รายงานการศึกษาค้นคว้าอสิ ระ
แนวทางการจัดการเรียนรขู้ องครูผูส้ อนกลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาต่างประเทศ
เพอื่ ยกระดับผลสัมฤทธกิ์ ารทดสอบทางการศึกษาระดบั ชาตขิ ัน้ พืน้ ฐาน (O-NET)
โดยใช้ชุมชนแห่งการเรยี นรูท้ างวชิ าชพี เปน็ ฐาน (Professional Learning Community : PLC)
ของนักเรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 โรงเรียนวัดวิหารเบิก (กาญจนานกุ ลู )
สังกัดสำนักงานเขตพ้นื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาพัทลุง เขต ๑
โดย
นางจิรายุ เพชรบรรจบ
ผฝู้ กึ ประสบการณ์นิเทศการศึกษา
รายงานการศกึ ษาค้นคว้าอสิ ระนี้ เปน็ สว่ นหนึ่งของฝกึ ประสบกาณน์ เิ ทศการศกึ ษา
กอ่ นแตง่ ตง้ั ให้ดำรงตำแหนง่ ศกึ ษานิเทศก์ สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน
สำนักงานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษาพทั ลงุ เขต 1
การศกึ ษาค้นควา้ อสิ ระ แนวทางการจดั การเรียนรขู้ องครผู สู้ อนกลมุ่ สาระการเรยี นรู้
ภาษาตา่ งประเทศ เพอื่ ยกระดับผลสัมฤทธ์ิการทดสอบทางการศกึ ษา
ระดับชาติข้ันพืน้ ฐาน (O-NET) โดยใช้ชมุ ชนแหง่ การเรียนร้ทู างวิชาชีพ
เปน็ ฐาน (Professional Learning Community : PLC) ของนักเรียน
ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดวหิ ารเบิก (กาญจนานุกลู )
สงั กัดสำนักงานเขตพน้ื ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต ๑
ผู้ศึกษา จริ ายุ เพชรบรรจบ
ปที ่ศี กึ ษาคน้ คว้า ๒๕๖๓
บทคดั ย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนกลุ่มสาระ
การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน
(O-NET) โดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเป็นฐาน (Professional Learning Community :
PLC) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดวิหารเบิก (กาญจนานุกูล) สังกัดสำนักงานเขต
พนื้ ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาพัทลุง เขต ๑ ประชากรที่ใช้ในการศกึ ษา ไดแ้ ก่ ครผู สู้ อนชั้นประถมศกึ ษา
ปีที่ ๖ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โรงเรียนวัดวิหารเบิก (กาญจนานุกูล) จำนวน 1 คน
ระยะเวลาในการศกึ ษาในคร้ังน้ี คอื วนั ท่ี 27 - 31 มกราคม 2563 เครื่องมือท่ีใช้ในการศึกษาคร้ังนี้
เป็นแบบบันทึกการสัมภาษณ์และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม เรื่อง แนวทางการจัดการเรียนรู้ของ
ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์การทดสอบทางการศึกษา
ระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) โดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเป็นฐาน (Professional
Learning Community : PLC) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดวิหารเบิก
(กาญจนานกุ ูล) สงั กดั สำนักงานเขตพ้นื ที่การศกึ ษาประถมศึกษาพัทลงุ เขต ๑ วิเคราะห์ข้อมูลจากการ
สัมภาษณ์ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โดยใช้รูปแบบเชิงพรรณนา ผลการศึกษา
ข้อมูล พบว่า การจัดการเรียนการสอนของครู โดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเป็นฐาน
(Professional Learning Community : PLC) มีส่วนช่วยในการยกระดับผลสัมฤทธ์ิการทดสอบทาง
การศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ได้ โรงเรียนได้จัดทำโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนของนักเรียน ซึ่งเป็นโครงการใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการเรียนรู้และยกระดับ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น ไว้ในแผนปฏิบัติการประจำปีของโรงเรียน ครูทุกคนได้มีส่วนร่วม
ประชุมชี้แจงกับฝ่ายบริหารและคณะทำงานเพื่อวางแผนการขับเคลื่อนในการยกระดับผลสัมฤทธิ์
ผูอ้ ำนวยการโรงเรยี นวัดวิหารเบิก (กาญจนานกุ ูล) เป็นผทู้ ่มี ีภาวะผ้นู ำทางวชิ าการ เป็นผู้ให้คำปรึกษา
ในสงิ่ ทถี่ กู ต้อง เหมาะสม และเปน็ ธรรม เปน็ ผู้นำทางวชิ าการและมีประสบการณ์ท่ีดีในการพัฒนาด้าน
วชิ าการ สามารถจูงใจครูใหป้ ฏบิ ัติในสงิ่ ทถ่ี กู ต้อง เปน็ แบบอยา่ งทด่ี ี และมวี สิ ยั ทศั น์ที่กว้างไกล
กติ ติกรรมประกาศ
การศึกษาค้นคว้าอิสระฉบับนี้ เป็นรายงานผลการศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้ของ
ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์การทดสอบทางการศึกษา
ระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) โดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเป็นฐาน (Professional
Learning Community : PLC) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดวิหารเบิก (กาญจนานุกูล)
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต ๑ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการฝึก
ประสบการณ์นิเทศการศึกษา ก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ สำนักงานคณะกรรมการ
การศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน
ผู้ฝึกประสบการณ์นิเทศการศึกษา ขอขอบพระคุณ นายสุนาจ แก้วสุข ผู้อำนวยการสำนักงาน
เขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษาพัทลุง เขต 1 นายธีรพล สยามพันธ์ ผอู้ ำนวยการกลุ่มนิเทศ ติดตามและ
ประเมินผลการจัดการศึกษา และคณะศึกษานิเทศก์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง
เขต 1 ทกุ ทา่ น ที่ให้คำแนะนำท่ีมปี ระโยชน์ต่อการฝึกประสบการณน์ ิเทศการศกึ ษาในคร้ังนี้
ขอขอบคุณ นายมนต์ทิวา ไชยแก้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดวิหารเบิก (กาญจนานุกูล) หัวหน้า
ฝ่ายวิชาการ ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ที่อำนวยความสะดวกและให้ความร่วมมือเป็น
อยา่ งดี ทำให้การศึกษาค้นควา้ อิสระสำเร็จลุลว่ งดว้ ยดี จงึ ขอขอบคุณทุกท่านเป็นอยา่ งสงู มา ณ โอกาสนี้
จริ ายุ เพชรบรรจบ
ผ้ฝู ึกประสบการณ์การนิเทศการศกึ ษา
สำนกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 1
สารบญั หนา้
บทคดั ยอ่ 1
กติ ติกรรมประกาศ 1
สารบญั 3
บทที่ 1 บทนำ 3
3
ความเป็นมาและความสำคัญ 3
วัตถปุ ระสงค์ 4
ขอบเขตของการศึกษา 4
ประโยชน์ทีค่ าดวา่ จะได้รบั 14
นิยามศพั ท์เฉพาะ 15
บทที่ 2 ทฤษฎแี ละเอกสารที่เกยี่ วขอ้ ง 17
แนวคิดดา้ นการจัดการเรยี นรู้ 19
งานวจิ ัยที่เกี่ยวข้อง
บทที่ 3 วธิ ดี ำเนินการศกึ ษา
บทที่ ๔ ผลการศกึ ษา
บทท่ี ๕ สรุปผล อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ
สรุปผลและอภปิ รายผล
ขอ้ เสนอแนะ
เอกสารอ้างอิง
ภาคผนวก
1
บทที่ 1
บทนำ
ความเปน็ มาและความสำคัญ
หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรงุ 2560) ไดก้ ำหนด
ตัวชี้วดั และสาระการเรยี นรู้แกนกลางของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ มุ่งหวังให้ผู้เรยี นมีเจต
คติที่ดีต่อภาษาต่างประเทศ สามารถใช้ภาษาต่างประเทศ สื่อสารในสถานการณ์ต่างๆ แสวงหาความรู้
ประกอบอาชีพ และศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น รวมทั้งมีความรู้ความเขา้ ใจในเรือ่ งราวและวฒั นธรรมอนั
หลากหลายของประชาคมโลก และสามารถถ่ายทอดความคิดและวัฒนธรรมไทยไปยังสังคมโลกได้อย่าง
สรา้ งสรรค์ นักเรียนทีจ่ บช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 สามารถปฏบิ ตั ติ ามคำสง่ั คำขอรอ้ ง และคำแนะนำที่ฟัง
และอ่าน อ่านออกเสียงได้ถูกต้องตามหลักการอ่าน พูด/เขียนโต้ตอบในการสื่อสารระหว่างบุคคลได้
(หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรุง 2560) : ออนไลน์)
ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางที่คนทั้งโลกใช้ติดต่อสื่อสารกัน ซึ่งประเทศอาเซียน ASEAN ก็ใช้
เปน็ ภาษากลางในการตดิ ต่อสื่อสาร (กรมอาเซยี น,2555) ประเทศไทยก็เชน่ เดียวกับประเทศอ่ืนๆ ท่ีถึง
แม้จะมีภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติแต่ก็มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารกับ
นานาชาติในทุกด้าน จึงเป็นความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ
ให้กบั คนไทย โดยเฉพาะกบั เดก็ (กรมอาเซียน, 2555)
ด้วยภาษาอังกฤษ เป็นภาษาสากลที่มีการใช้อย่างแพร่หลายมากที่สุดภาษาหนึ่ง โดยที่องค์
ความรู้ที่สำคัญของโลกส่วนใหญ่ถูกบันทกึ และเผยแพร่เปน็ ภาษาอังกฤษ จึงมีความจำเปน็ ที่ต้องจัดให้มี
การเรียนการสอนภาษาอังกฤษ เพ่อื ให้ผเู้ รียนมคี วามรู้ความสามารถในการใชภ้ าษาอังกฤษเป็นเคร่ืองมือ
เข้าถึงองค์ความรู้และก้าวทันโลก รวมถึง พัฒนาตนเองเพื่อนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการ
แขง่ ขันของประเทศไทยต่อไป (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, 2557 : ออนไลน์)
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ครูจึงต้องเปลี่ยนบทบาทจากการบอกเนื้อหาสาระมาเป็นผู้ทำหน้าที่สร้าง
แรงบันดาลใจ สร้างความท้าทาย ความสนุกในการเรียนให้แก่ศิษย์ โดยเน้นออกแบบโครงการให้
นักเรียนแบ่งกลุ่มกันลงมือทำเพื่อเรียนรู้จากการลงมือทำ (Learning by doing) เพื่อให้ได้ฝึกฝนทักษะ
