แนวคดิ ทฤษฎีเก่ยี วกับนวตั กรรม
นวตั กรรม (Innovation) เป็นคำที่คณะกรรมกำรพจิ ำรณำศพั ท์วิชำกำรศึกษำกระทรวงศกึ ษำธกิ ำร
บัญญตั ขิ ้นึ เดมิ ใช้ นวกรรม มำจำกคำกริยำวำ่ Innovateมำจำกรำกศัพทภ์ ำษำอังกฤษวำ่
Inovare(in(=in)+novare= to renew, to modify) และnovare มำจำกคำว่ำ novus
(=new)Innovate แปลตำมรูปศพั ท์ได้ว่ำ "ทำใหม่,เปล่ยี นแปลงโดยนำสง่ิ ใหมๆ่ เข้ำมำ "Innovation = กำรทำ
สงิ่ ใหมๆ่ สงิ่ ใหมๆ่ ท่ีทำข้ึนมำ (International Dictionary)
นวตั กรรม (Innovation) หมำยถึง กำรนำสงิ่ ใหม่ ๆ อำจเปน็ แนวควำมคดิ หรอื ส่ิงประดษิ ฐ์ใหม่ ๆท่ี
ยงั ไม่เคยมใี ช้มำกอ่ นหรอื เปน็ กำรพัฒนำดัดแปลงจำกของเดมิ ท่ีมีอยแู่ ลว้ ใหท้ ันสมยั และได้ผลดีมีประสิทธภิ ำพ
และประสทิ ธิผลสงู กวำ่ เดิม ทง้ั ยงั ชว่ ยประหยัดเวลำและแรงงำนได้ด้วย
นวัตกรรมทำงกำรศึกษำ (Educational Innovation)หมำยถงึ กำรนำเอำส่ิงใหม่ซง่ึ อำจจะอยู่ในรปู
ของควำมคดิ หรือกำรกระทำรวมทงั้ สงิ่ ประดิษฐก์ ็ตำมเข้ำมำใชใ้ นระบบกำรศึกษำเพอื่ มุง่ หวงั ทจี่ ะเปลยี่ นแปลง
ส่งิ ทมี่ ีอย่เู ดมิ ใหร้ ะบบกำรจดั กำรศกึ ษำมีประสิทธภิ ำพย่งิ ขึน้ ทำให้ผเู้ รยี นสำมำรถเกิดกำรเรียนรู้ได้อย่ำงรวดเรว็
เกดิ แรงจงู ใจในกำรเรียนและชว่ ยให้ประหยดั เวลำในกำรเรยี น เชน่ กำรสอนใช้คอมพวิ เตอร์ชว่ ย กำรใช้วดี ิทัศน์
เชงิ โต้ตอบ(Interactive Video)
ส่อื หลำยมิติ (Hypermedia) และอินเตอรเ์ นต็ เหลำ่ น้ีเป็นตน้
กิดำนันท์ มลทิ อง (๒๕๔๓ : ๒๔๕) ไดก้ ล่ำวไว้ว่ำ นวัตกรรม เปน็ แนวควำมคิด กำร
ปฏิบัติหรอื สงิ่ ประดษิ ฐใ์ หม่ ๆ ทีย่ งั ไมเ่ คยมีใช้มำกอ่ นหรอื เปน็ กำรพฒั นำดดั แปลงจำกของเดมิ ท่ีมีอยแู่ ลว้ ให้
ทันสมัยและใช้ไดผ้ ลดยี งิ่ ขึ้น เมือ่ นำนวัตกรรมมำใช้จะช่วยใหก้ ำรทำงำนนัน้ ไดผ้ ลดมี ีประสทิ ธิภำพและ
ประสทิ ธผิ ลสงู กวำ่ เดมิ ทง้ั ยงั ชว่ ยประหยัดเวลำและแรงงำนได้ด้วย
เคนเนท (Kencth,๑๙๕๕ : ๑๒๘ ) กลำ่ ววำ่ เทคโนโลยีทำงกำรศกึ ษำ หมำยถึง กำรนำ
ควำมร้ทู ำงวิทยำศำสตรม์ ำใชส้ ำหรบั กำรเรยี นกำรสอน เพอ่ื ช่วยใหก้ ำรสอนมปี ระสทิ ธิภำพย่งิ ขึ้นโดยใช้
หลกั กำรทำงวทิ ยำศำสตร์ เพื่อนำมำผลติ อปุ กรณ์ เครอ่ื งมอื ตลอดจนเทคนคิ ต่ำง ๆ นำมำใชเ้ ป็นอปุ กรณ์กำร
เรียนกำรสอนให้มปี ระสิทธิภำพมำกยิง่ ขึน้
หลักกำร/ทฤษฎ/ี วิธีกำร/แนวคดิ ท่เี กีย่ วข้องกบั นวตั กรรมและเทคโนโลยี
กำรศกึ ษำ ประกอบด้วย
๑.หลกั กำรและทฤษฎีทำงจิตวทิ ยำกำรศึกษำ
๑.๑ ทฤษฎกี ำรเรียนรู้ ไดม้ ำจำก ๒ กลมุ่ ใหญ่ คอื กลุ่มพฤตกิ รรมและกลมุ่ ควำมรู้
๑.๒ ทฤษฎีควำมแตกต่ำงระหวำ่ งบคุ คล ขึ้นอย่กู ับสภำพสงั คมและวัฒนธรรม ทำให้
มพี ฤติกรรมทอี่ อกมำแตกต่ำงกนั
๑.๓ ทฤษฎีกำรพฒั นำกำร ประกอบด้วย ทฤษฎีของเปยี เจท์ บรนู เนอร์ อิริคสนั กี
เซล
