บทที่ 1
คุณค่าและประโยชน์ ของนาฏศิลป์
นาฏศิลป์ ไทยมีคุณค่ามากใน ฐานะที่เป็นที่รวมของศิลปะ หลายแขนง ปลูก
ฝัง จริยธรรมและเป็นเอกลักษณ์ ของชาติ ที่แสดงถึ งความเป็น อารยประเทศ
อาทิ ศิลปะ แขนงวิจิตรศิลป์ หรือประณี ตศิลป์
1. ประติมากรรม หมายถึ ง ผลงานศิลปะที่แสดงออกโดย กรรมวิธี การปั้ น
การแกะสลัก การหล่อต่างๆศิลปะแขนงนี้ปรากฏในงานนาฏศิลป์ ในรปู แบบ
ของการสร้ างอปุกรณ์ ในการแสดง ฉาก อุปกรณ์ ประกอบฉาก เช่ น พระพุทธ
รูปเป็นต้น การสร้ างเช่ นหวัโขนมงกฎุ ชฎา ราชรถ เป็นต้น
2. วรรณกรรม ที่ปรากฏใน งานนาฏศิลป์ ได้แก่
บทประพันธ์ทั้ งที่เป็นร้ อย แก้ ว และร้ อยกรอง
ที่เป็นบทละคร บทเพลง
3. สถาปัตยกรรม เป็น ศิลปะในการออกแบบ
สร้ างฉากต่างๆ เช่ น บ้านเรือนท่ีอยู่ใน ปราสาทราชวัง อาคารสถานที่ต่างๆ
โบสถ์ วิหาร ฉากธรรมชาติต่างๆ
4. จิตรกรรม
-การเขียนภาพในการแสดง
นาฏศิลป์ ต้องมีฉาก
-การแต่งหน้ า การเครื่องเเต่งกายเป็นองคป์ ระกอบสําคัญดังนั้ น ศิลปะสาขา
จิตรกรรมจึ งมีความ ใกล้ ชิดกบัผลงานการแสดงทางนาฏศิลป์
5. ดุริยางคศิลป์
ศิลปะทางด้านดนตรีขับร้ อง นับว่าเป็นหัวใจสำคัญสาหรับนาฏศิลป์ ไทย
เพราะการแสดง ลีลาท่าราต้องมีดนตรีประกอบการแสดง
ประโยชน์ ของ
นาฏศิลป์ ไทย
Topic
นาฏศิลป์ เป็นส่วนสำคัญในการประกอบพิธีกรรมทั้ ง
พิธีหลวงและพิธีราษฎร์ นอกเหนือไปจากการให้ ความ
บันเทิง
ประโยชน์
1.สถาบันพระมหากษัตริย์จำเป็นต้องมีพระราชพิธี ต่างๆ
ตามพระราช ประเพณี
2.มีบทบาทสำคัญเพราะ เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนไทย
ตั้ งแต่เกิดจนตาย บทบาทในงานสำคัญของหลวง
พิธีกรรมต่างๆของ ชาวบ้าน รวมถึ งการสร้ างความ
บันเทิงให้ กับผู้คนในสังคม เช่ นการแสดงลิเกละคร
โขน เพลงพื้ นเมืองต่างๆ
3.ประโยชน์ โดยตรงสำหรับผู้ศึ กษานาฏศิลป์ คือ สอน
ให้ เป็นผู้รู้ จักตนเอง เพราะ เป็นวิชาทักษะที่ต้องอาศัย
ความมีมานะ อดทน ฝึ กฝน เป็นระยะเวลานานผู้เรียนจะ
ค้ นพบศักยภาพของ ตนเอง
บทที่ 2
กระบวนการสื บทอดนาฏศิ ลป์
กระบวนการสืบทอดนาฏศิลป์ ไทย
กระบวนการสืบทอดองค์ ความรู้ ทางนาฏศิลป์ ถือเป็นวิชาทักษะที่ผู้ศึ กษาจะต้องมีความอดทน
อย่างสม่ำเสมอ และฝึ กฝนเป็นระยะเวลานาน เพื่อสืบสานภูมิปัญญาของบรรพชรที่ได้สร้ าง
ผลงานด้านนาฏศิลป์ และดนตรี เป็นมรดกทางวัฒนธรรมให้คงอยู่คู่ผืนแผ่นดินไทยตลอด
ไป
กระบวนการสืบทอดนาฏศิลป์ ไทย