เพื่อการดำรงชวี ิต แล้วครูชวนศิษย์ร่วมกันทบทวนไตรต่ รอง (Reflection หรอื After Action Review :
AAR) เพ่ือให้เกิดการเรียนรู้หรอื ทักษะทีล่ ึกและเช่ือมโยง รวมทั้งเช่ือมโยงประสบการณ์ตรงเข้ากับทฤษฎี
ทำให้เกิดการเรียนรู้เชิงทฤษฎีจากการปฏิบัติ หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลง คือเปลี่ยนจากเรียนรู้
จากฟังครูสอนมาเป็นเรียนรู้จากการลงมือทำทั้งหมดเป็นการเปลี่ยนแปลงโรงเรียนและวงการศึกษาท้ัง
ในระดับจิตสำนึก ระดับรากฐานและระดับโครงสร้าง ซึ่งต้องมีการจัดการการเปลี่ยนแปลง (Change
management) อย่างจริงจังและเป็นระบบชุมชนการเรียนรู้ของครู ( Professional Learning
Community : PLC) PLC เป็นเครื่องมือสำหรับให้ครูรวมตัวกันเป็นชุมชน (Community) ทำหน้าที่
เปน็ ผู้นำและขบั เคล่ือนการเปลี่ยนแปลงในระดับปฏิรูปการเรียนรู้ เป็นการปฏริ ูปทีค่ รรู ่วมกันดำเนินการ
กล่าวคือ PLC เป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ครูและนักการศึกษาทำงานร่วมกันในวงจรของการร่วมกันตงั้
คำถามและการทำวิจัยเชิงปฏิบัติการ เพื่อบรรลุผลการเรียนรู้ที่ดีขึ้นของนักเรียน โดยมีความเชื่อว่า
2
หวั ใจของการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรยี นให้ดีขึ้นอยทู่ ี่การเรียนรู้ท่ฝี ังอยู่ในการทำงานของครู (วิจารณ์
พานิช, 2555)
การประเมินคุณภาพผู้เรียนระดับชาติ เกี่ยวกับการทดสอบทางการศึกษาระดบั ชาติขั้นพื้นฐาน
(Ordinary National Educational Testing : O-NET) ปีการศึกษา 2561 ซึ่งสถาบันทดสอบทาง
การศึกษาแห่งชาติหรือ สทศ. (องค์การมหาชน) ทำหน้าที่ดำเนินการจัดสอบนักเรียนระดับ
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทุกคน ทุกโรงเรียนทั่วประเทศ
เพื่อวัดความรู้ ความคิดและประเมินผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นของนักเรียน ตามมาตรฐานการเรียนรู้และ
ตัวชี้วัดของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาชั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 จึงเป็นการตรวจสอบควบคุม
กำกบั ดแู ล และรกั ษาคุณภาพการศึกษา ของสถานศกึ ษาให้ได้มาตรฐานเหมือนกันทงั้ ประเทศ สำนกั งาน
เขตพนื้ ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาพทั ลุง เขต 1 ทำหน้าที่เป็นศูนย์สอบ จดั สอบการทดสอบทางการศึกษา
ระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) และในปีการศึกษา 2561 มีพื้นที่บริการในการจัดการศึกษา จำนวน
117 โรงเรียน ผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) เมื่อเปรียบเทียบกับผลระหว่างระดับ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและระดับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผลปรากฎว่าสูง
กว่าระดับประเทศทุกกลุม่ สาระ (รายงานการทดสอบทางการศึกษาระดบั ชาติขั้นพื้นฐาน สำนักงานเขต
พนื้ ท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษาพัทลงุ เขต 1, 2561)
โรงเรียนวัดวิหารเบิก (กาญจนานุกูล) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง
เขต 1 มที ศิ ทางการจัดการศึกษาที่มุ่งไปสู่ผลลัพธ์ระดับสูงสุดที่ต้องบรรลุ กำหนดแนวทางในการพัฒนา
คุณภาพการจัดการศึกษาและมาตรฐานของสถานศึกษา โดยยึดหลักการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
จดั ทำแผนพฒั นาการจัดการศกึ ษามุ่งเนน้ การพฒั นาคุณภาพผเู้ รียนให้มสี รรถนะสำคัญและมีคุณลักษณะ
อันพึงประสงค์ตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร จากการศึกษาผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้น
พื้นฐาน (O-NET) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดวิหารเบิก (กาญจนานุกูล) พบว่า ผลการทดสอบ
วิชาภาษาอังกฤษ มีค่าคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าระดับประเทศ โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 29.69 เมื่อ
จำแนกรายสาระเป็นดังนี้ สาระภาษาและวัฒนธรรมค่าคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 35.94 สาระภาษากับ
ความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก ค่าคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 33.33 และสาระภาษาเพื่อการสื่อสาร
ค่าคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 26.92 (รายงานผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน
(O-NET), ๒๕๖๑) ทางผู้ศึกษาได้เล็งเห็นความสำคัญของการยกระดับผลสัมฤทธิ์ดังกล่าว จึงมีความ
สนใจที่จะศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เพ่ือ
ยกระดับผลสัมฤทธิ์การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดวิหารเบิก (กาญจนานุกูล) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศกึ ษาพัทลงุ เขต ๑
3
วัตถปุ ระสงคข์ องการศกึ ษา
เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เพื่อ
ยกระดับผลสมั ฤทธิ์การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพ้ืนฐาน (O-NET) โดยใช้ชมุ ชนแห่งการเรียนรู้
ทางวชิ าชพี เปน็ ฐาน (Professional Learning Community : PLC) ของนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6
โรงเรยี นวัดวหิ ารเบิก (กาญจนานกุ ูล) สงั กดั สำนกั งานเขตพื้นท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาพัทลุง เขต ๑
ขอบเขตของการศึกษา
การศกึ ษาครัง้ นี้ ผูศ้ ึกษาได้กำหนดขอบเขตของการศึกษาไว้ดงั นี้
1. ประชากรทใี่ ชใ้ นการศกึ ษา
ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ครูผู้สอนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ กลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาตา่ งประเทศ โรงเรียนวัดวิหารเบิก (กาญจนานุกลู ) สงั กัดสำนักงานเขตพ้นื ที่การศกึ ษาประถมศึกษา
พทั ลุง เขต ๑ จำนวน 1 คน
2. เนอื้ หาท่ใี ชใ้ นการศกึ ษา
แนวทางการจดั การเรยี นรู้ของครูผ้สู อนกลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาต่างประเทศ เพือ่ ยกระดับ
ผลสัมฤทธิ์การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) โดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทาง
วิชาชีพเป็นฐาน (Professional Learning Community : PLC) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
โรงเรียนวดั วิหารเบิก (กาญจนานกุ ลู ) สงั กัดสำนักงานเขตพืน้ ที่การศกึ ษาประถมศึกษาพทั ลุง เขต ๑
3. ระยะเวลาท่ใี ชใ้ นการศึกษา
ระยะเวลาในการศึกษาในคร้งั น้ี คือ วันท่ี ๒๗ – 31 มกราคม 2563
ประโยชนท์ คี่ าดว่าจะไดร้ ับ
1. ทราบแนวทางในการจดั การเรยี นการสอนเพอื่ ยกระดับผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนกล่มุ สาระ
การเรยี นรูภ้ าษาต่างประเทศ
2. สามารถนำผลการศึกษาครง้ั น้ี ไปเป็นข้อมลู และพัฒนาการเรยี นการสอนใหป้ ระสิทธิภาพ
มากย่ิงขน้ึ
นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ
แนวทางการจัดการเรียนการสอน หมายถึง การถายทอดความรู การฝกใหผูเรียนคิด
แกปัญหาตางๆ การจัดสิ่งแวดลอมและกิจกรรมเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ การจัดประสบการณให
ผูเรียนเกิดการเรียนรู การสรางหรือจัดสถานการณเพ่ือใหผูเรียนเกิดการเรียนรู การแนะแนวทางแก่
ผเู รยี นเพื่อใหผูเรียนเกิดการเรียนรู้
การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) O-NET ย่อมาจาก (Ordinary
National Educational Test) หมายถึง การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน โดยทดสอบ
ความรู้และความคิดรวบยอดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตามมาตรฐานการเรียนรู้ในหลักสูตร
แกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
4
บทที่ ๒
ทฤษฎีและเอกสารที่เก่ียวข้อง
การศึกษาค้นคว้าอิสระ เรื่องแนวทางการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาต่างประเทศ เพอ่ื ยกระดับผลสัมฤทธ์ิการทดสอบทางการศกึ ษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดวิหารเบิก (กาญจนานุกูล) สังกัดสำนักงานเขตพืน้ ที่การศึกษา
ประถมศึกษาพัทลุง เขต ๑ ผู้ศึกษาได้ศึกษาเอกสารซึ่งครอบคลุมถึงแนวคิดทฤษฎี ตลอดจนงานวิจัยที่
เกย่ี วข้อง ดังต่อไปนี้
1. ทฤษฎีการเรียนรู้ที่เกยี่ วขอ้ งกับการเรียนการสอน
2. วธิ กี ารจัดการเรยี นการสอนภาษาอังกฤษในระดับประถมศึกษา
3. แนวทางการยกระดบั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น
4. แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชพี เป็นฐาน (Professional Learning Community :
PLC)
1. ทฤษฎีการเรียนรูท้ เี่ กยี่ วข้องกับการเรียนการสอน
ประดินันท์ อุปรมัย (2550:121) การเรียนรู้ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงของบุคคลอันมีผล
เนื่องมาจากการได้รับประสบการณ์ โดยการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเหตุทำให้บคุ คลเผชิญสถานการณ์เดมิ
แตกต่างไปจากเดิม ประสบการณ์ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหมายถึงทั้งประสบการณ์
ทางตรงและประสบการณ์ทางออ้ ม
