The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Su Raiya Samae, 2022-09-20 00:48:48

แตงกวา. 20-09

แตงกวา. 20-09

สมั มนา
เร่ือง แตงกวา

วชิ า สมั มนาทางดา้ นเกษตรศาสตร์
รหสั 30501-2002

จดั ทาโดย
นางสาวซูไรยา สาแม
ช้นั ประกาศนียบตั รวชิ าชีพช้นั ปี ท่ี2/2
สาขา เกษตรศาสตร์

เสนอ
อาจารย์ นางรัตนพ์ ีภรณ์ ทองประพนั ธ์
วทิ ยาลยั เทคโนโลยกี ารเกษตรและประมงปัตตานี

คำนำ

รายงานเล่มน้ีจดั ทาเพื่อเป็นส่วนหน่ึงของวชิ า สมั มนา เพอ่ื ใหไ้ ดค้ วามรู้ในเรื่องราวของแตงกวา โดยได้
ศึกษาผา่ นแหล่งความรู้ตา่ งๆ อาทิเช่น ตารา หอ้ งสมุด และแหล่งความรู้จากเวบ็ ไซตต์ ่างๆโดยรายงาน
สัมมนาเล่มน้ีตอ้ งมีเน้ือหาเกี่ยวกบั แตงกวา

ผจู้ ดั ทาคาดหวงั วา่ เป็ นอยา่ งยง่ิ วา่ การจดั ทาเอกสารฉบบั น้ีจะมีขอ้ มูลที่เป็นประโยชน์ต่อผทู้ ี่สนใจศึกษา
เก่ียวกบั แตงกวาเป็นอยา่ งดี

จดั ทาโดย
นางสาวซูไรยา สาแม

ลกั ษณะทำงพฤกษสำสตร์ของแตงกวำ

ชื่อสำมญั : Cucumber
ชื่อวทิ ยำศำสตร์ : Cucumis sativus L.
ช่ือวงศ์ : Cucurbitaceae (ตระกลู เดียวกนั กบั แตงโม ฟักทอง บวบ มะระ นำ้ เต้ำ)
ชื่อพืน้ เมือง : แตงช้ัง แตงร้ำน แตงขไี้ ก่ แตงขคี้ วำย (ภำคเหนือ) แตงฮัม แตงเหน็ (เชียงใหม่) แตงปี แตง

ยวง (แม่ฮ่องสอน) ตำเสำะ (เขมร) องึ่ กวย (จีน)

ลกั ษณะทำงพฤกษศำสตร์

แตงกวาเป็นพืชลม้ ลุกที่มีลาตน้ เป็นเถาเล้ือยยาวลกั ษณะเป็นเหลี่ยมผวิ ขรุขระ มีขนข้ึนปกคลุมอยทู่ ว่ั ไป มีมือ
เกาะ (tendril) ลกั ษณะกลมสีเขียวอ่อนสาหรับช่วยพยงุ ลาตน้ มีก่ิงแขนงโดยก่ิงแขนงเป็นแบบ
sympodial type โดยแตล่ ะขอ้ ของก่ิงแขนงจะมีตาขา้ ง เป็ นเน้ือเย้อื เจริญสาหรับก่ิงและผลใหม่ดา้ น
ตรงขา้ มกบั ใบ (นิพนธ์, 2545)

มีระบบรากแบบรากแกว้ และมีรากแขนง ใบเป็นใบเด่ียว (simple leafมีขนปกคลุมทว่ั ผวิ ใบ ปลายใบ
แหลม ขอบใบหยกั เวา้ (palmate) การแสดงเพศของแตงกวาตามธรรมชาติมกั แสดงดอกเพศผู้ และ
ดอกเพศเมียแยกดอกแต่อยภู่ ายในตน้ เดียวกนั (monoecious plant) ดอกเพศผอู้ าจเป็ นดอกเด่ียว
หรือเป็นช่อ มีกลีบเล้ียง และกลีบดอกเหมือนดอกเพศเมีย มีอบั ละอองเกสรเพศผู้ 3 อบั และมีกา้ นชูเกสรส้นั
ดอกเพศเมียเป็ นแบบดอกเดี่ยวเกิดจากบริเวณมุมใบหรือขอ้ มีกลีบเล้ียงสีเขียวจานวน 5 กลีบ กลีบดอกสี
เหลือง 5 กลีบ รังไข่มีลกั ษณะกลมยาว 2 - 5 เซนติเมตร ส่วนยอดเกสรตวั เมียมี 2 - 5 แฉก ผลมีลกั ษณะ
กลมยาวทรง (pepo)ความยาวผลระหวา่ ง 5 - 40 เซนติเมตร มีไส้ภายในผล มีผลสีขาว เขียวออ่ น เขียว
และเขียวเขม้ ดาสีหนามมีสีขาวแดง น้าตาล และดา มีเมลด็ สีขาวนวล แบบรูปรี ภายในเมล็ดมีขนาดคพั ภะ
ขนาดใหญ่ คพั ภะมีใบเล้ียง 2 ใบ ซ่ึงห่อหุม้ อยดู่ ว้ ยเพอร์ริสเปอร์ม (perisperm)

1. ราก

แตงกวามีระบบรากเป็นรากแกว้ มีรากแขนงยาวกวา่ รากแกว้ รากแกว้ จะเจริญในแนวด่ิงอยา่ งรวดเร็ว ใน
สภาพอากาศท่ีเหมาะสมรากจะเจริญ 1 นิ้วตอ่ วนั อาจยาวถึง 1 เมตร(Weaver and Bruner,
1927) และรากมนั จะงอกขนานกบั ก่ิงแขนง แตงกวาจดั วา่ มีระบบรากต้ืน อยตู่ ่ากวา่ ผวิ ดินเลก็ นอ้ ย (จิระ
ชยั , 2530 โดยรากจะอยหู่ นาแน่นมากในระดบั ความลึก 20 เซนติเมตร และสามารถหยงั่ ลึกไดถ้ ึง 1
เมตร (Hartmann et al, 1988)