๒. ทฤษฎกี ำรสอ่ื สำร รศ.ดร.สำโรช โศภี ได้กลำ่ วว่ำ กำรสอื่ สำร (communication )
คือกระบวนกำรแลกเปลย่ี นข้อมูล ขำ่ วสำรระหวำ่ งบคุ คลตอ่ บคุ ลหรอื บุคคลต่อกลุม่ โดยใช้สญั ญลกั ษณ์
สญั ญำน หรอื พฤติกรรมทเี่ ข้ำใจกัน ซงึ่ ประกอบด้วย ผ้สู ง่ สำร ข้อมลู ข่ำวสำร สอื่ และผรู้ ับส่อื
๓. ทฤษฎรี ะบบ จัดเปน็ สำขำวิชำเกิดขึ้นช่วงปลำยทศวรรษที่ ๒๐ ทฤษฎีระบบเป็น
สำขำวชิ ำทพ่ี ัฒนำขนึ้ โดยอำศัยแนวควำมคิดหลำยสำขำ โดยทำแนวคดิ จำกหลำยสำขำวชิ ำมำประยกุ ต์
ผสมผสำนสรำ้ งเป็นทฤษฎีระบบขึ้นมำ
๔. ทฤษฎกี ำรเผยแพร่ กฤษมนั ท์ วัฒนำณรงค์(๒๕๕๐: หน้ำ ๓๒-๔๑) กลำ่ ววำ่ ทฤษฎกี ำร
เผยแพรน่ ้ัน เกดิ จำกกำรผสมผสำนทฤษฎหี ลักกำรและควำมรูค้ วำมจรงิ จำกหลำยสำขำวิชำที่มศี ำสตรเ์ ก่ยี วข้อง
กับกำรเผยแพร่ แตล่ ะศำสตร์กจ็ ะมีส่วนประกอบเฉพำะในสว่ นทีเ่ ป็นนวตั กรรมของศำสตร์นน้ั ๆ ผลจำกกำร
รวบรวมกระบวนกำรวิธกี ำรและทฤษีกำรเผยแพรข่ องศำสตร์ต่ำงๆนำไปสู่กำรสรำ้ งทฤษฎีกำรเผยแพร่ข้ึน
หลกั กำร ทฤษฎี แนวคิดทเ่ี กีย่ วขอ้ งกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีกำรศกึ ษำ
ประกอบดว้ ย
๑.หลกั กำรและทฤษฎีทำงจิตวิทยำกำรศึกษำ
๑.๑ ทฤษฎกี ำรเรยี นรู้ ไดม้ ำจำก ๒ กลมุ่ ใหญ่ คือ กลุม่ พฤตกิ รรมและกลมุ่ ควำมรู้
๑.๒ ทฤษฎีควำมแตกต่ำงระหว่ำงบุคคล ขึ้นอยูก่ บั สภำพสงั คมและวฒั นธรรม ทำให้
มีพฤติกรรมทอี่ อกมำแตกตำ่ งกนั
๑.๓ ทฤษฎีกำรพฒั นำกำร ประกอบด้วย ทฤษฎขี องเปยี เจท์ บรนู เนอร์ อิรคิ สนั กี
เซล
๒. ทฤษฎีกำรส่ือสำร รศ.ดร.สำโรช โศภี ไดก้ ลำ่ วว่ำ กำรส่อื สำร (communication )
คอื กระบวนกำรแลกเปลี่ยนขอ้ มลู ขำ่ วสำรระหว่ำงบคุ คลต่อบุคลหรือบคุ คลต่อกลุม่ โดยใชส้ ญั ญลกั ษณ์
สญั ญำน หรอื พฤตกิ รรมทเ่ี ขำ้ ใจกัน ซง่ึ ประกอบดว้ ย ผู้สง่ สำร ข้อมูล ขำ่ วสำร สอ่ื และผรู้ บั ส่อื
๓. ทฤษฎรี ะบบ จดั เปน็ สำขำวิชำเกดิ ขนึ้ ช่วงปลำยทศวรรษท่ี ๒๐ ทฤษฎีระบบเปน็
สำขำวิชำทีพ่ ัฒนำขึน้ โดยอำศัยแนวควำมคิดหลำยสำขำ โดยทำแนวคดิ จำกหลำยสำขำวชิ ำมำประยกุ ต์
ผสมผสำนสร้ำงเปน็ ทฤษฎรี ะบบขน้ึ มำ
๔. ทฤษฎีกำรเผยแพร่ กฤษมันท์ วัฒนำณรงค(์ ๒๕๕๐: หนำ้ ๓๒-๔๑) กล่ำวว่ำ ทฤษฎกี ำร
เผยแพร่นนั้ เกดิ จำกกำรผสมผสำนทฤษฎหี ลักกำรและควำมร้คู วำมจรงิ จำกหลำยสำขำวิชำที่มศี ำสตรเ์ ก่ยี วขอ้ ง
กบั กำรเผยแพร่ แต่ละศำสตรก์ จ็ ะมสี ว่ นประกอบเฉพำะในสว่ นทเี่ ปน็ นวัตกรรมของศำสตร์นนั้ ๆ ผลจำกกำร
รวบรวมกระบวนกำรวธิ กี ำรและทฤษกี ำรเผยแพรข่ องศำสตร์ตำ่ งๆนำไปส่กู ำรสร้ำงทฤษฎกี ำรเผยแพรข่ ึน้
หลกั กำรและทฤษฎีทำงจติ วิทยำกำรศกึ ษำ
ทฤษฎกี ำรเรยี นรทู้ ่เี ปน็ พนื้ ฐำนของเทคโนโลยกี ำรศึกษำนั้นเป็นทฤษฎีท่ีได้จำก ๒ กลุ่ม
คือ ๑. กลุ่มพฤติกรรม (Behaviorism) ๒. กลุ่มควำมรู้ (Cognitive)