สุรางค์ โค้วตระกูล (2555:185) การเรียนรู้ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ซึ่งเป็นผล
เนื่องมาจากประสบการณ์ที่คนเรามีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม หรือจากการฝึกหัด รวมทั้งการเปลี่ยน
ปริมาณความรู้ของผู้เรยี น
ศาสตราจารย์ ศิริชัย กาญจนวาสี (อ้างถึงใน เดลินิวส์ออนไลน์ 2557 : ออนไลน์) กล่าวถึง
ปัจจัยสําคัญของโรงเรียนที่ดีว่า โรงเรียนที่ดีครูจะต้องพัฒนาการเรียนรู้ให้ผู้เรียน ครูจะต้องทําให้
ห้องเรียนมีชีวิตชีวาและมีบรรยากาศที่ทําให้เด็กในห้องมีความสุขในการเรียน ครูจะต้องสร้าง
ความคุ้นเคยรวมถึงทําตัวให้เด็กรู้สึกเป็นมิตรมากกว่าหวาดกลัว เพราะจะช่วยทําให้ห้องเรียนอบอุ่น ที่
สําคัญจะต้องมีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์ให้เด็กได้ใช้ความคิดริเริ่มและจินตนาการให้มาก
ขึ้น โดยครูจะต้องพูดให้นอ้ ยลง ให้เด็กคิดให้มากขึ้น ให้เด็กนักเรียนมีส่วนร่วมท้ังภาคทฤษฏแี ละปฏิบัติ
ใหม้ ากขึน้ และที่สาํ คัญนักเรยี นตอ้ งเรียนให้สนกุ เกิดการเรยี นรู้ บรรลุวตั ถปุ ระสงค์ของการเรยี น
ศาสตราจารย์ ริชาร์ด เลอบลอง (อ้างถึงใน รัชนี คุณานุวัฒน์ .2557: ออนไลน์) เสนอเทคนิค
วิธีการสอนและการปฏบิ ัตติ นทีด่ ี 10 ประการสําหรับครู ดังนี้
1. ให้ความรักแก่นักเรียน พร้อมๆ ไปกับเนื้อหาวิชาเรียน ครูควรแนะนําวิธีเรียนรู้ให้แก่เด็ก
ดูแลและเอาใจใส่นักเรียนเหมือนกับการสร้างงานฝีมือขึ้นสักชิ้นที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึก ทํา
ให้การเรยี นการสอนน้ันมีความหมายขึ้นมาจนเกดิ เป็นความผูกพันระหวา่ งครูกบั ศิษย์
5
2. สอนให้นักเรียนเชื่อมโยงความรู้กับชีวิตจริง และฝึกให้นักเรียนคิดให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะ
เป็นไปได้ ให้ผู้เรียนเข้าใจว่าความรู้ไม่ได้จํากัดอยู่แต่ในเฉพาะหนังสือเท่านั้น ครูยังควรเชื่อมช่องว่าง
ระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติ ทําให้นักเรียนเกิดความชํานาญในเรื่องที่นักเรียนสนใจ โดยครูคอยให้
คําปรึกษาช่วยเหลือในการปฏิบัติ และเชื่อมโยงสภาพชีวิตในชุมชนของนักเรียนกับความรู้ที่ศึกษาใน
โรงเรียน
3. ตั้งใจฟังนักเรียน ครูต้องรู้จักตั้งคําถาม สามารถตอบข้อสงสัยแก่นักเรียนได้ และควรระลึก
อยู่เสมอวา่ นักเรยี นแตล่ ะคนในชั้นเรยี นมีความแตกต่างกัน ครูควรกระตุ้นการตอบสนองการเรียนรู้และ
การพัฒนาทกั ษะการส่ือสารใหแ้ กน่ ักเรียนดว้ ย
4. ไมจ่ ําเปน็ ต้องมีแผนการสอนตายตัว แต่ต้องยืดหยุ่นเปลี่ยนแปลงได้ มกี ารทดลองการสอนที่
หลากหลาย และมั่นใจที่จะเผชิญกับสถานการณ์ในชั้นเรียนได้ทุกรูปแบบที่อาจจะไม่เป็นไปตามความ
คาดหวังนัก ครูควรปรับการสอนบ้างเมื่อมีวิธีการที่ช่วยให้นักเรียนบางคนเรียนรู้ได้ดีขึ้น และควรสร้าง
สมดลุ ระหว่างเนื้อหาและความยดื หยุ่นในการสอน
5. สร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าการเรียนจะไม่มีสาระ การสอนที่มี
ประสิทธิภาพนั้นครูไมจ่ ําเป็นจะต้องยืนอยู่หน้าชัน้ ตลอดเวลา หรือสายตาจบั จ้องอยูท่ ี่เครือ่ งฉายแผ่นใส
หรือสไลดใ์ นขณะที่บรรยาย ครทู ีด่ ตี อ้ งทําให้นักเรียนเกิดความรสู้ ึกมีส่วนรว่ ม เปรียบได้กับวาทยากรที่มี
นกั เรยี นเปน็ นักดนตรีซง่ึ แต่ละคนมคี วามเช่ยี วชาญในเคร่ืองดนตรแี ตล่ ะอยา่ งต่างกนั
6. มีอารมณ์ขัน พยายามอย่าทําตัวให้เครียด ครูควรเล่าเรื่องตลกให้นักเรียนฟ๎งบ้าง การมี
อารมณ์ขัน จะช่วยทลายกําแพงระหว่างครูกับนักเรียนได้ ครูควรเรียนรู้ที่จะผ่อนคลายบรรยากาศใน
หอ้ งเรยี น และตอ้ งระลึกเสมอวา่ ครูก็เป็นมนษุ ย์ธรรมดาเหมือนกบั นักเรียนท่ีมีข้อบกพร่องและสามารถ
กระทาํ ผดิ ไดเ้ หมอื นกนั
7. เตรียมตัวให้พร้อม มีความเอาใจใส่ และอุทิศเวลาให้แก่การค้นคว้าหาวิธีถ่ายทอดความรู้
ด้านต่างๆ ให้แก่นักเรยี น ครูดีต้องมีการเตรียมการสอนมาอยา่ งดี มีสื่อการสอนทีพ่ ร้อมและวธิ ีการสอน
ที่น่าสนใจ ทงั้ หมดนี้หมายความวา่ ครจู ะต้องทํางานหนักนอกเวลาด้วย
8. ต้องได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากผู้บริหาร ทั้งในด้านทรัพยากร และบุคลากร
ผู้บรหิ ารควรใหก้ ารเสริมแรงครอู ยา่ งตอ่ เนื่อง เพื่อใหเ้ กิดกาํ ลงั ใจในการปฏบิ ัติหนา้ ที่ และสามารถทาํ งาน
ไดอ้ ยา่ งปราศจากอุปสรรคปญั หา
9. รู้จักทํางานร่วมกับเพื่อนครู เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการเรียนการสอน
ตลอดจนการแก้ปญ๎ หาตา่ งๆ ของครแู ต่ละคน
10. มีจินตนาการ จะเป็นครูที่ดีได้จะต้องรู้จักหัดใช้จินตนาการบ้าง เพราะจะมีผลต่อความคิด
ริเร่มิ ใหม่ๆ ลองจอ้ งไปท่ีนักเรยี นแถวหลังสุด นกึ ถึงเสน้ ประสาททีเ่ ชอ่ื มตอ่ กันและประกอบกันเป็นรูปร่าง
รวมตัวเป็นมนุษย์ การเรียนรู้ของคนเราคงจะพัฒนาไปเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดยั้ง หากครูไม่หยุดนิ่งที่จะ
6
เรียนรู้และพัฒนาความสามารถของทั้งตนเองและนักเรียนไปพร้อมๆ กัน ครูคือวิศวกรสังคมที่มีส่วน
สาํ คัญยงิ่ ในการสร้างคนรนุ่ ใหม่ที่สมบรู ณ์ขึ้นมา
วิทยาลัยอินเตอร์เทค ลําปาง (2557 : ออนไลน์) นําเสนอคุณภาพของผู้เรียนน้ัน นอกจากจะ
เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบในตัวผู้เรยี นเอง เช่น ความพร้อม สติป๎ญญา เจตคติ และสภาพแวดล้อมอื่นๆ
แล้ว กระบวนการเรียนการสอนที่ครูจัดให้กน็ บั ว่าเป็นส่ิงสําคัญยิ่งต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน
เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนํานวัตกรรมต่างๆ มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียน
สามารถเรียนรู้ เข้าใจ ในสิ่งที่ต้องการให้ผู้รู้นัน้ นับว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน
ดังนน้ั เพ่ือให้เกิดประโยชน์ โดยตรงต่อการส่งเสรมิ ให้ผสู้ อนได้เหน็ แนวทางในการสอนให้มีประสิทธิภาพ
ดีย่ิงข้นึ ความรู้เรื่อง เทคนิคการสอนแนวใหม่จงึ มคี วามจาํ เป็นที่ผูส้ อนควรจะศกึ ษาเพ่อื จะเปน็ “ผู้สอนใน
ยคุ โลกาภิวัตน์”
ณัฐฎา แสงคาํ (2557 : ออนไลน์) กลา่ วถึงลักษณะการสอนท่ดี ี การสอนที่ดตี ้องมอี งคป์ ระกอบ
ร่วมกนั หลายประการทีเ่ หมาะสมสอดคลอ้ งกนั โดยท่ีครผู สู้ อนต้องมี ดงั น้ี
1. คณุ ลกั ษณะ ต่อไปน้ี
1.1 มีจรรยาบรรณต่อวิชาชีพครู อุทิศเวลาและเสียสละให้กับงานสอนด้วยความ
รับผิดชอบสอนอย่างเต็มความสามารถดว้ ยความบริสุทธิ์ใจ ช่วยเหลือและปฏบิ ัติตอ่ ศิษย์อย่างเปน็ ธรรม
เปน็ ตวั อยา่ งทดี่ ขี องศษิ ย์ หมนั่ ศกึ ษาค้นควา้ ติดตามความก้าวหนา้ ทางวชิ าการของตนให้ทนั ต่อเหตุการณ์
เสมอ
1.2 มที ัศนคติทด่ี ีต่อการเปน็ ครูและตัง้ ใจสอน
1.3 มลี กั ษณะทา่ ทางที่จริงใจ มเี มตตา สนใจต่อผู้เรยี นใหค้ วามเป็นกนั เอง
1.4 ไม่ควรยึดมั่นในวิธีสอนวิธีใดวิธีหนึ่งเพียงวิธีเดียว ควรเสาะหาวิธีที่เหมาะสมกับ
การสอนแตล่ ะเนื้อหา
1.5 ถา่ ยทอดความรไู้ ด้อยา่ งชดั เจน เข้าใจง่าย
2. วธิ กี ารสอน
2.1 ต้องคํานึงถึงความแตกต่างของผู้เรียนในด้านวัย ประสบการณ์เดิม และความ
แตกต่างระหว่างบุคคลเปน็ หลัก
2.2 ส่งเสริมให้นักเรียนได้มีการเรียนด้วยการกระทํา (Learning by Doing) ให้มาก
ท่ีสดุ เพอื่ จะไดเ้ กดิ การเรยี นรทู้ ่ีดีและจําได้นาน
2.3 ส่งเสริมนักเรียนให้เรียนด้วยการทํางานเป็นกลุ่ม ได้แสดงความคิดเห็น ยอมรับ
ความคดิ เห็นซง่ึ กันและกัน
2.4 มีการตอบสนองความต้องการของนักเรียน เรียนด้วยความสุข ความสนใจ
กระตือรือรน้ ในการทํากจิ กรรมตา่ งๆ
7
2.5 การจัดเตรียมกระบวนการเรียนการสอน การจัดห้องเรียน การเตรียมความรู้ ใช้
ตาํ รา ประกอบการเรียน มีทักษะในการสอนแบบตา่ งๆ ไดเ้ หมาะสมกบั เน้ือหา
2.6 มีกิจกรรมท่ีหลากหลาย เพอ่ื เรา้ ความสนใจ ผเู้ รียนสนุกสนาน ได้ลงมือปฏิบัติจริง
และดผู ลการปฏบิ ตั ิของตนเอง
2.7 มกี ารสง่ เสรมิ ให้นกั เรยี นไดใ้ ชค้ วามคดิ อยู่เสมอดว้ ยการซกั ถาม หรอื ให้แสดงความ
คดิ เหน็ เก่ยี วกับป๎ญหาง่ายๆ คิดหาเหตุผลเปรยี บเทยี บและพจิ ารณาความสมั พนั ธข์ องสง่ิ ตา่ งๆ
2.8 เปดิ โอกาสใหผ้ ูเ้ รียนได้คิดค้นหาเหตุผลความเป็นไปของสิง่ ทเ่ี รยี น ไม่ใชข่ อ้ เท็จจริง
จากตําราหรือคําบอกเล่าอยา่ งเดยี ว
2.9 เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการวางแผน การดําเนินกิจกรรม และการ
ประเมนิ ผลการเรยี นการสอน
2.10 มีการส่งเสริมความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ ส่งเสริมการคิดทําสิ่งใหม่ๆ ที่ดีมี
ประโยชนไ์ ม่เลยี นแบบใคร สง่ เสรมิ กจิ กรรมสนุ ทรียภาพ รอ้ ยกรอง วาดภาพ และแสดงละคร
2.11 มีการใช้การจูงใจในระหว่างเรียน เช่น รางวัล การชมเชย คะแนนแข่งขัน การ
ลงโทษ ซึ่งจะชว่ ยให้เกิดความสนใจ ตง้ั ใจ ขยันหมั่นเพียรในการเรียนและทํากิจกรรม
สรุป การจัดการเรียนรู้ที่ดีขึ้นอยู่กับครู วิธีการจัดการเรียนรู้ บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่เอ้ือ
ต่อการเรียนรู้ที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ครูต้องมีจรรยาบรรณแห่งความเป็นครู มีวิธีการจัดการ
เรียนรู้ที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนจะต้องสอดคล้อง เหมาะสม ทําให้นักเรียนเกิดการ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ตามจดุ ประสงคท์ ่กี ําหนดไว้ มุง่ ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี บรรลตุ ามมาตรฐาน