2. ใบและลาตน้

ลาตน้ แตงกวาเป็นไมเ้ น้ือออ่ น ฤดูเดียว เป็ นเถาเล้ือยยาวลกั ษณะเป็นเหล่ียม มีขนข้ึนปกคลุมอยทู่ วั่ ไป แตกกิ่ง
แขนงไดด้ ี มกั มีขนาดใหญ่เท่ากบั ลาตน้ กิ่งแขนงจะเป็นแบบ sympodial type โดยแตล่ ะขอ้ ของก่ิง
แขนงจะมีตาขา้ ง เป็นเน้ือเยอื่ เจริญ สาหรับกิ่งและผลใหม่ อยดู่ า้ นตรงขา้ มกบั ใบ(นิพนธ์, 2545) มีปลอ้ ง
ยาว 10-12 เซนติเมตร มือเกาะลกั ษณะกลมสีเขียวอ่อนเกิดออกมาจากตาแหน่งของขอ้ ปลายของมือเกาะ
ไมม่ ีการแตกแขนงเป็นหลายเส้น ใบจะมีลกั ษณะเป็นใบเด่ียวสลบั กนั และส่วนของใบจะหยาบ มีขนเลก็ ๆ
ปกคลุมอยทู่ วั่ ดา้ นบนของใบ ดา้ นล่างมีขนเฉพาะท่ีเส้นกลางใบ (สุเทวี, 2522; Hartmann et
al., 1988) ใบแตงกวาจะมีมุมใบ 3-5 มุม ปลายใบมีลกั ษณะแหลมใบมีขนาดใหญร่ ูปฝ่ ามือ ขอบใบ
หยกั เวา้ (palmate) มีเส้นใบ 5-7 เส้น ส่วนของกา้ นใบยาว 5-15 เซนติเมตร ใบกวา้ ง 10-20
เซนติเมตร ในแตงธรรมดา และ 20-40 เซนติเมตร สาหรับแตงกวาไม่มีเมลด็ เถาของแตงกวาจะเร่ิมเล้ือย
เมื่อใบจริงโตเตม็ ที่ 2-3 ใบ และสามารถแตกแขนงได้ (ลาใย,2537) ใบของแตงกวาจะแก่และเหลือง
เร็ว โดยปกติทวั่ ไปจะมีอายปุ ระมาณ 50 วนั ดงั น้นั การผลิตแตงกวาเพื่อการคา้ ควรตดั ใบแก่หรือใบท่ีเหลือง
ทิ้ง

3. ดอกและการออกดอก

แตงกวาท่ีปลูกในประเทศไทย ส่วนใหญจ่ ะมีการแสดงเพศแบบท่ีมีท้งั ดอกเพศผแู้ ละเพศเมียอยใู่ นตน้
เดียวกนั (monoecious) แตป่ ัจจุบนั มีการปรับปรุงพนั ธุ์จนแตงกวาบางสายพนั ธุ์อาจจะมีเฉพาะดอก
เพศเมีย (gynoecious) ซ่ึงแตงรับประทานผลสด และแตงดองหลายพนั ธุ์มีเฉพาะดอกเพศเมีย (จิระชยั
, 2530) สาหรับแตงที่แสดงท้งั เพศผแู้ ละเพศเมียภายในตน้ เดียวมกั พบวา่ ดอกเพศผจู้ ะเกิดก่อนและจะมี
จานวนมากกวา่ ดอกเพศเมีย

3.1 ดอกเพศผู้ (staminate flower) จดั เป็นดอกเดียว เกิดระหวา่ งมุมของกา้ นใบกบั ลาตน้

อาจเกิดเพยี งดอกเดียวหรือเป็ นกลุ่มกไ็ ด้ แต่ละกลุ่มอาจจะมีดอกต้งั แต่ 2-5 ส่วนของกลีบดอกมีสีเหลือง
ติดกนั ปลายกลีบดอกแยกออกเป็น 5 แฉก โคนของกลีบดอกเป็นฐานของกา้ นชูเกสรตวั ผลู้ กั ษณะส้นั ๆ
ปลายของกา้ นชูเกสรแต่ละอนั มีอบั ละอองเรณู (anther) ติดอยู่ มีลกั ษณะกลมยาว 3 อนั อนั ส่วนของ

กลีบเล้ียงมีสีเขียวจานวน 5 กลีบ มีขนเล็กๆ ข้ึนปกคลุมอยทู่ วั่ ไป ดอกตวั ผเู้ จริญเป็ นกลุ่มกลุ่มละ 5 ดอก
(นิพนธ์, 2545)

3.2 ดอกเพศเมีย (pistillate flower) จะเกิดเป็ นดอกเดียว ตามมุมใบกบั ลาตน้ หรือขอ้ ของลาตน้
กบั ก่ิง มีรังไขเ่ ห็นไดช้ ดั กลีบเล้ียงมีสีเขียวจานวน 5 กลีบ กลีบดอกมีสีเหลือง โคนของกลีบดอกเชื่อมติดกนั
ส่วนปลายกลีบจะแยกเป็น 5 แฉก กลีบเล้ียงและกลีบดอกต้งั อยทู่ ี่ส่วนปลายของรังไข่กา้ นชูเกสรเพศเมียจะ
อว้ นส้ัน ส่วนยอดเกสรเพศเมีย (stigma)มีลกั ษณะกลมมน 3 อนั หรืออาจมีไดถ้ ึง 2-5 อนั ส่วนรังไข่
มี 2-5 หอ้ ง (carpel) ดอกตวั เมียบานไดน้ าน 1-2 วนั แต่หลงั จากวนั แรกกลีบดอกจะมีสีซีดเห็นได้
ชดั เจน

4. ผลและเมล็ด

หลงั การถ่ายละอองเกสรและเกิดการปฏิสนธิซอ้ น (polination and double
fertilization) กลีบเล้ียงกลีบดอกจะร่วงภายใน 2 วนั ต่อมาผลจะเจริญ โดยมีการเพ่มิ ท้งั ทางขนาด
และความยาว ผลแตงกวาจดั เป็นผลเดี่ยว ลกั ษณะผลกลม เรียวยาว (pepo) ผลอ่อนมีสีเขียว ผลอ่อนของ
แตงกวาที่เกบ็ เกี่ยวไดจ้ ะมีขนาดความกวา้ งผล 2-4 เซนติเมตร ความยาวผล 8-10 เซนติเมตรหลงั จาก
ผสมเกสร 30 วนั ผลแตงกวาจะเริ่มแก่ โดยเปลี่ยนสีจากสีเขียวเป็นเหลืองส้ม บางพนั ธุ์จะมีตาขา่ ยข้ึนที่ผวิ
ของผล เมื่อผา่ ผลแตงกวาตามแนวขวาง พบวา่ แต่ละหอ้ งมีพลาเซนตา (placenta) ติดกบั ผนงั รังไขท่ า
หนา้ ที่ยดึ เมล็ดเอาไว้ 2-3 แถว ในขนาดท่ีผลแตงกวายงั เล็ก จะสังเกตเห็นหนามที่ผลชดั เจน ซ่ึงหนามของ
แตงกวาจะมีสีดาและขาว แตงกวาหนามดาจะเกบ็ รักษาได้ 3-4 วนั หลงั จากเก็บผลมาจากตน้ โดยสีผลจะ
เปลี่ยนเป็นสีเหลือง ส่วนแตงกวาหนามขาว เป็นแตงท่ีเกบ็ รักษาผลไวไ้ ดน้ านผลจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองขา้ กวา่
(สุเทวี, 2522; ขวญั จิตร, 2532) แตงกวาแต่ละผลจะมีเมลด็ สีขาลนวล สีขาวถึงเหลืองอ่อน แบบ รูปรี
กวา้ ง 0.36-0.40เซนติเมตร ยาว 0.88-1.24 เซนติเมตร หนา 0.12-0.16 เชนติเมตร (ลาใย,
2537 มีเมลด็ ประมาณ (กมล, 2536) ภายในเมล็ดของแตงกวามีคพั ภะขนาดใหญ่ คพั ภะจะดูดใช้
อาหารจากส่วนท่ีทาหนา้ ท่ีสะสมอาหารคือเอ็นโดรสเปี ร์มมาใช้ คพั ภะแตงกวามีใบเล้ียง 2 ใบ ซ่ึงห่อหุม้ ดว้ ย