1.. การสืบทอดนาฏศิลป์ สมัยโบราณเป็นการถ่ายทอดจากครูแบบตัวต่อตัว โดยวิธีการจำไม่มีการบันทึ กเป็นลาย
ลักษณ์ อักษร
2. กระบวนการสืบทอดนาฏศิลป์ ในสมัยปัจจุบัน
ในปัจจุบันวิชานาฏศิลป์ เปอดสอน ในสถาบันการศึ กษาเกือบทุกระดับ มีการะบวนการเรียนการสอนที่เป็นแบบแผน
โดยมีสื่อ กิจกรรมเพื่อประเทืองปัญญา โดยใล้ ระบบการเรียนการสอนที่มีผุ้เรียนเป็นสวนกลาง ค้ นคว้าหาความรู้
ด้วยตัวเอง เพื่อให้ รู้ จักการสังเกต คิด วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ มีความคิดสร้ างสรรค์ และสามารถนำไปใช้ ในชีวิ
ตประำวันได้
3. การจัดกิจกรรมเพื่อสืบทอดวัฒนธรรมทางด้านนาฏศิลป์ ไทย
นาฏศิลป์ มีขนบธนนมเนียมประเพณี ที่ยึ ดถือปฏิบัติสืบทอดมาแต่โบราณ ผู้ศึ กษาวิชานาฏศิลป์ จะต้องมีความเคารพ
ศรัทธาในบูรพาจารย์ ดังคำกล่าวว่า "นาฏศิลป์ ไทยเป็นศิษย์มีครู" มีกิจกรรมที่จัดชค้ นเพื่อสืบทอดวัฒนธรรมทาง
ด้านนาฏศิลป์ ไทยที่ควรศึ กษา ได้แก่
3.1 พิธีไหว้ครู ครอบครู และรับมอบ
พิธีไหว้ครู ครอบครู รับมอบโดยมีเพื่อให้ ศิษย์ใหม่ได้รู้ จักพระนามครูที่เป็นมหาเทพ พระฤๅษี มนุษย์ ยักษ์ ทั้ งที่มี
ชีวิตอยู่และไม่มีชีวิตอยู่ เพื่อมอบตัวเป็นศิษย์ เพื่อความเป็นสิริมงคล ป้ องกันเสนียดจัญไร มีโอกาสได้รับถ่ายทอด
ท่ารำอันสูงสุด หรือเป็นผู้ประกอบพิธีไหว้ครู
Phase 1
3.2 คติความเชื่ อเกี่ยวกับนาฏศิลป์ Phase
คติความเชื่อเกี่ยวกับนาฏศิลป์ มีหลายเรื่อง แต่ที่เรารู้ จักดีคือ 2
คติความเชื่อในเรื่อง ผิดครู แรงครู ครูเข้า เป็นคติความเชื่อที่
มีวัตถุประสงค์ เพื่อขจัดภัย และนำมาซึ่ งความเป็นมงคล เพื่อให้ Phase 3
ศิ ษย์ นาฏิ บัติตาม
ผิดครู หมายถึ ง ผู้ปฏิบัติผิดข้อห้ ามจะได้รับการลงโทษ มีภัย 4. การพัฒนา ควรริเริ่มสร้ างสรรค์ และปรับปรุง
พิบัติ ข้อห้ ามที่ถือว่าผิดครู เช่ น ห้ ามออกแสดงถ้ายังไม่ครอบ ภูมิปัญญาให้ เหมาะสมกับยุคสมัยและเกิด
ครู ถ้าจะรพหน้ าพาทย์เพลงครูขั้ รสูงเพลงใด ต้องทำพิธีไหว้ครู ประโยชน์ ในการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยใช้
ครอบครูเพลงนั้ นก่ อน ภูมิปัญญาเป็นพื้ นฐานในการรวมกลุ่มการพัฒนา
แรงครูหรือครูเข้า หมายถึ งจะมีอันเป็นไปต่างๆ เป็นการบั่นทอน อาชีพควรนำความรู้ ด้านวิทยาศาสตร์ และ
ชีวิตความเป็นอยู่ เหมือนน้ำารอดใต้ทราย เทคโนโลยีมาช่ วยเพื่อต่อยอดใช้ ในการผลิต การ
4. แนวทางการอนุรักษ์ นาฏศิลป์ ไทย ตลาด และการบริหาร ตลอดจนการป้ องกันและ
อนุรักษ์ สิ่งแวดล้ อม .