การเรียนรู้และตัวชี้วัด มีการเตรียมสอนมาอย่างดี ทําให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาทุกด้าน จัดการจัดการ
เรียนรู้ที่เน้นการใช้สื่อการสอน และมีการวัดผลประเมินผล ต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้
ตรงตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร ใช้หลักการสอนให้สอดคล้องกับหลักการเรียนรู้ หลักจิตวิทยา
บรรยากาศเป็นประชาธิปไตย ก็จะช่วยให้การเรียนการสอนประสบผลสําเร็จได้ตามจุดมุ่งหมายของ
หลักสูตร
ทฤษฎีการเรียนรู้ที่กล่าวมา ล้วนมีประโยชน์ต่อการเรียนการสอนทั้งส้ิน จะเห็นได้ว่า แนวคิดของ
ทุกทฤษฎีสนับสนุนการเรียนการสอนเป็นแนวทางสำหรับครูอาจารย์นำไปจัดการเรียนการสอนให้มี
คุณภาพได้อย่างแท้จริง ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาได้ และให้เกิดการเรียนรู้อย่าง
ต่อเนอื่ ง โดยมคี วามเช่ือว่า บคุ คลสามารถศึกษาหาความรดู้ ้วยตนเองตลอดชีวิตตามศักยภาพของแต่ละคน
โดยประสานประสบการณ์ที่มีอยู่เดิมเชื่อมโยงกับประสบการณ์ใหม่ ครูและผู้เรียนมีบทบาทร่วมกัน
บรรยากาศในห้องเรียนก่อให้เกิดความสุขทั้งผู้เรียนและผู้สอน ผู้สอนคอยช้ีแนะ กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความ
กระตอื รือร้นในการเรียนรู้ ผู้เรยี นและผู้สอนมโี อกาสได้ประเมินผลร่วมกัน มีการประเมินผลตามสภาพจริง
เป็นการประเมินผลงานและกระบวนการเรียนรู้มากกว่าประเมินเนือ้ หาวิชา โดยถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญ
ที่สุด เปลี่ยนบทบาทของผู้สอนเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ แนะนำ ชี้แนะแหล่งข้อมูลท่ีสำคัญ
ต่อผเู้ รยี น ชกั นำจงู ใจ ใหก้ ำลังใจ จดั เตรียม เลอื ก ใช้ บำรงุ รักษาหรือพฒั นาส่ือการสอน อปุ กรณก์ ารเรียนรู้
ท่เี หมาะสม โดยใหผ้ ู้เรยี นเรียนรู้ดว้ ยตนเองให้มากทสี่ ุด การเรยี นไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องเรียน เป็นสถานท่ี
ใดก็ได้ที่มีความพร้อม ส่งเสริม สนับสนุน ให้เกิดการเรียนรู้ มีสื่อการสอน สิ่งแวดล้อม และบรรยากาศท่ี
8
เหมาะสมแก่ผู้เรียน หรือเอื้อต่อการเรียนรู้ พัฒนาผู้เรียนให้เป็นบุคคลแห่งการเรยี นรู้มีความเจริญงอกงาม
ตามวัย มีคณุ ภาพและประสิทธภิ าพ และเปน็ มนษุ ย์ทีส่ มบูรณท์ ั้งรา่ งกาย จติ ใจ สตปิ ญั ญา ความรู้ คณุ ธรรม
จรยิ ธรรม และมีวัฒนธรรมในการดำรงชวี ิตที่จะอยู่กับผู้อนื่ ได้อย่างมีความสุข
๒. วิธกี ารจดั การเรยี นการสอนภาษาองั กฤษในระดับประถมศึกษา
วิธีการจัดการเรียนสอนภาษาอังกฤษในระดับประถมศึกษาให้มีประสิทธิภาพและเกิด
ประสิทธิผลสูงแตกต่างกันตามทฤษฎีต่างๆ แต่ไม่สามารถสรุปได้ว่าวิธีการใดดีที่สุดเพราะทุกวิธีมีจุดดี
จุดเด่นที่แตกต่างกันดังนี้ (อารีวรรณ เอี่ยมสะอาด, 2561: ออนไลน์ อ้างถึงใน อรจรีย์ณ ตะกั่วทุ่ง,
2545, ประนอม สุรสั วดี, 2534 และ David, 1984)
2.1 วิธีการสอนไวยากรณ์และการแปล (Grammar Translation) เป็นวิธีการสอนที่เน้น
กฎไวยากรณ์และใช้การแปลเป็นส่อื ใหน้ ักเรยี นเขา้ ใจบทเรยี น
ลักษณะการสอน
1) ครมู บี ทบาทสำคัญมากที่สดุ
2) ครจู ะบอก อธบิ ายกฎเกณฑต์ ลอดจนขอ้ ยกเว้นตา่ งๆ
3) สอนคำศัพทค์ รงั้ ละหลายคำ บอกคำแปลภาษาไทย และเขียนคำอา่ น
4) เนน้ ทักษะการอา่ นและการเขียน
5) เนน้ วัดผลดา้ นความรคู้ วามจำ คำศัพท์ กฎเกณฑ์ ความสามารถในการแปล
6) นกั เรียนเปน็ ผรู้ บั ฟงั และจดสิง่ ท่ีครบู อกลงในสมดุ
7) นักเรียนจะต้องทอ่ งจำกฎเกณฑ์ตลอดจนช่ือเฉพาะตา่ งๆ ทางไวยากรณ์
8) นักเรียนทำแบบฝกึ หดั ท่ีสอดคล้องกบั เกณฑ์ไวยากรณ์นนั้ ๆ
9) นักเรยี นไมไ่ ด้ฝึกนำคำศัพท์มาใชใ้ นรูปประโยค
2.2 วิธีสอนแบบตรง (Direct method) เป็นวิธีการสอนที่เน้นทักษะการฟังและพูดให้เกิด
ความเข้าใจก่อน แล้วจึงฝึกทักษะการอ่านและการเขียนโดยมีความเชื่อว่า เมื่อนักเรียนสามารถฟังและ
พูดได้แล้ว ก็สามารถอ่านและเขียนได้ง่ายและเร็วขึ้น ไม่เน้นไวยากรณ์กฎเกณฑ์มากนัก บทเรียนส่วน
ใหญ่เป็นกิจกรรมสนทนา นักเรยี นได้ใชภ้ าษาเตม็ ที่
ลักษณะการสอน
1) ครมู ีบทบาทสำคญั มากทีส่ ดุ
2) กระตุ้นให้นกั เรยี นพูดโต้ตอบ
3) สร้างสภาพแวดล้อมหรอื ใชส้ ่ือท่เี ออื้ ตอ่ การการเรียนการสอน
4) อธิบายคำศัพท์เปน็ ภาษาอังกฤษ และใช้ตัวอย่างประกอบเป็นของจริง
5) การวดั ผล เน้นทักษะการฟัง และพดู เช่น การเขยี นตามคำบอก การปฏบิ ตั ติ ามคำสั่ง
9
2.3 วิธีสอนแบบฟัง-พูด (Audio–Lingual Method) เป็นวิธีการสอนตามหลักภาษาศาสตร์
และวิธีสอนตามแนวโครงสร้าง เป็นการสอนตามหลักธรรมชาติคือ ฟัง พูด อ่าน และเขียน สอนครบ
องค์ประกอบลำดับจากง่ายไปหายาก
ลักษณะการสอน
1) ครูต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ภาษาที่เรียนให้แก่ผู้เรียนในการเลียนแบบ ครูจะจัดนำ
คำศพั ท์และประโยคมาสรา้ งเป็นรปู ประโยคใหน้ ักเรยี นพดู ตามซ้าํ ๆ กัน ในรูปแบบต่างกัน
2) ครูมุ่งเรื่องการฝึกรูปประโยคทางภาษาในห้องเรียนมากกว่าประโยชน์การใช้ภาษาใน
ชวี ติ ประจำวัน
3) นกั เรยี นจะตอ้ งฝึกภาษาทเ่ี รยี นซํ้าๆ
4) นักเรียนเป็นผู้ลอกเลียนแบบ และปฏิบัติตามครูจากสิ่งที่ง่ายไปหาสิ่งที่ยากจนเกิดเป็นนสิ ยั
สามารถพดู ได้อย่างอตั โนมัติ
2.4 วิธีการสอนตามทฤษฏีการเรียนแบบความรู้ความเข้าใจ (Cognitive Code Learning
theory) วิธีการสอนแบนี้ยึดแนวคิดที่ว่าภาษาเป็นระบบที่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ความเข้าใจ และการ
แสดงออกทางภาษาขึ้นอยู่กับความเข้าใจกฎเกณฑ์ เมื่อผู้เรียนมีความเข้าใจรูปแบบของภาษาและ
ความหมายแลว้ กจ็ ะสามารถใช้ภาษาได้
ลกั ษณะการสอน
1) ครูมุ่งฝึกทักษะทุกด้านตั้งแต่เริ่มสอนโดยไม่จำเป็นต้องฝึกฟังและพูดให้ดีก่อน แล้วจึงอ่าน
และเขยี นตามวธิ ีสอนแบบฟงั -พดู (Audio – Lingual Method)
2) ครูสอนเนื้อหาแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความต้องการที่แตกต่างของนักเรียนที่มีความสามารถ
ในทกั ษะฟงั พูดอ่านเขยี นทแ่ี ตกตา่ งกัน
3) สนบั สนุนให้ผเู้ รยี นใช้ความคิดสติปญั ญาและมคี วามรสู้ กึ ที่ดีต่อการเรียนภาษาองั กฤษ
4) ใชภ้ าษาไทยในการชว่ ยอธบิ าย แตอ่ ธบิ ายในเร่อื งการฟงั และพดู
5) การวดั และประเมินผลในด้านภาษาของนักเรียนน้นั คือ ความคล่องแคลว่ ในการใช้ภาษาแต่
ละขัน้ ตอน
2.5 วิธีสอนตามเอกัตภาพ (Individualized Instruction) จากวิวัฒนาการสอนภาษาอังกฤษ
จะเห็นว่าผู้เรียนเริ่มมีบทบาทจากการเป็นผู้รับเพียงฝ่ายเดียวมาเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการเรียนการสอน
มากข้ึนเปน็ ลำดบั
ลักษณะการสอน
1) เนน้ ผู้เรยี นเปน็ ศูนย์กลาง
2) ให้นักเรียนมีโอกาสศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองตามความสามารถของแต่ละบุคคลให้ได้มาก
ทสี่ ุด
3) เตรียมสอ่ื การเรยี นการสอนไว้ให้
10
4) เตรียมสื่อ เอกสาร บทเรียนโปรแกรม ชุดการเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน และแนวคำตอบ
ไวใ้ ห้ให้นักเรียนเรียนร้ดู ว้ ยตนเอง
2.6 วิธีสอนแบบการตอบสนองด้วยท่าทาง (Total Physical Response Method) แนว
การสอนแบบนี้ให้ความสำคัญต่อการฟัง เพื่อความเข้าใจเมื่อผู้ฟังเข้าใจเรื่องที่ฟังอยู่และสามารถปฏิบัติ
ตามไดก้ จ็ ะชว่ ยใหจ้ ำได้ดี
ลกั ษณะการสอน
1) ในระยะแรกของการเรียนการสอน ผู้เรียนไมต่ ้องพูด แตเ่ ป็นเพยี งผู้ฟังและทำตามครู
2) ครูเป็นผู้กำกับพฤติกรรมของนักเรียนทั้งหมด ครูจะเป็นผู้ออกคำสั่งเอง เมื่อถึงระยะเวลาท่ี
สมควรพดู แล้วเรยี นอา่ นและเขียนต่อไป
3) ภาษาที่นำมาใช้ในการสอนเน้นที่ภาษาพูดเรียนเรื่องโครงสร้างทางไวยากรณ์และคำศัพท์
มากกว่าดา้ นอนื่ ๆ โดยอิงอยกู่ ับประโยคคำส่งั
4) นกั เรียนจะเขา้ ใจความหมายไดอ้ ยา่ งชัดเจนจากการแสดงท่าทางของครู
5) ครูทราบได้ทันทีว่านักเรียนเข้าใจหรือไม่จากการสังเกตการปฏิบัติตามคำสั่งของนักเรียน
เมื่อครูส่ัง
6) ครตู ้องทำพรอ้ มกับนกั เรียนในระยะแรก
7) ตอ้ งสัง่ จากงา่ ยไปหายาก
2.7 วิธีการสอนแบบอภิปราย (Discussion Method) เป็นวิธีการสอนที่มุง่ ให้ผู้เรียนรู้จักการ
ทำงานเปน็ กลมุ่ รวมพลงั ความคิดเพือ่ พิจารณาหาทางแก้ไขปัญหา หาขอ้ เท็จจรงิ
ลกั ษณะการสอน
1) ฝึกใหน้ ักเรียนกลา้ แสดงออกกล้าแสดงความคิดเหน็ กล้าพูดอย่างมีเหตุผลฝกึ การเป็นผู้ฟังที่ดี
ฝกึ ให้เป็นคนมีระเบยี บวินัย และอดทนท่จี ะรับฟังความคิดเห็นของผู้อนื่
2) ครูสร้างสถานการณ์ให้นักเรียนทำงานว่า สมมุตินักเรียนจะเข้าค่ายพักแรมเป็นเวลา ๕ วัน
นกั เรียนจะตอ้ งเตรยี มเครื่องใชอ้ ะไรบา้ ง ช่วยกนั อภปิ ราย และสรุปผลออกมาเปน็ รายงานสง่ ครู เปน็ ต้น
2.8 วิธีการสอนแบบโครงการ (Project Method) เป็นวิธีที่สอนให้ผู้เรียนทำกิจกรรมใด
กจิ กรรมหนึง่ ท่ผี เู้ รยี นสนใจ หรอื ตามที่ครมู อบหมายให้ทำ
ลักษณะการสอน
1) นกั เรียนจะดำเนนิ การอยา่ งอสิ ระ
2) ครูเป็นเพียงผู้ชี้แนะช่วยเหลือและติดตามผลงานของนักเรียนว่าการดำเนินการ ความ
กา้ วหน้าอปุ สรรคการประเมนิ ผลงานใดบ้าง
3) นักเรยี นจะมอี สิ ระในการใชภ้ าษาได้อย่างเต็มที่