เพอริสเปิ ร์ม (perisperm) (McDonals et al, 1996) อนั ส่วนของกลีบเล้ียงมีสีเขียวจานวน
5 กลีบ มีขนเลก็ ๆ ข้ึนปกคลุมอยทู่ ว่ั ไป ดอกตวั ผเู้ จริญเป็ นกลุ่มกลุ่มละ 5 ดอก (นิพนธ์, 2545)

3.2 ดอกเพศเมีย (pistillate flower200-500 เมล็ดตอ่ ผล เมลด็ ลีบ 20-50 เมล็ดต่อผล และ
มีน้าหนกั 100 เมลด็ ประมาณ 3-4 กรัม) จะเกิดเป็นดอกเดียว ตามมุมใบกบั ลาตน้ หรือขอ้ ของลาตน้ กบั
กิ่ง มีรังไขเ่ ห็นไดช้ ดั กลีบเล้ียงมีสีเขียวจานวน 5 กลีบ กลีบดอกมีสีเหลือง โคนของกลีบดอกเชื่อมติดกนั
ส่วนปลายกลีบจะแยกเป็น 5 แฉก กลีบเล้ียงและกลีบดอกต้งั อยทู่ ี่ส่วนปลายของรังไข่กา้ นชูเกสรเพศเมียจะ
อว้ นส้นั ส่วนยอดเกสรเพศเมีย (stigma)มีลกั ษณะกลมมน 3 อนั หรืออาจมีไดถ้ ึง 2-5 อนั ส่วนรังไข่
มี 2-5 หอ้ ง (carpel) ดอกตวั เมียบานไดน้ าน 1-2 วนั แต่หลงั จากวนั แรกกลีบดอกจะมีสีซีดเห็นได้
ชดั เจน

กำรปลูกแตงกวำเพื่อผลติ เมลด็ พนั ธ์ุ

1. พนั ธุ์แตงกวา

ในประเทศไทยสามารถปลูกแตงกวาไดต้ ลอดท้งั ปี แต่จะมีผลผลิตมากในเดือนมกราคมและเดือนพฤษภาคม
ถึงธนั วาคม สามารถเก็บผลผลิตได้ หลงั จากปลูก 35 - 40 วนั การผลิตเพือ่ เก็บเมลด็ พนั ธุ์แตงกวาสามารถ
เก็บเมลด็ พนั ธุ์เม่ือมีอายุ 30 วนั หลงั ผสมเกสร (กมล, 2536) การผลิตเมล็ดพนั ธุ์แตงกวา จาแนกได้ 2
ประเภทคือ

1.1. พนั ธุ์ผสมปล่อย

แตงกวาพนั ธุ์พ้นื เมืองที่นิยมปลูกในประเทศไทยมี 2 ประเภท คือ

1.1.1 แตงกวา่ หรือ แตงไร่ เป็นแตงกวาผลเลก็ ความยาวของผล 4-10 เซนติเมตรความกวา้ งของผล
2.2-2.8 เซนติเมตร ไส้ใหญ่เน้ือบาง สีผลสีขาว เขียวอ่อน สีหนามดา หรือขาวนิยมปลูกแบบเล้ือย

1.1.2 แตงร้าน เป็นแตงกวาผลใหญ่ ความยาวของผล 12 - 25 เซนติเมตร ความกวา้ งของผล 2.2 -
2.8 เซนติเมตร ไส้ใหญ่เน้ือบาง สีผลสีขาว เขียวอ่อน สีหนามสีดา หรือขาว นิยมปลูกแบบข้ึนคา้ ง

1.2. พนั ธุ์ลูกผสม

บริษทั เอกชนนาสายพนั ธุ์พอ่ แมจ่ ากตา่ งประเทศเขา้ มาผลิตเมล็ดพนั ธุ์ลูกผสมเพือ่ การส่งออกพ้นื ที่ส่งเสริมใน
ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ในปัจจุบนั การผลิตเมล็ดพนั ธุ์แตงกวาลูกผสมตอ้ งใชแ้ รงงานคน
ช่วยในการผสมพนั ธุ์ ซ่ึงใชว้ ธิ ีการปลูกแตงกวาพนั ธุ์พอ่ และพนั ธุ์แมแ่ ยกกนั คนละแปลง ซ่ึงแตงกวากลุ่ม
monoecious ท่ีใชก้ นั โดยทวั่ ไปมีดอกเพศผแู้ ละดอกเพศเมียในตน้ เดียวกนั เม่ือตน้ ตวั เมียออกดอก ให้
กาจดั ท้งั ดอกเพศผแู้ ละเพศเมียในขอ้ ที่ 5-6 แรกของตน้ ดอกเพศเมียท่ีผสมพนั ธุ์ไดค้ วรเป็ นดอกเพศเมียใน
ขอ้ ท่ี 5 ข้ึนไป ส่วนดอกเพศผขู้ องตน้ พนั ธุ์แมใ่ นขอ้ อ่ืนๆ ใหก้ าจดั ทิ้งใหห้ มด ดอกเพศเมียท่ีเตรียมไวส้ าหรับ
ผสมพนั ธุ์ ควรเป็ นดอกเพศเมียท่ีจะบานในวนั รุ่งข้ึน โดยใชเ้ ส้นรวดเลก็ ๆ หรือคลิปหนีบดอกเพศเมียไว้ เพื่อ
ป้องกนั การผสมจากลมหรือแมลงที่อยธู่ รรมชาติ เตรียมดอกเพศผู้ โดยเกบ็ ดอกเพศผจู้ ากแปลงพนั ธุ์พอ่ เกบ็
ดอกเพศผทู้ ี่จะบานในวนั รุ่งข้ึนใสในภาชนะที่ปิ ดสนิท เช่น ถงั โฟม รองพ้ืนถงั ดว้ ยกระดาษหนงั สือพมิ พท์ ี่
ชุบน้าพอประมาณ บรรจุลงในถงั ปิ ดสนิท ทิ้งไว้ 1 คืน วนั รุ่งข้ึนดอกจะบาน ดอกเพศเมียท่ีบานในพนั ธุ์แม่
ต้งั แตข่ อ้ ท่ี 5 ข้ึนไป ใหแ้ กะรวดหรือคลิปออก ใหน้ าดอกเพศผจู้ ากพนั ธุ์พอ่ แตะที่เกสรของเพศเมีย โดยให้
เกสรจากดอกเพศผแู้ ตะที่ยอดเกสรเพศของพนั ธุ์แม่ แลว้ ทิ้งดอกเพศผไู้ วใ้ นดอกเพศเมีย หนีบกลีบดอกเพศ
เมียดว้ ยลวดหรือคลิปไว้ แลว้ ใชเ้ ชือกไหมพรมมดั กา้ นดอกท่ีไดร้ ับการผสมพนั ธุ์แลว้