ทฤษฎจี ำกกลมุ่ พฤติกรรมนยิ ม นักจติ วิทยำกำรศกึ ษำกลมุ่ น้ี เช่น chafe Watson
Pavlov, Thorndike, Skinner ซงึ่ ทฤษฎีของนักจติ วทิ ยำกลมุ่ นี้มหี ลำยทฤษฎี เชน่ ทฤษฎีกำรวำงเง่อื นไข
(Conditioning Theory) ทฤษฎคี วำมสัมพันธ์ตอ่ เน่อื ง (Connectionism Theory) ทฤษฎีกำรเสรมิ แรง
(Stimulus-Response Theory) ทฤษฎีกำรวำงเงือ่ นไข (Conditioning Theory) เจ้ำของทฤษฎนี ้ีคือ พอ
ฟลอบ (Pavlov) กลำ่ วไว้ว่ำ ปฏกิ ริ ิยำตอบสนองอยำ่ งใดอย่ำงหนง่ึ ของรำ่ งกำยของคนไมไ่ ด้มำจำกสง่ิ เร้ำอยำ่ ง
ใดอย่ำงหนง่ึ แตเ่ พยี งอยำ่ งเดียว ส่ิงเร้ำนน้ั ก็อำจจะทำใหเ้ กิดกำรตอบสนองเชน่ นัน้ ได้ ถ้ำหำกมกี ำรวำงเงอ่ื นไขที่
ถูกตอ้ งเหมำะสม ทฤษฎีควำมสมั พนั ธ์ต่อเนอื่ ง (Connectionism Theory) เจ้ำของทฤษฎีนี้ คือ ธอรน์ ไดค์
(Thorndike) ซงึ่ กลำ่ วไว้วำ่ ส่งิ เรำ้ หนงึ่ ๆ ย่อมทำใหเ้ กดิ กำรตอบสนองหลำย ๆ อย่ำง จนพบสิ่งทต่ี อบสนองท่ีดี
ท่ีสดุ เขำไดค้ น้ พบกฎกำรเรยี นรทู้ สี่ ำคัญคือ ๑. กฎแหง่ กำรผล (Law of Effect) ๒. กฎแห่งกำรฝึกหัด (Law
of Exercise) ๓. กฎแห่งควำมพร้อม (Law of Readiness)
หลักกำรเกีย่ วกบั นวตั กรรม
หลักกำร/ทฤษฎี/วธิ กี ำร/แนวคิดทเ่ี ก่ยี วข้องกับนวตั กรรมและเทคโนโลยี
กำรศกึ ษำ ประกอบดว้ ย
๑.หลกั กำรและทฤษฎีทำงจติ วทิ ยำกำรศึกษำ
๑.๑ ทฤษฎีกำรเรียนรู้ ไดม้ ำจำก ๒ กลมุ่ ใหญ่ คอื กลุ่มพฤตกิ รรมและกลมุ่ ควำมรู้
๑.๒ ทฤษฎีควำมแตกต่ำงระหวำ่ งบุคคล ขึ้นอยกู่ บั สภำพสังคมและวฒั นธรรม ทำให้
มีพฤตกิ รรมทอี่ อกมำแตกตำ่ งกนั
๑.๓ ทฤษฎีกำรพฒั นำกำร ประกอบดว้ ย ทฤษฎีของเปียเจท์ บรนู เนอร์ อริ ิคสันกเี ซล
๒. ทฤษฎีกำรส่ือสำร รศ.ดร.สำโรช โศภี ไดก้ ล่ำวว่ำ กำรสอ่ื สำร (communication )
คอื กระบวนกำรแลกเปล่ียนขอ้ มลู ข่ำวสำรระหว่ำงบุคคลต่อบุคลหรือบคุ คลตอ่ กลุม่ โดยใชส้ ญั ญลักษณ์
สญั ญำน หรือพฤติกรรมทเี่ ขำ้ ใจกนั โดยมอี งคป์ ระกอบ ซ่งึ ประกอบดว้ ย ผู้สง่ สำร ขอ้ มูล ขำ่ วสำร สอื่ และผ้รู บั
สื่อ
๓. ทฤษฎรี ะบบ จดั เป็นสำขำวิชำเกิดขน้ึ ช่วงปลำยทศวรรษท่ี ๒๐ ทฤษฎีระบบเปน็
สำขำวชิ ำทพี่ ฒั นำข้ึนโดยอำศัยแนวควำมคิดหลำยสำขำ โดยทำแนวคดิ จำกหลำยสำขำวชิ ำมำประยกุ ต์
ผสมผสำนสร้ำงเป็นทฤษฎรี ะบบข้นึ มำ
๔. ทฤษฎกี ำรเผยแพร่ กฤษมันท์ วัฒนำณรงค์(๒๕๕๐: หน้ำ ๓๒-๔๑) กลำ่ วว่ำ ทฤษฎกี ำร
เผยแพร่นนั้ เกิดจำกกำรผสมผสำนทฤษฎหี ลกั กำรและควำมรู้ควำมจรงิ จำกหลำยสำขำวชิ ำท่ีมีศำสตรเ์ ก่ียวขอ้ ง
กับกำรเผยแพร่ แต่ละศำสตร์กจ็ ะมสี ว่ นประกอบเฉพำะในสว่ นทเ่ี ป็นนวตั กรรมของศำสตร์น้ันๆ ผลจำกกำร
รวบรวมกระบวนกำรวิธีกำรและทฤษฎีกำรเผยแพร่ของศำสตร์ต่ำงๆนำไปสู่กำรสร้ำงทฤษฎกี ำรเผยแพรข่ นึ้
กล่มุ ควำมรู้ (Cognitive)
นกั จิตวทิ ยำกลมุ่ นี้เน้นควำมสำคัญของสว่ นรวม ดงั นัน้ แนวคดิ ของกำรสอนซึ่งม่งุ ใหผ้ ู้เรยี น