2.9 วิธีสอนภาษาแบบกลุ่มสัมพันธ์ (Group Process) วิธีการสอนแบบนี้มีแนวคิดเน้น
กระบวนการกลมุ่
11
ลักษณะการสอน
1) เนน้ ผูเ้ รียนเปน็ ศูนย์กลาง
2) เน้นการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน และระหว่างนักเรียนด้วยกัน ทำให้
ผู้เรยี นเกิดความรสู้ ึกวา่ เป็นส่วนหนึง่ ของกลุม่
3) นกั เรยี นแตล่ ะคนรว่ มกิจกรรม
4) ครูทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาด้านภาษาเท่านั้น ส่งเสริมให้นักเรียนมีความคิดริเริ่ม
สรา้ งสรรค์
5) เน้นการใช้ภาษาเพือ่ การสื่อสาร สงิ่ ทีน่ ำมาเรยี นสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ การฝึก
ใหผ้ ูเ้ รียนใชโ้ ครงสรา้ งประโยค คำศัพทแ์ ละเสยี ง ตามวิธีการสอนแบบกลุ่มสมั พนั ธ์
6) การประเมนิ ผลการเรียนน้ันจะเปน็ การทดสอบแบบบรู ณาการโดยใหน้ ักเรยี นประเมนิ
จากที่กล่าวมาวิธีการจัดการเรียนสอนภาษาอังกฤษในระดับประถมศึกษามีความหลากหลาย
ไม่สามารถบอกได้ว่าวิธีไหนดีไม่ดี ขึ้นอยู่กับผู้สอนจะเลือกใชว้ ธิ ีการใดให้เหมาะสมกับนักเรียน และเกิด
ประโยชน์สูงสดุ ตอ่ ผู้เรียน
3. แนวทางการยกระดับผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น
อารีวรรณ เอี่ยมสะอาด (2561: ออนไลน์) มีผู้กล่าวถึงแนวทางในการยกระดับผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนไว้ดังนี้คือ Peter Senge กล่าวว่า การประยุกต์ใช้แนวคิด เรื่ององค์การแห่งการเรียนรู้
(Learning organization) การสร้างสรรค์ให้เกิดองค์การแห่งการเรียนรู้ที่เข้มแข็งก็คือ การทำให้คนใน
องค์การรู้จักเรียนรู้การทำงานร่วมกันเป็นทีมงานที่ดีจนสามารถยกระดับผลสำเร็จขององค์การให้สูง
ยิ่งขึ้น ทั้งนี้ในกระบวนการพัฒนาทมี งานใหเ้ ป็นทีมงานชัน้ ยอด จนสามารถรว่ มสร้างและรว่ มขบั เคล่อื น
วสิ ยั ทัศน์รว่ ม (Shared vision) ไดน้ ้ัน สมาชกิ แตล่ ะคนของทีมงานจะได้รบั การพัฒนาความรู้และทักษะ
ใหม่ๆ ที่ใช้ปฏิบัติงาน เพื่อยกระดับผลงานให้สูงขึ้น และจากการมีโอกาสทำงานร่วมกันเช่นนี้ทำให้
สมาชิกของทีมงานได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน พร้อมไปกับการเรียนรู้วิธีทำงานของตนให้มี
ประสิทธิผลยิ่งขึ้น โดย Senge หลักการ (หรือวินัย) 5 เพื่อสร้างโรงเรียนแห่งการเรียนรู้ (Learning
school) ตามกรอบแนวคดิ ของ Senge ดังนี้
หลักการที่ 1 : ต้องพัฒนาความรอบรู้แห่งตน (Personal mastery) ของสมาชิก ความรอบรู้
แห่งตน หมายความว่า ทุกคนที่อยู่ในโรงเรียนที่เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ จะต้องเข้าใจว่า ตนมีส่วน
ร่วมรับผิดชอบต่อการสร้างผลงานหรือความสำเร็จของโรงเรียนโดยรวม ครูแต่ละคนจะต้องตระหนักวา่
ตนต้องปฏิบัติงานในฐานะเป็นสมาชิกของทีมงานที่จะต้องร่วมกัน นำพาและยกระดับผลสัมฤทธิ์ของ
นักเรียน ตลอดจนความสำเร็จของผู้ปกครองและของชุมชนให้สูงขึ้น ความรอบรู้แห่งตน จึงหมายความ
ว่า ครทู ุกคนจะต้องมพี นั ธะผูกพันต่อการประกอบวิชาชีพครูของตนเยี่ยงมืออาชีพ และตอ้ งเป็นสมาชิกที่
ดี เพอ่ื ช่วยเหลือใหท้ ีมงานของตนมผี ลงานระดบั สูงยิ่งข้ึนเทา่ ทจ่ี ะทำได้ ครแู ตล่ ะคนจะต้องมีความผูกพัน
ต่อเพื่อนร่วมงานด้วยการสร้างบรรยากาศที่ดีของที่ทำงาน และร่วมมือร่วมใจกันยกระดับคุณภาพการ
เรียนการสอนของนักเรียนให้ดีที่สุด การสร้างความรอบรู้แห่งตนของครูก็คือ การร่วมการเรียนรู้ไปกับ
นกั เรียน ครูจึงมบี ทบาทตอ้ งเปน็ ผู้เรียนรู้ (Teachers as learners) ในขณะทป่ี ฏิบัติงานสอนอีกดว้ ย
12
หลักการที่ 2 : ต้องมีแบบแผนความคิดอ่าน (Mental model) แบบแผนความคิดอ่าน
หมายถึง ความเชื่อที่ฝังลึกอยู่ภายในบุคคล (unconscious assumptions) ที่มีต่อสิ่งต่างๆ จึงเป็น
ปทัสถานที่มีลักษณะไม่เป็นคำพูด (unspoken norms) แต่มีอิทธิพลในการกำหนดว่าโรงเรียนของตน
จะดำเนินการต่อภารกิจต่างๆ อย่างไร เช่น แบบแผน ความคิดอ่านของคนที่เป็นนักการศึกษา จะต้อง
ตอบตนเองให้ได้ว่า ในฐานะที่เป็นมืออาชีพตนจะมีหลักคิดและวิธีการจัดกิจกรรมด้านการเรียนรู้ การ
สอน การบริหารพฤติกรรมบุคคลในโรงเรียน ตลอดจนการใช้ภาวะผู้นำได้อย่างไร เป็นต้น เนื่องจาก
แบบแผนความคิดอา่ นเหลา่ นมี้ ักไม่ได้ถูกหยบิ ยกข้ึนมาพิจารณาว่ามีความเหมาะสมเพยี งไร มีอะไรบ้างท่ี
โรงเรียนได้ทำหรือมีอะไรบ้างที่ควรทำแต่ 40 ยังไม่ได้ทำ ดังนั้นถ้าเป็นโรงเรียนแห่งการเรียนรู้แล้ว
ประเด็นต่างๆ ที่เป็นแบบแผนความคิดอ่าน ดังกล่าวเหล่านี้ จะถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาตรวจสอบ
ร่วมกัน ของทุกฝ่ายที่มีส่วนได้เสีย (Stakeholders) เช่น สิ่งที่โรงเรียนเชื่อและใช้เป็นแนวทางจัด
การศึกษาอยู่นั้น สอดคล้องกับสิ่งที่เป็นวิสัยทัศน์ของโรงเรียนซึ่งทุกฝ่ายร่วมกำหนดขึ้นหรือไม่ หรือ
นักเรียนได้รับการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพหรือไม่ และสอดคล้องกับความคาดหวัง
ของผู้ปกครองและชุมชนเพียงไร ตลอดจนกฎเกณฑ์ ระเบียบปฏิบัติ และวิธีการต่างๆ ที่โรงเรียนใช้
ดำเนินการอยู่นั้น มีความสอดคล้องหรือขัดแย้งกับความเชื่อ วิถีชีวิต และวิสัยทัศน์ที่สังคมคาดหวังต่อ
โรงเรียนหรอื ไม่เพียงไร เปน็ ตน้
หลักการที่ 3 : ต้องสร้างวิสัยทัศน์ร่วม (Shared vision) ของโรงเรียน วิสัยทัศน์ร่วม หมายถึง
ภาพในอนาคตของโรงเรียนที่ทุกคนร่วมกันวาดฝัน และปรารถนาที่จะให้เกิดขึ้นจริงกบั โรงเรยี นของตน
วิสัยทัศน์ร่วมจึงทรงพลังที่ช่วยยึดเหนี่ยวทุกคนให้เกิดความเปน็ น้ำหนึ่งใจเดียวขึ้น และมีความรู้สึกร่วม
ในเป้าหมายที่จะต้องก้าวไปให้ถึง ดังนั้นวิสัยทัศน์ร่วมจึงเป็นพลังขับเคลื่อนให้ภารกิจทุกอย่างของ
โรงเรียนมุง่ ไปสูเ่ ป้าหมายเดยี วกัน วิสยั ทศั นร์ ่วมมิได้ เกิดขึน้ หรือเป็นของผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะ วิสัยทัศน์
ร่วมที่ดีควรมีความชัดเจนทั้งเป้าหมายและแนวทางที่สามารถบรรลุได้จริง และไม่ควรเป็นเพียงแต่
ข้อความสั้นๆ ที่กระชับชัดเจนดึงดูดใจเท่านั้น แต่ควรมีพลังในการกำกับพฤติกรรมของบุคคลให้
ปฏิบตั งิ านสอนไดต้ รงกบั ความคาดหวังอย่างมคี วามหวังและมีความเต็มใจที่จะปฏิบัตภิ ารกิจท้ังของส่วน
ตนและของทมี งานโดยเต็มความสามารถ โดยยึดหลักการทำเพื่อสว่ นรวมรว่ มกัน
หลักการที่ 4 : ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้แบบทีม (Team learning) การเรียนรู้แบบทีมเป็น
ปัจจัยที่สำคัญสำหรับโรงเรียนแห่งการได้โดยการใช้วิธีเสวนา (Dialogue) และวิธีอภิปรายถกปัญหา
(Discussion) โดยทีมงานอาจประกอบด้วย ผู้บริหาร ครูผู้สอน และผู้ปกครอง มาร่วมกันถกปัญหาใน
ประเด็นต่างๆที่โรงเรียนดำเนินการอยู่ เช่น วิธีการจัด ชั้นเรียน (Classroom structure) การจัด
ตารางสอน เทคนิควิธีสอน วิธีวัดผลประเมินผล วิธีจูงใจให้นักเรียนมีนิสัยใฝ่รู้ใฝ่เรียน ตลอดจนการ
บริหารจดั การโรงเรียนในดา้ นต่างๆ
หลักการที่ 5 : พัฒนาการคิดอย่างเป็นระบบ (System thinking) การคิดอย่างเป็นระบบ
หมายถงึ ความสามารถของสมาชิกในองค์การแห่งการเรียนรู้ ท่สี ามารถมองเห็นองค์การในลักษณะของ
ภาพรวมซึ่งประกอบขึ้นจากองค์ประกอบย่อยต่างๆ (See the forest for the trees) กล่าวคือ ใน
โรงเรยี นแหง่ การเรียนรู้ครจู ะมีแนวโน้มที่เหน็ ว่า การปฏิบัตงิ านของแตล่ ะคนก็ดหี รือกจิ กรรมตา่ งๆ ที่จัด
ขนึ้ กด็ ี ลว้ นมคี วามสมั พันธเ์ ช่ือมโยงต่อการดำเนนิ ภารกิจโดยรวมท้ังหมดของโรงเรียน การคิดอย่างเป็น
ระบบของโรงเรียนแห่งการเรียนรู้ก็คือ สมาชิก 41 จะมีทักษะในการพิจารณาเห็นความสัมพันธ์ของ
ส่วนย่อยที่มีตอ่ องค์รวมของโรงเรยี น และให้การยอมรบั ว่าถา้ การดำเนินงาน ณ จุดใดจดุ หนึ่งเกิดปัญหา
13
ขึ้น ก็จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของจุดอื่นด้วย ตัวอย่างเช่น ถ้าการเรียนการสอนวิชา
คณิตศาสตร์ในชั้นเรียนหนึ่งเกิดปัญหา ย่อมส่งผล กระทบต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียน
ตามมา หรือถ้าการเรียนการสอนให้นักเรียนมี ทักษะคอมพิวเตอร์และภาษาอังกฤษเกิดปัญหา ก็ย่อม
สง่ ผลกระทบต่อการจดั การเรียนการสอนแบบ E – learning ของนักเรยี น เปน็ ต้น
กล่าวโดยสรุป การคิดอย่างเป็นระบบเป็นวิธีการคิดของบุคคล ในการมองสิ่งต่างๆ ในลักษณะ
ของความสัมพันธ์ระหว่างส่วนย่อยกับส่วนรวม (Part – whole relationship) ทำให้แต่ละคนมอง
ภาพรวมของโรงเรยี นขณะปฏบิ ัติงานได้ชัดเจน
4. แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรูท้ างวิชาชีพเปน็ ฐาน (Professional Learning Community : PLC)
วิจารณ์ พานิช (2556) กล่าวว่า PLC ของครู คือการรวมตัวกันจัดการความรู้ของครู คือเป็น
KM ครนู ่ันเอง เปน็ กลไกชว่ ยสนับสนุนให้ครูสร้างความรู้ขน้ึ ใช้ทำหน้าทค่ี รู และนำความรู้ไปใช้ทำหน้าท่ี
ครู เพอ่ื ให้ศิษย์เกดิ การเรยี นรู้ชนิด “รูจ้ รงิ ” (mastery) ในทาง KM การรวมตวั กันจัดการความรู้ของคน
ที่ทำงานเดียวกันหรือคล้ายๆ กัน เรียกว่า CoP (Community of Practice) เรียกในชื่อไทยว่า ชุมชน
แนวปฏิบัติ ชุมชนแนวปฏบิ ัติของครู ก็คือ PLC ครูนั่นเอง การจัดการ PLC ครูจึงใช้หลักการและวิธกี าร
ของ CoP โดยทมี งาน coaching and mentoring (2555) กล่าวว่า ชุมชนการเรยี นรู้ทางวิชาชีพ หรือ