2. ฤดูปลูกท่ีเหมาะสม

แตงกวาตอ้ งการอากาศอบอุ่นไม่ถึงกบั ร้อนจดั โดยสามารถเจริญเติบโตไดด้ ีท่ีอุณหภูมิ 18-30องศา
เซลเซียส และจะเสียหายจากความหนาวเยน็ (chiling injury) เมื่อไดร้ ับอุณหภูมิต่ากวา่ 10 องศา
เซลเซียส และที่อุณหภูมิเช่นน้ี เมลด็ จะไม่งอก (ขวญั จิตร, 2532; สัมฤทธ์ิ, 2538) เมล็ดแตงกวา
สามารถงอกไดด้ ีท่ีอุณหภูมิ 25-30 องศาเซลเซียส (Thompson and Kelly, 1957) การ
ปลูกแตงกวาเพอื่ ผลิตเมล็ดพนั ธุ์ นิยมปลูกช่วงฤดูหนาวต้งั แตเ่ ดือน ตุลาคม ถึงเดือน พฤศจิกายน จะเกบ็ เมลด็
พนั ธุ์ไดป้ ระมาณเดือนกมุ ภาพนั ธ์ (กรมการคา้ ภายใน, 2531) ส่วนความตอ้ งการแสงสวา่ งสาหรับการ
สร้างอาหารของแตงกวาน้นั จะนอ้ ยกวา่ มะเขือเทศและแตงโม โดยแตงกวาจะสร้างและสะสมอาหารไดม้ าก
ที่สุด ท่ีแสงสวา่ ง 45 กิโลลกั ซ์ ในขณะท่ีมะเขือเทศและแตงโมตอ้ งการ 75 และ 80 กิโลลกั ซ์ตามลาดบั

3. วธิ ีการปลูกและการดูแลรักษา

การปลูกแตงกวาเพ่ือผลิตเมล็ดพนั ธุ์ ควรปลูกห่างจากแตงกวาพนั ธุ์อ่ืน และแตงร้านไม่นอ้ ยกวา่ 500 เมตร
หรือใชว้ ธิ ีปลูกก่อนอยา่ งนอ้ ย 1 เดือน ไมเ่ ช่นน้นั อาจจะเกิดการผสมขา้ มพนั ธุ์ ซ่ึงก่อใหเ้ กิดการกลายพนั ธุ์
การปลูกแตงกวานิยมปลูกแบบแถวคู่ ระยะปลูก 80X30 เซนติเมตร จานวน 1 ตน้ ตอ่ หลุม วธิ ีการน้ี
เหมาะสมสาหรับการปลูกแตงกวาเพอ่ื ผลิตเมล็ดพนั ธุ์ผสมปล่อย (ขวญั จิตร,2532) หรือปลูกระยะ
ระหวา่ งตน้ 50 เซนติเมตร จานวน 2 ตน้ ต่อหลุม การผลิตเมล็ดพนั ธุ์เพ่ือใหไ้ ดเ้ มล็ดท่ีสมบูรณ์ท่ีสุดควรไว้
ไม่เกิน 5 ผลตอ่ ตน้

4. สภาพการคลุมแปลง

การคลุมแปลงทาใหพ้ ืชมีการเจริญเติบโตเร็วข้ึน เน่ืองจากพืชไดร้ ับแสงและอุณหภูมิและความช้ืนที่

เหมาะสม ไม่มีปัญหาวชั พชื ทาใหร้ ากเจริญเติบโตไดด้ ี มีการดูดชบั ธาตุอาหารไดม้ ากข้ึน ส่งผลใหม้ ีผลผลิต

เพ่มิ มากข้ึน (Wien et al, 1933) การปลูกแตงกวาเพ่ือผลิตเมล็ดพนั ธุ์จะนิยมใชว้ สั ดุคลุมแปลง เพ่ือ

ช่วยเพ่มิ อุณหภูมิใหแ้ ก่ดิน เช่นพลาสติกคลุมแปลง พบวา่ ทาใหแ้ ตงกวาออกดอกเร็วข้ึน 40 เปอร์เซ็นต์

(Cai et al, 1993) และเก็บเกี่ยวผลผลิตไดเ้ ร็วข้ึน (Farias-Larios et al,1994) ผลของ

การคลุมแปลงมีประโยชน์ดงั น้ี

4.1 อุณหภูมิในดิน การคลุมแปลงมีผลท้งั การเพ่ิมและลดอุณหภูมิของดิน รวมท้งั กิจกรรมของจุลินทรียใ์ น
ดิน การใชพ้ ลาสติกคลุมแปลงเช่น พลาสติกสีดา จะเพิม่ อุณหภูมิของดินโดยเฉพาะบริเวณราก
(Decoteau et al, 1989) ซ่ึงสามารถช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพชื ในช่วงแรกไดด้ ี เช่น แตงกวา
ฟักทอง มะเขือเทศ พริกหวาน มีการเจริญเติบโตตอบสนองต่ออุณหภูมิภายใตส้ ภาพการคลุมแปลงไดด้ ี

(Williams et al., 1991)

4.2 ความช้ืนในดิน การคลุมแปลง จะช่วยเกบ็ รักษาความช้ืนของดินไว้ สามารถเพม่ิ ความช้ืนของดินใน
ระดบั ความลึกประมาณ 10 เซนติเมตร ซ่ึงจาเป็นตอ่ กระบวนการงอกของตน้ กลา้ และถา้ วสั ดุคลุมเป็นวสั ดุ
จากธรรมชาติก็จะช่วยเพ่ิมความสามารถในการดูดซบั น้าไดด้ ีข้ึนทาใหก้ ารเจริญเติบโตของพชื ดีข้ึน เนื่องจาก
พชื สามารถใชป้ ระโยชนจ์ ากน้าไดม้ ากข้ึนเพราะอตั ราการใชน้ ้าจะสูงกวา่ การระเหยของน้า

4.3 ความสัมพนั ธ์ของการใหน้ ้ากบั การคลุมแปลง จากการทดลองใหน้ ้าแตงกวาหลายระดบั คือ ใหน้ ้ามาก
ปานกลาง และนอ้ ย พบวา่ เม่ือมีการคลุมแปลง ตน้ พชื มีประสิทธิภาพในการใชน้ ้าไดด้ ีกวา่ การไม่คลุมแปลง
ไมว่ า่ ใหน้ ้าแบบใด และจากงานทดลองเรื่องการคลุมแปลงปลูกแตงกวาดว้ ยพลาสติกสีขาวและสีดาร่วมกบั
การใหน้ ้าแบบน้าหยดพบวา่ แตงกวาใหผ้ ลผลิตสูงกวา่ การไม่คลุมแปลง (Hanna and Adam,
2013)