มองเหน็ ส่วนรวมก่อน โดยเนน้ เรยี นจำกประสบกำรณ์ ทฤษฎที ำงจติ วิทยำของกลุ่มนซี้ ึง่ มชี ื่อว่ำ Cognitive
Field Theory นักจิตวทิ ยำในกล่มุ น้ี เช่น โคเลอร์(kohler) เลวิน (Lawin) วทิ คนิ (Witkin) แนวคดิ ของทฤษฎี
นจ้ี ะเน้นควำมพอใจของผูเ้ รียน ผสู้ อนควรใหผ้ ้เู รยี นทำงำนตำมควำมสำมำรถของเขำและคอยกระตุน้ ใหผ้ เู้ รยี น
ประสบควำมสำเรจ็ กำรเรียนกำรสอนจะเน้นใหผ้ เู้ รยี นลงมือกระทำดว้ ยตัวเขำเอง ผู้สอนเปน็ ผู้ช้แี นะ
หลักกำร/ทฤษฎี/วิธีกำร/แนวคิดทเ่ี ก่ยี วข้องกับนวัตกรรมและเทคโนโลยกี ำรศกึ ษำ ประกอบด้วย
๑.หลกั กำรและทฤษฎีทำงจิตวทิ ยำกำรศกึ ษำ
๑.๑ ทฤษฎกี ำรเรยี นรู้ ไดม้ ำจำก ๒ กลมุ่ ใหญ่ คือ กลุ่มพฤติกรรมและกลมุ่ ควำมรู
๑.๒ ทฤษฎคี วำมแตกตำ่ งระหวำ่ งบุคคล ขึ้นอยกู่ บั สภำพสังคมและวฒั นธรรม ทำให้
มพี ฤตกิ รรมทอ่ี อกมำแตกตำ่ งกนั
๑.๓ ทฤษฎีกำรพฒั นำกำร ประกอบด้วย ทฤษฎีของเปยี เจท์ บรนู เนอร์ อิรคิ สนั กเี ซล
๒. ทฤษฎกี ำรสอื่ สำร รศ.ดร.สำโรช โศภี ไดก้ ลำ่ ววำ่ กำรสือ่ สำร (communication )
คอื กระบวนกำรแลกเปลี่ยนขอ้ มลู ข่ำวสำรระหว่ำงบุคคลต่อบุคลหรอื บุคคลตอ่ กลุ่ม โดยใช้สญั ญลกั ษณ์
สญั ญำน หรอื พฤติกรรมทเี่ ขำ้ ใจกนั โดยมอี งค์ประกอบ ซง่ึ ประกอบด้วย ผ้สู ง่ สำร ข้อมลู ข่ำวสำร สอ่ื และผ้รู บั
สอ่ื
๓. ทฤษฎรี ะบบ จดั เปน็ สำขำวิชำเกดิ ขน้ึ ช่วงปลำยทศวรรษที่ ๒๐ ทฤษฎีระบบเป็น
สำขำวชิ ำทีพ่ ฒั นำขึ้นโดยอำศัยแนวควำมคดิ หลำยสำขำ โดยทำแนวคิดจำกหลำยสำขำวชิ ำมำประยกุ ต์
ผสมผสำนสร้ำงเปน็ ทฤษฎรี ะบบขึ้นมำ
๔. ทฤษฎกี ำรเผยแพร่ กฤษมันท์ วัฒนำณรงค(์ ๒๕๕๐: หน้ำ ๓๒-๔๑) กลำ่ วว่ำ ทฤษฎีกำร
เผยแพร่นนั้ เกดิ จำกกำรผสมผสำนทฤษฎหี ลกั กำรและควำมรคู้ วำมจรงิ จำกหลำยสำขำวิชำทมี่ ศี ำสตร์เกย่ี วข้อง
กบั กำรเผยแพร่ แตล่ ะศำสตรก์ จ็ ะมีสว่ นประกอบเฉพำะในสว่ นทเี่ ป็นนวัตกรรมของศำสตร์น้นั ๆ ผลจำกกำร
รวบรวมกระบวนกำรวธิ กี ำรและทฤษฎีกำรเผยแพรข่ องศำสตร์ตำ่ งๆนำไปส่กู ำรสรำ้ งทฤษฎีกำรเผยแพร่ขึ้น
กลุ่มควำมรู้ (Cognitive)
แนวคดิ หลักกำรและทฤษฎขี องนวัตกรรม
ในปจั จบุ ัน มีควำมเปล่ียนแปลงเกิดขน้ึ ในสงั คมอย่ตู ลอดเวลำ จึงมคี วำมจำเป็นท่คี นเรำ
ตอ้ งคิดประดษิ ฐส์ ่ิงใหมๆ่ ข้นึ มำ เพื่อตอบสนองควำมเปลี่ยนแปลงน้นั ๆ ทำใหเ้ กิดควำมสะดวกสบำยในกำร
ดำรงชีวติ สง่ิ ท่ีคิดข้ึนมำใหมน่ ี้เรยี กวำ่ นวัตกรรม (Innovation) ซึ่งไมจ่ ำเปน็ ตอ้ งเปน็ วตั ถุสง่ิ ของ อำจเปน็
แนวคิดหรือ วธิ กี ำรก็ได้ ในโรงเรยี นทัว่ ไปได้มีกำรนำนวตั กรรมมำใช้จัดกำรเรยี นกำรสอนในชัน้ เรียนเพื่อ
ปรับปรงุ คณุ ภำพกำรเรยี นกำรสอน ในงำนวิจัยไดน้ ำเอำนวัตกรรมไปทดลองใช้ในชั้นเรียน และพบวำ่ ไดผ้ ลเปน็