1. การค้ นคว้าวิจัย ควรศึ กษาและเก็บรวบรวมข้อมูลภูมิปัญญา
ของไทยในด้านต่างๆ ของท้องถิ่น จังหวัด ภูมิภาค และ 5. การถ่ายทอด โดยการนำภูมิปัญญาที่ผ่านมา
ประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิปัญญาที่เป็น ภูมิปัญญาของท้อง เลือกสรรกลั่ นกรองด้วยเหตุและผลอย่างรอบคอบ
ถิ่น มุ่งศึ กษาให้ รู้ ความเป็นมาในอดีต และสภาพการณ์ ใน และรอบด้าน แล้ วไปถ่ายทอดให้ คนในสังคมได้
ปัจจุบัน รับรู้ เกิดความเข้าใจ ตระหนักในคุณค่า คุณ
ประโยชน์ และปฎิบัติได้อย่างเหมาะสม โดยผ่าน
2. การอนุรักษ์ โดยการปลุกจิตสำนึ กให้ คนในท้องถิ่น สถาบันครอบครัว สถาบันการศึ กษา และการจัด
ตระหนักถึ งคุณค่าแก่ นสาระและ ความสำคัญของภูมิปัญญา กิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ
ท้องถิ่น ส่งเสริมสนับสนุนการจัดกิจกรรมตามประเพณี และ
6. ส่งเสริมกิจกรรม โดยการส่งเสริมและ
วัฒนธรรมต่างๆ สร้ างจิตสำนึ กของความเป็นคนท้องถิ่นนั้ นๆ สนับสนุนให้ เกิดเครือข่ายการสืบสานและพัฒนา
รวมทั้ งสนับสนุนให้ มีพิพิธภัณฑ์ ท้องถิ่น เพื่อแสดงสภาพชีวิต ภูมิปัญญาของชุมชนต่างๆ เพื่อจัดกิจกรรมทาง
และความเป็นมาของชุมชน อันจะสร้ างความรู้ และความภูมิใจใน วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างต่อเนื่ อง
ชุมชน
3. การฟื้ นฟู โดยการเลือกสรรภูมิปัญญาที่กำลังสูญหาย
หรือที่สูญหายไปแล้ วมา ทำให้ มีคุณค่าและมีความสำคัญต่อ
การดำเนินชีวิตในท้องถิ่น โดยเฉพาะพื้ นฐานทาง จริยธรรม
คุณธรรม และค่านิยม
บ ท ที่ 3
การแสดงนาฏศิลป์ ในโอกาสต่างๆ
นาฏศิลป์ เป็นศิลปะคู่บ้านคู่เมืองที่นำมาแสดง ได้ทุกโอกาส ทั้ งงานพระราชพิธี รัฐพิธี และ งาน ทั่วๆ ไปของเอกชน โดย
งานพระราชพิธี และรัฐ พิธี เป็นงานในหน้ าที่ของกรมศิลปากรที่ต้องจัดการ แสดง ในโอกาสสำคัญๆ
1.งานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
2.งานพระราชพิ ธีเฉลิ มพระชนมพรรษาสมเด็จพระบรมราชิ นี นาถ
การแสดงนาฏศิลป์ และการละครไทยในงานมงคลทั่วไป
เช่ น ในงานอวมงคล ในงานเทศกาลต่างๆ
หลักในการเลือกชุดการแสดงต้องเลือกให้ เหมาะสมกับงานนั้ นๆ
การเลือกรูปแบบที่ของการแสดงก็ต้องเป็นระบบ มี กฎเกณฑ์ ถูกต้องตามแบบแผนโดยปฏิบัติ ดังนี้
1.การแต่งบทร้ องให้ ได้ใจความเหมาะสม แนวในการจัดชุดการแสดงประจำโรงเรียน
2.ตีท่าราให้ ตรงตามความหมายของบทร้ อง 1.แนวคิดเกี่ยวกับสัญลักษณ์ ประจำโรงเรียน