4.4 โรคพืช การคลุมแปลงไม่ไดท้ าใหพ้ ชื ปลอดโรคและแมลง แตส่ ามารถช่วยลดปัญหาการระบาดของ
โรคพชื และลดประชากรของแมลง และยงั ช่วยใหผ้ ลผลิตสะอาด เนื่องจากไม่ไดส้ ัมผสั ดิน

5. จานวนผลต่อตน้

จานวนผลต่อตน้ และน้าหนกั เมลด็ ตอ่ ผลของแตงกวาน้นั มีอิทธิพลทางตรงต่อผลผลิตคอ่ นขา้ งสูง แต่ความ
หนาเน้ือจะมีอิทธิพลต่อผลผลิตป่ านกลาง (สมเกียรติ, 2527) ซ่ึงจานวนผลต่อตน้ และน้าหนกั ผลตอ่ ตน้
จะข้ึนอยกู่ บั จานวนตน้ ต่อพ้ืนที่ เม่ือเพ่ิมจานวนตน้ ตอ่ พ้ืนที่จานวนผลและน้าหนกั ลดลง (Kasrawi,
1989) จากการศึกษาของแตงกวาดองบางพนั ธุ์ โดยการใชส้ ารเคมีบางชนิดเพ่อื เปล่ียนแปลงเพศ พบวา่
โดยปกติแตงกวาดอง จะสามารถติดผลเพยี ง 3-6 ผลต่อตน้ แต่เมื่อมีการใชส้ ารเคมีเช่น อีธีฟอน
(ethephon) หรือ เอ็นเอเอ (NAA- Napthalene acetic acid) จะเพ่มิ การติดผลไดเ้ ป็น
5-8 ผลตอ่ ตน้ แตใ่ นการผลิตเมล็ดพนั ธุ์ลูกผสมพบวา่ แตงกวาจะติดผล 5-8 ผลตอ่ ตน้ แตเ่ พ่ือใหไ้ ดเ้ มลด็
พนั ธุ์ที่สมบูรณ์ก็ควรไวผ้ ลไมเ่ กิน 5 ผลตอ่ ตน้ (กมล, 2536)จานวนผลผลิตเมล็ดพนั ธุ์แตงกวามี
ความสมั พนั ธ์กบั คุณภาพของเมลด็ เม่ือผลผลิตเมลด็ พนั ธุ์เพมิ่ ข้ึนคุณภาพของเมลด็ พนั ธุ์จะลดลง โดย
ฉววี รรณ (2534) ทาการทดลองไวผ้ ลแตงกวา 1-4 ผลต่อตน้ พบวา่ การไวผ้ ล 1 ผลตอ่ ตน้ จะทาให้
คุณภาพของเมลด็ พนั ธุ์ คือน้าหนกั แหง้ และเปอร์เซ็นตค์ วามงอกสูงสุด แต่จานวนเมล็ด และน้าหนกั ต่อตน้
ต่าสุด ในขณะท่ีการไว้ 4 ผลตอ่ ตน้ จะใหค้ วามงอกและน้าหนกั แหง้ ของเมลด็ ต่าสุด แต่จะใหน้ ้าหนกั และ
จานวนเมลด็ ต่อตน้ สูงสุด เช่นเดียวกบั งานทดลองของ ขนิษฐา (2542) ทดลองไวผ้ ลแตงกวา 3, 4, 5
ผลต่อตน้ และไวผ้ ลอิสระ พบวา่ การไวผ้ ล 5 ผลต่อตน้ ทาใหผ้ ลผลิตและคุณภาพของเมลด็ พนั ธุ์เพม่ิ ข้ึน ซ่ึง
จากการศึกษาจานวนผลต่อตน้ ที่มีต่อคุณภาพของเมล็ดพนั ธุ์แตงโม กจ็ ะตอบสนองในทางเดียวกนั โดยเมื่อ
ไวผ้ ลจานวน 1-5 ผลตอ่ ตน้ พบวา่ เม่ือไวผ้ ลแตงโมง 1 ผลตอ่ ตน้ จะใหเ้ มลด็ พนั ธุ์ท่ีมีคุณภาพท่ีดีที่สุด แต่

ผลผลิตเมลด็ พนั ธุ์ตอ่ ตน้ ต่าสุด ส่วนการไวผ้ ล 5 ผลตอ่ ตน้ จะใหค้ ุณภาพเมล็ดพนั ธุ์ต่าสุด แต่ผลผลิตเมลด็ ต่อ
ตน้ สูงสุด (ปัญจพร, 2528)

6. การเกบ็ เก่ียวและการจดั การหลงั การเก็บเก่ียว

แตงกวาเป็นพชื ผลสดท่ีมีความช้ืนสูง (wet freshly fruits) เช่นเดียวกบั แตงโมงและมะเขือเทศ โดย
ขนาดที่ผลสุกมีปริมาณน้าอยใู่ นผลคอ่ นขา้ งสูง ดงั น้นั เมลด็ จึงมีความช้ืนสูง เม่ือเก็บเกี่ยว จึงนิยมบ่มผลและ
หมกั เมลด็ (fermentation) เพื่อใหเ้ มลด็ พฒั นาจนถึงระยะสุกแก่เตม็ ท่ี (ลาไย, 2537)ผลแก่ของ
แตงกวา มกั จะเกบ็ เก่ียวได้ เม่ืออายปุ ระมาณ 70-85 วนั หลงั การหยอดเมลด็ หรือประมาณ35-40 วนั
หลงั ดอกบาน โดยสีผลจะเปล่ียนจากสีเขียวเป็นสีเหลืองส้ม ติดผลประมาณ 3-5 ผลต่อตน้ เม่ือเก็บผล
มาแลว้ มกั จะบ่มเพ่อื ใหเ้ มล็ดภายในผลมีการพฒั นาต่อโดยนิยม บ่มผล 3-7 วนั (กมล,2536) หรือ
ประมาณ 15-20 วนั หากเป็นผลท่ีเก็บมาจากตน้ แม่ที่ตาย (เจียไต๋, ม.ป.ป.) เมื่อผา่ ผลแลว้ จะหมกั ไว้
ประมาณ 24-48 ชว่ั โมง ทาใหเ้ มือกใสๆที่หุม้ เมล็ด (gelatinous or mucilginous) แยกตวั
ออกจากเมลด็ ไดง้ ่าย

