดั สุโขทัย