ทพี่ อใจ จงึ ทำกำรเผยแพรแ่ ละใช้ในวงกว้ำงต่อมำ เชน่ ชดุ กำรสอน บทเรยี นคอมพวิ เตอร์ ภำพ และรปู แบบ
กำรสอนตำ่ งๆ
ทฤษฎกี ำรแพร่กระจำยนวตั กรรม
ทฤษฎีนอ้ี ธบิ ำยใหเ้ ห็นถงึ พฤตกิ รรมและบุคลกิ ลักษณะของบุคคลแตล่ ะกลมุ่ ในสงั คม
เพอื่ ใหเ้ ขำ้ ใจวธิ ีกำรรับเทคโนโลยีของคนแตล่ ะกลมุ่ ในสงั คม ไดด้ งั น้ี
Inventor คอื คนกลุ่มแรกในสังคมทน่ี อกจำกเป็นทงั้ ผปู้ ระดิษฐค์ ดิ คน้ แล้วยงั รวมไปจนถึง
ผใู้ ชง้ ำนทีม่ คี วำมรดู้ ำ้ นเทคโนโลยี และชอบตดิ ตำมเทคโนโลยอี ยู่เสมอน่ันเอง
Early Adopters เปน็ กลมุ่ ทีช่ อบลองอะไรใหมๆ่ และคอ่ นข้ำงมฐี ำนะ อำจเป็น
นกั วชิ ำกำรหรอื คนดังในสงั คม
Early Majorityกลมุ่ นีจ้ ะตัดสินใจได้ตอ้ งคดิ หลำยรอบแตต่ อ้ งใช้งำนไดง้ ำ่ ย และมี
ประโยชนก์ ำรตดั สินใจเลอื กนวตั กรรมของกล่มุ นม้ี ักดจู ำกกำรตดั สนิ ใจของสองกลุ่มแรก
Late Majorityกล่มุ นีก้ ว่ำจะมีใช้เทคโนโลยหี รือนวตั กรรมอำจจะเริม่ ตกรนุ่ ไปแล้วแ ละมี
ควำมจำเปน็ ตอ้ งกำรใชง้ ำนจรงิ ๆ จงึ จะใช้ ในควำมคิดของผเู้ ขยี นคดิ ว่ำ นวัตกรรมหรือเทคโนโลยใี ดเข้ำถึงกำร
ยอมรบั ของคนกลุ่มนีไ้ ดถ้ ือว่ำประสบควำมสำเรจ็ แลว้
Laggard เปน็ กลมุ่ ที่มใี ช้เทคโนโลยหี รอื นวตั กรรมเมอ่ื ตกรุน่ ไปแลว้ และเปน็ กลมุ่ สดุ ทำ้ ย
ในสงั คม กลมุ่ น้ีจะเลือกซ้ือโดยสอบถำมข้อมลู จำกคนรอบข้ำงโดยเฉพำะดพู ฤตกิ รรมของคนในสงั คมกลมุ่ กอ่ นๆ
๓. ทฤษฎี The Chasm Model หบุ เหวแห่งกำรยอมรบั ของนวตั กรรมเทคโนโลยีในสังคม
ทฤษฎขี อง โรเจอร์ นนั้ กำรเรมิ่ ยอมรบั นวตั กรรมจะเกิดขึ้นเมอื่ หลงั จำกผ่ำนสถำนะแรก
หรอื ผำ่ นคนกล่มุ แรก (Innovators) หรือคือกำรได้รบั กำรยอมรบั จำกนกั ประดิษฐน์ วัตกรรมหรอื ผ้ชู อบตดิ ตำม
เทคโนโลยใี หมจ่ ำนวนหนงึ่ ทดสอบทดลองจนสน้ิ สงสยั และยอมรบั เทคโนโลยนี น้ั แล้วถัดไปก็จะเกดิ กำรยอมรบั
ของกลมุ่ Early Adopters และ Early Majority ได้ง่ำยขนึ้ แต่ มัวร์ ได้ใหค้ วำมสำคัญต่อกำรยอมรบั นวัตกรรม
ในกล่มุ Early Adopters อยำ่ งมำกทส่ี ดุ และกลุ่มนีม้ คี วำมสำคญั อย่ำงยงิ่ ว่ำนวัตกรรมนนั้ จะมีอย่หู รือดบั ไปใน
สังคม มัวร์ จงึ เปรียบวำ่ ในคนกลุม่ นีจ้ ะมี “หบุ เหว” ซึง่ คอยดกั นวตั กรรมใดๆ ว่ำจะอยหู่ รอื ดบั ไปและ
นวตั กรรมใดๆ จะมปี ฏิสัมพันธร์ ะหว่ำง Early Adopter กบั ผู้ผลิตจนกวำ่ นวตั กรรมนนั้ ๆ จะตรงกบั อปุ สงคใ์ น
สังคมจนเกดิ กำรยอมรบั ในทส่ี ดุ หำกนวัตกรรมหรอื เทคโนโลยีโทรคมนำคมใดผ่ำนหบุ เหวน้ีไปได้
หลักกำรและทฤษฏที เี่ ก่ยี วข้องกับนวตั กรรมและเทคโนโลยที ำงกำรศกึ ษำ
นวัตกรรม คือ มปี ระสทิ ธภิ ำพและประสิทธผิ ล เชน่ เทคนิคและวธิ ีกำรใหมๆ่ ท่ีจะทำ
ให้เกิดกำรเปล่ียนแปลงไปสู่สงิ่ ทมี่ ปี ระสิทธภิ ำพและประสทิ ธิผลเปน็ ท่ียอมรบั ใชโ้ ดยท่ัวกนั
นวกรรม คอื ควำมคิดและกำรกระทำท่ใี หมๆ่ ทจี่ ะทำใหเ้ กดิ กำรเปลยี่ นแปลงไปสสู่ ่งิ