8. อายผุ ลและระยะเวลาในการบ่มผลและหมกั เมลด็ อายผุ ลและวธิ ีการนาเมลด็ ออกจากผล

เป็นปัจจยั หน่ึงที่มีผลต่อคุณภาพของเมล็ดพนั ธุ์จากการศึกษาถึงอายผุ ลและการบ่มผล ท่ีมีต่อความงอกของ
เมล็ดพนั ธุ์พชื ตระกลู แตง โดยเก็บผลแตงกวา อายุ 25, 35 และ 45 วนั หลงั ดอกบาน มาบม่ นาน 10 และ
20 วนั แลว้ ผา่ แยกเมล็ดออกจากผลหลงั จากลดความช้ืนแลว้ เก็บรักษาเมล็ดไวน้ าน 48 เดือนก่อนนามา
ทดสอบ พบวา่ เมล็ดจากผลอาย3ุ 5 วนั หลงั ดอกบาน จะใหค้ วามงอกของเมล็ดสูงสุด การบม่ ผลทาใหเ้ มลด็
งอกไดด้ ีข้ึน โดยเฉพาะเมลด็ ท่ียงั ไม่สุกแก่ทางสรีระวทิ ยาจะสามารถพฒั นาต่อไปได้ และแมว้ า่ การบม่ ผลจะ
มีผลดีตอ่ ความสามารถในการงอกของเมล็ด แตก่ ็มีผลนอ้ ยต่อการปล่อยใหผ้ ลยงั คงอยกู่ บั ตน้ แม่ภายใน
ระยะเวลาท่ีเทา่ กนั และสภาพต่างๆเหมือนกนั (Nerson, 1991) ในขณะที่ขนิษฐา (2542) ได้
ศึกษาอิทธิพลของอายผุ ลแตงกวา และอายกุ ารบ่มผล และการหมกั เมล็ด ท่ีมีผลตอ่ คุณภาพเมลด็ พนั ธุ์ พบวา่
อายผุ ล 35 วนั หลงั ดอกบาน มีเปอร์เซ็นตค์ วามงอกสูงสุด แตก่ ารบม่ ผลและการหมกั เมล็ดไมม่ ีผลต่อ
เปอร์เซ็นตค์ วามงอกของเมล็ด เช่นเดียวกบั ชวนชิด (2537) พบวา่ อายผุ ล 30 วนั หลงั ดอกบาน ให้
คุณภาพผลผลิตเมล็ดพนั ธุ์สูงสุด ส่วนอายกุ ารบ่มผลพบวา่ ไมม่ ีความแตกต่างกนั การแยกเมลด็ ออกจากเน้ือ
ผล ทาได้ 4 วธิ ีหลกั ๆ คือ แยกเมล็ดออกทนั ทีดว้ ยมือ การหมกั เมลด็ การใชส้ ารเคมี และการใชเ้ ครื่องแยก

เมล็ด (วรวทิ ย,์ 2525; กมล, 2536) การหมกั เมลด็ เป็นวธิ ีการทาใหก้ ารงอกของเมลด็ ดีข้ึน เพราะใน
บางพชี เช่น มะเขือเทศ เมือกที่หุม้ เมล็ดอยู่ จะมีสารท่ียบั ย้งั การงอกของเมล็ด (ลาไย, 2537 และการหมกั
เมล็ดเป็นวธิ ีการแยกเมล็ดที่ดีกวา่ การแยกออกทนั ทีดว้ ยมือNerson (1991) รายงานไวว้ า่ การหมกั
เมลด็ เป็นการแยกเอาส่วนเย้อื หุม้ เมลด็ ออกไป ทาใหเ้ มล็ดสามารถงอกไดด้ ีข้ึน แต่ไม่ช่วยเพิม่ เปอร์เซ็นต์
ความงอกของเมลด็ พนั ธุ์ ในพืชตระกลู แตงพบวา่ การบม่ และการหมกั เมลด็ ของแตงกวา่ และแตงโม มีผลตอ่
ความงอกของเมล็ดมากกวา่ ในผลสควอ็ ช โดยควรหมกั เมล็ดนาน 1-5 วนั (Food and
Agriculture Organization United Nations, 1980) สาหรับการหมกั เมล็ดโดยใช้
กรดซิตริก 3 เปอร์เซ็นต์ กรดไฮโดคลอลิก 35 เปอร์เซ็นต์ เปรียบเทียบกบั การหมกั เมลด็ สภาพปกตินาน
27 ชว่ั โมง แลว้ เกบ็ รักษาในภาชนะปิ ดที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเชียส ความช้ืนสัมพทั ธ์ 78 เปอร์เซ็นต์ แต่
หลงั จากเก็บรักษานาน 8 เดือน เปอร์เซ็นตค์ วามงอกจะลดลงมากที่สุดเหลือเพียง 60 เปอร์เซ็นต์ และมีคา่
การนาไฟฟ้าสูงที่สุด 200 mhos/cm. (Raju et al; 1989) ส่วนวรวทิ ย์ (2525) ไดศ้ ึกษา
การแยกเมล็ดแตงกวาออกจากผลดว้ ยวธิ ีการต่างๆ คือการแยกเมลด็ ดว้ ยมือ การแช่เมล็ดและไส้กลางแตงกวา
1 กิโลกรัมต่อการใชก้ รดไฮโดคลอริกเขม้ ขน้ 10 มิลลิเมตร นาน15, 30 และ 90 นาที ร่วมกบั การหมกั
เมลด็ ไว้ 2 และ 3 วนั ในสภาพอุณหภูมิหอ้ ง จะให้เมล็ดพนั ธุ์ท่ีมีคุณภาพ และความงอกสูงสุดคือ 77
เปอร์เซ็นต์ แตก่ ารใชก้ รดไฮโดรคลอริกหมกั นาน 60 นาที จะทาใหเ้ มล็ดเสร็จเร็วข้ึน และทาใหเ้ มลด็ มีความ
งอก 72 เปอร์เซ็นต์ ท้งั น้ีหลงั จากทาลายการพกั ตวั ของเมล็ด ดว้ ยการอบเมล็ดที่ 40 องศาเซลเชียส นาน 7
วนั พบวา่ ในทุกวธิ ีการแยกเมล็ด จะใหเ้ ปอร์เซ็นตค์ วามงอกไมแ่ ตกตา่ งกนั แตร่ ะยะเวลาในการหมกั เมลด็ มี
ผลต่อคุณภาพของเมล็ดพนั ธุ์มาก ถา้ หมกั เมล็ดนานเกินไป และอุณหภูมิสูงเกินไปจะทาใหเ้ มลด็ เส่ือมความ
งอกไดง้ ่าย และมีความแขง็ แรงต่า(ลาไย, 2537) และจากงานทดลองท่ีหมกั เมลด็ แตงกวาเป็นระยะเวลาที่
ต่างกนั คือ 0, 2 ,4, 6 และ 8 วนั พบวา่ การหมกั เมล็ดนาน 4, 6 และ 8 วนั จะใหเ้ ปอร์เซ็นตค์ วามงอก
ไม่แตกตา่ งกนั คือ 87,90 และ 92 ตามลาดบั แต่สูงกวา่ การหมกั เมล็ด 0 และ 2 วนั คือ 32 และ 63
เปอร์เซ็นต์ ตามลาดบั (Lockerman and Putnam, 1981) ในขณะท่ี ปริญดา (2546 อา้ ง
ใน Furtak, 2014) ไดท้ ดลองหมกั เมลด็ แตงกวาในระยะตา่ งกนั พบวา่ การหมกั เมลด็ ไวท้ ี่อุณหภูมิ
16-18 องศาเซลเซียส นาน 3-5วนั แลว้ ทาใหเ้ มลด็ แหง้ ดว้ ยการอบท่ีอุณหภูมิ 30 องศาเซลเชียส นาน
14 ชว่ั โมง จะทาใหเ้ มลด็ มีคุณสมบตั ิทางชีววทิ ยาดีท่ีสุด