3.ใส่ทำนองเพลงให้ ถูกต้องและเหมาะสมกับเน้ือเพลง 2.แนวความคิดเกี่ยวกับชุมชนที่โรงเรียนตั้ งอยู่
4.ปี่พาทย์ทาเพลงรัวผู้แสดงใช้ ลีลาท่ารำและตีบทได้ถูกต้อง 3.แนวคิดเก่ียวกับอาชีพวิถีชีวิตในชมุชนที่โรงเรียนตั้ งอยู่
5.ช่ วงจบปี่พาทย์ท่าเพลงรำ
6.คัดเลื อกผู้ แสดงที่มีความสามารถมีฝี มือในการรำ
แนวคิดในการจดัชุดการแสดงในวันสำคัญของโรงเรียน 4.แนวคิดเกี่ยวกับส่ิงท่ีมีอยู่ในท้องถิ่นท่ีโรงเรียนตั้ งอยู่
1. กำหนดการแสดงให้ เหมาะสมกัลวัน สำคัญของโรงเรียน 5.แนวคิดเกี่ยวกับการสร้ างแรงบันดาลใจ
2. การนำเสนอรูปแบบของการอนุรักษ์
3. เวลาที่ในการแสดงแต่ละชุด
4.การกำหนดองคป์ ระกอบร่วมของการแสดงให้ ชัดเจน
บทที่ 4
ระบำ รำ ฟ้ อน และการแสดงนาฏศิลป์
พื้ นเมืองของไทย
ระบำ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ระบำดั้ งเดิมหรือระบำมาตรฐาน และระบำปรับปรุงหรือ
ระบำเบ็ดเตล็ด
1.ระบำดั้ งเดิม
2.ระบำปรับปรุง หมายถึ งระบำที่ได้ปรับปรุงขึ้ นใหม่
-รำเดี่ยว
-รำคู่
-รำหมู่
*ฟ้ อน
หมายถึ ง การร่ายรำ เพื่อบูชาสิ่งต่างๆ อันเป็นศิลปะล้ านนาของไทย นนอกจากนี้ยังมีลักกษณะของการ
รับ อิทธิพลจากศิลปะของชนชาติที่อย่ใกล้ เคียงกันด้วย ท่านอาจารย์ทรงศักดิ์ ปรางวัฒนากุล อาจารย์
ประจำภาควิชา ภาษาไทย คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้แบ่งการฟ้ อนออกเป็น ๕
ประเภท
ออกเป็ น๕ประเภทดงันี
-ฟ้ อนที่สืบเนื่ องมาจากการนับถือผี
เกี่ยวเนื่ องกับความเชื่อและพิธีกรรม
-ฟ้ อนแบบเมือง
ศิลปะการฟ้ อนแสดงลักษณะของ คนเมือง หรือ ชาวไทยยวน
-ฟ้ อนแบบม่าน
เป็นการผสมผสานศิลปะการฟ้ อนของพม่ากับไทยล้ านนา
-ฟ้ อนแบบเงี้ยวหรือแบบไทยใหญ่
การฟ้ อนที่รับอิทธิพลมาจากศิลปะการแสดงของชาวไทยใหญ่
-ฟ้ อนที่ปรากฏในบทละคร
เป็นการฟ้ อนที่มีการคิดสร้ างสรรค์ ขึ้ นในการแสดง ละครพันทาง ซึ่ งนิยมในสมัยรัชกาลที่ ๕
การแสดงนาฏศิลป์ ไทยพื้ นเมือง
-การแสดงนาฏศิลป์ ไทยพื้ นเมืองภาคเหนือ
-การแสดงนาฏศิลป์ ไทยพื้ นเมืองภาคอีสาน
-การแสดงนาฏศิลป์ ไทยพื้ นเมืองภาคกลาง
-การแสดงนาฏศิลป์ ไทยพื้ นเมืองภาคใต้
บทที่ 5
การแสดงนาฏศิลป์ ไทยพื้ นเมือง เพลงเถิดเทิง กลองยาว
การเล่นเถิดเทิง มีผู้สันนิษฐานว่าเป็นของพม่านิยมเล่นกันมาก่อน เมื่อครั้งพม่ามาทำ
สงครามกับไทย ในสมัยกรุงธนบุรีเวลาพักรบพวกทหารพม่าก็เล่นสนุกสนานด้วยการเล่น
ต่าง ๆ ซึ่ งทหารพม่าบางพวกก็เล่น “กลองยาว” พวกไทยเราได้เห็นก็จำมาเล่นกันบ้าง ยัง