ทด่ี ีกว่ำ
นวกรรมทำงกำรศกึ ษำ หมำยถึง ควำมคดิ และกำรกระทำใหมๆ่ ทจ่ี ะทำใหเ้ กิดกำร
เปลย่ี นแปลงเพอ่ื จะแกป้ ญั หำทเี่ กดิ ขึ้น
เทคโนโลยที ำงกำรศึกษำ คือ กำรนำควำมรทู้ ำงวทิ ยำศำสตร์มำใช้สำหรบั กำรสอนเพ่ือ
ช่วยใหก้ ำรสอนมปี ระสทิ ธิภำพยงิ่ ขึ้นโดยใช้หลกั กำรทำงวทิ ยำศำสตร์ เพอื่ นำมำผลิตอปุ กรณ์ เครือ่ งมือ
ตลอดจนเทคนคิ ตำ่ งๆ
หลักกำรทฤษฏีทำงจติ วิทยำกำรศกึ ษำ
ทฤษฏีกำรเรียนรูม้ ี ๒ กลมุ่
๑. กลมุ่ พฤตกิ รรม
๒. กลมุ่ ควำมรู้
กลุ่มพฤตกิ รรม
ทฤษฏีกำรเสริมแรง ของพำฟลอบ กำรปฏกิ ริ ิยำตอบสนองอย่ำงใดอย่ำงหน่ึงแต่เพยี ง
อย่ำงเดยี วสง่ิ เร้ำน้นั ก็อำจจะทำให้เกิดกำรตอบสนองเชน่ น้นั ได้ถ้ำหำกมกี ำรวำงเงื่อนไขทถ่ี ูกตอ้ ง
ทฤษฏคี วำมสมั พันธ์อย่ำงตอ่ เนอ่ื ง
เจำ้ ของทฤษฏีนีค้ ือธอรไ์ ดร์ สิ่งเรำ้ หนง่ึ ๆย่อมทำใหเ้ กิดกำรตอบสนองหลำยๆอยำ่ งจนพบ
สิ่งทีต่ อบสนองท่ีดที สี่ ดุ เขำไดค้ น้ พบกฎกำรเรยี นร้ดู ังนี้
๑. กฎแหง่ กำรผล
๒. กฎแห่งกำรฝกึ หดั
๓. กฎแหง่ ควำมพรอ้ ม
ทฤษฏีกำรวำงเงอื่ นไข
ปฏกิ ิริยำตอบสนองหนง่ึ อำจไมใ่ ชเ่ น่ืองจำกสงิ่ เรำ้ สง่ิ เดยี ว สงิ่ เรำ้ เหลำ่ นัน้ กท็ ำให้เกดิ กำร
ตอบสนอง
กำรนำทฤษฏกี ำรเรียนรู้ของกลมุ่ พฤตกิ รรมมำใชก้ บั นวตั กรรมและเทคโนโลยที ำงกำรศกึ ษำน้ี
จะใช้ในกำรออกแบบกำรเรยี นกำรสอนใหเ้ ขำ้ กบั ลกั ษณะดังต่อไปนคี้ ือ
๑. กำรเรยี นรเู้ ปน็ ขน้ั ตอนข้ันพ้ืนฐำน(Step By Step)
๒. กำรมสี ว่ นรว่ มในกำรเรยี นร้ขู องผเู้ รยี น (Interaction)
๓. กำรได้ทรำบผลในกำรเรียนรูท้ ันท(ี Feed Bact)
๔. กำรได้รบั กำรเสรมิ แรง(Reinforcement)
ทฤษฏีกำรเรยี นรู้
ไดแ้ ก่ ตำ หู จมูก ลิ้น และ ผิวหนงั กำรรบั รูจ้ ำกกำรเหน็ ๗๕% ได้ยิน ๑๓% สมั ผสั
๖% กลน่ิ ๓% รส ๓%
กำรรบั รขู้ น้ึ อยกู่ บั สงิ่ ทม่ี อี ทิ ธพิ ลหรอื ปจั จัยในกำรรบั รู้ ไดแ้ กล่ กั ษณะของผรู้ บั รู้ ลกั ษณะของสงิ่
เร้ำ
กลมุ่ ควำมรู้
ทฤษฏภี ำคสนำม เช่นของไดเลอร์ (congnitive Field Theory )
เนน้ ควำมสำคญั ของสว่ นรวม ดงั น้นั แนวคดิ ของกำรสอนซง่ึ มงุ่ ใหผ้ เู้ รยี นมองเห็นสว่ นรวมกอ่ นโดยเนน้ เรยี น
จำกประสบกำรณ์
ทฤษฎีจำกกลมุ่ พฤติกรรมนยิ ม
นกั จติ วทิ ยำกำรศึกษำกลมุ่ น้ี เช่น chafe Watson Pavlov, Thorndike, Skinner ซง่ึ
ทฤษฎีของนกั จติ วทิ ยำกลมุ่ นี้มหี ลำยทฤษฎี เช่น ทฤษฎกี ำรวำงเงอื่ นไข (Conditioning Theory) ทฤษฎี
ควำมสมั พนั ธ์ตอ่ เน่อื ง (Connectionism Theory) ทฤษฎกี ำรเสริมแรง (Stimulus-Response Theory)
ทฤษฎีกำรวำงเงอ่ื นไข (Conditioning Theory) เจำ้ ของทฤษฎีน้คี ือ พอฟลอบ (Pavlov)
กลำ่ วไวว้ ำ่ ปฏิกิริยำตอบสนองอย่ำงใดอยำ่ งหนงึ่ ของรำ่ งกำยของคนไม่ได้มำจำกสง่ิ เร้ำอย่ำงใดอย่ำงหนง่ึ แต่