ชันโรง (Stingless bee)
ชนั โรงหรือผ้งึ จิ๋ว จดั เป็ นแมลงผสมเกสรท่ีมีพฤติกรรมในการตอมดอกไมผ้ ลหลายชนิดท่ีก่อใหเ้ กิดการผสม
เกสรอยา่ งเด่นชดั และแพร่กระจายพนั ธุ์อยทู่ ว่ั ทุกภาคของประเทศ ชนั โรงเป็ นแมลงท่ีแสดงถึงข้นั ตอนสูงสุด
ของววิ ฒั นาการทางสังคมของแมลง การจดั องคก์ ารทางสังคม ของชนั โรงซ่ึงมีท้งั ความคลา้ ยคลึงเทียบไดก้ บั
ผ้งึ และมีความแตกตา่ งกนั เป็นที่น่าสนใจและไดม้ ีการศึกษาทางดา้ นชีววทิ ยาของแมลงชนิดน้ีหลายดา้ น ผ้งึ
เป็นแมลงผสมเกสรซ่ึงมีอยมู่ ากมายหลากหลายชนิด เช่น ผ้งึ หลวง ผ้งึ หลอด ผ้งึ มิม้ ผ้งึ โพรง ผ้งึ กดั ใบและผ้งึ
พนั ธุ์ ท่ีกล่าวมา ทุกชนิดลว้ นมีคาวา่ "ผ้งึ " นาหนา้ ชื่อ ท้งั สิ้น แต่มีแมลงผสมเกสร จาพวกผ้งึ อยเู่ พยี งสองชนิด
ที่ไมม่ ีคาวา่ "ผ้งึ " นาหนา้ คือ แมลงภู่และชนั โรง แมลงภูเ่ ป็นผ้งึ ป่ า จดั เป็นพวกแมลงผสมเกสรจาพวกผ้งึ
ชนั โรงเป็นชื่อสามญั ท่ีใชเ้ รียกผ้งึ ท่ีไม่มีเหล็กใน Stingless bee (พงษศ์ กั ด์ิ และ สาวติ รี,2550) ซ่ึง
มีการแพร่กระจายพนั ธุ์อยทู่ วั่ ทุกภาคของประเทศไทย แต่ละภาคจะมีชื่อเรียกชนั โรง

วธิ กี ำรเกบ็ ข้อมูล

1. องคป์ ระกอบผลผลิตทาการตรวจนบั และจดบนั ทึกลกั ษณะดงั ต่อไปน้ี
1.1 จานวนผลต่อตน้

1.2 จานวนเมลด็ ต่อผล

1.3 จานวนเมล็ดตอ่ ตน้

1.4 น้าหนกั 100 เมลด็
1.5 เปอร์เซ็นความงอก

1.6 ความกวา้ งของเมล็ด

1.7 ความยาวเมลด็

2. องคป์ ระกอบดา้ นคุณภาพเมลด็ พนั ธุ์และตน้ ทุนการผลิต

2.1 ระยะเวลาเกบ็ ดอก
2.2 ระยะเวลาการหนีบดอก
2.3 ระยะเวลาการผสม
3. องคป์ ระกอบดา้ นตน้ ทุนการผลิต
3.1 ค่าแรงงานผสมเกสร
3.2 ค่ารังชนั โรง

ภาพที่ 1 เมล็ดพนั ธุ์ สายพนั ธุ์ Gynoecious 5 ภาพที่ 2 เมลด็ พนั ธุ์ สายพนั ธุ์
hermaphrodite 3

วสั ดุอุปกรณ์ที่ใชใ้ นการวิจยั

1. วสั ดุอุปกรณ์ท่ีใชใ้ นปลูกแตงกวาและผสมพนั ธุ์แตงกวา

1.1 เมลด็ พนั ธุ์ สายพนั ธุ์ Gynoecious 5

1.2 เมล็ดพนั ธุ์ สายพนั ธุ์ hermaphrodite 3

2. อุปกรณ์เพาะกลา้ และเตรียมแปลงปลูก

2.1 วสั ดุเพาะกลา้
2.2 ถาดหลุมขนาด 104 หลุม
2.3 จอบ
2.4 พลาสติกคลุมแปลงกวา้ ง 1.20 เมตร
2.5 ตอก
2.6 ไมไ้ ผข่ นาดเลก็ ยาว 2 เมตร
2.7 ตาข่าย
2.8 เชือกไนล่อน
2.9 เชือกฟาง
2.10 ปุ้ยคอก
3. อุปกรณ์ในการดูแลรักษา
3.1 ป๋ ุยเคมีสูตร 46-0-0, 16-16-16 และ 13-13-21
3.2 เคร่ืองพน่ สารเคมี
4. อุปกรณ์ในการผสม
3.3 สารเคมีป้องกนั กาจดั แมลง และสารเคมีป้องกนั กาจดั โรคพืข
4.1 ถุงมือ
4.2 กระติกน้า
4.3 ลวดหนีบดอก
4.4 ไหมพรม

4.5 กรรไกร
5. วสั ดุอุปกรณ์หลงั การเก็บเกี่ยว

5.1 ถุงตาข่าย
5.2 มีด
5.3 กะละมงั
5.4 ป้ายแทก็
5.5 ตะแกลงร่อนเมล็ด
5.6 ชอ้ น
5.7 กระดาษเพาะ
5.8 ตูเ้ พาะความงอก
5.9 ฟ็อกก้ีฉีดน้า
5.9 ถุงพลาสติกขนาด 7x11
5.10 ปากคีบ
5.11 ถาดอลูมิเนียม

6. โรงเรือนมุง้ ตาขา่ ยขนาด 8x16 เมตร จานวน 3 โรงเรือน
7. ชนั โรงจานวน 24 รัง

กำรทำนำ้ ค้ำง

โดยใชไ้ มค้ า้ งท่ีมีความสูง 2 เมตร 2 อนั ปักลงบนแปลงท้งั สองขา้ งใหป้ ลายไมไ้ ขวก้ นั เป็นรูปจว่ั ที่มีความสูง
1.75 เมตร ใชเ้ ชือกฟางมดั ใหแ้ น่น ไมค้ า้ งแต่ละคูห่ ่างกนั 1 เมตร และวางไมไ้ ผอ่ ีกอนั วางพาดบนไมค้ า้ งที่
เรียงกนั แลว้ ใชเ้ ชือกฟางมดั อีกคร้ังเพ่ือความแขง็ แรง จากน้นั กางตาข่ายบนไมค้ า้ งการเพาะเมลด็ แตงกวา นา
เมล็ดแตงกวามาเพาะในถาดเพาะเมลด็ โดยใชว้ สั ดุเพาะสาเร็จรูป รดน้าวนั ละ 1-2 คร้ัง ยา้ ยปลูกลงแปลงที่
เตรียมไวเ้ ม่ือตน้ กลา้ มีอายุ 10-14 วนั หลงั เพาะกลา้