มีเพลงดนตรีเพลงหนึ่ งซึ่ งดนตรีไทยนำมาใช้ บรรเลง มีทำนองเป็นเพลงพม่า เรียกกันมา
แต่เดิมว่า เพลงพม่ากลองยาว ต่อมาได้มีผู้ปรับเป็นเพลงระบำ กำหนดให้ผู้รำแต่งตัวใส่
เสื้ อนุ่ งโสร่งตา ศีรษะโพกผ้าสีชมพูมือถือ
มือถือขวานออกมาร่ายรำเข้ากับจังหวะเพลงที่กล่าวนี้ จึ งเรียกเพลงนี้กันอีกชื่อหนึ่ งว่า เพลงพม่ารำขวาน
การเล่นเทิงบ้องกลองยาวนี้ เพิ่งมีเข้ามาในเมืองไทยเมื่อสมัยรัชกาลที่ 4 กรุงรัตนโกสินทร์ นี้เอง มีพม่าพวกหนึ่ ง
นำเข้ามาในรัชกาลนั้ น ยังมีบทร้ องกราวรำยกทัพพม่า ในการแสดงละครเรื่องพระอภัยมณี ตอน เก้ าทัพ ซึ่ ง
นิยมเล่นกันมาแต่ก่ อน สังเกตดูก็เป็นตำนานอยู่บ้างแล้ ว คือ ร้ องกันว่า
"ทุงเล ฯ ทีนี้ จะเห่พม่าใหม่"
ตกมาเมืองไทย มาเป็ นผู้ ใหญ่ ตีกลองยาว
ทีนี้ จะกะเป็นเพลงกราว
ตีว่องตีไวตีได้จังหวะ
เลื่ องชื่ อลือฉาว ตีกลองยาวสลัดได ๆ
ก่ อนเล่นมีการทำพิธีไหว้ครู มีดอกไม้ธูปเทียน เหล้ าขาว บุหรี่และเงินค่ายกครู 12 บาท การไหว้ครูใช้ การขับ
เสภา เมื่อไหว้ครูแล้ วจะโห่ขึ้ น 3 ลา แล้ วเริ่มแสดง โดยนักดนตรีประกอบเริ่มบรรเลงผู้ร่ายรำก็จะเดินและร่ายรำไป
ตามจังหวะกลอง มีท่าร่ายรำทั้ งหมด 33 ท่า ท่าที่หวาดเสียวและตื่นเต้นมากที่สุดก็เห็นจะเป็นท่าที่ 30 - 31 คือ
ท่าที่มีการต่อกลองขึ้ นไป 3 ใบ ให้ ผู้แสดงคนหนึ่ งขึ้ นไปยืนบนกลองใบที่ 3 แล้ วควงกลอง และคาบกลอง
บทที่ 6
บุคคลสำคัญในวงการนาฏศิลป์ ไทย
ครูรงภักดี (เจียร จารุจรณ)
เกิดเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2442 ที่จังหวัดนครปฐม
ครูรงภักดีฝึ กหัดโขน (ยักษ์ ) กับพระยานัฏกานุรักษ์ และคุณหญิงนัฏกานุรักษ์
เมื่ออายุ 13 ปีที่กรมมหรสพ สมัยรัชกาลที่ 6 ต่อมาเข้ารับราชการเป็นศิลปิน
ในกรมมหรสพ สมัยรัชกาลที่ 7 นอกจากรับราชการเป็นตำรวจหลวงแล้ ว
ท่านยังมีหน้ าที่เป็นครูสอนนาฏศิลป์ โขนอีกด้วย
ครูรงภักดีเป็นผู้มีความสามารถในการรำเพลงหน้ าพาทย์องค์ พระพิราพ ซึ่ งเป็น
นาฏศิลป์ สูงสุดได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระ
กรุณาโปรดเกล้ าฯให้ นายรงภักดีประกอบพิธีครอบองค์ พระ เมื่อวันที่ 24
มกราคม พ.ศ. 2506 ณ บริเวณโรงละครพระที่นั่ งอัมพรสถาน พระราชวัง
ดุสิต ต่อมาได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้ าฯให้ มีพิธีต่อท่ารำหน้ าพาทย์องค์ พระ
พิราพเป็นครั้งที่ 2 ในวันพฤหัสบดีที่ 25 พ.ศ. 2527 ณ ศาลาดุสิตาลัย พระ
ตำหนักจิตรลดารโหฐาน แก่ ศิลปินกรมศิลปากรที่ได้รับการคัดเลือกว่าเป็นผู้ที่