PLC คือ การรวมตัว รวมใจ รวมพลัง ร่วมมือกันของครู ผู้บริหาร และนักการศึกษาในโรงเรียน เพ่ือ
พฒั นาการเรียนร้ขู องผเู้ รียนเปน็ สำคญั
จุดประสงคข์ อง Professional Learning Community (PLC)
1. เพื่อใช้เป็นเคร่อื งมือในการแลกเปลยี่ นเรียนรู้ (show and share) ให้เกิดประสิทธภิ าพ
2. เพื่อให้เกิดการร่วมมือกันของทุกๆ ฝ่ายด้านการศึกษา เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนให้เกิด
ศกั ยภาพสูงสดุ แก่ผ้เู รยี น
3. เพ่ือให้เกดิ การพฒั นาวิชาชีพ (Teacher Professional) ดว้ ยการพัฒนาผูเ้ รยี น
ข้นั ตอนของ Professional Learning Community (PLC) มดี ังต่อไปนี้
1. กลุ่มครูทีจ่ ะทำ Professional Learning Community (PLC) โดยอาจรวมกลุ่มกันคือ ครูที่
สอนวิชาเดียวกัน หรือครูที่อยู่ในกลุ่มสาระเดียวกัน เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย หรืออยู่ในระดับ
เดียวกัน หรือช่วงชั้นเดียวกัน เป็นต้น นอกจากนี้ยังแบ่งกลุ่มตามลักษณะงาน เช่น กิจกรรมพัฒนา
ผู้เรียน หรืองานอืน่ ๆ เปน็ ตน้ รวมไปถึงการรวมกลุ่มในเครอื ขา่ ยตา่ งโรงเรยี นด้วย
2. กลุ่มครู Professional Learning Community (PLC) กำหนดปัญหา พยายามหาปัญหาท่ี
สำคญั ทสี่ ดุ ทตี่ ้องแก้ไขอย่างเร่งดว่ น ควรช่วยกันคน้ หาปัญหา และไมผ่ ลกั ภาระปัญหาออกจากตัว จะทำ
ให้ไม่ได้ปญั หาทแ่ี ทจ้ ริง
3. กลุ่มครู Professional Learning Community (PLC) หาสาเหตุและแนวทางแกไ้ ข
4. กลุ่มครู Professional Learning Community (PLC) กำหนดเป็น Project based learning
(PBL) สำหรับหวั ขอ้ นั้นๆ โดยกำหนดว่าจะทำอะไร ที่ไหน เมือ่ ไร และอยา่ งไรใหช้ ดั เจน
5. กลุ่มครู Professional Learning Community (PLC) นำสิ่งทเี่ ปน็ Project based learning
(PBL) มาปรับปรุง แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับทีมงาน ปรับใช้และทำเป็นนวัตกรรม เพื่อเผยแพร่ต่อไป
(ขจติ ฝอยทอง, 2560 : ออนไลน์)
14
สรุปว่า Professional Learning Community ของครู หรอื PLC ของครคู อื การทีค่ รู อาจารย์
ผู้บริหาร ผู้ปกครอง รวมไปถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholder) ทั้งหมด ได้รวมตัวกันระดมความคิด
ประสานงานรว่ มมือกนั เพือ่ พฒั นาการศึกษา พฒั นาการเรียนการสอนและพัฒนาผู้เรียนใหเ้ กดิ ศักยภาพ
มากทส่ี ุด
งานวิจัยที่เกย่ี วขอ้ ง
ชนิดา ยอดสาลี และกาญจนา บุญส่ง (2559) ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนของนักเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษา
ประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 ได้แก่ ปัจจัยด้านครูผู้สอน ปัจจัยด้านนักเรียน และปัจจัยด้านผู้บริหาร มี
ประสทิ ธภิ าพในการทำนายรอ้ ยละ 48.30
อารีวรรณ เอี่ยมสะอาด (2561) ผลการวิจัยพบว่า การจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษใน
ระดบั ประถมศึกษา เปน็ สิง่ ที่สำคัญและจำเป็นอย่างย่งิ ในระบบการศึกษาของไทยในปัจจุบัน เพราะเป็น
รากฐานสำคัญของการพัฒนาศักยภาพในการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นและการพัฒนาศักยภาพในการใช้
ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในยุคของประเทศไทย 4.0 การที่จะสร้างให้นักเรียนประถมศึกษามี
ศักยภาพด้านภาษาอังกฤษได้ตามจุดมุ่งหมายดังกล่าวนี้ การจัดการเรียนการสอนของครูเป็นปัจจัย
สำคัญที่สุดที่ครูจะต้องเตรียมตัวและพัฒนาตนเอง บนพื้นฐานของหลักการแนวคิดและทฤษฎีทาง
วชิ าการ ครผู ู้สอน ผ้บู รหิ ารสถานศกึ ษา รวมทงั้ บคุ ลากรสายสนบั สนนุ ต้องรว่ มมือกันอย่างจริงจังในการ
พัฒนาการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้บรรลุเป้าหมาย อันหมายถึงการพัฒนาประเทศให้
สามารถแขง่ ขันในระดบั นานาชาติได้
15
บทท่ี 3
วธิ ดี ำเนนิ การศึกษา
การศึกษาครั้งนี้ เป็นการศึกษาเชิงสำรวจ (Survey Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนว
ทางการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์การ
ทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน
วัดวิหารเบิก (กาญจนานุกูล) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต ๑ มี
วิธดี ำเนินการตามลำดับดงั น้ี
1. ประชากร
2. เครื่องมือท่ีใช้ในการศึกษา
3. วธิ ดี ำเนนิ การศกึ ษา
4. การเก็บรวบรวมขอ้ มูล
5. การวิเคราะห์ข้อมูล
1. ประชากร
ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ครูผู้สอนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ กลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาต่างประเทศ โรงเรียนวัดวิหารเบกิ (กาญจนานกุ ลู ) สังกดั สำนักงานเขตพน้ื ที่การศกึ ษาประถมศึกษา
พัทลุง เขต ๑ จำนวน 1 คน
2. เครอ่ื งมอื ทใี่ ชใ้ นการศึกษา
เครื่องมือที่ใช้ในการศกึ ษาครั้งน้ี เป็นแบบบันทกึ การสมั ภาษณ์และแบบบันทึกการสนทนากลมุ่
เรื่อง แนวทางการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เพื่อยกระดับ
ผลสัมฤทธิ์การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) โดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทาง
วิชาชีพเป็นฐาน (Professional Learning Community : PLC) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
โรงเรียนวัดวิหารเบกิ (กาญจนานุกูล) สงั กัดสำนักงานเขตพน้ื ท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษาพัทลงุ เขต ๑ ดังนี้
1. แบบบันทึกการสมั ภาษณ์ ประกอบด้วย
ตอนที่ ๑ ขอ้ มลู ท่ัวไป
ตอนที่ ๒ แนวทางการจดั การเรยี นรู้
ตอนที่ ๓ ความคิดเห็นและขอ้ เสนอแนะ
2. แบบบนั ทกึ การสนทนากลมุ่ ประกอบดว้ ย ประเด็นคำถามและประเดน็ สนทนากลุ่มเพิ่มเตมิ
3. วิธดี ำเนินการศกึ ษา
ผูศ้ กึ ษาได้ดำเนนิ การศึกษา ดังนี้
1. ศึกษาขอ้ มลู และบริบทของโรงเรียนวัดวหิ ารเบิก (กาญจนานุกลู ) เพอ่ื วางแผนการศึกษาการ
จดั การเรียนรู้
2. ออกแบบเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบบันทึกการสัมภาษณ์ และแบบบันทึกการ
สนทนากลมุ่
16
2.1 ศึกษาเอกสารและทฤษฎีการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน วิธีการสอน
ภาษาต่างประเทศ แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเป็นฐาน (Professional Learning
Community : PLC) และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างเครื่องมือให้ได้ตรงและ
ครอบคลุมวัตถุประสงค์ของการวจิ ัย
2.2 ผู้ศึกษานำแบบสอบถามที่สร้าง นำเสนอต่อศึกษานิเทศก์พี่เลี้ยงเพื่อตรวจสอบ
และปรับปรุงแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม ให้มีความสมบูรณ์ความถูกต้อง และปรับปรุงแก้ไข
แบบสอบถามตามคำแนะนำ
3. ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดของกลุ่ม
สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ การจัดการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
โรงเรียนวัดวิหารเบิก (กาญจนานุกลู ) โดยการสมั ภาษณ์และการสนทนากลุ่ม
4. วิเคราะห์ผลจากแบบบันทึกการสัมภาษณ์ และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม เรื่อง แนว
ทางการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์การ
ทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) โดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเป็นฐาน
(Professional Learning Community : PLC) ของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวดั วหิ ารเบิก
(กาญจนานุกูล) สงั กดั สำนกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาพทั ลงุ เขต ๑
5. สรุปผลจากการบันทึกการสัมภาษณ์ และบันทึกการสนทนากลุ่ม เรื่อง แนวทางการจัดการ
เรียนรู้ของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์การทดสอบทาง
การศึกษาระดับชาติข้นั พ้ืนฐาน (O-NET) โดยใชช้ มุ ชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเป็นฐาน (Professional
Learning Community : PLC) ของนกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดวหิ ารเบิก (กาญจนานุกูล)
สงั กัดสำนักงานเขตพ้ืนทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาพัทลงุ เขต ๑
4. การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
ผู้ศึกษาเก็บรวบรวมข้อมลู จากแบบบันทึกการสัมภาษณ์ และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม เรื่อง
แนวทางการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เพื่อยกระดับผลสัมฤทธ์ิ
การทดสอบทางการศึกษาระดับชาตขิ ั้นพ้ืนฐาน (O-NET) โดยใช้ชมุ ชนแห่งการเรยี นร้ทู างวชิ าชพี เป็นฐาน
(Professional Learning Community : PLC) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนวัดวหิ ารเบิก
(กาญจนานุกูล) สังกัดสำนกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาพทั ลงุ เขต ๑
5. การวิเคราะห์ข้อมลู
การวิเคราะห์ข้อมูลการศึกษาครั้งน้ี ผู้ศึกษาได้วิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ครูผู้สอนกลุ่ม
สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โดยใชร้ ปู แบบเชงิ พรรณนา
17
บทที่ 4
ผลการศึกษา