กำรปลกู และกำรดูแลรักษำ การยา้ ยกลา้ แตงกวาลงในแปลงท่ีเตรียมไว้ โดยปลูก 1 ตน้ ต่อหลุม ทาการรด

น้าใหช้ ุ่ม หลงั จากน้นั ทาการใหน้ ้าโดยใชร้ ะบบสปริงเกอร์ทุกวนั หรือตามสภาพแวดลอ้ ม การใหป้ ๋ ุย 46-0-
0 ในอตั รา 20 กิโลกรัมตอ่ ไร่ ใหป้ ุยคร้ังท่ี1 หลงั ยา้ ยปลูก 7 วนั โดยใชป้ ุยสูตร 46-0-0 ในอตั รา 20
กิโลกรัมต่อไร่เม่ือแตงกวาอายุ 20 วนั หลงั ยา้ ยปลูกใหป้ ๋ ุยสูตร 15-15-15 อตั รา 25 กิโลกรัมต่อไร่
และเม่ือแตงกวาอายุ30 วนั หลงั ยา้ ยปลูก ใส่ป๋ ุยสูตร 12-24-12 ในอตั รา 30 กิโลกรัมต่อไร่ อีกท้งั ยงั
มีการฉีดพน่ สารเคมีป้องกนั กาจดั โรค และแมลง เม่ือพบวา่ มีโรค และแมลงทาความเสียหายใหก้ บั แตงกวา
และยงั มีการจดั เถาเมื่อแตงกวาเร่ิมข้ึนคา้ ง

กำรใช้ชันโรงในกำรผสมพนั ธ์ุเพ่ือผลติ เมลด็ พนั ธ์ุแตงกวำ

1. เตรียมแปลงปลูกในโรงเรือนขนาด 8x16 เมตร จานวน 3 โรง (1 โรงมี 6 แปลง)

2. ผสมแตงกวาเมื่อเริ่มดอกบานต้งั แต่ขอ้ ที่ 5 โดยนารังชนั โรงเขา้ ไปในโรงเรือนท่ีเตรียมไวจ้ านวน 1, 2
และ 3 รัง

3. เก็บผลแตงกวาที่มีลกั ษณะสีขาวอมเหลือง ซ่ึงมีอายหุ ลงั การเกบ็ เกี่ยวประมาณ 30-35 วนั

4. บม่ แตงกวาทิ้งไวเ้ ป็ นเวลา 3-7 วนั เม่ือบม่ ผลทิ้งไวต้ ามเวลาท่ีกาหนดแลว้ ทาการผา่ ผลและหมกั เมลด็
เป็นเวลา 24 ชวั่ โมง

5. ทาความสะอาดโดยแยกลา้ งเป็นรายตน้ นาเมลด็ ท่ีลา้ งสะอาดแลว้ ไปผ้งึ ในท่ีร่ม เพอื่ ลดความช้ืนเป็นเวลา
3-5 วนั

อา้ งอิง

กรมส่งเสริมการเกษตร. 2557. ขอ้ มูลเน้ือที่ปลูก. [ระบบออนไลน์). แหล่งท่ีมา http://production.
doae.go.th/cucumber/pdf. (15 ธนั วาคม 2558).
กรมอตุ ุนิยมวทิ ยาภาคเหนือ. 2558 . สถิติภูมิอากาศเชียงใหม.่ [ระบบออนไลน)์ . แหล่งท่ีมา
http://www.cmmet.tmd.go.th/index1.php. (10 ธนั วาคม 2558).
กมล เลิศรัตน.์ 2536. การผลิตเมลด็ พนั ธุแ์ ตงกวา. น.189-213. ใน การผลิตเมลด็ พนั ธุผ์ กั โครงการ
พฒั นาการผลิตเมลด็ พนั ธุ์ผกั ภายใตก้ ารช่วยเหลือจากเอฟเอโอ/ดานิดา้ . กรุงเทพฯ:
กองขยายพนั ธุพ์ ชื กรมส่งเสริมการเกษตร.
ขนิษฐา ไชยแกว้ . 2542. เทคโนโลยกี ารผลิตเมลด็ พนั ธุ์แตงกวา. วทิ ยานิพนธ์ปริญญาโท.
มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น.
ขวญั จิตร สนั ตปิ ระชา. 2532. เอกสารประกอบปฏิบตั ิการวชิ าการผลิตเมลด็ พนั ธุ.์ สงขลา: คณะ
ทรัพยากรธรรมชาติ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร์ หาดใหญ.่
คณพล จุฑามณี. 2537 . การควบคุมการแสดงเพศดอกของพืชตระกลู แตง. วารสารวทิ ยาศาสตร์ ม.ก. 12(1), 31-
46.
จิระชยั เจือวานิช. 2530. การใชส้ ารฮอร์โมนช่วยในการเปลี่ยนอตั ราส่วนเพศของดอกและการ
เจริญเติบโตของแตงกวา. วทิ ยานิพนธ์ปริญญาโท. มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์.
จานุลกั ษณ์ ขนบดี. 2528. สมรรถนะการผสมของแตงกวา 5 พนั ธุ์ สาหรับทาแตงกวาดอง.
วทิ ยานิพนธป์ ริญญาโท. มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์.2541. การผลิตเมลด็ พนั ธุผ์ กั . กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.
เจ่ียไต๋. ม.ป.ป. การปลูกแตงกวาเพ่ือผลิตเมลด็ พนั ธุ.์ ม.ป.ท.: ม.ป.พ.
ฉววี รรณ บุตรดี. 2534. อิทธิพลของจานวนผลตอ่ ตน้ ที่มีตอ่ ผลผลิตเมลด็ พนั ธุแ์ ตงกวา. ปัญหา
พิเศษปริญญาตรี. มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์.

ฉนั ทนา วชิ รัตน,์ วราภรณ์ แสงทอง, เรืองชยั จูวฒั นสาราญ และ นงนุช กศุ ล. 2556. การพฒั นา
สายพนั ธุ์แตงกวาลูกผสมใหม้ ีลกั ษณะดอกเพศเมียคงท่ีโดยใชส้ ายพนั ธุด์ อกกระเทย.
กรุงเทพฯ: ศูนยพ์ นั ธุวศิ วกรรมและเทคโนโลยชี ีวภาพแห่งชาติ (สวทช).ชนะพงษ์ คากนั ยา. 2538. แตงกวา.
เชียงใหม:่ ม.ป.พ.
ชวนชิด หมู่โสภณ. 2537. อิทธิพลของผลอายแุ ตงกวาและอายกุ ารบ่มผลท่ีมีต่อผลผลิตและ
เปอร์เซ็นตค์ วามงอกของเมลด็ พนั ธุ์แตงกวา. ปัญหาพิเศษปริญญาตรี.มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น.


Click to View FlipBook Version