เพยี งอย่ำงเดยี ว สง่ิ เรำ้ นนั้ กอ็ ำจจะทำใหเ้ กิดกำรตอบสนองเช่นนัน้ ได้ ถ้ำหำกมีกำรวำงเงอื่ นไขที่ถกู ตอ้ ง
เหมำะสม
ทฤษฎีควำมสมั พนั ธต์ ่อเน่ือง (Connectionism Theory) เจ้ำของทฤษฎีน้ี คอื ธอรน์ ไดค์
(Thorndike) ซงึ่ กลำ่ วไวว้ ่ำ สงิ่ เร้ำหนงึ่ ๆ ยอ่ มทำใหเ้ กิดกำรตอบสนองหลำย ๆ อย่ำง จนพบสง่ิ ท่ีตอบสนองทด่ี ี
ท่สี ุด เขำได้ค้นพบกฎกำรเรยี นร้ทู ส่ี ำคญั คอื
๑. กฎแหง่ กำรผล (Law of Effect)
๒. กฎแหง่ กำรฝึกหัด (Law of Exercise)
๓. กฎแหง่ ควำมพรอ้ ม (Law of Readiness)
ธอร์นไดค์ นักกำรศกึ ษำและจติ วทิ ยำชำวเยอรมนั ผใู้ หก้ ำเนินทฤษฎีแหง่ กำรเรยี นรู้ ได้
เสนอหลกั กำร ภำรกจิ ของกำรสอนของครูไว้ ๒ ประกำร และเสนอหลักกำรเบือ้ งตน้ เกย่ี วกับเทคโนโลยที ำง
กำรศกึ ษำไว้ ๕ ประกำร ภำรกจิ กำรสอนของครู ควรจะดำเนนิ ไปตำมแนวของกฎ ๒ ประกำร คือ
๑. ควรจัดเรอ่ื งหรอื ส่ิงที่จะสอนต่ำง ๆ ทีค่ วรจะไปด้วยกัน ให้ได้ดำเนินไปดว้ ยกนั
๒. ควรใหร้ ำงวลั กำรสมั พันธเ์ ช่อื มโยงทเี่ หมำะสม และไมค่ วรใหค้ วำมสะดวกใด ๆ ถ้ำไม่
สำมำรถสรำ้ งควำมสมั พนั ธเ์ ช่ือมโยงท่เี หมำะสมข้นึ มำได้ นอกจำกนั้น ธอรน์ ไดค์ ยังไดก้ ำหนดหลกั กำรเบ้อื งตน้
เกยี่ วกบั เทคโนโลยีทำงกำรศึกษำและกำรสอนของเขำไว้ ๕ ประกำรคอื
๑. กำรกระทำกจิ กรรมตำ่ ง ๆ ด้วยตนเอง (Self – Activity)
๒. กำรทำใหเ้ กดิ ควำมสนใจดว้ ยกำรจงู ใจ (Interest Motivation)
๓. กำรเตรียมสภำพที่เหมำะสมทำงจิตภำพ (Preparation and Mentalset)
๔. คำนึงถึงเรอื่ งเอกตั บคุ คล (Individualization)
๕. คำนงึ ถงึ เรอ่ื งกำรถ่ำยทอดทำงสงั คม (Socialization)
ทฤษฎกี ำรวำงเงอื่ นไข/ทฤษฎกี ำรเสรมิ แรง (S-R Theory หรอื Operant Conditioning)
เจ้ำของทฤษฎนี คี้ อื สกินเนอร์ (Skinner) กลำ่ วว่ำ ปฏิกริ ยิ ำตอบสนองหนง่ึ อำจไม่ใช่เน่อื งมำจำกสิ่งเรำ้ ส่ิงเดยี ว
สิง่ เร้ำน้ันๆ กค็ งจะทำใหเ้ กดิ กำรตอบสนองเชน่ เดียวกนั ได้ ถำ้ ได้มีกำรวำงเง่ือนไขทีถ่ ูกตอ้ ง
กำรนำทฤษฎกี ำรเรียนรูข้ องกลมุ่ พฤตกิ รรมมำใชก้ ับเทคโนโลยีกำรศึกษำนจี้ ะใช้ในกำร
ออกแบบกำรเรยี นกำรสอนใหเ้ ข้ำกับลักษณะดังตอ่ ไปนค้ี อื
๑. กำรเรียนรเู้ ป็นข้นั เป็นตอน (Step by Step)
๒. กำรมสี ่วนร่วมในกำรเรยี นร้ขู องผเู้ รยี น (Interaction)
๓. กำรไดท้ รำบผลในกำรเรยี นร้ทู นั ที (Feedback)
๔. กำรไดร้ บั กำรเสริมแรง (Reinforcement)
แนวคิดของสกนิ เนอร์น้ัน นำมำใชใ้ นกำรสอนแบบสำเร็จรปู หรอื กำรสอนแบบโปรแกรม
(Program Inattention) สกนิ เนอรเ์ ปน็ ผคู้ ดิ บทเรยี นโปรแกรมเปน็ คนแรก
หลกั กำรและทฤษฎเี ก่ียวกบั เทคโนโลยที ำงกำรศกึ ษำในแง่ของกำรเรยี นรู้
สรุป แนวคิด ทฤษฎีเกีย่ วกับนวัตกรรม
๑.หลกั กำรจูงใจ ส่ือเทคโนโลยที ำงกำรศึกษำจะมพี ลงั จงู ใจทส่ี ำคญั ในกจิ กรรมกำรเรียน