ผลการศึกษา พบว่า แนวทางการจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอน เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์
การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติข้ันพนื้ ฐาน (O-NET) โดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนร้ทู างวชิ าชพี เป็นฐาน
(Professional Learning Community : PLC) ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนวัดวิหารเบิก
(กาญจนานุกูล) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต ๑ โดยการสัมภาษณ์
นางสุภาพ จันทร์ใหม่ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนวัดวิหารเบิก (กาญจนานุกูล) และจากการสนทนา
กลุ่ม ซง่ึ ผูศ้ กึ ษาสามารถสรปุ ผลการศกึ ษาได้ดงั นี้
โรงเรียนวัดวิหารเบิก (กาญจนานุกูล) ได้กำหนดโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ
นกั เรยี นในแผนปฏิบัติการประจำปี มกี ารประชุมช้ีแจงฝ่ายบริหารและทีมนำเพื่อวางแผนการขับเคลื่อน
จากการศึกษาหลักการและเหตุผล พบว่า การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นภารกิจสำคัญของ
สถานศึกษา ซึ่งคุณภาพการศึกษาเป็นเป้าหมายสำคัญของการจัดการศึกษากระทรวงศึกษาธิการจึงมี
นโยบายพัฒนาและยกระดับคุณภาพการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนได้รับการส่งเสริมให้มีศักยภาพสูงสู่
มาตรฐานสากลและทัดเทียมกับนานาชาติ อีกทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้
ดำเนินการปฏริ ปู การศกึ ษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ. ๒๕๕๒-๒๕๖๑) เป็นการยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้
เต็มศักยภาพ ซึ่งระบุไว้ใน กลยุทธ์ที่ ๑ พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา ทุกระดับตามหลักสูตร
และส่งเสริมความสามารถด้านเทคโนโลยีเพ่ือเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ โดยกำหนดตัวชว้ี ัดความสำเร็จให้
สถานศึกษายกระดับคุณภาพผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาหลัก ซึ่งจากผลการดำเนินการจัดการศึกษา
ย้อนหลัง ๓ ปีที่ผ่านมาของโรงเรียนวัดวิหารเบิก (กาญจนานุกูล) พบว่า ผลสัมฤทธิ์ในการทดสอบ
ทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน ต่ำกว่าเป้าหมายที่สถานศึกษากำหนด และบางกลุ่มสาระการ
เรียนรู้ต่ำกว่าผลสัมฤทธิ์ระดับประเทศ ดังนั้นเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนและ
แก้ปัญหาดังกล่าว จึงได้จัดทำโครงการการนิเทศการเรียนการสอนเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเป็นฐาน
(Professional Learning Community : PLC) เพ่ือยกระดบั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น
ในการสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน ระดับเครือข่าย มีการพัฒนาครู และบุคลากรใน
การจัดการเรียนรู้เป็นไปตามกรอบมาตรฐานการศึกษาท่ีกำหนด ส่งครูและบุคลากรเข้ารับการพัฒนาในการ
จัดการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอตามกรอบมาตรฐานการศึกษา มีการดำเนินงานและมีผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน
ครูออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลและยึดมาตรฐานการเรียนรู้ มีการ
วิเคราะห์ข้อมูลผู้เรียนเป็นรายบคุ คลและนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ มีการวิเคราะหค์ ำอธิบายรายวิชา
เพื่อประโยชน์ในการกำหนดหน่วยการเรียนรู้และรายละเอียดของแต่ละหัวข้อของแผนกการจัดเรียนรู้
วิเคราะห์จุดประสงค์รายวิชาและมาตรฐานรายวิชา เพื่อนำมาเขียนเป็นจุดประสงค์การเรียนรู้ โดยให้
ครอบคลุมพฤติกรรมทั้งด้านความรู้ ทักษะ/กระบวนการ เจตคติและค่านิยม วิเคราะห์สาระการเรียนรู้
18
โดยเลือกและขยายสาระที่เรียนรู้ให้สอดคล้องกับผู้เรียน ชุมชน และท้องถิ่น รวมทั้งวิทยาการและ
เทคโนโลยีใหม่ๆ ทจี่ ะเปน็ ประโยชนต์ ่อผู้เรียน วิเคราะห์กระบวนการจัดการเรยี นรู้ (กิจกรรมการเรียนรู้) โดย
เลือกรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ วิเคราะห์กระบวนการประเมินผล โดยเลือกใช้
วิธีการวัดและประเมินผลทีส่ อดคล้องกับจดุ ประสงค์การเรียนรู้ วิเคราะห์แหล่งการเรียนรู้ โดยคัดเลือก
สื่อการเรียนรู้และแหล่งการเรียนรู้ ทั้งในและนอกห้องเรียนให้เหมาะสมสอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้
ก่อนดำเนินการจัดการเรียนรู้ทุกครั้ง โดยเสนอแผนการจัดการเรียนรู้ต่อผู้บริหารสถานศึกษาให้ความ
เห็นชอบ ครูมีการจัดการเรียนรู้ตามลำดับขั้นตอนในแผนการจัดการเรียนรู้ ตั้งแต่ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน การ
จัดการเรียนรู้และการสรุปบทเรียน ทำให้การจัดการเรียนรู้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีการใช้สื่อที่
เหมาะสมในการจัดการเรียนรู้ ครูคัดเลือกสื่อการเรียนรู้ และแหล่งการเรียนรู้ ทั้งในและนอกห้องเรียนให้
เหมาะสมสอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้ มีวิธีการใช้เครื่องมือวัดประเมินผลที่หลากหลาย เน้นความ
แตกต่างระหว่างบุคคล มีการนิเทศติดตามการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ มีการสังเกตการสอนจาก
บคุ คลภายในและภายนอก เดอื นละ ๑ ครัง้ มกี ารแลกเปล่ียนเรียนรู้และสะท้อนคิดรว่ มกัน
19
บทท่ี 5
สรปุ ผล อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ
จากการศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) โดยใช้ชุมชนแห่งการ
เรยี นร้ทู างวชิ าชีพเปน็ ฐาน (Professional Learning Community : PLC) ของนักเรยี นชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 6 โรงเรียนวัดวิหารเบกิ (กาญจนานุกูล) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต
๑ ผ้ศู ึกษาสรปุ และอภิปรายผลการนเิ ทศและข้อคน้ พบจากการศกึ ษา ดงั นี้
1. สรุปและอภิปรายผลการศึกษา
2. ข้อคน้ พบจากการการศึกษา
1. สรุปและอภปิ รายผลการศกึ ษา
จากการศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) โดยใช้ชุมชนแห่งการ
เรยี นรู้ทางวชิ าชีพเป็นฐาน (Professional Learning Community : PLC) ของนักเรยี นช้ันประถมศึกษา
ปีที่ 6 โรงเรียนวัดวิหารเบิก (กาญจนานุกูล) สังกัดสำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต
๑ พบว่า การจัดการเรียนการสอนของครู โดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเป็นฐาน
(Professional Learning Community : PLC) มีส่วนช่วยในการยกระดับผลสัมฤทธ์ิได้ ซึ่งสอดคล้อง
กับผลงานวิจัยของชนิดา ยอดสาลี และกาญจนา บุญส่ง (2559) ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษา
ประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 ได้แก่ ปัจจัยด้านครูผู้สอน ปัจจัยด้านนักเรียน และปัจจัยด้านผู้บริหาร มี
ประสทิ ธิภาพในการทำนายร้อยละ 48.30 และผลการวจิ ยั ของ อารวี รรณ เอี่ยมสะอาด (2561) พบว่า
การจัดการเรยี นการสอนของครเู ป็นปจั จยั สำคญั ท่ีสุดท่ีครจู ะต้องเตรียมตวั และพัฒนาตนเอง บนพ้ืนฐาน
ของหลักการแนวคิดและทฤษฎีทางวิชาการ ครูผู้สอน ผู้บริหารสถานศึกษา รวมทั้งบุคลากรสาย
สนับสนุน ต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้บรรลุ
เปา้ หมาย อนั หมายถงึ การพัฒนาประเทศใหส้ ามารถแขง่ ขันในระดับนานาชาติได้
2. ข้อคน้ พบจากการการศกึ ษา
จากการศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) โดยใช้ชุมชนแห่งการ
เรยี นรูท้ างวิชาชพี เป็นฐาน (Professional Learning Community : PLC) ของนักเรยี นชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 6 โรงเรียนวัดวิหารเบิก (กาญจนานุกูล) สังกัดสำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต
๑ พบว่า
1. โรงเรียนไดจ้ ดั ทำโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนกั เรยี น ซึ่งเป็นโครงการใหม่
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการเรียนรู้และยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น ไว้ใน
แผนปฏิบตั ิการประจำปขี องโรงเรยี น
20
๒. ครูทุกคนได้มีส่วนร่วมประชุมชี้แจงกับฝ่ายบริหารและคณะทำงานเพื่อวางแผนการ
ขบั เคลือ่ น กำหนดเป้าหมายในการยกระดับผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น วเิ คราะห์และจัดทำสารสนเทศด้าน
ผลสัมฤทธิ์ ใช้ข้อมูลในการวางแผนพัฒนา กำหนดปฏิทินมาตรการโครงการ/กิจกรรมเพื่อยกระดับ
ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน กำหนดใหก้ ลุ่มงานวชิ าการของโรงเรยี นเป็นผู้การดำเนนิ งานและมีผู้รับผิดชอบ
โครงการอย่างชดั เจน
๓. ผ้อู ำนวยการโรงเรียนวัดวหิ ารเบิก (กาญจนานุกลู ) เป็นผู้ท่มี ภี าวะผู้นำทางวิชาการ เป็นผู้ให้
คำปรึกษาในสิ่งที่ถูกต้อง เหมาะสม และเป็นธรรม เป็นผู้นำทางวิชาการและมีประสบการณ์ที่ดีในการ
พัฒนาด้านวิชาการ สามารถจูงใจครูให้ปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นแบบอย่างที่ดี และมีวิสัยทัศน์ที่
กว้างไกล
21
เอกสารอา้ งอิง
กรมอาเซียน. (2555). ความรเู้ ก่ยี วกบั ประชาคมอาเซียน. กรุงเทพฯ : กระทรวงการต่างประเทศ.