มีฝีมือเยี่ยม ในขณะนั้ นครูรงภักดีชราภาพมากแล้ ว มีอายุได้ 86 ปี โดยให้
ศิลปินต่อท่ารำจากภาพยนตร์ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบันทึ กท่ารำ
ของครูรงภักดีไว้ เมื่อปี พ.ศ. 2506
ด้วยเหตุนี้หน้ าพาทย์องค์ พระพิราพจึ งไม่สูญไปจากนาฏศิลป์ ไทย นับว่าครูรง
ภักดีได้เป็นผู้สืบทอดเพลงหน้ าพาทย์สูงสุดของวิชานาฏศิลป์ ไว้เป็นมรดกของ
แผ่นดิน เพื่อเยาวชนไทยรุ่นหลังจะได้ศึ กษาเรียนรู้ ต่อไป
ครูอาคม สายาคม
เดิมชื่อ บุญสม
เกิดเมื่อวันที่26 ตุลาคม พ.ศ.2406
ณ บ้านสี่แยกหลานหลวง จังหวัดพระนคร เป็นบุตรของนายเจือ ศรียาภัยและนางผาด ศรียาภัย
สกุลเดิม อิศรางกูร ณ อยุธยา (นามสกุลสายาคมเป็นนามสกุลที่ได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่
6) ครูอาคมได้รับการฝึ กหัดโขนพร้ อมกับเรียนหนังสือจนจบชั้ นมัธยมปีที่ 3 จากนั้ น เข้ารับ
ตำแหน่ ง “พระ” แผนกโขนหลวง กรมพิณพาทย์และโขนหลวง กระทรวงวัง
ต่อมา พ.ศ. 2478 โอนมาประจำโรงเรียนศิลปากร แผนกดุริยางค์ ดำรงตำแหน่ งนักวิชาการละคร
และดนตรี 7 กองการสังคีต กรมศิลปากร เมื่อเกษียณอายุ กรมศิลปากรได้เชิญให้เป็นผู้
เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ สอนนักศึ กษาปริญญาตรี
ผลงานด้านการแสดง ครูอาคมแสดงเป็นตัวเอก เช่น พระราม อิเหนา พระร่วง พระอภัยมณี
ขุนแผน พระไวย ไกรทอง ฮเนา (เรื่องเงาะป่ า) พระลอ อุณรุท พระสังข์ เป็นต้น
ผลงานด้านประดิษฐ์ท่ารำ ได้แก่ เพลงหน้ าพาทย์ตระนาฏราช เพลงหน้ าพาทย์โปรยข้าวตอก
เพลงเชิดจีน ลีลาประกอบท่าเชื่อม ตำราท่ารำ ผลงานด้านวิชาการ เขียนคำอธิบายนาฏยศัพท์
บทความ เพลงพื้ นเมือง เพลงหน้ าพาทย์ ความสำคัญของหัวโขน ระบำ รำ เต้น การเลือกเด็ก
เข้าฝึ กหัดละครสมัยรัชกาลที่ 7 เป็นต้น
ครูลมุล ยมะคุปต์
เกิดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2448
เป็นชาวจังหวัดน่ านเป็นธิดาร้ อยโทนายเเพทย์จีน
อัญชันภาติกับนางคำมอยบิดาพาไปถวายตัวเป็ น
นางละคร ณ วังสวนกุหลาบเริ่มฝึ กนาฎศิลป์ ตั้ ง
เเต่อายุ5ขวบเเละย้ายไปศึ กษาด้านละครใน ณ
วังเพชรบูรณ์
ผลงานด้านการแสดง ท่านแสดงเป็นตัวเอกเกือบ
ทุกเรื่อง เพราะมี ฝีมือเป็นเยี่ยมบทบาทที่ท่านเคย
แสดงเช่ นพระสังข์ เขยเล็ก เจ้าเงาะ ฮเนา ซม
พลา พระวิษณุกรรม พระอภัยมณี ศรีสุวรรณ
สุดสาคร อุศเรน อิเหนา เป็นต้น
ผลงานด้านการประดิษฐ์ท่ารำา ที่ประดิษฐ์ให้ กรม
ศิลปากรในฐานะ ผู้ชี่ยวชาญเช่ น รำาแม่บทใหญ่