กำร สอน เพรำะเป็นสิ่งทสี่ ำมำรถผลักดัน สง่ เสรมิ และเพม่ิ พนู กระบวนกำรจงู ใจ ทมี่ ีอทิ ธพิ ลต่อพลงั ควำมสนใจ
ควำมตอ้ งกำร ควำมปรำรถนำ และควำมคำดหวงั ของผเู้ รยี นทจี่ ะศึกษำ
๒.กำรพฒั นำมโนทศั น์ (Concept) สว่ นบุคคล วสั ดุกำรเรยี นกำรสอนจะชว่ ยส่งเสริม
ควำม คดิ ควำมเขำ้ ใจแก่ผู้เรียนแต่ละคน ดงั นนั้ กำรเลือก กำรผลติ และกำรใช้วัสดกุ ำรเรยี นกำรสอน ควร
จะต้องสมั พนั ธ์กบั ควำมสำมำรถของผู้สอนและผเู้ รยี น ตลอดถงึ จดุ มุง่ หมำยของกำรเรยี นท่ีกำหนด
๓.กระบวนกำรเลอื กและกำรสอนดว้ ยสอ่ื เทคโนโลยี ควำมสัมพนั ธร์ ะหว่ำงกำรปฏิบตั ิ
เกย่ี ว กับสอื่ จะเป็นแบบลกู โซ่ในกระบวนกำรเรียนกำรสอน ดังนน้ั กำรเลือก กำรใชก้ ำรตอบสนอง และผลติ ผล
จงึ จะตอ้ งพจิ ำรณำเปน็ แผนรวมเพอ่ื สนองควำมตอ้ งกำรและประสบกำรณ์เดมิ ของผู้เรียนอย่ำงสอดคลอ้ งกัน
๔.กำรจัดระเบียบประสบกำรณ์เทคโนโลยีทำงกำรศกึ ษำ ผู้เรยี นจะเรียนไดด้ จี ำกสอ่ื
เทคโนโลยีทจ่ี ัดระเบียบเป็นระบบ และมคี วำมหมำยตำมควำมสำมำรถของเขำ
๕.กำรมสี ่วนรวมและกำรปฏบิ ัติ ผเู้ รียนตอ้ งกำรมสี ว่ นร่วม และกำรปฏบิ ัติด้วยตนเอง
มำกท่ีสุด จำกกจิ กรรมกำรเรยี นกำรสอน เพรำะเป็นหนทำงท่จี ะทำใหส้ ำมำรถพฒั นำกำรเรยี นรทู้ ีม่ ี
ประสิทธิภำพ ดังนัน้ กำรจดั ส่อื เทคโนโลยคี วรคำนงึ ถึงหลกั กำรเหลำ้ นี้
๖.กำรฝกึ ซ้ำและกำรเปลีย่ นแปลงสง่ิ เรำ้ บ่อยๆ สอ่ื ทสี่ ำมรำรถสง่ เสริมกำรฝกึ ซ้ำและมีกำร
เปลี่ยนแปลงสง่ิ เรำ้ อยเู่ สมอ จะช่วยส่งเสริมควำมเขำ้ ใจ เพมิ่ ควำมคงทนในกำรจำยวั่ ยคุ วำมสนใจและทำให้
เกดิ รปู แบบกำรเรียนรทู้ เ่ี ปน็ ประโยชนอ์ ย่ำงกวำ้ งขวำง
๗.อัตรำกำรเสนอสอ่ื ในกำรเรยี นกำรสอน อตั รำหรือชว่ งเวลำกำรเสนอข้อควำมรู้
ตำ่ งๆ จะ ตอ้ งมคี วำมสอดคลอ้ งกับ ควำมสำมำรถอัตรำกำรเรียนรแู้ ละประสบกำรณ์ของผ้เู รียน
๘.ควำมชดั เจน ควำมสอดคล้อง และควำมเป็นผล สอื่ ทม่ี ีลกั ษณะชดั เจน สอดคลอ้ งกบั
ควำมต้องกำร และสัมพันธก์ ับผลทพี่ งึ ประสงค์ของผู้เรยี นจะทำให้เกิดกำรเรียนร้ไู ดด้ ี
๙.กำรถ่ำยโยงที่ดี โดยทก่ี ำรเรียนรแู้ บบเก่ำไม่อำจถ่ำยทอดไปสกู่ ำรเรยี นรูใ้ หม่ได้อย่ำง
อัตโนมัติ จงึ ควรจะตอ้ งสอนแบบถ่ำยโยงเพรำะผเู้ รยี นต้องกำรแนะนำในกำรปฏิบัติ เพ่อประยกุ ตค์ วำมรู้ไปใช้
ใชีวิตประจำวนั ซง่ึ ผสู้ อนจะตอ้ งวำงแผนจัดประสบกำรณ์ทจี่ ะสง่ เสรมิ กำรถำ่ ยทอดควำมรู้ใหม่ และเจตคติทีด่ ี
ต่อกำรเรียนรนู้ ั้นท่ีเป็นประโยชน์ต่อกำรนำไปใช้ในสถำนกำรณจ์ รงิ
๑๐.กำรใหร้ ผู้ ล กำรเรยี นรจู้ ะดีข้นึ ถำ้ หำกสือ่ เทคโนโลยชี ว่ ยให้ผูเ้ รยี นรู้ผลกำรกระทำ
ทันที หลังจำกทีไ่ ด้ปฏิบตั กิ จิ กรรมไปแล้ว
อา้ งอิง
http://siripornthayansing๐๖๕-๒.blogspot.com/๒๐๑๒/๐๙/๒.html
http://loyduan๒๕๕๕-๐๒.blogspot.com/