กระทรวงศึกษาธกิ าร. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน 2551. กรงุ เทพฯ : ชุมนมุ
สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2557). แนวปฏบิ ัติตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เร่ือง นโยบายการ
ปฏริ ูปการเรยี นการสอนภาษาอังกฤษ. สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน.
[ออนไลน์]. จาก http://english.obec.go.th/english/2013/index.php/th/component
/attachments/download/68. สืบคน้ เม่ือ 31 มกราคม 2563.
ขจติ ฝอยทอง. (2560). PLC คืออะไร. [ออนไลน์]. จาก https://www.gotoknow.org/posts/
628028. สืบค้นเม่ือ 31 มกราคม 2563.
ชนิดา ยอดสาลี และกาญจนา บุญส่ง. (2559). ปจั จยั ทส่ี ่งผลต่อผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นของนักเรยี น
ในสังกัดสำนกั งานเขตพน้ื ที่ประถมศึกษาประจวบคีรีขนั ธ์ เขต 2. วิทยานพิ นธ.์
ครศุ าสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าการบรหิ ารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภฏั เพชรบรุ .ี
ณัฐฎา แสงคํา. (2557). ลักษณะการสอนทีด่ ี. [ออนไลน์]. สบื คน้ เม่ือ 30 มกราคม 2563.
เดลินิวสอ์ อนไลน์. (2557). [ออนไลน์]. ปัจจัยสาํ คญั ของโรงเรยี นทีด่ ี. จาก https://www.
dailynews.co.th. สบื ค้นเมื่อ 31 มกราคม 2563.
ประดินันท์ อุปรมัย. (2550). ชุดวิชาพืน้ ฐานการศึกษา (มนษุ ย์กับการเรียนร)ู้ : นนทบรุ ี, พมิ พ์ครง้ั ท่ี
15, หน้า 121).
รัชนี คุณานวุ ฒั น.์ (2557). [ออนไลน์]. เทคนคิ วิธกี ารสอนและการปฏิบัติตนที่ดี 10 ประการสาํ หรับ
ครู. สืบค้นเม่ือ 30 มกราคม 2563.
วิจารณ์ พานิช (2556). PLC คือการรวมกลมุ่ จดั การความรู้ของครู. [ออนไลน์]. จาก
https://www.gotoknow.org/posts/519546. สืบคน้ เมื่อ 31 มกราคม 2563.
สรุ างค์ โค้วตระกลู . (2545). จติ วิทยาการศึกษา. กรุงเทพฯ : ด่านสทุ ธาการพิมพ์.
สำนกั งานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาพัทลุง เขต 1. (2562). รายงานผลการทดสอบทาง
การศึกษาระดับชาติขั้นพ้นื ฐาน (Ordinary National Education Testing : O-NET).
พัทลงุ : ฉลาดการพมิ พ.์
อารวี รรณ เอี่ยมสะอาด. (2561). การจัดการเรยี นการสอนในระดับประถมศกึ ษา. [ออนไลน์].
จาก https://www.tci-thaijo.org/index.php/bruj/article/download/143836/
106418. สืบคน้ เม่ือ 31 มกราคม 2563.
เอกสารประชาสัมพันธ์. การนำผลสอบ O-NET ไปพัฒนาคณุ ภาพการเรียนการสอนและยกระดับ
ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน. สถาบนั ทดสอบทางการศึกษาแหง่ ชาติ (องค์การมหาชน). [ออนไลน์].
ฉบับท่ี 57 ประจำเดอื นมีนาคม - เมษายน 2559.
ภาคผนวก
แบบบันทึกการสมั ภาษณ์
การนิเทศการเรยี นการสอนเพอ่ื ยกระดับผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนกลุ่มสาระการเรยี นรู้
ภาษาตา่ งประเทศ โดยใช้ชุมชนแหง่ การเรียนรทู้ างวิชาชีพเปน็ ฐาน
(Professional Learning Community : PLC)
โรงเรียนวัดวิหารเบิก (กาญจนานกุ ูล) สังกดั สำนักงานเขตพนื้ ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาพทั ลุง เขต ๑
วันทีส่ ัมภาษณ์ …………………………………………………………………
เร่ิมสมั ภาษณ์ …………………………………………………………………
ตอนท่ี ๑ ขอ้ มูลท่วั ไป
ช่อื …………………………….……………. นามสกลุ ………………………………………… อายุ ……………… ปี
ตำแหน่ง ……………………… วทิ ยฐานะ ………………………….………….. อายรุ าชการ ………………… ปี
ระดับการศึกษา ……………………………….. วิชาเอก …………………………………………………………………….
ตอนที่ ๒ แนวทางการจดั การเรยี นรู้
๑. สถานศึกษามวี ิธีการกำหนดเปา้ หมายท่ตี ้องการใหเ้ กิดข้นึ กับผเู้ รยี นอยา่ งไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
๒. สถานศึกษามีการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นรายบุคคลและนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้
อยา่ งไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
๓. สถานศกึ ษาออกแบบและจดั การเรียนร้อู ย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
๔. สถานศึกษามวี ธิ กี ารในการจัดบรรยากาศท่เี ออ้ื ตอ่ การเรยี นร้อู ยา่ งไร
……………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………
5. สถานศกึ ษามีการจดั เตรยี มและเลือกใช้ส่อื ที่เหมาะสมกบั กิจกรรมอยา่ งไร
……………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………
๖. สถานศกึ ษามีวธิ กี ารในการประเมินความกา้ วหนา้ ของผ้เู รียนอยา่ งไร
……………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………
๗. ทา่ นมวี ิธีการวิเคราะห์ผลการประเมนิ และนำมาใช้ในการซ่อมเสรมิ อยา่ งไร
……………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………
๘. ท่านมวี ธิ ีการค้นควา้ วจิ ัย พฒั นาสื่อและกระบวนการจัดการเรยี นร้อู ยา่ งไร
……………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………
ตอนท่ี ๓ ความคดิ เห็นและขอ้ เสนอแนะ
ความคดิ เห็น
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................ ....
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ข้อเสนอแนะ
.......................................................................................................................................... ......................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................... .....
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
แบบบนั ทึกการสนทนากลุ่ม
การนเิ ทศการเรยี นการสอนเพื่อยกระดบั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นกลมุ่ สาระการเรียนรู้
ภาษาตา่ งประเทศ โดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเปน็ ฐาน
(Professional Learning Community : PLC)
โรงเรียนวัดวิหารเบิก (กาญจนานกุ ูล) สังกัดสำนกั งานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษาประถมศกึ ษาพัทลุง เขต ๑
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
คำชี้แจง สนทนากลมุ่ การดำเนินงานและบนั ทกึ รายละเอยี ดรอ่ งรอยการดำเนนิ งานเพ่ิมเตมิ
ท่ี รายการ ระดบั การปฏบิ ัติ บนั ทึกรอ่ งรอย
ปฏบิ ัติ ไม่ปฏบิ ตั ิ การดำเนินงานเพิม่ เติม
1 ประชุมชแี้ จงฝา่ ยบริหารและคณะทำงานเพอื่ วาง
แผนการขบั เคลอ่ื น
2 กำหนดเปา้ หมายในการยกระดบั ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี น
3 วเิ คราะหแ์ ละจัดทำสารสนเทศด้านผลสมั ฤทธ์ิ
ใช้ขอ้ มลู ในการวางแผนพัฒนา
4 กำหนดมาตรการโครงการ/กิจกรรมเพื่อ/
ยกระดับผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน
5 มกี ารพฒั นาครูและบคุ ลากรในการจดั การเรียนรู้
เปน็ ไปตามกรอบมาตรฐานการศกึ ษาที่กำหนด
6 มีการดำเนินงานและมีผูร้ ับผิดชอบอย่างชดั เจน
7 ออกแบบการเรยี นรู้และกระบวนการจัดการ
เรียนรู้ท่ีตอบสนองความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล
และยดึ มาตรฐานการเรียนรู้
8 มีการใช้สือ่ และเทคโนโลยีทีเ่ หมาะสมในการ
จัดการเรียนรู้
9 มีวธิ กี ารและเคร่ืองมือวดั ประเมนิ ผลท่ี
หลากหลาย
10 มีการนิเทศตดิ ตามการดำเนนิ งานอย่างเป็น
ระบบ
ประเดน็ สนทนากลมุ่ เพิม่ เติม
1. จุดเด่นของสถานศกึ ษา
.............................................................................................. ..................................................................
.............................................................................................. ..................................................................
.............................................................................................. ..................................................................
.............................................................................................. ..................................................................
2. จดุ ทคี่ วรพฒั นา
.............................................................................................. ..................................................................
.............................................................................................. ..................................................................
.............................................................................................. ..................................................................
................................................................................................................................................................
.............................................................................................. ..................................................................
.............................................................................................. ..................................................................
3. แนวทางการพัฒนาในอนาคต
................................................................................................................................................................
.............................................................................................. ..................................................................
.............................................................................................. ..................................................................
................................................................................................................................................................
.............................................................................................. ..................................................................
4. ความตอ้ งการการชว่ ยเหลือ
.............................................................................................. ..................................................................
................................................................................................................................................................
.............................................................................................. ..................................................................
.............................................................................................. ..................................................................
........................................................................................... .....................................................................
.............................................................................................. ..................................................................
5. ข้อสงั เกต/ข้อเสนอแนะของผูน้ เิ ทศ
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................... .................................................................
............................................................................................................................. ...................................
.......................................................................................................................................................... ......
............................................................................................................................ ....................................
............................................................................................................................. ...................................