รำซัดชาตรี รำวงมาตรฐาน รำเถิดเทิง รำกิ่งไม้เงิน
ไม้ทอง ระบำกลอง ระบำฉิ่ ง ระบำนกยูง ระบำ
กฤดาภินิหาร ระบำชุมนุมเผ่าไทย เป็นต้น
ในการคิดค้ นท่ารำนั้ น บางท่าราครูลมุลสามารถ
นำเอาท่ารำของ นาฏศิลป์ เพื่อนบ้านมาดัดเเปลง
ประดิษฐ์ขึ้ นใหม่ได้อย่างแนบเนียนกลมกลืน ซึ่ ง
เป็นแนวคิดและกลวิธีที่ครูนาฏศิลป์ ในรุ่นต่อๆมา
ได้นำมาใช้ เป็นแบบอย่าง
ท่านผู้หญิงเเผ้ว สนิทวงศ์ เสนี
มีนามเดิมว่า เเผ้ว สุทธิบูรณ์
เกิดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ.2446
เมื่ออายุได้8ขวบได้ถวายตัวในสมเด็จพระบรม
วงศ์ เธอเจ้าฟ้ าอัษฎางค์ เดชาวุธกรมหลวง
นครราชสีมา และได้รับการฝึ กหัดนาฏศิลป์ กับ
ครูอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิในราชสำนักเจ้าจอมารดาวาดเเละเจ้าจอมมารดาเขียน ในรัชกาลที่4
- ผลงานเกี่ยวกับการแสดงศิลปะ
นาฏกรรม เช่น ท่ารำของตัวพระนาง
ยักษ์ ลิง และตัวประกอบ การแสดงโขน
- ละครชาตรี
- ละครนอก และ ละครใน
- ละครพันทาง
- และระบำฟ้ อนต่างๆ
- เป็นผู้คัดเลือกการเเสดง จัดทำบทเเละเป็นผู้ฝึ กสอน อำนวยการเเสดงถวายทอดพระเนตรหน้ า
พระที่นั่ ง
- การเเสดงต่างๆเป็นผู้คัดเลือกการเเสดงวางตัวศิลปินผู้เเสดงต่างประเทศเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี
ประดิษฐ์ ท่ารำหอกชัด
ประดิษฐ์ท่ารำเเละอำนวยการฝึ กสอนระบำมฤคระเริงหรือระบำกวาง
ท่ารำสุโขทัย
ครูเฉลย ศุขะวณิ ช
เกิดเมื่อวันที่11 พฤศจิกายน พ.ศ.2447
เป็ นผู้เชี่ยวชาญการสอนและออกแบบนาฏศิ ลป์
ไทยแห่งวิทยาลัยนาฏศิลป์ กรมศิลปากรซึ่ ง มีความรู้ ความสามารถ
สูงในกระบวนท่ารำทุก ประเภท ทางราชการได้มอบหมายให้เป็น
ผู้วางรากฐานจัดสร้ างหลักสูตรการเรียนการ สอนวิชานาฏศิลป์
ตั้ งแต่ระดับต้นจนถึ งขั้ นปริญญาเป็นผู้มีความเมตตาเอื้ ออารีอุทิศตน
เพื่อประโยชน์ แก่การศึ กษาและงานศิลป์ อย่าง ต่อเนื่ อง
ผลงานด้านการประดิษฐ์ท่ารำและระบำ ระบำกิน นร
ระบำโบราณคดี ๔ ชุด คือ ระบำทวารวดี ระบำศรีวิชัย ระบำลพบุรี
และเชียงแสน เป็นต้น
อ้ างอิ ง
https://classroom.google.com/c/MjU5MjY4MDc5NzQw?cjc=lftdmg4
จัดทำโดย
นายปิยพัทธ์ จิโสะ เลขที่ 2 ม•4/7
นายอ้ครพล วุ่นศรี เลขที่13 ม•4/7
นายสุรยุทธ สาราบรรณ์ เลขที่29 ม•4/7
นางสาวนพวรรณ จรรยาสฤทธิ์ เลขที่32 ม.4/7
นางสาวธัญญรัตน์ ส่งแสง เลขที่36 ม.4/7
นางสาวพิมพ์วิภา ศรีสมวงศ์ เลขที่ 37 ม•4/7
นางสาวรมิดา ผิวอ่อน เลขที่38 ม•4/7